PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พลิกปูม“มูลนิธิสลากกินแบ่งฯ”เบอร์1 โควตาหวย-“อดีตบิ๊กสลากฯ”นั่งเพียบ

พลิกปูม“มูลนิธิสลากกินแบ่งฯ”เบอร์1 โควตาหวย-“อดีตบิ๊กสลากฯ”นั่งเพียบ

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 06 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:17 น.
เขียนโดย
isranews
พลิกปูม “มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” หัวหน้าเสือโกยโควตาหวยเบอร์หนึ่งกว่า 14 ล้านฉบับ/งวด ตั้งเมื่อปี’45 “ชัยวัฒน์” อดีต ผอ.กองสลากฯ นั่งประธาน “บิ๊กกองสลากฯ-ปธ.สหภาพแรงงานฯ” ร่วมด้วย ฮือฮา! เพิ่มทุนเงินสด 200 ล้านช่วงปี’50 เปลี่ยนชื่อ “LOT THAILAND” ปี’52 หากแจ้งเลิกมูลนิธิให้ทรัพย์สินตกแก่กองสลาก
PIC lot 6 5 58 1
ชื่อของ “มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” ถูกจับตามองจากสาธารณชนอีกครั้ง!
ภายหลังปรากฏเป็นผู้ครอบครอง “โควตา” สลากกินแบ่งรัฐบาลล็อตใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมากกว่า 14 ล้านฉบับต่องวด ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดาตัวแทนที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯนับ 10 ราย จากปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับ 
แต่ใครหลายคนอาจจะสงสัยว่า “มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งฯ” แห่งนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ ?
เพื่อไขข้อเท็จจริงให้กระจ่างขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org มีคำตอบ ดังนี้
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2545 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร จดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิสสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล”
ปรากฏชื่อ “นายชัยวัฒน์ พสกภักดี” (อดีต ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล) เป็นผู้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนให้ความอนุเคราะห์ด้านการกุศล การศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษา การวิจัย การกีฬา สาธารณประโยชน์ และสังคมสงเคราะห์ 
สนับสนุนกิจกรรมและการดำเนินงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและสังคม และเพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมอบให้
นอกจากนี้ยังดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ และไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
ที่ตั้ง (ในช่วงก่อตั้ง) ของมูลนิธิอยู่ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อาคาร 2 สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ เงินสดจำนวน 500,000 บาท
มีคณะกรรมการทั้งหมด 5 ราย ได้แก่ 1.นายชัยวัฒน์ เป็นประธานกรรมการ 2.นายเจริญ ชุมแสงศรี เป็นรองประธานฯ 3.นายธงชัย เล็กบำรุง รองประธานฯ (อดีต ผอ.สำนักงานสลากฯ) 4.นายเจริญชัย งามกิจไพบูลย์ (อดีตหัวหน้าสำนักสลากรูปแบบใหม่ สำนักงานสลากฯ) กรรมการและเหรัญญิก 5.นายอนุพร กล่อมเกลา (อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสลากกินแบ่งรัฐบาล) กรรมการและเลขานุการ
โดยนายทะเบียนได้อนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิแห่งนี้ มีเลขทะเบียนลำดับที่ กท 1088 ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2545
ต่อมาวันที่ 5 เม.ย. 2547 นายชัยวัฒน์ ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ เพิ่มชื่อย่อว่า “มูลนิธิสลากฯ” และเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Government Lottery Office Foundation (G.L.O.F.)” รวมถึงกำหนดเครื่องหมายของมูลนิธิอีกด้วย
หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2550 นายธงชัย เป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมทุนในการดำเนินการของมูลนิธิ จากเดิม 5 แสนบาท เป็นเงินสด จำนวน 200 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2552 นายชัยวัฒน์ ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ เปลี่ยนชื่อมูลนิธิแห่งนี้ว่า “มูลนิธิลอตไทย” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “LOT THAILAND FOUNDATION (LOT)” และกำหนดเครื่องหมายขึ้นมาใหม่
พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ใหม่ มีใจความสำคัญคือ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการดำเนินงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ด้านสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล รวมถึงช่วยเหลือให้การสงเคราะห์พนักงานและลูกจ้างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2555 นายชัยวัฒน์ ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ โดยมีใจความสำคัญคือ
“ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลือให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล และเพื่อสวัสดิการพนักงานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล”
ทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของ “มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งฯ” เจ้าของตำแหน่ง “เสือตัวจริง” ในวงการ “หวย” ที่ได้โควตาเป็นอันดับหนึ่งในขณะนี้
ก่อนหน้าที่ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 สางปัญหาในสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งบอร์ดชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทนชุดเดิม หรือกำหนดบทลงโทษสำคัญผู้ที่ฝ่าฝืนขายลอตเตอรี่แพงเกินราคากำหนด มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น
รวมถึงแต่งตั้ง “พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” รองแม่ทัพภาคที่ 1 เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานบอร์ด พร้อมระบุสาเหตุที่สลากแพงมาจากกองสลากฯเอง โดยกำหนดให้กลุ่มบุคคลที่มารับช่วงไปในราคาที่กำหนดกันเอง ดังนั้นขอให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้อย่างเคลื่อนไหว ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป
“ผมไม่อยากกระชากหน้ากากหรือเปิดเผยขบวนการทั้งหมด มิเช่นนั้นจะอยู่ประเทศไทยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใกล้ชิด ลูก เมีย คนขับรถ หรือใครก็ตาม” พล.ต.อภิรัชต์ ระบุ
พร้อมทั้งได้นัดบอร์ดกองสลากฯชุดใหม่ ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในช่วงกลางเดือน พ.ค. นี้แล้วด้วย
ส่วนจะแก้ไขได้หรือไม่ ประการใด ต้องจับตาด้วยใจระทึก!

เจาะลึกโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล

Date: 6 พฤษภาคม 2015
สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาที่นิยมนำมาใช้ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมามี 2 แนวทาง คือ สั่งการให้ตำรวจไล่จับกุมคนขายหวยตัวจริงที่ไม่มีโควตา กับเพิ่มปริมาณการพิมพ์สลากแล้วจัดสรรโควตาให้ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว เมื่อกระแสเริ่มซา ก็กลับมาขายหวยเกินราคากันต่อ เป็นวงจรการผูกขาดที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปล้างบาง อย่างไรก็ตามจากที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำเสนอข่าวเปิดตัว “ไอ้โม่ง” ต้นเหตุ ปัญหาสลากเกินราคา เป็นการเปิดเผยข้อมูลรายชือผู้ที่ได้โควตาสลากกินแบ่งที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนด้วยการใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการพ.ศ. 2542
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่าโครงสร้างการจัดสรรโควตาอยู่ในมือใครมากที่สุด และที่ผ่านมาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นที่หมายปองของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยด้วยผลประโยชน์มูลค่านับแสนล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพิมพ์สลากออกขายงวดละ 74 ล้านฉบับ แต่เนื่องจากสำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากออกขายเป็นคู่ และในทางปฏิบัติจริงไม่มีผู้ค้ารายใดตัดแบ่งสลากหรือแยกขายเป็นรายฉบับ คอหวยต้องซื้อสลากเป็นคู่ ดังนั้น แต่ละงวดจึงมีพิมพ์วางขายแค่ 37 ล้านคู่ หรือ 37 ล้านใบเท่านั้น
สำหรับตัวแทนจำหน่ายประเภทบุคคลทั่วไป คนพิการที่ได้รับการจัดสรรโควตา สำนักงานสลากฯ มอบส่วนลด 7% ของราคาสลาก สมมติ ราคาสลากคู่ละ 80 บาท ตัวแทนจำหน่ายประเภทนี้ได้ส่วนลด 5.6 บาท สำนักงานสลากฯ ได้เงิน 74.40 บาท แต่ถ้าเป็นตัวแทนจำหน่ายประเภทมูลนิธิ สมาคม องค์การการกุศล นิติบุคคล ได้ส่วนลด 9% หรือ 7.20 บาท สำนักงานสลากฯ ได้เงิน 72.80 บาท
สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากพิมพ์ออกขายงวดละ 37 ล้านคู่ แบ่งเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล 26 ล้านคู่ และสลากการกุศล 11 ล้านคู่ ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แตกต่างกันตรงที่สลากกินแบ่งรัฐบาลต้องนำเงินส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน 28% ของรายได้จากการจำหน่าย ส่วนสลากการกุศลไม่ต้องนำเงินส่งคลัง หน่วยงานหรือองค์กรที่ขออนุญาตออกสลาก ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับอนุญาต นำเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากฯ ไปใช้จ่ายได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต
แต่ข้อเท็จจริงของการขายสลากแต่ละงวด แหล่งข่าวจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกล่าวว่า สลากแต่ละเล่มมีเลขไม่สวย ขายไม่ได้อยู่ประมาณ 1.27% ของสลากทั้งหมด เช่น เลขที่เคยถูกรางวัลไปแล้ว เลขเบิ้ล เลขตอง 000000 เป็นต้น ในการคำนวณหาผลประโยชน์จากการจำหน่ายสลากต้องหักเลขกลุ่มนี้ออกไป ดังนั้นสลากที่พิมพ์ออกมาทั้งหมด 37 ล้านคู่ เหลือสลากขายได้จริงประมาณ 36 ล้านคู่ ออกจากสำนักงานสลากฯ ต้นทุนคู่ละ 72.80-74.40 บาท ถึงมือผู้บริโภคคู่ละ 100 บาท ยี่ปั๊ว-ซาปั๊วได้กำไรเฉลี่ยงวดละ 964 ล้านบาท สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากออกจาก 24 งวด/ปี กลุ่มยี่ปั๊ว-ซาปั๊วมีรายได้จากการขายเกินราคา 23,145 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากขายคู่ 120 บาท ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ได้กำไรส่วนต่างเฉลี่ยงวดละ 1,695 ล้านบาท หรือปีละ 40,680 ล้านบาท(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
ขุมทรัพย์กองสลาก
ขณะที่ในระบบ สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล 37 ล้านคู่ (ขายเหมา) ปีละ 65,357 ล้านบาท จ่ายให้คนที่ถูกรางวัล(ุ60%) 39,214 ล้านบาท ส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน 12,859 ล้านบาท ส่งให้หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ออกสลากการกุศล 5,441 ล้านบาท กันไว้ให้สำนักงานสลากฯ ใช้ในการบริหารและค่าจัดจำหน่ายสลาก 7,843 ล้านบาท รวมผลประโยชน์จากการจำหน่ายสลากทั้งในระบบและนอกระบบขายสลากเกินมีเงินสะพัดปีละ 106,037 ล้านบาท
หากนำข้อมูลตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการจัดสรรโควตามากที่สุด 10 อันดับแรก มาทำการวิเคราะห์ตามหลักการที่กล่าวมาในข้างต้น อันดับ 1 มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่ง คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลด 9% ปีละ 1,212 ล้านบาท อันดับ 2 สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลด 230 บาท/ปี อันดับ 3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลด 200 บาท/ปี อันดับ 4 สมาคมพนักงานผู้เกษียณอายุสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลด 170 บาท/ปี อันดับ 5 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ,อันดับ 6 บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด และอันดับ 7 บริษัท หยาดน้ำเพชร จำกัด คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลดรายละ 136 บาท/ปี อันดับ 8 สมาคมผู้ค้าย่อยสลากกินแบ่งรัฐบาล (คนพิการ) อันดับ 9 สมาคมคนพิการผู้ค้าสลาก (ประเทศไทย) คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลดรายละ 43 บาท/ปี และอันดับ 10 มูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว คาดว่าน่าจะมีรายได้จากส่วนลดรายละ 42 บาท/ปี รวมตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการจัดสรรโควตาสูงสุด 10 อันดับแรก คาดว่าน่าจะมีรายได้ประมาณ 2,367 ล้านบาทต่อไป หากยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว นำโควตาสลากลอตนี้มาบวกกำไรคู่ละ 20 บาท นอกระบบจะมีรายได้หมุนเวียน 3,368 ล้านบาท/ปี
ล่าสุด “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” ทำข้อเสนอถึงสำนักงานสลากฯ ให้ปรับราคาขายสลากจากคู่ละ 80 บาท เป็น 100 บาท เป้าหมายเพื่อโยกเม็ดรายได้ที่อยู่นอกระบบจากการขายสลากเกินราคา กลับเข้ามาอยู่ในระบบ ประกอบมาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคาตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 11/2558 ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ยี่ปั๊ว-ซาปั๊วไม่น่าจะตั้งราคาขายได้เกินกว่า 120 บาทต่อคู่ หากสำนักงานสลากฯ ทำตามข้อเสนอของ “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” ปรับราคาเป็นคู่ละ 100 บาท ก็จะทำให้กลุ่มที่อยู่ในระบบมีรายได้เพิ่มทันที รวมทั้ง “ไอ้โม่ง” ก็ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ด้วย

ที่มา : http://thaipublica.org/2015/05/government-lottery-office-act-4/

เทศบาลหมูสีแจ้งจับ“คีรีมายา-มูนแดนซ์”บ้าน"สรยุทธ" บุกรุกปิดกั้นทาง-ลำรางสาธารณะ

เทศบาลหมูสีแจ้งจับ“คีรีมายา-มูนแดนซ์”บ้าน"สรยุทธ" บุกรุกปิดกั้นทาง-ลำรางสาธารณะ
Cr:ผู้จัดการ
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - เทศบาลหมูสี อ.ปากช่องโคราช เตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดี “คีรีมายา” รุกล้ำลำรางและปิดกั้นทางสาธารณะกว่า 200 ไร่ ภายในสัปดาห์นี้ รอเพียงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนจากที่ดินจังหวัด เผย ประเดิมหอบหลักฐานเข้าแจ้งจับโครงการมูนแดนซ์-บ้านพักพิธีกรข่าวชื่อดังบุกรุกและสร้างฝ่ายปิดกั้นลำน้ำสาธารณะ พรุ่งนี้ (7 พ.ค.) ที่สภ.หมูสี
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี ชุดปฏิบัติการพิเศษกระทรวงยุติธรรม นำโดย พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.อ.สมหมาย บุษบา หัวหน้าคณะทำงานเพื่อความมั่นคงกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 และคณะ เข้าตรวจสอบพื้นที่ปฏิรูปที่ดินของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถูกเจ้าหน้าที่รัฐนำไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบกว่า 130 ไร่ และ กรณีโครงการบริษัท คีรีมายา จำกัด ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บนเนื้อที่กว่า 1,639 ไร่ บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก. ลำรางและทางสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนำเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่อง นั้น
ล่าสุดวันนี้ (6 พ.ค.58) นายไพโรจน์ สุคนธสาคร ปลัดเทศบาลตำบลหมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเทศบาลตำบลหมูสี ได้ประสานไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขา ปากช่องให้ระบุระวางแผนที่เพื่อประกอบการแจ้งความดำเนินคดีกับโครงการคีรีมายา เพราะจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบชัดเจนว่าโครงการคีรีมายามีการรุกล้ำเปลี่ยนสภาพลำรางสาธารณะ (จำนวน163 ไร่ ) และปิดกั้นเส้นทางสาธารณะ (จำนวน 48 ไร่ )ซึ่งผู้ใหญ่บ้านในท้องที่เองก็ระบุว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่เคยมีที่ดินอยู่ด้านในโครงการคีรีมายาและเคยใช้เส้นทางดังกล่าว แต่หลังจากทางโครงการทำการปิดกั้นเส้นทางชาวบ้านก็ไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้อีก
ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอข้อมูลจากทางที่ดินจังหวัดฯ หลังจากได้หลักฐานครบถ้วนแล้วทางเทศบาลตำบลหมูสี จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนังงานสอบสวน สภ.หมูสี เพื่อให้ดำเนินคดีกับทางโครงการคีรีมายาในข้อหา บุกรุกลำรางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และปิดกั้นเส้นทางสาธารณประโยชน์ คาดว่าจะเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนได้ภายในสัปดาห์นี้
นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) ตนจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.หมูสี ให้ดำเนินคดีในกรณีการบุกรุกและเปลี่ยนแปลงสภาพลำรางสาธารณะในโครงการมูนแดนซ์ ถ.ธนะรัชต์ ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมู สี อ.ปากช่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ลำรางสาธารณะดังกล่าวมีขอบเขตติดกับโฉนดที่ดินของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวชื่อดัง และอยู่ห่างจากตัวบ้านประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นจุดชมวิวส่วนตัวของบ้านพักตากอากาศนายสรยุทธ
แต่ในเบื้องต้นยังไม่ทราบชัดเจนว่าใครเป็นผู้เปลี่ยนสภาพลำรางและสร้างฝายปิดกั้นรวมถึงการขุดลำรางดังกล่าว ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะได้สืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดว่า เป็นการกระทำของเจ้าของโครงการหรือเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.บัณฑิต เส็งประชา ผู้กำกับการ(ผกก.) สภ.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมกรณีการบุกรุกป่าไม้ บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.และลำราง -ทางสาธารณประโยชน์ ในท้องที่ ต.หมูสี มีเพียงคดีเดียวที่ ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีบ้าน 3 หลังที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ และต่อมา น.ส.ภัคมล กิจศิริกุล อายุ 34 ปี มาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งกล่าวข้อหาไปแล้ว และขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานพร้อมหาความเชื่อมโยงกับ นางพรทวี สุตันติราษฏร์ นายช่างรังวัด ส.ป.ก.นครราชสีมา ซึ่ง น.ส.ภัคมล ยังให้การปฏิเสธว่า ไม่รู้จักกับนางพรทวี โดยจากการสอบปากคำผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าที่ดินของนางภัคมล ได้รับมรดกมาจากนางแก่น มารดา ซึ่งเคยทำกินมาก่อน
ส่วนกรณีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. โดยมีการระบุว่า นางพรทวี สุตันติราษฏร์ นายช่างรังวัด ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้นำ ส.ค. 1 จำนวนเนื้อที่ 30 ไร่ ไปออกโฉนดที่ดินกว่า 155 ไร่ และเป็นการบุกรุกพื้นที่ที่ ส.ป.ก. จำนวนกว่า 130 ไร่นั้น ในวันนี้ ( 6 พ.ค.) ตนได้ทำหนังสือทวงถามไปยังสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจน หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุไปแล้วในวันที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ กระทรวงยุติธรรมนำโดย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ ( 28 เม.ย.) ซึ่งหากส.ป.ก. จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกก็ให้เร่งดำเนินการเพื่อจะได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายต่อไป


จับตา! พลังโซเชียลฯ สั่งสอนเจ้าสัว รณรงค์ไม่เข้าเซเว่น งดใช้สินค้าซีพี

จับตา! พลังโซเชียลฯ สั่งสอนเจ้าสัว รณรงค์ไม่เข้าเซเว่น งดใช้สินค้าซีพี

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
5 พฤษภาคม 2558 21:25 น. (แก้ไขล่าสุด 5 พฤษภาคม 2558 21:36 น.)
จับตา! พลังโซเชียลฯ สั่งสอนเจ้าสัว รณรงค์ไม่เข้าเซเว่น งดใช้สินค้าซีพี
        จากกระแสดรามาเอาเปรียบบริษัทขนาดเล็กโดยนำสินค้าไปลอกเลียนแบบจนได้รับความเสียหายทางธุรกิจ และอีกหลายกรณี ปลุกกระแสโซเชียลฯ ตื่นตัว รณรงค์ไม่เข้า 7-eleven ไม่ใช้สินค้าซีพี 5 วัน (7-11 พ.ค.58) หวังสั่งสอนบริษัทยักษ์ใหญ่หยุดเอาเปรียบสังคม ในขณะที่บางกลุ่มเรียกร้องกฎหมายควบคุมการผูกขาดเพื่อปกป้องการทุ่ม หรือครอบงำตลาดของผู้ประกอบการที่นับวันยิ่งอำมหิตมากขึ้นทุกที
       

        เกาะกระแสโซเชียลฯ สั่งสอนเจ้าสัว!
       
       ตกเป็นเป้าหมายโจมตีของผู้ใช้สังคมออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกรณีมีการเผยแพร่บทความ "แบ่งปัน SIAM BANANA โตเกียวบานาน่าไทย แบบมีกล้วยอยู่จริงๆ ที่แลกมาด้วยน้ำตา" ที่กล่าวถึงเรื่องราวของขนมเค้กสอดไส้คัสตาร์ดรสกล้วยยี่ห้อ "สยาม บานาน่า" ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้บริหารบริษัทร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งแสดงความสนใจจะสั่งซื้อเพื่อวางขายในร้าน ก่อนจะบอกเลิก และหันมาผลิตพร้อมจัดจำหน่ายเอง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจพร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย

       
       แม้ทางฝั่ง บมจ.ซีพี ออลล์ ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวไปแล้วว่าได้มีการเจรจาธุรกิจจริง แต่อยู่ระหว่างการเจรจา และพัฒนาสินค้าร่วมกัน ส่วนขนมปังรสกล้วยของบริษัท นั่นก็คือ เลอแปงก็ไม่ได้ลอกเลียนแบบ แต่มีกรรมวิธีผลิตเฉพาะที่แตกต่าง และพัฒนาโดยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองซึ่งมีอยู่กว่า 200 คน

        ทว่า ชาวสังคมออนไลน์ก็ยังคงคลางแคลงใจกับการตอบข้อสงสัยของร้านสะดวกซื้อเจ้านี้ โดยเฉพาะในประเด็นที่อ้างว่ามีทีมวิจัยพัฒนาสินค้าโดยมิได้ลอกเลียนแบบ 
       
       ทีมข่าว ASTVผู้จัดการ จึงลงพื้นที่สำรวจในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ในเขตพระนคร และเขตบางกอกน้อย กทม.รวม 7 สาขา พบ *สินค้าตราห้างในเครือของบริษัทฯ หลายชนิด มีความคล้ายคลึงกันกับสินค้าอีกยี่ห้อหนึ่ง อาทิ เซเว่น ซีเล็ค แลคติก ดริ้งค์, เลอ แปง พ็อกเก็ต แซนด์วิช ไส้ทูน่า, เลอ แปง ขนมปังหน้าสังขยาใบเตย, เซเว่น ซีเลคชั่น มิลค์ แทบเล็ต แคนดี้, เซเว่น ซีเล็คท์ เจลลี่ แบร์ และ เซเว่น ซีเลคท์ - นิชชิน รสซุปเปอร์ต้มยำกุ้ง (คลิกดูรูปเปรียบเทียบได้ที่นี่ > ส่อง 7-Eleven ปั้นเฮาส์แบรนด์ตีคู่สินค้าต้นตำรับ ไม่เว้นแม้จอลลี่แบร์!

       
       *เฮาส์แบรนด์ หรือ สินค้าตราห้าง (House Brand) คือ สินค้าที่ผลิตและจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เกตนั้นๆ โดย สินค้าตราห้างจะเป็นสินค้าที่มีคุณลักษณะและคุณสมบัติเหมือนหรือใกล้เคียงกับสินค้าจากผู้ผลิตต้นตำรับหรือผู้ผลิตอื่นในท้องตลาด แต่มักจะมีข้อได้เปรียบด้านราคา

       
       กระทั่งล่าสุด เกิดปฏิกริยาอย่างกว้างขวางจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการรณรงค์ไม่เข้า 7-eleven และไม่ใช้สินค้าของซีพีในระหว่างวันที่ 7-11 พฤษภาคม 2558 เพื่อเป็นการสั่งสอนบริษัทยักษ์ไม่ให้เอาเปรียบสังคม
      
       
     
       ด้าน เพจ Drama-addict ก็ได้นำไปแชร์ต่อ พร้อมระบุข้อความแสดงทัศนะส่วนตัวไว้ดังนี้

       
       "มีคนรณรงค์ให้ต่อต้านเจ้าสัวด้วยการงดเข้าเซเว่นว่ะ ถถถถถถถถถถ สายป่านเขายาวมากๆ แค่นี้ไม่กระเทือนซางหรอก แล้วไปประท้วงเขาเรื่องอะไรล่ะนั่น มันก็ทำธุรกิจไปตามกฎหมาย ไม่มีคำว่าจริยธรรมในแวดวงธุรกิจอยู่แล้ว ประเด็นคือรัฐควรจะออกกฎหมายมาควบคุมการ monopoly เป็นชาติแล้ว 

       
       ไม่ใช่มาเรียกร้องกันตอนที่ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแบบเน้ มันสายเกินไปแล้วว้อยแต่เชื่อหรือไม่ว่าเมืองไทยมี พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 แต่จวบจนถึงบัดนี้ กว่า 16 ปี ที่มีกฏหมายฉบับนี้มา ยังไม่มีธุรกิจใดที่ถูกดำเนินคดีว่าด้วยการทำ "การค้าที่ไม่เป็นธรรม" ได้แม้แต่รายเดียว 

       
       แล้วมี พ.ร.บ. นี้ไว้ทำเกลืออะไรวะ?"

