PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

สุรพศ ทวีศักดิ์: ขจัดอนาคตใหม่กับต้นทุนที่ต้องจ่าย

เพื่อขจัด “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” สองพี่น้องตระกูลชินวัตร ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องฉีกรัฐธรรมนูญไปถึง 2 ฉบับ ผ่านรัฐประหาร 2549 และ 2557 ถามว่านอกจากขจัดสองพี่น้องตระกูลชินออกจากประเทศไปได้แล้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้และเสียอะไร
ผลได้รูปธรรมคือ แกนนำ พธม.ตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” แต่เมื่อลงเลือกตั้งปี 2554 ก็ไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว แกนนำ กปปส.ตั้งพรรคการเมืองก็ได้ ส.ส.มาเพียง 5 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ขณะที่ประชาธิปัตย์แพ้เกินคาดหมาย ส่วนพลังประชารัฐที่ประกาศหนุนประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกฯต่อ ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทย ดังนั้น ผลคะแนนนิยมจากประชาชนก็ยังแพ้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ดี   
ผลได้นามธรรมคือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบผลสำเร็จในการปกปครองด้วยการสร้างความหวาดกลัว ที่ดำเนินการผ่านรัฐประหาร 2549 การสลายการชุมนุม 2553 รัฐประหาร 2557 และการใช้คำสั่ง กฎหมายของ คสช.ปิดปาก ไล่ล่า ดำเนินคดี จับฝ่ายคิดต่างปรับทัศนคติ เข้าคุก และถูกกดดันให้หนีออกนอกประเทศ ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองขยายวงกว้างเกินกว่าที่ คสช.จะเอาอยู่
แต่ผลได้นามธรรมดังกล่าวนี้ก็ไม่ใช่สิ่งยั่งยืน เพราะประชาชนที่รักเสรีภาพและประชาธิปไตยก็ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวตลอดเวลา ยังมีประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่พยายามใช้กลวิธีหลากรูปแบบในการลุกขึ้นมาต่อสู้ไม่สิ้นสุด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าในยุคศตวรรษที่ 21 การปกครองด้วยการสร้างความหวาดกลัวกับความเชื่อถือศรัทธาไม่อาจไปด้วยกันได้
ส่วนผลเสียรูปธรรมนั้นมากเกินคณานับ ระบอบประชาธิปไตยถูกพังไปถึง 2 ครั้ง เกิดความแตกแยกของประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหาร เกิดการสูญเสียชีวิตและอิสรภาพของประชาชนทั้งสองฝ่ายผ่านเหตุรุนแรงในการชุมนุม, การสลายการชุมนุม และการปราบปรามฝ่ายคิดต่างโดยอำนาจรัฐ (แน่นอนว่าฝ่ายเสื้อแดงสูญเสียมากกว่า) และประเทศเสียโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับความก้าวหน้าของประชาธิปไตย
ผลเสียนามธรรมคือ ความเสื่อมลงอย่างมากของความเชื่อถือศรัทธาในสถาบันหลักๆ ของสังคมว่ายังมีสถาบันใดๆ ดำรงความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกฝ่ายได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันจารีต สถาบันการเมือง กองทัพ ศาล องค์กรอิสระ สื่อมวลชน กระทั่งสถาบันศาสนา
ดังนั้น การขจัดสองพี่น้องตระกูลชิน หรือการทำลายสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” จึงเป็นการใช้ต้นทุนที่สูงมากเกินจะประเมินได้ ดังอุปมาที่ว่า “พังบ้านตัวเองเพื่อไล่จับหนูเพียงตัวสองตัว” ยิ่งกว่านั้นเมื่อบ้านถูกพังลงแล้วแต่ยังจับหนูไม่ได้จริง เมื่อหวนกลับสู่การเลือกตั้งทีไร ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ยังแพ้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนเช่นเดิม
นอกจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะแพ้ “คู่ปรับเก่า” แล้วยังเกิด “คู่ปรับใหม่” คือ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ชูอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยชัดเจนและแหลมคมมากกว่า การได้ ส.ส.(ประมาณ) 80-87 เสียงของอนาคตใหม่ ที่สมาชิกพรรคไม่มีอดีต ส.ส.เลย เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและไม่ธรรมดา เพราะวาระทางการเมืองของอนาคตใหม่คือการสร้างกระแสนิยมจาก “คนรุ่นใหม่” ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย การแก้ปัญหาโครงสร้างผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ การปฏิรูปกองทัพ สร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการที่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งแปลว่าคะแนนเสียงสนับสนุนอนาคตใหม่สะท้อนความต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมากกว่าที่จะอยู่กับประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดังที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร” หัวขบวนของอนาคตใหม่จึงต้องถูกสกัดหรืออาจถูกกำจัดในทุกวิถีทาง
คำถามก็คือ อะไรคือต้นทุนที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องจ่ายในการขจัดอนาคตใหม่
หากเทียบกับการขจัดสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจได้รับความชอบธรรมในสายตาของกองเชียร์อยู่มาก เพราะข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันและอื่นๆ ทั้งจริงบ้างเท็จบ้างมีคนเห็นคล้อยตามจำนวนมาก นี่จึงเป็นเหตุให้ทำรัฐประหารสำเร็จต่อเนื่องถึงสองครั้ง
แต่ขณะที่ทำรัฐประหารสำเร็จ รัฐบาลจากรัฐประหารก็ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นรัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามข้อเรียกร้องของ พธม.และ กปปส.แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเป็นรัฐบาลที่ไม่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบเลย ซึ่งเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงความผิดพลาดของขบวนการทางการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งขบวน ดังนั้นต้นทุนความศรัทธาเชื่อถือในฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงลดลงทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรมดังกล่าวแล้ว
ในการขจัดอนาคตใหม่ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีเพียงข้อกล่าวหาหลักประการเดียวคือ “ล้มเจ้า” ซึ่งหลายปีมานี้ คนที่พอรู้เรื่องการเมือง ต่างก็รู้ๆ กันว่าเป็น “ข้อหาปลอม” หรือไม่มีมูลความจริงอยู่เลย
ความจริงมีเพียงความเห็นต่างในสาระสำคัญของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เท่านั้น ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเห็นว่าในยุครัฐบาลเลือกตั้งก็เรียกเป็นทางการว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในยุครัฐบาลจากรัฐประหารก็เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถือว่าการอ้างสถาบันกษัตริย์เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองและอ้างทำรัฐประหารแบบที่ทำๆ กันมานั้น เป็นการแสดงความจงรักภักดีและแสดงออกถึงการปกป้องสถาบันที่ควรทำหรือทำได้อย่างเป็นปกติ
แต่อนาคตใหม่ (น่าจะรวมเพื่อไทยและประชาชนส่วนใหญ่ด้วย) มองต่างออกไปว่า ในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้งเท่านั้นจึงเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ตามเป็นจริง โดยอนาคตใหม่ยืนยันว่า “ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”[i] ที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ มีการแบ่งแยกอำนาจเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “Constitutional Monarchy” และอยู่เหนือความเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง จึงต้องไม่มีการอ้างสถาบันกษัตริย์เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง อ้างกล่าวหากันทางการเมือง และอ้างทำรัฐประหารแบบที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป ขณะเดียวกันกองทัพก็ต้องออกไปจากการแทรกแซงการเมือง หยุดการทำรัฐประหารอย่างถาวร ทหารเป็นทหารอาชีพมีหน้าที่ป้องกันประเทศและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าเรามองอย่างตรงไปตรงมาด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรม ระบอบประชาธิปไตยแบบที่อนาคตใหม่ยืนยันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์แน่นอน แต่เป็นระบอบที่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์กับความเป็นประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยของประชาชนยั่งยืนไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง
ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังพยายามขจัดอนาคตใหม่ให้สำเร็จได้จริงๆ ด้วยข้อกล่าวหาล้มเจ้าหรือเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้นทุนที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องจ่าย ย่อมหมายถึงการสูญเสียความศรัทธาเชื่อถือจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่ง “คนรุ่นใหม่” ก็ไม่ได้ใหม่แค่ “อายุ” มีทั้งคนมีอายุมากที่มีความคิดก้าวหน้าจำนวนมาก และคนอายุน้อยจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาในโลกการสื่อสารไร้พรมแดนที่มีความคิดก้าวหน้าและมีแนวโน้มจะมีความคิดก้าวหน้าได้มากกว่าด้วย
นอกจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะประสบกับ “ความเสื่อมศรัทธา” ที่มีมากอยู่แล้วในระดับที่มากขึ้นไปอีก การขจัดอนาคตใหม่ ยังต้องมี “ต้นทุนอนาคตของประเทศ” ที่จะถูกทำให้เสียโอกาสไปอย่างไม่มีอะไรชดเชยได้อีกด้วย นั่นคือ อนาคตของประเทศที่สถาบันกษัตริย์กับความเป็นประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยของประชาชนยั่งยืนไปด้วยกันได้ และการจบความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อเป็นฐานตั้งต้นในการสร้างสังคมที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และมีระบบสวัสดิการด้านต่างๆ ที่เป็นธรรมมากขึ้นด้วย
พูดให้ชัดคือ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบที่อนาคตใหม่ยืนยัน คือประชาธิปไตยที่เปิด “พื้นที่” ให้ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยมและอื่นๆ มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมในการแข่งขันกันทางความคิดและนโยบายเพื่อสร้างสังคมให้น่าอยู่ขึ้น โดยที่ทุกคนทุกฝ่ายเคารพสิทธิมนุษยชนของกันและกัน จบสิ้นรัฐประหารอย่างถาวร ไม่มีนักโทษการเมือง นักโทษทางความคิด ไม่มีใครต้องติดคุกหรือหนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศอีกต่อไป
ดังนั้น อนาคตใหม่จะต้องไม่ถูกอำนาจมืดใดๆ ขจัดทิ้ง พรรคการเมืองอื่นๆ และประชาชนที่รักเสรีภาพ ประชาธิปไตย ความยุติธรรมและต้องการสร้างอนาคตที่ดีกว่าของประเทศที่ทุกคน ทุกฝ่ายที่คิดต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกัน จะต้องยืนเคียงข้างอนาคตใหม่เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประชาชนทุกคน




อ้างอิง

[i] คำให้สัมภาษณ์ของปิยบุตร แสงกนกกุล ในรายการ “ต่างคนต่างคิด” https://www.youtube.com/watch?v=jYFxYEfo71Q

กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่ ขาดคุณสมับัติสมัครส.ส.

กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่ ขาดคุณสมับัติสมัครส.ส. ให้เวลา 7 วัน ชี้เแจงแสดงหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการนสพ.หรือสื่อมวลชนใดๆ และพรป.การเลือกตั้งส.ส. มาตรา 42 (3)
มาตรา ๔๒ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

'ธนาธร'คอพาดเขียง!'ศรีสุวรรณ'ยื่นหลักฐานเพิ่มต่อ'กกต.'-โต้แย้งทุกเม็ด'ปิยบุตร'แจงปมหุ้นสื่อ

23 เม.ย.62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ (23 เมษา 62) เวลา 13.00 น. สมาคมฯ จะเดินทางไปยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ กกต. เพื่อให้เป็นข้อมูลในการพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมคณะกรรมการฯ ในการชี้พิรุธคำแถลงของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ออกมาแถลงแก้ต่างให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เกี่ยวกับปัญหาของการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด

โดยก่อนหน้านี้นายธนาธร ยืนยันมาตลอดว่า โอนหุ้นให้กับแม่ คือนางสมพร ไปแล้วก่อนสมัครรับเลือกตั้งและขณะทำนิติกรรมการโอนนั้นตนอยู่ กทม. แต่ปรากฏข้อมูลจากสื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่าวันดังกล่าว นายธนาธรลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ หาเสียงอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยปรากฏภาพข่าวผ่านเว็บไซต์สำนักข่าวหลายๆแห่ง และเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมานายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ได้ออกมาแถลงแก้เกี้ยวว่า "ในวันที่ 8 ม.ค.นั้นนายธนาธรได้หาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงเช้าและขึ้นเวทีในช่วงบ่าย ก่อนที่จะขึ้นรถตู้กลับมาจาก จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่ช่วงบ่ายเพื่อจะมาทำภารกิจในการโอนหุ้น โดยมีหลักฐานเป็นค่าใบเสร็จอีซี่พาสชัดเจนว่านายธนาธรได้มาถึงกรุงเทพประมาณ 4 โมงเย็น โดยข้อมูลในใบเสร็จอีซี่พาสระบุว่าเป็นช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง และในวันที่ 8 ม.ค.นายธนาธรก็ได้นอนค้างอยู่ที่บ้าน ก่อนที่วันที่ 9 ม.ค.นายธนาธรจะได้เดินทางด้วยเครื่องบินไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงเช้า" 
         
จากการตรวจสอบข้อมูลในใบเสร็จอีซี่พาสที่ทางพรรคอนาคตใหม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยสำนักข่าวอิศรานั้น พบว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ได้มีการใช้บัตรอีซี่ พาส ขาเข้าที่ด่านธัญบุรี ช่องทางที่ 14 โดยเวลาที่ผ่านด่านเก็บเงินที่ 14.57 น. ขณะที่รายชื่อของเจ้าของบัตรอีซี่พาสดังกล่าวนั้นแม้จะถูกปิดเอาไว้แต่ก็ปรากฏว่ามีไม้หันอากาศ และตัวการันต์เป็นส่วนประกอบของชื่อด้วย จึงไม่ใช่บัตรอีซี่พาสของนายธนาธร? นอกจากนั้นการเดินทางจาก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ มายังด่านธัญบุรีต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 27 นาที เพราะมีระยะทางประมาณ 402 กิโลเมตร
          
ดังนั้นถ้าหากนำเวลา 14.57 น.ที่นายธนาธรได้เดินทางมาถึง ด่านธัญบุรีไปหักลบด้วยเวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง 27 นาที ก็จะพบว่านายธนาธรนั้นน่าจะออกจาก อ.สตึกประมาณ 9.30 น. ถึงจะเดินทางมาถึงด่านธัญบุรี ในเวลา 14.57 น.ได้ โดยใช้เวลาขับรถประมาณ 73 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
           
แต่เมื่อนำไปเทียบเคียงกับคำชี้แจงของ นายปิยบุตร ที่ระบุว่า "ในวันที่ 8 ม.ค.นั้นนายธนาธรได้หาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ในช่วงเช้าและขึ้นเวทีในช่วงบ่าย ก่อนที่จะขึ้นรถตู้กลับมาจาก จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่ช่วงบ่ายเพื่อจะมาทำภารกิจในการโอนหุ้น" 
           
