PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ไม่คิดแต่ทำ"สืบทอดอำนาจ"


บิ๊กตู่ ลั่น! ที่ทำมา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ แต่เป็น สืบทอดอำนาจการบริหารเพื่อรบ.ต่อไป

บิ๊กตู่ ลั่น! ที่ทำมา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ แต่เป็น สืบทอดอำนาจการบริหารเพื่อรบ.ต่อไป ตามแบบแผนยุทธศาสตร์ชาติ
บิ๊กตู่ – เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ธ.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ.2561 (The Prime Minister’s Industry Award 2018) มีนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวรายงาน โดยมีอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดโลก ผ่านคัดเลือกได้รับรางวัลจำนวน 92 รางวัล

พล.อ.ประยุทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิตอลเข้ามา รวมทั้งอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ เป็นการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคต่างๆ ทุกระดับอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระดับล่าง

ขณะเดียวกันอยากให้ภาคอุตสากรรมยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องยกระดับไปด้วยกันในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า หัวใจสำคัญจำเป็นต้องมุ่งเน้นส่งเสริมความเข้มแข็งให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำให้บุคลากรการบริการมีมาตรฐานเกิดศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากคำนึงถึงผลประกอบการแล้ว ก็ขอให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดูแลบุคลากร และดูแลประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบให้เกิดความสุขและมีความพึงพอใจ ทุกคนจะต้องคำนึงถึงเพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจ วันนี้รัฐบาลปลดล็อกไปหลายประการ เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอยากให้มองว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกภาคส่วน ทุกอาชีพทั้งผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลางและรายได้สูง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบมีความขัดแย้งในแง่ของคนรวยคนจน

การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริงก็มีอยู่แล้ว ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็จะมีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลเสียต่อการเดินหน้าทางการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง ทุกคนจึงต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ต้องดูแลคนทุกระดับ วันนี้โซเชียลมีเดียมีความสุขกว้างขวางมากขึ้น ขณะที่ความต้องการของคนก็มีมากขึ้น

ทุกคนสามารถร้องเรียนและเรียกร้องแสดงความพอใจ และไม่พอใจผ่านสังคมโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งก็มีผลกระทบต่อรัฐบาลและผู้ประกอบการทั้งสิ้น นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลก็ออกไปไม่ได้ จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสร้างความเข้าใจร่วมกันพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาทุกอย่างก็ดีอยู่ แต่ควรจะต้องดีมากขึ้น จะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้

ผมพูดกับประชาชนไปหลายครั้งแล้วว่า ประเทศไทยมีความต้องการในการดูแลผู้มีรายได้น้อย ประมาณ 30 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ส่วนนี้มีความต้องการมากขึ้น เพราะคนเยอะขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการต่างๆ ออกไปดูแล หารายได้มาเพิ่มเติม ดังนั้นถ้าทุกอุตสาหกรรมดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ภาษีมากขึ้น ก็จะมีเงินเข้ามาเติมในส่วนของการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลมีรายได้อย่างเดียวจากการเก็บภาษี ดังนั้นถ้าเราใช้อะไรมากเกินไป เกินสัดส่วนที่มีอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะความต้องการของคนไม่มีวันสิ้นสุด แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะรีดภาษีจากประชาชนเพียงอย่างเดียว
ยืนยันว่าการทำนโยบายต่างๆ รัฐบาลไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่เป็นการสืบทอดอำนาจทางการบริหารของรัฐบาลทุกรัฐบาลต่อไป ในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ
อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วมในยุทธศาสตร์ชาติทุกด้าน เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนา การลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการบริหารจัดการภาครัฐ เราต้องคิดให้กว้างรัฐบาลไม่ได้หวังสืบทอดอำนาจของใครก็แล้วแต่
แต่เป็นการสืบทอดอำนาจของประเทศ ในการกำหนดวิธีการในการเดินหน้าประเทศไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายต่างๆ ให้มีความเป็นสากล ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้ปรับแก้หลายอย่าง ขอให้ไปดูว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง
ผมไม่ได้พูดในเรื่องการเมือง แต่อยากให้เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังพยายามทำอะไร และทุกคนจะต้องคาดหวังได้ว่า รัฐบาลต่อไปจะทำได้หรือไม่ และจะทำอย่างนี้หรือไม่ และผมก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลในเวลานี้ แต่ต้องศึกษาว่าเราได้ทำอะไรไปแล้ว วันนี้แค่เริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องเดินหน้าไปสู่อนาคตพร้อมๆ กัน ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายนัก อะไรที่ยังทำไม่เสร็จก็มาทำต่อในรัฐบาลหน้า รัฐบาลก็แก้ไขปัญหาไปหลายประการแล้วในการเดินหน้าประเทศ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรปีใหม่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่รับรางวัลด้วย


