PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

'ประยุทธ์'แถลงด่วน 9 มาตรการสู้ฝุ่นพิษ

'ประยุทธ์'แถลงด่วน 9 มาตรการสู้ฝุ่นพิษ

21 ม.ค.62 -  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห้งชาติ(คสช.) ออกแถลงการณ์เรื่อง“สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน”ว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก ตามที่เกิดสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานบริเวณกรุงเทพและปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ นั้น ขออธิบายให้เข้าใจว่า ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบอย่างง่ายว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองได้ PM2.5 ซึ่งมีสาเหตุมาจากไอเสียดีเซล การเผาวัชพืชและขยะ โรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ และสารเคมีจากปุ๋ยในดิน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เร่งสั่งการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรีบแก้ไขและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาล ได้จัดตั้งสถานีวัดคุณภาพอากาศเพื่อประเมินสถานการณ์คุณภาพอากาศทุกวัน และสั่งการให้ กรมควบคุมมลพิษ ประสานงานกับ กทม. และปริมณฑล เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยย้ำให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

1. เพิ่มความถี่ในการกวาดล้างทำความสะอาดถนน และฉีดพ่นน้ำในอากาศตั้งแต่เวลา 18.00- 06.00 น. ทุกวัน จนกว่าฝุ่นละอองจะลดลงอยู่ในระดับมาตรฐาน

2. แจกหน้ากากอนามัย N95 ในพื้นที่ สวนลุมพินี บางคอแหลม จตุจักร บางกะปิ บางขุนเทียน โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย คนชรา เด็ก และผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิด

3. เข้มงวดตรวจจับรถควันดำและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งรถยนต์ขนาดเล็ก รถยนต์ขนาดใหญ่ รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะ

4. จัดตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยเร่งคืนพื้นผิวการจราจร ณ จุดที่ดำเนินการเสร็จแล้ว สำหรับจุดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะปรับพื้นที่ผิวถนนให้กว้างขึ้น โดยบีบหรือลดพื้นที่การก่อสร้างบนพื้นผิวการจราจรให้แคบลง

5. จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคารสูงและระบบสาธารณูปโภคโดยจะดำเนินการติดตามตรวจสอบและสำรวจ ให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นละอองให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

6. การแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยอำนวยความสะดวกในการจราจรให้ดีขึ้น รวมถึงการเข้มงวดมิให้มีการจอดรถริมถนนสายหลัก

7. เข้มงวดมิให้มีการเผาขยะและการเผาในที่โล่ง

8. รณรงค์ไม่ให้ติดเครื่องยนต์ขณะจอดในสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และพื้นที่ ที่มีมลพิษสูง และ

9. ปฏิบัติการฝนหลวง และการใช้โดรนพ่นน้ำผสมสารเคมี เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง 

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน รัฐบาลได้วางแนวทางและการดำเนินการในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ให้รถยนต์ใช้ดีเซล B20 โดยมีการปรับแต่งเครื่องยนต์เล็กน้อย และจะมีสถานีให้บริการปรับแต่งด้วย รวมทั้งการรักษาคุณภาพรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 / 6 การส่งเสริมและผลักดันให้ใช้รถโดยสารที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รถโดยสารไฟฟ้า รวมทั้งรถโดยสารไฮบริด และการเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้า พร้อมทั้งโครงข่ายการให้บริการขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงทุกระบบครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเร็ว ทั้งนี้ มาตรการระยะยาวดังกล่าว จะดำเนินการทั้งในช่วงก่อนและหลังจากที่เครือข่าย การให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จ ขณะนี้ รถเมล์ ขสมก. รถไฟ ได้ปรับใช้ B20 แล้ว

ผมและรัฐบาลมีความห่วงกังวลต่อสุขภาพของประชาชนไทยทุกคน ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสาร ตรวจสอบค่าฝุ่นละออง ปฏิบัติตามคำแนะนำ และเตรียมการเพื่อป้องกันตัวเองก่อนออกจากบ้าน สำหรับผู้มีผลกระทบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่สูบบุหรี่ประจำ ต้องปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1142 


ถอดรหัส ‘วัดพลัง’ สแกนหา ‘สัญญาณ’ ‘บิ๊กแดง’ แบ๊ก ‘บิ๊กตู่’ เคียงคู่สู้การเมือง


ถอดรหัส ‘วัดพลัง’ สแกนหา ‘สัญญาณ’ ‘บิ๊กแดง’ แบ๊ก ‘บิ๊กตู่’ เคียงคู่สู้การเมือง จัดกำลังรบ ทัพภาค 1 ใหม่ จับตา ‘บิ๊กบี้-ผบ.อ๊อบ’  

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุ หลังรัฐบาล คสช.นำการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พฤษภาคม 2562 เป็นเหตุผลในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจาก 24 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นในเดือนมีนาคม 2562 เพื่อที่จะให้การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดขึ้นหลังพระราชพิธีผ่านพ้นไปแล้ว

งานนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่ในการชี้แจงเหตุผลที่ต้องการมีเตรียมการก่อนมีพระราชพิธี ตั้งแต่ 6 เมษายน จนมีพระราชพิธี และหลังพระราชพิธี ที่รัฐบาลและประชาชนจะจัดถวาย “ร.10” หลังทรงขึ้นครองราชย์

โดยมีรายงานว่า ระยะที่จะต้องจัดงานที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่ 6 เมษายน ที่เป็นวันจักรี ไปจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2562

จนทำให้บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่ คสช. ออกมาสวนกระแสค้านเลื่อนเลือกตั้งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและนักการเมือง “ประชาชนที่อยากให้มีพระราชพิธีก่อน แล้วค่อยเลือกตั้งก็มี แต่คนที่ไม่ต้องการให้เลื่อนเลือกตั้ง มีแค่ 100-200 คนเท่านั้น”

จึงทำให้เกิดการวัดกำลังกันระหว่างนักการเมืองที่อยากเลือกตั้งและกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ต้องการ “ปิดเกม” ด้วยการให้เลือกตั้ง และประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธี เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เพราะมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมจะชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาล และไม่ต้องการให้อีกฝ่ายสร้างสถานการณ์ได้ เพราะจะต้องจัดพระราชพิธี

แต่ฝ่ายรัฐบาล คสช. ต้องการให้รับรองผลเลือกตั้งหลังพระราชพิธี เพื่อเปิดช่อง หากในกรณีที่ผิดแผน พรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะได้มีการเดินเกมกันได้ เพราะพระราชพิธีผ่านพ้นไปแล้ว

ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดที่ว่า ในที่สุดจะไม่มีการเลือกตั้ง หลังจากที่พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งยังไม่ออก แม้จะคาดกันว่าจะประกาศออกมาไม่เกิน 18 มกราคม 2562 ที่ตรงกับวันกองทัพไทยพอดีก็ตาม

ในขณะที่ข่าวลืออีกกระแสก็มาแรงว่า เกิดการ “วัดพลัง” กันเกิดขึ้น

อีกทั้งที่น่าสังเกตคือ ทั้งบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ แท็กทีมกับบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. ในการออกมาติติงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และแนวร่วมหลายคน ที่เคลื่อนไหวต้านการเลื่อนเลือกตั้ง และกล่าวพาดพิงงานพระราชพิธีสำคัญ

ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว นานๆ ครั้ง พล.อ.อภิรัชต์จะยอมให้สัมภาษณ์สื่อ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ที่มักจะหลีกเลี่ยง หลังจากที่เคยออกมาเตือนเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารมาแล้ว จนถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แต่มาครั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์นำร่องออกโรงก่อน และให้สัมภาษณ์ซ้ำด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

ทั้งเชื่อว่ามี “ใบสั่ง” ที่ทำให้คนเหล่านี้คิดและทำแบบนี้ มีหน้าที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่รู้จะพูดยังไงกับคนประเภทนี้ อ้างประชาชนรำคาญ

ก่อนที่ทีมโฆษก ทั้ง ทบ. บก.กองทัพไทย และกลาโหม ก็ดาหน้าออกมาถล่มซ้ำ ด้วยถ้อยคำที่เข้มข้น

ทั้งที่ เสธ.ต๊อด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. และโฆษก คสช. มักจะไม่ค่อยใช้คำที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่ก็กลับตำหนิ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ว่า ประชาธิปไตยบกพร่อง การเคลื่อนไหวที่กลายเป็นอาชีพหนึ่งไปแล้ว และตอกย้ำความไม่เหมาะ ไม่ควร ที่พาดพิงพระราชพิธี และมีการขีดเส้นพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ขณะที่ เสธ.ต้อง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ที่นอกจากจะออกมาติติงผู้นำพรรคเสรีรวมไทย ที่ป้ายสีกองทัพและสถาบันการศึกษาของทหารก็ตาม แต่ก็ยืนยันว่า กองทัพจะทำหน้าที่ในปีแห่งความปลื้มปีติ ปีมงคลของคนไทย ที่มีทั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เลือกตั้ง และการเป็นประธานอาเซียน

ตามมาด้วย เสธ.เวฟ พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองทัพไทย ที่ออกมายืนยันการมีเลือกตั้งในกรอบ 150 วัน กองทัพจะทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ขออย่าได้นำกองทัพไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด และกลุ่มที่มีเบื้องหลัง หวังยั่วยุให้เกิดเหตุวุ่นวาย เกิดความไม่สงบ

ตามสำทับด้วย พล.อ.อภิรัชต์ที่แม้จะไม่ตอบโต้ฝ่ายการเมือง แต่ก็เตือนกลับไปว่า อย่าล้ำเส้น เพราะในเมื่อเขาไปขีดเส้นคนอื่น ท่านก็ต้องขีดเส้นให้ตัวท่านเองด้วย อย่ามาล้ำเส้น

“ผมมีประสบการณ์เรื่องผู้ชุมนุมมาไม่รู้กี่ปี ผมอ่านเกมออก แต่จะไม่ตอบโต้” พล.อ.อภิรัชต์ระบุ

รวมทั้งการพูดทิ้งปริศนาไว้ว่า “ประสบการณ์ตั้งแต่ปี 2547 ประชาชนคงไม่ต้องการให้มีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านก็อย่า…ผมไม่พูดดีกว่า…”

จนมีการคาดเดากันว่า หมายถึงเหตุจลาจลวุ่นวายที่จะทำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร เช่นที่ พล.อ.อภิรัชต์เคยออกมาเตือนไว้ก่อนหน้านี้

ยิ่งหากดูจากท่าทีของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่แม้ว่าวันนี้จะมีหลายสถานภาพ หลายตำแหน่งหน้าที่ แต่ก็ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ ที่เขาเรียกว่า “พี่ตู่” อยู่เต็มหัวใจ

ทั้งในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาในกองทัพ และพี่ชายที่แสนดี ที่ช่วยกรุยทางให้เขามาตลอด จนขึ้นเป็น ผบ.ทบ. และทั้งในฐานะนายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่เป็น “นาย” สูงสุดในทางการเมือง

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.อภิรัชต์จึงขึ้นบอกกับเด็กๆ เยาวชนในงานวันเด็ก ทบ. ว่า “พล.อ.ประยุทธ์เป็นทั้งทหารและนักปกครองที่ดี” และเคยระบุว่า เป็นแบบอย่าง หรือไอดอลของตนเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ก็จะยังคงเป็น “น้องรัก” ที่ซื่อสัตย์กับ “พี่ตู่” คนนี้เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคตอันใกล้จะเป็นอย่างไร

ในขณะที่ พล.อ.อภิรัชต์เองที่นอกจากจะเป็น ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) แล้ว

ยังเป็น ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อีกด้วย

 

พล.อ.อภิรัชต์กำลังขยับปรับกองทัพบกให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากมีการปรับหน่วยคุมกำลังที่เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ไปขึ้นอยู่กับกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.) เช่น ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. จากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.)

ส่งผลให้ พล.1 รอ. ที่เคยเป็นขุมกำลังรบหลักของกองทัพภาคที่ 1 และเคยถูกเรียกว่าขุมกำลังปฏิวัติ ปรับเปลี่ยนไป คงเหลือแต่ ร.31 รอ. จ.ลพบุรี และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) และมีกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ที่เคยถูกเรียกว่ากองพันทหารม้าปฏิวัติ และกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล (ร้อย ลว.ไกล) เป็นกำลังหลัก

โดยก่อนหน้านี้ มีการปรับโครงสร้างกองพลทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (พล.ร.11) ฉะเชิงเทรา หน่วยเดิมของ พล.อ.อภิรัชต์ จากกองพลหนุน มาเป็นกองพลทหารราบเบา และมาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเสริมกำลังให้ พล.1 รอ.

เพราะในกองทัพภาคที่ 1 ที่ถูกเรียกว่า “ทัพหลวง” นั้น จึงมีแค่ พล.1 รอ. ที่มีการปรับโครงสร้างใหม่ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หรือกองพลบูรพาพยัคฆ์  ที่ก็เป็นหน่วยใน ฉก.ทม.รอ.904

และมีกำลังของกองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี และกองพลทหารราบที่ 11 ฉะเชิงเทรา

ดังนั้น ตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 นี้ พล.อ.อภิรัชต์ได้โอนย้ายให้กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ให้มาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 1 ขึ้นกับแม่ทัพภาคที่ 1 จากเดิมที่เป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก คือรับคำสั่งตรงจาก ผบ.ทบ.

พล.ม.2 รอ. ได้ชื่อว่าเป็นกองพลทหารม้าปฏิวัติในอดีต เพราะมีกำลังทหารและรถถัง รถเกราะ รถสายพานลำเลียงพล ที่สนามเป้า กรุงเทพฯ และมีกำลังอยู่ที่สระบุรีด้วย

อีกทั้ง พล.ม.2 รอ. ก็เป็นหน่วยที่มาปฏิบัติหน้าที่ใน ฉก.ทม.รอ.904 ที่มี พล.อ.อภิรัชต์เป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 นั่นเอง

นั่นหมายถึง การเพิ่มเขี้ยวเล็บกำลังให้บิ๊กบี้ พล.ท.ณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 และดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

โดยจับตามองกันว่า พล.ท.ณรงค์พันธุ์จะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. ในโยกย้ายปลายปีนี้ เพื่อเตรียมจ่อเป็น ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.อภิรัชต์ ที่จะเกษียณจาก ผบ.ทบ. กันยายน 2563 แต่คาดว่าหลังจากนั้น พล.อ.อภิรัชต์จะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ และไม่ต้องเกษียณราชการ

ส่วน พล.ท.ณรงค์พันธุ์ มีอายุราชการถึงกันยายน 2566

โดยโฟกัสกันว่า แม่ทัพภาคที่ 1 คนต่อไป จะเป็นใคร ระหว่างบิ๊กหนุ่ย พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพน้อยที่ 1 ที่นั่งมาเป็นปีที่ 2 เพื่อนเตรียมทหาร 22 ของ พล.ท.ณรงค์พันธุ์

ส่วนอีกคนคือ บิ๊กต่อ พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 น้องรักสายบูรพาพยัคฆ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่โตมาจาก พล.ร.2 รอ. เป็นเตรียมทหาร 23 ที่ก็ฝึกหลักสูตรทหารรักษาพระองค์มาเช่นเดียวกับ พล.ท.ธรรมนูญ

หรือเรียกว่าเป็นนายทหาร  “คอแดง” เพราะสวมเสื้อคอกลมสีขาวและขลิบคอแดง ข้างใน เครื่องแบบนั่นเอง

ขณะที่ในกองทัพภาคที่ 1 ลุ้นกันว่า บิ๊กติ่ง พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมทหาร 22 จะมีโอกาสหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ไปฝึกหลักสูตร

แต่ที่ต้องจับตามองคือ บิ๊กแก้ว พล.ท.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ รอง เสธ.ทบ. และอดีต ผบ.พล.ม.2 รอ. และเจ้ากรมยุทธการ ทบ. ที่ก็เป็นน้องรัก ตท.21 ของ พล.อ.อภิรัชต์ และเป็นรอง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ช่วยงาน พล.อ.อภิรัชต์อีกด้วย

พล.ร.2 รอ. เป็นเตรียมทหาร 23 ที่ก็ฝึกหลักสูตรทหารรักษาพระองค์มาเช่นเดียวกับ พล.ท.ธรรมนูญ

หรือเรียกว่าเป็นนายทหาร  “คอแดง” เพราะสวมเสื้อคอกลมสีขาวและขลิบคอแดง ข้างใน เครื่องแบบนั่นเอง

ขณะที่ในกองทัพภาคที่ 1 ลุ้นกันว่า บิ๊กติ่ง พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมทหาร 22 จะมีโอกาสหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ไปฝึกหลักสูตร

แต่ที่ต้องจับตามองคือ บิ๊กแก้ว พล.ท.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ รอง เสธ.ทบ. และอดีต ผบ.พล.ม.2 รอ. และเจ้ากรมยุทธการ ทบ. ที่ก็เป็นน้องรัก ตท.21 ของ พล.อ.อภิรัชต์ และเป็นรอง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ช่วยงาน พล.อ.อภิรัชต์อีกด้วย

พล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี

ส่วน ผบ.อ๊อบ พล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.พล.1 รอ. นั้น ก็เป็นดาวเด่นจากเตรียมทหาร 24 และนายร้อย VMI สหรัฐอเมริกา ที่ถูกมองว่าจะจ่อขึ้นมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในอนาคต

โดยมีรองเนี้ยว พ.อ.ทรงพล สาดเสาเงิน รอง ผบ.พล.1 รอ. อดีตลูกหม้อ ร.31 รอ. และทำหน้าที่เสนาธิการ ฉก.ทม.รอ.904 เป็นตัวเต็ง ผบ.พล.1 รอ. คนต่อไป

แต่ก็ไม่อาจมองข้ามรองตั้ง พ.อ.ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. สายวงศ์เทวัญที่โตจาก ร.11 รอ. พล.1 รอ. ที่อาจจะโยกกลับมาชิงชัย เพราะที่ พล.ร.2 รอ.นั้นมีรองรุ่ง พ.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. สายบูรพาพยัคฆ์ จ่อคิวขึ้น ผบ.พล.ร.2 รอ. อยู่อีกคน

ทั้งหมดนี้อยู่ในการกุมบังเหียนของ พล.อ.อภิรัชต์ที่สวมหมวกหลากหลายใบ

 

จึงไม่แปลกที่ไม่ว่า พล.อ.อภิรัชต์จะพูด จะขยับอะไร ก็จะถูกจับตามอง และถอดรหัสสแกนสัญญาณกันทั้งสิ้น เพราะเรียกได้ว่าเป็น ผบ.ทบ.คนพิเศษ ที่มาในสถานการณ์พิเศษอีกคน

ท่าทีของ ผบ.ทบ. ควบเลขาธิการ คสช., และ ผบ.กกล.รส. รวมทั้ง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 เป็นเช่นนี้

  ก็ยากที่จะหยั่งรู้ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น…






ครอบงำพรรค

สถานีคิดเลขที่ 12/สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

————————

ครอบงำ

————————

รายการ”กู้ด มันเดย์” ผ่านพอดแคสต์ ของนายทักษิณ ชินวัตร

ไม่ต้องวิเคราะห์ให้สลับซับซ้อน

ฟันธงไปเลยว่า มุ่งหวังผลต่อการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้น

ชัดเจน

ส่วนจะเรียกเรตติ้ง ได้ขนาดไหนต้องติดตาม

หากเงียบสนิท ฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่สนใจ

แต่หากเรตติ้งพุ่งพรวด

แถม กลายเป็นการเปรียบเทียบ รายการทุกวันศุกร์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาด้วยแล้ว

“กู้ด มันเดย์” เป็น”จันทร์เดือด”แน่ๆ

ต้องไม่ลืม ตอนนี้ เรื่องการครอบงำพรรค กลับมาเขย่าขวัญพรรคฟากนายทักษิณ อีกครั้ง

เมื่อ คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) เคลื่อนไหวเงียบๆ ตาม สอบคนที่ไปพบนายทักษิณที่เมืองนอก

ที่สอบไปแล้วก็เช่น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล

แสดงว่า การเคลื่อนไหวแบบ “กัดไม่ปล่อย” เพื่อจับฟาวล์ฝ่ายนายทักษิณ ยังมีอยู่

และสอดส่ายหาประเด็น อย่างต่อเนื่อง

จึงอย่าประหลาดใจ หากรายการ “กู้ด มันเดย์” ของนายทักษิณ เกิดฮอตฮิต และเป็นหนามแทงใจเจ้าของรายการคืนวันศุกร์

จะเป็นรายการถูกประกบติดใกล้ชิดว่า มีประเด็นอะไรที่ล่อแหลม ต่อการลากเข้าข้อหา “ครอบงำพรรค”หรือไม่

ประสานายห้าง “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นชื่ออยู่แล้ว พูดอะไรมักไม่กลัวใคร เมื่อ พูดบ่อย พูดมัน พูดติดลม อาจมีเผลอไปส่อแสดง การครอบงำพรรค ขึ้นมา

รับรอง เป็นเรื่องแน่

ซึ่งก็อย่าไปคาดหวังว่าจะได้รับ เป็น ธรรม หรือ ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะ กกต. ที่หวังว่าเป็น “กรรมการ” ที่ทรงไว้ซึ่งความเป้นกลางนั้น

คงต้องคิดใหม่

วันเลือกตั้งที่อึมครึมๆ อยู่ตอนนี้ เชื่อหรือว่า กกต. ดำรงความเป็นอิสระไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามเกมของฝ่ายรัฐบาล

ดังนั้น การที่ฝ่ายนายทักษิณ จะไปคาดหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม จาก กรรมการ คงต้องพิจารณาให้หนัก

สู้ ใช้วิธีการ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน น่าจะดีที่สุด

คืออยากเผลอไป สร้างประเด็น หรือสร้างเงื่อนไข ให้ใครมาไล่เบี้ย เรื่องการครอบงำพรรค

แม้นายวรวัจน์ จะตั้งคำถามที่ดี ว่า ทำไม 4 กุมาร แห่งพรรคพลังประชารัฐ ไปมีปฏิสัมพันธ์กับ คนในรัฐบาล และนำมาใช้เป็นแนวทางพรรคแบบ ลอกเอานโยบายรัฐบาลมาทั้งดุ้น

กกต.ไม่ไปสอบบ้างว่ามีการพยายามครอบงำพรรคพลังประชารัฐ

หรืออย่างกรณี ที่มีแกนนำจากฟากการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีประกาศนโยบาย แจก”โฉนดทองคำ”

โดยอ้างผลสำรวจความต้องการของชาวบ้าน พบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการสูงมากนั่นคือ แปลงที่ดินสปก.4-01 เป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ สามารถนำไปแปลงเป็นประโยชน์ได้

แต่ผ่านไปไม่กี่วัน มีเสียงฮึ่มฮั่ม จากทำเนียบ ว่าไม่เห็นด้วย และไม่มีนโยบายที่จะให้นำที่ดินสปก.4-01 ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ทำกิน

ทำเอา แกนนำในฟากทำเนียบส่งสัญญาณไปยังแกนนำฝ่ายการเมือง ถอยนโยบายโฉนดทองคำ ทั้งที่ประกาศเป้นที่เอิกเกริกไปแล้ว

อย่างนี้ ไม่รู้ว่า เข้าข่าย “คนนอก” ครอบงำ พรรคการเมืองหรือไม่

แต่ก็นั่นแหละ ตัวอย่างข้างต้น ก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

จะแปรไปสู่การสอบสวนของกกต.ก็คงเป็นเรื่องยาก

ถึงจะมีคนไปร้อง ก็ใช่ว่าจะมีการขานรับ หรือเอาการเอางานอย่างที่ฟากนายทักษิณเจอ

เรื่องเช่นนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

จึงสรุปดื้อๆลงที่ว่า “กู๊ด มันเดย์”ของนายทักษิณมีโอกาสที่จะพุ่งทะยานเป็น “จันทร์เดือด”

และก็มีสิทธิถูกจ้องจับฟาวล์ ครอบงำพรรค อยู่ทุกคำพูด เช่นกัน!

จ่อคลอดพรฎ.เลือกตั้ง 'ประยุทธ์'ขอให้ใจเย็นๆใครทาบทามต้องดูนโยบาย

    “ประยุทธ์” เผยพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใกล้คลอดแล้ว ขอให้ใจเย็นๆ ย้ำยังไม่มีใครมาสู่ขอ หากทาบทามจริงก็ต้องดูนโยบายก่อน สุริยะเผยรอดูท่าทีบิ๊กตู่เพราะยังไม่ชัดว่าจะเล่นการเมืองต่อหรือไม่ เด็กเพื่อไทยเริ่มขู่ทหารวันหน้ากลับมาใหญ่อาจมีเช็กบิล “บิ๊ก พปชร.” สวนหมัด ”ดร.เหลิม-อดิศร” เจ็บ ชี้รู้ว่าคะแนนตกเลยต้องแว้งกัดไปทั่ว ย้อนบุญคุณใครเป็นคนชงชื่อให้นั่ง รมช.คมนาคม  พรรคการเมืองแห่ขายฝัน “จตุพร” ชูเบี้ยคนชรา 2,000 ตลอดชีพ
    เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการออกพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งว่า "เดี๋ยวออกนะ ใจเย็น เดี๋ยวก็ออกแล้วนะ" และเมื่อถามว่ามีใครทาบทามหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "ยัง สื่อจะมาทาบทามหรือไม่ แล้วสื่อมาถามจะอยากรู้อะไรนักหนา เดี๋ยวถ้ามีคนทาบทาม เขาก็บอกมาเอง แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครทาบทาม  ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ก็เขายังไม่ทาบแล้วจะไปบอกท่าทีอะไร กำลังรอดูว่าใครจะมาทาบทาม ใช่หรือไม่ วันนี้จะมีพรรคไหนจะมาเชิญชวนก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ถ้ามีการเชิญชวนมาก็ต้องดูนโยบายว่าเป็นอย่างไร ถ้านโยบายมันไม่ชัดเจนไม่ดี ก็ต้องบอกเขาว่าแล้วจะทำยังไงถ้าอยากจะให้ไปอยู่ ทำอย่างนี้มันไม่ได้ แล้วเขาจะฟังหรือไม่" เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทาบทาม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "แล้วบอกว่าจะไปหรือยังล่ะ สื่อก็เปิดกันไปเรื่อยเปื่อย"
    ถามอีกว่าถ้า พปชร.ได้เก้าอี้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 ที่นั่งจะนำไปประเมินสถานการณ์และตัดสินใจด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "เป็นเรื่องของกลไกซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วถามว่าจะทำอย่างไรจะได้ขึ้นมากกว่า 100 ที่นั่งหรือ ก็ทำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของประชาชน ครั้งนี้ประชาชนต้องเลือกและตัดสินใจให้ดีว่าจะเป็นพรรคไหน อย่าไปมองแค่ว่าจะให้อะไร เพราะนั่นคือความเสียหายของประเทศ เข้าใจกันหรือยัง ยังไม่เข็ดกันหรือ ยังไม่เข้าใจกันอีกหรืออย่างไรว่าอะไรคือความเสียหายของประเทศ อะไรคือความล้มเหลวของประเทศ สื่อยังมาถามอยู่แบบเดิม ขี้คร้านจะตอบ"     
    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวตอนหนึ่งในงานเปิดตัวโครงการโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลว่า ทุกคนต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข  ดังนั้นบ้านเมืองไม่ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรต้องสงบเงียบแบบนี้ ขอฝากทุกภาคส่วนทำงานเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้า วันนี้ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องการ ขอให้เป็นไปอย่างสงบสุขเรียบร้อย 
    "การเข้ามาเป็นรัฐบาลในวันหน้า เมื่อเข้ามาแล้วก็มีการทำงานในลักษณะเป็นสภา ต้องมีฝ่ายค้าน และรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาควบคู่กันมา แต่ที่พูดมาทั้งหมดก็ไม่สามารถทำได้ หากไม่มีแนวทางแบบที่เริ่มต้นไว้ให้วันนี้ เราทำไว้หมดแล้วและเดินไปทีละขั้น มีคนมาพูดว่าเราจะทำให้ตรงนี้มันไปถึงแล้วยังตรงโน้น ถ้าเราไม่กลับมาดูหัวแม่เท้าตัวเอง มันไปไม่ได้หรอก มันเดินไม่ได้จะสะดุด เดินก็ต้องก้มมองปลายเท้าและเงยมองไปข้างหน้าว่าจะเดินไปยังไง ผมก็ฝากสื่อโซเชียลไว้ด้วย ผมไม่รู้จะโมโหไปทำไม  คนที่เขียนก็สนุก ชอบ สื่อก็ขายดีขึ้น แต่ปรากฏว่าประเทศชาติแย่ลง สุขภาพจิตผมก็แย่ ร่างกายผมก็แย่ตามไปด้วย ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้ความสำคัญบอกไว้เลยตรงนี้ เพราะให้ความสำคัญมา 5 ปีแล้ว ไม่ได้อะไรขึ้นมา” นายกฯ ระบุ
ลั่น พ.ร.ฎ.ใกล้คลอด
    พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.กล่าวว่า ในการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช.ได้ระบุถึงสถานการณ์บ้านเมือง โดยเชื่อว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งในเร็วๆ นี้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง คสช.จะยังคงดูแลการจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ไม่ให้พัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรง 
    “ทุกหน่วยงานราชการต้องติดตามและมีความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการสู่การเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีของสังคมให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้อย่างราบรื่น ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและ คสช.”พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าว
    ด้าน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงว่า "คงไม่มี เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในเวลาที่กำหนด เพียงแต่จะช้าหรือเร็วต้องดูห้วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลเองไม่ได้ถ่วงเวลา ทุกฝ่ายตั้งใจให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว" 
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเรื่องนี้ว่า เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ขอให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ชื่นชอบประเทศที่สงบเช่นนี้ ฉะนั้นการที่กลุ่มคนบางกลุ่มแสดงความเห็นต่างก็ทำได้ เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย จึงขอความร่วมมือไปยังทุกกลุ่มให้ยึดแนวทางเช่นนี้
    นายพุทธิพงษ์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรค พปชร.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอชื่อนายกฯ ของพรรคตามที่ได้ปราศรัยบนเวทีเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่บอกว่า พปชร.จะมีความชัดเจนในการเสนอชื่อนายกฯ ภายใน 14 วันด้วยว่า ได้ดูตามปฏิทินการเมืองแล้วว่าจะสามารถเสนอชื่อได้ในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะหากมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งในสัปดาห์นี้ตามกระแสข่าวจริง ก็จะมีการรับสมัครเลือกตั้งประมาณวันที่ 4-8 ก.พ.นี้ ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้เสนอชื่อนายกฯ ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน โดยเป็นการเปิดเผยพร้อมกันทุกพรรคการเมือง ไม่เพียงเฉพาะพรรค พปชร.เท่านั้น
    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรค พปชร.กล่าวถึงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์นั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อว่า "ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้แสดงจุดประสงค์ว่าจะทำการเมืองต่อไปหรือไม่ ในส่วนผู้บริหารพรรคเองก็คิดว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปฏิเสธก็จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่พรรคจะเสนอชื่อ แต่ก็ไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบรับหรือไม่ ส่วนหน้าตารัฐบาลต่อไปจะเป็นรัฐบาลผสมหรือไม่ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพราะว่าในอดีตเคยมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงมาก แล้วก็กลายเป็นใช้เสียงข้างมากโดยไม่ฟังพรรคเสียงข้างน้อย ทำให้เกิดวิกฤติหลายครั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เลยพยายามให้มีระบบให้นับทุกคะแนน ซึ่งระบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงเกินครึ่งคงจะยากลำบาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้รัฐบาลผสมก็มีมาก ซึ่งก็เป็นผลดีที่ว่าต่างคนต่างก็ได้จะระดมความคิดที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน"
    ส่วนนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวชี้แจงเรื่องพรรคการเมืองที่มีสิทธิ์ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ว่าต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้ครบถ้วนใน 4 ข้อหลัก ซึ่งขณะนี้มีพรรคการเมืองที่จัดตั้ง หรือเป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2550 ดำเนินการครบถ้วน 4 ข้อเพียง 2 พรรคเท่านั้น 
    ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยกล่าวก่อนประชุมว่า ตอนนี้มีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายอย่าง นำไปสู่การสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน จึงต้องหาวิธีปรับมาตรการทำให้ประชาชนเข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนตามแนวทางที่ถูกต้อง
    ต่อมาหลังประชุมเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีพรรค พปชร.ชูนโยบายแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01  เป็นโฉนดเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ว่า สิ่งที่พูดถึงข้อห่วงใยในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดิน ไม่ได้พูดถึงความเป็นโฉนด แต่พูดถึงว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.จะเป็นโฉนดไม่ได้ คำว่าโฉนดคือ โฉนด นส.3 และ นส.3ก มีเยอะแยะไปหมด ทั้งนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ให้ไปเพื่อให้เป็นที่ทำกิน ไม่มีโฉนดชุมชนหรือใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิทธิในการทำกินซึ่งให้ลูกหลานต่อได้ แต่ต้องทำการเกษตรเท่านั้น จึงให้ลองหาวิธีดูว่าพื้นที่ไหนไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าบอกทุกพื้นที่เอาไปจำนำจำนองได้หมด มันก็ไปหมด วันหน้าก็ไปบุกรุกรอไว้บนเขาใช่หรือไม่ วันนี้กำลังแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่ ต้องรอ พ.ร.บ.ต่างๆ ออกมาอีกหลายตัว 
ย้ำโฉนดทองคำเป็นไปไม่ได้
    เมื่อถามว่าการที่พรรค พปชร.นำมาหาเสียงถือว่าทำไม่ได้จริงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าก็ต้องบอกกัน บางทีอาจไม่เข้าใจ ซึ่งบางอย่างแนวทางของรัฐบาลนี้ยังไม่ได้พูดออกไป เข้าใจหรือไม่  รัฐบาลกำลังคิดอยู่ เสาร์อาทิตย์ก็คิดทุกวันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมาคิดตกเมื่อตอนเช้า เดี๋ยวกำลังสั่งการให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินไปหาทาง ซึ่งต้องเอาเรื่องธนาคารที่ดินมาเกี่ยวข้องด้วย แต่การที่ไปพูดคำว่าโฉนดไม่ถูกต้อง ผิด มันต้องดูว่าพื้นที่ไหนเป็นที่ ส.ป.ก.ที่เกิดเป็นประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น ทำเป็นพลังงานได้หรือไม่ ต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรกัน ต้องดูกฎหมายอีกเยอะ อย่าไปพูดปากเปล่าไม่ได้
    “ผมไม่ได้พูดกับ 4 รัฐมนตรี แต่พูดเป็นภาพรวมออกไปกับสื่อ ไม่ว่าใครทั้งนั้นที่บอกว่าจะมาให้โฉนดให้อะไรต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด ผมไม่ได้พูดกับพรรคนี้พรรคเดียว พูดกับทุกพรรค ก็เห็นหาเสียงกันแบบนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ อย่าเอาผมไปตีกับเขา ไม่เอา” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอาจต้องเพิ่มวัตถุประสงค์เกษตรกรรมให้กว้างขวางชัดเจน เช่นอาจหมายรวมถึงพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ป่าท่องเที่ยว  อุตสาหกรรมเกษตร หรือแปรรูปการเกษตรได้ และยังถ่ายโอนที่ดินไปสู่รุ่นลูกได้ แต่ต้องเป็นเกษตรกรและมุ่งหวังทำเกษตรกรรมเท่านั้น และควรมีการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ส.ป.ก. บุคคลที่ไม่ประสงค์ทำการเกษตรสามารถโอนกลับมายังธนาคารที่ดิน ส.ป.ก.ได้ จากนั้นธนาคารจะพิจารณาจัดสรรให้บุคคลอื่นที่อยู่ในเงื่อนไขเพื่อทำการเกษตรต่อไป 
“โฉนดสามารถครอบครองได้ แต่ที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งเป็นที่หลวงที่ของรัฐไม่สามารถแปลงร่างให้คนอื่นเข้ามาครอบครองได้ คนที่เสนอแนวคิดนี้จะให้เป็นโฉนดทองคำทองเหลืองอะไร ถือว่าเลอะเทอะ โม้  เป็นความคิดที่บ้าบอ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร” นายปลอดประสพกล่าว  
    วันเดียวกันยังคงมีการแสดงความคิดเห็นและการตอบโต้ทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ  รวมถึงการเดินสายแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.และนโยบายของพรรคต่างๆ โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์  เทพสุทิน ประธานรณรงค์การหาเสียงพรรค พปชร.ระบุว่าหากเลือก พท.จะอยู่กับความขัดแย้งแบบเดิมนั้นว่า "ไม่เข้าใจว่าจะมีความขัดแย้งตรงไหน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตก็เกิดขึ้นเพราะฝ่ายผู้มีอำนาจที่ทำให้มันเกิดขึ้น ซึ่งเห็นชัดแล้วว่ามีการแบ่งพวกแบ่งฝ่ายที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยที่เขายังติดอยู่ในวังวนความขัดแย้ง พรรคไม่ไปเล่นเกมนี้กับเขา ยืนยันว่าเลือกเพื่อไทยไม่มีความขัดแย้ง จะได้ความสงบแบบมีคุณภาพ ทั้งคุณภาพชีวิตและคุณภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความสงบแบบกระเป๋าแฟบ ประชาชนคงจะเห็นว่า 4-5 ปีที่ผ่านมานี้คุณภาพชีวิตและสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร"
    นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี พรรค พท.กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข่าวตลอดว่าผู้สมัครของพรรคถูกบีบถูกอำนาจบางอย่างให้ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ซึ่งทหารวันนี้พวกคุณมีอำนาจ วันนี้คุณชนะ ใช้อำนาจอย่างเต็มที่มากว่า 4 ปีแล้ว อยากให้ลองนึกถึงวันแพ้บ้างจะเป็นอย่างไร ได้คำนึงถึงที่ยืนในสังคมเอาไว้บ้างหรือไม่ ที่พูดไม่ได้หมายความว่าหากพรรคกลับมามีอำนาจจะมารังแกข้าราชการหรือทหาร ซึ่งไม่มีอยู่แล้ว นักการเมืองไม่ทำอย่างนั้น มีแต่จะให้ ไม่เคยรังแก เพียงแต่อยากให้ทหารกลับเข้ากรมกอง เลิกยุ่งการเมือง ปล่อยให้ กกต.ทำตามกฎหมาย 
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พปชร.กล่าวถึงการตัดสินใจมาร่วมงานกับ พปชร.ตั้งแต่แรกว่า ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เพราะ พปชร.เป็นทางสายกลางและสามารถต่อยอดนโยบายของรัฐบาลได้ 
ย้อน 'เหลิม-อดิศร' เจ็บ
    เมื่อถามถึงกรณีเป็นเป้าถูกพาดพิงพร้อมกับนายสุริยะมาโดยตลอด นายสมศักดิ์ระบุว่า เข้าใจว่านายสุริยะเป็นแกนนำหาเสียง และตนเองก็ออกมาลงพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีการตัดกำลัง พปชร. ซึ่งสิ่งที่ฝั่งตรงข้ามพูดก็มีแต่เรื่องทำลายล้างทางการเมือง แต่พรรคจะพูดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นหลัก
    ด้านนายสุริยะกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมปราศรัยพรรคเพื่อไทย (พท.) ปรามาสว่าถ้า พปชร.ได้ ส.ส.เกิน 150 คนจะให้ไปยื่นด่าหน้าบ้านว่า ร.ต.อ.เฉลิมนิสัยก็เป็นแบบนี้ที่สร้างความขัดแย้ง ตนเองไม่ไปด่าหรอก แต่ขอเสนอให้ ร.ต.อ.เฉลิมเสนอนโยบายแข่งกัน อย่าด่ากัน เพราะไม่เป็นประโยชน์ ส่วนสิ่งที่ตั้งเป้าหมาย 150 คน เนื่องจากคิดว่ารัฐบาลปัจจุบันมีการดูแลประชาชน โดยเฉพาะภาคอีสานเป็นอย่างดี ซึ่งพรรคจะนำนโยบายที่ดีมาต่อยอด จึงเชื่อว่าจะได้ใจประชาชน
    เมื่อถามว่านายอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่านายสุริยะไม่เข้าใจการเมืองภาคอีสาน นายสุริยะตอบว่าไม่เป็นไร ถ้าเขาเข้าใจก็ไปอธิบายภาคอีสาน ตนเองก็จะอธิบายในแบบของตน ไม่ไปต่อล้อต่อเถียงด้วย ซึ่งถ้าคะแนนเสียงเขาดีอยู่คงไม่มาต่อล้อต่อเถียงกับตนเอง เพราะเขารู้ว่ากระแสไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด 
    ถามถึงกรณีถูกนายอดิศรต่อว่าด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามและรุนแรง นายสุริยะยืนยันว่าไม่ถือสา เพราะเคยบวชมาแล้ว และที่นายอดิศรบอกว่าตนเองสติดีอยู่หรือไม่ อยากบอกว่านายอดิศร ซึ่งทราบดีตอนพรรคไทยรักไทยเป็นคนเสนอชื่อนายอดิศรกับนายทักษิณ ชินวัตรให้เป็น รมช.คมนาคม 
“นายอดิศรมักไปตีกอล์ฟกับพี่ชายผม และบอกว่าสนิทสนมกับผม เคยทำงานร่วมกัน สมัยเป็นรัฐมนตรี นายอดิศรยังเคยให้พี่ชายของผมต่อสายคุยกันและชื่นชมผมเป็นอย่างดี ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าเมื่อเราอยู่กันคนละพรรค นายอดิศรก็พูดสิ่งตรงข้าม แต่ขอยืนยันว่าไม่โกรธไม่เกลียด แต่ไม่อยากเสียเวลามาตอบโต้กับคนแบบนี้" นายสุริยะระบุ 
    ส่วนกรณีป้ายหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถูกทำลายในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.บุรีรัมย์นั้น นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรค อนค.ยอมรับว่าทีมงานค่อนข้างกลัว แต่ตนเองไม่หวั่นเพราะตั้งใจมาทำงานด้านนี้อย่างเต็มที่ 
การเมืองพาเหรดขายฝัน
    สำหรับความเคลื่อนไหวการเดินสายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า พรรคได้ส่งซิงเกิลเพลงของพรรคในชื่อเพลงทลาย ซึ่งเป็นแนวแรป มีแนวคิดว่าพรรคจะทลายทุกข้อจำกัดเพื่อทำสิ่งมีประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน ผ่านนโยบายต่างๆ ของพรรค และเชื่อว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้พี่น้องเข้าใจนโยบายของพรรคมากขึ้น
    ที่ตลาดริมคลองบ้านสีรา ต.บาโหย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจชาวบ้าน รวมทั้งรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายพรรคว่า "หากพรรคได้บริหารประเทศ ยุคทองของยางพาราจะกลับมา" ต่อมาในช่วงบ่ายพรรคประชาชาติได้ไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคระบุว่า พรรคจะส่งผู้สมัครทุกจังหวัดในภาคอีสาน แต่ไม่ทุกเขต เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสรรหาผู้สมัครที่พรรคต้องมั่นใจและไว้ใจที่สุด 
    “พรรคตั้งใจทำให้ภาคอีสานดีขึ้น เป็นนโยบายของพรรคที่จะใช้ในการหาเสียง เริ่มจากเรื่องปัญหาปากท้อง การพัฒนาด้านการเกษตร การจัดการระบบน้ำเพื่อให้ภาคอีสานมีน้ำใช้ได้ทั้งปี ซึ่งลงทุนไม่กี่แสนล้านบาท อีกทั้งคนอีสานมีความขยันอดทน ถ้าเราใส่สิ่งที่เค้าสามารถประกอบอาชีพได้ในทุกฤดูกาล อีสานก็จะทำนาได้ปีละ 3 ครั้งเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะคนอีสานนั้นต้องการเรื่องน้ำมากกว่ารถไฟความเร็วสูง” นายวันมูหะมัดนอร์ระบุ
    ด้านพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรค และคณะได้ลงพื้นที่ภาคอีสานเป็นวันที่ 3 โดยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ จ.มหาสารคาม โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์  กองเชียร์ พ.พ.ช.กล่าวว่า ขอให้เลือกพรรคเพื่อชาติเพราะพรรคไม่มีทางเป็นอื่น และต่อไปจะเป็นกำลังที่สำคัญ เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาชาติ หาทางออกให้กับชาติ และสำคัญที่สุดคือเลือกพรรคเอาไว้ปราบเผด็จการ และทำให้คนไทยหายจน เพราะเป็นพรรคของคนจน เป็นพรรคของพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย เป็นพรรคของคนที่ต้องการสร้างชาติ
“นโยบายของพรรคมีหลากหลายมากมาย ซึ่งมีนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจเหมาะกับไทยที่กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เราจะมีประชาชนผู้สูงวัยเป็น 1 ใน 5 ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งพรรคเห็นความสำคัญ จึงมีนโยบายในเรื่องเงินผู้สูงอายุ จากเดิมคิดเป็นขั้นบันได แต่พรรคคิดใหม่ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปได้เงินเท่ากันหมด คนละ 2,000 บาทตลอดชีพ” นายจตุพรกล่าว
    ส่วนที่สำนักงาน กกต. นายก้องภพ วังสุนทร หัวหน้าพรรคผึ้งหลวง เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.ขอเปลี่ยนชื่อพรรคจากเดิมชื่อพรรคร่วมพัฒนาชาติไทย ที่จดทะเบียนไว้เมื่อปี 2557 อีกทั้งเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และนโยบายพรรค พร้อมระบุว่าจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครบ 350 เขตทั่วไป โดยจุดแข็งของพรรคคือนโยบายพลิกงบพัฒนาประเทศ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเดิมรัฐบาลจะจัดสรรเพียง 10% หรือ 8 หมื่นล้านบาทให้ชุมชน แต่พรรคจะจัดสรรงบ 90% หรือกว่า 7 แสนล้านบาทส่งตรงไปให้ชุมชน
    “นอกจากนี้ยังกำหนดยุทธศาสตร์ทำงานการเมืองใหม่ โดยจะไม่มีนักการเมืองรุ่นเก่าหรืออดีต ส.ส.อยู่ในพรรคเรา ไม่แน่ผลการเลือกตั้งอาจจะมีการเซอร์ไพรส์” นายก้องภพกล่าว.

มีแค่2พรรคที่ส่งส.ส.ลงสมัครลต.ได้

ชักยุ่ง!กกต.เผยถึงเวลานี้มีเพียงแค่ 2 พรรคที่สามารถส่งผู้สมัครส.ส.ได้


21 ม.ค.62 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นายแสวง บุญมี  รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวชี้แจงเรื่องพรรคการเมืองที่มีสิทธิในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.เป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งหรือเป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2550  และต้องปฏิบัติตามกฏหมายโดยต้องจัดให้มีเงินทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ  2. ต้องจัดให้มีสมาชิกซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม  มาตรา  24   จำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ รวมทั้งจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ   คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง   และนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 และให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป. ส.ส. 2561 

3. ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน  15 วัน     นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง     และ4.จัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ตามข้อบังคับพรรคการเมือง ที่ได้แก้ไขใหม่    พร้อมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 15  วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง     
รองเลขาธิการรกกต. กล่าวอีกว่า  ในระหว่างเวลาที่พรรคการเมืองยังปฏิบัติตาม  4  ข้อไม่ครบถ้วนจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ได้   ส่วนพรรคการเมืองที่จัดตั้งตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560  สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลย     

“ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่จัดตั้งหรือเป็นพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2550 ดำเนินการครบถ้วน 4  ข้อ เพียง   2  พรรคการเมืองเท่านั้น    จึงขอให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งตามกฎหมายเก่า  คือ ตามกฎหมาย 2550 และต้องการจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ดำเนินการให้ครบทั้ง  4  ข้อ   และต้องแจ้งให้  นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบด้วย จึงจะมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้   หากพรรคการเมืองที่ประสงค์ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอย่างน้อย  1  แห่งในจังหวัดนั้น   ตามมาตรา  145 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง  2560  ” นายแสวงกล่าว

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

“โจรใต้” ส่งไลน์เย้ย เตรียมโจมตีใหญ่!

ไฟใต้จ่อระอุรอบใหม่ โจรใต้ส่งคำขู่ข้อความเสียงผ่านทางไลน์เป็นภาษามลายูถิ่น เตือนชาวมุสลิมอย่าออกจากบ้านช่วง 2-3 วันนี้ เตรียมปฏิบัติการ รุนแรงครั้งใหญ่ กร้าวต้องสำเร็จเพื่อแก้แค้นแทนโต๊ะอิหม่าม ผู้การยะลาสั่งตำรวจทุกหน่วยพร้อมรับมือขั้นสูงสุด เน้นในตัวเมืองและเบตง ขณะที่แกนนำอาร์เคเคมีแผนวางระเบิดถล่มฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติม ให้เฝ้าระวังร้านค้าในพื้นที่ 4 อำเภอ จ.สงขลา จะตกเป็นเป้าสังหาร ด้านแกนนำศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ สวดยับภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ เรียกร้อง “บิ๊กตู่” แถลงมาตรการปกป้องชีวิตชาวพุทธปลายด้ามขวาน

กรณีเหตุสะเทือนขวัญย่ำยีหัวใจชาวพุทธ หลังกองโจรหัวรุนแรงขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวม 6 คน สวมชุดดำคล้ายทหารพราน บุกใช้อาวุธสงครามกราดยิงพระในวัดรัตนานุภาพ หรือวัดโคกโก หมู่ 2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ทำให้พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ พร้อมพระลูกวัด มรณภาพรวม 2 ศพ และมีพระได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 รูป เหตุเกิดหัวค่ำวันที่ 18 ม.ค. หวังสร้างสถานการณ์ความไม่สงบและสร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม เพื่อต้องการให้เกิดสงครามศาสนา หลังเกิดเหตุหน่วยงานความมั่นคง จัดกำลังไล่ล่ากลุ่มคนร้ายแต่ยังไร้วี่แวว คาดเผ่นหนีเข้าไปกบดานในมาเลเซีย ขณะที่ชาวบ้านต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้นจริงจัง

ความคืบหน้าของมาตรการคุมเข้มพระสงฆ์ขณะออกบิณฑบาตในพื้นที่ จ.นราธิวาส ผู้สื่อข่าวได้สังเกตการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค. พบว่าพระสงฆ์วัดชลเฉลิมเขต อ.สุไหงโก-ลก ยังออกบิณฑบาตตามปกติ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก และเจ้าหน้าที่ อส. จัดกำลังรักษาความปลอดภัยตั้งแต่หน้าประตูวัด และยืนกระจายกัน รปภ.พระสงฆ์ ที่ออกรับบาตรจากประชาชนตามรายทาง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ด้านพระปลัดธัมมานันโท หรือหลวงพี่บิลลี่ สำนักสงฆ์ราษฎร์บำรุง ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส กล่าวว่า แม้เกิดเหตุร้ายขึ้นในพื้นที่ แต่ชาวบ้านยังมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อเพราะที่นี่คือบ้านเกิด หากไม่จำเป็นจะไม่ทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น พระจะขออยู่เป็นกำลังใจให้กับชาวบ้าน
ต่อมาเวลา 12.00 น. นายศักดิ์กริยา บิลลาแหละ ประธานกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา นายสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขานุการคณะกรรมการอิสลามกลางแห่งประเทศไทย นายซากี พิทักษ์คุมพล รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้เป็นตัวแทนนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เดินทางมาที่ รพ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เข้าเยี่ยมอาการและให้กำลังใจพระประเวศ สุขแก้ว และพระธนโชติ ชุมเลิศ 2 พระลูกวัดวัดรัตนานุภาพเหยื่อโจรใต้ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ต่อมาคณะตัวแทนของจุฬาราชมนตรีเดินทางไปยังวัดรัตนานุภาพ มีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส และพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ให้การต้อนรับ พร้อมพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายสุรินทร์กล่าวว่า รู้สึกเสียใจ ไม่คิดว่าพระสงฆ์จะตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ใต้ที่คนร้ายได้โยงศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับศาสนา เพราะทุกศาสนาไม่ได้สอนให้ฆ่าฟันกันในลักษณะนี้
ส่วนบรรยากาศในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา พระสงฆ์วัดต่างๆยังคงออกบิณฑบาต มีทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชน ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผบก.ภ.จ.ยะลา สั่งให้ตำรวจโดยเฉพาะ อ.เมืองยะลา และ อ.เบตง กำชับการปฏิบัติหน้าที่ขั้นสูงสุด ทั้งตั้งด่านตรวจ จุดสกัด ตรวจเข้มรถยนต์ รถ จยย. บัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้ง รปภ.พระภิกษุสงฆ์ และเป้าหมายอ่อนแอในพื้นที่ หลังมีคลิปเสียงภาษามลายูถิ่น ส่งเตือนกันตามไลน์ต่างๆ สรุปได้ว่า “2-3 วันนี้ แจ้งเตือนคนที่เรารัก ห้ามออกไปทำธุระนอกบ้านอย่างเด็ดขาด เพราะ 2-3 วันที่จะถึงนี้ เราจะก่อเหตุครั้งยิ่งใหญ่และจะต้องสำเร็จ เพราะโต๊ะอิหม่ามล้มหลายคนแล้ว งานของเราต้องสำเร็จ จึงฝากบอกทุกคนที่เรารักด้วยว่า ห้ามออกไปไหน เราจะทำงานครั้งใหญ่” อย่างไร ก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นของจริง อาจเป็นการเล่นสนุกของวัยรุ่นที่คึกคะนอง
มีรายงานจากหน่วยข่าวความมั่นคง ให้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบรถ จยย.ต้องสงสัย 6 คันตามที่แจ้งไว้ หวั่นกลุ่มคนร้ายนำไปประกอบระเบิด หลังนายอับดุลสตอปา สุหลง แนวร่วมโจรใต้ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ได้สารภาพและพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ แต่พบว่ามีระเบิดอีก 3 ลูก หายไปจากจุดซุกซ่อน เชื่อว่าคนร้ายเตรียมนำไปใช้ก่อเหตุในพื้นที่ ทั้งนี้ ยังพบความเคลื่อนไหวของแกนนำอาร์เคเค 5 คนในพื้นที่ ต.โล๊ะจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส เตรียมก่อเหตุลอบวางระเบิดและซุ่มยิงทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ให้ความร่วมมือกับทางราชการ ส่วนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.นาทวี อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เตรียมก่อเหตุระเบิด มีเป้าหมายเป็นร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ขอให้หน่วยกำลังในพื้นที่แจ้งประชาชนช่วยสอดส่องดูแลวัตถุต้องสงสัยและบุคคลที่เข้ามาทำทีซื้อของในร้านค้า ช่วงนี้กลุ่มคนร้ายต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะแกนนำหลายคนถูกจับกุมและถูกวิสามัญฯเสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ปิยะพงษ์ วงศ์จันทร์ ผบ.ฉก.ปัตตานี มีคำสั่งให้หน่วยความมั่นคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนให้แจ้งเบาะแสคนแปลกหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลบุคคลเป้าหมายที่มีประวัติให้เฝ้าจับตาเป็นพิเศษ อีกทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ทุกส่วน สนธิกำลังตรวจค้นรถทุกชนิดและบุคคลทั่วไปที่เข้าออกในพื้นที่ เน้นย้ำให้ตรวจบัตรประชาชน เนื่องจากคนร้ายหรือบุคคลตามหมายจับอาจปกปิดซ้อนเร้นรูปพรรณให้เปลี่ยนจากเดิมในภาพ รวมไปถึงสีรถและป้ายทะเบียนที่คนร้ายจะดัดแปลงเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ และหากหลุดรอดออกไป คนร้ายอาจนำไปก่อเหตุทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสั่งจัดกำลังทหารเข้าไปดูแลวัดในพื้นที่เสี่ยงและดูแลชาวไทยพุทธที่เดินทางไปตักบาตรที่วัด เพราะช่วงนี้พระในพื้นที่งดออกบิณฑบาตชั่วคราว
ที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.สำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เรียกประชุมวาระเร่งด่วน ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลคณะสงฆ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังเสร็จการประชุม นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. ในฐานะโฆษก พศ.กล่าวว่า กรณีที่ฝ่ายความมั่นคงขอให้พระสงฆ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา งดบิณฑบาตเพื่อความปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสงบนั้น พศ.มีการถวายงบประมาณในการดูแลพระสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าว รูปละ 2,500 บาทต่อเดือน อีกทั้งจะให้ชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวายพระภิกษุสามเณรที่วัดด้วย
พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนอย่าตกเป็นหลุมพรางของผู้ก่อความไม่สงบ เพราะกำลังถูกเสี้ยมให้ทะเลาะกันทางศาสนา ฝ่ายรัฐจะดูแลปกป้องให้นั้น เจ้าหน้าที่รัฐใช้คำพูดเช่นนี้มาตลอดที่เกิดเหตุไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะเมื่อเหตุร้ายแรงกับพระสงฆ์ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแถลงอย่างเป็นทางการถึงมาตรการของรัฐในการพิทักษ์ ปกป้อง และคุ้มครองพระสงฆ์ ชาวพุทธ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับหลักสากลปฏิบัติ เพื่อความสงบร่มเย็นจะได้กลับคืนสู่พื้นที่ดังกล่าว
ด้านพระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ กล่าวว่า ศูนย์พิทักษ์ฯจะจัดพิธีทำบุญบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย และร่วมสมทบทุนทอดผ้าป่าให้พระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บ และมรณภาพ จากเหตุการณ์ที่วัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ในวันที่ 23 ม.ค. เวลา 13.00 น. ที่คณะใต้ วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพฯ องค์กรชาวพุทธและพุทธศาสนิกชนที่สนใจร่วมงาน สอบถามได้ที่ โทร. 0-2668-7988, 08-8872-0221 หรือไอดีไลน์ : ddtv88
ขณะที่สภานิสิตมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ประณามโจรก่อการร้ายที่ก่อเหตุที่วัดรัตนานุภาพ ว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ที่พยายามบ่อนทำลายความสงบสุขและกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐ ฝ่ายความมั่นคง มีมาตรการที่เด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้นต่อผู้กระทำผิด


"นายกฯ" แถลงการณ์ชี้โจรใต้พุ่งเป้าหมายอ่อนแอ สั่งปราบเต็มรูปแบบ

"นายกฯ" แถลงการณ์ชี้โจรใต้พุ่งเป้าหมายอ่อนแอ สั่งปราบเต็มรูปแบบ
"นายกฯ" ออกแถลงการณ์ ชี้ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าหมายอ่อนแอ ครู นักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา ปชช.หวังทำลายการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี ใช้กำลังปราบปรามเต็มรูปแบบ เพื่อจุดความขัดแย้งสู่ระดับสากล ดึงองค์กร ตปท.เข้าพื้นที่ ยันรัฐบาล-คสช.ใช้ ก.ม.ดำเนินการอย่างเต็มที่ เดินหน้าพูดคุยสันติสุข... 
เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 21 ม.ค.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในระยะนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามในการสร้างสถานการณ์เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และพยายามดึงเข้าสู่เงื่อนไขความขัดแย้ง อันจะทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไปสู่สากล ให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการใช้การเสนอข่าวของสื่อมวลชน และสื่อโซเชียล เป็นเครื่องมือ ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้  
กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามใช้เหตุการณ์ความรุนแรงที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำลายขวัญกำลังใจ ความอดทนในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของไทย มุ่งหวังจะให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่เงื่อนไขสากล นำไปสู่การปฏิบัติการขององค์การระหว่างประเทศดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ ในหลายประเทศ สังคม สื่อมวลชน สื่อโซเชียล และสื่อต่างๆ ควรเข้าใจในประเด็นนี้ และช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น  เพิ่มการเฝ้าระวัง แจ้งข่าวสาร ไม่สนับสนุนความพยายามดังกล่าว 
ประชาชนซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ครู นักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ล้วนแต่ได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า จากจำนวนและความกว้างขวางของพื้นที่ รวมถึงห้วงเวลาในการดำเนินชีวิตปกติของประชาชนนั้น ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ หากพื้นที่ใดต้องการให้มีการดูแลเป็นพิเศษ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ได้โดยตรง ตลอดจนขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและให้ข้อมูลข่าวสารกับเจ้าหน้าที่ด้วย
อย่างไรก็ตามรัฐบาลและคสช. ขอให้ทุกคนให้กำลังใจประชาชนทั่วไป ผู้นำศาสนาทุกศาสนา ครู นักเรียน รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ทุกคนในพื้นที่ เพราะเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อันตราย และขอให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เคารพกฎระเบียบ กติกาที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน เช่น การตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ การตรวจยานพาหนะ การตรวจค้นสถานที่ ฯลฯ รวมทั้งขอให้สื่อมวลชน สื่อโซเชียล เสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง และพรรคการเมือง นักการเมือง หาเสียงด้วยความระมัดระวังเช่นกัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความระมัดระวัง ป้องกันดูแลประชาชนและตนเองให้ได้ไปพร้อมๆ กัน คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ พัฒนางานด้านการข่าวควบคู่ไปกับการปรับยุทธวิธีให้เหมาะสม โดยรัฐบาล และคสช.ยังคงบังคับใช้กฎหมาย และบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ 
ในส่วนของการพูดคุยสันติสุข ยังคงดำเนินการต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประชาคมโลกได้ทราบว่าเราได้ทำทุกมาตรการ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงบางกลุ่มอาจไม่เห็นด้วย จึงสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น อยากให้ประชาชนและสังคมได้เข้าใจมาตรการการแก้ไขปัญหาของรัฐทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วย ซึ่งที่ผ่านมา องค์การความร่วมมืออิสลามหรือ OIC ก็ให้การสนับสนุนแนวทางของไทยมาโดยต่อเนื่อง สำหรับนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มNGO ต่างๆ ขอให้เข้าใจและดูแลทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐด้วย รัฐบาลและคสช.ขอส่งกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และขอให้พี่น้องประชาชนมีความสุข ปลอดภัยทุกคน

จังหวะขยับรับเลือกตั้ง 24 มี.ค. ลือ ทษช.ทาบ “ดร.โกร่ง” ร่วมทัพ พปชร.กระเป๋าตุง คลังแสงเพียบ

จังหวะขยับรับเลือกตั้ง 24 มี.ค. ลือ ทษช.ทาบ “ดร.โกร่ง” ร่วมทัพ พปชร.กระเป๋าตุง คลังแสงเพียบ
วันเลือกตั้งที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นตามข่าวที่ออกมาจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีแนวโน้มจะเป็นวันที่ 24 มีนาคม 2562
กระนั้นแม้ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างนี้ทุกพรรคการเมืองก็ไม่มีใครมัวมานั่งรอ กกต. เพราะหากพรรคไหนออกตัวช้า ไม่เร่งเดินเครื่องหาเสียง สร้างคะแนน ให้คนจดจำแบรนด์พรรค-ชื่อผู้สมัคร โอกาสพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งย่อมเกิดขึ้นสูง
มองจังหวะการขยับ ขับเคลื่อน ไปที่บางพรรคการเมือง ที่จะมีบทบาทสูงในช่วงการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็มีความน่าสนใจให้แลเห็น อาทิ ในส่วนของพรรคเครือข่าย เพื่อไทย-ทักษิณ ชินวัตร ที่ประกอบด้วย หัวขบวนหลัก พรรคเพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ-เพื่อชาติ ได้พบความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
อย่างเช่น พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพรรคที่ตอนนี้ ทั้งแกนนำ-ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ก็กระจายกำลัง จัดทัพ ลงตรึงหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
                ท่ามกลางกระแสข่าวว่า นอกจากการเตรียมรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่ตอนนี้ส่วนใหญ่เรียบร้อยหมดแล้ว แต่ที่ยังไม่ลงตัวก็คือ การทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดลำดับ ใครอยู่อันดับต้นๆ-อันดับท้ายๆ เลยคาดกันว่าถึงเวลาเคาะชื่อรอบสุดท้าย อาจใช้เวลาพอสมควรกว่าจะสะเด็ดน้ำ
                ขณะเดียวกัน เรื่องรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ 3 รายชื่อ ของไทยรักษาชาติ ที่ต้องยื่นต่อ กกต.ตอนรับสมัครเลือกตั้งและประกาศต่อสาธารณชน
                ก็มีกระแสข่าวออกมาจากคนในตึกที่ทำการพรรคย่านถนนแจ้งวัฒนะว่า โผแคนดิเดตนายกฯ เริ่มไม่นิ่งเสียแล้ว จากเดิมคาดการณ์กันว่า จะมี 3 ชื่อคือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค, จาตุรนต์ ฉายแสง, พิชัย นริพทะพันธุ์ แต่ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า แกนนำไทยรักษาชาติหลายสายเห็นตรงกันว่า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของไทยรักษาชาติ หากสุดท้ายพรรคต้องการเคาะออกมา 3 ชื่อ ก็ควรเป็นสูตร
คนใน 2 ชื่อ คนนอก 1 ชื่อ
และหนึ่งชื่อคนนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ควรเป็นคนที่มีภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากหากสุดท้าย พรรคจะเคาะออกมา 2 ชื่อคือ ร.ท.ปรีชาพล เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรค กับจาตุรนต์ ทั้ง 2 คนมีภาพของการเป็นนักการเมือง ไม่มีจุดขายด้านเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคพยายามชูเรื่องเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการขายแบรนด์พรรคฝั่งประชาธิปไตย ดังนั้นจึงควรเอาชื่อคนที่มีภาพทางด้านเศรษฐกิจมาไว้ด้วย 1 ชื่อ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของไทยรักษาชาติได้ เพราะรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ไม่ต้องสังกัดพรรค 90 วันก่อนเลือกตั้ง
จนเริ่มมีข่าวว่า แกนนำพรรคบางส่วนมีการลิสต์ชื่อ ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง อดีตกุนซือเศรษฐกิจรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์-ป๋าเปรม ซึ่งในช่วงรัฐบาล คสช. ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างหนักหน่วงมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บนกระแสข่าวว่า คนในไทยรักษาชาติได้เตรียมติดต่อ ดร.โกร่ง เพื่อขอให้มาร่วมงานการเมืองกับไทยรักษาชาติ โดยจะดันให้มีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของไทยรักษาชาติ
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวแกนนำไทยรักษาชาติสนใจทาบทาม ดร.โกร่ง มาร่วมงานกับพรรค มีข่าวว่ายังไม่นิ่ง และอยู่ระหว่างการเตรียมทาบทาม โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนหลัง กกต.ประกาศวันเลือกตั้งชัดเจนออกมาแล้ว ซึ่ง ดร.โกร่งก็อาจปฏิเสธก็ได้ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น อายุมาก ไม่อยากเข้ามายุ่งการเมืองเต็มตัว 
“เรื่องรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นของเพื่อไทย หรือไทยรักษาชาติ ที่จะออกมา ทั้งหมดเป็นยุทธศาสตร์การเมืองของพรรค ที่บางชื่อก็โยนออกมาก่อนเพื่อวัดกระแส เหมือนอย่างกรณี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ที่พอเริ่มมีชื่อออกมาช่วงต้นปี แล้วมีกระแสตอบรับในกลุ่มผู้นิยมเพื่อไทย ก็ทำให้ เริ่มมีความชัดเจนว่าชัชชาติจะมีชื่ออยู่ในลิสต์ของเพื่อไทย ก็เหมือนกับกรณีของข่าว ดร.โกร่ง แม้จะมีการมองกันว่าในทางการเมืองเขาสนิทกับแกนนำไทยรักษาชาติบางคน เช่น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แต่สุดท้ายคนที่จะติดต่อทาบทามเพื่อขอให้มาจริงๆ ก็ต้องเป็นคนจากแดนไกล เพื่อทำให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญ แต่สุดท้าย หากพรรคได้เป็นรัฐบาล มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ ยังไง ก็คงต้องฟังพรรคที่มีเสียง ส.ส.มากกว่าอย่างเพื่อไทย มีสิทธิ์ก่อนรายงานข่าวจากแหล่งข่าวพรรคไทยรักษาชาติระบุ
 ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากเพื่อไทย เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองของ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ กับคนในสายชินวัตร-เพื่อไทย เป็นเรื่องที่รับรู้มาตลอดว่ามีความสัมพันธ์อันดีกันมาตลอด โดยก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า ทักษิณก็เคยติดต่อ ดร.โกร่งให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ช่วงปี 2551 แต่มีกระแสข่าวว่า ดร.โกร่งปฏิเสธ หลังมีสัญญาณจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ไม่ปลื้ม จนสุดท้ายจึงไปดัน ยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตปลัดมหาดไทยมาเป็นแทน และในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยตั้ง ดร.วีรพงษ์เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. หลังประเทศผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
ขณะที่ฝ่าย เพื่อไทย เรื่องแคนดิเดตนายกฯ เริ่มชัดมากขึ้น กับท่าทีของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ถูกทักษิณวางตัวให้เป็นแกนนำทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยในการเลือกตั้ง รวมถึงการสร้างเป็นจุดขายทางการเมือง เพื่อหวังเจาะกลุ่มแฟนคลับเพื่อไทย-ทักษิณ ที่ไม่เอา เจ๊หน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็มีชื่อของชัชชาติให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ซึ่งหลังมีการโยนหินถามทางมาได้ร่วมเดือน จนเริ่มมีกระแสหนุน
ทำให้ชัชชาติจากที่ยังลังเล เพราะอาจเกรงใจรุ่นใหญ่ในเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ เพราะชัชชาติที่แม้จะเคยเป็นรัฐมนตรีแบบก้าวกระโดด จาก รมช.คมนาคมไปเป็น รมว.คมนาคม แต่เขาก็ยังไม่มีบารมีทางการเมือง ไม่เคยเป็น ส.ส. ไม่มีนักการเมืองในสังกัด ไม่เคยลุยทำศึกเลือกตั้ง ยิ่งบทบาทการเมืองของชัชชาติในช่วงเกือบ 5 ปียุค คสช. ก็ถูกคนในเพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ มองว่า โลว์โปรไฟล์-เอาตัวรอด กับการไปเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กินเงินเดือนหลายแสน โดยไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองใดๆ กับเพื่อไทย ไม่เคยมาทำกิจกรรมกับพรรคใดๆ แล้วจู่ๆ มีเลือกตั้ง มีโอกาสที่เพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาลก็โผล่มา แล้วจะมาลุ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นเรื่องที่คนเพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ ก็ยังกังขา ไม่ยอมรับกันอยู่ระดับหนึ่ง
 เรื่องแบบนี้ แม้ชัชชาติจะยังใหม่ทางการเมือง ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือกตั้ง แต่ก็ย่อมอ่านความรู้สึกคนในเพื่อไทยด้วยกันเองออกแน่นอน ทว่าตอนนี้ดูเหมือนอาจเพราะชัชชาติได้รับสัญญาณแล้วว่า เขาต้องขึ้นมามีบทบาทในเพื่อไทยเต็มตัว ทำให้ชัชชาติประกาศความพร้อมทางการเมืองออกมาแล้ว
  "ผมไม่รู้เรื่อง อันนี้ต้องแล้วแต่ทางพรรค หากพรรคเห็นว่าเหมาะสม ผมก็พร้อม"
เป็นคำตอบของชัชชาติ หลังถูกถามถึงความพร้อมเปิดตัวเป็น 1 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย
นั่นคือความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของ ไทยรักษาชาติ-เพื่อไทย ที่เป็นพรรคเครือข่ายของกันและกัน
                ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายตรงข้ามกลุ่มเพื่อไทย-ทักษิณ อย่าง พรรคพลังประชารัฐ เมื่อการกำหนดวันเลือกตั้ง-วันเลือกตั้ง ถูกเลื่อนออกไป จาก 24 ก.พ. ก็มีผลทำให้การรับสมัคร ส.ส.และการแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองต่อ กกต.ก็ต้องขยับออกไปด้วย ดังนั้นจึงทำให้มีเวลาที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตัดสินใจได้นานขึ้นในเรื่องการเข้าสู่การเมืองด้วยการมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐ
                แต่ระหว่างนี้ พลังประชารัฐก็มีเรื่องให้ฮือฮา เมื่อมีการเปิดเผยรายชื่อ กลุ่มทุน-ผู้สนับสนุนพรรค อย่างเป็นทางการ ตามกฎหมายพรรคการเมือง หลังพรรคพลังประชารัฐ นำบัญชีรายชื่อผู้สนับสนุนการจัดกิจกรรมการระดมทุนโต๊ะจีน เมื่อ 19 ธ.ค.61 มาติดประกาศ หลังส่งเรื่องให้สำนักงาน กกต. ซึ่งมีด้วยกัน 24 ราย เป็นเงิน 90 ล้านบาท
ที่น่าสนใจก็มี อาทิเช่น กลุ่มคิง เพาเวอร์ ของตระกูล ศรีวัฒนประภา ที่ก่อนหน้านี้รู้กันดีว่า เป็นถุงเงินให้กับ พรรคภูมิใจไทย-เนวิน ชิดชอบ
มารอบนี้ปรากฏว่า กลุ่มคิง เพาเวอร์ โดย 3 บริษัทในเครือได้บริจาคเงินสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐอย่างเปิดเผย ได้แก่ บ.คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 6 ล้านบาท, บ.คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท และ บ.คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 24 ล้านบาท
 ซึ่งการที่บางบริษัทข้างต้นร่วมระดมทุน 9 ล้านบาท เป็นเพราะตามกฎหมายพรรคการเมือง ให้บริษัทเอกชนบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองแบบ Maximum ได้ไม่เกินปีละ  10 ล้านบาทนั่นเอง นอกนั้นก็มีอีกหลายบริษัท-หลายกิจการ ที่ลงขัน เป็นคลังแสงให้พลังประชารัฐเอาไปทำศึกเลือกตั้ง เห็นได้จากที่พรรคแจ้งกับ กกต.ว่า ยังมีผู้แสดงเจตนาสนับสนุนพรรค แต่ไม่สามารถส่งมอบเงินให้แก่พรรคในวันระดมทุนได้อีกจำนวน 151 คน รวมเป็นเงิน 532,350,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ในวงกาแฟของแกนนำพรรคการเมืองเก่าแก่ของการเมืองไทยพรรคหนึ่ง แกนนำพรรคดังกล่าวพูดตรงกันว่า เงิน-รายได้จากโต๊ะจีนพลังประชารัฐดังกล่าว เป็นแค่ ยอดภูเขาน้ำแข็ง-เงินเปิดเผย ที่ต้องแจ้งต่อ กกต. แต่คลังแสง-เสบียงกรังของจริง มีเป็นระดับ หลายพันจนถึงเฉียดหมื่นล้าน!
......................