จะพบว่า ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก นายธนาธรจะเดินทางออกจากบุรีรัมย์ในช่วงบ่าย และมาถึงด่านธัญบุรี ช่องทางที่ 14 ในช่วงเวลา 14.57 น. ระยะเวลาห่างกันแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง ตามที่นายปิยบุตร กล่าวอ้าง และมาถึงที่ด่านทับช้าง ในเวลา 15.14 น.ได้อย่างไร ยกเว้นจะใช้รถแข่ง F1 ซิ่งมาเท่านั้น
         
นอกจากนั้น ในคำแถลงของนายปิยบุตรแทนนายธนาธรนั้น สิ่งที่ไม่พูดถึงเลย คือ หลักฐานการโอนเงินค่าซื้อขายหุ้นเข้าบัญชี คือไม่มีสเตตเมนท์ธนาคาร เพราะหลักฐานอื่นๆ สามารถทำปลอมได้ทั้งหมด
          
นอกจากนั้น การโอนไปโอนมาระหว่างภรรยาของนายธนาธรให้กับนางสมพร แม่ของธนาธร และจากนางสมพรไปให้หลานอีก 2 คนนั้น ไม่ปรากฏว่ามีเช็คหรือมีหลักฐานตราสาร รวมทั้งสเตตเมนท์ของธนาคารมาแสดงให้ดูให้ครบทั้งหมดแต่อย่างใด

หลักฐานอีกประการที่ไม่มีการนำมาโชว์คือ หลักฐานการเป็นหนี้ที่นายปิยบุตรแถลงว่าเป็นหนี้สูญ 10 ล้านบาทนั้น เป็นหนี้จริงหรือไม่ มีเอกสารทางบัญชี กำไร-ขาดทุนโดยผู้ตรวจสอบบัญชีมารับรองหรือไม่ มีการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เพื่อให้เป็นหนี้สูญโดยชอบด้วยกฎหมาย
           
ประเด็นที่นายปิยบุตรอ้างว่านางสมพรแม่ของนายธนาธรโอนหุ้นให้ หลาน 2 คน เพราะบริษัทยังมีหนี้อยู่ 10 ล้านบาท ต้องการทวงหนี้ และอยากให้หลาน 2 คนเรียนรู้นั้น เป็นเรื่องที่เลื่อนลอย ไม่ใช่การปฏิบัติทางธุรกิจตามปกติทั่วไป เพราะการทวงหนี้เพียงให้พนักงานบริษัทธรรมดาๆไปทวง ทำหนังสือเรียกให้ชำระหนี้ หรือให้ทนายความยื่นโนติสก็สามารถทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ถือหุ้นเป็นคนทวง ข้ออ้างของนายปิยบุตรเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล หากหลาน 2 คนอยากเรียนรู้การทวงหนี้ ก็แค่ทำหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทรับงานทวงหนี้ไปทำได้เลย
           
อีกประการหนึ่ง นายปิยบุตรอ้างว่า เมื่อโอนหุ้นให้หลาน 2 คนไปแล้ว ไปทวงหนี้พบว่าหนี้เป็น NPL ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หลานจึงโอนหุ้นกลับให้นางสมพรเพื่อปิดบริษัท นี่ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอีกเช่นกัน เพราะบรรดาผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ก็สามารถปิดบริษัทเองได้ และจะสะดวกกว่าเพราะแม่ของธนาธรอายุมากแล้ว และประเด็นทางกฎหมายข้างต้น คือ การจะแทงหนี้สูญ หากเป็นหนี้ก้อนโตจะจำหน่ายหนี้สูญให้ถูกกฎหมายและมาตรฐานทางบัญชี จะต้องฟ้องดำเนินคดีตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) มิใช่ว่าพอลูกหนี้ผิดชำระหนี้ก็จำหน่ายเป็นหนี้สูญได้ เพราะสรรพากรไม่มีทางเชื่อแน่ หรืออาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานฟอกเงินได้.


รถเหาะเจาะเวลาปิยะบุตร

    เรื่อง "ธนาธร" กับการ "ถือหุ้นสื่อ" ลุ้นกันจัง!
    แต่ก็น่าลุ้น.......
    เพราะใครที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
    ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๙๘(๓) ประกอบ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา ๔๒(๓)
    ถือเป็น "บุคคลต้องห้าม" คือ สมัคร ส.ส.ไม่ได้!
    ถ้าจะสมัคร..........
    ต้องขายหรือโอนหุ้นในกิจการนั้นออกไปให้หมดก่อน จึงจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้
    ไม่งั้น จะเข้าลักษณะต้องห้าม ถ้าถูกจับได้ภายหลัง นอกจากอดเป็น ส.ส.แล้ว
    ตามกฎหมายใหม่ ยังจะติดคุกด้วยซ้ำ!
    กรณีธนาธร......
    นายศรีสุวรรณ จรรยา ไปร้อง กกต.ว่าธนาธร "ขาดคุณสมบัติ" เพราะยังถือครองหุ้นสื่อ "บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด" อยู่ ตอนลงสมัครรับเลือกตั้ง 
    นายธนาธรอ้าง......
    โอนหรือขายให้แม่ไปหมดแล้ว ตั้งแต่ ๘ มกรา ๖๒ คือโอนออกไป ก่อนที่จะไปยื่นสมัคร ส.ส.
    แต่ "สำนักข่าวอิศรา" ที่ทราบกันดีว่า ชำนาญตรวจสอบเชิงลึกด้านข้อมูลข่าวสาร 
    เขานำเอกสารมาเปิดเผย พบประเด็นที่เกิดเป็นคำถามตามมา ว่า
    โอนก่อนสมัคร หรือสมัครแล้ว จึงโอนกันภายหลัง เมื่อ ๒๑ มีนา ๖๒?
    นี่....สรุปประเด็นหลักอยู่ตรงนี้ 
    เมื่อมีคนร้อง ทาง กกต.ก็ต้องสอบสวนชี้ขาด มุ่งหวังกันว่า จะจบก่อน ๙ พ.ค.ที่ กกต.จะประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ๙๕%
    เมื่อวาน (๒๒ เม.ย.) ลุ้นผลคืบหน้า ว่า กกต.จะสรุปผลการไต่สวนหุ้นธนาธร
    แต่...ลุ้นค้าง!
    นายศรีสุวรรณ บอก เมื่อวาน ไปให้ปากคำ กกต.ในฐานะผู้ร้องไม่ได้ เพราะติด ต้องไปขึ้นศาลปกครอง
    ต้องรอ กกต.นัดวันใหม่ 
    แต่ไม่รอแห้งซะทีเดียว นายศรีสุวรรณบอกว่า กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน "ชุดใหญ่"
    รวบรวมคำร้องทั้งหมด มารวมพิจารณาเป็นเรื่องเดียวเลย!
    เพราะกรณี "พรรคอนาคตใหม่" 
    ไม่ได้มีธนาธรรายเดียว ตรวจสอบเอกสารที่ "กรมทะเบียนธุรกิจการค้า" แล้ว
    ยังมี "ว่าที่ ส.ส." อีก ๖-๗ คน จะถูกตรวจสอบประเด็น "ถือครองหุ้นสื่อ" ด้วย
    สรุป คือ ใจเย็นๆ จะได้ไม่ฮีตสโตรก
    สมมุติ ๙ พฤษภา กกต.ไม่มีคำชี้ขาดออกมาทางใด-ทางหนึ่ง ก็มี ๒ ทางปฏิบัติ คือ
    ในทางชี้ขาดว่า "ขาดคุณสมบัติ" ก่อน ๙ พ.ค.
    กกต.จะแจก "ใบส้ม" ให้นายธนาธร คือไม่มีการประกาศชื่อนายธนาธรเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 
    พร้อมระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ชั่วคราว เป็นเวลา ๑ ปี
    แต่ถ้า กกต.ยังตรวจสอบไม่เสร็จก่อน ๙ พ.ค. ก็จะรับรองผลเลือกตั้งให้นายธนาธรเป็น ส.ส.ไปก่อน 
    แต่ภายหลังพบว่า "ขาดคุณสมบัติ" กกต.ก็จะยื่นคำร้องต่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ"
    วินิจฉัยให้ความเป็น ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลง
    เข้าใจกันคร่าวๆ ตามนี้นะ!
    ทีนี้ มาดู "หลากลีลา" ของตัวละครในเรื่องนี้บ้าง ดูขำๆ เพราะเป็นเรื่องขำ ไม่ใช่เรื่องเครียด
    ตามกระบวนการไต่สวนเรื่องราว "ผู้ร้อง" กับ "ผู้ถูกร้อง" จะต้องออกฉากก่อน เรื่องราวถึงจะเดินไปได้
    นั่นคือ ขั้นแรก "นายศรีสุวรรณ" กับ "นายธนาธร" จะต้องเข้าให้ปากคำต่อ กกต.
    แต่ถึงขณะนี้ นายศรีสุวรรณก็บอกเองว่า ที่นัดเมื่อวาน เขาไม่ว่าง ต้องรอ กกต.นัดวันใหม่
    ส่วนผู้ถูกร้อง "นายธนาธร"...........
    โน่น เมื่อวาน โพสต์มาจากแถวยุหลบว่า...
    "...........มายุโรปเที่ยวนี้ ภารกิจหลักของผมคือการไปพบ UN และองค์กรระหว่างประเทศด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน 2-3 องค์กร 
    แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ผมเลยถือโอกาสมาดูการพัฒนาเมืองของหลายเมืองสำคัญในยุโรป 
    และยังได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเมืองกับนักศึกษาไทยในยุโรป ที่ TU  Delft ซึ่งถูกเปรียบว่าเป็น MIT ของเนเธอร์แลนด์ 
    นักศึกษาที่นี่เชิญผมไปพูดเรื่องการมีส่วนร่วมในนโยบายพัฒนาประเทศของคนรุ่นใหม่ 
    ...................
    คนที่มาทำงาน มีครอบครัวที่นี่ เป็นเพราะหมดหวังกับประเทศไทยแล้ว ทั้งที่พวกเขาส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศ......."     
    แล้วแบบนี้ ชาติไหนล่ะ คดีถึงจะเดิน ในเมื่อ ฯพณฯ ธนาธร ยังเดินสายเล่นยี่เก เอ็นยู-เอ็นไอ อยู่โน่น?
    ก็ดึงไป ให้ต้องประกาศรับรองไปก่อนแบบนั้นแหละ 
    ส่วนเรื่อง "สอย-ไม่สอย" ค่อยไปว่ากันทีหลัง 
    ฝ่ายยุทธการพรรค จะได้มีเวลากำหนดแผน ปลุกมวลชนสู้ ภาค ๒!
    เมื่อวาน จึงเห็น "ผู้ช่วยพระเอก" ออกขัดฉาก
    คนแรก "นายปิยบุตร"
    ปิยบุตรนี่แปลก ชอบเอาเรื่องคนอื่นเป็นเรื่องของตนเป็นพิเศษ อย่างกรณีพรรค "ไทยรักษาชาติ" ถูกยุบพรรค
    แทนที่คนพรรคไทยรักษาชาติเขาจะแสดงบทบาทเพื่อพรรคเขาเอง กลับเป็นนายปิยบุตร "คนต่างพรรค" ที่กำลังลงแข่งกันในสนามเลือกตั้ง 
    "เป็นเดือด-เป็นร้อน" แทน..........
    ถึงขั้นออกแถลงการณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง อันอาจเข้าข่ายละเมิดหมิ่นอำนาจศาล
    เมื่อวาน นายธนาธร แทนที่จะมาให้ปากคำ กกต.เอง กลับไปขลุกอยู่กับคุณพ่อยูเอ็นอย่างที่บอก
    "นายปิยบุตร" ซึ่งไม่เกี่ยวคดีเลย มาแอกชั่นแทน "พรรคกังวลใจ การพิจารณาของ กกต.อาจขัดกฎหมายที่การพิจารณาจะต้องรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงเอกสารคำร้องที่สื่อรายงานเพียงอย่างเดียว คงไม่เกิดความเป็นธรรม 
    นอกจากนี้ ก่อนนายธนาธรจะเดินทางไปยุโรปได้เตรียมเอกสารและได้มอบอำนาจให้ตัวแทนทีมกฎหมายของพรรคไปยื่นเอกสารที่ กกต.และขอโอกาสเข้าไปชี้แจงแล้ว 
    แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานจาก กกต."
    .....................
    ".....การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา  ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธรเสร็จสิ้นเสร็จตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562     
    ซึ่งมีเอกสาร เช็คขีดคร่อมการชำระค่าหุ้น ใบหุ้น และตราสารโอนหุ้น ที่แสดงว่ามีการโอนหุ้นจริง ........."
    "..........กรณีสื่อบางสำนักยังพยายามขุดคุ้ยและระบุว่า ในวันที่ 8 ม.ค. นายธนาธรไม่ได้ร่วมประชุมผู้ถือหุ้นนั้น 
    ข้อเท็จจริงคือ.......
    ในช่วงเช้านายธนาธรยังคงลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ด้วยรถตู้ในช่วงบ่าย 
    มีหลักฐานใบเสร็จ easy pass ในการเดินทางในช่วงเวลา 15.00 น. 
    และนายธนาธรมีภารกิจเดินทางสนามบินดอนเมืองต่อไปยังนครศรีธรรมราช ในวันที่ 9 มกราคม 
    ดังนั้น หลักฐานทั้งหมดนี้ แสดงว่า ช่วงเช้าปราศรัยและช่วงบ่ายเดินทางกลับมาร่วมประชุม 
    ข้อเท็จจริงนี้ หวังว่าสื่อคงมีใจที่เป็นธรรมและกระจ่างชัด ไม่ควรที่จะตั้งข้อสงสัยอีก
    เรื่องนี้ควรจบตั้งแต่ 8 มกราคม ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณธนาธรอีกแล้ว  
    แต่ในเมื่อยังสืบสาวราวเรื่อง พรรคก็ต้องชี้แจงต่อ และในการตามสืบเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนไปได้ แต่ในเมื่ออยากจะตรวจสอบก็เอาไปดูกัน พยานหลักฐานก็ชัดเจนทั้งหมด 
    มีข้อสงสัยของสื่อบางสำนักและผู้สนใจ ว่าโอนหุ้นเสร็จในวันที่ 8 มกราคม แต่ไปยื่นวันที่ 21  มีนาคม ซึ่งสมัคร ส.ส.ไปแล้ว 
    ขอบอกว่า การโอนหุ้นมีผลทางกฎหมายไปหมดแล้ว เป็นเพียงขั้นตอนการแจ้ง ไม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของนายธนาธรเลย ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ไม่ควรจะบานปลายขนาดนี้" 
    นี่ผมยกจากคำให้สัมภาษณ์ของนายปิยบุตรบางตอนมาให้ดู เพื่อขอพูดคำเดียว
    ยิ่งดิ้น-ยิ่งตกเตียง!
    โวหารวัวพันหลักเหล่านี้ เก็บไปพูดกับนักศึกษาในห้องเรียนที่สอนโน่นเถอะ
    ถ้าอยากจะแก้ต่าง.....
    ให้นายธนาธรเขามาแก้เองกับ กกต. ไม่ใช่ให้นักสอนกฎหมายหน้าหอ มาเลกเชอร์หน้าไมค์
    ประเด็นที่เป็นปัญหาและสังคมอยากรู้ 
    โอน ๘ มกรา ตามที่ธนาธรอ้าง หรือโอนหลังจากนั้นตามเอกสารที่อิศรานำมาเปิดเผย?
    เพราะพิรุธตรงนี้เยอะเกิน ทั้งธนาธรก็ลิ้นพันกัน!
    ปิยบุตรก็จะตายน้ำตื้นอีกคน
    แก้ต่างให้ธนาธรเมื่อวานว่า "ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเช้านายธนาธรยังคงลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์  เดินทางกลับมากรุงเทพฯ ด้วยรถตู้ในช่วงบ่าย 
    มีหลักฐานใบเสร็จ easy pass ในการเดินทางในช่วงเวลา 15.00 น. 
    และนายธนาธรมีภารกิจเดินทางสนามบินดอนเมืองต่อไปยังนครศรีธรรมราช ในวันที่ 9 มกราคม" 
    ถามอีกคำนะ คุณปิยบุตร........
    ทราบมั้ย บุรีรัมย์ถึงกรุงเทพฯ ระยะทางกี่กิโลเมตร?
    กว่า ๔๐๐ กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง
    แต่บอกนั่งรถตู้ บ่ายจากบุรีรัมย์ ถึงกรุงเทพฯ ๑๕.๐๐ น. มี easy  pass ยืนยัน
    รถเหาะกระมัง?
    อีกอย่าง อีซีพาส ยืนยันตัวตนนายธนาธรได้ตรงไหน หรือมีในกฎหมายฉบับปิยบุตร?
    แค่ข้ออ้างตรงนี้ ทำให้คำพูดอื่นทั้งหมดของปิยบุตรไม่ต่าง "เด็กเลี้ยงแกะ"
    พรุ่งนี้ "ตามรอย" ๘ มกราดูอีกทีก็ได้.


'พ่อของฟ้า'ระทึก!กกต.นัดพรุ่งนี้ลงมติชี้ขาดปมถือหุ้นสื่อ



22 เม.ย.62  - มีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้คณะอนุกรรมการฯ ที่พิจารณาคำร้องของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อ  เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมลับ
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า การพิจารณาคำร้องที่ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายธนาธร  ผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อ หลังสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98( 3) หรือไม่นั้น ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และคิดว่าไม่จำเป็นต้องสอบหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ซึ่งเป็นผู้ร้องอีกคนหนึ่งอีก และหากไม่มีข้อผิดพลาดกกต.จะลงมติชี้ขาดในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) 

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

ปิยบุตร'งัดทั้งใบเสร็จทางด่วนยันตั๋วเครื่องบินฟอกขาว'พ่อฟ้า'โอนหุ้นถูกต้อง



22 เม.ย.62- ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค แถลงกรณีการถือหุ้นในบริษัท วีลัค-มิเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคว่า  เมื่อมีคนไปแจ้งคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) พรรคอนาคตใหม่รวมถึงนายธนาธรได้เตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อกกต.ตามกระบวนการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก กกต. และเห็นว่ามีการเผยแพร่ข่าวว่าสำนักงานกกต. อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้อยู่และบางสำนักได้เขียนข่าวขอให้กกต.มีมติให้ทันในวันที่ 9 พ.ค. ทำให้มีแรงกดดันไปที่กกต.มากขึ้น และสื่อสำนักนั้นยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าว กกต.ว่าวันนี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการช่วยตรวจสอบที่กกต.ตั้งขึ้นมา และจะมีมติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
"พรรคกังวลใจว่าการพิจารณาของกกต. อาจขัดกฎหมายที่การพิจารณาจะต้องรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงเอกสารคำร้องที่สื่อรายงานเพียงอย่างเดียว คงจะไม่เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ก่อนที่นายธนาธรจะเดินทางไปยุโรปได้เตรียมเอกสารและได้มอบอำนาจให้ตัวแทนทีมกฎหมายของพรรคไปยื่นเอกสารที่ กกต.และขอโอกาสเข้าไปชี้แจงแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานจาก กกต."
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส. ถือครองหุ้นในกิจการสื่อมวลชน รวมถึงเมื่อเป็นส.ส.แล้ว ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ห้ามถือครองหุ้นเฉพาะตอนที่ได้รับตำแหน่งส.ส.แล้ว ซึ่งตนมองว่าข้อห้ามควรมีตอนที่มีอำนาจแล้ว เพราะตอนเป็นผู้สมัครไม่มีใครทราบว่าจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เข้าไปครอบงำสื่อ ซึ่งนายธนาธรก็เตรียมตัวในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี และขออย่าสับสนปนเปตามสื่อบางสำนักรายงาน ว่าการถือครองหุ้นเป็นการเข้าไปแข่งขันกับสัมปทานของรัฐ
"การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธรเสร็จสิ้นเสร็จตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ซึ่งมีเอกสาร เช็คขีดคร่อมการชำระค่าหุ้น ใบหุ้น และตราสารโอนหุ้น ที่แสดงว่ามีการโอนหุ้นจริง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรค 2 ระบุว่าการโอนหุ้นจะมีผลสมบูรณ์ด้วยการลงรายมือชื่อ ของผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน ซึ่งแสดงว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว และในมาตรา 1129 วรรค 3 ระบุว่า หากจะให้การโอนหุ้นจะมีต่อบุคคลภายนอก จะต้องมีการจดแจ้งในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งการดำเนินการโอนหุ้นของนายธนาธร และภรรยา ไปยังนางสมพร ได้มีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเรียบร้อยแล้วนับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2562 นายธนาธรจึงไม่ได้ถือหุ้นนี้อีกต่อไป"
เลขาฯพรรค อนค. กล่าวว่า กรณีสื่อบางสำนักยังพยายามขุดคุ้ยและระบุว่า ในวันที่ 8 ม.ค.นายธนาธร ไม่ได้ร่วมประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเช้านายธนาธรยังคงลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และเดินทางกลับมากรุงเทพด้วยรถตู้ในช่วงบ่าย และมีหลักฐานในเสร็จ easy  pass ในการเดินทางในช่วงเวลา 15.00 น. และนายธนาธรมีภารกิจเดินทางสนามบินดอนเมืองต่อไปยังนครศรีธรรมราช ในวันที่ 9 มกราคม ดังนั้นหลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่า ช่วงเช้าปราศรัยและช่วงบ่ายเดินทางกลับมาร่วมประชุม ข้อเท็จจริงนี้หวังว่าสื่อคงมีใจที่เป็นธรรมและกระจ่างชัด ไม่ควรที่จะตั้งข้อสงสัยอีก
จากนั้นในวันที่ 14 มกราคม 2562 นางสมพรได้โอนหุ้นให้กับนายทวีและนายปิติ (นายเอและนายบี) ซึ่งเป็นหลานชายของนางสมพร เพื่อต้องการให้เข้ามาดูแลกิจการและติดตามหนี้สินจากลูกหนี้ค้างชำระ ตามที่ฝ่ายบัญชีของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  แนะนำว่า หนี้ค้างชำระน่าจะมีการติดตามทวงคืนได้ ยังไม่ให้ปิดบริษัท ทำให้ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  กลับมามีผู้ถือหุ้น 10 คน ต่อมาในวันที่ 18 ม.ค. น.ส.รวิพรรณ ได้ลงนามลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และให้มีผลในวันที่ 19 ม.ค. ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นโดยมีวาระ เรื่องแจ้งการลาออกของนายทวีและนายปิติ แจ้งการถือครองหุ้น และมีมติเลิกกิจการบริษัท เนื่องจากฝ่ายบัญชีพบว่า หนี้ที่มีอยู่เป็นหนี้ NPL หรือหนี้เสีย กว่า 11 ล้านบาท จึงตัดสินใจมีมติปิดบริษัท 
จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. นายทวีและนายปิติ รวมถึงผู้ถือหุ้นอีก 3 คน ได้โอนหุ้นคืนให้กับนางสมพรให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารบริษัท ทำให้เหลือหุ้นเพียง 5 คน และวันที่ 21 มี.ค. ทางบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้นำเอกสารไปยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า ตาม มาตรา 139 วรรค 2 ที่กำหนดให้ยื่นสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง ภายหลังจากการประชุมสามัญในวันที่ 19 มี.ค.2562 
"เรื่องนี้ควรจบตั้งแต่ 8 มกราคม ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจอีกแล้ว  แต่ในเมื่อยังสืบสาวราวเรื่อง พรรคก็ต้องชี้แจงต่อ และในการตามสืบเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนไปได้ แต่ในเมื่ออยากจะตรวจสอบก็เอาไปดูกัน และพยานหลักฐานก็ชัดเจนทั้งหมด มีข้อสงสัย ของสื่อบางสำนักและผู้สนใจ ว่า โอนหุ้นเสร็จในวันที่ 8 มกราคม แต่ไปยื่นวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งสมัครส.ส.ไปแล้ว ขอบอกว่า การโอนหุ้นมีผลทางกฎหมายไปหมดแล้ว เป็นเพียงขั้นตอนการแจ้ง ไม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของนายธนาธรเลย ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ไม่ควรจะบายปลายขนาดนี้" 
ถามว่า เกรงว่า กกต.จะประวิงเวลาในการตรวจสอบจนไม่สามารถรองรับสถานะ ส.ส. ของ นายธนาธร ในวันที่ 9 พ.ค. หรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า หากพิจารณาด้วยจิตใจเป็นธรรม เมื่อเห็นหลักฐานการโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เห็นแค่นี้ต้องมีมติทันทีแล้วว่า เรื่องนี้ไม่มีมูล จากหลักฐานต่างๆครบถ้วน และไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยที่ต้องตั้งคณะกรรมการช่วยตรวจสอบ นอกจากนี้การที่ทางคณะกรรมการดังกล่าวไปขอหลักฐานตามหน่วยงานๆ ตามที่ปรากฎออกมาเป็นข่าว แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยังไม่ได้รับโอกาสชี้แจงเลย ทั้งที่เรื่องนี้ควรจบไปตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งเราต้องขอความเป็นธรรมในการนำเอสารหลักฐานจากทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาพิจารณาด้วย 
ซักว่า ได้เผื่อใจไว้หรือไม่ว่า นายธนาธร อาจไม่ได้เป็น ส.ส. นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่เคยกังวล หากบ้านเมืองนี้ปกครองกันโดยยึดกฎหมาย และความยุติธรรมอย่างแท้จริง หากองค์กรที่ชื่อว่าเป็นองค์กรอิสระ เป็นอิสระอย่างแท้จริง ตนมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางทำอะไรได้ อย่างไรก็ตกแน่นอน
ถามต่อว่า หากกกต.มีมติออกมา เป็นใบส้ม จากกรณีดังกล่าว ทางพรรคจะดำเนินการอย่างไนต่อไป นายปิบุตร กล่าวว่า เรามั่นใจ ว่า กกต.เป็นธรรม เช่นเดียวกับเอกสารหลักฐานทั้งหมด เรียนง่ายๆว่า ให้สื่อมวลชนไปถามผู้เชี่ยวชาญที่เขียนกฎหมายหุ้นส่วน ปัญหาคือ ที่ผ่านมามีสื่อบางสำนักเสนอข่าวนี้อยู่ฝ่ายเดียว เนื้อหาข้อเท็จจริงก็ไม่ได้มีอะไรเยอะ แค่พาดหัวคนละแบบกันในแต่ละวัน จนคนสับสนว่าเรื่องนี้คือเรื่องอะไร แต่เราก็แน่ใจว่าจะไม่โดนใบส้มอะไรทั้งสิ้น

'เรืองไกร'ยื่นศาลรธน.ไม่ให้รับคำร้อง กกต.วินิจฉัยสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์

22 เม.ย.62- ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)​เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ   ขอให้ไม่รับพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่ขอให้ศาลฯวินิจฉัยว่า กกต.จะสามารถดำเนินการคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 128   ที่การคิดคำนวณดังกล่าวอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคนได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน ได้หรือไม่   และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 หรือไม่  เนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวอาจเข้า  ลักษณะเป็นการขอคำปรึกษา ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้ในคำสั่งที่ 1/2561 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2561  เรื่อง กกต.ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกกต.ตามรัฐธรรมนูญ  กรณี กกต.แต่ละคนจะใช้อำนาจในการสั่งยกเลิกหรือระงับการเลือกตั้ง  ของหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งที่พบการกระทำความผิด  