“บิ๊กตู่” แนะปชช.เลือกคนดี อย่าเลือก คนสร้างความเสียหายให้ประเทศ มาบริหาร

“บิ๊กตู่” แนะปชช.เลือกคนดี อย่าเลือก คนสร้างความเสียหายให้ประเทศ มาบริหาร



“บิ๊กตู่” โยนถาม “ตู่” ปูดข่าวเตรียมลาออกสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่นยังไม่คิดออกทำหน้าที่จนจบภารกิจ เมินใช้ม.44แก้ให้พรรคเดียวเบอร์เดียวทั่วปท. ไปตกลงกับ “กกต.” เอง ยัน “4 รมต.” ไม่ลาออก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์ถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเสนอให้แก้กฎหมายหรือใช้ มาตรา44 ให้การเลือกตั้งเป็นแบบเบอร์เดียวทั่วประเทศว่า ตนไม่ใช้ไม่ใช่เรื่อง เป็นเรื่องที่ไปตกลงกันให้เรียบร้อยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนไม่ได้เกี่ยวข้องตรงนี้ อะไรก็ มาตรา 44 ตลอด ตนบอกแล้วให้แก้ไขปัญหาการบริหารราชการเป็นหลัก

เมื่อถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากเป็นนายกฯ ต่อ และอีกไม่กี่วัน จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง นายกฯและหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปถามนายจตุพรเขานู้น เพราะตนไม่ได้พูดอะไรสักคำ ตนบอกว่าตนจะทำหน้าที่ของตนจนกว่าจะจบหน้าที่ของตน ตอนนี้จบหรือยังไม่ถามเขานู้น อย่ามากดดันตนแบบนี้ ประเทศชาติ ประชาชน เขาต้องการอะไรในขณะนี้ เขาต้องการความสงบสุขใช่หรือไม่ เขาต้องการให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ใช่หรือไม่ หรือท่านไม่อยากได้แบบเดิม ถ้าไม่อยากได้แบบเดิมก็ต้องไปแก้ไข ถ้ายังทำแบบเดิม พูดกันแบบเดิม ให้ร้ายกันแบบเดิมก็ไปไม่ได้กันอยู่ดี จะไปได้อย่างไร ตนบอกแล้วว่าการเมืองคือการบริหารราชการแผ่นดิน แนะนำคนดีเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน ถามว่าคนดีก็คือคนดี คนเก่ง คนซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่มีความประพฤติเสียหายมัวหมอง เหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาจากประชาชนโดยตรง ใครที่ทำความผิดทำความเสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน คนเหล่านี้ไม่ควรได้รับการสนับสนุน ตนพูดอย่างนี้ในฐานะที่เป็นรัฐบาล
เมื่อถามว่า อยากให้นักการเมืองปรับตัวใหม่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องปรับทุกคน ตนเองก็ยังต้องปรับตัวเอง ไม่ปรับตัวได้อย่างไร เขาเป็นใคร เมื่อถามว่า หาก 4 รัฐมนตรีที่ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลาออกจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินออกวงสัมภาษณ์ทันที พร้อมกับกล่าวสั้นว่า “เขายังไม่ออก” เมื่อถามว่า นายกฯคิดว่าห้วงเวลาไหนถึงจะเหมาะสม และไม่กระทบงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่หยุดตอบคำถาม แต่ขณะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่ส่ายศีรษะไปมาและกล่าวว่า “ไม่รู้ ไปถามเขาเอา”

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เปิดผังงานโต๊ะจีน 650 ล. พปชร. ‘ดร.อั๋น-เอก’เหมา 120 ล. คลัง-ททท.โผล่ 69 ล.

เปิดผังงานโต๊ะจีน 650 ล. พปชร. ‘ดร.อั๋น-เอก’เหมา 120 ล. คลัง-ททท.โผล่ 69 ล.

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม 2561 เวลา 12:46 น.
เขียนโดย
isranews
เปิดแผนผังงานระดมทุนโต๊ะจีนพรรคพลังประชารัฐ ‘อุตตม-สนธิรัตน์’ รวม 5 โต๊ะ 15 ล้าน ‘มาดามเดียร์’ โต๊ะเดียว 3 ล้าน ‘ดร.อั๋น-ดร.เอก’ กวาดเรียบ 40 โต๊ะ 120 ล้าน เจอ ‘คลัง-ททท.’ โผล่ร่วมด้วย รวม 23 โต๊ะ 69 ล้าน
PIC tohjean 20 12 61 1
จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2561 พรรคพลังประชารัฐ จัดงานระดมทุนโต๊ะจีน 200 โต๊ะ โต๊ะละ 3 ล้านบาท ที่อิมแพคเมืองทองธานี โดยมีนายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาในฐานะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ร่วมงาน มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นหัวหน้าคณะผู้จัดงาน รวมถึงมีนักการเมืองระดับชาติ และนักธุรกิจเข้าร่วมอย่างคับคั่งนั้น (อ่านประกอบ : หวั่นถูกตัดสิทธิ์การเมือง! 4 รมต.พปชร.ไม่ขึ้นพูดเวทีระดมทุนโต๊ะจีน-บิ๊กนักการเมืองพรึบ)
เมื่อช่วงเช้าเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า งานระดุมทุนพรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมา โต๊ะจีนราคา 3 ล้านบาท โต๊ะหนึ่งมี 10 ที่นั่ง ตกที่นั่งละ 3 แสนบาท ต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รัฐมนตรี และข้าราชการ) จำนวนเท่าใดที่เข้าร่วมงานนี้ และซื้อบัตรเข้าร่วมงานเองหรือมีผู้ออกเงินให้ หากอ้างว่ามีคนอื่นออกเงินให้จะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กรณีห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐรับเงินเกิน 3 พันบาทหรือไม่ แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐซื้อบัตรเข้างานเองจะต้องตรวจสอบว่า ใช้เงินจากไหนมาซื้อบัตรที่นั่งละ 3 แสนบาท
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ในงานระดมทุนโต๊ะจีนของพรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมา มีการวางแผนผังแบ่งเป็น 2 โซน 200 โต๊ะ ได้แก่ โซนวีไอพี คือนักการเมืองชื่อดัง และนักธุรกิจใหญ่ รวม 100 โต๊ะ กับโซนธรรมดา คือพวกศิลปินดารา อดีต ส.ส. ต่างจังหวัด สื่อมวลชน เป็นต้น รวม 100 โต๊ะ
สำหรับการแบ่งโซนดังกล่าว แบ่งด้วยสี ได้แก่ 
1.สีเนื้อ ระบุว่า ท่านเลขา (นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) รวม 4 โต๊ะ 12 ล้านบาท
2.สีเหลือง ระบุว่า คลัง (น่าสังเกตว่า ชื่อตรงกันกับกระทรวงการคลัง) 20 โต๊ะ 60 ล้านบาท
3.สีส้มแดง ระบุว่า ดร.อั๋น 16 โต๊ะ 48 ล้านบาท
4.สีเหลืองอ่อน ระบุว่า Buddy 4 โต๊ะ 12 ล้านบาท
5.สีเหลืองเข้ม ระบุว่า ททท (ใช้ตัวย่อเดียวกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท
6.สีเลือดหมู ระบุว่า ดร.เอก (นายณพพงศ์ ธีระวร กรรมการบริหารพรรค) 24 โต๊ะ 72 ล้านบาท
7.สีเขียวขี้ม้า ระบุว่า มาดามเดียร์ (นางวทันยา วงษ์โอภาสี) 1 โต๊ะ 3 ล้านบาท
8.สีน้ำเงิน ระบุว่า กรรมการบริหารพรรค 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท
9.สีฟ้าอ่อน ระบุว่า หัวหน้าพรรค (นายอุตตม สาวนายน) 1 โต๊ะ 3 ล้านบาท
10.สีเขียวเข้ม ระบุว่า ทีมชาติ/รวมดารา 2 โต๊ะ 6 ล้านบาท
11.สีเขียวอ่อน ระบุว่า หัวหน้าทีม 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท
12.สีเขียวทึบ ระบุว่า สื่อ 4 โต๊ะ 12 ล้านบาท
13.สีฟ้าอ่อน ระบุว่า พรรคการเมือง 4 โต๊ะ 12 ล้านบาท
14.สีกรมท่า ระบุว่า กทม. (ใช้ตัวย่อเดียวกับ กรุงเทพมหานคร) 10 โต๊ะ 30 ล้านบาท
รวม 99 โต๊ะที่มีการระบุชื่อ ส่วนที่เหลืออีก 101 โต๊ะ เป็นสีขาว ถูกระบุว่า เป็นโต๊ะของบรรดาอดีต ส.ส. และสมาชิกพรรคที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สอบถามไปยังนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการมาร่วมงานระดมทุนโต๊ะจีนพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดจากผังงานดังกล่าว เพราะไม่ได้ดูแลส่วนนี้ อย่างไรก็ดีทุกคนมาร่วมงานตามปกติ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีใครบ้าง ขั้นตอนต่อจากนี้คือต้องตรวจสอบว่า มีการจ่ายเงินกันอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เกินเพดานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ตรงนี้เป็นรายได้ที่พรรคต้องตรวจสอบอยู่แล้ว
ส่วนยอดเงินระดมทุนขณะนี้ นายณัฏฐพล ระบุว่า ใกล้เคียง 650 ล้านบาท แต่ต้องขอตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
# กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage/

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

'บิ๊กตู่'เตือนตัวเอง! ระวังคำพูดออกสื่อ หลังถูกสะกิด'ขี้โมโห-หงุดหงิด'

18 ธ.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประชุม คสช.เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ทั่วไปเรื่องความสงบเรียบร้อย เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีประเด็นอะไร
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯ พยายามเตือนตัวเองให้ระมัดระวังในเรื่องการพูดในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการเตือนตัวเอง หลายคนบอกว่าตนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ตนก็ต้องปรับปรุงตัวเอง และทุกคนก็ต้องเตือนตัวเองในการออกสื่อ หรือการให้สัมภาษณ์หรืออะไรอยู่แล้ว การเมือง นักการเมืองทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างบรรยากาศเดิมๆ เกิดขึ้นมาอีก บ้านเมืองก็ไม่สงบ วุ่นวายต่อไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ มันก็เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศชาติไม่ใช่หรือ ตนเองก็ไม่ต้องการให้นำคำพูดของตนไปบิดเบือน พูดอะไรก็เป็นประเด็นไปเสียทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อนายกฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องพรรคการเมืองใดๆ ในขณะนี้ทั้งสิ้น ไม่อยากให้มีผลในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลนี้จำเป็นต้องรักษากฎระเบียบเหล่านี้อยู่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคการเมืองโจมตี 4 รัฐมนตรี ไม่ลาออก ผิดเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ และไร้มารยาททางการเมือง จะกระทบการทำงานของนายกฯ และรัฐบาล หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย ตนไม่ไปแก้ตัวให้กับใคร ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไร นักการเมืองก็เช่นเดียวกัน ต้องดูตัวเองด้วย ผิดกฎหมายเรื่องอะไรบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เป็นนักการเมืองแล้วพูดได้ทุกอย่างมันคงไม่ใช่
"ท่านก็บอกว่าผมเป็นนักการเมือง ในฐานะที่เป็นนายกฯ ผมก็ยอมรับตรงนี้ แต่ผมก็ต้องระมัดระวังในการพูด ผมไม่อยากให้ประชาชนไปหลงเชื่อการหาเสียงต่างๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง จะต้องมีหลักการคิดที่ถูกต้อง ประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป และขอความร่วมจากสื่อมวลชน ช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยด้วย นายกฯ ก็จะระมัดระวังตัวให้มากที่สุด เพราะผมไม่ได้ลงไปเลือกตั้งอะไรกับเขา ดังนั้น ผมก็ต้องรักษาระบบการบริหารราชการแผ่นดินในขณะที่เป็นรัฐบาลให้เรียบร้อยที่สุด ผมบอกแล้วหลายอย่างจะต้องรักษาสถานการณ์ไว้ให้ได้ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในห้วงเวลาต่อไป ก็สุดแล้วแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ ในเวลาใด" นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่นายกฯ บอกว่าต้องพยายามระวังเรื่องการพูด และไม่ได้ลงเลือกเลือกตั้ง หมายถึงจะไม่สังกัดพรรคใดเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เข้าใจคำว่าลงเลือกตั้งหรือไม่
ผู้สื่อข่าวยังถามถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ที่ลาการประชุม ครม.วันนี้ นายกฯ กล่าวว่า ท่านลาประชุม ครม.มีเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย คนเราก็มีภารกิจกันบ้าง ที่ผ่านมาทำงานไม่มีวันพักร้อน เมื่อมีภารกิจอะไรก็ลา

'สมศักดิ์'เปรียบเกมฟุตบอลเหมือนการเมือง แพ้-ชนะมีแก้มือ มั่นใจพปชร.ชนะลต.แน่!

18 ธ.ค.61 ที่สนามฟุตบอลกรีนฟิลด์ มัยลาภ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมยุทธศาสตร์รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวภายหลังร่วมเตะฟุตบอลนัดพิเศษกับสื่อมวลชน ว่า เปรียบเทียบการแข่งขันฟุตบอลกับการเลือกตั้ง เกมฟุตบอลหากแพ้วันรุ่งขึ้นก็แข่งขันใหม่ได้ แต่การเมืองหากแพ้ต้องรออีก 4 ปี ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีกลุ่มที่รอไม่ไหว แล้วตีรวนตั้งม็อบ ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของการเมือง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ระบุว่ากติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกสร้างมาเพื่อพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากกติกาดังกล่าวถูกสร้างมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ได้ทำให้พรรคไหนได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ
ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจับเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ว่า หลายคนมองว่าการจับเบอร์รายเขตดูเหมือนจะไม่ดี แต่ความจริงแล้วการใช้เบอร์เดียวหาเสียงทั่วประเทศ พรรคที่ได้เบอร์ท้ายๆ จะเป็นทุกข์และได้คะแนนน้อยลง
ส่วนการทาบทาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารพรรคได้พูดคุยกัน แต่ส่วนตัวไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรค จึงไม่ทราบรายละเอียด แต่ในวันที่ 23 ธ.ค.จะลงพื้นที่รับฟังความเห็นว่าประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกฯ รวมไปถึงรับปัญหาในพื้นที่เพื่อนำเสนอให้พรรคต่อไป

‘แม้ว-ปู’เย้ย! โผล่โซ้ยอาหาร ห่างสถานทูตไทยในสิงคโปร์ 200 ม.

‘แม้ว-ปู’เย้ย! โผล่โซ้ยอาหาร ห่างสถานทูตไทยในสิงคโปร์ 200 ม.
18 ธ.ค.61 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “กรุงเทพ กรุงเทพ” ซึ่งมักรายงานความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีคอร์รัปชั่นที่หลบหนีและอยู่ระหว่างถูกทางการไทยติดตามตัว โพสต์ข้อความระบุว่า “เล่าอะไรขำๆหน่อย วันนี้"ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-อิงค์" ไปทานร้านอาหารที่อยู่ใกล้สถานทูตไทยในสิงคโปร์ ห่างกันแค่ 200 เมตร เอง
ถ้าออกมาจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย เดินแค่ไม่ถึง 3 นาทีก็ถึงร้านอาหารแระ แค่เดินมาทางถนน Orchard เลี้ยวซ้ายมาทาง Claymore Hill แล้วเลี้ยวขวาอีกไม่ถึง40 เมตร ก็เจอสองนายกฯแล้ว”
นอกจากนี้ ยังโพสต์ด้วยว่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์" นายกฯทักษิณ ทำตามสัญญา แวะมาทาน ก๋วยเตี๋ยว Thaksin Beef Noodle ร้านอยู่ที่ ถนน Seah Im ในสิงคโปร์ (Seah Im food centre) เจ้าของร้านชื่อ Jaesen Ng มาต้อนรับ #ทษช

ระวังตัวแจ

นิ่งๆ...ระวังตัว

“นายกฯบิ๊กตู่” ออกอีเว้นท์ ก่อนประชุม ครม. แต่ ดูนิ่งๆ ไม่ค่อย ปล่อยมุข หรือมีส่วนร่วม เท่าใดนัก. แม้จะมี โขน หนุมาน และ มโนราห์ มาเต้นให้ดู ต่อหน้า แต่นายกฯก็ดูเฉยๆ ไม่ได้หยอกล้อ เล่นอะไร กับตัวละคร เช่นที่เคย

ทั้งนี้ คาดว่า พลเอกประยุทธ์  จะระวังตัวมากขึ้น ในการพูด หรือแสดงออกใดๆ หลังจากที่ถูก “อ.วิษณุ เครืองาม” เตือนให้ระวัง การเข้าข่ายหาเสียง จน พลเอกประยุทธ์ ออกตัวว่า “จะให้ผมนอน  อยู่บ้านเฉยๆมั้ง ผมก็ทำหน้าที่ในฐานะนายกฯของผม”

อีกทั้ง วานนี้ นายกฯงดตอบประเด็นการเมือง โดยระบุว่า เดี๋ยวนี้ พูดอะไรจะต้องระวัง

โดยในวันนี้ นายกฯกล่าวตอนหนึ่ง  ว่า หากมีอะไรก็ให้พูดกับรัฐบาล ไปพูดกับการเมืองไม่ได้ 

“รัฐบาลก็คือรัฐบาล พรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกัน” นายกฯระบุ

ระดมทุน

พรุ่งนี้!!...วันงานระดมทุน “พรรคพลังประชารัฐ” แล้วนะฮะ!!....โต๊ะละ 3 ล้าน 200 โต๊ะ  ..เล็งได้ 600 ล้าน!

อันนี้ แค่ ทุน แบบเปิดเผย ......พรรคพลังประชารัฐ จัดงานเลี้ยงระดมทุน “ประเทศไทยหนึ่งเดียว” 19 ธ.ค.61 ที่อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 ในรูปแบบโต๊ะจีน 200 โต๊ะ โต๊ะละ 3 ล้านบาท 

โดยมี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นแม่งาน

งานเริ่ม 18.00 น. เปิดให้ลงทะเบียน จากนั้นพบกับกิจกรรม Opening show : ปลุกยักษ์ไทยด้วยพลังไทยแห่งประชารัฐ

 ต่อด้วยการแสดงของศิลปิน โก้ Mr.Sax Man ในเพลง “พลังแห่งความรัก”, คิง The Voice ในเพลง “เราจะไป” 

จากนั้น  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะขึ้นกล่าวต้อนรับ พร้อมรับชมวิดีโอ : พลังประชารัฐ พลังสู่ทางออกประเทศไทย

จากนั้น พบกับการแสดงของศิลปิน “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ในเพลง “เป็นหนึ่งเดียว” และการแสดงประกอบเพลง “รักเธอประเทศไทย” ต่อด้วยกิจกรรม Interactive Idea Sharing

ต่อจากนั้น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปาฐกถาเรื่อง “เชื่อมั่นนโยบายพลังประชารัฐ”

พบการแสดงประกอบเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” โดย รัดเกล้า อามระดิษ พร้อมบทเพลงพิเศษ 

ต่อด้วย Entertainment Show โดย “ทาทา ยัง” 

ก่อนจะได้พบกับ “จอห์น นูโว” จอห์น รัตนเวโรจน์  ร้อง เพลง “ส่งมือพร้อมหัวใจ”

จากนั้น นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะขึ้นกล่าวขอบคุณ 

ก่อนร่วมถ่ายภาพ และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ต จาก. วง “นูโว”

คัดเลือกส.ว.ชั้นอำเภอฉลุย




คัดเลือกส.ว.ชั้นอำเภอฉลุย

17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 00:01 น.    
คัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ 928 อำเภอ ทั่วประเทศฉลุย "จรุงวิทย์" ระบุทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยัน กกต.ประชาสัมพันธ์ทั่วถึง เตรียมการเลือกระดับจังหวัด 22 ธ.ค.นี้ ก่อนไปเลือกระดับประเทศวันที่ 27 ธ.ค.61
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค.2561 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)ระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 อำเภอ มีการลงคะแนนเลือกกันเองใน 197 อำเภอ อีก 52 อำเภอไม่มีการเลือก เพราะไม่มีผู้สมัคร ส่วนอำเภอที่มีผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ 3 คน จำนวน 679 อำเภอ ผู้สมัครจะไปรายงานตัวอย่างเดียว และจะผ่านไปคัดเลือกระดับจังหวัด ซึ่งภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

    ที่สำนักงานเขตบางพลัด กทม. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม. และ น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตบางพลัด ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยเขตบางพลัดมีผู้สมัครจำนวน 7 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 6 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร 1 คน และเลือกกันเองเพียง 1 กลุ่ม คือ กลุ่มสตรี ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 4 คน โดยผู้สมัครจะทำการเลือกกันเองให้เหลือ 3 คน ตามที่กฎหมายกำหนด

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ภาพรวมการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง เหตุการณ์ปกติทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่อยากฝากไปถึงการเลือกระดับจังหวัดและระดับประเทศ ผู้สมัครต้องศึกษาวิธีการให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดบัตรเสีย เพราะบัตรเสียจะไม่นับเป็นคะแนน 

    "ที่พบมีหลายอำเภอไม่ต้องมีการเลือกกันเอง โดยผ่านไประดับจังหวัดมีจำนวนพอสมควร อาจจะเป็นเพราะระบบใหม่ แต่ยืนยันการประชาสัมพันธ์ของ กกต.ทำเต็มที่ทั่วถึงไปทุกจังหวัดและทุกอำเภอ เราได้เชิญชวนให้มีการสมัคร และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของหน้าที่ ส.ว.ว่าต้องทำอะไรบ้าง" พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว

    เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ในส่วนกระบวนการเลือกระดับจังหวัดที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.2561 โดยได้เตรียมการไว้หมดแล้ว เชื่อว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้

    ด้านนายพิชญากล่าวว่า ในส่วนของ กทม. มี 2 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ว.คือ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสาทร ส่วนเขตที่มีผู้สมัครไม่เกิน 3 คน จะผ่านไปเลือกระดับจังหวัด โดย กทม.มีเพียง 3 เขตที่มีผู้สมัครเกินจำนวน คือ เขตบางพลัด บึงกุ่ม และประเวศ ซึ่งทั้ง 3 เขตต้องลงคะแนนเลือกกันเอง ซึ่งกระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่า กทม.จะสามารถสรุปผลได้ภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะมีการเลือกระดับจังหวัด ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อเลือกตัวแทนของ กทม. ก่อนนำไปรวมกับอีก 76 จังหวัด และเลือกระดับประเทศในวันที่ 27 ธ.ค.นี้
    สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 214 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 153 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร จำนวน 61 คน มีการเลือกกันเอง จำนวน 3 เขต ประกอบด้วย เขตบางพลัด เขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ ส่วนเขตประเวศ มีการเลือกกันเองในกลุ่มการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอของกรุงเทพมหานคร จะไปทำการเลือกระดับจังหวัดในวันที่ 22 ธ.ค. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
    ขณะที่บรรยากาศการคัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.ขอนแก่น ใช้ชั้น 2 หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองฯ จ.ขอนแก่น เป็นสถานที่คัดเลือก ส.ว. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า จ.ขอนแก่นคัดเลือกในระดับอำเภอ 3 คน ในแต่ละกลุ่ม ถ้ากลุ่มไหนเกิน 3 คน ก็จะให้มีการเลือกกันเอง แต่ถ้าไม่เกิน 3 คน ก็สามารถผ่านเข้าไปได้เลย และจะต้องมีการคัดเลือกกันอีกทีในระดับจังหวัด

    จ.กาฬสินธุ์ บรรยากาศการรายงานตัวและเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้ง 18 อำเภอ เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สมัครที่ต้องการรับเลือกเป็น ส.ว.ซึ่งคุณสมบัติผ่านครบถ้วน ทั้งการสมัครด้วยตนเอง และจากการแนะนำขององค์กรทั้ง 10 กลุ่ม เดินทางเข้ามารายงานตัวและคัดเลือกกันเองแต่ละกลุ่มจำนวนมาก

    จ.กาญจนบุรี น.ส.สุชัญญา วิมุกตายน ผอ.กกต.กาญจนบุรี กล่าวว่า กาญจนบุรีมีอำเภอที่ต้องเลือกด้วยกัน 4 อำเภอ จากทั้งหมด 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ, อำเภอท่าม่วง, อำเภอไทรโยค และอำเภอบ่อพลอย ซึ่งทุกแห่งเป็นด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.อาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากผู้มีสิทธิในการเลือกก็คือผู้สมัครด้วยกันเอง

    จ.ปทุมธานี มีการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้งสิ้น 7 อำเภอ โดยมีการเลือก ส.ว.ใน 3 อำเภอ คือ อ.เมืองฯ,  อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา ซึ่งภาพรวมการเลือกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วน อ.คลองหลวง ไม่ต้องมีการเลือกแต่ผู้สมัครต้องมารายงานตัว ณ สถานที่เลือก คือหอประชุมอำเภอคลองหลวง ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 08.00-09.00 น. อย่างไรก็ตาม พบว่ามีผู้สมัครไม่มารายงานตัว 2 ราย โดยเป็นผู้สมัครในกลุ่ม 3 การศึกษาและสาธารณสุข และในกลุ่ม 10 อิสระ โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย เดินทางมาถึงสถานที่รายงานตัวในช่วงเวลา 09.05-09.10 น. คณะกรรมการประจำสถานที่เลือก จึงไม่รับรายงานตัวผู้สมัครทั้ง 2 คน เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2561 มาตรา 94 (1) กำหนดให้ผู้สมัครต้องมาถึงสถานที่เลือกและแสดงตนภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือก ส.ว.พ.ศ.2561 ข้อ 87 กำหนดให้มารายงานตัวระหว่างเวลา 08.00-09.00 น.

    จ.ลพบุรี ได้จัดการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอใน 5 อำเภอ ที่มีผู้สมัครแต่ละกลุ่มเกินกว่า 3 คน ได้แก่ อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าวุ้ง, อ.ชัยบาดาล, อ.โคกสำโรง และ อ.พัฒนานิคม ซึ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่ม และแต่ละวิธีการสมัคร จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะเป็นการเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด โดยผู้สมัครจะเลือกกันเองในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัคร ซึ่งผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 4 ลำดับแรก จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด

    จ.อุตรดิตถ์ มีผู้สมัคร ส.ว.ทั้ง 9 อำเภอ จำนวน 101 คน โดยมี 4 อำเภอ 5 กลุ่ม ได้แก่ อำเภอเมืองฯ,  ลับแล, ทองแสนขัน และท่าปลา ที่มีผู้สมัครเกิน 3 คน ต้องมีการเลือกระดับอำเภอให้เหลือ 37 คน เพื่อเข้าสู่การเลือกในระดับจังหวัด วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    จ.ยะลา ที่หอประชุมอำเภอเบตง ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยอำเภอเบตงมีผู้สมัครจำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 1 2.นายสุพล แก้วกำเหนิด ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 2 3.นายมณเทียร แตปูซู ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 5 4.นางจำนงค์ ละอองแก้ว ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 8 เป็นผู้สมัครด้วยตนเองทั้งหมด  ได้เข้ารอบสู่ระดับจังหวัด โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เนื่องจากมีจำนวนผู้สมัครไม่เกิน 3 คน ต่อสาขา โดยภาพรวมการเลือก ส.ว.อำเภอเบตง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย.