PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

กห.แจงยิบงบไม่มีมุบมิบ

โฆษกกลาโหมกางข้อมูลแจงยิบงบปี 49-62 ไม่ต่างยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ เติบโตอยู่ที่เกณฑ์ 7% เป็นปกติไม่มีนัยพิเศษ ระบุงบประจำ 49% ซื้ออาวุธ 14.75% ผ่านขั้นตอน พ.ร.บ.งบฯ ตรวจสอบได้  วอนนักการเมืองอย่าพูดลอยๆ มานั่งพูดคุยกันได้ พร้อมรับข้อเสนอแนะ กลุ่มอยากเลือกตั้ง-คนเสื้อแดง พาเหรดหน้า ทบ.จี้ "บิ๊กแดง" เลิกเปิดเพลง "หนักแผ่นดิน" ชี้สร้างความเกลียดชัง "เพื่อชาติ" เหน็บ "ลุงตู่" ควรเปิดเพลงคืนความสุข สงสัยช่วงนี้ไม่ค่อยเปิด  ปชป.ย้อน พท.ยุค "ปู" เพิ่มงบ กห.มากกว่ายุค ปชป.เสียอีก
     ที่กระทรวงกลาโหม (กห.) วันที่ 20 กุมภาพันธ์  พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม   แถลงชี้แจงงบประมาณกระทรวงกลาโหม ภายหลังจากที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายตัดงบประมาณเหล่าทัพว่า กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่มีบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2551 ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ และการรักษาความมั่นคงภายในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์  พิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ พัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งขนาดของกองทัพก็เป็นไปตามสภาพของภัยคุกคามและสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ตามแต่รัฐบาลและสังคมเป็นผู้กำหนด  
    "กระบวนการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไม่แตกต่างจากกระทรวงอื่น ต้องให้ความเห็นชอบและเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนหรือซ่อนเร้น โดยกระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับ 4 รองจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง"
    พล.ท.คงชีพกล่าวว่า เดิมงบประมาณทั้งประเทศวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถึงปัจจุบันเพิ่มเป็นจำนวน 3 ล้านล้านบาท ซึ่งการจัดทำงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ 2536 ถึง 2541 อยู่ที่ 12.7% ของประเทศ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ถูกลดจนเหลือเพียง 6.5 ถึง 6.3% แต่อย่างไรก็ตามหลังปี 2549 งบประมาณได้เพิ่มเป็น 7.38% จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่  227,126 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.57% ของงบประมาณประเทศ โดยปี 2549-2562 ก็อยู่ที่ประมาณ 7.59 % ไม่ต่างจากยุคของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการการเติบโตยังคงอยู่ที่เกณฑ์ 7% ซึ่งเป็นปกติไม่มีนัยพิเศษใด  
    "ช่วงเกิดวิกฤติจนงบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกปรับลดลงเหลือเพียง 6% จนทำให้ไม่มีงบประมาณในการฝึก งบประมาณในการใช้น้ำมัน ต้องใช้กระสุนสำรองในอัตราสงครามมาใช้ฝึก หรือแม้แต่การบำรุงยุทโธปกรณ์ ทำให้ยุทโธปกรณ์เสียหาย โดยเฉพาะนักบิน เกิดวิกฤติสมองไหล เพราะไม่มีชั่วโมงบิน ซึ่ง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบเรื่องนี้ดี และเมื่อผ่านวิกฤติไปแล้ว เป็นช่วงฟื้นฟูในปี 2549 ถึง 2551 ทำให้งบประมาณถูกปรับขึ้นมาเป็น 7.9%" พล.ท.คงชีพ กล่าว
     โฆษก กห.กล่าวอีกว่า เมือเปรียบเทียบการจัดทำงบประมาณที่มีการเติบโตตามผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ (จีดีพี) ตามแผนพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพที่ตั้งไว้ของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 หรือ 7 ของประเทศในอาเซียน โดยอันดับ 1 คือ ประเทศสิงคโปร์ บรูไนฯ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาแผนพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพจะเป็นการรับรองภัยคุกคามตามห้วงระยะเวลา ต้องมียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยสมัย ป้องกันการสูญเสียอธิปไตย แต่ไม่ได้ทำมากเกินไป การจัดหายุทโธปกรณ์เป็นการจัดหาที่เป็นไปได้และดำรงสภาพในการป้องกันประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องสร้างความพร้อมรบให้เพียงพอต่อการปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดภัยคุกคาม ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย
     อย่างไรก็ตาม งบประมาณกระทรวงกลาโหม 49% เป็นงบรายจ่ายที่ให้กับบุคลากร อาทิ เงินเดือน สิทธิกำลังพล ด้านสวัสดิการของกำลังพล ซึ่งเป็นงบประจำอยู่แล้ว ส่วนอีก 20% เป็นงบประมาณด้านการเตรียมกำลัง การพัฒนายุทโธปกรณ์ การจัดตั้งหน่วยใหม่ ซึ่งเป็นงบในการจัดหายุทโธปกรณ์ 14.75% ซึ่งการจัดซื้อเป็นเรื่องของกองทัพในการผูกพันงบประมาณแต่ละปี เช่น โครงการเรือดำน้ำ ที่เป็นไปตามแผนพัฒนากองทัพ รวมไปถึงการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อทดแทนของเก่าที่กำลังปลัดประจำการ เช่น รถถังเอ็ม 41 ที่ใช้มานานตั้งแต่ยุคสงครามโลก หรือเฮลิลคอปเตอร์ ที่สหรัฐให้กับไทยมา 52 ลำ ที่ตอนนี้ใช้ได้แค่ 3 ลำ มีการซ่อมบำรุง แต่ก็มีสภาพเก่ามาก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ จึงมีความจำเป็นที่จัดหาใหม่  
ใช้งบโปร่งใสตรวจสอบได้
    “การจัดหายุทโธปกรณ์เป็นไปตามแผนพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ ซึ่งจะประเมินภัยคุกคาม ต้องจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรบแล้วไม่แพ้ ไม่สูญเสียอำนาจอธิปไตย ซึ่งจัดหาตามเกณฑ์พื้นฐานความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ว่าปัจจุบันนี้อาวุธของกองทัพยังไม่ครบตามอัตรา จึงอยู่ระหว่างค่อยนำมาเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน พร้อมยืนยันว่างบของประเทศคือภาษีของประชาชน และทหารทุกคนก็เสียภาษีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ งบประมาณในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นอยู่ในกระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้โปร่งใสมากขึ้นด้วยซ้ำ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณที่ออกมาใหม่ การจะใช้งบประมาณในโครงการใดเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องนำเข้า ครม. จัดหายุทโธปกรณ์ก็เป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล” โฆษก กห.กล่าว 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามนโยบายของพรรคการเมืองหากกระทรวงกลาโหมถูกตัดงบ 10 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลกระทบอะไรต่อกองทัพ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า มิติความมั่นคงไม่ใช่เรื่องการป้องกันประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนด้วย เนื่องจากกองทัพต้องมีงบประมาณในส่วนของช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติ และทุกภัยที่ไม่ได้เกิดจากสงครามปัจจุบันก็มีมากมาย แต่เราพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และข้อคิดเห็นของประชาชนทุกคน หากข้อเสนอเป็นประโยชน์ เราก็พร้อมรับฟัง และอยากพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่อยากให้มีการพูดกับแบบลอยๆ และหากนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มีข้อมูลเสนอมา ตนก็พร้อมรับฟัง
     เมื่อถามถึงแนวคิดที่เสนอให้ยกเลิกการมีกองบัญชาการกองทัพไทย และตั้งเป็นฝ่ายกรมเสนาธิการแทน สามารถทำได้จริงหรือไม่ โฆษก กห.กล่าวว่า อยากให้ผู้ที่เสนอมานั่งคุยกับตนมากกว่า ไม่อยากให้พูดแบบลอยๆ ผ่านสื่อมวลชน เพราะจะกระทบกับโครงสร้างความมั่นคงทั้งระบบ เรื่องนี้ไม่สามารถได้ทำได้ง่ายๆ เพียงวันเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ทุกอย่างเป็นไปได้ แต่ต้องศึกษาให้ดี 
    ถามว่าทำไมหลายพรรคจึงชูนโยบายตัดงบประมาณของกลาโหมโดยไม่พาดพิงกระทรวงอื่น พล.ท.คงชีพกล่าวว่า การที่ทหารเข้ามาเพราะประชาชนต้องการ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป อยากให้ไปถามเรื่องนี้กับนักการเมืองมากกว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาที่ผ่านมาของบ้านเราอยู่ที่คนมากกว่า ดังนั้นคนต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้น ยืนยันรัฐบาลพิจารณาทุกงบประมาณอย่างโปร่งใส และไม่มีมุบมิบ สำหรับงบประมาณกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปี 2557-2562 มีดังนี้ ปี 2557 ได้รับงบประมาณ 183,819 ล้านบาท, ปี 2558 ได้รับงบประมาณ 192,949 ล้านบาท, ปี 2559 ได้รับงบประมาณ 206,461 ล้านบาท, ปี 2560 ได้รับงบประมาณ  213,544 ล้านบาท, ปี 2561 ได้รับงบประมาณ 218,503 ล้านบาท และปี 2562 ได้รับงบประมาณ 227,126 ล้านบาท
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีช่วงนี้หลายพรรคการเมืองมีนโยบายโจมตีกองทัพ จะมีการชี้แจงอย่างไรเพียงสั้นๆ ว่า ก็รู้อยู่แล้วยังจะถามอีก เมื่อถามว่ามีเพลงที่อยากแนะนำให้ไปฟังหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบเช่นเดิมว่า รู้อยู่แล้วยังจะถามอีก
    วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บริเวณเกาะกลางถนน ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน พร้อมพวก ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนนักศึกษาประมาณ 4 คน เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เพื่อขอให้ยกเลิกการเปิดเพลงหนักแผ่นดิน ในสถานีวิทยุเครือกองทัพบก และเสียงตามสายในหน่วยทหาร
จี้เลิกเปิดหนักแผ่นดิน
    ทั้งนี้ นายพริษฐ์ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกถึง ผบ.ทบ.ว่า การที่ พล.อ.อภิรัชต์พูดถึงเพลงหนักแผ่นดิน และสั่งการให้เปิดเพลงดังกล่าวในสถานีวิทยุเครือกองทัพบก รวมถึงเสียงตามสายภายในหน่วยทหารนั้น รู้สึกว่า พล.อ.อภิรัชต์ไม่เข้าใจเนื้อหาเพลงดังกล่าว เพราะเป็นเพลงที่ไม่สร้างสรรค์ อาจจะสร้างความขัดแย้งให้กับสังคมได้ ที่ผ่านมาก็สร้างบาดแผลให้กับสังคมเป็นอันมาก 
    “เนื้อหาเพลงหนักแผ่นดินมีเนื้อหาโจมตีผู้เห็นต่างทางการเมืองว่าเป็นผู้บ่อนทำลายสังคม ดูถูกเพื่อนร่วมชาติว่ารับใช้อิทธิพลจากต่างประเทศ เนื้อหาของเพลงก่อให้เกิดแห่งความเกลียดชัง มีเป้าประสงค์เพื่อชี้ชวนให้มองว่าผู้เห็นต่างเป็นพวกหนักแผ่นดิน บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงได้ และที่ผ่านมาเพลงดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงในหลายเหตุการณ์ ขอให้ ผบ.ทบ.ยกเลิกการเปิดเพลงดังกล่าว” นายพริษฐ์กล่าว
    สำหรับบรรยากาศที่ด้านหน้า บก.ทบ. ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้นำแผงเหล็กมากั้นป้ายกองทัพบกไว้ เพื่อห้ามไม่ให้กลุ่มบุคคลที่มาทำกิจกรรมเข้าไปบริเวณดังกล่าว โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.นางเลิ้ง ทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 50 นายเฝ้าสังเกตการณ์ และห้ามไม่ให้เคลื่อนไปยังบริเวณด้านหน้า บก.ทบ. หลังจากนายพริษฐ์อ่านจดหมายเปิดผนึกแล้วเสร็จจะนำไปยื่นต่อทหาร แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาต นายพริษฐ์จึงได้นำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวไปติดที่ป้ายบริเวณเกาะกลางถนนแทน ก่อนนำกระดาษขนาดใหญ่ระบุข้อความ "เพลงหนักแผ่นดิน สร้างความเกลียดชัง ความรุนแรง ความเจ็บปวดในสังคม" วางบนพื้นเกาะกลางถนน จากนั้นตำรวจได้เข้ามาเชิญตัวนายพริษฐ์พร้อมพวกขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังไปให้ข้อมูลที่ สน.นางเลิ้ง 
    ต่อจากนั้นเวลา 09.30 น. นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมด้วยนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ เดินทางมาทำกิจกรรมต่อเนื่อง โดยนายเอกชัยกล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์เคยบอกว่ามีความเป็นกลางทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ตรงกันข้าม ล่าสุดก็ยังให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน ซึ่งเป็นเพลงที่เปิดก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดวันที่ 6 ต.ค.2519 พล.อ.อภิรัชต์ไม่ควรฟังเพลงประเภทนี้เพราะเชยและล้าสมัย
    จากนั้นนายเอกชัยพร้อมพวกได้ทำกิจกรรมด้วยการสวมหน้ากากกันฝุ่นละออง นำตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่และเก้าอี้พับมาตั้งไว้บนฟุตปาธบริเวณใต้ต้นมะขามเกาะกลางถนนด้านหน้า บก.ทบ. พร้อมนำเชือกฟางสีขาวที่เตรียมไว้เพื่อประกอบการแสดงต่อสื่อมวลชน จากนั้นนายเอกชัยได้นำเชือกมาพันรอบคอตุ๊กตาหมีเตรียมพร้อมไว้ ต่อด้วยการเปิดเพลง “ประเทศกูมี” จากเครื่องขยายเสียงที่นำติดตัวมาด้วย หลังจากนั้นสมาชิกในกลุ่มก็ได้เตรียมนำตุ๊กตาหมีขึ้นผูกบนต้นไม้ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาห้ามให้หยุดกระทำกิจกรรมดังกล่าว พร้อมนำกำลังมาล้อมเป็นวงกลม 2 ชั้น ทำให้นายเอกชัยใช้เก้าอี้พับที่เตรียมมาจำลองเหตุการณ์ โดยการทำท่าตีที่นายโชคชัยแทน ประกอบเพลงประเทศกูมีที่เปิดขึ้นไปพร้อมกัน  
    ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้ใช้เครื่องขยายเสียงควบคุมฝูงชนแบบติดตามตัวเปิดเพลงความฝันอันสูงสุด เพื่อกลบเสียงเพลงประเทศกูมี ก่อนจะเชิญกลุ่มบุคคลทั้งหมดพร้อมอุปกรณ์ขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังของ สน.นางเลิ้งออกไป
    ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มของนายอนุรักษ์ ฟอร์ด เจนตวนิชย์ แกนนำเสื้อแดงราชประสงค์ พร้อมสมาชิกประมาณ 20 คน เดินทางมาสนับสนุนการทำกิจกรรมต่อต้าน พล.อ.อภิรัชต์ที่ให้เปิดเพลงหนักแผ่นดิน ก่อนที่จะสลายตัวไปหลังจากนายเอกชัยและพวกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัว
    หลังจากนั้น นายบัญชา ปรานนิวัฒน์ กลุ่มคนฝั่งธนรักสันติ เข้ายื่นหนังสือพร้อมดอกไม้ให้กำลังใจ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่าตนและพวกพร้อมอยู่เคียงข้างทหารทุกเหล่าทัพ เพราะเห็นว่าเหนื่อย ทำงานเสียสละดูแลประชาชน ซึ่งแม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ หากยังมีการเคลื่อนไหวและโจมตีวิพากษ์วิจารณ์ในอนาคต ตนและกลุ่มพร้อมจะมาให้กำลังใจแต่จะไม่ออกมาชุมนุมสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ควรเปิดเพลงคืนความสุข
    ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมในปัจจุบันมีการใช้งบที่หละหลวม เราไม่จำเป็นต้องมีนายพลถึงกว่าพันนาย และไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลถึง 4 แสนนาย เราเชื่อว่ากำลังรบของกองทัพในศตวรรษที่ 21 รูปแบบมันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เราอยากทำให้กองทัพทันสมัย เท่าทันโลก การตัดงบกองทัพจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เห็นว่าเรื่องที่เราเสนอเป็นภัยกับประเทศชาติ เพียงแต่สิ่งที่เสนออาจไปกระทบกับผลประโยชน์ของผู้นำกองทัพมาก เขาจึงต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นเรื่องปกติ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้มีหลายพรรคการเมืองอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ คสช. หากสถานการณ์นำไปสู่การรัฐประหาร พรรคอนาคตใหม่จะทำอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ตึงเครียดมาก หากเกิดอุบัติเหตุนิดเดียว อาจกลายเป็นสึนามิทางการเมือง ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันกดดัน อย่าเพิ่งลดการ์ดลง อย่าให้ใครใช้รัฐประหารในการแก้ปัญหาเพราะหากเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ประเทศจะพัง และขอฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าเทียมกันในทุกพรรคการเมือง เพราะนี่เป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่ทางออก แต่หากเกิดรัฐประหารจริง คนที่รับผิดชอบคือคนที่ทำ ทั้งนี้ไม่มีใครอยากล้มการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่แน่
    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ปกป้องผบ.ทบ.เรื่องเพลงหนักแผ่นดินว่า เพลงนี้เอาไว้ปลุกปั่นให้คนฆ่ากัน วันนี้การเอาเพลงหนักแผ่นดินมาเปิดนั้น ต้องการให้คนไทยฆ่ากันอีกหรือ ดังนั้นตนไม่เชื่อแน่นอนว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ ผบ.ทบ.ไม่รู้ประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นตนยังยืนยันว่าเพลงที่เหมาะที่สุดในเวลานี้คือเพลงคืนความสุขที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่ง
    "เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเป็นแชมป์ต่อ พรรคการเมืองก็ต้องเสนอว่า 4 ปีต่อไปนี้จะทำดีกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อย่างไร จึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ งบกองทัพ 5 ปี กับงบล้านล้าน ที่ไม่สอดคล้องกับความยากจนของประชาชน ซึ่งมีความยากลำบาก พรรคก็ต้องเสนอแนวทาง หนึ่งในนั้นก็เสนอลดงดกองทัพ เพราะประเทศไม่มีศึกสงคราม มีแต่ความยากจน เดือดร้อน เหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องมีเงินเอาไปแก้ไขสาธารณสุข การศึกษา และความยากจนของประชาชน" นายจตุพรกล่าว 
     นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า จากกรณีเพลงหนักแผ่นดิน แสดงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการเข้าสู่อำนาจของ คสช. นั่นก็คือเพื่อผลประโยชน์ของกองทัพ ทำให้เมื่อมีพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายลดงบประมาณกองทัพ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัว ผบ.ทบ.เอง ได้แสดงอาการไม่พอใจ และบอกให้ผู้เสนอนโยบายดังกล่าวไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน การกระทำเช่นนี้มองว่ากองทัพกำลังพยายามจะทำตัวเป็นมาเฟีย ทำตัวมีอำนาจ และมีอิทธิพลเหนือประชาชน เป็นการสร้างความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง ผิดมารยาททางการเมือง เพราะการนำเสนอนโยบายถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับกองทัพ ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพที่จะห้ามมิให้ใครวิพากษ์วิจารณ์ ผบ.ทบ. จึงต้องระมัดระวัง และพึงสำรวมว่าจากนี้ไปรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องอยู่เหนือกองทัพ
    "เพลงที่ควรนำมาเปิดตอนนี้มิใช่เพลงหนักแผ่นดิน แต่ควรเป็นเพลงคืนความสุข ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้แต่งเมื่อ 5 ปีก่อน เพลงนี้เคยเปิดบ่อยๆ เหตุใดช่วงหลังๆ นี้จึงไม่เปิดเลย คิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะที่สุด เพราะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าสิ่งที่รัฐบาลทหารพูด สัญญานั้น ไม่เป็นความจริง และจะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าควรคืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็วผ่านการเลือกตั้งได้แล้ว อย่าผิดคำพูดบ่อยๆ และขอเตือนว่าอย่าพยายามที่จะล้มกระดานการเลือกตั้งอีก เพราะครั้งนี้ประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไป" นายรยุศด์กล่าว
    ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความไม่พอใจของคนในสังคมที่มีต่อท่าทีของ พล.อ.อภิรัชต์ เรื่องการเปิดเพลงหนักแผ่นดินนั้น สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นในการปฏิรูปกองทัพ ต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วย เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดของทหารในกองทัพให้เข้าใจบทบาทของตนเองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาคัดเลือกนายทหารที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บังคับหน่วย ควรพิจารณาปูมหลังเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองด้วยว่าเป็นอันตราย หรือเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อการยึดอำนาจได้เมื่อสบโอกาส ซึ่งวิธีนี้น่าจะช่วยป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้อีกทางหนึ่ง
    "หากคนไทยส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรคการเมืองที่ชูนโยบายตัดงบประมาณในการซื้ออาวุธของกองทัพและยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร กองทัพก็ควรเคารพการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน" ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว และว่า บ้านเมืองของเราบอบช้ำมามากแล้วประเทศควรเดินไปข้างหน้าเสียที หากมีการล้มกระดานเลือกตั้งอีก สมควรถูกประณามว่าหนักแผ่นดินของจริง
ยุค"ปู"เพิ่มงบกห.มากกว่าปชป.
    นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงเรียกร้องให้เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ถอนข้อความที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกราฟฟิกที่ระบุว่า พรรคปชป.อนุมัติงบประมาณกองทัพและกระทรวงกลาโหมมากที่สุดในรอบ 12 ปี เพราะเป็นการเสนอข้อมูลเท็จ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้ามาเป็นนายกฯในเดือนธันวาคม 2551 แต่การจัดทำงบประมาณปี 2552 จัดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  ส่วนรัฐบาลพรรค ปชป. จัดทำงบประมาณปี 2553 และ 2554 ซึ่งพบว่างบกระทรวงกลาโหมปี 2553 ที่จัดทำโดยรัฐบาลพรรค ปชป. อยู่ที่ 154,032 ล้านบาท น้อยกว่างบปี 2552 ที่จัดทำโดยรัฐบาลนายสมชาย ซึ่งอยู่ที่ 170,157 ล้านบาท และงบปี 2554 ที่ทำโดยรัฐบาลพรรค ปชป. ซึ่งอยู่ที่ 168,502 ล้านบาท ก็เป็นตัวเลขต่ำสุดหากนับจากรัฐบาลถัดมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน 
    "ไม่อยากให้มีการใช้สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และขณะนี้หลายพรรคการเมืองมีการประกาศจะตัดงบทหารเท่านั้นเท่านี้ แต่ที่สุดก็ไม่เห็นมี  แต่เรายืนยันว่าการให้ข้อมูลกับประชาชนต้องมีความเป็นจริง จึงขอแจ้งไปยังเพจดังกล่าวให้ถอดข้อความเท็จนี้ภายใน 24 ชั่วโมง มิเช่นนั้นพรรคจะดำเนินคดีทางกฎหมายข้อหาที่นำเอาข้อมูลที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์"  
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการจัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในช่วงที่มีการรัฐประหารอย่างไร นายธนาธรกล่าวว่า หลายงบประมาณที่ประชาชนมีความเคลือบแคลง โดยเฉพาะงบจัดซื้อเรือดำน้ำ  หรืองบจัดซื้อรถถัง ที่มองว่ายังไม่มีความจำเป็น และควรนำงบนี้มาช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าได้ประโยชน์มากกว่า เพราะปัจจุบันการสู้รบของทหารน่าจะมีความจำเป็นลดน้อยลง
    ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคปชป. ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค โพสต์เฟซ บุ๊กระบุว่า ไม่มีเจตนาจะปกป้องหรือกล่าวหาใคร แต่หากดูจากตารางจะเห็นว่า งบทหารเพิ่มขึ้น (เกือบ) ทุกปีจริง แต่ตามจริงงบทุกกระทรวงก็เพิ่มขึ้นตาม GDP ที่สูงขึ้นเหมือนกัน ปีเดียวที่กล้าปรับลดงบทหารลงไปคือในสมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร เป็น รมว.กลาโหม) หากวัดจากสัดส่วนต่อ GDP เราจะเห็นว่างบทหารไม่ได้ผิดปกติ และลดลงต่อเนื่องในยุค คสช. แต่ละประเทศจะมีการจัดสรรงบทหารตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ของตน ปกติจะใช้วิธีเปรียบเทียบกับ GDP ซึ่งจะเห็นว่ามีทั้งต่ำกว่าและสูงกว่าเรา
     "การใช้งบรัฐไม่ว่าจะงบประมาณรายจ่ายประเภทใดก็ตาม (รวมถึงงบทหาร) ต้องโปร่งใส แต่ทุกฝ่ายไม่ควรเพิ่มเงื่อนไขความแตกแยก โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง ประชาชนควรดูพฤติกรรมของทุกรัฐบาลในอดีตว่าเคยมีท่าทีอย่างไร พรรคที่ประกาศว่างบทหารต้องลดลง เคยมีการปรับงบทหารลงในยุคที่มีอำนาจหรือไม่ ในสมัยเราเป็นรัฐบาล กลาโหมร้องของบซื้อเรือดำน้ำ คุณอภิสิทธิ์ถามว่า ‘ทหารเรือเราใช้เรือดำน้ำเป็นหรือยัง? และจึงมีนโยบายให้ไปฝึกมาก่อนที่คิดจะซื้อ สุดท้ายไม่ได้มีการจัดซื้อเรือดำน้ำในยุคเรา" นายกรณ์ระบุ 
    ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวกรณีพรรคการเมืองเสนอตัดงบประมาณกลาโหมว่า เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเสนอ แต่การนำเสนอต้องอยู่กับข้อเท็จจริงและเหตุผล ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี มีอยู่ยุคหนึ่งที่งบกลาโหมลดลง นั่นคือสมัยที่ตนเป็นรัฐบาล และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กห. แปลว่าปรับลดงบ กห.ได้ แต่ต้องมีเหตุผลว่าลดเพราะอะไร อยากเห็นพรรคการเมืองสร้างสรรค์ การวิพากษ์วิจารณ์ทำได้ แต่อย่าให้เกิดบรรยากาศขัดแย้ง 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีหลายพรรคการเมืองพูดถึงนโยบายลดงบประมาณกองทัพว่า ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว ถ้ารั้วเราไม่แข็งแรงขโมยจะเข้าบ้าน ที่ผ่านมาขโมยเข้าบ้านเยอะ เราต้องเรียนรู้วิธีอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมาพี่น้องทหารก็มีความเสียสละ เช่น ทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้คนไทย เราจะไปบอกว่าทหารไม่ดีก็ไม่ได้ เพราะทุกคนต่างทำหน้าที่วันนี้เราต้องรีเซตใหม่ ประชาธิปไตยจะกลับมาสู่ประเทศ ทุกคนปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ถ้าใครต้องการเห็นความขัดแย้งหรือสนับสนุนให้มีความขัดแย้งในบ้านเมือง คนนั้นคือคนหนักแผ่นดิน
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า คสช.และกองทัพควรวางเป็นกลางตัว ทำให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม รวมทั้งยอมรับผลการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะได้ไปกาบัตรในวันที่ 24 มี.ค.อย่างแน่นอน 
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวขณะที่เดินพบปะประชาชนที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า "ทหารคือปัญหาของบ้านเมือง ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา หากผมได้มีโอกาสเข้าไปบริหารบ้านเมือง ต้องไม่มีเกณฑ์ทหาร ต้องยุบหน่วยทหารที่ไม่จำเป็นออก กองบัญชาการทหารสูงสุดต้องยุบ กองทัพน้อยต้องยุบ ศาลทหารไม่มีศึกสงคราม ไม่ต้องมี”. 

อ้างทำตามพระประสงค์

ทะแนะ “ทษช.” ยกเอกสาร 20 หน้าสู้ยุบพรรค พร้อมชงพยาน 19 ปาก กก.บห.ยกชุดพร้อมคนนอกอีก 5 ราย หวังใช้ 3 ข้อหลัก 8 ประเด็นย่อยสู้ยิบตา ย้ำทำตามประสงค์ “ทูลกระหม่อมฯ” ที่สำคัญไม่เคยมีกฎหมายห้ามนั่งนายกฯ หัวหมอบอกเมื่อถูกตัดชื่อเป็นแคนดิเดตก็เท่ากับไม่เคยเสนอชื่อ พ่วงอัด กกต.ใช้พระราชโองการเล่นงาน
เมื่อวันพุธที่ 20 ก.พ. ถือเป็นวันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวคดียุบพรรค ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจากการเสนอชื่อบุคคลสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของ ทษช. โดยนายสุรชัย ชินชัย และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความพรรค ทษช. ได้นำพยานเอกสารกว่า 20 หน้าเสนอต่อศาล
    ต่อมานายสุรชัยให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นหลักที่ยื่นแก้ข้อกล่าวหามี 3 ประเด็น 1.ยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ และไม่มีเจตนาพิเศษใดๆ ที่มุ่งหวังให้เป็นอย่างอื่น และได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2.การเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ความหมายของคำว่าปฏิปักษ์ตามพจนานุกรมหมายถึงศัตรู ฝ่ายตรงข้าม น่าจะหมายถึงการนำระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ หรือกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113  เพราะคำร้องยุบพรรค ทษช.ได้ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งถือเป็นคำร้องประเภทเดียวกับคดีอาญา การเพิกถอนสิทธิสมัครตลอดชีวิตไม่ต่างจากการประหารชีวิตในทางการเมือง     และ 3.กกต.มีมติยื่นยุบพรรคเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อนเป็นการข้ามขั้นตอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพรรคได้ยื่นบัญชีพยานบุคคล ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คน และพยานคนกลางซึ่งเป็นคนนอก 5 ปาก 
    “ถ้ามีโอกาสควรให้ประชาชนได้ลงคะแนนวันที่ 24 มี.ค. ก่อนจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้  ซึ่งผมเชื่อมั่นในความยุติธรรมที่ศาลจะเมตตาต่อเรา”นายสุรชัยกล่าวตอบถึงกรณีเวลาตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
    มีรายงานจาก ทษช.แจ้งว่า พยานบุคคลภายนอก 5 ปากที่นำเสนอจะไม่มีรายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ทั้งนี้ ในประเด็นข้อต่อสู้ 3 ประเด็นหลัก ทษช.ยังได้แยกย่อยออกเป็น 8 ประเด็น คือ1.การดำเนินกิจการของพรรค ทษช.เป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.พรรคทำตามประสงค์และความยินยอมของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ.2515 และข้อบังคับพรรค เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ทูลกระหม่อมฯ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี
    3.พรรคเข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ เป็นการกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88, 89 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 13 และ 14 ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  
    4.เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 ก.พ.2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกฯ ไปแล้วเมื่อเวลา 09.00 น. พรรคได้แถลงโดยทันทีในวันที่ 9 ก.พ. เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เป็นการแสดงเจตนารมณ์โดยชัดเจนว่าพรรคไม่ติดใจในการเสนอชื่อนายกฯ
    5.การกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา 89 ประกอบมาตรา 87 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 13 และมาตรา 14 ให้ถือว่าการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้
    6.พรรคเห็นว่าคำว่าปฏิปักษ์ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของพรรคได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความประสงค์ของทูลกระหม่อมฯ ที่อาสา และยินยอมให้ผู้ถูกร้องเสนอชื่อ มิใช่แอบอ้างโดยพลการ
    7.กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคว่ากระทำผิดตามมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 คำขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะ กก.บห.นั้น เป็นการขยายความของพระราชโองการที่เป็นโทษเป็นเรื่องที่มิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง อันเป็นการนำพระราชโองการมาแอบอ้างใช้อย่างมีเจตนาไม่สุจริต เป็นการกล่าวหาโดยสร้างฐานความผิดใหม่ซึ่งไม่มีฐานกฎหมายใดๆ บัญญัติไว้ และ 8.มติการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 
วันเดียวกัน ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ได้โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมภาพกำลังนั่งทำงานสั้นๆ ว่า “สู้ต่อไปในยามยากลำบาก Fighting through the hard time” 
    ส่วนที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ ม.ล.ณัฏฐพล เทวกุล  ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 กทม. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ถือเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย และทราบว่าคำชี้แจงดังกล่าวฝ่ายกฎหมายได้ให้คณะ กก.บห.พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ การหาเสียงจะไม่พูดเรื่องคดีความ.

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พปชร. เปิดตัว 5 นโยบายเศรษฐกิจ กทม.

พปชร. เปิดตัว 5 นโยบายเศรษฐกิจ กทม. เผยคะแนนยิมดีต่อเนื่อง เพราะไม่สร้างความขัดแย้ง เตือนอย่าดึงกองทัพมาเกี่ยวการเมืองเพราะรัฐประหารที่ผ่านมาเกิดจากนักการเมือง กองทัพไม่ใช่ต้นเหตุ
เวลา 09.50 น. ที่ร้าน S N P แกนนำพรรคพลังประชารัฐ นำโดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค แถลงเปิด 5 นโยบายเศรษฐกิจ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ ‘Bangkok OK’ ได้แก่
1.Super high speed wifi 5G นำร่อง 9 พื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บางขุนเทียน สีลม จตุจักร เยาวราช ดอนเมือง เจริญนคร เจริญกรุง สยาม-ราชประสงค์
2. เว็บไซต์ Bangkok Ok Shop ให้เป็นพื้นที่ค้าขายออนไลน์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ระดับโลกโดยรับสินค้าจากคนกรุงเทพฯ เพื่อโปรโมทไปทั่วโลก ลดต้นทุนการตลาดและประชาสัมพันธ์ของผู้ผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมโปรโมชั่นจากสินค้าต่างๆในเว็บไซต์
3.เปิดถนนคนเดินประชารัฐ 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ ให้เป็นสถานที่ค้าขายและพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว จัดระเบียบผู้ค้าขายให้เหมาะสมปลอดภัย
4.start up สามารถจดทะเบียนและอนุมัติได้ภายใน 1 วัน
5.ติดปีกธุรกิจ กองทุนสนับสนุนสมาร์ทไอเดีย เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นเงินทุน สามารถระดมทุนสร้างธุรกิจได้จริง
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายกรุงเทพมหานครจะเชื่อมโยงกับนโยบายภาพรวมประเทศของพรรค โดยมีผู้สมัคร ส.ส.ร่วมพิจารณาช่วยกันทำให้ตอบสนองกับความต้องการของประชาชน จึงขอให้มั่นใจว่าพรรคไม่ได้พูดนโยบายไปเรื่อยๆ แต่ต้องตอบโจทย์และขับเคลื่อนได้ในทางปฏิบัติ และในทุกวันอังคารหลังจากนี้อีก 3 สัปดาห์ขอให้ติดตามนโยบายใหม่ๆ ของพรรคได้ เรียกได้ว่าเร้าใจอย่างแน่นอน
นายสนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า ความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พรรคไม่ประมาทเพราะช่วงโค้งสุดท้ายถือเป็นการต่อสู้ของพรรคการเมืองหลายๆ พรรค พรรค พปชร. มีจุดยืนที่ชัดเจนคือไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับใครและทำให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า จึงเชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้ประชาชนเลือกสนับสนุนพรรค
ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยื่นเรื่องต่อ กกต. ให้ยุบพรรค พปชร. นายสนธิรัตน์ ระบุว่า พรรคไม่ต้องเตรียมอะไร นอกจากความจริง เพราะการเมืองมักจะสร้างประเด็น แต่บางประเด็นก็ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง ดังนั้นพรรคก็จะเตรียมข้อเท็จจริงไปชี้แจง และมั่นใจว่าพรรคไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ หรือผิดเงื่อนไขซึ่งเรื่องดังกล่าวทางฝ่ายกฎหมายพรรคจะเป็นผู้ดำเนินการ
นายสนธิรัตน์ ยังชี้แจง กรณีที่หลายพรรคการเมืองเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมเวทีดีเบต ว่าต้องไปดูข้อกฎหมาย แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯในนามของพรรค แต่สถานะยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่เหมาะที่จะลงมาดีเบต และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่จำเป็นต้องดีเบตเพราะที่ผ่านมาก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ในนามนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องอยู่แล้ว พปชร. เรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มานั่งแคนดิเดตนายกฯ เพราะตัวตนของ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนหน้าที่ดีเบตและการนำเสนอนโยบายเป็นหน้าที่ของพรรค ดังนั้นโดยกฎหมายไม่อนุญาตให้ลงมาดีเบตได้ เนื่องจากไม่ใช่สมาชิกพรรค ขอให้แยกให้ชัดเจน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการปฏิรูปกองทัพที่หลายพรรคเสนอนโยบายตัดงบประมาณและยกเลิกเกณฑ์ทหาร นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ประเด็นปฏิรูปกองทัพเป็นกรอบความคิดที่กองทัพเองไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป และนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เน้นการปฏิรูปในทุกด้าน ไม่เฉพาะเจาะจง และในทางปฏิบัติกองทัพก็ได้ปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ที่เป็นประเด็นขณะนี้ หลายพรรคไปเจาะจงที่การลดงบประมาณซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปทั้งระบบ สิ่งเหล่านี้ต้องดูความเป็นจริงประกอบกัน พปชร. ก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวไว้ แต่ไม่ได้เจาะจงที่กองทัพอย่างเดียว เพราะปฏิรูปต้องปฏิรูปทั้งประเทศ ดังนั้นการพูดถึงกองทัพขณะนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่แท้จริงแต่เป็นประเด็นทางการเมืองให้กองทัพต้องมารับผิดชอบทางการเมืองมากกว่า
นายสนธิรัตน์ ปฏิเสธด้วยว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หน้าที่ของกองทัพคือการดูแลความมั่นคง ส่วนรัฐประหารทุกครั้ง ต้นเหตุเกิดมาจากนักการเมือง ไม่ได้เกิดจากกองทัพ ดังนั้นการแก้ที่กองทัพเพื่อป้องกันรัฐประหารจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ถ้าย้อนหลังกลับไปรัฐประหารทุกครั้งเกิดจากความล้มเหลวของฝ่ายการเมืองที่ไม่สามารถดำเนินการแบบปกติได้ แม้กระทั่งการรัฐประหารเมืองปี 2557 ก็ไม่ได้รัฐประหารรัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่เป็นรัฐบาลรักษาการที่เดินหน้าไม่ได้ ประเทศไปต่อไม่ได้ เลือกตั้งก็ไม่ได้ เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน กองทัพจึงเข้ามาแก้ปัญหา ดังนั้นการปฏิรูปกองทัพวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อยากให้เอาเวลาไปแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่เร่งด่วน เพราะส่วนตัวเชื่อว่ากองทัพรับฟังในความคิดเห็นต่างๆ แต่สิ่งเรานั้นยังมีเวลาในการพูดคุยพิจารณา

ล้มโต๊ะเข้าทางใคร

เพลง “หนักแผ่นดิน” ดังกระหึ่มเมือง

บรรยากาศแบบที่ “อ๋องการเมือง” เบอร์ใหญ่ๆพูดตรงกัน เพลงนี้ขึ้นทีไร นึกถึง “6 ตุลา”

ม่านหมอก “ฝุ่นพิษการเมือง 2.5” ฟุ้งอยู่ในภาวะอึมครึม

เพราะมันคือ “รอบตัดเชือก”

อารมณ์แบบที่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำสายบู๊พรรคเพื่อไทย ปราศรัยบนเวทีช่วยลูก “วัน อยู่บำรุง” โดยมี “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ร่วมอยู่ในฉากบู๊ล้างผลาญประกาศตัดงบฯกระทรวงกลาโหม โละเกณฑ์ทหาร

ชูมือโชว์พลัง “เรียกขวัญ” ลูกข่ายทีมดูไบ

สู้กับหมาก “250 ส.ว.” และบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่เปิดทางทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลากเทอมยาวต่อได้ถึง 8 ปี

โอกาสสุดท้าย ถ้ารอบนี้ “นายใหญ่” พลิกเกมชิงอำนาจคืนไม่ได้ มีหวังแพ้สังขาร หมดแรงไปตามกาลเวลา

ไฟต์บังคับ เดิมพันเป็นเดิมพันตายระดับนี้ ทีมดูไบไม่ยอมถอยแน่

แต่ในสถานการณ์ลำบาก จากโจทย์ยากๆที่ต้องไล่เก็บแต้ม เบ่งตัวเลขสู้กับ 250 ส.ว. พอเปิด “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ก็ยิ่งเหนื่อยหนักไปกันใหญ่

“ไพ่ตาย” ยี่ห้อ ทษช.ส่อทำพังยกรัง

เกมถนัดเลือกตั้งของยี่ห้อ “ทักษิณ” ไม่ได้อยู่ในจุดได้เปรียบอีกต่อไป

ในจังหวะที่จับไต๋ อ่านทางได้ ทีมดูไบ ลูกข่าย “นายใหญ่” เปลี่ยนเกมเล่น หันมาเน้น “สงครามประสาท” เปิดเกมจิตวิทยากับฝ่ายคุมเกมอำนาจท็อปบูต

ตามสูตร ยั่ว ยุ แหย่

และนั่นก็เข้าเหลี่ยมพอดี กับปรากฏการณ์ “หนักแผ่นดิน” ที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. คำรามใส่ “เจ้าแม่เมืองกรุง” พรรคเพื่อไทย

แทบจะทันทีทันใด ลูกข่ายสายตรงแนวร่วมทีมดูไบทั้งในและนอกประเทศ แปรรูปขบวนรบ รุมถล่ม “จ่าฝูงกองทัพบก” ย้อนศร ย้อนเกล็ดกันมันปาก

สนามรบโซเชียลมีเดียร้อนเป็นไฟ

นก หนู กระรอก กระแต แหย่ “กระตุกหาง” ราชสีห์กันสนุกสนาน

หาญกล้าท้าทายถึงขั้น “ทนายคนเสื้อแดง” ประกาศลั่น ถ้าฝั่ง “ทักษิณ” ชนะเป็นรัฐบาล ภารกิจแรกคือปลด “บิ๊กแดง” จาก ผบ.ทบ.

“ยั่วตบะ” กันสุดฤทธิ์

ล้อไปกับปฏิบัติการดิสเครดิต ทีมทนาย “ทักษิณ” มือปืนรับจ้าง “สอย” ของทีมดูไบ เดินหน้าไล่ฟ้องยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร้องคัดค้านคุณสมบัติ

เตะสกัด “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อในบัญชีนายกฯ พปชร.

ย้อนศร เบิ้ลกลับ สถานการณ์ยุบพรรคไทยรักษาชาติที่ส่อลามถึงค่ายหลักพรรคเพื่อไทย

เดินหมากลากเข้ามุมอับ วัดใจล้มทั้งกระดาน

เร้าฉาก “มโนโซเชียลฯ” ทีมกองเชียร์ “ทักษิณ” สื่อฝั่งถือหางทีมดูไบ กระพือกระแส แห่ข่าวลือรัฐประหารกันรายวัน
เหมือนต้านปฏิวัติ แต่ลึกๆแอบลุ้น “ล้มกระดาน” เพื่อหวังการณ์ใหญ่ข้างหน้า

ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นฝ่ายขุนทหาร คสช. ทั้ง “นายกฯลุงตู่” และ “บิ๊กแดง” ที่ประสานเสียงยืนยัน เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ตามกำหนดเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ขอให้ทุกฝ่ายทำไปตามหน้าที่ อย่าล้ำเส้น

ตามรูปการณ์ทหารอ่านเกมออก มองขาดสถานการณ์ที่ทีมดูไบเพลี่ยงพล้ำจาก “บิ๊กเซอร์ไพรส์” พรรคไทยรักษาชาติ พลาดตั้งแต่ต้นเกม

ไม่ชนะแน่ ต้องเปลี่ยนเกมล้มกระดาน

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ อ่านกันมุมนี้ ยังไงก็ไม่น่ามีรายการ “แอ่นแอ๊น”

ในเมื่อทุกอย่างยังเดินหน้า โอกาสอยู่ในมือ “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อตามเส้นทางธรรมชาติ

หรือถึงแม้เกิดเหตุพลิกผันจำเป็นต้องผ่าทางตันด้วยปฏิบัติการล้มกระดาน อำนาจก็ยังอยู่ในมือ “นายกฯลุงตู่”

กับสถานะของ “ผู้ถูกเลือก” ยังไงก็ใช่อยู่วันยังค่ำ.

ทีมข่าวการเมือง

ชำแหล่ะธนาธรร้ายยิ่งกว่าทักษิณ

    "บิ๊กตู่" เดินตลาดต้องชม อยุธยา ชวนปชช.ไหว้พระสวดมนต์ขอบ้านเมืองเป็นสุข ยันแค่มาเที่ยวไม่เกี่ยวอย่างอื่น วอนหาเสียงอย่าโจมตีกันจนประเทศเสียหาย "พรรคการเมือง" ลงพื้นที่คึกคัก  "อ๋อย-เต้น" ลั่นพร้อมช่วยผู้สมัคร ทษช.ขอคะแนน ย้ำไม่พูดเรื่องยุบพรรค "เจ๊หน่อย" ควง "โอ๊ค" ลุยอุบลฯ บอกพรรคไม่มีเส้นต้องทำงานหนัก "พานทองแท้" ผวา! ซ้ำรอยพ่อ ปัดเล่นการเมืองเต็มตัว "ขรก.คลัง" ชำแหละนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ชี้ทำจริงไม่ได้สักอย่าง ซัด "ธนาธร" ปลิ้นปล้อนอันตรายยิ่งกว่าทักษิณ
    เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่วัดวชิรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ได้เดินชมตลาดต้องชม (ตลาดหลวงปู่ทวด) ทักทายกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โดยตลอดเส้นทางนายกฯ ค่อนข้างระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงการทำงานของรัฐบาลหรือเรื่องการเมือง โดยขอให้ประชาชนช่วยกันไหว้พระสวดมนต์ให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
    พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนคุยกับประชาชนในระหว่างพักผ่อนอิริยาบถที่ร้านกาแฟกรุงศรี บริเวณอาคารริมน้ำ ว่าตลาดนี้เป็นตลาดของรัฐบาล เรามีตลาดด้วยกันหลายแบบ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยจะขายของลำบาก ร้านค้าจึงต้องหาอะไรมาดึงดูดใจ ขอให้สะอาด สวยงาม น่าเที่ยว ชาวต่างชาติจะนิยมชมชอบ โดยรัฐบาลนี้ได้จัดทำตลาดลักษณะนี้กว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกตลาดดีขึ้น ตลาดใดไม่เปลี่ยนแปลง สกปรก จะลำบาก และขออย่าขายของแพงมากนัก ขอให้ช่วยลูกค้าด้วย 
    "วันนี้เป็นวันมาฆบูชา ขอให้มีความสุข นายกฯ มาทำพิธีปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิที่นี่ ก็เลยถือโอกาสมาเที่ยว ไม่ได้มาทำเพื่ออะไรทั้งสิ้น เข้าใจไหม เรารู้กันอยู่แล้ว เรารักกันอยู่แล้ว รักกันทุกวันใช่ไหม เมื่อมีการเลือกตั้งก็ขอให้ช่วยกันหาเสียงในทางที่ดี อย่าโจมตีกันไปมา มันไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ไม่มีใครเขาทำแบบนี้หรอก ประจานตัวเองอย่างนี้ไม่ได้ อย่าทำเลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอยู่นั้น มีประชาชนกลุ่มหนึ่งพร้อมใจกันพูดว่า “รักพ่อนะคะ” 2-3 ครั้ง ซึ่งเป็นคำที่ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ใช้เรียกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า “ฟ้ารักพ่อ” นอกจากนี้ก่อนเดินทางกลับนายกฯ และคณะได้เดินทักทายกับประชาชนตลอดทาง และได้หยุดโยนเหรียญเสี่ยงทายใส่ในบาตร ซึ่งเหรียญได้หล่นเข้าไปในบาตรที่ระบุคำว่า “ผู้เป็นที่รัก", "พ้นทุกข์", "ก้าวหน้า" และ "สำเร็จ” ส่วนแบงก์พันได้ตกนอกบาตร หลังคำว่า “สมบูรณ์พูนสุข” 
    ด้านพรรคการเมืองต่างๆ ตลอดทั้งวันหยุดราชการวันมาฆบูชา ได้ออกหาเสียงกับประชาชนตามสถานที่ต่างๆ อย่างคึกคักเหมือนเช่นทุกวัน โดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยากจะขอให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศต่อไป  
    รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์มีผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการอีอีซี รถไฟฟ้า รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งทำให้บ้านเมืองสงบ เมื่อบ้านเมืองสงบทำให้มีนักท่องเที่ยวปีละ 37 ล้านคนเข้ามาเที่ยว ทำเงินเข้าประเทศปีละกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศนั้น ตนเชื่อว่าหากพรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะมีผู้บริหารมืออาชีพมากมายมาช่วยบริหารทางด้านเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างแน่นอน
    "หากมองให้ลึกแล้วกลุ่มการเมืองที่จับมือกันและอยู่ตรงข้ามกับพรรค ไม่ได้เป็นกลุ่มประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะมีคนต่างแดนอยู่ข้างหลังหรือไม่ อยากให้พี่น้องประชาชนไตร่ตรองให้ดีว่า ที่ผ่านมานั้นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจนบ้านเมืองเสียหาย นำมาซึ่งความขัดแย้งต่างๆ นั้นมาจากใคร ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทราบดี ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่าปล่อยให้เครือข่ายหรือสายพันธุ์ทุจริตกลับมาอีก" รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าว
ทษช.ฮึดลุยหาเสียงต่อ
    ที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค ทษช. พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรค, นายนิคม ไวรัชพานิช, นายสุธรรม แสงประทุม, นพ.เหวง โตจิราการ,  นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันแถลงข่าวเดินหน้าทำกิจกรรมการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง แต่จะไม่ขอพูดถึงกระบวนการต่อสู้คดียุบพรรค
    นายจาตุรนต์กล่าวว่า หลังจาก กกต.ยื่นยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้ชี้แจงเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน จึงงดการปราศรัยไว้ก่อน เพื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีเวลาไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดกรรมการบริหารพรรคได้หารือมาทางคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง โดยได้ฟังเสียงสะท้อนจากผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตต่างๆ ที่ยังคงหาเสียงเป็นปกติ ยังได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี และอยากให้แกนนำพรรคไปช่วยหาเสียง 
    "เราจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ทั้งคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แกนนำพรรค จะกลับมาทำหน้าที่ปกติ ไปช่วยผู้สมัครหาเสียง ส่วนการปราศรัยเปิดเวทีขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ขอดูสถานการณ์สั้นๆ อีกระยะ ถ้าไม่มีเหตุแทรกซ้อนหรือที่อาจจะเป็นปัญหา การปราศรัยใหญ่จะเกิดตามปกติอย่างที่เคยทำ โดยในการไปปราศรัยหาเสียงนั้นจะไม่มีคณะกรรมการบริหารพรรคเดินทางไปด้วย เนื่องจากอยากให้มีสมาธิในการต่อสู้คดียุบพรรค" นายจาตุรนต์กล่าว
    ส่วนนายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณี กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรค ยืนยันจะดำเนินการต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากมีการเคลื่อนไหวกรณีนี้นอกศาล ไม่ได้เป็นการดำเนินการในนามพรรค หากใครเคลื่อนไหว ถือเป็นความรับผิดชอบของคนนั้นๆ 
    "ในการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครระบบเขตเลือกตั้ง ทีมรณรงค์หาเสียง 7 ชุด จะขับเคลื่อนตามปกติ ส่วนเวทีปราศรัยใหญ่ แทบทุกพรรคได้เปิดเวที แต่กรณีของเราขอพิจารณาสถานการณ์ความพร้อมสักระยะ ถ้าเห็นว่าทุกอย่างเดินหน้าได้ จะประกาศในโอกาสต่อไป" นายณัฐวุฒิกล่าว
    จากนั้นนายจาตุรนต์พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิลงพื้นที่แฟลตการเคหะบางนา แนะนำตัวนายกวีวงษ์ อยู่วิจิตร ผู้สมัครฯ เขตที่ 21 โดยการเดินพบปะประชาชนในพื้นที่ ซึ่งบรรยากาศประชาชนได้ให้การต้อนรับเข้ามาทักทายย่างเป็นกันเอง จากนั้นแกนนำได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีย่อย
    ที่ จ.อุบลราชธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่เขต 3 อำเภอวารินชำราบ อำเภอนาเยีย ช่วยน.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี ผู้สมัคร ส.ส.พรรค พท. หาเสียง โดยคุณหญิงสุดารัตน์เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมอวยพรให้ค้าขายดี และขอให้อดทนกับความยากลำบากในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา 
    "ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยต้องต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเราเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีเส้น ก็จะต้องทำงานหนักกว่าเขา" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
โอ๊คเข็ดกลัวซ้ำรอยพ่อ
    ต่อมาคุณหญิงสุดารัตน์พร้อมด้วยนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ลงพื้นที่ตลาดสด ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 อุบลราชธานีหาเสียง โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวระหว่างเดินตลาดตอนหนึ่งว่า วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว มากับลูกชายของคนที่ท่านคิดถึงที่สุด พานทองแท้ ชินวัตร พานทองแท้ลูบได้ จับได้ กอดได้ ไม่ว่าอะไร เชิญเลย มาเลย คิดถึงใครก็มากอดให้หายคิดถึงได้ 
    นายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้มาเดินอย่างนี้ 4-5 ปีแล้ว มีกำลังใจ กลับไปมีแรงทำงาน ไม่เหนื่อย เจอชาวบ้านก็มีกำลังใจ ชอบ
    ถามว่าในอนาคตจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ นายพานทองแท้ตอบทันทีว่า "ไม่ฮะ พยายามไม่เอา กลัว เห็นบทเรียนมาแล้ว ดูพ่อกับอาผมสิ"
    ถามอีกว่ายุคใหม่อาจจะไม่ร้ายแรง นายพานทองแท้กล่าวว่า ก็ขอให้เปลี่ยนก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน
    ที่ จ.สตูล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปชช.) พร้อมแกนนำพรรค เดินทางมาร่วมถวายภัตตาหารและฟังธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาโดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 100 คน  ที่ป่าช้าจีน หมู่ 4 ต.คลองขุด อ.เมืองฯ จ.สตูล จากนั้นเดินทางไปที่ร้านสตารินทร์รีสอร์ท ต. พิมาน อ.เมืองสตูล เพื่อร่วมรับประทานอาหารร่วมกับนายรอสี ใบกาเด็ม ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ของพรรค
    พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า นโยบายพรรคประชาชาติไม่ใช่นโยบายตามปกติเหมือนพรรคอื่นๆ พรรคยังมีนโยบายที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการ หมายถึงว่าอะไรที่เป็นสวัสดิการ จะต้องเป็นสิทธิ และสิทธิจะต่างกับหน้าที่  สิทธิต้องเสมอกัน อย่างเช่น  การยกระดับบำนาญผู้สูงอายุ อายุ 60 ปี 3,000 บาท เป็นการแก้ปัญหาความยากจน และอย่างน้อยคนอายุ 60 ปี ต้องมีข้าวกิน เชื่อว่าผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้ง 2 เขตจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สตูลได้
    สำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางช่วยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 25 บางขุนเทียน หาเสียงที่ตลาดบิ๊กซี พระราม 2 และหมู่บ้านการเคหะ ธนบุรี 2 ตั้งแต่เช้า โดยเดินพูดคุยทักทายพ่อค้าแม่ค้า
    นายปิยบุตรกล่าวว่า อยากให้ทุกๆ ท่านได้เห็นถึงความตั้งใจ และขอโอกาสให้กับคุณณัฐชา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 25 บางขุนเทียน ผู้ชายที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ เรียนจบช่างกลสยาม และด้วยความมุ่งมั่น สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตจนเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ก่อตั้ง บจก. ซีม ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) คุณณัฐชาเป็นคนที่ความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะเข้าร่วมแก้ไขปัญหาในเรื่องความเป็นอยู่ และปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น
    อย่างไรก็ตาม วันเดียวกัน ได้มีแฟนเพจ "Drama Fight - ศึกวันดราม่า" มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ที่ระบุว่า มาจากนางณิฏฌาพัทน์ แป้นแก้ว หรือ "อัน" อดีตผู้สมัครลง ส.ส. เขต 1 จ.ลำปาง พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นผู้ชนะโหวตภายใน แต่พรรคกลับไม่ส่งเธอลงสมัคร และไปเลือกนางฑิพาฎีพ์ ปวีณาเสถียร แทน โดยนางณิฏฌาพัทน์ก็ระบุว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความจริง
    นอกจากนี้ ช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ นางณิฏฌาพัทน์ยังได้เผยด้วยว่า เมื่อตนได้การสอบถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงส่งอีกคนเป็นตัวแทน ทั้งๆ ที่ตนเองชนะการโหวต ก็ได้รับคำตอบจากเลขาธิการพรรคว่า กลัวเสียหน้า นอกจากนี้เธอยังบอกด้วยว่าผู้สมัครอีกคนนั้นไม่เคยมาที่สำนักงาน ไม่มาประชุม รวมถึงไม่เคยมาร่วมกิจกรรมใดๆ ของพรรคเลย โดยมาแค่ครั้งเดียวตอนที่หัวหน้าพรรคมาเท่านั้น
ซัดแหลก'ธนาธร'ขายฝัน
    ขณะที่เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ของนายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ข้อคิดเห็นของข้าราชการกระทรวงการคลังคนหนึ่ง เรื่อง "ทำไมพรรคอนาคตใหม่ของธนาธรอันตรายถึงขั้นจำเป็นต้อง ตระหนัก?"
    เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ก่อนเลือกตั้งผมจะต้องเขียนบทความที่ชี้แจงถึงความอันตรายของธนาธรว่าเขาเป็นคนโกหกหลอกลวง ตอแหลปลิ้นปล้อนขนาดไหน เพราะนโยบายทั้งหมดที่เขาได้กล่าวไปในการหาเสียง แทบจะทำจริงไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการยกเลิกทหารเกณฑ์ การลดงบประมาณของกองทัพอย่างมหาศาล การให้สวัสดิการรักษาพยาบาลประชาชนเทียบเท่าข้าราชการ การปรับปรุงปฏิรูประบบทุน ทุกสิ่งที่พูดไปหากทำได้จริงประเทศก็จะล้มละลายภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าเขารู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งที่พูดไปทำไม่ได้ แต่ก็ยังจะใช้หาเสียง มนุษย์คนนี้อันตรายยิ่งกว่าทักษิณ ชินวัตร
    "ถ้าหากให้พูดอย่างสั้นๆ เอาง่ายๆ ตั้งแต่การยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหาร และเปลี่ยนมาใช้เงินจ้างในอัตราสูงๆ รวมถึงให้สวัสดิการทหารเกณฑ์ แน่นอนว่าแค่นโยบายนี้นโยบายเดียวก็ทำให้คลังแตกได้เลยเพราะหากจะต้องให้คนเต็มใจที่อยากจะเป็นทหารเกณฑ์หรือเป็นพลทหารโดยการใช้เงินเดือนสูงๆ มาล่อ ถ้าหากเราต้องการกำลังพลเพียง 50,000 หาเงินที่ต้องใช้มหาศาล ขณะที่เรียกได้ว่าต้องยุบข้าราชการประจำ 1 กระทรวงเล็กๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ หากให้สวัสดิการเทียบ ขรก. แถมพ่วงด้วยหมายถึงว่าเราจะต้องใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาลในการออกวิ่งคนพวกนี้ รวมถึงพ่อแม่และลูกเมียเขา ซึ่งนโยบายทางสาธารณสุข งบประมาณตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หากพ่อของพลทหารคนหนึ่งมีปัญหาที่ต้องฟอกไตทุกเดือน และแม่ของพลทหารคนหนึ่งมีปัญหาเรื่องเบาหวาน แค่นี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็จะเพิ่มขึ้นมาเดือนนึงหลักแสน คนนึงต่อปีก็จะเป็นหลักล้าน แน่นอนว่า คลังไม่ได้มีเงินเยอะให้ขนาดนั้น นี่ยังไม่นับรวมนโยบายอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกนโยบายล้วนไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ"
    ข้าราชการคลังรายนี้ยังระบุว่า ไหนจะนโยบายสาธารณสุขสุดเพ้อฝัน นั่นคือการชูคำว่าเท่าเทียมเพื่อต้องการเรียกและเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมของประชาชน โดยยกเรื่องสิทธิสวัสดิการว่าจะให้สิทธิ 30 บาทบัตรทองและสิทธิเบิกจ่ายข้าราชการเท่ากันทั้งประเทศ แค่ทุกวันนี้สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการก็แทบจะทำให้คลังไม่มีเงินอยู่แล้ว ซึ่งข้าราชการในแต่ละปี 10 น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันแม้แต่การผ่าตาต้อ ข้าราชการก็ยังจะต้องสำรองจ่ายค่าเลนส์เทียม เพียงแต่ว่าค่าหัตถการและการผ่ายังสามารถทำเบิกจ่ายได้อยู่ โดยที่กรมบัญชีกลางจะส่งเงินตรงนี้ไปให้ สปสช. และให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเบิกมาอีกที แต่ถ้าหากให้สิทธิเหล่านี้กับประชาชนทั้งประเทศ แน่นอนว่าล้มละลายภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีแน่นอน
    "เมื่อย้อนกลับมาพูดว่าทำไมข้าราชการประจำจึงจำเป็นต้องได้รับสิทธิสวัสดิการด้านการรักษาที่ดี คงต้องชี้แจงว่า ข้าราชการประจำ ถ้าหากดูเงินเดือนที่ได้รับกับงานที่ทำ นับได้ว่าต่ำกว่าภาคเอกชนอยู่มากพอสมควร หลายคนที่มีความสามารถเก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง บางคนที่มีประวัติดีเลิศ เคยทำงานระดับ World Bank แต่ยอมเสียสละมาเป็นข้าราชการประจำรับเงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่น ดังนั้น สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่ควรจำเป็นต้องให้ข้าราชการต่อไป และก็ไม่ต่างจากบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่มีผลประกอบการดีหลายที่ที่ให้สวัสดิการรักษาพยาบาล หรือซื้อประกันให้กับพนักงานเพิ่ม หากจะต้องการทำให้ได้ดั่งที่เขาพูดจริงกระทรวงการคลังจะต้องทำการเก็บภาษีเพิ่มอย่างมหาศาล ซึ่งอันที่จริงส่วนนี้เขาก็ทราบดีว่าทำไม่ได้ เพราะโฆษกพรรคก็คือหมอที่จบจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหรือจะไม่รู้ แต่ร่วมกันหลอกลวงและมอมเมาประชาชนเพียงเพื่อต้องการได้คะแนนเสียง"
    เขาระบุด้วยว่า ขอย้อนพูดในส่วนของการเก็บภาษี ในฐานะที่เป็นนักเรียนเก่าเยอรมัน ภาษีของเยอรมันไม่ได้สูงแค่ในส่วนของ vat หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาษีย่อยและเยอะมาก เก็บภาษีทุกอย่าง แม้แต่ภาษีวิทยุ ภาษีโทรทัศน์ และภาษีอินเทอร์เน็ต ถ้าพูดไปหลายคนคงไม่เข้าใจ เพราะภาษีเหล่านี้ไม่ได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทย ยกตัวอย่างภาษีวิทยุ เช่น หากคุณเอมีรถ 1 คัน และในบ้านมีวิทยุ 2 ตัว นั่นหมายถึงว่าใน 1 เดือนคุณเอจะต้องจ่ายค่าภาษีวิทยุทั้งหมด 3 หน่วย เพราะแม้แต่วิทยุในรถก็ถือว่าเป็นภาษีหนึ่งหน่วย จะเห็นได้ว่าภาษี และครอบคลุมทุกอย่างมาก หากทำอย่างนี้กับคนไทย แน่นอนว่าคงโวยวายกันทั้งประเทศ.

รุมอัดผบ.ทบ.เอียงนักการเมืองตื่นหนักแผ่นดิน

วางตัวเป็นกลาง เด็กเพื่อไทยขู่เช็กบิลหากกลับมาใหญ่ “อดีตคนตุลา” สับเปิดเพลงหนักแผ่นดินตอกลิ่มความแตกแยก กลิ่นรัฐประหารโชยมา “พรรคเพื่อชาติ” มันส์ปากลาก "บิ๊กจ๊อด" มาขย่ม อนาคตใหม่ย้ำรื้อกฎหมายอัยการศึก-จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม  
    เมื่อวันอังคาร ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้บอกให้ผู้ที่เสนอตัดงบกระทรวงกลาโหมและงบกองทัพให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน โดยที่วัดวชิรธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเสร็จสิ้นพิธีปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิเนื่องในวันมาฆบูชาว่า ผบ.ทบ.เขาไม่ได้ลงมาขัดแย้งด้วยหรอก
    ขณะที่ซีกนักการเมืองนั้นก็มีการตอบโต้คำกล่าวของ พล.อ.อภิรัชต์อย่างมาก โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การนำเสนอนโยบายต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของกองทัพก็สามารถทำได้ ปชป.เองก็มีนโยบายเกี่ยวกับกองทัพเรื่องที่จะมีพลทหารที่สมัครใจ การปรับลดงบประมาณ ปรับแนวทางในการทำงานบางอย่าง แต่ว่าเราก็พยายามนำเสนอในแนวทางที่ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น 
    “ท่าน ผบ.ทบ. ท่านเองก็เป็นข้าราชการ ก็อยากให้ท่านชัดเจนว่าท่านมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ถ้าหากท่านมีประเด็นอะไรที่ท่านมองว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรของท่านที่เป็นข้อเท็จจริง อยากชี้แจงก็อยากให้ทำแบบนั้นมากกว่า แล้วทุกฝ่ายจะได้ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเองไป" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่าถึงกรณี ผบ.ทบ.ไล่ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน ว่ายังไม่ได้เห็นการสัมภาษณ์ละเอียด แต่ส่วนตัวไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องอารมณ์หรืออย่างใด 
    ด้านนายนคร มาฉิม ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “หนักแผ่นดิน อาจเป็นเหยื่อล่อของระบอบเผด็จการ” ว่า พล.อ.อภิรัชต์อย่าลุแก่อำนาจ ตำแหน่ง ผบ.ทบ. และตำแหน่งเลขาธิการ คสช. ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของประชาชน ให้จำไว้ คุณลุแก่อำนาจเกินไปแล้ว กรุณาเกรงใจเจ้าของเงินที่เลี้ยงดูคุณ ครอบครัวของคุณ คือประชาชนผู้เสียภาษีดูแลคุณด้วย พล.อ.อภิรัชต์ไม่ควรแม้แต่น้อยที่จะกล่าวหานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนว่าเป็นคนหนักแผ่นดิน เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคือผู้ได้รับมอบอำนาจจากประชาชน เป็นเจ้านายของพวกคุณ
ขู่เช็กบิล"บิ๊กแดง"
    “หากสำนึกได้ ก็ให้หันกลับมารับใช้ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเสีย คุณอาจได้รับการให้อภัยจากประชาชน แต่หากยังฝืนกระแสประชาชนรับใช้เผด็จการอยู่ต่อไป อนาคตอาจไม่ดีเหมือนที่คุณเป็นอยู่ เพราะประชาชนคงไม่ปล่อยให้ระบอบเผด็จการให้อยู่อย่างลอยนวลแน่ จึงขอให้พี่น้องประชาชนใช้ความอดทน อย่าให้พวกเผด็จการและลิ่วล้อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งเกิดความรุนแรงตามที่พวกเขาต้องการ เพื่ออ้างเป็นเงื่อนไขว่าเมื่อไม่สงบก็ไม่ต้องเลือกตั้ง และอาจเป็นเหตุผลอ้างทำการยึดอำนาจซ้อนขึ้นมาอีก” นายนครโพสต์ไว้
    ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวเช่นกันว่า ผบ.ทบ.พูดอย่างนี้ไม่ได้ เท่ากับแสดงความไม่เป็นกลางทางการเมือง ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดระเบียบข้าราชการ โดยข้าราชการจะแสดงความไม่เป็นกลางทางการเมืองไม่ได้ มาพูดให้ร้าย พูดไม่ดี ต่อพรรคการเมืองที่เสนอลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม แต่มากกว่านั้นคือความไม่เข้าใจในกติกาต่อระบอบกติกาในการเลือกตั้ง การเสนอความคิดเห็นดังกล่าว หน่วยราชการนั้นๆ ไม่ควรแสดงท่าทีต่อต้าน ผบ.ทบ.ควรประพฤติตนเสียใหม่
    “ผมอยู่ในเหตุการณ์ตอนปี 2519 ไม่รู้ว่าตอนนั้น ผบ.ทบ.เข้าโรงเรียนเตรียมทหารหรือยัง เพลงนี้เป็นเพลงปลุกระดมให้คนไทยฆ่ากัน ผมฟังหลายเดือนในปี 2519 สุดท้ายจบลงที่รัฐประหาร สังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน เป็นเหตุการณ์สร้างความเจ็บปวดให้สังคมไทย การหยิบเพลงนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดความแตกแยก อาจทำให้คนเข่นฆ่ากัน ผบ.ทบ.ควรปกป้องประเทศไม่ใช่สั่งให้ไปเปิดเพลงจะทำให้คนไทยฆ่ากันเองหรืออย่างไร” นายจาตุรนต์ระบุ
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค ทษช. กล่าวว่า ผบ.ทบ.ในฐานะที่เป็นประชาชนจะสนับสนุนใครหรือรักคนใดคนหนึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมในวันลงคะแนน แต่ในฐานะ ผบ.ทบ.ขอให้รักษาความเป็นกลาง ความสง่างาม ความน่าเชื่อถือของกองทัพไว้ให้มั่นคง การที่แสดงออกอย่างหนึ่งอย่างใดให้คนเข้าใจว่าเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนว่าที่นายกฯ หรือผู้สมัครจากบางพรรคการเมืองนั้น อาจทำให้คนสับสน เป็นการส่งสัญญาณไปยังกำลังพลหรือไม่ คงไม่มีใครอยากให้เกิดบรรยากาศแบบนี้
    “ใครจะหนักแผ่นดินหรือไม่ พูดกันไปกันมาไม่จบ การตัดสินใจประชาชนวันที่ 24 มี.ค. น่าจะตอบอะไรได้บ้าง หลายปีที่ผ่านมา งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ชาวบ้านเลยถามว่างบเพิ่มขนาดนี้ ไม่มีช่วงโปรโมชั่นลด 10% บ้างหรือ พอมีคนพูดขึ้นมา ท่านก็โมโหโกรธา” นายณัฐวุฒิกล่าว   
ผวา!รัฐประหารอีก
    ด้านนายสุธรรม แสงประทุม ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ทษช. และอดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวเช่นกันว่า เป็นหนึ่งในคนที่ได้ฟังเพลงนี้ตอนปี 2519 ปลุกกระแสคลั่งชาติ ต่อมาเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากการเปิดเพลงนี้ ขนาดสมัยนั้นมีเพียงสถานีวิทยุเพียงอย่างเดียว ผิดกับวันนี้ การสื่อสารไปไกลมาก แผลเป็นจากวันนั้น ในวันนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา แล้วจะมารื้อเพื่อจะสร้างแผลใหม่อีกทำไม การที่มีการตอบโต้สั่งให้เปิดเพลงหนักแผ่นดิน แม้ต่อมาจะสั่งยกเลิกไม่ให้เปิดแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่คนไทยฆ่ากันเหมือนในอดีต
    ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริง เมื่อมีการยึดอำนาจทุกครั้งงบประมาณกระทรวงกลาโหมจะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนประชาชน ถามว่าความอดอยากของประชาชนกับเรือดำน้ำอันไหนมีความสำคัญกว่า และการจะนำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความยากจน ไม่ใช่เป็นคนหนักแผ่นดิน หลักคิดนี้ไม่ใช่หลักคิดของคนหนักแผ่นดิน แต่มันสอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน บรรดาผู้นำเหล่าทัพควรมองโลกอย่างกว้างๆ แล้วมองด้วยความเป็นจริงว่า ขณะนี้เราไม่มีศึกสงคราม แต่ประชาชนจนจริง เดือดร้อนจริง
    “เพลงหนักแผ่นดินเป็นเพลงที่แต่งขึ้นและเผยแพร่ใน พ.ศ.2518 ด้วยเจตนารมณ์สร้างความแตกแยกภายในชาติ แบ่งซีกขวาและซ้าย เป็นแนวความคิดขวาพิฆาตซ้าย อันนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 เพราะฉะนั้นเพลงนี้นำไปสู่ความแตกแยกภายในชาติ เมื่อได้ยินเพลงนี้ทีไรจะตามมาด้วยการรัฐประหารทุกครั้ง วันนี้เราควรลดเงื่อนไขต่างๆ ขอเสนอให้ตามหาเพลงคืนความสุขมาเปิดแทน หรือไม่กล้าเปิด เพราะเพลงคืนความสุขฟ้องว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นความจริง” นายจตุพรกล่าว
    น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรค พ.ช.กล่าวว่า เมื่อมีพรรคการเมืองเสนอนโยบายตัดงบกองทัพ หรือทำกองทัพให้เล็กลงตามแนวโน้มโลกอนาคตให้ประชาชนพิจารณา พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าอย่าพูดเอาสนุกปาก นี่คือลักษณะเผด็จการ ไม่รับฟังความคิดเห็นและเหตุผลของผู้อื่น ส่วนผู้นำกองทัพซึ่งตามกฎหมายต้องทำตัวเป็นกลางทางการเมือง กลับออกมาตำหนิผู้เสนอว่าให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน ซึ่งในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อายุไม่ถึง 30 ปี อยากถามว่าเป็นสิ่งสมควรหรือไม่ สำหรับผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศจะออกมาพูดเช่นนี้
    น.ส.พรพรหม พรหมชาติ รองโฆษก พ.ช. กล่าวว่า เพลงหนักแผ่นดินเหมาะกับคนรับราชการที่หาเลี้ยงชีพด้วยการรับเงินเดือนภาษีจากประชาชนทั้งชีวิต แต่พอเสียชีวิตมีการฟ้องแย่งทรัพย์สินกว่า 4,000 ล้านระหว่าง 2 ภรรยา คนแบบนั้นเรียกหนักแผ่นดินของจริง เพราะรับราชการทั้งชีวิต ถ้าไม่ใช้เงินเดือนเลยตลอดชีวิตราชการ จะมีทรัพย์สินไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่ใช่ 4,000 ล้านบาท ที่ไม่รู้ว่ามีที่มาจากที่ใด 
    “ส่วนคนอีกพวกที่เหมาะกับเพลงหนักแผ่นดินที่สุดคือคนที่ไม่เคารพกติกาการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ คือพวกไม่เคารพกฎหมาย คนที่ชอบฉีกรัฐธรรมนูญ ผบ.ทบ.รู้จักไหมคน 2 ประเภทนี้ ช่วยไปแนะนำให้เขาเปิดเพลงหนักแผ่นดินให้ลูกหลานเขาฟัง” รองโฆษก พ.ช.กล่าว
    ทั้งนี้ กรณีฟ้องแย่งทรัพย์สิน 4,000 ล้านบาทนั้น หมายถึงภรรยา 2 คน ของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หรือบิ๊กจ๊อด อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) บิดาของ พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่ง พล.อ.สุนทร คือบุคคลที่นายทักษิณ ชินวัตร เคยระบุว่า "ถ้าไม่มีพี่ชายผมคนนี้ ก็ไม่มีวันนี้”
รื้ออัยการศึก-จัดระเบียบกห.
    ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อดีตแกนนำนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวถึงนโยบายพรรคในการปฏิรูปกองทัพ ว่าจะแก้ไขกฎหมายการประกาศใช้กฎอัยการศึก การปรับปรุงพระราชบัญญัติจัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม โดย พ.ร.บ.กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายเก่าแก่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2457 ตั้งแต่สมัย ร.6 เป็นกฎหมายสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ตกทอดมาถึงระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องแก้ทั้งฉบับให้อำนาจการประกาศกฎอัยการศึกต้องเป็นของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ตามหลักรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร 
    “การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกต้องถูกตรวจสอบ ต้องมีการรับผิดด้วย ต้องเขียนให้ชัดว่าให้ตรวจสอบอำนาจทหารในยามประกาศใช้กฎอัยการศึกด้วย” นายปิยบุตรกล่าว และว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมปี 2551 ที่ออกมาในยุครัฐประหาร นี่คืออีกหนึ่งมรดกที่ออกมาตอนรัฐประหารปี 2549 ที่เอาทหารขึ้นมาเหนือรัฐบาลพลเรือน ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของทหาร เราจึงมีนโยบายที่จะแก้โดยให้ประชาชนตัดสินใจ อันเป็นตามหลักรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหารที่เป็นหลักสากล ถ้าคุณเอารัฐบาลทหารมาอยู่เหนือพลเรือน คุณไม่มีวันบริหารประเทศได้แน่นอน เพราะรอยึดอำนาจคุณได้ทุกวัน" เลขาธิการพรรค อนค.ระบุ
    ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะประธานคณะทำงานเดินรณรงค์เชิญชวนประชาชนเป็นสมาชิกพรรค กล่าวว่า นักการเมืองต้องระมัดระวังในการพูดจา จะสังเกตดูพรรค รปช. เรากำชับลูกพรรคเลยว่าไม่ให้ไปด่าหรือโจมตีใคร เราไม่ทำ เรายึดในหลักของเรา เรามีอุดมการณ์อย่างไร มีเป้าหมายในการทำงาน มีนโยบายอย่างไร เราพูดอย่างนั้น แต่ว่าถ้านักการเมืองไปพูดแล้ว ก้าวล่วงไปถึงคนอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องถูกตอบโต้ 
    “เคยฟังและชอบ เพราะเป็นเพลงที่เตือนสติคนว่าเวลาที่คุณคิดจะทำอะไร ต้องคิดถึงว่ามีผลกระทบต่อบ้านเมืองส่วนรวมหรือไม่ อย่างไร ถ้าคุณคิด คุณพูด คุณประพฤติ ในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย คุณก็เป็นคนหนักแผ่นดิน ก็ธรรมดา ผมเป็นกำนันอยู่ช่วงที่เพลงนี้ออกมา เขาปลุกให้คนรักชาติ รักแผ่นดิน มีเพลงหลายเพลงออกมาพร้อมๆ กัน” นายสุเทพกล่าวถึงเพลงหนักแผ่นดิน
    วันเดียวกัน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ประชาชนทุกระดับมีความตื่นตัวทางการเมือง โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น สำหรับสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ยังมีบางพรรคการเมืองพยายามหาเสียงจากประชาชนด้วยพฤติกรรมทางการเมืองแบบเดิมๆ คือการสาดโคลนป้ายสีให้ร้ายยั่วยุกันไปมา แสดงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะผู้นำที่ไม่สร้างสรรค์ นำบางประเด็นมาเชื่อมโยงโน้มน้าวเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน ดึงสถาบันต่างๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น 
    "อีกทั้งพยายามลิดรอนเกียรติภูมิทหารและกองทัพ ซึ่งเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงของประเทศ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามประเทศชาติเกิดปัญหา หรือแม้กระทั่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายนำมาซึ่งความอ่อนแอของกลไกของอำนาจรัฐ สถาบันหลักของชาติ และความแตกแยกของประชาชนภายในชาติ ผมขอความร่วมมือกันทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้ความระมัดระวัง ไม่ยั่วยุบิดเบือนให้เกิดความแตกแยกทางสังคม ดังเช่นบทเรียนที่มีร่วมกันในอดีต พร้อมกันนี้กระทรวงกลาโหมยืนยันว่า กองทัพเป็นของประชาชน และเคารพการตัดสินของประชาชนในวิถีประชาธิปไตย  พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนากองทัพและงานความมั่นคง" พล.ท.คงชีพกล่าว.

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เล็งขอนไม้ธนาธร

สั้นๆแต่มีความหมาย
กับน้ำเสียงเข้มๆนิ่งๆของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ตอกกลับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตบัญชีนายกฯพรรคเพื่อไทย
ไล่ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน”
หลัง “เจ้าแม่เมืองกรุง” ทีมดูไบ ปราศรัยใหญ่ประกาศตัดงบฯกระทรวงกลาโหม เลิกเกณฑ์ทหาร
กระตุกต่อมมโนโซเชียลฯเร้าฉากรถถังแอ่นแอ๊น การเมืองห้วงเข้าสู่ฤดูร้อน
แต่เกมเดิมพันอำนาจประเทศไทยมาถึงจุด “เล่นใหญ่”
ล้ำเส้นเกินขอบเขต ไกลกว่าที่กูรู กูรู้ นักวิเคราะห์การเมือง วิชาการ นักวิชาเกิน นักการเมืองอาชีพ จะอ่านกันแบบตื้นเขิน มั่วตีกินแฝง “hidden agenda”
มันต้องระดับ “มวยเบอร์ใหญ่” หมัดหนัก ชกเฉพาะรายการ “พิเศษ”
ในปรากฏการณ์แบบที่ “ส.ศิวรักษ์” หรือนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักประวัติศาสตร์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซีไทย ฟันธง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อ่านประวัติศาสตร์ไทยไม่ออก มีความเป็นไทยน้อยมาก นึกอย่างเดียวว่า ฉลาด เก่ง และรวย
ถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ให้โทษมากกว่าคุณ ตอกย้ำ “นายใหญ่” พลาด เดินหมากผิดส่อ “ล้มทั้งกระดาน”
สถานการณ์แบบที่นายพิชิต ชื่นบาน มือกฎหมายเอกยี่ห้อ “ทักษิณ” มึน ทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก พยายามสวนหมัดบวก
ส่งทนายเบอร์รองๆอย่างนายวิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
ย้อนศรสกัด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯในบัญชีพรรค พปชร.
แต่ก็ซ่อนเหลี่ยมไม่มิด โดนนักข่าวดักคอถาม เป็นการสวนกลับกรณี กกต.ชงยุบพรรคไทยรักษาชาติ
ออกหมัดโต้ แต่เสี่ยงพลาดซ้ำ ตามทรงมวยที่คนดูยังมองออกด้วยสายตาเปล่า
กระตุกเกม “ฮั้ว” ในขุมข่ายทีมดูไบ ลากเข้า “เงี่ยง” ติดกับดักที่กำลังโดนตามแกะรอยทลายทั้งเครือข่าย
ในจังหวะที่ทีมพรรคไทยรักษาชาติประกาศหยุดนิ่ง งดกิจกรรมเคลื่อนไหวหาเสียงจากส่วนกลาง สาขาหลักอย่างพรรคเพื่อไทยก็ปราศรัยใหญ่ไปเกร็งไป รวมไปถึงสาขาแฝงของทีมเสื้อแดง พรรคเพื่อชาติ ก็หายใจไม่ทั่วท้อง
ลุยต่อแบบลุ้นไป เสียวไป ไม่แน่ใจในชะตากรรมข้างหน้า
นั่นไม่เท่ากับอาการค้างคาใจ “นายใหญ่” ที่สลับไพ่ เดินแต้มเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย โดยไม่สนตัวผู้เล่นในสนาม เป็นแค่ “เบี้ย” จะเสียสักกี่คนก็ได้
สรุปไม่มีใครที่ได้ธงเป็น “ตัวจริง” แค่ถูกใช้ประโยชน์ตามสถานการณ์
ที่แน่ๆตามอาการที่จับทางได้ ประเมินจากทิศทางกระแสสื่อในเครือดูไบ กองเชียร์ “ทักษิณ” ในโซเชียลมีเดีย เริ่ม “ผ่องถ่าย” น้ำหนัก
หันไปร่วมด้วยช่วยแห่ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็น “ขอนไม้” เกาะ เผื่อสถานการณ์เรือแตก
แน่นอนนี่คือเป้าหมายเบอร์แรกๆที่ทีมนายใหญ่ กองเชียร์ “ทักษิณ” พร้อมเทแต้มให้ ในจังหวะที่ “ธนาธร” กำลังปั่นเรตติ้งขึ้นมาอยู่ในโซน “แคนดิเดตนายกฯ” ที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
ณ เวลานี้ “ธนาธร” ดูหรูสุดในหมู่แนวร่วม “ทักษิณ” ต้านท็อปบูต
ตามสูตร “ใส่ปุ๋ยเร่งโตทางลัด” แบบที่เห็น “ไพร่หมื่นล้าน” พุ่งเป้าฟัด “นายกฯลุงตู่” ท้าตีท้าต่อย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแชมป์ตัวยืนจากผลสำรวจนิด้าโพล กรุงเทพโพลล์ ขึ้นแท่น “เต็งหนึ่ง” นายกฯคนต่อไป
ในจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” ก็อยู่ในห้วงฝึก “ตบะ” ให้คุ้นกับแรงกระแทกในสภา ไม่หลงเหลี่ยมเกมยั่วต่อมฉุน ลดชั้นมาเป็นบันไดให้ “ธนาธร” ไต่อันดับเป็นคู่ชิงแชมป์
ตามรูปการณ์เกมแห่ “ธนาธร” ขึ้นเทียบชั้น “ลุงตู่” จะเข้มข้นขึ้นตามสถานการณ์เสี่ยงล้มทั้งกระดานของทีมงาน “นายใหญ่” ต้องพึ่งแนวร่วมนอกค่าย กู้สถานการณ์ “ตายหมู่”
และนั่นก็แปรผันตรงกับแรงเสียดทาน อาการหมั่นไส้ อารมณ์สกัดดาวรุ่ง แบบที่คนดังๆแนวร่วมต้านระบอบทักษิณ ไล่ตั้งแต่คิวของ นายเสรี วงษ์มณฑา นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายกนก รัตน์วงศ์สกุล “โจ” จิรายุส วรรธนะสิน จนถึงตัวพ่อ อย่าง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมใจกันวิจารณ์
ถล่ม “ไพร่หมื่นล้าน” หักมุมกับภาพหล่อๆของพระเอก “ฟ้ารักพ่อ”
ทั้งปมการดูถูกประเทศไทย แต่ตระกูลตัวเองรวยเป็นหมื่นล้านจากประเทศนี้ จะทำให้ประเทศเลิกยิ้มสยาม เพราะกลัวถูกมองโง่ อดีตที่นัวเนียกับม็อบเสื้อแดง
ชี้เป้าจุดยืนปมที่ยึดโยงกับกลุ่มนิติราษฎร์ อดีตโต้โผนิตยสาร “ฟ้าเดียวกัน” ย้ำระบอบ “ธนาธิปไตย” น่ากลัวกว่าเผด็จการทหาร
เบรกอารมณ์ “นิวโหวตเตอร์” คนรุ่นใหม่ “เลือกนายกฯ” ไม่ใช่เลือก “สามีแห่งชาติ”
กระตุกกระแสสังคมให้เห็นความจริงอีกด้านของ “ไพร่หมื่นล้าน”
แนวต้านระบอบทักษิณรีบบล็อกเส้นทาง “ผ่องถ่าย” คะแนนให้พระเอก “ฟ้ารักพ่อ”
ชิงทำลายเกมเกาะขอนไม้ “ธนาธร”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เพราะกองทัพขวางทาง?

    ผบ.ทบ. "พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์" บอกให้ฟังเพลง "หนักแผ่นดิน" เมื่อวาน (๑๘ ก.พ.๖๒)
    นั่น เหมือนถอดรองเท้าเขวี้ยงเข้าไปในพุ่มไม้
    ฝูงสัตว์สายพันธุ์ "ชังชาติ"
    กรูออกมาแย่งทึ้ง-แทะ!
    เป็น "ชังชาติ" ตระกูล "แดงทั้งแผ่นดิน ระบอบทักษิณสถาปนา" ประเภท "สวนสัตว์เปิด" อดีตอธิการฯ เฒ่าหลงเพศ ก็ยังร่วมโหย
    เป้าหมายหลักของมัน "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน"
    ตามยุทธศาสตร์......
    "อำนาจบริหาร" เป็นแค่ "ทางผ่าน" ไปสู่ปฏิบัติการสุดยอด คือ
    ล้ม "สถาบัน"
    แล้ว "สถาปนาตัวเอง"
    ซึ่งเคย "ตีตนเสมอเจ้า" ให้ปรากฏมาครั้ง ที่วัดพระแก้ว ปี ๒๕๔๘ และพังไม่เป็นท่า
    แทนที่จะสำนึก และ "เลิกคิด-เลิกทำ" เช่นนั้น กลับเหิมเกริมฝังเขี้ยว ด้วยแค้นและผยองตน
    ใช้ทั้งเล่ห์-ทั้งกล ผสมอำนาจรัฐ อำนาจเงิน กัดเซาะ ซื้อคนในองค์กร สถาบัน และในระบบรัฐ ให้อยู่ในอาณัติอำนาจตน
    ฉะนั้น จึงอยากบอกว่า.........
    วาทกรรมทหารมีไว้ทำไมก็ดี, เลิกระบบเกณฑ์ทหารก็ดี, ไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธก็ดี, งบกลาโหมต้องตัดทิ้งก็ดี
    ล้วนเป็น "ชุดความคิด" ที่เขาสร้างขึ้น 
    ควบคู่เน้น "ภาพ-เรื่องราว-ข่าวสาร" ด้านลบกองทัพ ตัวบุคคลในกองทัพ โหมผ่านช่องทางสื่อสารสู่สังคมเป็นนโยบายหลัก
    มีหน่วยจ้องจับผิดบุคคลในกองทัพ เรื่องจากทหารนอกแถว การฝึกทหารเกณฑ์โหด ความไม่ชอบมาพากลเรื่องงบ และ ฯลฯ จะถูกขยายเป็นเรื่องใหญ่
    นี่เป็นปฏิบัติการตามแผน "น้ำหยดลงหิน"
    ให้เรื่องราวด้านลบค่อยๆ ซึมเข้าไปในความรู้สึกชาวบ้านเรื่อยๆ และนั่น..บ่อยเข้า..ถี่เข้า..ไม่ว่าเรื่องจริง เรื่องเท็จ 
    ทัศนคติต่อทหาร-ต่อกองทัพ ของชาวบ้าน ที่ซึมซับมาเรื่อยๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนเองโดยอัตโนมัติ 
    จากรัก เป็นเกลียด จากชอบ เป็นชัง จากเฉยๆ เป็นหวาดระแวง
    สุดท้าย ที่เขาจะต้องเร่งเร้าไปถึง คือ การแปรสภาพ ความเกลียด-หวาดระแวง ต่อทหารและกองทัพ
    ให้ไปถึงจุด.......
    เห็นกองทัพเป็นปฏิปักษ์และเป็นส่วนเกินของสังคมชาติ กระเหี้ยนกระหือรือ พร้อมลุกฮือขึ้นต่อต้าน 
    และนั่น คือ ความสำเร็จ จากน้ำที่เขาพยายามหยดลงหินมาร่วม ๒ ทศวรรษ 
    ก็มาถึงคำถาม เคยฉุกคิดกันมั้ย ว่าทำไมเทรนด์คนรุ่นใหม่ ต้องชังชาติ-ชังทหาร?
    ทำไมพวกนักเลือกตั้ง หาจุดเด่น-จุดขายไม่ได้ ต้องชูบท ชังทหารและด่าทหาร?
    บางส่วน บอก มันเท่ เห่อตาม เพื่อไม่ตกเทรนด์น่ะ
    บางพวกก็ว่า ด่าทหาร-ด่ากองทัพ มันขายได้ อย่างน้อย พวกสื่อก็งับ นำไปขยายผล!
    แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ก็จะเห็น บางพวก ไม่มีเป้าหมายอื่นซ่อนเร้น 
    หากแต่ เป็นผลพวงจาก.......
    ซึมซับข่าวสาร "น้ำหยดลงหิน" ที่สร้างลบให้กองทัพ จากขบวนการ "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" สั่งสมมา ๒๐ ปีนั่นแหละ 
    และอย่างที่บอก 
    อำนาจบริหาร นั่นแค่ทางผ่านใน "ด่านแรก" เท่านั้น
    "ทหาร-กองทัพ" ก็แค่ทางผ่าน "ด่านที่สอง"
    ตอนนี้ ประเทศสู่การเลือกตั้ง ๒๔ มีนา ๖๒ ขบวนการที่ซ่อนหน้าในรูปพรรคการเมือง 
    หมายมั่น ว่าพรรคในขบวนการของเขา น่าจะกรีธาเข้าประตูแรกสู่อำนาจบริหารได้
    ในความคิดเขา "ด่านแรก" ไม่ยากเกินไปถึง
    ด่านที่สอง คือ "กองทัพ" นี่ซี ต้องบากให้เป็นรอยไว้ เพื่อง่ายต่อการโค่น
    จึงไม่แปลก ที่ขบวนการตระกูลเพื่อ จะใช้ยุทธวิธีทดสอบ "ท่าที" กองทัพผ่านกระดานหมากหาเสียงเลือกตั้ง
    หยั่งความเป็นเอกภาพ ความพร้อมในแผน และเชิงชั้นปัญญา-สมาธิ ระดับผู้นำทัพ 
    ต้องการให้ขยับ........
    เพื่อจ้องจับ "ช่องโหว่-จุดอ่อน" ในบทประเมินกองทัพ
    ถ้าทะลวงกองทัพได้......
    "สถาบัน" เป้าหมายที่มุ่งมั่นไปถึง ก็เหมือนไม้ใหญ่ เมื่อลอกเปลือกห่อหุ้มลำต้นได้ ไม้ใหญ่ก็จะยืนต้นตายในที่สุด!
    ถามว่า ชาตินี้ มันจะทำสำเร็จมั้ย?
    ผมอยากให้อ่านนี่ มีคำตอบอยู่ในตัว..........
    Somkiat Osotsapa
    อนาคตความวุ่นวายของประเทศไทยหลังเลือกตั้ง
    พรรคพวกมาจากต่างประเทศ รู้จักกันมานานตั้งแต่ผมทำหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ บอกได้เลยว่าแก่ มาชวนไปคุย
    เวลาผมอยากรู้เรื่องประเทศเขา ก็ชวนมาคุย เตรียมประเด็นไป คุยกันไม่นาน ก็เข้าใจ 
    รุ่นเก๋า เห็นอะไรมาเยอะ ไม่พูดยาวแบบนักวิชาการในสัมมนา
    และคนพวกนี้ ก็ไม่ใช่คนชอบพูดสัมมนา ไม่ค่อยชอบไปด้วย
    แยกคำถามได้ว่า "เมืองไทยจะวุ่นวายไหม?"
    ผมบอกว่า.......
    หลังเลือกตั้ง และมีพระราชพิธีเปิดสภาผู้แทนราษฎร ราววันที่ 15 มิถุนายน ตามรัฐธรรมนูญ 
    เลือกนายกฯ เสร็จ ทุกอย่างจะเรียบร้อย ราวเดือนกรกฎาคม
    เมื่อจัดตั้ง ครม.เรียบร้อยตอนนั้น
    ประเทศไทยยุคนี้ จะทำงานตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 10 คือ 
    ทำให้ประชาชนมีความสุข ประชาชนมีทางออก และประชาชนต้องเคารพกฎหมาย มีระเบียบวินัย
    รัฐบาลใหม่ จะเข้ารับตำแหน่งภายหลัง "พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช" เริ่มยุคใหม่
    จะไม่มีทหารแตกแถว วิ่งไปรับใช้พรรคการเมืองเหมือนในอดีต ความมั่นคงจึงเรียบร้อย 
    ไม่เหมือนตอนปี 2556-2557 ที่ตีกันในพระนคร เพราะทหารขึ้นกับนักการเมือง ทหารแยกฝ่าย
    จะไม่มีตำรวจแตงโม ตำรวจฟักทอง มีระบบบัญชาการที่ชัดเจน 
    นักการเมืองมายุ่งสร้างฐานการเมืองไม่ได้
    จะไม่มีตำรวจคุมแก๊ง คุมมาเฟีย หรือไปเชื่อมโยงกับต่างชาติ มีสิทธิถูกไล่ออกง่ายมาก ทหารก็เหมือนกัน
    หากนักการเมืองไม่ไปจุ้นกับทหาร ตำรวจ เรื่องก็ไม่เกิด
    ผมคิดว่า จะตกลงร่วมกันในรัฐบาลผสม ว่างานด้านความมั่นคง เช่น กลาโหม ต่างประเทศ  มหาดไทย ข่าวกรอง สมช.ถือเป็นงานสำคัญช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของโลก
    และป้องกันการล้ำเส้นกันเช่นในอดีต ต้องบริหารโดยมืออาชีพ
    ความสำคัญอยู่ที่การแบ่งงานกันทำ ว่าใครมีหน้าที่และเหมาะสมจะทำอะไร
    ก็มีคำถามว่า แล้วสาย นปช.เก่า จะกลับมาไหม ผมบอกว่า ดูจากรายชื่อที่พรรคจัดให้ คงไม่ได้เป็นรัฐมนตรี และคงตกลงกันว่า 
    จะไม่ให้เข้ามายุ่งในงานความมั่นคงเหมือนสมัยก่อน ล้ำเส้นกันมาก จนเละ
    พรรคเขาก็คงคิดไว้แล้ว ว่าเอาเข้ามาวุ่น จะยุ่งเหมือนครั้งที่แล้ว
    แล้วกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดล่ะ คำตอบคือ ถอยหมดแล้ว หรือไม่ก็ต้องย้ายไปต่างประเทศ
    แบบที่จะปลุกระดม เปิดวิทยุชุมชน สร้างม็อบนั้นยาก เพราะกฎหมายที่มีความไม่ชัดเจนในอดีตนั้นเคลียร์หมดแล้ว
    ประเทศไทยก็มี learning curve เหมือนกัน
    หนังสือพิมพ์ยุทธศาสตร์การทหารต่างประเทศ บอกว่า 
    ประเทศไทยจัดระบบการบริหารทหาร-ตำรวจ ต่างจากยุคก่อนมาก นักการเมืองจะทำแบบก่อนไม่ได้
    มีหน่วยข่าว หน่วยวิจัย หน่วยพิเศษ ดูแลสถานการณ์ กำกับความมั่นคงทุกพื้นที่อีกชั้น ชั้นพิเศษ
    มี ปปช.จังหวัด มี ปปท. มีกฎหมายความมั่นคง มีผู้ดูแลมากมาย
    คงดูแล NGO ด้วย โดยเฉพาะจากนอกประเทศ
    ดังนั้น ประเทศไทยจะไม่วุ่นวายเหมือนยุคก่อน รัฐบาลก็ทำงานสะดวก
    ไม่มีมาตรา 44 ก็เอาอยู่ 
    ไม่มีสงครามกลางเมืองแน่นอน
    เพื่อนของผม ถามว่า หากพรรคการเมืองไม่ยอม จะทำอย่างไร?
    ก็คงเลือกตั้งกันใหม่
    แต่ทุกคนรักชาติกันทั้งนั้นแหละ ตอนนี้แก่ เหี่ยวเหมือนพวกยูเลย
    ผมก็พูดไปตามที่คิด ดูแล้ว ตามแนวคุณฟองสนานแน่นอน
    จบตอนหนึ่ง
    ได้ตามนี้ รัฐบาลอยู่ได้นาน และไม่วุ่น
    ยกเว้นอยากวุ่น
    ต้องจัดการข่าวปล่อย ข่าวลวงให้ดี ไม่งั้นวุ่นเหมือนในประเทศอื่นๆ
    พรรคพวกผมฟังแล้ว บอกว่าประเทศไทยมั่นคงแน่นอน
    เขาบอกว่า ประเทศของเขา จัดอบรมเรื่องความมั่นคงให้นักการเมืองเป็นสัปดาห์
    พรรคคอมมิวนิสต์ จัดเอง น่าจะส่งไปเข้าค่ายต่างประเทศ
    ที่พูดมาทั้งหมด ผมเดาเอาทั้งนั้นเลย
    แต่ แน่นอน
    มีวินัย เคารพกฎหมาย ประเทศสงบ ไม่วุ่นวาย 
    ประชาชนมีความสุข มีทางออก
    ผมเชื่อในพระบารมีของพระองค์ท่านครับ.
    อย่าอ่านเอาสนุก
    "คิดตาม" แต่ละบรรทัด "จะแจ้ง"!

งัดเพลงหนักแผ่นดินขู่

การเมืองทะลุจุดเดือด! "บิ๊กแดง" ฮึ่มใส่ "เจ๊หน่อย" ตัดงบกลาโหม ให้ไปฟังเพลง "หนักแผ่นดิน" สั่งกรมกิจการพลเรือนทหารบกเปิดเพลงปลุกใจทหารสถานีวิทยุกองทัพบกทั้ง 126 คลื่น เช้า เที่ยง เย็น ก่อนสั่งงดให้เน้นเฉพาะเสียงตามสายในหน่วยทหารทั่วประเทศ "บิ๊กตู่" ซัดนักการเมืองหาเสียงเอาแต่สนุกปาก ไม่นึกถึงประเทศ วันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นรับผิดชอบกันเอง "จตุพร" ได้กลิ่นรัฐประหารซ้อน 
    ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ในฐานะรอง ผอ.รมน. เดินทางมาเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนา กอ.รมน.ครบรอบ 11 ปี  ประจำปี 2562 
    ภายหลังจบพิธีการ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถาม พล.อ.อภิรัชต์ถึงการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหาเสียงขณะนี้ โดย พล.อ.อภิรัชต์ย้อนถามกลับว่า "เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง" ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามต่อถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีกล่าวปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า "ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง"
    ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ได้สั่งการให้กรมกิจการพลเรือนทหารบกนำเพลงแนวปลุกใจทหาร เช่น เพลงมาร์ชกองทัพบก, เพลงหนักแผ่นดิน และเพลงความฝันอันสูงสุด เป็นต้น ไปเปิดในสถานีวิทยุกองทัพบกที่มี 126 สถานีทั่วประเทศทุกวัน ยกเว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 07.20 น. ในรายการ "ทบ.เพื่อประชาชน" เวลา 12.20 น. ในรายการ "รู้รักสามัคคีทำความดีเพื่อแผ่นดิน" ช่วงเย็นเวลา 16.20 น. รายการ "ใจถึงใจ" พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับเสียงตามสายภายในกองทัพบกด้วย 
    โดยเฉพาะในช่วงเวลา 12.20 น. ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังพลอยู่ระหว่างพักกลางวัน จุดประสงค์เพื่อให้ทหารทุกคนตระหนักในการทำหน้าที่ของตัวเอง สำนึกต่อความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพราะที่ผ่านมามีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แล้วนำข้อมูลที่บิดเบือนมาโจมตี เพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลและกองทัพ ดังนั้นหน่วยงานต้องชี้แจงผ่านสื่อในสังกัดและหน่วยงานของตนเองอย่างรวดเร็ว
     อย่างไรก็ตาม ในเวลา 16.00 น. กรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.) ได้แจ้งให้ผู้จัดรายการของสถานีวิทยุในเครือ ทบ.งดเปิดเพลงหนักแผ่นดิน, มาร์ชกองทัพบก และความฝันอันสูงสุดในรายการวิทยุของ ทบ.ทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะทำให้สังคมนำไปตีความในทางที่ผิด เพราะแนวทางของ ผบ.ทบ.ต้องการให้กำลังพลตระหนักในหน้าที่และสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง โดยให้เปิดเพลงผ่านเสียงตามสายในกองบัญชาการกองทัพบก 3 เวลา คือ 07.20 น., 12.20 น. และ 16.20 น. โดยให้หน่วยทหารทั่วประเทศเปิดเพลงดังกล่าวด้วย
    สำหรับบรรยากาศที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 16.30 น.มีการเปิดเพลงทั้ง 3 เพลงผ่านเสียงตามสายจริง ซึ่งเป็นเวลาที่กำลังพลกำลังเลิกงานและทยอยกลับบ้าน
    ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "แหม เดี๋ยวนี้คำถามดุเดือดทุกวันเลย" 
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่หลายพรรคการเมืองชูนโยบายหาเสียงยกเลิกการเกณฑ์ทหารและลดงบกระทรวงกลาโหม นายกฯ ตอบว่าเรื่องนี้ต้องไปดู และทุกคนต้องเข้าใจว่าหน้าที่ในการป้องกันประเทศไม่ใช่ทหารอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคนในประเทศนี้ที่ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งการเกณฑ์ทหารหรือการเป็นทหารนั้นถือเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่คนไทยทุกคนต้องเป็นทหาร แต่ไม่ได้เป็นทั้งหมด ใช้หลักการพอเพียง อาทิในยามสงครามถ้ามีการสู้รบกันจริงๆ แต่หลายคนอาจจะบอกว่าวันนี้ไม่มีสงคราม แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มี มันอาจจะเริ่มมาจากความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นก็จะมีการใช้อาวุธต่อกัน ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นอย่างนี้
ไม่ได้แก้ตัวให้ใคร
    "เรื่องนี้ผมไม่ได้ไปแก้ตัวให้ใคร แต่พูดในหลักการของรัฐบาล เพราะเรามีหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ป้องกันชายแดน น่านน้ำ และน่านฟ้า รวมทั้งภารกิจที่ไม่ใช่สงคราม เช่น ปัญหายาเสพติด แรงงานต่างด้าว การลักลอบเข้ามาในประเทศ รวมทั้งการลักลอบค้าขายสินค้าจากต่างประเทศ ทั้งหมดก็ต้องผ่านการดูแลของทหาร 7 กองกำลัง ซึ่งดูแลตามแนวชายแดนของประเทศกว่า 5,000 กิโลเมตร"
    นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทหารทำก็คือการช่วยพัฒนาประเทศ มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกองบัญชาการทหารสูงสุด, หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ทั้งหมดที่ตั้งขึ้นมาก็เพื่อสนองต่อหน้าที่ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ในการเสริมกำลังพลให้หน่วยงานต่างๆ เช่น ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งก็มีบุคลากรจำกัด ทหารก็ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ไปช่วย
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนของพลทหารนั้น ทุกคนต้องเข้าใจว่าหน่วยงานของทหารนั้นมีองค์ประกอบหลายส่วน ทั้งในส่วนของนายทหาร นายสิบ พลทหาร ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญ เช่น หมู่ปืนเล็ก หมู่หนึ่งจะมีผู้บังคับหมู่ 1 คน รองผู้บังคับหมู่ 1 คน ที่เหลือเป็นพลทหาร และมีหัวหน้าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ต้องมีการประกอบกำลัง ไม่เช่นนั้นก็รบไม่ได้ในยามสงคราม ซึ่งทุกประเทศก็เป็นแบบนี้ 
    "ส่วนใหญ่เราก็นำแนวทางมาจากตะวันตกตั้งแต่โบราณมา เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ถ้าหากต้องใช้กำลังก็ต้องมียุทธวิธี จึงต้องเตรียมการไว้ให้พร้อม ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วไปเกณฑ์คนเข้ามา แล้วจะใช้อาวุธกันเป็นหรือ สิ่งสำคัญเราไม่ได้มองในแง่สงครามเพียงอย่างเดียว ถ้าไม่เกิดได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ผลกระทบตามแนวชายแดนเกิดขึ้นได้ตลอด ถ้าเราไม่เข้มแข็งเพียงพอ ไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสม  ไม่มีเทคโนโลยีเข้าไปเสริมจะใช้คนอย่างเดียวก็ลำบาก"
    นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนเข้าใจด้วยเพราะตามหลักการแล้วทุกคนต้องเป็น แต่เมื่อเรากำหนดกรอบว่าเราต้องการเท่าไหร่ เราก็ต้องคัดเลือกเอาที่จำเป็นไว้ก่อน แต่ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงก็ต้องเกณฑ์คนเพิ่ม เราต้องเตรียมการและเตรียมความพร้อมไว้เพื่อการช่วยเหลือหน่วยงานอื่น ไม่ใช่ว่าจะเตรียมการไว้เพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ หรือเพื่อไปต่อต้านการเมือง-มันไม่ใช่ หน้าที่ของทหารและกระทรวงกลาโหมต้องปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้ารัฐบาลอยู่แล้ว ในการสั่งการที่ถูกต้องจะต้องรู้กติกาเหล่านี้ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ไปกันไม่ได้ เราต้องรู้ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนของการเสนอให้ลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ก็ต้องไปดูว่า แต่ละกระทรวงมีงบประมาณเท่าไหร่ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมแต่ละหน่วยมีงบประมาณอย่างไร แล้วทำไมจึงต้องมีการเพิ่ม ส่วนหนึ่งก็ต้องไปจัดซื้อของใหม่ๆ เข้ามา เพราะของเก่าชำรุด เราใช้มาตั้งนานแล้ว 20-30 ปี บางอย่างหมดอายุ ซ่อมมาจนไม่รู้จะซ่อมอย่างไรแล้ว ก็ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ขนาดหนัก  เราต้องมี ไม่อย่างนั้นจะเทียบเคียงประเทศอื่นไม่ได้ มีปัญหาในการฝึกร่วมกับต่างประเทศ รวมถึงการลาดตระเวนชายฝั่งชายทะเล หรือเมื่อภูมิภาคมีปัญหา ขอให้คิดตรงนี้ ขณะที่หลายกระทรวงก็มีการเพิ่มงบประมาณทุกปีตามสัดส่วน ซึ่งมีหลักการอยู่แล้ว ขอให้เข้าใจด้วย ไม่ใช่ไปลดคนนั้นให้คนนี้ ให้คนนั้นคนนี้ แต่จะต้องพิจารณาในรูปแบบคณะกรรมการ
อย่าเอาแต่สนุกปาก
    "ฉะนั้นการหาเสียงจะเอาแต่สนุกปาก พูดอะไรก็ได้ไม่ต้องนึกถึงประเทศชาติและความเป็นจริง วันหน้าท่านก็รับผิดชอบนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ในเรื่องของการช่วยเหลือภัยพิบัติ เรื่องน้ำท่วมอะไรต่างๆ ที่มีแต่ทหารที่จะออกมาทำงานได้ ยุทโธปกรณ์ทางทหารกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะเห็นว่านำมาใช้ดูแลประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะ ไม่ใช่เก็บไว้ใช้ทางทหารอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ รถดับเพลิงรถน้ำก็ไปแจกชาวบ้านตลอดเวลา ถ้าไปตัดงบทั้งหมดแล้วสิ่งเหล่านี้จะหายไป มันพังจะทำอย่างไร มันก็มีอายุการใช้งานทั้งสิ้น" 
    ทั้งนี้ ช่วงท้ายผู้สื่อข่าวถามว่าได้ฟังเพลงฮิตในช่วงนี้แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับมาทันทีว่า  "ไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง"
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีมีบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายตัดงบกระทรวงกลาโหมว่า "ให้ไปฟังเพลงที่ ผบ.ทบ.บอกให้ฟัง"
     ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า รู้สึกเป็นห่วงวิธีคิดของ ผบ.ทบ.ที่ถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศ ที่มีท่าทีอ่อนน้อมอย่างยิ่งกับคนที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีที่มาจากการรัฐประหาร แต่แข็งกร้าวกับคนที่เสนอตัวมาเป็นตัวแทนประชาชนตามครรลองประชาธิปไตยแบบไร้เส้น ทั้งที่โดยสถานะ ผบ.ทบ.ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ท่าจะต้องให้บอกว่าจะเพิ่มงบให้กลาโหมจากแสนกว่าล้านบาทเป็นสองแสนกว่าล้านบาทแบบที่รัฐบาลนี้ทำ จึงจะไม่เป็นคนหนักแผ่นดินในสายตา ผบ.ทบ.
    "ดิฉันจะขอยืนยันในความถูกต้อง ที่ได้เสนอขอปรับลดงบกลาโหม ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน ที่ประชาชนคนส่วนใหญ่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสกับปัญหาปากท้อง และในเวลานี้ยังไม่ปรากฏภัยคุกคามทางความมั่นคงของประเทศ ถึงขั้นจะต้องใช้กำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์มากไปกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน"
     เธอยังระบุว่า ขออนุญาตพูดอีกครั้งหนึ่งเผื่อผู้มีอำนาจจะฟังบ้าง เราเสนอให้ลดงบประมาณลงเพียง  10% ในส่วนที่ใช้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่เราเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องซื้ออย่างมากมายในสภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศที่แย่อย่างทุกวันนี้ เราชวนกลาโหมให้มาช่วยกันสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้คนรุ่นใหม่และประชาชนคนตัวเล็กๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำและตำแหน่งงานน้อยลง งานหายากขึ้น และคนจะตกงานมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จากภาวะเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้ามากระทบต่ออาชีพต่างๆ ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมให้ประชาชนคนไทยและเด็กรุ่นใหม่ของเรา
    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราต้องการปรับโครงสร้างให้กองทัพกะทัดรัด ทันสมัย เป็นสากล มีจิตสำนึกประชาธิปไตย เพราะกองทัพมีภารกิจหลักกับภารกิจรอง โดยภารกิจหลักคือการเตรียมกำลังในยามปกติ และการใช้กำลังยามมีภัยคุกคาม ส่วนภารกิจรองคือการบรรเทาสาธารณภัยและการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ซึ่งภารกิจรองนี้จึงควรลดให้สอดคล้องกับนานาประเทศ  แล้วปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองรับผิดชอบ เพราะเป็นงานในหน้าที่โดยตรง กระทรวงกลาโหมที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ควรถอยออกไป นโยบายนี้ไม่ใช่เป็นการกดดันกองทัพ แต่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายในการทำเรื่องความมั่นคงไปเกื้อหนุนเรื่องเศรษฐกิจ 
     พล.ท.ภราดรกล่าวว่า ยังมีแนวคิดในการแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงให้ทันสมัยด้วย เช่นเรื่องกฎอัยการศึก ที่ปัจจุบันหน่วยคุมกำลังสามารถประกาศเองได้แล้วต้องมีพระบรมราชโองการในการยกเลิก พรรคเห็นว่าผู้ประกาศกฎอัยการศึกควรเป็นฝ่ายการเมืองเหมือนที่ทุกประเทศเขาใช้กัน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึก 
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  กล่าวว่า จากการมองสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ การติดตามการขับเคลื่อนทางการเมืองของแต่ละฝ่าย พบว่าบรรยากาศขณะนี้คล้ายช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งเพลงหนักแผ่นดินถูกนำมาใช้ก่อนเกิดเหตุการณ์ 
แผนล้มเลือกตั้ง
    เขากล่าวว่า การที่ พล.อ.อภิรัชต์ได้หยิบยกเพลงหนักแผ่นดินสื่อสารไปยังพรรคการเมืองที่เสนอตัดงบกองทัพ เป็นการส่งสัญญาณว่าบรรยากาศของบ้านเมืองจะจบลงเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาหรือไม่ นอกจากนี้บรรยากาศการปราศรัยของซีกการเมืองอีกขั้ว ทำให้ตนนึกย้อนกลับไปก่อนยึดอำนาจวันที่  22 พ.ค.57 มีการยกวาทกรรมเรื่องเผาบ้านเผาเมืองมาขยายความอย่างต่อเนื่อง ตนในฐานะประธาน  นปช. ถ้าปล่อยให้ผ่านเลยไปคิดว่าจะมีปัญหาในอนาคตได้ ตนเข้าใจว่าเจตนาการพูดเรื่องดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การล้มกระดานไม่ให้มีการเลือกตั้ง เป็นวาทกรรมที่ถูกนำมาใช้ทั้งการเลือกตั้งปี 2554 นำพาไปสู่การยึดอำนาจ 22 พ.ค.57 ซึ่งจะนำไปสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่
    "ผมแปลกใจว่าบรรยากาศการหาเสียงก็อึมครึมอยู่แล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดรัฐประหารซ้อนหรือไม่ ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก และบรรยากาศปราศรัยเมื่อคืนของพรรคการเมืองฝั่ง คสช.ต้องการให้เกิดเรื่อง ให้ล้มกระดานการเลือกตั้ง และท่วงทำนองของ ผบ.ทบ.ที่หนักหน่วง ผมอยากให้ประชาชนได้ติดตาม เชื่อว่าเราจะเดินไปวันที่ 24 มี.ค.ได้ยากเต็มที ผมขอเตือนอะไรที่เป็นเงื่อนไขให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกคนต้องเสียสละ" นายจตุพรกล่าว  
    ประธาน นปช.กล่าวด้วยว่า จากการประเมิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะไม่มีวันชนะในสนามการเลือกตั้ง แม้ว่าจะตั้ง ส.ว. 250 คนเข้ามา แต่สำหรับประชาชนในสนามการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีวันชนะในสนามของประชาชน สนามเดียวที่ พล.อ.ประยุทธ์จะชนะคือสนามแห่งการยึดอำนาจ
    ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ระบุว่าได้กลิ่นยึดอำนาจรัฐประหารโชยมา ขอให้ไม่จริงเถอะ การใช้เพลง "หนักแผ่นดิน" มาปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังอาฆาตแค้นพยาบาทกัน และอาจนำไปสู่การประณามอีกฝ่ายว่าทำลายชาติบ้านเมือง จนอาจจะไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีเดิมๆ ที่ว่าไม่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังที่เคยเกิดขึ้นตลอดปี 2519
    หาก ผบ.ทบ.ไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นโต้แย้งอย่างเป็นเหตุเป็นผล และใช้เครื่องมือสื่อสารของกองทัพ รวมทั้งช่องทางสื่อทุกช่องทางในการช่วยเผยแพร่เหตุผลโต้แย้งดังกล่าว แล้วในที่สุดก็ยุติลงด้วยการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ไม่ใช่มาปลุกระดมสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงเฉกเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 
ให้ไปถาม 'บิ๊กจ๊อด'
    "ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ผบ.ทบ.กำลังส่งสัญญาณอะไรอยู่ ท่านกำลังสร้างเงื่อนไขที่จะนำประเทศไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจเช่นนั้นหรือไม่" นพ.เหวงระบุ
    ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผบ.ทบ.ไม่ควรเอาเวลามาแทรกแซงการเมืองหรือชี้นำลูกน้องให้เลือกใครเป็นนายกฯ ทั้งนี้คนไทยรักทหารและรู้ว่าทหารส่วนใหญ่เป็นคนดีและเสียสละเพื่อประเทศชาติ แต่ประชาชนอยากเห็นกองทัพเดินกลับกรมกองแล้วทำหน้าที่แบบทหารอาชีพ ไม่ใช่เป็นทหารนักธุรกิจหรือทหารนักการเมือง ถ้าใครอยากวิ่งเต้นประมูลงานของรัฐหรืออยากเล่นการเมืองก็ควรถอดเครื่องแบบ แล้วมาแข่งขันกับคนอื่นแบบแมนๆ อย่าดึงกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า ผบ.ทบ.ควรไปฟังเอง พ่อเขา (พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ) ยึดอำนาจมาเขาจึงชอบ ตอนพ่อเขาเสียชีวิตเมียหลวงเมียน้อยก็ฟ้องแย่งสมบัติ ซึ่งมีเป็นจำนวนมากจากการยึดอำนาจเพราะยึดอำนาจแล้วรวย ซึ่ง พล.อ.อภิรัชต์เทียบกับตนแล้วเป็นเด็กเมื่อวานซืน
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ไม่มีใครหนักแผ่นดิน ทุกคนหนักเท่ากันบนแผ่นดินนี้ ทำงานจ่ายภาษีเหมือนๆ กัน แต่ที่เรารู้แน่ๆ คืองบประมาณกองทัพหนักและเป็นภาระแผ่นดินมากเกินความจำเป็น เวลานี้เพลงหนักแผ่นดินถือว่าเชยไปแล้ว ตีตราประชาชนร่วมชาติที่เห็นต่าง ถ้าอยากฟังเพลงที่ทันสมัยควรฟังประเทศกูมีหลายๆ รอบจะดีกว่า ซึ่งถึงตอนนี้เพลงประเทศกูมียอดวิวแล้วกว่า 56 ล้านวิว เทียบกันแล้วย่อมเห็นได้ว่าประชาชนต้องการฟังอะไร และมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ทุกคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศ.