PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โหรทำนายไว้ จะวุ่นวายไทยแลนด์

"โหรโสรัจจะ"ชี้ปี 58 ไทยวุ่นหนัก ส่อปฏิวัติซ้ำ
.
เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายโสรัจจะ นวลอยู่ โหรชื่อดัง เจ้าของฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" เปิดเผยกับ "เดลินิวส์ออนไลน์" ถึงดวงเมืองปี 2558 ว่า
ตามตำราระบุว่า ดาวเสาร์ยังสถิตในดวงเมือง ตกภพมรณะ ทำให้สถานการณ์การเมืองวุ่นวายตลอดปี 58-59 ผนวกกับดาวอังคารสีเลือดย้ายจากราศีมิถุน เข้าสู่ราศีกรกฏ ทำมุมตั้งฉากกับลักคณาเมืองในราศีเมษ ช่วงวันที่ 30 ก.ค.58 ดาวพระราหู สถิตในราศีกันย์ต่อเนื่องไปอีกทั้งปี ถ้าอย่างนี้ถึงคราวชะตาลักคณาเมืองถูกบาปเคราะห์จตุโกณกากบาท ทุกจุดจึงทำให้ชาติบ้านเมืองเข้าสู่การณ์คับขันตลอดเวลา เช่น เกิดสงครามกลางเมือง ปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง ประกาศกฎอัยการศึก เพราะดาวอังคารย้ายมา บ่งถึงผู้มีอำนาจในมือที่ไม่อยู่ในศีลธรรมจะต้องเข้ามามีบทบาทแทรกเป็นยาดำในคณะรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โหรชื่อดัง ยังทำนายอีกว่า ดาวมฤตยูกับพระราหูเล็งกันอยู่เหนือขอบฟ้า ตั้งแต่ปี 57 ไปจนถึงวันที่ 11 ก.ค.58 ดาวคู่นี้หมายถึงที่เล็งกัน คือการถูกปล่อยเกาะอย่างโดดเดียว การถูกลอยแพ บ่งถึงว่าเมืองไทยจะตกอยู่ในภาวะขับคันรอบด้าน โดยประเทศที่ล้อมรอบอยู่ บ้านเมืองลุกเป็นไฟและตกอยู่ในภาวะตึงเครียด และอยู่อย่างโดดเดียว ในวันที่ 12 ก.ค.58 ดาวมฤตยูย้ายเข้าทับลักคณาดวงเมืองในราศีเมษ ทำให้เกิดเป็นปีอภิมหาวิปโยค ที่จะเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ประเทศไทยโดยสิ้นเชิงทุกด้าน
"หมายถึงการบริหารของรัฐบาล การบริหารแผ่นดิน คนเป็นผู้นำหากใจร้อน จะทำให้ปัญหาเป็นไฟลามทุ่ง จุดที่ต้องระวังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากกลุ่มคนภาคอีสานและภาคใต้ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว แต่เกิดความเข้าใจผิดกัน จนนำไปสู่การต่อสู้ขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงทุกภาคของประเทศ เกิดสงครามกลางเมืองอีกรอบ ที่สำคัญสูญเสียชีวิตมากมายกว่าทุกครั้งในอดีตและไม่น่าเกิดขึ้นได้ คือความแตกแยกทางการเมือง จากนักการเมือง ผู้ใหญ่ของประเทศ และคนทั่วไปยาวนานไปปี 59"นายโสรัจจะ กล่าว
โหรชื่อดังรายนี้ ยังทำนายอีกว่า ความยากจนเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาอีกมากในปีหน้า คนรวยกลายเป็นคนจน ฆ่าตัวตายจนเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งเป็นชะตากรรมของประเทศที่คนไทยร่วมทำกันมา ส่งผลให้ดวงดาวมาบอกเหตุว่า "ปีหน้าเกิดอาเพศ" ผู้คนผิดเพี้ยนไปหมด หวังแต่กอบโกยผลประโยนช์ ไม่คิดถึงศีลธรรม จะเป็นปีที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งอาจจะมาจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทั้งในประเทศและทั่วโลก ทำให้การฟื้นฟูประเทศทำไม่ได้ จะยิ่งซบเซา ไม่อาจจะฟื้นมาได้ เกิดโรคติดต่อและผู้คนเสียชีวิตจากภัยแล้งมากที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางพื้นที่ไม่มีน้ำกิน เกิดทะเลาะกันถึงขั้นแย่งชิงน้ำและความร้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้คนเสียชีวิตเจ็บป่วยจากความร้อนในช่วงต้นปี ส่วนปลายปีน้ำท่วมหนัก กรุงเทพฯพายเรือได้อีกเหมือนปี 54 และช่วงนั้นระวังแผ่นดินไหวในภาคกลางสร้างความสูญเสียมากกว่าเกิดสึนามิ ปี 47
นายโสรัจจะ กล่าวอีกว่า ด้านวิกฤติเศรษฐกิจ จะหนักกว่าปี 40 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ตลาดหุ้นตกแบบท้องร่วง เกิดจากต่างประเทศทั่วโลกตกต่ำในรอบหลายสิบปี เป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งสามในอีกหลายปีต่อมา โดยปี 59 เริ่มมีการใช้อาวุธหนัก ๆ ประเทศมหาอำนาจ ขัดแย้งเป็นชนวนกลายเป็นสงครามใหญ่ของโลก
โหรชื่อดังรายนี้ ได้แนะนำว่า ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองต้องทำบุญประเทศครั้งใหญ่ อาจทำให้ช่วยด้านจิตใจของประชาชน เพราะไม่มีอะไรมาแก้ดวงดาวได้ เพราะดวงดาวกำหนดมาแล้ว เป็นชะตากรรมของบ้านเมือง แต่หลังจากทุกอย่างระเบิดแล้ว ในอนาคตประเทศจะยิ่งใหญ่ได้ ใช้เวลา 5-6 ปี ภายใน 10 ปีจะกลายเป็นมหาอำนาจได้ ซึ่งจะขุดเจอทรัพยากรใต้ดิน เช่นน้ำมัน ทองคำขาว มีมูลค่ามหาศาล. //

จิ๋ว ร่ายกลอนถึง ประยุทธ

บ่างจิ๋ว ขงเจ๊ง เพ้อ ...
'บิ๊กจิ๋ว' แต่งกลอน ฝากถึง นายกฯตู่ เตือน มีอำนาจก็หมดอำนาจได้
16 ธ.ค. 2557 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งบทกลอนสะท้อนการเมือง ที่แต่งขึ้นเอง ชื่อว่า "อภัย" โดยฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง หลังจากที่เคยออกมาเตือนจะเกิดการปฏิวัติซ้อนในปีหน้า ซึ่งบทกลอนดังกล่าวมีใจความว่า ...
จำใจรับไว้ กติกา
จำจดจำติดตาแอบอ้าง
จำเจ็บปวดทุกคราที่ถูกกระทำ
จำละทิฐิล้างย่อมได้อภัยสนอง
ในน้ำนั้นมีปลา
ในนานั้นมีข้าว
แต่ในอกนั้นปวดร้าว
ทุกย่างก้าวระทมทุกข์
แปดสิบกว่าเดินทางมาแสนยาวไกล
อีกเมื่อไหร่ประชาไทยจะได้สุข
เห็นเพื่อนบ้านเดินหน้าแล้วตาลุก
ไทยต้องปลุกรู้รักสามัคคี
คืออำนาจ
คืออำนาจที่ฟาดฟัน
อำนาจนั้นทำให้ไทยเป็นหลายสี
มีอำนาจ
หมดอำนาจประหลาดดี
เป็นต้องตีกันให้ตายวายไปข้าง
จงตื่นเถิด
ตื่นเถิดประชาไทย
คิดอภัยคิดเมตตา หากินบ้าง
เพื่อลูกหลาน เหลนโหลนที่ปลายทาง
จบทุกอย่างทิฐิละ ให้อภัย.
--------
วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557
http://www.naewna.com/politic/135617
----------------


5บุคคลที่หนีคดี

1. ทักษิณ ชิณวัตร

ทักษิณ ชินวัตร
1.คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก มีจำเลยคือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ฐานกระทำผิดกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 100 โดยออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณไว้ และได้ให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน
2.คดีเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป มูลค่า 738 ล้านบาท มีจำเลยคือ คุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ศาลอาญาได้พิพากษาให้จำคุกคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ คนละ 3 ปี ส่วนนางกาญจนาภา จำคุก 2 ปี แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ได้กลับคำตัดสินของศาลอาญา สั่งยกฟ้อง คุณหญิงพจมานและนางกาญจนาภา ส่วนนายบรรณพจน์ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่อัยการสูงสุดจะตัดสินใจ “ไม่ฎีกา”
3.คดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มีจำเลยคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับพวก รวม 44 คน ต่อมาศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คน เนื่องจากพบว่าไม่ได้กระทำความผิด
4.คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้ายพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน คตส.ยื่นฟ้อง ครม.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคณะ และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกันเป็นจำเลย ซึ่งศาลฎีกาตัดสินให้จำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง 2 ปี นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานคณะบอร์ดกองสลาก 2 ปี นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลาก 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้ง 3 ไม่เคยทำผิดมาก่อน ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษา จึงมีการออกหมายจับ
5.คดีร่ำรวยผิดปกติ ให้ทรัพย์สิน 76,621 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ และเงินปันผล จำนวน 46,373 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
นอกจากนี้ยังมีคดีที่คั่งค้างอยู่ระหว่างการพิจรณาในชั้นศาลอีกจำนวนหนึ่ง

2. เจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม

วัฒนา อัศวเหม
18 สิงหาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ 9 คน ในคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน
สืบเนื่องจากนายวัฒนาใช้อำนาจข่มขู่ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่เทขยะมูลฝอยซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย
ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
ศาลฎีกาฯ ชี้ว่า จำเลยได้บังคับจูงใจให้เจ้าพนักงานปกครองและเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ออกโฉนดที่ดิน จำนวน 4 แปลง ทับที่ทิ้งขยะ ถนน และคลองสาธารณะ บริเวณตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมิชอบ
โทษอาญาของ วัฒนา คือ พิพากษาลงโทษจำคุก จำเลย 10 ปี และให้ริบพระผงสุพรรณเหลี่ยมทองของกลาง พร้อมกับออกหมายจับเพื่อติดตามตัวจำเลย มารับโทษตามคำพิพากษาต่อไป

3. กำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม

สมชาย คุณปลื้ม
5 มิถุนายน 2550 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “กำนันเป๊าะ” 3 ปี 4 เดือน
ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะเมืองพัทยา
กำนันเป๊าะ ไม่ได้หนีเฉพาะคดี ทุจริตจัดซื้อที่ดิน โทษ 10 ปี
แต่ยังหนีคดี จ้างวานฆ่า กำนันยูรอีกคดี รวมเป็น 2 คดี
เจ้าพ่อภาคตะวันออก อาจต้อง หนีอาญาแผ่นดิน เป็นเวาลา 20 ปี
ล่าสุดมีข่าวการจับกุมตัวกำนันเป๊าะได้ที่บ้านพักในชลบุรี แต่ก็ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา ด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับสุขภาพ

4. ประชา มาลีนนท์

ประชา มาลีนนท์
ถูกศาลฎีกาฯสั่งจำคุก 12 ปีคดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง 6.6 พันล้าน
ศาลออกหมายเรียกตัวนายประชามาฟังคำพิพากษานัดแรก ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556 แต่นายประชาไม่ได้มาตามที่ศาลนัด ศาลจึงเลื่อนฟังคำพิพากษามาเป็นวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2556 ซึ่งนายประชาก็ไม่ได้มาตามที่ศาลนัดอีกเช่นเคย และหลายคนก็เชื่อว่านายประชาได้เตรียมการหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ดังนั้นศาลจึงตัดสินพิพากษาให้นายประชาต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และ 13 ซึ่งเป็นบทลงโทษหนักที่สุด ส่งผลให้ในปัจจุบันนายประชาเป็นนักโทษที่หนีคดีที่ถูกจับตามองอยู่

5. เสี่ยโจ้” หรือ “นายสหชัย เจียรเสริมสิน

download
ว่ากันว่าเขาเป็นนักธุรกิจทางพื้นที่ภาคใต้ที่ฝ่ายความมั่นคงรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของน้ำมันเถื่อน และหวยใต้ดิน รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายในทุกยุคทุกสมัย ไม่เว้นกระทั่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
“เสี่ยโจ้” หลบหนีคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญาของศาลจังหวัดปัตตานี ฐานปลอมแปลงเอกสารตราประทับ ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนที่จะถูกศาลพิพากษาให้จำคุก มีรายงานว่าเขาได้ต่อสายตรงถึงบุรุษสีกากีที่เคยเป็นใหญ่อยู่ในพื้นที่ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องคดี รวมถึงทางหนีทีไล่ไว้รองรับแล้วด้วย

เปิดเส้นทางหนี เจ้าพ่อ – นักการเมืองไทย เพราะคุกมีไว้ขังหมากับคนจน

ปกติสถิติการหนีออกนอกประเทศ มักจะเป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการหนีหนี้ หนีความผิดในคดีความต่างๆ แต่ยุคนี้นักการเมืองทั้งหลายก็อยู่ในข่ายต้องเตรียมตัวเรื่อง “ลี้ภัย” ให้ดี เพราะอิทธิฤทธิ์ของศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมืองซึ่งพิจารณาคดีแบบ “เคาะโป้งเดียวจอด” ไม่มีก๊อกสอง ก๊อกสาม ให้รอลุ้น
“ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้มีนักการเมืองไทยหลายคนที่เตรียมแผนการหนีเอาไว้ไม่น้อย เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองมีศาลเดียว อย่างเวลาขึ้นศาลทั่วไปก็มีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ใครโดนก็กล้าไปฟัง แต่นี่มีศาลเดียว ใครจะกล้าไป ฟังแล้วมันหนาวไหม
มันก็เลยทำให้คนต้องเตรียมตัว หลายคนที่ไปตระเวนดูบ้านพักในต่างประเทศแล้ว อย่างในฝรั่งเศส อังกฤษ หรือจะเป็น บอสตันก็มี” คือคำอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวโดยเจ้าพ่อจอมแฉ อย่าง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์”
เพียงเปิดคำถามแรกว่าเขาหนีกันอย่างไร เสี่ยชูวิทย์ตอบได้ทันควันว่าเรื่องจะหนีออกนอกประเทศนั้นง่ายกว่าที่คิดเยอะ
“เส้นทางหนีออกจากประเทศแบบไม่ให้มีคนรู้มีเยอะมาก แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรด้วย แต่ปัญหาที่จะต้องตอบให้ได้ก่อนจะออกเดินทางคือ ออกไปแล้วจะไปไหนต่อ จะไปอยู่ที่ไหน”

ประสบการณ์หนี “ตัวจริง”

แม้จะไม่มีประสบการณ์ “หนีออกนอกประเทศ” แต่ตรงข้ามกันตรงที่เขาได้เคยผ่านประสบการณ์ “แอบเข้าประเทศ” โดยทางการไม่รู้ต่างหาก
“ตอนนั้น ผมไปออสเตรเลีย ก็มีเพื่อนพ้องโทรมาส่งข่าวว่าผมโดนหมายจับ ตอนนั้นอยู่ที่สิงคโปร์แล้ว ก็ต้องตั้งหลักที่นั่นก่อน หาทางหนีทีไล่ แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจนั่งเครื่องมาลงภูเก็ต ก่อนจะใช้เส้นสายที่มีกลับเข้ามาในประเทศแบบไม่ต้องผ่าน ตม.” ชูวิทย์เล่า
แม้ว่าหลังจากกลับเข้าเมืองไทยได้แล้ว ชูวิทย์ก็ติดต่อขอมอบตัวกับตำรวจอยู่ดี แต่ที่ใช้วิธีหลบเข้ามาก็เพื่อเตรียมตัว เตรียมการให้พร้อมก่อนจะเข้ามอบตัวเท่านั้น
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ชูวิทย์ เล่าได้เป็นฉากๆ ถึงเส้นทางหนีของเหล่าเจ้าพ่อ และนักการเมือง

หนีทางไหน ปลอดภัยตำรวจ

ถ้าแค่คิดจะ “หนี” โดยยังไม่ต้องพูดถึงจุดหมายปลายทางนั้น ชูวิทย์ บอกว่าเหนือจรดใต้ก็ไปได้ทั้งนั้น สุดแต่ความสะดวกของแต่ละคน
ถ้าสะดวกจะเร้นกายออกนอกประเทศผ่านตะเข็บชายแดนแถบภาคเหนือก็ไปได้ทางรอยต่อแถวเชียงราย แม่ฮ่องสอน ซึ่งเดินทางต่อไปจนถึงคุนหมิงเลยก็ยังได้
แต่คุนหมิงในความเห็นของชูวิทย์นั้น มีปัญหาอยู่บ้าง คือ “ไปได้แต่อยู่ไม่สบาย” ปราศจากความทันสมัย สะดวกสบาย แบบที่คุ้นชินในประเทศไทย
ส่วนใครที่คิดอยากไปทางภาคอีสานผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือง หนองคาย-ลาว ก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต่างอะไรกับ เซเว่นอีเลฟเว่น เพราะถ้ารู้จักคนก็สามารถเข้าออกได้ 24 ชั่วโมง แบบไม่ต้องผ่าน ตม. ซึ่งจากเมืองปากเซก็สามารถทะลุไปถึงเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม
“ถ้าจะอยู่เวียดนาม พูดถึงอาหารการกินก็โอเค ไม่แย่นัก แต่ถ้าอยากได้ความสะดวกสบายแบบที่เคยได้รับในเมืองไทย ก็ต้องทำใจหน่อย” ชูวิทย์กล่าว
สำหรับภาคใต้ ชายหาดโดยทั่วไป ภูเก็ต กระบี่ ระนอง ว่าเรือจากตรงไหนก็ได้ แถมไม่จำเป็นต้องถึงขนาดออกนอกประเทศก็ได้ เพราะมีเกาะแก่งมากมายให้หลบซ่อนตัวแบบไม่ต้องลำบากลำบน
แต่จุดที่ชูวิทย์แนะนำให้เป็นเส้นทางที่ง่ายสะดวกสบายที่สุด หากจะใช้เป็นเส้นทางหนีออกไปกบดาน คือ จ.ชลบุรี ทั้งสาเหตุที่ใกล้จาก กทม.แค่ 2 ชั่วโมงถึง แถมฝั่งทะเลตะวันออกก็สามารถนั่งเรือเข้าออกได้สะดวก… โดยบอกว่าถ้ามีเหตุให้ต้องหนี ตัวเขาจะเลือกเริ่มต้นที่ชลบุรี

จุดหมายปลายทาง “หนี”

“อย่างที่บอก ว่าแค่จะออกนอกประเทศนั้นง่ายแสนง่าย แต่ปัญหาที่ต้องคิดก่อนไปก็คือ จะไปไหนต่อต่างหาก ที่ต้องคิดและเตรียมพร้อมให้ดี”
ว่าแล้วชูวิทย์ก็เริ่มแจกแจงเส้นทางที่คนนิยมซึ่งมีมากมายหลายแบบให้จิ้มเลือกได้ตามงบประมาณตลอดจนไลฟ์สไตล์ของผู้หนี
หากถนัดในการเสี่ยงโชคอยู่แล้ว แน่นอนว่า “บ่อน” คือ ทางเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะจำนวนบ่อนบริเวณชายแดนนั้นไม่ใช่น้อยๆ ขอแค่เป็นนักเล่นตัวจริง เงินถึงจริง เจ้าของบ่อนแทบจะส่งราชรถมารับตั้งแต่จากกรุงเทพฯ กันเลยทีเดียว
“หนีไปอยู่ที่กาสิโนตามตะเข็บชายแดนรับประกันได้ว่าไม่มีใครจับ เพราะอิทธิพลบ่อนมันครอบคลุมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นลูกค้ามือหนัก บ่อนยิ่งชอบ ให้ไปรับถึงที่เลยยังได้ นั่งอยู่บนรถเฉยๆ พอถึงด่านก็ไม่ต้องลงรถ ไม่ต้องตรวจบัตร ไม่ต้องต่อแถว ไม่ต้องใช้พาสปอร์ตก็เข้าออกได้” ชูวิทย์เล่า
ถ้าไม่ถนัดเสี่ยงโชค โดยเป็นคนรักสงบ ชอบดื่มด่ำธรรมชาติ คำแนะนำคือให้ไปอยู่ “เกาะ” เหมาะสมที่สุด ไม่ต้องบากบั่นไปไกลถึงต่างประเทศ แค่หนีไปอยู่เกาะก็ได้ผลแล้ว จะเป็นเกาะส่วนตัวของพวกพ้องก็มีแต่คนกันเองที่ไว้ใจได้ ขอแค่มีคนเป็นหูเป็นตาให้ ก็อยู่ได้อย่างวางใจ นัยว่าพักร้อนไปด้วยในตัว
แต่เกิดสมมติว่าเป็นคนกลัวน้ำ ไม่อยากลงเรือ ก็สามารถหลบอยู่ตามป่าเขา อุทยานต่างๆ ก็ได้ประสิทธิผลและอารมณ์ไม่ต่างกัน
“ผมบอกได้เลยว่าบางคนที่บอกว่าหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น จริงๆ น่าจะยังอยู่ในไทย เพียงแค่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นเท่านั้น แล้วก็ปล่อยข่าวหลอก ว่าออกนอกประเทศแล้ว เพื่อลดแรงเสียดทานของตำรวจว่าต้องค้นหาตัวให้เจอ”
ข้อควรจำ หากใครสมัครใจอยากจะไปติดเกาะ ชูวิทย์ เตือนว่าส่วนมากตามเกาะแก่งหรือป่าเขา มักจะขาดแคลนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นโทรศัพท์ดาวเทียม คือ สิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมหาซื้อไปไว้ใช้ติดต่อกับโลกภายนอกโดยตรวจจับไม่ได้ด้วยว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งหาซื้อง่ายมากควักกระเป๋าจ่ายเพียง 5 หมื่นบาทก็มีไว้ในครอบครองได้แล้ว
แต่สำหรับตัวชูวิทย์เองนั้น หากต้อง “หนี” เขาก็ขอหนีด้วยวิธีที่สะดวกสบาย โดย “เรือสำราญ” คือทางเลือกของผู้ชายที่ชื่อ ชูวิทย์
“ใครมีเงินหน่อย ผมแนะนำให้ไปล่องเรือสำราญ เพราะมันเป็นวิธีหนีที่สนุกสนานมาก ได้เที่ยวรอบโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สามารถกบดานอยู่บนเรือเป็นเดือนๆ รับรองไม่มีทางโดนจับ เพราะคนไทยไม่ชอบไปเที่ยวแบบนี้ จึงยากที่จะโดนคนพบเห็น”
สนนราคาของการหนีไปกับเรือสำราญนี้ชูวิทย์บอกว่ามีเงิน 3 แสนก็ไปได้ แต่หากจะขออยู่แบบหรูสบายสุดๆ ก็พกไปสัก 5 แสนกำลังดี เผื่อชอปปิงเลือกซื้อของฝากกลับบ้าน พร้อมกับบอกอีกว่า จุดขึ้นเรือที่สิงคโปร์ น่าจะสะดวกที่สุด