โดยในคำสั่งดังกล่าวศาลเห็นว่า ตามคำร้องของกกต.ยังเป็นเพียงข้อสงสัย ข้อหารือ หรือการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.  คำร้องของ กกต. จึงไม่เข้าด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย   ไม่รับวินิจฉัยคำร้อง  ที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ว่า กกต.จะสามารถดำเนินการคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 128  โดยการคิดคำนวณดังกล่าว  อาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.  ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน  ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคนได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ได้ข่าวว่าทางองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญชุดเล็กมีความเห็นว่าจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง กกต.ได้ยื่นเรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่แปลก   ถ้าเทียบกับสมัยไทยรักษาชาติ(ทษช.)​  เพราะตอนนั้นศาลทั้งมีแถลงข่าว   แต่การที่ กกต.ยื่นเรื่องนี้ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.จะใช้สูตรใดมาคำนวณหาส.ส.บัญชีรายชื่อ  เป็นเหตุให้ผู้รู้มากมายทั้งฝ่ายกฎหมาย ครม. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  หรือกระทั้งอาจารย์ผู้รู้ช่วยกันวิจารณ์   ตนมองว่าเรื่องนี้มันวินิจฉัยได้ไม่ยาก และทำให้สภาวะการเมืองไม่ต้องมาฝันหวานกัน  ที่ฝันว่าข้างนั้นข้างนี้จะตั้งรัฐบาล   ซึ่งคำร้องของตนนี้อาจจะทำให้ฝันสลายก็ได้  เพราะถ้ายื่นไปแล้วศาลเห็นด้วย การที่กกต.จะรับรอง ส.ส.เขตให้ได้ร้อยละ 95 ก่อนแล้วค่อยมารับรองส.ส.บัญชีรายชื่อคงจะไม่ทันวันที่ 9 พ.ค.  ฉะนั้นถ้าจะยืดอายุต่อเวลาก็ต้องไปเอาความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯมาดู   ตนก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยว่า กกต.ยังมีเวลา   แต่ถ้า กกต.ไม่มั่นใจและประกาศผลไม่ทัน  เลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะทำให้บรรดาพรรคการเมืองฝันไม่ใกล้ความจริงมากหนักก็ต้องขออภัยที่คำร้องของตนจะไปกระตุ้นอารมณ์ของใคร แต่ตนไม่ใช่งูเง่างูเขียวเป็นเพียงคนร้องคนหนึ่งเท่านั้น
"เรื่องนี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญถือตามเหตุเดิมนั้นก็ไม่น่าจะรับคำร้องของ กกต.   ซึ่งในวันที่ 24 เม.ย.นี้   องค์คณะชุดเล็กจะส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหญ่พิจารณานั้น   ต้องบอกว่าท่านคงรับเรื่องนี้ไม่ได้   ถ้าดูตามมาตรฐานของศาล   เว้นแต่จะมีเหตุผลอย่างอื่น  ซึ่งถ้าองค์คณะศาลฯทั้ง 9 ท่านรับ ท่านก็ต้องแสดงความเห็นส่วนตัวทั้ง 9 คน"

7พรรคเล็กชงตั้งรัฐบาล'สามัคคีสร้างชาติ'พร้อมชงสูตรปาร์ตี้ลิสต์



22 เม.ย.62- ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  กลุ่มรวมพลังพรรคพรรคการเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยพรรคภาคีเครือข่ายไทย  พรรคแผ่นดินธรรม  พรรคพลังไทยดี พรรคพลังแผ่นดินทอง พรรคภารดรภาพ พรรคกรีน  และพรรคประชาไทย  เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.เพื่อเสนอสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลที่เหมาะสมและเป็นธรรม  

โดยกลุ่มดังกล่าวเห็นว่าภายหลังการเลือกตั้งผ่านมาแล้ว  1 เดือน ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีการเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา แต่ก็มีการมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีฝ่ายค้าน    ดังนั้นกลุ่มรวมพลังพรรคการเมืองขอเสนอตั้งรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติ  เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหมด โดยพรรคการเมืองใดจะประสงค์ร่วมรัฐบาลให้ไปลงชื่อร่วมกัน  ส่วนพรรคใดที่มีแนวทางไม่ตรงกับกลุ่มร่วมรัฐบาลก็มาร่วมเป็นฝ่ายค้านได้   ซึ่งรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติ ก็เป็นไปรัฐธรรมนูญ มาตรา  3 , 5, 8 และ 265   นอกจากนี้ยังขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอรายชื่อผู้ที่ผ่านการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็น ส.ว.ให้นำรายชื่อทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระบารมีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส.ว.จำนวน  250 คน  ตามพระราชอัธยาศัย เพื่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี   ทั้งนี้ทางกลุ่มจะนำแนวคิดรัฐบาลสามัคคีสร้างชาติไปหารือร่วมกับ 20 พรรคเมืองต่อไป
ขณะเดียวกันกลุ่มดังกล่าว ยังเสนอสูตรวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้การเมืองพ้นจาการติดล๊อค เนื่องจากสูตรวิธีการคำนวณที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้ ส.ส.ไม่ครบ และการคำนวณที่ไม่ลงตัว  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต 137 คน  ซึ่งมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมีถึง  26 คน   ดังนั้นการใช้สูตรในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้ เพราะไม่เป็นธรรม  กลุ่มจึงขอเสนอสูตรการคำนวณ โดยตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทยที่มีจำนวนกว่า  7.9 ล้านคะแนนออกไป  ก็จะเหลือคะแนน 27 ล้าน    และไม่นำ ส.ส.เขต จำนวน 137 มาร่วมคำนวณ  ดังนั้นตัวเลขที่จะต้องนำมาใช้คำนวณจริง  คือ คะแนน  27,612,017 หารด้วย  363  จะเท่ากับคะแนนเฉลี่ย  76,066 คะแนน  จากนั้นนำคะแนนของแต่ละพรรคมาหารด้วยค่าเฉลี่ยใหม่ 76,066 ก็ได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค  ซึ่งจะมีพรรคที่ได้ ส.ส.พึงมีตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป 15 พรรค  ได้ ส.ส.478 คน  จะเหลือเศษ 22 คน  จึงให้ไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.พึงมีน้อยกว่า 1 คน  นับตั้งแต่พรรคในลำดับที่ 16 ถึง 37  ซึ่งจะเป็นการรับรองว่าทุกคะแนนเสียงจะไม่ตกน้ำ  และจะได้ ส.ส.ครบ 500 คน  จำนวน 37 พรรค  และสูตรนี้ก็ยังเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

“บิ๊กตู่”ปัด ค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ


“บิ๊กตู่”ปัด ค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ




ปัดค่าโง่โฮปเวลล์ไม่เกี่ยวตนเอง ให้ไปด่ารัฐบาลต้นเหตุ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 เมษายน ที่โรงแรมอินโดจีน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช. ) ให้สัมภาษณ์สื่อมวชชน ภายหลังเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันนายกรัฐมนตรีกัมพูชา


เมื่อถามถึงกรณีศาลปกครองสูงสุด ตัดสินให้รัฐคืนเงินชดเชยให้กับบริษัทโฮปเวลล์จากการบอกเลิกสัญญา รวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมถึงค่าธรรมเนียมศาล ภายใน 180 วัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เดี๋ยวรอฟังคำพิพากษาก่อน ตนไม่ได้เกี่ยวข้อง และเขายังเจรจากันอยู่ โครงการนี้ใครทำ และรัฐบาลไหนแก้ รัฐบาลนี้ต้องมาแก้ไง หลายเรื่องแล้วที่รัฐบาลแก้ไป ทั้งใช้มาตรา 44 เป็นการแก้ปัญที่เกิดขึ้นมาแล้ว และแก้ไม่ได้ เข้าใจหรือยัง ถ้าบอกว่าไม่ต้องแก้ ให้ปล่อยอย่างนี้ ก็จะโดนเขาฟ้องมากขึ้นไปเรื่อยๆ เอาหรือไม่ รัฐบาลนี้แก้ยังโดนด่าเลย ไม่ใช่รัฐบาลนี้ไม่แก้ ต้องไปด่าคนไม่แก้สิ

ปัดวิ่งเต้น-ใช้เส้นสาย! 'บิ๊กติ๊ก'ยันทำตามขั้นตอน ชนะประมูลสร้างอาคาร'ทภ.3'


"บิ๊กติ๊ก"ลั่น!ตนเป็นทหารเก่า ลูกชายจะทำอะไรยึดระเบียบ-ความถูกต้อง แจงชนะประมูลสร้างอาคารทภ.3ไม่ได้วิ่งเต้น-ใช้เส้นสาย ยันทำตามขั้นตอน

22 เม.ย.62 พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่บุตรชายชนะการประมูลการเสนอราคาประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารของกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 14 จ.ตาก ของกองทัพภาคที่ 3 จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่า อยากให้สื่อมวลชนช่วยไปดูข้อเท็จจริงว่าบุตรชายของตนได้ทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่า เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องยึดความถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบตามที่หน่วยงานต่างๆ กำหนดไว้ไม่ได้ไปวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสาย หรือการไปประมูลใช้ชื่อของตนหรือของคนอื่น ซึ่งสื่อมวลชนนำไปลงกันเองทั้งนั้น จนทำให้คนเข้าใจผิด

ทั้งนี้ พล.อ.ปรีชา เคยดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก่อสร้างของบุตรชายคนโตก็เคยชนะการประมูลการก่อสร้างในโครงการสำคัญของกองทัพภาคที่ 3 และของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

โครงการโฮปเวลล์

โครงการโฮปเวลล์ หรือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (อังกฤษBangkok Elevated Road and Train System - BERTS) เป็นโครงการก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และรถไฟฟ้ายกระดับ บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ในเครือโฮปเวลล์โฮลดิงส์ บริษัทสัญชาติฮ่องกง ของนายกอร์ดอน วู
โครงการก่อสร้างประกอบด้วย โครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจร เพื่อลดจุดตัดกับทางรถยนต์ (Grade Crossing) เพื่อลดปัญหาการให้รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ ก่อสร้างคร่อมทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระยะทางทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และให้ผลตอบแทนรายปี 30 ปี รวม 53,810 ล้านบาท โดยโฮปเวลล์จะได้รับสิทธิสร้างถนนยกระดับ เรียกเก็บค่าผ่านทาง คู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ และได้รับสัมปทานเดินรถบนทางรถไฟยกระดับด้วย และสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และอสังหาริมทรัพย์สองข้างทาง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ 
โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยมีการเปิดประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง ผลการประมูล บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิงส์ ของนายกอร์ดอน วู เป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งคือ บริษัทลาวาลิน (SNC-Lavalin) จากแคนาดา มีการลงนามในสัญญาโดยนายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคกิจสังคม กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 [2] อายุของสัมปทาน 30 ปี มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2534 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ในระยะแรกใช้ชื่อโครงการว่า Railways Mass Transit (Community Train) and Urban Free System (RAMTUFS)
แผนงานการก่อสร้าง แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ประกอบด้วย [3]
การก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากประสบปัญหาในการส่งมอบพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟ ประกอบกับเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร เหมือนในช่วงแรกของรัฐบาลชาติชาย ทำให้แนวโน้มการลงทุนธุรกิจในอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลง ปัญหาเรื่องจุดตัดกับโครงการถนนยกระดับวิภาวดีรังสิต (ดอนเมืองโทลล์เวย์) และการก่อสร้างล่าช้าจนอัตราคืบหน้าของงานไม่เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล
ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เข้ามาตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมดที่มีเงื่อนไขการผูกขาด โครงการโฮปเวลล์ ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ถูกตรวจสอบโดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน และจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร ขึ้นมาดำเนินการแทน เมื่อ พ.ศ. 2535
ในรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่ 1 โครงการโฮปเวลล์ได้รับการผลักดันต่อโดยพันเอกวินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ยังประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ปัญหาเรื่องเงินทุน แหล่งเงินกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และปัญหาเรื่องแบบก่อสร้าง ระยะห่างระหว่างรางรถไฟ กับไหล่ทางมีน้อยเกินไปเพราะข้อจำกัดของพื้นที่ และไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล[ต้องการอ้างอิง]
อย่างไรก็ตามประเด็นหลัก ที่โครงการไม่สามารถถูกดำเนินการไปต่อได้ เนื่องมาจากการที่ไม่มีการระบุไว้ในสัญญาว่าโครงการจะต้องแล้วเสร็จเมื่อใด เป็นผลให้บริษัทโฮปเวลล์ มีสิทธิ์อันชอบทำที่จะไม่ทำโครงการให้แล้วเสร็จ
ต่อมาในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์ หลังจากบริษัทโฮปเวลล์หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 [4]
โครงการการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ สิ้นสุดลงในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 หลังดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 7 ปี มีความคืบหน้าเพียง 13.77 % ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรจะมีความคืบหน้า 89.75% กระทรวงคมนาคมได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2541 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วย ภายหลังจากบอกเลิกสัญญา การรถไฟแห่งประเทศไทยถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ และได้มีความพยายามนำโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้วมาพัฒนาต่อ จากผลการศึกษาสรุปว่าจะนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต
บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นค่าใช้จากการเข้ามาลงทุนเป็นเงิน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่การรถไฟฯ ก็เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการ เป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท
คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด ในฐานะตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนจากโฮปเวลล์ฯ และนายถวิล อินทรักษา อดีตผู้พิพากษา เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ [5] ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์ เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท เงินค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่บริษัทชำระไปแล้ว 2,850 ล้านบาท และเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38,749,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ให้กับบริษัท [6]
โดยในปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของ โครงการโฮปเวลล์ ที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี เพื่อใช้ในการสร้างทางวิ่งของรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายท่าอากาศยานดอนเมือง และในส่วนที่ทรุดโทรมหรือผุพังก็จะดำเนินการตัดทิ้ง เพื่อหล่อตอม่อใหม่ให้กับทางวิ่งของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม

ด่วน!! สั่ง ‘รฟท.’ จ่ายค่าโง่ 1.2 หมื่นล้านคดีโฮปเวลล์


ด่วน!! สั่ง ‘รฟท.’ จ่ายค่าโง่ 1.2 หมื่นล้านคดีโฮปเวลล์


“ศาลปกครองสูงสุด” สั่ง “รฟท.” ปฏิบัติตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ จ่ายคืนเงิน 12,000 ล้านบาทให้บริษัทโฮปเวลล์
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเป็นยกฟ้องมีผลให้กระทรวงคมนาคม โดยการ รถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้อง ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551

โดย รฟท. ต้องคืนเงินชดเชยให้กับบริษัทโฮปเวลล์จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี พร้อมคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาทที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ

ซึ่งประกอบด้วยเงินที่บริษัทได้ชำระเป็นค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท. ถึงก่อนวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,850 ล้านบาท รวมถึงเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท และเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับคดีถึงที่สุด

รัฐเสียค่าโง่'โฮปเวลล์'1.2หมื่นล้าน!ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ

รัฐเสียค่าโง่'โฮปเวลล์'1.2หมื่นล้าน!ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ


2 เม.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้น ให้บังคับคดีโฮปเวลล์ ตาม คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ภาครัฐจ่ายค่าโง่  รวม 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
///


///
คดีคดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 ทั้งหมด และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ทั้งหมด และมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสอง เนื่องจากศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคำนวณนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทแล้ว ระยะเวลาของการเสนอข้อพิพาทจะครบกำหนดห้าปี คือ ในวันที่ 30 มกราคม 2546 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และเมื่อระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องสำคัญ ถือได้ว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลปกครองสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าในกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ 
การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับข้อพิพาทดังกล่าวไว้พิจารณาและต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 และการที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นข้อเรียกร้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ดังกล่าว เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการรับข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา และต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด