PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

ปิยบุตร'งัดทั้งใบเสร็จทางด่วนยันตั๋วเครื่องบินฟอกขาว'พ่อฟ้า'โอนหุ้นถูกต้อง



22 เม.ย.62- ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค แถลงกรณีการถือหุ้นในบริษัท วีลัค-มิเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคว่า  เมื่อมีคนไปแจ้งคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) พรรคอนาคตใหม่รวมถึงนายธนาธรได้เตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อกกต.ตามกระบวนการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก กกต. และเห็นว่ามีการเผยแพร่ข่าวว่าสำนักงานกกต. อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้อยู่และบางสำนักได้เขียนข่าวขอให้กกต.มีมติให้ทันในวันที่ 9 พ.ค. ทำให้มีแรงกดดันไปที่กกต.มากขึ้น และสื่อสำนักนั้นยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าว กกต.ว่าวันนี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการช่วยตรวจสอบที่กกต.ตั้งขึ้นมา และจะมีมติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
"พรรคกังวลใจว่าการพิจารณาของกกต. อาจขัดกฎหมายที่การพิจารณาจะต้องรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงเอกสารคำร้องที่สื่อรายงานเพียงอย่างเดียว คงจะไม่เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ก่อนที่นายธนาธรจะเดินทางไปยุโรปได้เตรียมเอกสารและได้มอบอำนาจให้ตัวแทนทีมกฎหมายของพรรคไปยื่นเอกสารที่ กกต.และขอโอกาสเข้าไปชี้แจงแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานจาก กกต."
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส. ถือครองหุ้นในกิจการสื่อมวลชน รวมถึงเมื่อเป็นส.ส.แล้ว ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ห้ามถือครองหุ้นเฉพาะตอนที่ได้รับตำแหน่งส.ส.แล้ว ซึ่งตนมองว่าข้อห้ามควรมีตอนที่มีอำนาจแล้ว เพราะตอนเป็นผู้สมัครไม่มีใครทราบว่าจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เข้าไปครอบงำสื่อ ซึ่งนายธนาธรก็เตรียมตัวในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี และขออย่าสับสนปนเปตามสื่อบางสำนักรายงาน ว่าการถือครองหุ้นเป็นการเข้าไปแข่งขันกับสัมปทานของรัฐ
"การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธรเสร็จสิ้นเสร็จตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ซึ่งมีเอกสาร เช็คขีดคร่อมการชำระค่าหุ้น ใบหุ้น และตราสารโอนหุ้น ที่แสดงว่ามีการโอนหุ้นจริง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรค 2 ระบุว่าการโอนหุ้นจะมีผลสมบูรณ์ด้วยการลงรายมือชื่อ ของผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน ซึ่งแสดงว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว และในมาตรา 1129 วรรค 3 ระบุว่า หากจะให้การโอนหุ้นจะมีต่อบุคคลภายนอก จะต้องมีการจดแจ้งในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งการดำเนินการโอนหุ้นของนายธนาธร และภรรยา ไปยังนางสมพร ได้มีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเรียบร้อยแล้วนับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2562 นายธนาธรจึงไม่ได้ถือหุ้นนี้อีกต่อไป"
เลขาฯพรรค อนค. กล่าวว่า กรณีสื่อบางสำนักยังพยายามขุดคุ้ยและระบุว่า ในวันที่ 8 ม.ค.นายธนาธร ไม่ได้ร่วมประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเช้านายธนาธรยังคงลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และเดินทางกลับมากรุงเทพด้วยรถตู้ในช่วงบ่าย และมีหลักฐานในเสร็จ easy  pass ในการเดินทางในช่วงเวลา 15.00 น. และนายธนาธรมีภารกิจเดินทางสนามบินดอนเมืองต่อไปยังนครศรีธรรมราช ในวันที่ 9 มกราคม ดังนั้นหลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่า ช่วงเช้าปราศรัยและช่วงบ่ายเดินทางกลับมาร่วมประชุม ข้อเท็จจริงนี้หวังว่าสื่อคงมีใจที่เป็นธรรมและกระจ่างชัด ไม่ควรที่จะตั้งข้อสงสัยอีก
จากนั้นในวันที่ 14 มกราคม 2562 นางสมพรได้โอนหุ้นให้กับนายทวีและนายปิติ (นายเอและนายบี) ซึ่งเป็นหลานชายของนางสมพร เพื่อต้องการให้เข้ามาดูแลกิจการและติดตามหนี้สินจากลูกหนี้ค้างชำระ ตามที่ฝ่ายบัญชีของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  แนะนำว่า หนี้ค้างชำระน่าจะมีการติดตามทวงคืนได้ ยังไม่ให้ปิดบริษัท ทำให้ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  กลับมามีผู้ถือหุ้น 10 คน ต่อมาในวันที่ 18 ม.ค. น.ส.รวิพรรณ ได้ลงนามลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และให้มีผลในวันที่ 19 ม.ค. ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นโดยมีวาระ เรื่องแจ้งการลาออกของนายทวีและนายปิติ แจ้งการถือครองหุ้น และมีมติเลิกกิจการบริษัท เนื่องจากฝ่ายบัญชีพบว่า หนี้ที่มีอยู่เป็นหนี้ NPL หรือหนี้เสีย กว่า 11 ล้านบาท จึงตัดสินใจมีมติปิดบริษัท 
จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. นายทวีและนายปิติ รวมถึงผู้ถือหุ้นอีก 3 คน ได้โอนหุ้นคืนให้กับนางสมพรให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารบริษัท ทำให้เหลือหุ้นเพียง 5 คน และวันที่ 21 มี.ค. ทางบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้นำเอกสารไปยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า ตาม มาตรา 139 วรรค 2 ที่กำหนดให้ยื่นสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง ภายหลังจากการประชุมสามัญในวันที่ 19 มี.ค.2562 
"เรื่องนี้ควรจบตั้งแต่ 8 มกราคม ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจอีกแล้ว  แต่ในเมื่อยังสืบสาวราวเรื่อง พรรคก็ต้องชี้แจงต่อ และในการตามสืบเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนไปได้ แต่ในเมื่ออยากจะตรวจสอบก็เอาไปดูกัน และพยานหลักฐานก็ชัดเจนทั้งหมด มีข้อสงสัย ของสื่อบางสำนักและผู้สนใจ ว่า โอนหุ้นเสร็จในวันที่ 8 มกราคม แต่ไปยื่นวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งสมัครส.ส.ไปแล้ว ขอบอกว่า การโอนหุ้นมีผลทางกฎหมายไปหมดแล้ว เป็นเพียงขั้นตอนการแจ้ง ไม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของนายธนาธรเลย ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ไม่ควรจะบายปลายขนาดนี้" 
ถามว่า เกรงว่า กกต.จะประวิงเวลาในการตรวจสอบจนไม่สามารถรองรับสถานะ ส.ส. ของ นายธนาธร ในวันที่ 9 พ.ค. หรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า หากพิจารณาด้วยจิตใจเป็นธรรม เมื่อเห็นหลักฐานการโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เห็นแค่นี้ต้องมีมติทันทีแล้วว่า เรื่องนี้ไม่มีมูล จากหลักฐานต่างๆครบถ้วน และไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยที่ต้องตั้งคณะกรรมการช่วยตรวจสอบ นอกจากนี้การที่ทางคณะกรรมการดังกล่าวไปขอหลักฐานตามหน่วยงานๆ ตามที่ปรากฎออกมาเป็นข่าว แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยังไม่ได้รับโอกาสชี้แจงเลย ทั้งที่เรื่องนี้ควรจบไปตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งเราต้องขอความเป็นธรรมในการนำเอสารหลักฐานจากทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาพิจารณาด้วย 
ซักว่า ได้เผื่อใจไว้หรือไม่ว่า นายธนาธร อาจไม่ได้เป็น ส.ส. นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่เคยกังวล หากบ้านเมืองนี้ปกครองกันโดยยึดกฎหมาย และความยุติธรรมอย่างแท้จริง หากองค์กรที่ชื่อว่าเป็นองค์กรอิสระ เป็นอิสระอย่างแท้จริง ตนมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางทำอะไรได้ อย่างไรก็ตกแน่นอน
ถามต่อว่า หากกกต.มีมติออกมา เป็นใบส้ม จากกรณีดังกล่าว ทางพรรคจะดำเนินการอย่างไนต่อไป นายปิบุตร กล่าวว่า เรามั่นใจ ว่า กกต.เป็นธรรม เช่นเดียวกับเอกสารหลักฐานทั้งหมด เรียนง่ายๆว่า ให้สื่อมวลชนไปถามผู้เชี่ยวชาญที่เขียนกฎหมายหุ้นส่วน ปัญหาคือ ที่ผ่านมามีสื่อบางสำนักเสนอข่าวนี้อยู่ฝ่ายเดียว เนื้อหาข้อเท็จจริงก็ไม่ได้มีอะไรเยอะ แค่พาดหัวคนละแบบกันในแต่ละวัน จนคนสับสนว่าเรื่องนี้คือเรื่องอะไร แต่เราก็แน่ใจว่าจะไม่โดนใบส้มอะไรทั้งสิ้น

'เรืองไกร'ยื่นศาลรธน.ไม่ให้รับคำร้อง กกต.วินิจฉัยสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์

22 เม.ย.62- ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)​เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ   ขอให้ไม่รับพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่ขอให้ศาลฯวินิจฉัยว่า กกต.จะสามารถดำเนินการคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 128   ที่การคิดคำนวณดังกล่าวอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคนได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน ได้หรือไม่   และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 หรือไม่  เนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวอาจเข้า  ลักษณะเป็นการขอคำปรึกษา ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้ในคำสั่งที่ 1/2561 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2561  เรื่อง กกต.ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกกต.ตามรัฐธรรมนูญ  กรณี กกต.แต่ละคนจะใช้อำนาจในการสั่งยกเลิกหรือระงับการเลือกตั้ง  ของหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งที่พบการกระทำความผิด  

โดยในคำสั่งดังกล่าวศาลเห็นว่า ตามคำร้องของกกต.ยังเป็นเพียงข้อสงสัย ข้อหารือ หรือการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.  คำร้องของ กกต. จึงไม่เข้าด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย   ไม่รับวินิจฉัยคำร้อง  ที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ว่า กกต.จะสามารถดำเนินการคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 128  โดยการคิดคำนวณดังกล่าว  อาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.  ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน  ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคนได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ได้ข่าวว่าทางองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญชุดเล็กมีความเห็นว่าจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง กกต.ได้ยื่นเรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่แปลก   ถ้าเทียบกับสมัยไทยรักษาชาติ(ทษช.)​  เพราะตอนนั้นศาลทั้งมีแถลงข่าว   แต่การที่ กกต.ยื่นเรื่องนี้ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.จะใช้สูตรใดมาคำนวณหาส.ส.บัญชีรายชื่อ  เป็นเหตุให้ผู้รู้มากมายทั้งฝ่ายกฎหมาย ครม. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  หรือกระทั้งอาจารย์ผู้รู้ช่วยกันวิจารณ์   ตนมองว่าเรื่องนี้มันวินิจฉัยได้ไม่ยาก และทำให้สภาวะการเมืองไม่ต้องมาฝันหวานกัน  ที่ฝันว่าข้างนั้นข้างนี้จะตั้งรัฐบาล   ซึ่งคำร้องของตนนี้อาจจะทำให้ฝันสลายก็ได้  เพราะถ้ายื่นไปแล้วศาลเห็นด้วย การที่กกต.จะรับรอง ส.ส.เขตให้ได้ร้อยละ 95 ก่อนแล้วค่อยมารับรองส.ส.บัญชีรายชื่อคงจะไม่ทันวันที่ 9 พ.ค.  ฉะนั้นถ้าจะยืดอายุต่อเวลาก็ต้องไปเอาความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯมาดู   ตนก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยว่า กกต.ยังมีเวลา   แต่ถ้า กกต.ไม่มั่นใจและประกาศผลไม่ทัน  เลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะทำให้บรรดาพรรคการเมืองฝันไม่ใกล้ความจริงมากหนักก็ต้องขออภัยที่คำร้องของตนจะไปกระตุ้นอารมณ์ของใคร แต่ตนไม่ใช่งูเง่างูเขียวเป็นเพียงคนร้องคนหนึ่งเท่านั้น
"เรื่องนี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญถือตามเหตุเดิมนั้นก็ไม่น่าจะรับคำร้องของ กกต.   ซึ่งในวันที่ 24 เม.ย.นี้   องค์คณะชุดเล็กจะส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหญ่พิจารณานั้น   ต้องบอกว่าท่านคงรับเรื่องนี้ไม่ได้   ถ้าดูตามมาตรฐานของศาล   เว้นแต่จะมีเหตุผลอย่างอื่น  ซึ่งถ้าองค์คณะศาลฯทั้ง 9 ท่านรับ ท่านก็ต้องแสดงความเห็นส่วนตัวทั้ง 9 คน"

7พรรคเล็กชงตั้งรัฐบาล'สามัคคีสร้างชาติ'พร้อมชงสูตรปาร์ตี้ลิสต์



22 เม.ย.62- ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  กลุ่มรวมพลังพรรคพรรคการเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยพรรคภาคีเครือข่ายไทย  พรรคแผ่นดินธรรม  พรรคพลังไทยดี พรรคพลังแผ่นดินทอง พรรคภารดรภาพ พรรคกรีน  และพรรคประชาไทย  เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.เพื่อเสนอสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลที่เหมาะสมและเป็นธรรม  

โดยกลุ่มดังกล่าวเห็นว่าภายหลังการเลือกตั้งผ่านมาแล้ว  1 เดือน ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีการเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา แต่ก็มีการมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีฝ่ายค้าน    ดังนั้นกลุ่มรวมพลังพรรคการเมืองขอเสนอตั้งรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติ  เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหมด โดยพรรคการเมืองใดจะประสงค์ร่วมรัฐบาลให้ไปลงชื่อร่วมกัน  ส่วนพรรคใดที่มีแนวทางไม่ตรงกับกลุ่มร่วมรัฐบาลก็มาร่วมเป็นฝ่ายค้านได้   ซึ่งรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติ ก็เป็นไปรัฐธรรมนูญ มาตรา  3 , 5, 8 และ 265   นอกจากนี้ยังขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอรายชื่อผู้ที่ผ่านการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็น ส.ว.ให้นำรายชื่อทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระบารมีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส.ว.จำนวน  250 คน  ตามพระราชอัธยาศัย เพื่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี   ทั้งนี้ทางกลุ่มจะนำแนวคิดรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติไปหารือร่วมกับ 20 พรรคเมืองต่อไป
ขณะเดียวกันกลุ่มดังกล่าว ยังเสนอสูตรวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้การเมืองพ้นจาการติดล๊อค เนื่องจากสูตรวิธีการคำนวณที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้ ส.ส.ไม่ครบ และการคำนวณที่ไม่ลงตัว  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต 137 คน  ซึ่งมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมีถึง  26 คน   ดังนั้นการใช้สูตรในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้ เพราะไม่เป็นธรรม  กลุ่มจึงขอเสนอสูตรการคำนวณ โดยตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทยที่มีจำนวนกว่า  7.9 ล้านคะแนนออกไป  ก็จะเหลือคะแนน 27 ล้าน    และไม่นำ ส.ส.เขต จำนวน 137 มาร่วมคำนวณ  ดังนั้นตัวเลขที่จะต้องนำมาใช้คำนวณจริง  คือ คะแนน  27,612,017 หารด้วย  363  จะเท่ากับคะแนนเฉลี่ย  76,066 คะแนน  จากนั้นนำคะแนนของแต่ละพรรคมาหารด้วยค่าเฉลี่ยใหม่ 76,066 ก็ได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค  ซึ่งจะมีพรรคที่ได้ ส.ส.พึงมีตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป 15 พรรค  ได้ ส.ส.478 คน  จะเหลือเศษ 22 คน  จึงให้ไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.พึงมีน้อยกว่า 1 คน  นับตั้งแต่พรรคในลำดับที่ 16 ถึง 37  ซึ่งจะเป็นการรับรองว่าทุกคะแนนเสียงจะไม่ตกน้ำ  และจะได้ ส.ส.ครบ 500 คน  จำนวน 37 พรรค  และสูตรนี้ก็ยังเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

“บิ๊กตู่”ปัด ค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ


“บิ๊กตู่”ปัด ค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ




ปัดค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 เมษายน ที่โรงแรมอินโดจีน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช. ) ให้สัมภาษณ์สื่อมวชชน ภายหลังเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันนายกรัฐมนตรีกัมพูชา


เมื่อถามถึงกรณีศาลปกครองสูงสุด ตัดสินให้รัฐคืนเงินชดเชยให้กับบริษัทโฮปเวลล์จากการบอกเลิกสัญญา รวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมถึงค่าธรรมเนียมศาล ภายใน 180 วัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เดี๋ยวรอฟังคำพิพากษาก่อน ตนไม่ได้เกี่ยวข้อง และเขายังเจรจากันอยู่ โครงการนี้ใครทำ และรัฐบาลไหนแก้ รัฐบาลนี้ต้องมาแก้ไง หลายเรื่องแล้วที่รัฐบาลแก้ไป ทั้งใช้มาตรา 44 เป็นการแก้ปัญที่เกิดขึ้นมาแล้ว และแก้ไม่ได้ เข้าใจหรือยัง ถ้าบอกว่าไม่ต้องแก้ ให้ปล่อยอย่างนี้ ก็จะโดนเขาฟ้องมากขึ้นไปเรื่อยๆ เอาหรือไม่ รัฐบาลนี้แก้ยังโดนด่าเลย ไม่ใช่รัฐบาลนี้ไม่แก้ ต้องไปด่าคนไม่แก้สิ

ปัดวิ่งเต้น-ใช้เส้นสาย! 'บิ๊กติ๊ก'ยันทำตามขั้นตอน ชนะประมูลสร้างอาคาร'ทภ.3'


"บิ๊กติ๊ก"ลั่น!ตนเป็นทหารเก่า ลูกชายจะทำอะไรยึดระเบียบ-ความถูกต้อง แจงชนะประมูลสร้างอาคารทภ.3ไม่ได้วิ่งเต้น-ใช้เส้นสาย ยันทำตามขั้นตอน

22 เม.ย.62 พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่บุตรชายชนะการประมูลการเสนอราคาประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารของกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 14 จ.ตาก ของกองทัพภาคที่ 3 จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่า อยากให้สื่อมวลชนช่วยไปดูข้อเท็จจริงว่าบุตรชายของตนได้ทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่า เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องยึดความถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบตามที่หน่วยงานต่างๆ กำหนดไว้ไม่ได้ไปวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสาย หรือการไปประมูลใช้ชื่อของตนหรือของคนอื่น ซึ่งสื่อมวลชนนำไปลงกันเองทั้งนั้น จนทำให้คนเข้าใจผิด

ทั้งนี้ พล.อ.ปรีชา เคยดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก่อสร้างของบุตรชายคนโตก็เคยชนะการประมูลการก่อสร้างในโครงการสำคัญของกองทัพภาคที่ 3 และของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

โครงการโฮปเวลล์

โครงการโฮปเวลล์ หรือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (อังกฤษBangkok Elevated Road and Train System - BERTS) เป็นโครงการก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และรถไฟฟ้ายกระดับ บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ในเครือโฮปเวลล์โฮลดิงส์ บริษัทสัญชาติฮ่องกง ของนายกอร์ดอน วู
โครงการก่อสร้างประกอบด้วย โครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจร เพื่อลดจุดตัดกับทางรถยนต์ (Grade Crossing) เพื่อลดปัญหาการให้รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ ก่อสร้างคร่อมทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระยะทางทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และให้ผลตอบแทนรายปี 30 ปี รวม 53,810 ล้านบาท โดยโฮปเวลล์จะได้รับสิทธิสร้างถนนยกระดับ เรียกเก็บค่าผ่านทาง คู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ และได้รับสัมปทานเดินรถบนทางรถไฟยกระดับด้วย และสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และอสังหาริมทรัพย์สองข้างทาง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ 
โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยมีการเปิดประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง ผลการประมูล บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิงส์ ของนายกอร์ดอน วู เป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งคือ บริษัทลาวาลิน (SNC-Lavalin) จากแคนาดา มีการลงนามในสัญญาโดยนายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคกิจสังคม กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 [2] อายุของสัมปทาน 30 ปี มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2534 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ในระยะแรกใช้ชื่อโครงการว่า Railways Mass Transit (Community Train) and Urban Free System (RAMTUFS)
แผนงานการก่อสร้าง แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ประกอบด้วย [3]
การก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากประสบปัญหาในการส่งมอบพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟ ประกอบกับเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร เหมือนในช่วงแรกของรัฐบาลชาติชาย ทำให้แนวโน้มการลงทุนธุรกิจในอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลง ปัญหาเรื่องจุดตัดกับโครงการถนนยกระดับวิภาวดีรังสิต (ดอนเมืองโทลล์เวย์) และการก่อสร้างล่าช้าจนอัตราคืบหน้าของงานไม่เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล
ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เข้ามาตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมดที่มีเงื่อนไขการผูกขาด โครงการโฮปเวลล์ ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ถูกตรวจสอบโดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน และจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร ขึ้นมาดำเนินการแทน เมื่อ พ.ศ. 2535
ในรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่ 1 โครงการโฮปเวลล์ได้รับการผลักดันต่อโดยพันเอกวินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ยังประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ปัญหาเรื่องเงินทุน แหล่งเงินกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และปัญหาเรื่องแบบก่อสร้าง ระยะห่างระหว่างรางรถไฟ กับไหล่ทางมีน้อยเกินไปเพราะข้อจำกัดของพื้นที่ และไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล[ต้องการอ้างอิง]
อย่างไรก็ตามประเด็นหลัก ที่โครงการไม่สามารถถูกดำเนินการไปต่อได้ เนื่องมาจากการที่ไม่มีการระบุไว้ในสัญญาว่าโครงการจะต้องแล้วเสร็จเมื่อใด เป็นผลให้บริษัทโฮปเวลล์ มีสิทธิ์อันชอบทำที่จะไม่ทำโครงการให้แล้วเสร็จ
ต่อมาในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์ หลังจากบริษัทโฮปเวลล์หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 [4]
โครงการการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ สิ้นสุดลงในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 หลังดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 7 ปี มีความคืบหน้าเพียง 13.77 % ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรจะมีความคืบหน้า 89.75% กระทรวงคมนาคมได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2541 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วย ภายหลังจากบอกเลิกสัญญา การรถไฟแห่งประเทศไทยถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ และได้มีความพยายามนำโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้วมาพัฒนาต่อ จากผลการศึกษาสรุปว่าจะนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต
บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นค่าใช้จากการเข้ามาลงทุนเป็นเงิน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่การรถไฟฯ ก็เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการ เป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท
คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด ในฐานะตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนจากโฮปเวลล์ฯ และนายถวิล อินทรักษา อดีตผู้พิพากษา เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ [5] ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์ เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท เงินค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่บริษัทชำระไปแล้ว 2,850 ล้านบาท และเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38,749,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ให้กับบริษัท [6]
โดยในปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของ โครงการโฮปเวลล์ ที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี เพื่อใช้ในการสร้างทางวิ่งของรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายท่าอากาศยานดอนเมือง และในส่วนที่ทรุดโทรมหรือผุพังก็จะดำเนินการตัดทิ้ง เพื่อหล่อตอม่อใหม่ให้กับทางวิ่งของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม

ด่วน!! สั่ง ‘รฟท.’ จ่ายค่าโง่ 1.2 หมื่นล้านคดีโฮปเวลล์


ด่วน!! สั่ง ‘รฟท.’ จ่ายค่าโง่ 1.2 หมื่นล้านคดีโฮปเวลล์


“ศาลปกครองสูงสุด” สั่ง “รฟท.” ปฏิบัติตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ จ่ายคืนเงิน 12,000 ล้านบาทให้บริษัทโฮปเวลล์
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเป็นยกฟ้องมีผลให้กระทรวงคมนาคม โดยการ รถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้อง ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551

โดย รฟท. ต้องคืนเงินชดเชยให้กับบริษัทโฮปเวลล์จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี พร้อมคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาทที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ

ซึ่งประกอบด้วยเงินที่บริษัทได้ชำระเป็นค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท. ถึงก่อนวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,850 ล้านบาท รวมถึงเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท และเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับคดีถึงที่สุด

รัฐเสียค่าโง่'โฮปเวลล์'1.2หมื่นล้าน!ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ

รัฐเสียค่าโง่'โฮปเวลล์'1.2หมื่นล้าน!ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ


2 เม.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้น ให้บังคับคดีโฮปเวลล์ ตาม คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ภาครัฐจ่ายค่าโง่  รวม 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
///


///
คดีคดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 ทั้งหมด และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ทั้งหมด และมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสอง เนื่องจากศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคำนวณนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทแล้ว ระยะเวลาของการเสนอข้อพิพาทจะครบกำหนดห้าปี คือ ในวันที่ 30 มกราคม 2546 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และเมื่อระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องสำคัญ ถือได้ว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลปกครองสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าในกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ 
การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับข้อพิพาทดังกล่าวไว้พิจารณาและต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 และการที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นข้อเรียกร้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ดังกล่าว เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการรับข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา และต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด 

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

ข้อเสนอม.270อันตราย

Pornson Liengboonlertchai

ข้อเสนอที่ให้ใช้ ม.270 ของรัฐธรรมนูญมาเป็นทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาการออกกฎหมายต่างๆ ทั้งนี้เพราะเรื่องเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลในอนาคต หากพิจารณาตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่พึงเสนอให้กระทำและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
.
1.ม.270 อยู่ในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจแก่วุฒิสภาเป็นการ "เฉพาะเรื่อง" กล่าวคือ วุฒิสภามีอำนาจร่วมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวพันกับการปฏิรูปประเทศเท่านั้น ไม่ใช่การตราตัวบทกฎหมายทั่วๆ ไป
.
2.การอาศัย ม.270 เป็นฐานอำนาจในการออกกฎหมายคือการตีความให้กฎหมายทุกฉบับเป็นเรื่องการปฏิรูปประเทศทั้งหมด การตีความเช่นนี้ก่อให้เกิดผลอันแปลกประหลาด ขัดแย้งต่อ "เหตุผลของเรื่อง" (Nature of things) ที่ใช้กำกับในการตีความรัฐธรรมนูญด้วย กล่าวคือ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ม.270 เอง กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากตีความเช่นนี้ ต่อไปการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติจะมาใช้และอ้างอิง ม.270 เพียงมาตราเดียวเท่านั้นอันถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดยิ่ง
.
3.การตีความเช่นนี้ส่งผลเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งตามหลักวิชาอาจกล่าวได้ว่าเป็นการตีความอันมีลักษณะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยพฤตินัย (De Facto Constitutional Amendment) เพราะเป็นการขยายอำนาจให้แก่วุฒิสภาในการตรากฎหมายอย่างชัดแจ้ง ส่งผลกระทบต่อการใช้และความสัมพันธ์ในทางอำนาจระหว่างองค์กรทางรัฐธรรมนูญด้วยกันอีกด้วย อันอาจส่งผลกระทบและความเสียหายต่างๆ ตามมาอีกมากมาย
.
เราพึงต้องตระหนักด้วยว่าปัญหาหนึ่งของวิกฤติระบอบรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาคือ การ (พยายาม) ตีความ หรือบังคับใช้ที่ไม่สอดคล้องตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่แท้จริง (Constitutional fidelity) ดังนั้น จึงพึงหลีกเลี่ยง ไม่เช่นนั้นก็จะกลับไปสู่วังวนเดิมอีกครับ

ไพศาล เตือนอย่าเร่งกกต.สอบกรณีหุ้นธนาธรมากระวังพลาด

เรื่องการถือหุ้นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ของคุณธนาธรนั้น
ประเด็นเรื่อง ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เป็นประเด็นสำคัญที่สุด แต่พูดถึงกันน้อยมาก ซึ่งจะไปว่ากกต. ว่าดองเรื่องไม่ได้เพราะมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ ท่านต้องรอบคอบ มิฉะนั้นก็หงายท้องเอาง่ายๆ
1 แม้บริษัทจะมีชื่อว่า Media แต่จะเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์หรือไม่ ต้องดูการทำธุรกิจว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือไม่ 
เช่นเดียวกับกิจการที่ตั้งชื่อร้านว่า รุ่งฟ้าอาภรณ์ แต่ถ้าขายข้าวมันไก่ ก็เป็นธุรกิจขายข้าวมันไก่ ไม่ใช่ธุรกิจรับตัดเสื้อผ้า
2 บริษัทที่ถือหุ้นนั้น ทำธุรกิจอะไร?ตามข่าวที่ปรากฏอาจเป็นอย่างมากแค่รับจ้างพิมพ์สิ่งพิมพ์ ที่เป็นข่าวก็ไม่ใช่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เป็นธุรกิจรับจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการจ้างทำของ
3 การจะเป็นความผิดหรือต้องห้ามการสมัครรับเลือกตั้งนั้น หากเป็นบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ก็ต้องเป็นบริษัทที่กำลังดำเนินธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าเลิกกิจการไปแล้วหรือเลิกทำธุรกิจไปก่อนแล้วก็ไม่ใช่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อีกต่อไป
ประเด็นนี้กกต. จะต้องพิจารณาใคร่ครวญและมีพยานหลักฐานให้พร้อม
มิฉะนั้นแล้วก็จะตายน้ำตื้น!
ที่เที่ยวพูดกันไปพูดกันมาแล้วตั้งข้อสงสัยเรื่องการโอนหุ้นนั้น ก็ต้องรู้ก่อนว่าบริษัทนี้ไม่ใช่บริษัทในตลาดหุ้นเอกสารหลักฐานทั้งหมดจัดทำโดยบริษัทและอยู่ที่บริษัท คนนอกยากที่จะมีหลักฐานไปหักล้าง จึงไม่ง่ายที่จะมีพยานหลักฐาน ดังที่มีการพูดจากัน!
ดังนั้นอย่าเพิ่งไปด่าหรือเร่ง กกต.ท่านเลย ให้เวลาท่านหาพยานหลักฐานให้เต็มที่จะดีกว่า
อย่าลืมว่าในกกต.นั้นมีอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีฝีมืออยู่ถึง 2 คน ท่านเชี่ยวชาญเรื่องพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นอย่างดี
และหนึ่งในนั้นก็คือศิษย์ร่วมสำนักของผมเอง!

สอนมวย 'ไพบูลย์' แพ้ก็คือแพ้ ถ้าประชาชนเลือกไม่เลือก ก็ตามนั้น!

ประชาธิปัตย์ สอนมวย 'ไพบูลย์' แพ้ก็คือแพ้ ถ้าประชาชนเลือกไม่เลือก ก็ตามนั้น!
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ว่า จะหารือเรื่องการจัดประชุมใหญสามัญประจำปีในวันที่ 24 เม.ย. นี้ และการหารือเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค รวมถึงข้อเสนอการปฏิรูปพรรคบางส่วน
เช่นการจัดตั้งสำนักงานวิจัยและพัฒนานโยบาย และจัดตั้งสำนักงานพัฒนาสาขาและสมาชิก ทั้งนี้มีแนวโน้มที่จะเสนอ ให้ตั้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคขึ้นมา 1 คณะ เพื่อดูแลรับผิดชอบการเลือกหัวหน้าพรรค โดยข้อบังคับพรรคระบุไว้ชัดเจนว่าต้องคำนึงถึงการหยั่งเสียงซึ่งมีระบบไพรมารีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อาจจะใช้วิการแตกต่างจากครั้งที่แล้วเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานการณ์บ้านเมือง
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า แต่อาจจะทำแบบย่อส่วนคือการใช้โซเชียลเข้ามาช่วย โดยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารที่ต้องพิจารณาว่าจะมี กกต.พรรคเข้ามาดูแลเหมือนครั้งที่แล้วหรือไม่ ถ้ามีต้องเป็นหน้าที่ กกต.พรรคที่ต้องจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งต้องมีการกำหนดวันรับสมัคร และคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค
โดยต้องเป็นการเลือกตั้งที่เปิดกว้าง เพื่อให้เป็นตัวอย่างทางการเมือง พร้อมระบุ การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะเกิดขึ้นภายใน 7 วัน หลังกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค. เพราะมีภารกิจที่จะต้องรับรอง ส.ส. และประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาจุดยืนพรรคว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่
นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึง ความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกพรรคว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่าเป็นแนวคิดส่วนตัวของแต่ละคน ยืนยันว่า ประชาธิปัตย์มีขั้วเดียว เมื่อมีมติพรรคออกมาอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตามมติพรรค ใครที่ไม่ปฏิบัติตาม จะถูกกรรมการจริยธรรมวินัยพรรค หรือถูกภาคทัณฑ์ ประชาธิปัตย์ต้องไม่มีงูเห่าโดยเด็ดขาด
หากใครที่ดำเนินการในลักษณะเป็นงูเห่า เชื่อว่าพรรคจะมีมาตรการเด็ดขาด แม้ในรัฐธรรมนูญจะให้เอกสิทธิ์ ส.ส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีโดยอิสระ แต่ข้อบังคับพรรคเขียนไว้ชัดเจน ว่าต้องเคารพมติพรรค หากอ้างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ใครก็อ้างได้
นายอลงกรณ์ระบุว่า วันนี้ยังไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งที่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล กกต.ก็ยังพิจารณาคดีทุจริตการเลือกตั้งอยู่ ดังนั้นเสียงที่เห็นยังไม่เป็นทางการ จึงอยากให้รอการรับรองผลการ และรับรองผลมาอย่างไร ก็ต้องเคารพเสียงของประชาชน
ถ้าระบบประชาธิปไตยเดินหน้าในระบบรัฐสภาอย่างนี้ก็จะไม่มีการรัฐประหารและรัฐสภาจะเดินหน้าไปเอง พร้อมระบุอย่าพึ่งไปตัดสินใจว่า เป็นรัฐบาลปริ้มน้ำ เพราะเสียงยังไม่นิ่ง ในการตัดสินใจว่าร่วมกับใคร ให้รอหลัง 9 พ.ค.
แนะ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” รู้จักความพ่ายแพ้
ส่วนแนวคิดของนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรรคประชาชนปฏิรูป ที่เสนอให้ใช้มาตรา 270 ให้ ส.ว. มาร่วมโหวตงบประมาณร่วมกับ ส.ส.นั้น นายอลงกรณ์ระบุว่า คิดแผลงๆกันตลอดเวลา ถ้าทุกคนยึดมั่นในระบบรัฐสภา ประเทศก็เดืนหน้าไปได้ แพ้เลือกตั้งก็คือแพ้ ประชาชนเลือกก็คือเลือก
ต้องเลิกแบ่งขั้วกันได้แล้ว ประชาชนเลือกใครมากกว่าก็ให้จัดตั้งรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดิน ดีก็อยู่ได้ ทำไม่ดีก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จึงอยากให้เพลาๆกันหน่อยที่เสนอความคิดแหวกแนวระบบรัฐสภา เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่เป็นผลดีต่อการเมืองในอนาคต และขออย่าใช้วิชามารใดๆ ทั้งงูเห่า และทุกวิธีที่จะทำให้ประชาธิปไตยกลับสู่วงจรอุบาทว์อีก

4 องคมนตรี “คนดี คนเก่ง” ทั้งทหาร-พลเรือน ถูกนักการเมือง เสนอว่า เหมาะเป็น นายกฯคนกลาง

เมื่อ ชื่อ 4 องคมนตรี “คนดี คนเก่ง” ทั้งทหาร-พลเรือน ถูกนักการเมือง เสนอว่า เหมาะเป็น นายกฯคนกลาง ในสถานการณ์พิเศษ หากต้องมี รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดอง หรือ รัฐบาลพิเศษ....หากถึง”ทางตัน”....แต่ บิ๊กตู่ ยังเต็งหนึ่ง นายกฯรัฐบาลผสม
น่าสนใจ .....จากการที่ นายเทพไท เสนพงศ์ แกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำให้น้ำหนัก กับ “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือ “รัฐบาลปรองดอง” เป็น “ทางออก “ให้การเมือง ที่อาจถึง “ทางตัน” จากรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดปัญหาหลังการเลือกตั้ง.....
ตัองยอมรับว่า กกต. ถูกวิจารณ์ และตั้งคำถาม อย่างหนัก ในการจัดเลือกตั้ง การนับคะแนน การคำนวณสูตรปาร์ตั้ลิสต์ และการ “สอย” สส. ก่อนการรับรองผล อย่างเป็นทางการ ใน9 พค.นี้ ความวุ่นวายที่จะตามมา .... และความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น จาก การที่ “ธนาธร-ปิยะบุตร” แห่งพรรคอนาคตใหม่ โดนคดี
นายเทพไท แนะจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ-รัฐบาลปรองดอง เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนและแก้รัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลนี้มีวาระ 2 ปีแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่
โดย บุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง ต้องเป็นคนที่เข้าได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มี 4 คน
1. บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี อดีต ผบ.ทบ. แม้จะเป็นทหารแต่มีหลักประชาธิปไตย ค่อนข้างชัดเจน
2. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ที่ผ่านมาเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มีประสบการณ์การปกครองค่อนข้างสูง
3. นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD)
4. นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคปชป. อดีตนายกฯ ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และถือเป็นบุคคลที่ทำงานภายในสภามานาน
ไม่แค่นั้น ยังมีการปล่อย ชื่อของ ดร.กบ อำพน กิตติอำพน องคมนตรี ผู้มากประสบการณ์ในการบริหารงาน อดีตเลขาฯครม.หลายสมัย และอดีต ผอ.PMDU ยุค บิ๊กตู่ ก่อนเป็นองคมนตรี
หรือแม้แต่ ชื่อ บิ๊กต๊อก พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี และอดีต รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล คสช. ที่มีความเด็ดขาด และ เป็นที่ ไว้วางฯ และเป็น พี่เลิฟ ของ บิ๊กแดง พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. และ เป็น น้องรัก นายกฯบิ๊กตู่
น่าแปลก ที่ชื่อของ นายกฯคนนอก คนกลาง ถูกเสนอ ถูกปล่อยชื่อ ออกมา ส่วนใหญ่ เป็นองคมนตรี ที่ล้วนเป็น คนดี คนเก่ง ที่ได้รับการคัดเลือก ไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญ
จนทำให้ วันนี้ ทั้ง พลเอกประยุทธ์ และ พลเอกประวิตร งดตอบ หรือให้ความเห็น เรื่องรัฐบาล แห่งชาติ
แต่ สัปดาห์ที่แล้ว พลเอกประยุทธ์ ระบุว่ารัฐบาลแห่งชาติ ไม่ได้มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนุญ จะเป็นไปได้อย่างไร. ไม่ใช่ใครอยากจะกำหนดกติกาขึ้นมาใหม่ ก็ได้ตามใจ และทำให้คิดว่า คนเสนอแนวคิดนี้ หวังผลอะไร
ก่อนที่ต่อมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พรรคพลังประชารัฐ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ มาตลอด จะบอกว่า เป็นแผนสกัด พลเอกประยุทธ์
แต่ดูท่าว่า ที่เสนอๆ กันออกมานั้น ไม่น่าจะเป็น รัฐบาลแห่งชาติ หริอรัฐบาลปรองดอง ..,..แต่น่าจะหมายถึง รัฐบาลพิเศษ เสียมมากกว่า เพราะ ชื่อนายกฯ ส่วนใหญ่เป็น องคมนตรี
แต่กระนั้น ชื่อของ พลเอกประยุทธ์ ยังคงเต็งหนึ่ง ในสูตรพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาลผสม เสียงปริ่มน้ำ......
แต่ก็ไม่มี ใครรู้ว่า ปลายทาง อะไรจะเกิดขึ้น .....เพราะเรื่องคาดไม่ถึง ในยุคนี้ เกืดขึ้น ได้เสมอ !!!

งานเข้ามิ่งขวัญ

“สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์” คนที่ถูก ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวหาว่าครอบงำพรรคเศรษฐกิจใหม่ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทที่ค้างภาษีนำเข้า กรมศุลฯสั่งล็อค ห้ามจดชำระบัญชีฯ เมื่อปี 2559

อ้างอิงข่าว
18 เม.ย. 2562 ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ยื่นยุบพรรคตัวเอง พร้อมขอ กกต.งดประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ อ้าง “มิ่งขวัญ” ผิดนัดประชุมผู้สมัคร ส.ส.พรรค หลังช่วยค่าใช้จ่ายคนละ 1.5 หมื่น ปล่อย “สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์” กรรมการ บ.ไทยวัฒนา แอสเซ็ท ซึ่งเป็นคนนอกครอบงำ-ชี้นำ
*****************
1 ส.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา นายวิชัย มากวัฒนสุข ผู้อำนวยการส่วนคดีแพ่งและคดีปกครอง ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศุลกากร ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการกองข้อมูลธุรกิจ เพื่อขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและระงับการขีดชื่อออกจากทะเบียน นิติบุคคล จำนวน 47 รายโดยให้เหตุผลว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิติบุคคล จำนวน 47 ราย ที่กรมศุลกากรส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระงับรับจดทะเบียน มีบริษัทจดทะเบีบนในตลาดหลักทรัพย์ 3 รายคือ บริษัท สวนอุตสาหกรรมวินโคสท์ จำกัด(มหาชน) บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด(มหาชน) บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)
ผู้ประกอบการนำเข้ารถยนต์ 14 ราย อาทิ บริษัท จูบิลี่ไลน์ จำกัด บริษัท เมก้า เวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (นาย สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ ถือหุ้นใหญ่)

จับตา'บิ๊กป้อม'ประชุม ก.ตร.ตั้งผบช.สตม.แทน'บิ๊กโจ๊ก'

จับตา'บิ๊กป้อม'ประชุม ก.ตร.ตั้งผบช.สตม.แทน'บิ๊กโจ๊ก'


    
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 เม.ย. เวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 4/2562 ที่ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยมีวาระสำคัญการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษตร. ยศ พล.ต.อ. 4-5 ตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิตร. ยศ พล.ต.ท. ประมาณ 20 ตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิตร. ยศ พล.ต.ต. ประมาณ 30 ตำแหน่ง นอกจากนี้คาดว่าจะพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผบช.สตม. ที่ถูกโยกย้ายเป็นข้าราชการพลเรือนด้วย

กกต. ชี้แจงกรณีวันเลือกตั้ง ไม่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

กกต. ชี้แจงกรณีวันเลือกตั้ง ไม่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
​ตามที่นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. และเผยแพร่ข้อความ ของจดหมาย ลงใน Facebook ส่วนตัว สรุปใจความว่า "วันเลือกตั้ง เป็นวันที่ หกสิบเอ็ด นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ. ศ. 2562 ใช้บังคับ" นั้น
​สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า ตามมาตรา 102 และมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีที่ใช้ในภาวะปกติ แต่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น จะต้องเป็นไปตามบทเฉพาะกาล ซึ่งเขียนไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 268 ซึ่งบัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ดังนั้น กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งสอดคล้องกับ บทเฉพาะกาล แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 171
ดังนั้น การกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ทุกประการ