หนีไว้ก่อน ดีกว่าต้องนอนในคุก

ทั้งสามวิธีที่ชูวิทย์แนะนำมานั้น เป็นการเร้นตัวออกจากปัญหาเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่สามารถพูดคุยกันได้ เจรจากันได้ แต่การที่จะสามารถมีอำนาจในการเจรจาได้ แน่นอนว่า “คุณต้องอยู่นอกคุก”
“หลักการคือ หนีไว้ก่อน ไม่ว่าจะหนีอะไร ให้หนีไว้ก่อนแล้วค่อยมาคุย มาตกลงกัน” เพราะถ้าเกิดยอมติดคุกไปเสียแล้ว ก็หาหนทางที่จะไปเจรจาต่อได้ยาก
.. หากว่าหนีเจ้าหนี้ ก็ต้องหนี เพื่อประวิงเวลา เพิ่มอำนาจในการต่อรอง ลดจำนวนเงินที่ต้องชดใช้
.. หากว่าหนีคดี ไปเหยียบเท้าใครเข้า ก็ต้องประคองสถานการณ์ สบช่องก็ดอดเข้าเจรจากับเจ้าทุกข์นอกรอบ ผ่อนหนักเป็นเบา
.. หากว่าหนีคำตัดสินโทษ กรณีนี้อาจต้องไปนานหน่อย เพราะคงไม่ใช่ว่าเจรจากันได้ง่ายๆ
แต่สำหรับใครก็ตามที่ต้องหนีนาน อาจจะถึงขั้นจำต้องอยู่นอกประเทศตลอดชีวิตเลยนั้น “ยุโรปตะวันออก” คือจุดหมายที่ชูวิทย์แนะนำ
อาทิ ประเทศโปแลนด์ รวมถึงบริเวณที่เคยเป็นเยอรมันตะวันออก เชโกสโลวะเกีย โดยเฉพาะประเทศฮังการี กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หนีคดีทั้งหลาย ด้วยว่าค่าครองชีพยังไม่สูงมาก แถมเรื่องความโปร่งใสก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากว่ามีคอนเนคชั่นดีๆ เงินถึง ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายลดหลั่นกันไปตามแต่กำลังทรัพย์
สำหรับราคาค่าหนีแบบ “วันเวย์ ทิคเก็ต” ตีตั๋วเที่ยวเดียวชนิดไปไม่กลับนั้น ชูวิทย์ เคาะเครื่องคิดเลขออกมาได้ที่ประมาณ 2 ล้านเหรียญยูเอส หรือราวๆ 70 ล้านบาท แต่หากใครหอบลูกจูงหลาน หนีกันไปแบบยกครัว คร่าวๆ ที่ต้องเตรียมไว้ให้อุ่นใจคือเป็นร้อยล้านบาท เพราะต้องมองไปถึงอนาคตการศึกษาของลูกหลานด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้มีแผนที่จะหนี นอกจากจะต้องเตรียมตัววางแผน เตรียมเงินให้พร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้อง “เตรียมใจ” ให้พร้อมที่จะต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ซึ่งประเด็นนี้เสี่ยชูวิทย์ เตือนด้วยน้ำเสียงไม่ล้อเล่นเลยว่า “ระวังเหงา”
“คนไทยที่ไปส่วนมากเป็นคนติดสังคม ก็เตือนไว้ก่อนเลยว่าระวังจะเหงา ผมเคยเห็นคนที่เป็นพ่อค้าที่หนีหนี้ไปอยู่ต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ สื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง วันทั้งวันก็อยู่แต่ในบ้าน ไม่รู้จักใคร พูดกับใครไม่ได้ มันทรมานนะ” ชูวิทย์เตือนทิ้งท้ายด้วยความหวังดี

หน่วยข่าวทหารชี้ “เขมร-ลาว” ยอดฮิต

แหล่งข่าวนายทหารที่เคยปฏิบัติงานในศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) เผยว่า เส้นทางหลบหนีออกนอกประเทศที่นิยมกันมากจะออกทางกัมพูชาและลาวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกัมพูชาจะมีด่านเถื่อนหลายด่าน และมีหลายช่องทางที่สามารถเดินทางออกไปได้ ทั้งทางบกและทางน้ำ เช่น จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ในภาคตะวันออก และจังหวัดในเขตอีสานใต้อีกหลายจังหวัด
“วิธีการผ่านด่านพวกนี้ ขอให้มีคนของประเทศนั้นๆ มารับก็ใช้ได้แล้ว อาจจะต้องจ่ายเจ้าหน้าที่ประจำด่านเสียหน่อย ทั้งลาวทั้งเขมรเป็นแบบนี้” แหล่งข่าว ระบุ
อดีตนายทหารฝ่ายข่าว ยังระบุว่า นอกจากจะหนีออกทางด่านเถื่อนแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก คือออกไปกับรถตู้ของบ่อนการพนันตามแนวชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝั่งเขมร เช่น ปอยเปต ที่ติดกับตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว ถ้าเป็นผู้ต้องหาคดีไม่สำคัญ ก็สามารถติดไปกับรถของบ่อนการพนันได้เลย โดยทำทีไปเล่นพนัน เมื่อผ่านเข้าไปได้แล้วก็หาทางหนีต่อไป
ส่วนกลุ่มผู้ต้องหาสำคัญหรือนักการเมืองนั้น แหล่งข่าวทางทหาร บอกว่า การหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคนเหล่านี้มีเส้นสายมากมาย เพียงแต่จะไม่ผ่านด่านศุลกากร หรือด่านชายแดนถาวรให้มีหลักฐาน แต่จะผ่านทางด่านเถื่อน หรือมีเรือมารอรับ ซึ่งขบวนการที่มารับก็เป็นคนไทยทั้งนั้น รับไปแล้วก็พาไปส่งตามโรงแรมหรูในเครือข่าย
“พอข้ามไปได้แล้วก็อยู่สบาย อย่าไปก่อคดีขึ้นอีกก็แล้วกัน ทางประเทศเหล่านั้นก็มักไม่ทำอะไร แม้จะรู้ว่าอยู่ในประเทศของเขาก็ตาม”

เครือข่าย “ทักษิณ” ใช้เกาะช้างเป็นฐาน

แหล่งข่าวผู้นี้ ยังให้ข้อมูลอีกว่า ถ้าจะจำกัดวงเฉพาะนักการเมืองสาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากจะหนีเข้ากัมพูชาก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ข้ามไปที่เกาะช้าง จากนั้นก็จะมีคนมารับ นั่งเรือสปีดโบตไปไม่นานก็เข้าเขตกัมพูชาแล้ว ที่สำคัญรีสอร์ทใหญ่ๆ บนเกาะช้างล้วนเป็นอาณาจักรของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะซื้อในชื่อคนอื่นเอาไว้หลายแห่ง
ส่วนเส้นทางการหลบหนีไปทางพม่ากับมาเลเซีย แหล่งข่าว กล่าวว่า ทางพม่าไม่เป็นที่นิยม เพราะชายแดนด้านที่ติดกับไทยเป็นเขตอิทธิพลของชนกลุ่มน้อย ทั้งว้า และกะเหรี่ยง เฉพาะกะเหรี่ยงก็มีถึง 3 กลุ่มแล้ว ฉะนั้นโอกาสที่จะประสานงานติดต่อจะยากกว่า และโอกาสพลาดมีสูง อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็สูง เพราะไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐบาลทหารพม่าควบคุมได้ทั้งหมด ขณะที่มาเลเซีย การจะข้ามไปได้ต้องพูดภาษามลายูคล่อง ซึ่งก็ยากสำหรับคนไทย
“เท่าที่เคยมีข้อมูลด้านการข่าว ส่วนใหญ่บุคคลสำคัญบ้านเราก็จะหนีเข้าทางเขมร ด้วยเหตุผลอย่างที่บอกคือมีช่องทางหลายช่อง ทั้งทางบกและทางทะเล ซ้ำยังมีบ่อนกาสิโนมากมายที่สามารถแฝงตัวไปกับนักเล่นพนันได้เลย หน้าตาคนไทยกับคนเขมรก็คล้ายๆ กัน ทำให้ยากแก่การตรวจจับ ที่ผ่านมาหลังการปฏิวัติเมื่อปี 2534 นักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งก็หนีออกนอกประเทศทางฝั่งเขมร แล้วต่อเรือไปสิงคโปร์ ก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปยุโรป หรือลูกชายของนักการเมืองชื่อดังที่โดนคดีอาญาก็หนีไปทางเขมรเช่นกัน” แหล่งข่าวระบุ

“นกรู้” หนีออกนอกก่อนมีหมายจับ

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวที่เคยทำงานใน ศรภ. บอกว่า ถึงที่สุดแล้วหากมีเส้นสายทางการเมือง ก็สามารถหนีออกนอกประเทศผ่านทางช่องทางปกติได้ โดยหนีไปก่อนที่จะถูกออกหมายจับ เพราะถ้ายังไม่มีหมายจับ จะผ่านด่านไหนก็ย่อมได้ รู้ว่าตำรวจจะออกหมายจับพรุ่งนี้ ก็หนีเสียตั้งแต่วันนี้ หลายกรณีก็เป็นเช่นนั้น

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว15ธ.ค.57

Jab15Dec14

หุ้นตก

นายกฯคาดเศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้น
เวลา 10.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่ออุตสาหกรรม

ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน" และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2558-2564)

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ปี 56-57 เรามีความไม่สงบเกิดขึ้น ซึ่งความขัดแย้งความจริงมีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจการค้าและการลง

ทุน ทุกอย่างได้รับผลกระทบ แต่วันนี้ยืนยันว่าสถานการณ์เราดีขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนจะดีขึ้นไปกว่านี้หรือไม่อยู่ที่ความร่วมมือกัน มีความเป็นเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น แต่เราต้องใช้เวลาใน

การปฏิรูปในทุกๆ ด้านตั้งแต่ฐานราก ความปรองดองและความสมานฉันท์ รวมทั้งการสร้างความเสมอภาค แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยจะมีการติดลบแต่ก็ยังดีขึ้นบ้าง แม้จะยังไม่เป็นที่พอใจมากนัก แต่

เราก็ยังคาดหวังว่าปี 2558 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ประมาณการร้อยละ 3.5-4.5 ความมั่นใจของนักลงทุนมีมากขึ้น โดยตัวเลขการขอรับการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนจาก

เดิมตัวเลขอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท ปีนี้ก็น่าจะทะลุอยู่ที่ 8 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องการท่องเที่ยว สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงช่วงฤดูการท่องเที่ยว ยอดการจอง

โรงแรมและตั๋วเครื่องบินเต็มทั้งหมด แต่ถ้าจะให้เทียบกับปีที่ผ่านมาก็ยังคงเทียบไม่ได้ เนื่องจากเราเจอสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบ แต่ยืนยันว่าดีขึ้น แม้การประมาณการณ์จากปีที่ผ่านมาตัวเลขอยู่ที่

26.7 ล้านคน แต่ตัวเลขก็ทำได้ที่ 25 ล้านคน ก็ถือว่ายังดีและยืนยันว่ากฎหมายที่เราประกาศใช้ไม่ได้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือนักท่องเที่ยวเลย แต่ทั้งหมดก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาค

ส่วนขอให้เสียสละบ้างหรือมีกำไรน้อยลงบ้าง ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ทำให้ขาดทุนอย่างแน่นอน
------------
นายกฯเผยลดราคาเบนซิน2บาทดีเซล1บาท มีผลพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2557 เวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ว่า การประชุมวันนี้จะ

ให้ราคาน้ำมันทุกชนิดลดราคาลงเหลือต่ำกว่า 30 บาทยังไม่ได้ ต้องเข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการกพช.จะชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง วันนี้มีมติแค่ให้มีการลดราคาเพิ่มโดยน้ำมันเบนซินให้ลงราคา

ลิตรละ 2 บาท ดีเซลลดลง 1 บาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามันบิดเบือนทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่หันไปใช้ก๊าซแอลพีจีเกือบทั้งหมด เช่น การขนส่ง
ใช้แอลพีจีเกือบทั้งหมด และจะทำอย่างไรกัน เพราะเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้า อีกทั้งมีการลักลอบกันเข้ามาเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งสำคัญคือรัฐจะดูแลช่วยเหลือคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยให้เหมือนเดิม

อย่างเช่นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องรับภาระเสียภาษีถึง 6 บาท แต่วันนี้ก็จะลดลง ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะมีผลดีกับประเทศไทยระยะยาวอย่างแน่นอน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนน้ำมันนั้นยังต้องมีไว้กรณีที่ราคาน้ำมันโลกมีการเปลี่ยนแปลง กองทุนจะได้ช่วยพยุงจะได้ไม่เดือดร้อนกัน ตอนนี้สถานะเรามีเงินอยู่ในกองทุนประมาณ 2

หมื่นล้านบาท ของเก่าที่ติดลบกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีคสช. โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน มีทั้งการลดภาษี การลอยตัว ซึ่งวันนี้ทุกอย่างเริ่มเป็นปกติแล้ว ก็ต้องให้เวลาสักนิดหนึ่ง

ในอนาคตอาจจะลดราคามากกว่านี้ก็ได้ เพียงแต่ขอให้เกิดความแน่นอนก่อน เนื่องจากขณะนี้ยังมีความหวือหวาอยู่บ้าง ซึ่งรัฐบาลพยายามลดภาวการณ์ให้มากที่สุด โดยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไว้

เพื่ออุดหนุนหากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ขณะนี้เรากำลังปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน รวมทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน โดยจะต้องมีกองทุนก้อนหนึ่งเพื่อส่งเสริมการลงทุน

เรื่องดังกล่าวเพราะจำเป็นต้องสร้างโรงงานเหล่านี้ขึ้นมา และการปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้ก็เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งถ้ารวมยอดตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่แล้ว เราลดราคาน้ำมันไป

เกือบ 10 บาท
-----------------
นายกฯชี้หุ้นร่วงไม่ได้เป็นแค่ไทย

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2557 เวลา 16.35 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีหุ้นร่วงหลายจุด ว่า ในขณะนี้ได้ข่าวมาว่าขึ้นเป็น 50

จุด หลังจากที่ตกไป 150 จุด โดยที่ตกก็ไม่ได้ตกเฉพาะในประเทศไทยในต่างประเทศก็ตก อย่างไรก็ตามได้สั่งการไปยังรองนายกฯ ที่รับผิดชอบให้เข้าไปดูแล และได้แจ้งต่อต่างประเทศว่า

สถานการณ์ในประเทศยังปกติ มีแต่ข่าวลือส่งเดชเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยตนบอกแล้วว่าไม่มีอะไร ส่วนเหตุการณ์ก่อการร้ายไม่เกี่ยวข้องกับไทย ทั้งนี้รัฐบาลได้ติดตามมาโดยตลอด การขึ้นลงของหุ้น

ไทยวันนี้เป็นไปตามกลไกตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถานการณ์น้ำมันโลก หรือปัญหาการเมืองและการสู้รบในต่างประเทศ

"คำว่าหุ้นจะให้ขึ้นอย่างเดียวคงไม่ได้ มันต้องขึ้นต้องลงต้องดูว่าเวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ ซึ่งก็ได้กำไรเยอะ เวลาลงก็ต้องเจ็บตัวกันบ้าง อยากเตือนนักเล่นหุ้นว่าอย่าเอาเงินจมไปเล่นหุ้น คืออย่ากู้เงินมา

แล้วไปเล่นหุ้น มันต้องเงินลอยเงินเหลือใช้นำไปเล่น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
-----------------
"ณรงค์ชัย" เชื่อราคาน้ำมันตกไม่กระทบเปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียม เชื่อนักลงทุนมองผลตอบแทนระยะยาว

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงในขณะนี้
เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการออกประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจยื่นคำขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ สำหรับแปลง
สำรวจบนบกและในทะเลอ่าวไทย จำนวน 29 แหล่ง ซึ่งจะครบกำหนด 120 วัน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปีหน้า โดยมั่นใจว่า
บริษัทเอกชนผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะมองถึงผลตอบแทนระยะยาว ซึ่งทางกระทรวงพลังงานได้มีการเปิดชี้แจง
กับนักลงทุนได้เข้าใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับย้ำว่าไทยจะไม่ต่ออายุสัมปทานให้กับผู้ลงทุนรายเดิม แต่จะต้องมีการยื่นคำ
ขอสัมปทานใหม่ทั้งหมดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดของไทยการใช้ระบบสัมปทานถือว่าคุ้มค่าที่สุด
---------------
หุ้นดิ่งหนักกว่า 49 จุด แตะ 1,465.55 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,959.19 ล้านบาท

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันนี้ (15 ธ.ค.) ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบหลังจากเปิดตลาดหุ้น เมื่อเวลา 12.09 น.
ดัชนีปรับตัวลดลง 49.40 จุด แตะที่ระดับ 1,465.55 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 38,959.19 ล้านบาท ในทิศทางเดียวกับตลาด
หุ้นเอเชียที่ร่วงลงหนักในเช้าวันนี้ ซึ่ง นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า ดัชนี
หลุด 1,500 จุด ถือว่าหลุดเร็วและแรงเกินไป เป็นเรื่องของการขาดความเชื่อมั่น โดยตลาดหุ้นไทยเช้านี้เป็นไปตามตลาดหุ้นโลก
จากเรื่องเดิมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับลงมาก ซึ่งราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่ม
ปิโตรเลียม ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการลง คาดว่ากำไรน่าจะหายไปราว 3-4 หมื่นล้านบาท
-------------
รัฐมนตรีฯคลัง ชี้ หุ้นไทย ตกตามตลาดโลก ห่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับลด มอง ไม่จำเป็นออกมาตรการดูแล

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีดัชนีในตลาดหุ้นไทย ปรับลดลงแรงในวันนี้
เป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดอื่นทั่วโลก เนื่องจาก ตลาดต่างประเทศขณะนี้มีความกังวลเกี่ยวกับ
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแรง แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มั่นใจต่อ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากพอถึงช่วงเวลาหนึ่งแล้ว มองว่าราคาหุ้นจะมีการปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกอย่างแน่นอน
พร้อมทั้งมองว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการมาดูแลในเรื่องดังกล่าว อีกทั้ง การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก
ปรับลด น่าจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง
       
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ในปี 2558 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี จะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีแรง
ขับเคลื่อนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการในเรื่องของกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะที่
ปัจจัยที่ยังน่าเป็นห่วง คือปัญหาการส่งออกที่ยังชะลอตัวลงต่อเนื่องจากปีนี้  แต่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะพยายาม
ดำเนินงานในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในระยะต่อไป
----------------
หุ้นไทย ดิ่งหนัก ร่วง 137 จุด  แตะที่ระดับ 1,377.27 จุด  ปตท. ราคาลดลง 33 บาท อยู่ที่  297 บาท

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยถูกเทขายอย่างหนัก หลังจากเปิดตลาดหุ้นภาคบ่าย ล่าสุด เมื่อเวลา 15.31 น.
ดัชนีปรับตัวลดลง 137.68 จุด แตะที่ระดับ 1,377.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 71,575.70 ล้านบาท ทั้งนี้ หลักทรัพย์
ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุง 5 อันดับ คือ อันดับที่ 1 ทรู ราคาลดลง 1.50 บาท อยู่ที่ 10.30 บาท  อันดับ 2 ปตท.
ราคาลดลง 33 บาท อยู่ที่ 297 บาท อันดับที่ 3 ธนาคารกสิกรไทย ราคาลดลง 14 บาท อยู่ที่ 222 บาท อันดับที่ 4
แอดวานซ์ อินโฟร์เซอวิส ลดลง 17 บาท ราคาอยู่ที่ 222 บาท และอันดับที่ 5 อินทัช โฮลดิ้งส์ ราคาลดลง 3.75 บาท
อยู่ที่ 72 บาท

ขณะที่ นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ที่ปรับลง
แรงบ่ายนี้ สาเหตุหนึ่ง คาดว่า เกิดจากแรงบังคับขาย ในหุ้นบางตัวที่ปรับตัวลงต่อเนื่องและตอนนี้ ราคาน้ำมัน ก็ปรับลง
ซึ่งมีผลต่อการปรับลดประมาณการกำไรตลาด
--------------------
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจง หุ้นตกตามตลาดโลก  ชี้ ไม่จำเป็นตั้งกองทุนพยุง ขอนักลงทุนอย่าตื่น วางแผงให้รอบคอบ

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การที่ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงวันนี้
เป็นไปในทิศทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นเอเชีย หลังจาก ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงถึง 315.51 จุด จากราคา
น้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าหุ้นน้ำมันในตลาดหุ้นต่าง ๆ ทั่วโลกลดลงตามไปด้วย ซึ่งข้อมูลของดัชนี MSCI
ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงปัจจุบัน พบว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.8 ขณะที่ ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.2
ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมาเลเซีย โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นที่มีทรัพยากรน้ำมันเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมูลค่าหุ้นน้ำมัน
ลดลงตามราคาน้ำมันที่ร่วงลงแรง และนักลงทุนยังประเมินราคาหุ้นน้ำมัน ยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้น
แต่อย่างใด  ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกกับการที่ดัชนีปรับตัวลดลง โดยขอให้ นักลงทุนพิจารณาวางแผนการลงทุนระยะยาว
ในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มสายการบิน และมองว่า การที่
ราคาน้ำมันลดลงจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ไม่ให้มีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและจะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ในปีหน้าให้มีการขยายตัว
-------------------
BTS ปตท. จับมือกระทรวงท่องเที่ยวให้ของขวัญปีใหม่ ปชช. ตรึงราคาน้ำมัน พร้อมขยายเวลาบริการ

นายอาณัติ อาภาภิรม ประธานกรรมการฝ่ายจัดการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส
กล่าวถึงความร่วมมือกับทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า ทางบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จะให้ความร่วมมือเปิดให้
บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่จะเดินทางไปเฉลิมฉลองในเส้นทางรถไฟฟ้า และบริเวณใกล้เคียงในช่วงเทศกาลปีใหม่
2558 โดยจะมีการขยายระยะเวลาการให้บริการถึงตีสองในคืนวันที่ 31 ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม

นอกจากนี้ นายชวลิต พันธ์ทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทาง ปตท.
พร้อมตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่หาก
มีการปรับราคาลดลงทาง ปตท. จะปรับราคาขายปลีกในประเทศลดลงตาม เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชน
------------------
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ วอน นักลงทุน อย่าตื่นตระหนกหุ้นตก ชี้ ปรับลงตามตลาดต่างประเทศ ยัน ไม่ตั้งกองทุนพยุงหุ้น

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึง สถานการณ์หุ้นไทยในช่วงนี้
ซึ่งร่วงลงแรงหลายวันติดต่อกัน ว่า นักลงทุน อย่างเพิ่งตื่นตระหนก มองว่า หุ้นที่ปรับลดลง ปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศ
ที่ร่วงตามราคาน้ำมัน ผลจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาการลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับตัวลดลง
ของราคาน้ำมัน เช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน ขนส่ง นอกจากนี้ มองว่าการลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยส่งผลให้เศรษฐกิจปี 2558
ปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อปรับตัวลดลงด้วย

นางเกศรา ยังได้กล่าวยืนยันว่า ยังไม่จำเป็นต้องจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น แม้ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
มากกว่า 100 จุดไปแล้ว แต่เห็นว่า ควรปล่อยให้เป็นไปตามภาวะตลาดที่ปัจจุบันยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง
-------------------
ไทยออยล์ รายงาน ราคาน้ำมันดิบ มีแนวโน้มลงต่อ เหตุ อุปทานยังคงล้นตลาด จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผย แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ที่ 15 - 19 ธันวาคม ว่า ราคาน้ำมันดิบ
สัปดาห์นี้คาดว่า จะยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบที่โอเปกตัดสินใจคงกำลังการผลิตในการประชุม เมื่อเดือน
พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางอุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงล้นตลาด รวมถึง ตลาดยังคงเฝ้าจับตาเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่จะเกิดขึ้น
อาทิ การประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์นี้ว่า จะมีมาตรการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
หรือไม่ และผลการเลือกตั้งครั้งใหม่แ ทิศทางการดำเนินนโยบายการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะเศรษฐกิจหดตัวของญี่ปุ่น
ตลอดจน ความเป็นไปได้ของการประชุมแบบเร่งด่วนของกลุ่มโอเปก ที่จะจัดขึ้นก่อนการประชุมโอเปกครั้งถัดไป ในเดือน
มิ.ย.58 เพื่อหารือถึงมาตรการพยุงราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี อุปสงค์หน้าหนาว อาจยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วน
หนุนราคาน้ำมันในช่วงนี้

ทั้งนี้ ไทยออยล์ คาดว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 56-61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วน
น้ำมันดิบเบรนท์ เคลื่อนไหวในกรอบ 60-65 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
----------------------
สำหรับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ปิดตลาดดัชนี ปรับตัวลดลง 36.46 จุด มาปิดที่ 1,478.49 จุด
ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 102,662.94 ล้านบาท

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุดเมื่อเวลา 12.40 น. มีดังนี้
ดอลลาร์สหรัฐฯ รับซื้อที่ 31.72 บาท ขายออก 33.16 บาท
------------------
สปช.

"เทียนฉาย" นัดสมาชิกประชุม สปช. 15-17 ธ.ค. เพื่อพิจารณารายงาน 18 กรรมาธิการ ก่อนเสนอคณะกรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งนัดสมาชิกประชุมตั้งแต่วันที่ 15-17 ธันวาคม 2557 โดย
วันนี้จะเริ่มประชุมเวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ เรื่องสรุปความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา 18 คณะ
ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ จึงนำเข้าที่ประชุมในวันนี้

ทั้งนี้ ข้อเสนอจะต้องส่งต่อไปยังคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามกติกาที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในมาตรา 31 วรรคสอง กำหนด
ให้ สปช. เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการประชุม สปช.นัดแรก คือวัน
ที่ 19 กันยายน และครบกำหนด 19 ธันวาคมนี้ จึงเป็นปฐมบทให้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญเดินตามปฏิทิน ขณะเดียวกัน คณะ
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน จะเข้าร่วมฟังในการพิจารณาตลอด 3 วันด้วย
--------------
"สุจิต" ยัน กมธ.ยกร่าง รธน. ยังไม่มีมติเรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง เสนอแบบเยอรมัน ปรับเปลี่ยนแค่การนับคะแนน ทุกพรรค
มีโอกาสในระบบสัดส่วนเพิ่มขึ้น


นายสุจิต บุญบงการ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ภาค 2 ผู้นำการเมือง
ที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 1 ระบบผู้แทนที่ดี หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ หมวด 3 รัฐสภา และหมวด 4 คณะรัฐมนตรี
เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ที่ประชุมของ กมธ.ยกร่าง รธน. ได้พิจารณากรอบเนื้อหาที่อนุกรรมาธิการ ทั้ง 10 ชุดเสนอ
มาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีมติในเรื่องใดอย่างชัดเจน เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดให้ต้องรอฟังความเห็นของสภา
ปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อน ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อนำเสนอความเห็นในวันนี้ (15 ธ.ค.) - 17 ธ.ค. นี้ จึงค่อยมาสรุปข้อมูลเพื่อเขียน
รายละเอียดต่อไป

นายสุจิต อธิบายถึงการนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการเลือกตั้งที่ยังคงมีบัญชีรายชื่อ และ ส.ส.เขตเหมือนเดิม แต่มีการปรับ
เปลี่ยนการนับคะแนนใหม่เท่านั้น เพื่อให้คะแนนของผู้ได้รับการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
พรรคเล็กมีโอกาสมี ส.ส.ในสภาด้วย และเพื่อให้ตอบโจทย์ในการป้องกันเผด็จการรัฐสภา แต่ย้ำทิ้งท้ายว่าเป็นเพียงแนวคิดหนึ่งเท่า
นั้น ยังไม่ได้มีข้อสรุปในเรื่องรูปแบบการเลือกตั้งแต่อย่างใด
------------
สมาชิก สปช. ทยอยเตรียมตัวประชุมแล้ว ขณะรายงานรวบรวมความเห็นยกร่างรัฐธรรมนูญมีมากถึง 246 ประเด็น

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด สมาชิก สปช. ทยอยเตรียมตัวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น.
เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุปความเห็น
หรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา 18 คณะ วันแรก

โดยจากการประมวลความเห็นของคณะกรรมาธิการรวบรวมความเห็นพบว่า มีประเด็นสำคัญทั้งสิ้น 246 ประเด็น เป็นเรื่อง
สถาบันทางการเมือง 133 ประเด็น เรื่องนิติธรรม ศาล การตรวจสอบอำนาจรัฐ 33 ประเด็น การสร้างความปรองดอง 35
ประเด็น และประเด็นอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายตลอด 3 วัน จะเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เวทีโต้คารมวิวาทะ
------------------
"เจตน์" แจง สนช. เสนอความเห็น กมธ.ยกร่าง รธน. ตามกรอบแล้ว เร่งเดินหน้าออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน


นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.)
เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า การเสนอความเห็นของ สนช. ต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั้น เบื้องต้นได้มีการสรุป
ความเห็น และมีการรับรองโดยสภาเพื่อส่งให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปแล้ว ซึ่งจะถือเป็นข้อเสนอแรกตามกรอบที่ได้มีการ
กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการแต่ละคณะก็อาจจะมีการทำให้ข้อมูล ความเห็นที่มีการตก
ผลึกมากขึ้น เพื่อเป็นข้อเสนอเดียวของสภาเพื่อเสนอใหม่อีกครั้งตามกรอบเวลาต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของการทำหน้าที่ออกกฎหมาย ของ สนช. ก็จะมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากสามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.
ไปแล้วกว่า 60 ฉบับ โดยยืนยันว่าจะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
-----------------
กรรมาธิการติดตามข้อเสนอแนะยกร่างรัฐธรรมนูญ รายงานภาพรวมข้อเสนอกรรมาธิการ 18 คณะ ต่อที่ประชุม สปช. แล้ว

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุด นายไพโรจน์ พรหมสานส์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะยกร่างรัฐธรรมนูญ
ได้รายงานผลการดำเนินงานรายงานสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 18 คณะ โดยมีมีเอกสารประกอบการพิจารณาจำนวน 3 ชุด ซึ่ง
คณะกรรมาธิการชุดนี้ มีหน้าที่รวบรวมและสังเคราะห์ความเห็น หรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากคณะกรรมาธิการวิสามัญ
ประจำสภา 18 คณะ และจากแหล่งอื่น ๆ เสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราว มาตรา 31(2) และวรรค 3 รวมถึงการประสานงานติดตามความก้าวหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญ การรวบรวมประเด็น
ข้อสังเกตจากการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อ สปช. ต่อไป จากนั้น นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปคุ้มครอง
ผู้บริโภค ได้เสนอรายงานเป็นคณะแรก
---------------------
กมธ.ปฏิรูปคุ้มครองผู้บริโภค เสนอรายงาน สปช. ขณะ บวรศักดิ์ ยินดีรับข้อเสนอ พร้อมระบุให้กรรมาธิการเร่งออกกฎหมาย
โดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวรายงานข้อเสนอแนะต่อที่ประชุม สปช.
ว่า สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล ที่กำหนดโดยองค์การสหปราชาติ และได้รับความเป็น
ธรรมในการทำสัญญา การให้มีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งรัฐต้องคุ้มครองข้อมูลส่วน
บุคคลที่ใช้ทำธุรกรรมด้านต่าง ๆ ของผู้บริโภคมิให้ผู้ใดนำข้อมูลไปแสวงหาผลประโยชน์

ขณะเดียวกัน รัฐต้องรับรองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภคโดยกำหนดตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ควรมีกฎหมายกลางหรือ
ประมวลกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพียงฉบับเดียว

ด้าน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยินดีรับข้อเสนอไปพิจารณายกร่างฯ แต่
ขอให้คณะกรรมาธิการฯ เร่งดำเนินการร่างกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เสนอคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้อรอถึงการมีรัฐบาลชุดใหม่
-----------------
ผบ.สส. ปัดแสดงความเห็นเลือกนายกฯ โดยตรง รอ สปช. สรุป ขณะ กมธ.ยกร่างฯ มีความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ไม่แสดงความ
คิดเห็นในประเด็นที่มีการเสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็น
ซึ่งต้องรอให้ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ได้สรุปความคิดเห็นที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุด และต้องได้คนดี
เข้ามาบริหารบ้านเมือง ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.วรพงษ์ ได้เปรียบการเลือกนายกรัฐมนตรีว่าเหมือนการขับรถ บางครั้งไปทางตรงก็อาจจะเจอรถติดก็
ต้องมีการอ้อมไปทางอื่นบ้าง ส่วนเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความคิดเห็นที่หลากหลายและแตกต่างกันนั้น ถือ
เป็นเรื่องปกติ ซึ่งตนเองไม่ขอเข้าไปก้าวล่วงหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและหน้าที่ของ สปช.      
----------------
สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ยื่นหนังสือ กมธ.ยกร่าง รธน. คัดค้านการเสนอให้ยกเลิกอำนาจบริหารราชการส่วนภูมิภาค

สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เพื่อขอคัดค้านการยื่นเสนอให้ยกเลิกอำนาจบริหารระบบราชการส่วนภูมิภาค โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมา
จากการเลือกตั้งโดยตรง รวมถึงการกระจายอำนาจต้องสร้างกระบวนการตรวจสอบจากประชาชน มีความเป็นอิสระในการบริหาร
งบประมาณให้ชัดเจน โดยเห็นว่าระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นระบบการปกครองที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคง
บำบัดทุกข์สุขของประชาชน ดังนั้นการปรับโครงสร้างอำนาจของประเทศไทยเป็นการกระจายอำนาจโดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือ
แนวคิดชุมชุนจัดการตนเองเป็นแนวคิดที่แบบสุดโต่ง และนำสู่การแตกแยกของประชาชน

นอกจากนี้ สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญจากกลุ่มบุคคล หรือคณะใด
คณะหนึ่งแล้วนำมาเสนอยุบส่วนราชการหรือกลุ่มงานอื่น เพราะจะสร้างความแปลกแยกภายในระเทศอย่างมาก และไม่สมกับที่
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศ และสร้างความปรองดอง เดินหน้าคืนความสุขให้กับในชาติ
----------------
"ประมนต์" เสนอให้ ปชช. มีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุด นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
และประพฤติมิชอบ ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมว่า ให้ประชาชนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะและในการ
ร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
การกำหนดสิทธิหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินการนโยบาย แผนงาน และโครงการสาธารณะในทุก
ขั้นตอน ในทุกระดับอย่างสุจริต เที่ยงธรรม การกำหนดให้มีบทลงโทษในกรณีการมีซื้อสิทธิ์ขายเสียง อีกทั้งรัฐบาลต้องมีหน้า
ที่จัดการปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในระบบราชการแผ่นดิน ขณะที่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิก สปช. อภิปรายสนับสนุน
โดยเสนอให้ประชาชนมีการตรวจสอบปัญหาการทุจริตให้มากขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสในภาคราชการ และปฏิรูปให้ระบบ
ราชการมีคุณธรรม ไม่ให้มีเส้นสาย
-------------------
"อำพล" เสนอแนะ 8 ประเด็น ต่อ กมธ.ยกร่าง รธน. เน้นขอบเขตและความคุ้มครอง ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และการไม่เลือกปฏิบัติ

นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อย
โอกาส รายงานข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุม สปช. ว่า คณะกรรมาธิการต้องการเสนอแนะใน 8 ประเด็น
สำคัญ ได้แก่ การระบุขอบเขตและความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ความ
เสมอภาค เท่าเทียมกัน และการไม่เลือกปฎิบัติ ซึ่งครอบคลุมถึงเพศภาพ

นอกจากนี้ ควรกำหนดถึงสิทธิมนุษยชนให้ชัดเจน ระบุหน้าที่พลเมืองของประชาชน การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง รวมถึง
สร้างสังคมคุณธรรม และการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม รองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตของ
ประเทศไทย

อย่าไรก็ตาม กำหนดกลไกเพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศ สามรถเสนอกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและต่อเนื่องในระยะเวลา 10 ปี
-------------------
"มท.1" สั่ง ผู้ว่าฯ ชี้แจงกลุ่มค้านเลือก ผวจ. โดยตรง พร้อมแนะนำข้อเสนอส่ง สปช.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุกรณีที่ สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น สมาพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย
และนายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย มีความเคลื่อนไหวกรณีที่ออกมาคัดค้านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง
ว่า การจะเสนอความเห็นต่าง ๆ ควรเสนอไปที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะมีกลไกมากมาย และการคัดค้านคงไม่เกิดผล
ใด ๆ เพราะผลของการปฏิรูปที่ออกมาจะเป็นไปตามที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการอยู่ จึงเห็นว่า ให้ทุก
ภาคส่วนที่มีความคิดเห็น ส่ง สปช. ได้ประมวลจะดีกว่า ส่วนการชุมนุมแสดงความรู้สึก ความเห็นในพื้นที่ต่างๆ นั้น ตามกฎหมาย
ไม่สามารถกระทำได้

อย่างไรก็ตาม จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ชี้แจง โดยเฉพาะเรื่องการเมืองและการชุมนุม ไม่ช่วยให้อะไรเกิดขึ้นได้และยังล่อแหลม
ต่อการกระทำผิดกฎหมายอีกด้วย
-------------------
จุมพล เสนอ รธน. ต้องคุ้มครองประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมให้ประชาชนตรวจสอบสื่อ

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุด นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี
สารสนเทศ เสนอประเด็นให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ ว่า รัฐธรรมนูญ ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชน ในการ
แสดงความคิดเห็น การพูด การเยียวยา การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น รวมถึงสิทธิในการรับรู้
และข้อมูลข่าวสารของรัฐอย่างทั่วถึงและเสมอภาค สื่อมวลชนย่อมได้รับหลักประกันความเป็นอิสระที่จะไม่ถูกครอบงำ
และแทรกแซงจากอำนาจรัฐและทุน การคุ้มครองเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ สวัสดิการของผู้ประกอบการ
วิชาชีพของสื่อสารมวลชน การส่งเสริมจัดทำองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้านจริยธรรมและกลไกกำกับกันเองของ
สื่อมวลชน

ทั้งนี้ เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นธรรม รวมถึง การส่งเสริมให้ประชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของ
สื่อและผู้ใช้สื่อ
-------------------------
โฆษก วิป สปช. เผย สปช. ถกข้อเสนอ กมธ. ภาพรวมวันแรกเรียบร้อย ขณะมั่นใจโครงสร้างใหม่เปลี่ยนประเทศดีกว่าเดิม  

นายวันชัย สอนสิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) เปิดเผยถึงภาพรวมในการประชุม สปช.
ในวันนี้ (15 ธ.ค.) ว่า สมาชิกแต่ละคณะได้เสนอข้อเสนอ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเวลา
ประมาณ 20.00 น. โดยวันนี้เป็นการอภิปรายเชิงวิชาการถึงแนวคิดในการปฏิรูปประเทศ และสุดท้ายกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
จะต้องชี้แจงว่าเห็นด้วยที่จะนำข้อเสนอใดไปประกอบการพิจารณา ซึ่งในบางเรื่องอาจจะเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง
ส่วนที่ 16 - 17 ธ.ค. การอภิปรายจะเข้มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นการอภิปรายในเรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน
ปกครองท้องถิ่น กฎหมายกระบวนการยุติธธรรม

นอกจากนี้ นายวันชัย ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงในประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวนั้นค่อนข้างเห็นด้วยบางส่วน เพราะ
หากเป็นโครงสร้างแบบเดิมนิติบัญญัติกับบริหารแยกไม่ออกและไม่สามารถถ่วงดุลกันได้ ซึ่งหากระบบใหม่ มีการถ่วงดุลกันได้
อย่างชัดเจน และทั้งสองฝ่าย ต้องมีเป้าหมาย คือ มีประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่ปัญหา คือ หาก นายกฯ มีการทุจริต อภิปรายไม่ไว้
วางใจ ยุบสภาได้หรือไม่นั้น ยังไม่มีความชัดเจน ท้ายที่สุดจึงต้องรอให้กมธ.ยกร่างเป็นผู้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การแก้รัฐธรรมนูญ และโครงสร้างใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะเปลี่ยนประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมแน่นอน
///////////////////////
นายก

นายกฯ สั่ง กต. ตรวจสอบเหตุจับตัวประกันออสเตรเลียมีคนไทยหรือไม่ ยัน รบ. มีแผนดูก่อการร้าย-เร่งช่วยเหลือแก้ราคายางตกต่ำ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เปิดเผยว่า ได้รับทราบข่าว
เหตุจับกุมตัวประกันที่ประเทศออสเตรเลียแล้ว ซึ่งกำลังติดตามอยู่ว่ามีคนไทยด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวังผู้ก่อการร้ายและต้องใช้ความระมัดระวังโดยฝ่ายความมั่นคงได้ติด
ตามอยู่ ซึ่งประชาชนต้องเฝ้าระวังด้วยแต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่ารัฐบาลไม่สามารถรับซื้อยางมาเก็บไว้ได้อีกและคง
จะไม่ถึงกิโลกรัมละ 80 บาท เนื่องจากต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลกแต่จะพยายามทำให้ได้กิโลกรัมละ 60 บาท ทั้งนี้ การแก้
ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องดูแลทุกฝ่ายและต้องใช้เวลาเพราะต้องแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะการจัดตั้งโรงงานแปรรูป
ยางพาราจึงอยากขอให้เกษตรกรชาวสวนยางอดทนและปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยพร้อมยืนยันว่าส่วนตัวมีความเป็นห่วงและไม่
ทอดทิ้งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากมีโอกาสก็พร้อมจะที่พูดคุยด้วย
-----------------------
เครือข่ายพลังงานภาค ปชช. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอลดราคาก๊าซ หยุดขึ้นราคาแท็กซี่ จี้ ปลด "ณรงค์ชัย-ปลัดพลังงาน"

กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน ภาคประชาชน จำนวน 15 คน นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ได้มายื่นหนังสือถึง
นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ลดราคาก๊าซ หยุดขึ้นราคาค่าแท็กซี่ และขอให้ปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปลัด
กระทรวงพลังงานออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ พ.ท.พญ.กมลพรรณ กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี และราคาน้ำมันทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้น
ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้รัฐบาลลดราคาแก๊สหุงต้มและราคาน้ำมันให้เป็นไปตามตลาดโลก และกรณีที่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงพลังงานอ้างว่าไม่สามารถลดราคาน้ำมันได้ตามราคาตลาดโลก เนื่องจากต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันนั้น ตนมอง
ว่าควรยกเลิกกองทุนน้ำมันดังกล่าว เนื่องจากไม่โปร่งใส ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า เงินกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปีนั้น นำไปใช้
-------------------------
กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน ไม่เชื่อมั่น สปช.ปฏิรูปได้ จี้ ยกเลิกมติ ครม. ที่เลือกปฏิบัติและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน

พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า เคยเสนอให้สร้างโรงแยกก๊าซที่จะใช้งบประมาณ
เพียง 10,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการซึ่งตนมองว่าหากประเทศไทยมีโรงแยกก๊าซที่เพียงพอก็จะไม่จำเป็นต้องนำเข้าพลังงาน
จากต่างชาติ ส่วนที่จะให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ดำเนินการปฏิรูปด้านพลังงานนั้น ตนไม่เชื่อมั่นเนื่องจากผู้ที่ได้รับการคัดเลือก
เป็นกลุ่มทุน จึงขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชน และต้องการให้ยกเลิกมติ ครม. ที่เลือกปฏิบัติ
และเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน

นอกจากนี้ กลุ่มเครือข่ายพลังงานจะเดินทางไป หน้ากระทรวงพลังงาน ถ.วิภาวดีรังสิต เพื่อวางหรีดประท้วง ขับไล่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กรณีขึ้นค่าก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี ก่อนที่จะเดินทางไป สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ
เพื่อยื่นหนังสือถึง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในนโยบายของรัฐ กับการเลือกปฏิบัติ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และขัดรัฐธรรมนูญ
จ่ายหรือชดเชยในส่วนใดหรือจำนวนเท่าไหร่ได้
-----------------
นายกฯ นำประชุม กพช. แล้ว คาด หารือปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ-แผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ
นโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่ตึกสันติไมตรี โดยมีบรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล
ในวันนี้อย่างพร้อมเพรียง

อย่างไรก็ตาม สำหรับวาระการประชุม กพช. ในวันนี้คาดว่าที่ประชุมจะมีการพิจารณาปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ นอกจากนี้ยัง
คาดว่าจะมีการหารือถึงกรอบและแนวทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือแผนพีดีพี
2015 เพื่อให้การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศสอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
-------------------
นายกฯ บอกหุ้นตกตามตลาดโลก ขณะ มติ กพช. ลดดีเซล 1 บาท เบนซิน ลง 2 บาท มีผล 16 ธ.ค.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เปิดเผยผลการประชุม
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ว่า ที่ประชุม มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 1 บาท และน้ำมัน
เบนซิน ลิตรละ 2 บาท โดยจะมีผลในวันพรุ่งนี้เช้า ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ส่วนกรณีหุ้นตกนั้น ได้รับ
ทราบแรงงานแล้ว โดยได้สั่งการให้ รองนายกรัฐมนตรี ไปแจ้งว่าสถานการณ์ยังเป็นปกติ และหุ้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้หุ้นขึ้นหรือลง มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน เหตุการณ์สู้รบ
การเมืองในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการเรียกประชุม คสช. เพื่อ
หารือตามสถานการณ์ทั่วไป เนื่องจากอาจไปคาบเกี่ยวเวลาการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ส่วนข่าวที่มีการใช้รถ
ทหารแอบลักลอบบรรทุกสุราหนีภาษีนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งขณะนี้มีการสอบสวนแล้ว โดยให้ดำเนินการตามกฎหมาย
และทางวินัย

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปธ.กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาสร้างความปรองดอง

ปธ.กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาสร้างความปรองดอง เผยทางออกประเทศต้องปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ เลิกนโยบายประชานิยม ยกคำพูดพระพุทธเจ้าทำในสิ่งที่พรรคการเมืองไม่ทำ ย้ำนำ
ผู้นำสองฝ่ายคุยกัน แย้มขั้นตอนสุดท้ายนิรโทษกรรม แต่เฉพาะหน้าทำยังไงปรองดองให้ได้ อ้างสัญญาณดีแม้ คสช. เข้มห้ามประชุมพรรคแต่พยายามพูดคุย พร้อมเชิญชวนมองอนาคต อย่ามองไปใน
อดีต

วันนี้ (11 ธ.ค.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาเรื่อง “การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตามแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ว่า โจทย์ใหญ่

ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ คือ เราจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคือการปฏิรูป ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่คณะรักษาความสงบ

แห่งชาติ (คสช.) ให้ แต่เป็นโจทย์ที่คนไทยทั้ง 62 ล้านคนเห็นร่วมกัน ทั้งนี้ในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ เราก็จะอยู่ในลำดับท้าย

ของประชาคมอาเซียน คงไม่ใช่ความปรารถนาของคนไทยทั้งหมด ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีการปรองดองและการปฏิรูปประเทศเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องติดกับดักความขัดแย้งที่มีแนวโน้ม

จะเพิ่มขึ้น ทางออกคือ ต้องปฏิรูปให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม เพราะเป็นรากฐานของขัดแย้งระหว่างคนมีมหาศาล ความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจน จึง

ต้องแก้ปัญหาที่เชิงโครงสร้าง โดยต้องยกเลิกนโยบายประชานิยม จัดสรรความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรใหม่
“การปฏิรูปครั้งนี้จะพิสูจน์ว่าที่พระพุทธเจ้าเคยบอกว่าดอกบัวที่แทนความบริสุทธิ์เกิดจากโคลนตมได้ฉันท์ใด การปฏิรูปประเทศก็เกิดจากกระบวนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้ฉันท์นั้น ตอนนี้ สปช.

สนช. รัฐบาล คณะรัฐมนตรี กรรมาธิการยกร่างมีหน้าที่ใหญ่คือการลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ทำในสิ่งที่ผู้มีทุนมากมายมหาศาลจากพรรคการเมืองไม่ทำ” นายบวร

ศักดิ์กล่าว
ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า การปรองดองต้องให้ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายมาคุยกัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ทำก็จะเกิดปัญหาซ้ำอีก ส่วนการ

นิรโทษกรรมจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่วางโครงสร้างกระบวนการที่ดี ก็จะมีการทำลัดขั้นตอน ไปเริ่มที่ 100 แทนที่จะทำจาก 1 อาจจะมีการทำนิรโทษกรรมก่อนที่

จะเริ่มกระบวนการปรองดอง ซึ่งก็จะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก และในรัฐธรรมนูญจะไม่พูดถึงเรื่องการปรองดองก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเราไม่เอาปัญหาของบ้านเมืองมาพูดเป็นเรื่องเป็นราว

ดังนั้นจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการสร้างความปรองดองได้
ทั้งนี้ ก็มีสัญลักษณ์ที่ดีเกิดขึ้นแล้วเพราะแม้ คสช. จะห้ามพรรคการเมืองประชุมกัน แต่หลายพรรคก็พยายามเข้ามาพูดคุย อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ทั้ง 2 เรื่องตนยังไม่มีคำตอบ แต่หากเราหาคำตอบ

ให้โจทย์เหล่านี้ไม่ได้ กระบวนการที่ทำอยู่ใน สปช. กมธ. ยกร่างฯ หรือการยึดอำนาจของ คสช. ก็จะเสียของ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ช่วยกันเสนอความเห็น มองอนาคตไปด้วยกัน อย่ามองไปในอดีต

แม้จะประกาศกฎอัยการศึก แต่ความเห็นของกลุ่มต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการปฏิรูปไม่กี่คน และท้ายที่สุดก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ยืนยันว่าหากมีข้อเสนอดีๆ

เราก็ยินดีจะรับฟัง

อนุมัติหมายจับเพิ่ม "ณัฐพล-ชากานต์" ขาดเรียนป.โท แอบอ้างสถาบัน

อนุมัติหมายจับเพิ่ม "ณัฐพล-ชากานต์" ขาดเรียนป.โท แอบอ้างสถาบัน ไม่ให้ถูกดำเนินการตามระเบียบ
โฆษกตร.เผยศาลทหารอนุมัติหมายจับเพิ่ม "ณัฐพล-ชากานต์" ถูกสถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นสถาบันฯ หลังทั้งคู่ขาดเรียนเกินกำหนด แต่กลับแอบอ้างสถาบันไม่ให้ถูกดำเนินการตามระเบียบ เตรียมออกหมายเรียก รองผกก.ป.คนสนิท "พงศ์พัฒน์" ที่ยังหลบหนีอีกครั้ง หากไม่มาเจอหมายจับ พร้อมดำเนินหารทางวินัยกรณีขาดราชการเกิน 15 วันด้วย
วันนี้(12 ธ.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก ว่า ขณะนี้ศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติออกหมายจับ นายชากานต์ ภาคภูมิ และนายณัฐพล สุวะดี (อัครพงศ์ปรีชา) สองผู้ต้องหาเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เพิ่มเติม ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีการแอบอ้างสถาบันฯเพื่อผลประโยชน์ทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า จากกรณีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสถาบันนิด้าได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายชากานต์ และนายณัฐพล ที่ สน.ลาดพร้าว เนื่องจากนายณัฐพล ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถาบันฯ และอ้างว่าเป็นพระอนุชาเพื่อให้สถาบันไม่ดำเนินการตามระเบียบต่อนายชากานต์ จากกรณีที่เจ้าตัวขาดเรียนในชั้นเรียนปริญญาโทเกินกำหนด ทำให้มีเวลาเรียนไม่เพียงพอ โดยนายณัฐพลอ้างกับนิด้าว่านายชากานต์ได้ไปปฏิบัติภารกิจกับเกี่ยวกับสถาบันกับตน
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นความผิดในต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นคนละกรณีกับข้อหาเดิม ซึ่งจากนี้ดำเนินการอายัดตัวเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ ขณะที่กระบวนการสอบสวนในคดีดังกล่าวกับผู้ต้องหารายอื่นๆเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการคดีหมิ่นฯของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณา ทั้งนี้ในส่วนของสำนวนคดีหลักทั้งหมดนั้นจะมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน จากนั้นจะส่งต่อให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. พิจารณากลั่นกรองอีกครั้งก่อนส่งให้อัยการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงสำนวนคดีแก๊งอุ้มลดหนี้ในพื้นที่นครบาล พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ส่งสำนวนมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.ที่ผานมา ทั้งสำนวนของ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร โดยสำนวนดังกล่าวจะมอบหมายให้คณะกรรมการคดีหมิ่นฯของ ตร. พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องขอเวลาคณะทำงานเนื่องจากมีผู้ต้องหาหลายราย และเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องหลายคดี แต่ไม่น่าจะเกิน 10 วัน
เมื่อถามต่อว่าจะออกหมายจับหรือหมายเรียกที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวเพิ่มเติมหรือไม่ โฆษก ตร. กล่าวว่า กำลังรวบรวมหลักฐาน และเร่งสืบสวนสอบสวน ตลอดจนพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ว่ามีบุคคลรับรู้รับเห็นกับการกระทำผิดหรือไม่ หากเข้าองค์ประกอบการกระทำผิด ก็ต้องออกหมายจับเพิ่มเติม แต่ตอนนี้ยังไม่พบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแต่อย่างใด ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด ไม่ได้กลั่นแกล้ง ส่วนกรณีเกี่ยวกับธุรกิจผักสด น้ำพริกนั้น ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิม เนื่องจากมีผู้เสียหายมาแจ้งความเพิ่มเติม และพบว่ามีความผิดจริง เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินคดีไปตามหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จะครบกำหนดหมายเรียก พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป. โฆษก ตร. กล่าวว่า ล่าสุดได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพยายามติดตามตัวแล้ว โดยหากยังไม่มารายงานตัวในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะได้ออกหมายเรียกอีก 1 ครั้ง และหากมั่นใจว่าไม่มาแน่แล้วก็จะออกหมายจับต่อไป ทั้งนี้ หมายเรียกครั้งต่อไปตำรวจจะให้เวลาอีกอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้เวลาผู้ถูกเรียกมารายงานตัว หากไม่มาอีกจะผิดวินัยเข้าข่ายขาดราชการโดยไม่มีเหตุอันควร จะถูกลงโทษให้ออกจากราชการ ส่วนกรณีการขัดหมายเรียกไม่มาให้การทางคดีก็ต้องดำเนินการทางคดีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อเข้ามาพบเลย ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก ขณะที่ตำรวจก็มีการติดตามในทางลับ แต่ยังไม่ได้ร่องรอยใดๆ เนื่องจากผู้ถูกเรียกเป็นตำรวจมาก่อนซึ่งมีความชำนาญในการซ่อนตัว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการทางวินัยกับนายตำรวจคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้ พล.ต.อ. ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ จะเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อดำเนินการทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้สรุปข้อมูลต่างๆแล้ว หากพบมีความผิดวินัยร้ายแรงต้องให้ออกไว้ก่อน ส่วนจะเข้าข่ายถอดยศหรือไม่ ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวถึงกรณีน้องชาย นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ เข้ามาเรียกร้องความเป็นธรรมกับ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพรหมกุล ผบช.น. ว่า จะรับคำร้องดังกล่าวไว้ แต่ที่อ้างว่าไม่เคยจ่ายสินบน แต่นำหลักฐานมาให้ตำรวจทำให้ข้อมูลยังขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากตำรวจมีหลักฐานการจ่ายชัดเจน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเจ้าตัวคงหนีไปอีกสักพัก เมื่อคิดได้คงเข้ามามอบตัวเอง แต่ขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้เบาะแส ส่วนจะมีโอกาสเจอตัวหรือไม่ต้องใช้เวลา ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบตร. พอใจการทำงานของชุดสืบสวน พร้อมกำชับเกี่ยวกับการดำเนินการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบของกลางและพยานหลักฐานทางคดี ตลอดจนการสอบสวนขยายผล หากมีผู้ร่วมกระทำผิดหรือผู้กระทำผิดรายเดิมต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งคงต้องใช้เวลาแต่ไม่เกินกรอบ 30 วันที่ต้องส่งสำนวนต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างแน่นอน

ดาวดินรับรางวัลสิทธิมนุษยชน กลุ่มป่วนบุกชู3นิ้ว เลิกจ้าง กสม.

เสือใหญ่รักในหลวง ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 5 รูป
ดาวดินรับรางวัลสิทธิมนุษยชน กลุ่มป่วนบุกชู3นิ้ว เลิกจ้าง กสม.
.
12 ธ.ค. 57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานวันสิทธิมนุษยชนสากล โดยมีการมอบรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2556 และ 2557 โดยรางวัลที่น่าสนใจคือรางวัลเกียรติยศ “ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ปี 56 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เปิดโปงเรื่องเครื่องจรวจระเบิดลวงโลกจีที 200 และนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่มุ่งทำงานเพื่อชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่วนรางวัลเกียรติยศ “ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ปี 57 ได้แก่นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว.เชียงราย ที่ทุ่มเทพัฒนาชนบทและคนชายขอบ นอกจากนั้นยังมีรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนปี 56 ได้แก่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิชุมชน และรางวัลเด็กและเยาวชน ได้แก่ กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) ที่ทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคม และเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน
โดยมีนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม.ปาฐกถาเรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทยต้องเข้าใจสิทธิมนุษยชน”มีใจควมตอนหนึ่งว่า ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันสิทธิมนุษยชนเป็นวาทกรรมที่พูดกันมากในสังคมไทย ในความรู้สึกของหลายคน สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องประสบการณ์ความรู้สึก ขณะที่หลายคนสัมผัสได้ว่าไม่สามารถขาดเรื่องสิทธิมนุษยชนได้ จึงเห็นว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่มโนทัศน์แต่เป็นประสบการณ์ชีวิตและการสัมผัสในเรื่องนี้ของแต่ละคนแตกต่างกัน ทำให้มีคำกล่าวที่ว่าเรามีความจริงคนละชุด อย่างไรก็ตามแม้เราจะมีประสบการณ์แตกต่างกันไป แต่เป็นเรื่องที่สังคมไทยและสังคมโลกเห็นว่าจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้น เพื่อนำสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีสิทธิเสรีภาพและมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมกัน ปัจจุบันเรามีการถกเถียงกันมาก ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับสิทธิสาธารณะ ซึ่งต้องพยายามสร้างความสมดุล ระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพกับการออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ ว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน
นางอมรายังกล่าวอีกว่า เราถกเถียงกันว่ากฎหมายห้ามการชุมนุมสามารถมีได้หรือไม่ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลในการชุมนุม แต่ขณะเดียวกันการชุมนุมก็ไปกระทบสิทธิของสาธารณะ ซึ่งก็ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน ประเด็นนี้คงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติคงนำไปพิจารณา เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)คณะรัฐมนตรี(ครม.)มองว่าเราต้องยอมเสียสละสิทธิส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิพลเมือง ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านการปฏิวัติก็มองว่าสิทธิส่วนบุคคล สิทธิขั้นพื้นฐาน และสิทธิทางการเมืองจะถูกละเมิดไม่ได้เด็ดขาด ข้อถกเถียงคงจะมีอยู่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เราคงต้องใช้วิจารณญาณว่าบางกรณีเราก็ต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิบุคคลเป็นหลัก แต่บางเรื่องก็ต้องคุ้มครองสิทธิสาธารณะ โดยยอมเสียสิทธิส่วนบุคคลบ้าง นอกจากนี้ความเสมอภาคเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการที่เราจะบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้และไปสู่สังคมที่เท่าเทียม มีวิธีการดำเนินการได้หลายรูปแบบซึ่งต้องอาศัย รูปแบบ และกระบวนการในการปฏิบัติ เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับโครงสร้างอำนาจกฎระเบียบ ก็ลำบาก เพราะเรายังไม่สร้างกระบวนการจึงจำเป็นต้องสร้างกระบวนการให้เกิดขึ้นเสียก่อน โดยกระบวนการอาจต้องมีมาตรการชั่วคราว ที่จะนำพาสังคมไปสู่สังคมเท่าเทียมได้ ซึ่งจุดนี้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะช่วยกันคิดและปฏิบัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะที่นางอมรา กล่าวเปิดงานอยู่นั้นได้มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น โดยกลุ่มเมล็ดพริก และนักศึกษาจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) รวมประมาณ 5 คน ออกมาแสดงเชิญสัญลักษณ์(ชูสามนิ้ว)บริเวณหน้าเวที พร้อมยังชูป้ายที่มีข้อความว่า “เลิกจ้าง กสม.” และได้มอบภาพการจับตัวนักศึกษาให้นางอมราด้วย โดยตัวแทนกลุ่มเมล็ดพริกให้เหตุผลว่า กสม.มีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนในประเทศ และตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่การทำงานของ กสม.ตั้งแต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 53 จนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ย.57 กสม.กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตามหลักการอย่างตรงไปตรงมา มีการเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งในยามที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้รัฐทหารได้ ดังนั้นการจัดงานวันนี้จึงเป็นการหลอกตัวเอง เพราะสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยถึงจุดตกต่ำที่สุด ดังนั้นเราในฐานะผู้เสียภาษีจึงประกาศเลิกจ้าง กสม.
หลังจากนั้นก็ยังมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อตัวแทนนักศึกษากลุ่มดาวดิน ที่ขึ้นรับรางวัลบนเวทีได้แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว และอ่านคำประกาศของกลุ่มว่า กลุ่มดาวดินจะไม่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีที่รัฐบาลหรือ สปช.จัดขึ้น เพราะเห็นว่า คสช.ได้อำนาจมาโดยไม่ถูกต้อง และทางกลุ่มต้องการที่จะจัดเวทีประชาชนเอง เพื่อสะท้อนความอึดอัดของคนในสังคม และเห็นว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้จากเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง ต้องเข้ามาเจรจากับกลุ่มดังกล่าวเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ไม่มีการจับกุมตัวแต่อย่างใด ก่อนที่กลุ่มดังกล่าวจะสลายตัวไป