       
       พลังโซเชียลฯ บอยคอตสินค้าซีพี 

       
       ต่อกรณีเดียวกันก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาอย่างหลากหลาย โดยส่วนใหญ่มองว่า เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ในขณะที่บางความเห็นบอกว่า แม้จะไม่ได้ผล อย่างน้อยๆ ก็ได้สั่งสอนบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ให้ฉุกคิดถึงการทำธุรกิจที่นับวันยิ่งสุ่มเสี่ยงโดนถล่มจากผู้บริโภคมากขึ้น
       

        "มันก็เป็นการแสดงออกเพื่อให้อย่างน้อย CP ก็ตระหนักถึงว่าผู้บริโภคในประเทศไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ CP ต่อให้มันจะได้ผลไม่ได้ผล เค้าก็ดีแล้วที่ทำอะไรที่เป็นเชิงสัญลักษณ์" โอ๋ เดอะสเมิร์ฟ 
       
       "ถ้าภาคประชาชนไม่ตื่นตัวออกมาทำอะไรไห้เกิดเป็นกระแสสังคม แล้วคิดว่าภาครัฐจะไปกล้างัดเหรอ อย่าอ่อนต่อโลกนักเลย ประชาชนต้องสู้ด้วยตัวเองก่อน ดูอย่างการปฏิวัติครั้งล่าสุดสิ ประชาชนออกมาก่อนข้าราชการเสมอ" Nan Bkk 

       
       "อย่างน้อยก็ได้กระตุกต่อมสำนึก" Pornwilai Sanemuang 

       
       นอกจากนั้น ยังมีบางความเห็นหยิบยกเรื่องของกฎหมาย "ควบคุมการผูกขาด" ขึ้นมาพูด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ควรมีมานานแล้ว เนื่องจากช่วยลดพฤติกรรมในการสร้างสินค้าเพื่อแข่งขันกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในลักษณะการช่วงชิงตลาดการขาย หรือที่เรียกว่าปลาเล็กกินปลาใหญ่ 
ปัจจุบันกฎหมายที่ดูแลเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม ปกป้องการทุ่ม/ครอบงำตลาดของผู้ประกอบการอยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคุ้มครองไม่ให้เกิดการผูกขาดภายในประเทศ หรือจากต่างประเทศ 
       
       สำหรับกฎหมายการป้องกันการผูกขาด ดร.วินัย ดะห์ลัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเมื่อเร็วๆ นี้ ถึงการหารือกันเรื่องการป้องกันการผูกขาด การมีอำนาจเหนือตลาด ว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการประชุมกันอย่างน้อยสิบครั้ง รวมทั้งได้เดินสายหลายจังหวัดเพื่อรับฟังความเห็นเรื่องซีพี ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญมีเรื่องการป้องกันการผูกขาดอยู่ในหลายภาค

       
       "สมาชิกสปช.ได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมอีกหลายข้อ และผลักดันกฎหมายการป้องกันการผูกขาด การสร้างอำนาจเหนือตลาด การชดเชยความเสียหาย การชดเชยสินค้าชำรุดบกพร่อง ในกลุ่มสปช. มีการก่อกระแสต่อต้านซีพีในหลายกรรมาธิการ ทุกคนห่วงใยกรณีซีพีไม่น้อยกว่าคนภายนอก" ดร.วินัยกล่าว

       
       ชำแหละ! ซีพี สะเทือนถึงรัฐบาลไทย

       
       เมื่อพูดถึงการครอบงำกิจการ และการผูกขาด พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยตั้งหัวข้อว่า "ซีพี กับ ก้าวที่สุ่มเสี่ยง" ก่อนแสดงความคิดเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมา

       
       "ความเป็นทุนมหึมาของซีพีนั้น ไม่มีใครจะหนีอิทธิพลได้ กล่าวได้ว่า ในทุกวงการต้องมีคนของซีพีแทรกอยู่ด้วย ดังนั้น ซีพีจึงเดินหน้า ทั้งขาย และเป็นนายหน้าสินค้า ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน ได้กำไร โดยอาศัยทุนที่เหนือกว่า ความพร้อมขององค์กร วัตถุดิบที่ผลิตได้เอง แบบไม่เกรงใจใคร พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจึงยับเยินตามไปหมด ถามว่าซีพีผิดหรือไม่ ไม่ผิดหรอกครับ พ่อค้าต้องทำอะไรก็ได้ เพื่อให้มีกำไร เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า

       
       (1) สมควรทำกันถึงขนาดนี้หรือไม่ ถ้าซีพีทำได้ นายทุนอื่นๆ ก็จะทำตามแบบบ้าง คนจนจะไปทำมาหากินอะไรกันละ
      
       (2) ประเทศที่เจริญแล้วมีการผูกขาดการค้าแบบนี้ ตามซอย มีเซเว่นทุก 200 เมตรหรือไม่ เอาง่ายๆ ในจีน ซีพีทำแบบนี้ได้หรือไม่
      
       (3) ถ้าการค้าปลีก ขายข้าวแกง การค้าเล็กๆ ริมถนนพังทลายไปหมด คนพวกนี้ และครอบครัวจะไปทำอะไร สิ่งที่พวกเขาจะทำเรื่องแรกคือ ลุกมาต่อต้านซีพีครับ
       

        เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของซีพีนะครับ ใครที่ถ่ายภาพกับผู้ใหญ่ของซีพี หรือเข้าร่วมกิจกรรมของซีพี เริ่มถูกนำมาโพสต์ข้อความไปในทางลบบ้างแล้ว ดังนั้น ถ้าซีพีไม่ทำอะไรให้ชัดเจน คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3 เดือนจะมีการต่อต้านซีพีมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องระมัดระวัง การเข้ามาช่วยเหลือ รัฐบาลของซีพีต้องระวังให้อยู่ในกรอบที่พอดีๆ ไม่เช่นนั้นจะพลอยฟ้าพลอยฝนโดนไปด้วยแน่ๆ ครับ"
       
       สอดรับกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้เคยพูดถึง "ซีพี" ไว้ในรายการ มองโลก มองเรา โดยตั้งชื่อตอนว่า "ชำแหละ! "CP ครอบงำกิจการ ผูกขาดครบวงจรในไทย" ว่า ทุกวันนี้ขายส่งก็ผูกขาด ขายปลีกก็ผูกขาด ทุกอย่างซีพีผูกขาดหมด ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยไม่ได้เกิด แถมค่อยๆ หายไป เนื่องจากอยู่ไม่ได้
   
       

   
       "...คณะกรรมการป้องกันการผูกขาดมีอยู่แล้วในกระทรวงพาณิชย์ แต่มันไม่เวิร์กเพราะอะไร เพราะกรรมการเกินครึ่งเป็นพวกบริษัทใหญ่ๆ หมดเลย รวมทั้งซีพีด้วย ใครทำลายชาติกันแน่ ใครทำลายคนไทย อย่างข่าวที่ออกมาว่าเดี๋ยวนี้ปลาชายฝั่งที่เคยจับได้ เปอร์เซ็นต์ลดน้อยลงมาหมดละ เพราะมันโดนจับไปหมดเลยจากการใช้อวนใหญ่ลาก เพื่ออะไร เพื่อทำอาหารสัตว์ แล้วใครล่ะเป็นคนซื้ออาหารสัตว์พวกนี้...
       
       "ผมอยากจะถามหน่อย ใครที่มีอำนาจในวันนี้ จะชื่ออะไรก็ตาม จะเข้ามาด้วยวิธีการที่มีอำนาจอะไรก็ตาม คุณอายบ้างไหม คุณสงสารประชาชนบ้างไหม สงสารนี่คุณต้องสงสารจริงๆ นะ คุณรู้ไหมว่า ธุรกิจผูกขาดแบบนี้กำลังจะฆ่าคนไทยส่วนใหญ่ คุณอย่าทำเป็นเล่นไปนะ คนที่มีร้านเล็กๆ มีแผงลอยเล็กๆ นัยะความผูกพัน ความรับผิดชอบที่เขามีต่อหน่วยครอบครัวหน่วยหนึ่ง มันสำคัญมากสำหรับเขา แล้วลองเอาหน่วยพวกนี้คูณแสน คูณล้านเข้าไป กี่คน กี่ล้านคน เผลอๆ เป็น 10 ล้านที่ต้องฉิบหายเพราะการผูกขาดในลักษณะแบบนี้

       
       ดังนั้น 1. คุณมีหน้าที่ไม่ให้พวกเขาผูกขาด คุณมีหน้าที่ให้ SMEs ได้โตขึ้นมา และคุณต้องบอกเลยว่า ต่อจากนี้ไป เซเว่น อีเลฟเว่นขยายไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันเต็มมากเกินไป มีส่วนแบ่งการตลาดที่อยู่ในลักษณะครอบงำการตลาดแล้ว 2. คุณต้องออกกฎหมายให้ชัดเจนว่าถ้าเป็นร้านสะดวกซื้อหน้าที่ต้องเป็นตัวกลางให้คนเอาของมาขาย ให้คนเดินเข้ามาซื้อ โดยกินส่วนต่างตรงราคา เจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ ถ้ามีเกินกว่าเท่านี้ร้าน ห้ามไม่ให้ผลิตสินค้าตัวเองขาย เพราะเป็นการรังแกคนทำมาค้าขาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครทำอะไรเลย"

       
       นับเป็นปัญหาใหญ่ของชาติบ้านเมืองที่หากยังตกหลุมพรางทุนสามานย์ของกลุ่มคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ไม่เร็วก็ช้า ความฉิบหายได้มาเยือนแน่นอน

1,575 ล้าน! รายได้ล่าสุด บ.สลากมหาลาภ รับโควตาหวย 1.6 ล้านใบ/งวด

1,575 ล้าน! รายได้ล่าสุด บ.สลากมหาลาภ รับโควตาหวย 1.6 ล้านใบ/งวด

เจาะงบการเงิน"บ.สลากมหาลาภ" หนึ่งในบริษัทเอกชน ที่ได้รับจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลล่าสุด 1.6 ล้านใบ/งวด พบแจ้งตัวเลขรายได้ล่าสุดปี 56 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อยู่ที่ 1,575 ล้านบาท กำไรจิ๊บๆ แค่ 1.4 ล้าน
prwdghhhhhh
จากกรณีสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้ใช้สิทธิ์พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ขอให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดเผยรายชื่อตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากการกุศล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมกับจำนวนโควตาที่ได้รับการจัดสรร ก่อนจะพบว่า ในปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายที่ครอบครองโควตาสลากมากที่สุด คือ มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวนกว่า 14 ล้านฉบับต่องวด อันดับที่ 2 สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 2.7 ล้านฉบับ อันดับที่ 3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2.35 ล้านฉบับ อันดับที่ 4 สมาคมพนักงานผู้เกษียณอายุสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ล้านฉบับ อันดับที่ 5 ได้งวดละ 1.6 ล้านฉบับเท่ากัน มี 3 รายคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ของร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า, บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ และบริษัทหยาดน้ำเพชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต  จากโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลทั้งหมด 27.75 ล้านฉบับ คิดเป็นสัดส่วน 37.50% ของปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับ นั้น 
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ของ นางสาวสะเรียง อัศววุฒิพงษ์ ได้นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ล่าสุด ปี 2556
ระบุว่า มีรายได้จากการขาย เป็นจำนวนเงิน 1,575,720,000 บาท มีดอกเบี้ยรับ 11,496.88 บาท รายได้อื่น 119,492.99 รวมรายได้ทั้งหมด 1,575,850,989.87 บาท 
ส่วนรายจ่าย แจ้งว่า มีต้นทุนสินค้าที่ขาย 1,572,480,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการขาย 900,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 709,046 บาท ค่าเสื่อมราคา 4,590.14 บาท รวมรายจ่าย 1,574,093,636.14 บาท มีกำไรสุทธิ 1,405,882.98 บาท 
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธิรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ปัจจุบันมีทุน 4 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 153 ถนนตะนาว แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
แจ้งประกอบธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล - ค้าส่ง
ปรากฎรายชื่อ นางสาวสะเรียง อัศววุฒิพงษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ น.ส. เซี่ยมเค็ง แซ่เตีย  นางอุษา อัศววุฒิพงษ์ น.ส. สุภาพร อัศววุฒิพงษ์ และนายศรีไพร กวดนอก รวมถือหุ้น 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2557 มีจำนวน 3 ราย นางสาว สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ ถือหุ้นใหญ่สุด 39,998  หุ้น มูลค่า 3,999,800 บาท  นางสาวเซี่ยมเค็ง แซ่เตี่ย และนาย ศรีไพร กวดนอก ถือหุ้นเท่ากันคนละ 1 หุ้น รวมมูลค่า 200 บาท 
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ระบุว่า  บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ได้รับจัดสรรโควตาสลาก เป็นจำนวน 1.6 ล้านฉบับต่องวด เท่ากับ ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ของร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า และบริษัทหยาดน้ำเพชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต ซึ่งถูกจัดไว้ในอันดับที่ 5 ของรายชื่อองค์กรและเอกชน ที่ได้รับจากโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลทั้งหมด 27.75 ล้านฉบับ คิดเป็นสัดส่วน 37.50% ของปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับ ซึ่งแบ่งออกได้ 3 ช่องทาง คือ 
1. จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 23 ล้านฉบับ ให้กับตัวแทนจำหน่ายส่วนกลาง 8,376 ราย
2. จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 28 ล้านฉบับ โดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานคลังจังหวัด เพื่อนำไปจัดสรรต่อให้กับตัวแทนจำหน่ายส่วนภูมิภาค 25,633 ราย
3. จัดสรรโควตาสลากการกุศลประมาณ 22 ล้านฉบับ ผ่านมูลนิธิ สมาคม องค์กร และนิติบุคคล 3,551 ราย
ทั้งนี้ บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด เคยถูกระบุชื่อเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทเอกชน 5 ราย ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายใหญ่มานาน หรือรู้จักกันในชื่อของ "กลุ่ม 5 เสือกองสลาก" ได้แก่ บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด, บริษัท ปลื้มวัธนา จำกัด  (ชื่อใหม่ แอดวานซ์ เทคโนโลยี ซิสเต็มส์), บริษัท ไดมอนด์ ล็อตโต้ จำกัด  บริษัท หยาดน้ำเพชร จำกัด  และบริษัทบีบี เมอร์ชานท์ จำกัด
ก่อนที่ในปัจจุบัน มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะปรากฎชื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากรายใหญ่ จำนวนกว่า 14 ล้านฉบับต่องวด 
ขณะที่ในช่วงค่ำวันที่  1 พ.ค.58 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล อาทิ การตั้งบอร์ดชุดใหม่ขึ้นทำหน้าที่แทนชุดเดิม จัดตั้งกองทุนใช้จ่ายเงินช่วยแก้ไขปัญหาสังคม และกำหนดบทลงโทษสำคัญผู้ที่ฝ่าฝืนขายล็อตเตอร์รี่แพงเกินราคากำหนด มีโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และล่าสุดมีการแต่งตั้งให้ พลตรี อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

เปิดสัมพันธ์ลึก!"เจ๊แดง-ร.อ.ธรรมนัส" อำพรางสถานะ"ขาใหญ่" โควตาหวยรัฐ?

เปิดสัมพันธ์ลึก!"เจ๊แดง-ร.อ.ธรรมนัส" อำพรางสถานะ"ขาใหญ่" โควตาหวยรัฐ?

"..เมื่อ หจก. ขวัญฤดี และ บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร จำกัด เป็นเอกชนกลุ่มเดียว เมื่อนับรวมโควตาสลากที่อยู่ในมือของเอกชนทั้งสองราย นี้ ที่ถูกระบุว่าได้รับรายละ 1.6 ล้านฉบับ/งวด ก็เพิ่มเป็น 3.2 ล้านฉบับ ต่องวดทันที  และส่งผลทำให้การจัดอันดับตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ของเอกชนกลุ่มนี้ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทนที่ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้รับโควตา จำนวน 2.7 ล้านฉบับ/งวด..."
ptdswffff
แม้ว่าภูมิทัศน์แห่ง "ตัวแทน" จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตามมุมมองของสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า 
หลังจาก "มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล" ปรากฎรายชื่อเป็นผู้ครอบครองโควตาสลากในปัจจุบันมากกว่า 14 ล้านฉบับต่องวด  ถือเป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดาจำนวนตัวแทนที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯ นับ 10 ราย จากปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับ 
ส่วนอันดับที่ 2 คือ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 2.7 ล้านฉบับ อันดับที่ 3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2.35 ล้านฉบับ อันดับที่ 4 สมาคมพนักงานผู้เกษียณอายุสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ล้านฉบับ 
ขณะที่โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ในมือของเอกชน ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 3 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า, บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด   ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ และบริษัทหยาดน้ำเพชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต  อยู่ที่จำนวนรายละ 1.6 ล้านฉบับต่องวด ถูกจัดอยู่อันดับที่ 5 โดยในส่วนของบริษัท สลากมหาลาภ จำกัด เคยถูกระบุชื่อเป็นหนึ่งในกลุ่ม "5 เสือกองสลาก" ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายใหญ่ต่อเนื่องยาวนานหลายปี
แต่มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ที่น่าสนใจ และไม่ควรมองข้าม คือ ความเชื่อมโยงของบริษัทเอกชน 2 ใน 3 ราย ดังกล่าว
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี และ บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร จำกัด แท้จริงแล้วมีความเชื่อมโยงเป็นเอกชนกลุ่มเดียวกัน 
บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2537 มีทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 110/2 ถนนวุฒากาศ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล
ปรากฎชื่อ นาง ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต (ในวงการขายสลากกินแบ่ง เรียกว่า "เจ๊แดง"  เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เมษายน 2557 มีจำนวน 6 ราย นาง ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต ถือหุ้นใหญ่สุด 3,000 หุ้น มูลค่า 300,000 บาท นางสาว ปลื้มใจ ศศะรมย์ ถืออยู่ 1,500 หุ้น มูลค่า 150,000 บาท นางสาว ศรีพธู กนิษฐสุต ถืออยู่ 470 หุ้น มูลค่า 47,000 บาท นางสาว พันธุ์ทิพ วัฒนธนาทรัพย์ นาง ภาณี วัฒนธนาทรัพย์ นาย ศิริพงศ์ วัฒนธนาทรัพย์ ถืออยู่เท่ากัน คนละ 10 หุ้น รวมมูลค่า 1,000 บาท
ขณะที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 มีทุน 3 ล้านบาท แจ้งที่ตั้งเลขที่ 888 ถนนอโศก-ดินแดง 3 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล - ค้าปลีก
ปรากฎชื่อ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางสาวขวัญฤดี กนิษฐสุต เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจ นาย สุธี พงษ์เพียรชอบ เป็นหุ้นส่วนกรรมการ
ทั้งนี้ นางสาวขวัญฤดี กนิษฐสุต  มีนามสกุลเดียวกับ นางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต   
ขณะที่ในช่วงต้นปี 2555 ร.อ.ธรรมนัส เคยออกมายอมรับว่า เป็นเพื่อนของลูกบุญธรรม นาง ปลื้มจิตต์ และได้ให้ยืมเงินไปลงทุนโควต้าล็อตเตอรี่ แล้วยังไม่คืน จึงต้องไปถือหุ้นใน หจก.ขวัญฤดี
ดังนั้น เมื่อหจก. ขวัญฤดี และ บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร จำกัด เป็นเอกชนกลุ่มเดียว เมื่อนับรวมโควตาสลากที่อยู่ในมือของเอกชนทั้งสองราย นี้ ที่ถูกระบุว่าได้รับรายละ 1.6 ล้านฉบับ/งวด ก็เพิ่มเป็น 3.2 ล้านฉบับ ต่องวดทันที 
และส่งผลทำให้การจัดอันดับตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ของเอกชนกลุ่มนี้ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทนที่ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้รับโควตา จำนวน 2.7 ล้านฉบับ/งวด 
ขณะที่ บทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส ในช่วงที่ผ่านมา ก็นับจับตามองอยู่ไม่น้อย
เพราะเคยปรากฎชื่อเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในบุคคลที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานตัว หลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค.57 ด้วย
นอกจากนี้ ยังปรากฎชื่อเป็นเจ้าของธุรกิจหลายแห่ง ในจำนวนนี้มีธุรกิจรักษาความปลอดภัยชื่อ บริษัท ธรรมนัส การ์ด จำกัด หุ้นร่วมกับ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์)   

(อ่านประกอบ : ธุรกิจ 130 ล้าน“ผู้กองธรรมนัส”อดีตหุ้น“เสธ.ไอซ์”)

ในอดีต ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้กว้างขวางเคยเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม นายพูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ หนุ่มนักเรียนนอกเมื่อปลายปี 2541 คดีนี้ตำรวจออกหมายจับขณะนั้นใช้ชื่อ ร.อ.พชร หรือ มนัส พรหมเผ่า ในฐานะเจ้าของบ้านเกิดเหตุ กับพวกรวม 3 ต่อมาศาลมีคำพิพากษาวันที่ 27 ตุลาคม 2546 ยกฟ้อง ร.อ.ธรรมนัสกับลูกน้องที่เป็นทหาร
ระหว่างนั้น  ร.อ.ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ปี 2542 จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”
ต่อมาตกเป็นข่าวชนะการประมูลบริหารตลาดคลองเตยช่วงปลายปี 2551 ในนามบริษัท “ลีเกิ้ล” จากกลุ่มเดิมที่บริหารตลาดมาต่อเนื่องหลายสิบปี แต่ก็เกิดเหตุวุ่นวายเมื่อพ่อค้า-แม่ค้าไม่ยอมรับ ก่อม็อบประท้วงปิดถนนบริเวณแยกคลองเตย เกิดเหตุรุนแรงขึ้นหลายครั้งจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต มีการไปแจ้งความร้องทุกข์ แล้วเรื่องก็เงียบหาย
กระทั่งกลับมาสร้างความฮือฮา กรณี ซื้อที่ดิน 616 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน จาก บริษัท สินทรัพย์ไทย หรือ บสท. ในราคา 3,205 ล้านบาท โดยมีเจ้าของกิจการ รถโดยสารประจำทาง และอีกรายเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เข้าแข่งขัน และนำไปสู่เหตุการณ์ ชายฉกรรจ์ 200 คนบุกเข้าเผาไล่ที่บ้านกลุ่มสภาประชาชน 4 ภาค ที่ปลูกเพิงพักอาศัยอยู่บนที่ดินโรงงานไทยอเมริกัน เท็กซ์ไทล์ จำกัด และโรงงานไทยเมล่อน เท็กซ์ไทล์ จำกัด ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2554  
เมื่อ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี" ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล อาทิ การตั้งบอร์ดชุดใหม่ขึ้นทำหน้าที่แทนชุดเดิม จัดตั้งกองทุนใช้จ่ายเงินช่วยแก้ไขปัญหาสังคม และกำหนดบทลงโทษสำคัญผู้ที่ฝ่าฝืนขายล็อตเตอร์รี่แพงเกินราคากำหนด มีโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และล่าสุดมีการแต่งตั้งให้ พลตรี อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
การทำธุรกิจ"ตัวแทน" จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ในกลุ่มบริษัทของ ร.อ.ธรรมนัส นับจากนี้ไป จึงน่าสนใจ และน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง!
และอาจเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเลือกใช้งาน  "พลตรี อภิรัชต์" ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาล?