PR
วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ไขปริศนา..ยิวกับปาเลสไตส์ ใยต้องรบพุ่งฆ่ากัน
ไขปริศนา..ยิวกับปาเลสไตส์ ใยต้องรบพุ่งฆ่ากัน (ตอน 1 ปฐมเหตุ)
ตอนนี้สงคราม ในตะวันออกกลางที่ทำท่าจะหยุดไม่อยู่ นอกจากในซีเรีย และ อิรัก แล้ว อีกจุดที่ดุเดือด เลือดนอง คือ ยิวอิราเอล กับปาเลสไตน์ ที่อยู่ในฉนวนการ์ซา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจาก การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ในเขตปาเลสไตน์ ตลอด 4 วัน ตายทะลุ 120 รายแล้ว และมีผู้บาดเจ็บกว่า 600 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน เด็ก ผู้หญิง และคนชรา ประชาชนเกือบ 900 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย บ้านเรือนกว่า 150 หลัง พังพินาศ หรือได้รับความเสียหายร้ายแรง
สถานการณ์การสู้รบระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีวี่แววจะยุติลงโดยง่าย เมื่อมีจรวดจากกลุ่มติดอาวุธในเลบานอนยิงเข้ามาใส่ เขตของอิสราเอล ทำให้อิสราเอลประเมินว่า นักรบในเลบานอนอาจเข้าร่วมกับกลุ่มฮามาส ในปาเลสไตน์ จึงจะมีมาตรการตอบโต้ทางอากาศอย่างดุเดือด
กองทัพอิสราเอล เรียกกำลังสำรอง 40,000 นายรายงานตัวกับกองทัพ และจะส่ง 33,000 นายไปตรึงกำลังตามพรมแดนติดเขตของชาวปาเลสไตน์ พร้อมประกาศว่า จะปฏิบัติการขยายด้วยกองกำลังสำคัญทั้งหมด เคลื่อนกำลังภาคพื้นดินอาจมีขึ้นภายใน 2 วันนี้
อิสราเอลเริ่มยุทธการป้องกันสุดปลายขอบ หรือ “โปรเท็กทีฟ เอดจ์” ตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ก.ค. โดยยิงขีปนาวุธต่อต้านจรวด และปืนครก ของกลุ่มฮามาส ออกมาจากฉนวนกาซาเข้าสู่อิสราเอล ได้กว่า
121 ลูกจากราว 550 ลูก อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศมากกว่า 500 เที่ยว การปะทะครั้งนี้ถือเป็นความรุนแรงที่สุด นับจากเมื่อปี 2555
แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วิงวอนยับยั้งเหตุความรุนแรงที่ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ ในฉนวนกาซา แต่ก็ไร้ผล เพราะนายกรัฐมตรียิวไม่ใส่ใจข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ยังสั่งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยยืนกรานว่าพวกฮามาสเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กกว่า 3.5 ล้านคนทั่วรัฐยิว
กลุ่มฮามาส เองก็ข่มขวัญชาวอิสราเอล ด้วยการบอกให้ชาวยิว ทั้งหลาย รอดูการโจมตีด้วยการไล่แทงในทุกหนทุกแห่ง รอคอยการโจมตีแบบพลีชีพบนรถบัสโดยสารทุกคัน รวมถึงตามคาเฟ่และ
บนถนน…ดังนั้นสถานการณ์ในอิสราเอล และกาซา กำลังลุกลามเกินควบคุม
มาดูเป็นบทเรียนคนไทยว่า อาหรับกับยิว ทำไมจึงต้องมีการรบพุ่งกันมากว่า 2 พันปี และทำไมจึงไม่มีฝ่ายใดกำชัยชนะที่เด็ดขาดได้สักที และในยุคหลัง ใครอยู่เบื้องหลังการรบพุ่งของชนชาติ 2 กลุ่มนี้
หลังจากโรมเข้าถล่มเยรูซาเล็มจนพินาศแล้ว ชาวอิราเอลได้กระจัดกระจายไปสู่ในที่ต่างๆ แรกเริ่มเดิมทีนั้นดินแดนปาเลสไตน์นั้นหาใช่ดินแดนว่างเปล่า หากแต่มีผู้คนอาศัยและสร้างสังคม วัฒนธรรม อารยธรรมมาช้านาน โดยมีหลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมืองของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ชาวกันอาน เป็นชนชาติอาหรับ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์ ชาวกิบบิโอน ชาวฟิลิสติน (ต่อมาแผลงมาเป็นชื่อ ปาเลสไตน์)
ต่อมาเมื่อชนชาติยิวซึ่งอพยพมาจากอียิปต์ เข้ามาบุกรุกดินแดนแถบนี้และเริ่มรบพุ่งแย่งชิงดินแดนจากชนพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิม จนสร้างอาณาจักรอิสราเอลขึ้น แต่ต่อมาก็ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือเรียกว่าอาณาจักรอิสราเอล ส่วนตอนใต้เรียกว่าอาณาจักรยูดาย
ถัดจากนั้นดินแดนแถบนี้ก็ถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ เช่น บาบิโลน อัสสิเรียน เปอร์เซีย กรีก โรมัน
ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ชาวยิวกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นแข็งข้อต่ออำนาจของจักรพรรดิติตัส ของโรมัน จักรพรรดิติตัสจึงสั่งทำลายกรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเสียจนราบคาบ จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 4 ปาเลสไตน์ก็ตกเป็นของชาวคริสต์ จักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งเข้ารีตคริสต์ได้สร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กลายเป็นสถานที่ดึงดูดให้คริสต์ศาสนิกชนเข้ามาจาริกแสวงบุญกันมากขึ้น จนกลายเป็นศูนย์กลางระบบสงฆ์และนักบวชในศาสนาคริสต์ จนเกิดการสร้างโบสถ์และวิหารต่างๆ ตามมาอีกมากมาย
จนกระทั่งกลุ่มชาติอาหรับได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนแถบนี้และก่อสงครามแย่งชิงพื้นที่
ปี ค.ศ. 637 ชาวอาหรับก็ยึดครองดินแดนได้โดยสมบูรณ์ ประชากรที่เคยนับถือคริสต์ก็เริ่มแปรเปลี่ยนมานับถืออิสลามมากขึ้น จนประชากรส่วนใหญ่ก็ลายเป็นชาวมุสลิมไปจนเกือบทั้งหมด ชาวคริสเตียนที่เหลืออยู่ พยายามอย่างยิ่งที่จะยึดครองดินแดนนี้กลับมาเป็นของชาวคริสต์อีกครั้ง โดยไม่เพียงแต่ชาวคริสต์ในดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น หากแต่ยังได้รับความร่วมมือจากชาวคริสต์จากต่างแดนมาร่วมรบในสงครามที่เรียกว่า “สงครามครูเสด”
สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 150 ปี จนในที่สุดก็จบสิ้นลง โดยดินแดนปาเลสไตน์ตกเป็นของชาติอาหรับอย่างสมบูรณ์ มีประชากรส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังเป็นชาวคริสเตียน ดินแดนปาเลสไตน์ก็ยังถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองจากสองชนชาติคือ อาหรับและคริสต์ มานานกว่า 800 ปี ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชนชาติตุรกีเข้ายึดครองนานถึง 400 ปี แต่การยึดครองของชาวเติร์กนี้มิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา
สัดส่วนการนับถือศาสนาของประชาชนในดินแดนแถบนี้ มิได้ถูกปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แม้แต่เชื้อชาติพลเมืองก็ยังคงเป็นชาวอาหรับเสียส่วนใหญ่ เหมือนก่อนหน้าที่พวกเติร์กจะเข้ามายึดครอง รวมถึงภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ก็ยังคงเดิม เปลี่ยนแปลงเพียงกลุ่มชนชาติที่เข้ายึดครองเท่านั้น
ปี ค.ศ. 1897 ได้มีการก่อตั้งกลุ่มลัทธิไซออนนิสม์ โดยกลุ่มชาวยิวปัญญาชนและพ่อค้ายิวที่ทำมาหากินจนร่ำรวยจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะบนแผ่นดินอเมริกาและยุโรป มีจุดประสงค์เพื่อนำชาวยิวกลับมาตั้งถิ่นฐาน สร้างชาติยิวขึ้นมาใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ ซึ่งกลุ่มไซออนนิสต์ยึดมั่นในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเจ้าได้ประทานดินแดนแห่งนี้ให้กับชาวยิว”
แต่ในขณะนั้นปาเลสไตน์ตกอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ กลุ่มไซออนนิสต์ใช้เวลานับสิบปีลงทุนกว้านซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินชาวอาหรับอย่างถูกกฎหมาย และจัดการพัฒนาพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งให้สามารถเพาะปลูกได้ ท่ามกลางความไม่พอใจของบรรดาชาวอาหรับเจ้าของที่ดินเดิม แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เพราะได้ทำการซื้อขายกันไปแล้วตามกฎหมายทุกประการ
ความขัดแย้งในการครอบครองดินแดนยังคงคุกรุ่นอยู่เรื่อยมา โดยมีกลุ่มไซออนนิสต์ดำเนินการอยู่ทั้งโดยเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จนกระทั่งภาคพื้นยุโรปเกิดสงครามโลกขึ้นและได้ลุกลามขยายวงกว้างมายังดินแดนปาเลสไตน์
ปี ค.ศ. 1910 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนนิสต์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด และได้เปลี่ยนสัญชาติจากลัตเวียมาเป็นอังกฤษ ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบ ที่หาได้ง่าย เนื่องจากก่อนหน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือ อาซีโทน
สารนี้จำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงคราม จนกระทั่งได้ นักเคมีชาวยิว มาช่วย อังกฤษจึงยังคงสามารถเข้าร่วมรบในสงครามโลกต่อไปได้
จากการช่วยเหลือของ นักเคมีชาวยิวผู้นี้ (ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงทหารเรือของอังกฤษ) ทำให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้น ตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามใน “สนธิสัญญาบาลฟอร์”
ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับ ที่ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอียิปต์ ไปตกลงกับชาวอาหรับว่า หากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว อังกฤษจะยกดินแดนบางส่วน รวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้างในการครอบครองดินแดน
ปี ค.ศ. 1923 องค์การสันนิบาตชาติ มอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิว แต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับ ในการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังสงคราม ดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี อีกทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจำนวนมาก ก็ยังเพิ่มทวีความวุ่นวายเข้าไปทุกขณะ โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ปี ค.ศ. 1939 -1945 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวไปทั้งหมด ประมาณ 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของประชากรยิวในยุโรป ที่เป็นผลจากความฝังใจของฮิตเลอร์ในสมัยวัยเด็ก ต่อการกดขี่ของยิว
ปี ค.ศ. 1947 พวกไซออนนิสม์ ใช้วิธีการหลายอย่างสำหรับการถ่ายเทประชากร เช่น การทำสงคราม การก่อการร้าย การขับไล่โดยใช้กำลัง และนโยบายให้ชาวยิวมาตั้งหลักแหล่งในเขตที่อิสราเอลยึดครองไว้ ผู้ก่อการร้ายชาวยิวได้ทำร้ายชาวอาหรับอย่างรุนแรง ทิ้งระเบิดลงในกลุ่มคน ทำลายหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ชาวอาหรับกลับมาอีก
สมัชชาสหประชาชาติลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย
การแบ่งดินแดนในครั้งนั้นทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวอาหรับ
ปี ค.ศ. 1948 เกิดสงครามระหว่างยิวกับประเทศอาหรับ 4 ประเทศ คือ ปาเลสไตน์ อียิปต์ ซีเรีย และเลบานอนขึ้น ชาวยิวเปลี่ยนองค์การใต้ดินฮากานาห์มาเป็นกองทัพแห่งชาติ ในระหว่างการต่อสู้นี้
ชาวปาเลสไตน์อาหรับต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ลี้ภัยไปมากกว่าครึ่ง สงครามครั้งนี้ยุติลงในเวลาอันสั้น
คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ มีคำสั่งตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการ บนแผ่นดินปาเลสไตน์ โดยตั้งชื่อว่า รัฐอิสราเอล ส่งผลให้ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ กลายเป็นชาวอิสราเอลไปโดยปริยาย ทำให้เกิดปัญหาผู้ลี้ภัยขึ้นถึง 9 แสนคน ส่วนใหญ่หนีไปทางประเทศจอร์แดนและฉนวนกาซา นอกนั้นก็ไปยังประเทศซีเรียและเลบานอน
ชาวปาเลสไตน์ต้องทิ้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมทั้งทรัพย์สินสมบัติของตนไปเป็นผู้ลี้ภัยซึ่งไม่มีทางทำมาหากินเกือบล้านคน นอกจากนั้นผู้นำของชาวอิสราเอลยังมีแผนการบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องออกจากดินแดนของพวกเขาไป เพื่อตนจะได้เข้าไปครอบครองแทนที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของลัทธิไซออนนิสม์ ซึ่งตั้งใจจะให้ประเทศนั้นกลายเป็นชาวยิวโดยเฉพาะเท่านั้น
ประธานาธิบดีชุดแรกของอิสราเอล มีจุดมุ่งหมายคือ ชาวยิวควรยึดประเทศปาเลสไตน์ให้ได้ การแก้ปัญหาให้ปาเลสไตน์ ก็คือต้องกำจัดชาวอาหรับออกไปจากมาตุภูมิของพวกเขาให้หมดสิ้น ดังนั้นจึงมีความคิดในเรื่อง “การถ่ายเทประชากร” ที่ฝังหัวอยู่ในสมองของพวกไซออนนิสม์เสมอ
ชาวยิว จะเป็นเชื่อเสมอว่าในประเทศนี้ไม่มีเหลือพอที่คนสองชาติจะอยู่ร่วมกันได้ เขาย่อมจะไม่บรรลุถึงเจตนาที่จะเป็นอิสระชนได้ ถ้ามีชาวอาหรับอยู่ด้วยในประเทศเล็ก ๆ นี้ วิธีแก้ปัญหาวิธีเดียวก็คือต้องไม่ให้มีคนอาหรับอยู่ด้วย ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำได้มากไปกว่าต้องย้ายชาวอาหรับจากที่นี่ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายไปให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่หมู่บ้านเดียวหรือเผ่าเดียว หลังจากการโยกย้ายนี้ ประเทศนี้จึงจะสามารถดูดซึมเอายิวนับล้าน ๆ คนได้
ปี ค.ศ. 1949 เยรูซาเลม ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวง และเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิสราเอล เป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งเกี่ยวพันกับ 3 ศาสนา คือ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่า พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ที่ภูเขามะกอกเทศ และการมาครั้งที่สองของพระองค์ก็จะเกิดที่เมืองนี้เช่นกัน
ส่วนชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นเมืองที่ นบีมุฮัมมัดถูกรับขึ้นไปบนสวรรค์ จึงการแย่งชิงเมืองนี้กันตลอดมา เพราะต่างมีความเชื่อว่าศาสดาของตน ขึ้นสวรรค์ที่เมืองนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ 2 ศาสนา มีบันทึกตรงกัน แต่คนละศาสดา ??
ปี ค.ศ. 1953 หมู่บ้านชาวอาหรับถูกทำลายไป 161 แห่ง การกระทำที่โหดเหี้ยมที่สุดคือการฆ่าคนเกือบทั้งหมู่บ้านเดรยัสซีน ทำให้ชาวอาหรับต้องหนีออกจากประเทศไปอย่างมากมาย ปี 1956 ยิวบดขยี้ หมู่บ้านชาวอาหรับ ราบเรียบและขับไล่ผู้อยู่อาศัยออกไป จึงจะแน่ใจได้ว่าจะไม่มีหมู่บ้านเหลืออยู่ให้ชาวอาหรับหวนกลับมาได้
การตั้งหลักแหล่งของชาวยิว คือ นโยบายที่จะทำให้ชาวยิวมาตั้งบ้านเรือนล้อมที่อยู่ของชาวอาหรับไว้ เพื่อป้องกันมิให้ชาวอาหรับรวมตัวกันได้ และตั้งใจจะผนวกฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและฉนวนกาซา เข้าเป็นของอิสราเอล ชาวยิวมีวิธียึดครองที่ดินเช่นนี้มากมาย เช่น ออกกฎหมายยึดเอาที่ดิน เนรเทศเจ้าของเดิมออกไป ออกกฎหมายให้ที่ดินนั้นเป็นเขตต้องห้าม ทำลายบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์
ใช้วิธีควบคุมบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และการกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์ ฯลฯ ในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ทางการอิสราเอลก็ใช้วิธีสั่งห้าม และเข้าควบคุมการตัดสินใจทุกอย่างในด้านการศึกษาของชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งการขู่เข็ญมิให้นักศึกษาหนุ่มสาวของชาวปาเลสไตน์กล้าแข็งต่อต้านอิสราเอล
การเข้ายึดครองของอิสราเอล จึงทำให้ชาวปาเลสไตน์กลายเป็นคนต่ำต้อยถูกกดขี่ ชาวปาเลสไตน์อาหรับจะรู้สึกว่าพวกไซออนนิสม์เป็นศัตรูตัวร้าย พวกเขาพยายามรวมตัวกันทางการเมืองเพื่อต่อต้านชาวอิสราเอล แต่ก็เสียเปรียบในด้านการเงินและอาวุธ ดังนั้นขบวนการกู้ชาติของอาหรับในปาเลสไตน์ จึงเกิดขึ้นอย่างมากมายแต่ก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว จำต้องใช้การต่อสู้แบบไม่เปิด
เผย
ปี ค.ศ.1956 หลังจากอียิปต์ สู้รบแพ้อิสราเอลในวิกฤตการณ์คลองสุเอซ หรือสงครามสุเอซ-ซีนาย ประธานาธิบดีกา มาล อับเดล นัสเซอร์ ของอียิปต์ ก็ประกาศจะล้างแค้น และสนับสนุนขบวน การ
ชาตินิยมของชาวปาเลสไตน์ พร้อมกับลงมือจัดตั้งพันธมิตรอาหรับที่ราย รอบประเทศอิสราเอล และระดมสรรพกำลังเตรียมทำสงคราม
แนวหน้ารวมกำลังแห่งชาติ อัล-ฟาตะฮ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีความมุ่งหมาย ที่จะสร้างแนวร่วมของชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดขึ้นมา โดยรวมเอาขบวนการต่อต้านของชาวปาเลสไตน์เข้าด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของความคิดทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม
ปี ค.ศ.1964 ได้มีการจัดตั้งองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) ขึ้น โดยประธานาธิบดี อียิปต์ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ เลือกประธานคนใหม่ที่มาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้น นั่นคือ นายยัสเซอร์ อาราฟัต ที่เขาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง มาตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งกษัตริย์ฟาฮัด ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
และได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพอียิปต์เมื่อครั้งสงครามคลองสุเอซ จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในที่สุด อาราฟัต พยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์ และ พยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม ในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล
อัล-ฟาตะฮ กลายเป็นหน่วยที่มีพลังมากที่สุดในองค์การพีแอลโอ ชาวปาเลสไตน์ได้ประกาศความมุ่งหมายของพวกเขาออกมา คือพวกเขาจะต่อสู้เพื่อกลับไปสู่ประเทศที่เป็นมาตุภูมิของตน และจะ
จัดตั้งปาเลสไตน์ซึ่งเป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตยขึ้น
ความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล หวังที่จะกลาดล้างชาวยิวให้สิ้นซาก สงครามที่กินเวลายานาน 8 เดือน ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของชาติอาหรับ แต่ก็ก่อให้เกิดการรบพุ่งกันต่อเนื่องมาอีกหลายต่อหลายครั้ง
ปี ค.ศ. 1967 เกิด “สงคราม 6 วัน” โดยประธานาธิบดี อียิปต์ ส่งกองกำลังทหารกว่า 7 แสนนาย จากความร่วมมือของชาติอาหรับ 7 ชาติ เข้าถล่มอิสราเอลที่มีกองกำลังเพียง 2 แสนนายเท่านั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่ายิวเป็นฝ่ายมีชัยในสงคราม ผลการรบ อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย อิรัก สูญเสียกองทัพอากาศไปทั้งหมด
โดยรวมแล้ว อียิปต์เสียทหาร 11,000 นาย จอร์แดนเสียประมาณ 6,000 นาย ซีเรียเสียราว 1,000 นาย และอิสราเอลเสีย 700 นาย ยิว ยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตน ขยายเขตแดนไป 3-4
เท่า เช่น เขตกาซ่าตะวันออก แหลมซีนายของอียิปต์ เขตเวสต์แบงก์ ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน
นอกเหนือจากชัยชนะครั้งนี้แล้ว อิสราเอลยังฉวยโอกาสนี้ทำการขับไล่ชาวอาหรับออกจากจากดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก จากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มชาติอาหรับลดความนับถือต่อ
ประธานาธิบดี อียิปต์ เป็นอย่างมาก
..เรื่องราวกำลังเข้มข้น ให้ติดตามต่อตอนที่ 2 เพื่อไขปริศนาว่ากลุ่มไซออนนิสม์ สำคัญต่อสงครามอาหรับ – ยิว และต่อโลกอย่างไร อ่านต่อที่ https://www.facebook.com/media/set/?
set=a.252806108242757.1073742037.187529244770444&type=1
@ เสธ น้ำเงิน4
////////////////////////
วันที่ 12 ก.ค.57 ไขปริศนา..ยิวกับปาเลสไตส์ ใยต้องรบพุ่งฆ่ากัน (ตอน 2 เผชิญหน้า)
ตอนแรกได้เล่าให้ฟังถึงรากฐาน และความขัดแย้ง การเอารัดเอาเปรียบของยิว ต่อชนชาติปาเลสไตน์ และอาหรับ จนก่อสงครามต่อกันตายไปจำนวนมากมายแล้ว
** ความเดิมที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.252803251576376.1073742036.187529244770444&type=1
ปี ค.ศ. 1968 การโจมตีของชาวจอร์แดน ต่อค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ตำบลฮุสเซ็นและอัชเราะฮ จนกระทั่งรัฐบาลจอร์แดนทำลายหน่วยต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ในจอร์แดน หน่วยปฏิบัติการใต้ดินพีแอลโอจึงต้องมารวมตัวกันใหม่ที่เทือกเขาเลบานอน ซึ่งถูกทหารอิสราเอลโจมตีอีก จนต้องย้ายที่ทำการไปอยู่ที่เมืองแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย
ปี ค.ศ. 1972 องค์การพีแอลโอ ใช้ทุกวิถีทางแม้ กระทั่งใช้ความรุนแรงทางทหาร รวมทั้งการก่อการร้ายเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำของชาวโลกมากที่สุดครั้งหนึ่ง คือ การจับนักกีฬาชาวอิสเราเอลเป็นตัวประกัน ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี
โดยกลุ่มนักรบปาเลสไตน์ที่เรียกตัวเองว่า “ขบวนการกันยาทมิฬ” บุกเข้าหอพักนักกีฬาโอลิมปิก พร้อมกับจับตัวนักกีฬาชาวอิสราเอลจำนวน 11 คนเป็นตัวประกัน โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวปาเลสไตน์ 234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมัน พร้อมทั้งร้องขอเครื่องบินเพื่อเตรียมหลบหนีเข้าอียิปต์
นายกรัฐมนตรี อิสราเอล ในขณะนั้นซึ่งดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์และไม่ยินยอมเจรจากับผู้ก่อการร้าย ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ก่อการ และยังส่งหน่วยรบพิเศษที่เชี่ยวชาญในการชิงตัวประกันเข้ามาช่วยเหลือ แต่รัฐบาลเยอรมันปฏิเสธ เนื่องจากต้องการจัดการสะสางปัญหาด้วยตนเอง เพื่อรักษาหน้าของเจ้าภาพ โอลิมปิก
หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เป็นนัยยะแอบแฝง นั่นคือคือรัฐบาลเยอรมันต้องการแสดงความรับผิดชอบและลบล้างความผิดสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั่นเอง แต่พลแม่นปืนของเยอรมันทำพลาด จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อตัวประกันเสียชีวิตหมดทั้ง 11 คน ตำรวจเยอรมันเสียชีวิต 1 นาย ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับเป็น 3 ราย
โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเคืองแค้นให้อิสราเอลอย่างมาก เพราะนอกจากตัวประกันจะเสียชีวิตหมด บรรดาชาติต่างๆ ก็ดูเหมือนจะลืมเลือนเรื่องนี้กันอย่างรวดเร็ว โดยหันสนใจการแข่งขันโอลิมปิกแทน ทั้งที่เกิดเรื่องราวอันเลวร้ายเช่นนี้แต่นานาชาติกลับยังคงดำเนินการแข่งขันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อิสราเอลไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาลงมือปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันควัน ส่งฝูงบินอิสราเอลไปถล่มฐานปฏิบัติการขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ในซีเรีย และเลบานอน รวมถึงการส่งหน่วยจารชนเข้าไปจัดการกับกลุ่ม PLO ทั้งในปาเลสไตน์ กลุ่มชาติอาหรับ และหลายพื้นที่ในยุโรปอย่างลับๆ
ซึ่งปฏิบัติการหลายครั้งสร้างความเสียหายขั้นรุนแรง แต่อิสราเอลก็ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอีกทั้งปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล้างแค้นดังกล่าว แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้งเกิดขึ้นจากฝีมือของ หน่วยสืบราชการลับอิสราเอล ที่เรียกตัวเองว่าพวก มอสสาด
ปี ค.ศ. 1972 หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้งมาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พบว่าการใช้ความุรนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำของ PLO และอิสราเอล ยอมหันหน้าเข้าหากัน โดยเจรจาผ่านทางสหประชาชาติ ก่อให้เกิดการลงนามในข้อ ตกลงสันติภาพออสโล ประกาศว่าโลกยอมรับให้มีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า
ปี ค.ศ. 1973 สหรัฐอเมริกาได้แสดงตัวให้เห็นว่าเข้าข้างอิสราเอล และเกลียดชังพีแอลโออยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งสั่งปิดสำนักงานของพีแอลโอ ในนครนิวยอร์คและอายัติบัญชีเงินฝากของพีแอลโอด้วย
ปี ค.ศ. 1979 ประธานาธิบดีอียิปต์ ได้เดินทางไปพบปะกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาสันติภาพกัน โดยมิได้ปรึกษาหารือกับโลกอาหรับ ทั้งสามได้ลงนามในเอกสารฉบับเมื่อวันที่ 17 กันยายน คือโครงการสันติภาพในตะวันตะวันออกกลางและ สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล
การที่อียิปต์ทำลงไปโดยพละการเช่นนี้ ทำให้โลกอาหรับไม่พอใจ เพราะจะทำให้โลกอาหรับแตกแยกกัน ชาวปาเลสไตน์ก็เกรงว่าอียิปต์จะทอดทิ้งพวกเขา เพราะไปรับรองอิสราเอล พีแอลโอได้ปฏิเสธข้อตกลงนี้อย่างแข็งขัน โดยถือว่าเป็นการปฏิเสธสิทธิตามกฎหมายของชาวปาเลสไตน์ ประเทศมุสลิมและประเทศเป็นกลางก็ปฏิเสธ แม้กระทั่งสหประชาชาติก็ยังปฏิเสธ
ปี ค.ศ. 1981 จุดหมายที่สำคัญของอิสราเอล คือ ใช้สนธิสัญญานี้เป็นเครื่องกีดกันมิให้มีการจัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์อิสระขึ้นได้ หลังจากนั้นไม่นาน อิสราเอลได้เข้าโจมตีเลบานอนใต้ ที่อยู่ของพีแอลโออย่างหนัก และได้ผนวกกรุงเยรูซาเล็มเข้าเป็นของยิวอีกด้วย
สงครามที่ใหญ่ที่สุด และยาวนานที่สุดระหว่างอิสราเอล กับชาวปาเลสไตน์ก็เกิดขึ้นในเลบานอน ครั้งนี้ยิงมีจุดประสงค์คือ ทำลายกำลังทางการเมืองและการทหารของพีแอลโอ จัดตั้งรัฐบาลเลบานอนที่เข้มแข็งเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล สร้างอิสราเอลขึ้นเป็นมหาอำนาจเพื่อควบคุมการพัฒนาทุกอย่างด้านการเมืองและเศรษฐกิจได้ในกำมือตน
ฝ่ายอเมริกามีความยินดีในการกระทำของอิสราเอล แต่แสร้งเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย และรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ยอมเดินทางไปประท้วงการรุกรานที่กรุงเยรูซาเล็มด้วย แต่ชาวโลกกลับให้ความสนใจ แค่คำเรียกร้องของชาวปาเลสไตน์มากกว่าแต่ก่อน การสร้างสงครามครั้งนี้ปรากฏว่ามีคนตายถึง 15,000 คนซึ่งแน่ละส่วนใหญ่ต้องเป็นชาวปาเลสไตน์
ปี ค.ศ. 1982 พีแอลโอได้ไปตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นใหม่ในเมืองตูนิซ ประเทศตูนิเซีย ต้องทำงานอย่าง-รีบเร่ง เพื่อสร้างโครงสร้างสำคัญ ๆ ด้านการเมืองและสังคมขึ้นมาใหม่หลังจากถูกทำลายไปแล้ว หน่วยต่อสู้ของพีแอลโอก็ต้องกระจายไปอยู่ตามประเทศอาหรับต่าง ทำให้รวมตัวกันได้ลำบาก
ได้มีการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศอาหรับ ครั้งที่ 12 ในเมืองเฟซ ประเทศโมร็อกโก ที่ประชุมได้ออก “กฎบัตรเฟซ” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ คือ จัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ โดยมีเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง ถอนกำลังทหารของอิสราเอลออกจากเขตยึดครองทั้งหมด ซึ่งเดิมเป็นของอาหรับก่อนสงครามปี 1967 รื้อถอนถิ่นฐานที่อิสราเอลสร้างขึ้น
ยืนยันสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์ ในการจะตัดสินใจด้วยตนเองและสามารถใช้สิทธิ์ในประเทศปาเลสไตน์ภายใต้การนำของพีแอลโอ ให้ฉนวนกาซาและดินแดนฝั่งตะวันตก (ของแม่น้ำจอร์แดน) อยู่ในความดูแลของสหประชาชาติไปก่อน และให้สภาความมั่นคงรับประกันต่อสันติภาพในระหว่างชนชาติต่างๆ ในแถวนั้น แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้โดยสิ้นเชิง
กลุ่มประเทศอาหรับได้ยื่นข้อเสนอนี้ไปยังรัฐบาลอเมริกา ประธานาธิบดีมะกัน แต่เขาก็ยังปฏิเสธเรื่องการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระ และมิได้กล่าวเลยว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ถอนทหารอิสราเอล จากเขตยึดครองได้อย่างไร และยังบอกปัดข้อเสนอของชาวอาหรับ ที่จะเอากรุงเยรูซาเล็มคืนด้วย
ประธานาธิบดีรัสเซีย จึงได้เสนอแผนสันติภาพให้แก่อเมริกา ให้อิสราเอลคืนดินแดนยึดครองทั้งหมดให้แก่ชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐอิสระของพวกเขาเองขึ้นในเขตแดนอิสราเอล และอิสราเอลต้องคืนกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกให้ชาวปาเลสไตน์ด้วย แต่ในระหว่างนั้นอิสราเอลกลับท้าทายด้วยการสร้างชุมชนชาวยิวขึ้นใหม่อีก 5 แห่งที่แถบตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน
ปี ค.ศ. 1993 อิสราเอล และ ปาเลสไตน์ได้ตกลงกันเซ็นสนธิสัญญาออสโล อนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์มีอำนาจในการปกครองตัวเอง (อย่างจำกัด) ในเขตฉนวนกาซา สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็มีท่าทีที่สงบลง แต่เพียงหนึ่งปีให้หลังก็เกิดการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายเหมือนเช่นเดิม เพราะอเมริกาคอยเป็นพี่เลี้ยงชั้นดี ที่คอยหนุนหลังยิว ทั้งทางลับๆ และแบบเปิดเผย
ปี ค.ศ. 1995 กลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงในอิสราเอล ไม่พอใจท่าทีที่ยอมอ่อนข้อของนายกฯ จึงเกิดการลอบสังหารขึ้น ตามด้วยการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ ความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้น แม้นายอาราฟัตจะได้เป็นประธานาธิบดีปาเลสไตน์ในปีถัดมา แต่ความนิยมในตัวเขาก็ลดลงเนื่องจากผู้คนเห็นว่าเขาอ่อนข้อให้อิสราเอลจนเกินไป
สันติภาพที่ได้มาทำให้ชาวปาเลสไตน์ปิติยินดี ออกมาฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ มีการยิงปืนขึ้นฟ้าและลุกลามไปถึงขั้นจุดไฟเผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น สัญลักษณ์ของชาวยิว จากนั้นก็ชักธงชาติปาเลสไตน์ขึ้นยอดเสา แต่ขณะเดียวกันชาวยิวบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก็เกิดความไม่พอใจ ออกมาก่อความวุ่นวายตามท้องถนนจนเกิดเป็นจลาจลไปทั่วเมือง
ปี ค.ศ. 2004 นายอาราฟัต ถูกปิดล้อมอยู่ที่เมืองรอมัลเลาะห์ เขาถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตเพราะเขามีนโยบายที่แข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายอิสราเอล ฝ่ายอเมริกาจึงต้องกำจัดเขาเพราะเขาขัดประโยชน์มหาศาลที่อเมริกาจ้องจะกอบโกย ผู้นำคนใหม่ของ PLO คือนายมะห์มูด อับบาส
ปี ค.ศ. 2005 อิสราเอลยอมถอนกำลังออกจากฉนวนกาซ่า หลังจากครอบครองอย่างไม่เป็นธรรมมานานถึง 38 ปี เปิดทางให้ปาเลสไตน์จัดการเลือกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2006 อิสราเอลและอเมริกา เอาใจช่วยให้พรรคฟาตาห์ ของนายอับบาส ขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จให้จงได้
แต่แล้วความฝันของอิสราเอลและอเมริกาก็ดับวูบลง เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคฮามาส กลับได้ครองเสียงข้างมาก ผิดจากการคาดเดาของหลายๆ ฝ่าย แต่พรรคฮามาสก็ยังไม่สามารถจังตั้งรัฐบาลในระบบพรรคเดียวได้ ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมา
พรรคฮามาส เป็นพรรคการเมืองสำคัญพรรคหนึ่งของปาเลสไตน์ มีแนวคิดที่ค่อนข้างรุนแรง มีกองกำลังเป็นของตนเอง คือ กลุ่มติดอาวุธฮามาส กลุ่มนี้มีบทบาทมากขึ้น ภายหลังที่ชาวปาเลสไตน์เริ่มเบื่อหน่ายกับกลุ่ม PLO การสูญเสียผู้นำอย่างนายอาราฟัต ทำให้กลุ่มฮามาสก้าวเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณฉนวนกาซ่า
ในที่สุด กลุ่มฮามาสก็ทำการยึดดินแดนเขตฉนวนกาซ่าไว้ในครอบครอง และเตรียมที่จะจัดตั้งรัฐฮามาสขึ้นเป็นรับอิสระด้วย ขณะที่ฉนวนกาซ่าตกเป็นของกลุ่มฮามาส ทางฝั่งเวสต์แบงค์ก็ตกเป็นของกลุ่มฟาตาห์ของนายอับบาส กลายเป็นว่าชาวปาเลสไตน์ กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนของตนเอง
ฉนวนกาซา ดินแดนของปาเลสไตน์ เป็นหนึ่งในดินแดนที่อียิปต์เสียให้อิสราเอล มีอาณาบริเวณแคบๆ แค่ขนาด 360 ตร.กม. เท่านั้น ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอาณาเขตทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นความยาวประมาณ 11 กิโลเมตรติดกับประเทศอียิปต์ ทางเหนือและตะวันออกติดกับประเทศอิสราเอล เป็นระยะทางราว 51 กิโลเมตร ทางตะวันตกติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นระยะทางชายฝั่งประมาณ 41 กิโลเมตร
มีเมืองกาซาเป็นเมืองหลักในอาณาเขตนี้ มีประชากรชาวปาเลสไตน์ อาศัยอยู่ประมาณ 1.7 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพลี้ภัย ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่ฉนวนกาซา และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ซึ่งอพยพมาในปี ค.ศ. 1948 ซึ่งเป็นผลหลังจากสงครามอาหรับ-อิสราเอล
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย์ มีอัตราการเติบโตของประชากรราวร้อยละ 3.2 ต่อปี หรือคิดเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศที่มีอัตราการเติบโตประชากรสูงที่สุดในโลกแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก (ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด) และไม่นานนี้ได้มีการขุดพบก๊าซธรรมชาติด้วย
ท้ายที่สุดเมื่อกลุ่มฮามาสสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ ก็เท่ากับปาเลสไตน์ตกเป็นของกลุ่มฮามาสไปโดยปริยาย แม้ว่านายอับบาสยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ก็ตาม การขึ้นครองอำนาจของกลุ่มฮามาส ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของอิสราเอลและอเมริกา และ รวมไปถึงประเทศต่างๆ ใน EU ที่ไม่ยอมรับกลุ่มหัวรุนแรงนี้
เมื่อกลุ่มฮามาสขึ้นมาครองอำนาจ อเมริกา จึงประกาศสั่งระงับการช่วยเหลือเงินจำนวนกว่า 600 ล้านเหรียญ ที่เคยสัญญาว่าจะมอบให้กับปาเลสไตน์ทันที ทางฝั่งนายอับบาส ซึ่งยึดดินแดนเขตเวสต์แบงค์ไว้ เห็นช่องทางเหมาะ จึงประกาศจัดตั้งรัฐบาลขึ้นแข่งกับกลุ่มฮามาสทันที
กลายเป็นว่าปาเลสไตน์ มีการแบ่งแยกออกเป็นสองพวก ซึ่งบรรดาประเทศต่างๆ ที่มีอเมริกาเป็นหัวโจก ล้วนแต่มีทีท่าสนับสนุนรัฐบาล ของนายอับบาส มากกว่ารัฐบาลของกลุ่มฮามาส และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังของกลุ่มฮามาสกับกองกำลังของอิสราเอล บริเวณฉนวนกาซ่า ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ระบุว่าเป็นการป้องกันตัว เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีก่อน
การรบพุ่งกันก็เกิดขึ้นจนได้ ฝ่ายอิสราเอลที่ไม่ค่อยพอใจกลุ่มฮามาสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงฉวยโอกาส ใช้เป็นเหตุผลเข้าโจมตีฉนวนกาซ่าอย่างเต็มรูปแบบ แถมยังประกาศอีกว่าการรบจะยุติลงก็ต่อเมื่อสามารถ ล้มล้างกลุ่มฮามาสให้สิ้นซากไปได้เท่านั้น เพราะมีแบ็คอัพชั้นดีคืออเมริกาคอยหนุนหลัง และประเทศใน EU
การจู่โจมปาเลสไตน์ครั้งนี้ของยิว ก็สร้างความไม่พอใจให้กับพี่น้องมุสลิมทั่วโลก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในฉนวนกาซ่า ล้วนแต่เป็นชาวมุสลิมแทบทั้งสิ้น มีการประท้วงของชาวมุสลิมต่อการกระทำของอิสราเอล แม้แต่ในเขตเวสต์แบงค์เองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มฮามาสก็ยังออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอลเช่นกัน
ที่อเมริกาและประเทศใน EU ต่างเห็นดีเห็นงามที่จะกำจัด กลุ่มฮามาส ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มก่อการร้ายอัล กออิดะห์ และหากพวกเขาสามารถผลักดันให้กลุ่มฟาตาห์ของปาเลสไตน์ กลับมาครอบอำนาจเช่นเดิม ก็จะสามารถต่อรองผลประโยชน์ได้ง่ายกว่านั่นเอง
เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีต ที่ปรึกษาความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา (NSA) ปี พ.ศ. 2516 ที่กล่าวว่า…“ผู้ควบคุมการผลิตอาหารก็ควบคุมประชาชนได้..ผู้ควบคุมพลังงานก็สามารถควบคุมทวีปต่างๆได้ทั้งหมด..ผู้ควบคุมกระแสเงินตราได้สามารถควบคุมโลกได้”
แนวคิดการบริหารการจัดการและควบคุมโลก เพื่อความมั่นคงของอเมริกา จึงกระทำโดย “ผู้นำกลุ่มทุน” ซึ่งเป็นเหล่านายธนาคารในกลุ่มไซออนนิสม์ ชาวยิวมีการผนึกกำลังทางการเมืองเข้มแข็งกว่าฝ่ายอาหรับ ฐานะทางการเงินก็ดีกว่า เพราะได้รับการสนับสนุนจากชนชาติยิวจากแหล่งต่าง ๆ และจากอเมริกาด้วย ด้านการทหารก็เหนือกว่า และมีอาวุธที่ดีกว่าด้วย
แผ่นดินแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความเกลียดชังและความขัดแย้ง ด้วยเหตุข้างต้นนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชาวอาหรับ กับ ชาวยิว และมันก็จะคงอยู่ต่อไป
จะได้เห็นว่าสงครามรอบใหม่นี้ กลุ่มไซออนนิสม์ ที่ปกครองของยิว คือ สาเหตุแห่งความขัดแย้ง และการแตกความสามัคคีของปาเลสไตน์เอง ก็เป็นจุดอ่อนให้อเมริกา และยิว แทรกแซง แม้แต่ผู้นำของตนเองยังไม่มีโอกาสเลือกได้เองอย่างแท้จริง
คนไทยควรได้ศึกษาการแตกความสมัคคีของปาเลสไตน์ เป็นตัวอย่าง เพราะอเมริกา จะเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในประเทศเราทันที และอเมริกาไม่ได้เลือกเข้าข้างประชาธิปไตย แบบเลือกตั้ง อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เขาเลือกข้างฝ่ายที่อวยประโยชน์ทรัพยากร ให้กับประเทศของเขามากที่สุด..โดยเขาไม่เคยจริงใจกับประเทศใด !!
ปัจจุบันในอเมริกา มีประชากร 318 ล้านคน คนจนในประเทศมีถืง 55 ล้านคน (17%) , มีผู้ติดยา 22 ล้านคน ( 7% ) โดยนำเข้าทางเรือจากเมกซิโกแทบทั้งหมด มีกองทัพ กองกำลังของตนเอง , ตนอเมริกันมีอาวุธปืนถืง 310 ล้านกระบอก คนอเมริกัน 47% มีปืนยิงกันทุกวัน มีผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคน
มีแก๊งค์อาชญากรรมติดอาวุธ ถืง 33,000 แก๊ง กำลังพล ราว 1.5 -2.0 ล้านคน พกปืนเดินกันว่อน กระจายอยู่ในรัฐต่างๆ แทบทั่วทุกรัฐ ที่พร้อมจะยิงทุกคนที่เดินผ่านย่านอิทธิพล ที่แม้แต่ตำรวจยังไม่กล้าแหยม..แก๊งพวกนี้ ค้ายา ค้าปืนสั้น ปืนกล ปืนไรเฟิล ปืนยิงช้าง เครื่องยิงลูกระเบิด อาวุธต่อสู้รถถัง
มีการค้ามนุษย์อย่างโจ่งครึ่ม ข่มขืน ปล้น ข่มขู่ ชิงทรัพย์ ฆ่าคน ล้วงกระเป๋า , ในทุกๆ วัน มีการใช้ปืนก่ออาชญากรรม 3,000 ครั้ง คนมะกัน 80 คนถูกฆ่า บาดเจ็บอีก 300 คน บางส่วนก็เป็นแก๊งค์ในสังกัดพรรคการเมือง ลูกสมุนวุฒิสมาชิก เป็นผู้มีอิทธิพล ข่มขู่คนมะกันไปลงคะแนนเสียง คุมการขนส่ง การก่อสร้าง
อเมริกา เจอทั้งศึกใน และศึกนอกบ้างแล้ว..ไอ้มาม่า ควรติดต่อกลุ่มติดอาวุธแดง นปช.ที่ทูตพริตตี้ บอกว่าเป็นเพื่อนสนิท ให้ส่งกองกำลังติดอาวุธหนัก RPG , M79 , M16 , ระเบิด RGD-5 ไปช่วยพี่ใหญ่ต่อการกับสารพัดแก๊งค์ในอเมริกาด่วน..
อพยพแดง นปช.ช่วยราชการในดินแดนมะกันสัก 3 ปี น่าจะเห็นเนื้อเห็นน้ำ..เผาไปเลยครับพี่น้อง !!
@ เสธ น้ำเงิน4
https://www.facebook.com/topsecretthai
คสช. ผ่าตัดใหญ่ตำรวจ ให้ผบ.ตร.คนเก่าเสนอตั้งผบ.ตร.คนใหม่
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2557 เวลา 20.30 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ออกประกาศ 3ฉบับ คือฉบับที่ 8782557,882557 และ89/2557
สรุปสาระสำคัญของประกาศแต่ละฉบับ โดยฉบับที่ 87/2557 ได้มอบหมายให้นายกรัฐมนตรี ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจในการควบคุมดูแลพ.ร.บ. 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง /พ.ร.บ.จราจร และพ.ร.บ.อาวุธปืน จากเดิมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเพียงคนเดียว
ขณะที่สาระสำคัญของ ประกาศฉบับที่88/2557ซึ่งถือเป็นไฮไลท์เป็นการแก้ไขระเบียบการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยตามกฎหมายเดิมนั้น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. แต่ตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 88/2557 นี้ เป็นการแก้ไขให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันเป็นผู้เสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ก็เสมือนเท่ากับทำให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น ส่วนคุณสมบัติผู้ที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามกฎหมายเดิมนั้นเขียนกว้างๆ ว่ามาจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอกเท่านั้น แต่คำสั่งคสช.ฉบับนี้แก้ไขใหม่ให้แคบลง เหลือแค่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันมี 6 คน และจเรตำรวจแห่งชาติ อีก 1 คน หรือเฉพาะตำแหน่งส่วนบริหารเท่านั้น โดยส่วนที่ถูกตัดออกไป ประกอบด้วย ตำแหน่งที่ปรึกษาสัญญาบัตร10 จำนวน 5 คน และตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ
ส่วนประกาศคสช ฉบับที่ 89/2557 นั้นเป็นกาประกาศหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจว่าด้วยการจัดลำดับอาวุโส เพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยกำหนดให้ผู้ที่มียศสูงกว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า ถ้ายศเท่ากัน ให้ดูอายุงานในตำแหน่งนั้นๆว่าใครสูงกว่า คนนั้นก็จะถือว่ามีอาวุโสสูงกว่า / แต่ถ้าอายุงานในตำแหน่งนั้นยังเท่ากันอีก ก็ให้ดูอายุงานในตำแหน่งที่รองลงไปจากนั้นตามลำดับจนถึงตำแหน่งระดับรองสารวัตร แต่ถ้าเกิดยังเท่ากันอีก ก็ให้ดูว่าใครดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตร(ตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี)นานกว่ากัน สุดท้ายถ้ายังเท่ากันอีก ก็ให้ดูตามอาวุโสหรืออายุ
ทั้งนี้ จากเดิมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยึดหลักเกณฑ์นับอาวุโสด้วยการพิจารณาว่า ข้าราชการตำรวจคนใดขึ้นดำรงตำแหน่งในระดับนั้นก่อนก็จะถือว่ามีอาวุโสสูงกว่า ซึ่งทำให้เกิดการวิ่งเต้นกับฝ่ายการเมืองให้มีการแต่งตั้งนอกฤดู หรือแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการนับอาวุโส
วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เกมยิงชื่อดัง Battlefield 4 โชว์ฉากสมรภูมิรบ "สวนลุมพินี" - มีสไนเปอร์บนรางรถไฟฟ้า
เกมยิงชื่อดัง Battlefield 4 โชว์ฉากสมรภูมิรบ "สวนลุมพินี" - มีสไนเปอร์บนรางรถไฟฟ้า
บริษัท DICE สตูดิโอพัฒนาเกม ได้ประกาศทางหน้าเว็บไซต์ของ Battlefield 4 อย่างเป็นทางการ ว่า ในเกมภาคใหม่ของพวกเขา จะมีฉากสวนลุมพินี หรือ “Lumpini Garden” เป็นหนึ่งในสี่ฉากใหม่ที่จะมาพร้อมกับ Battlefield 4 Dragon’s Teeth DLC โดยตัวเกมจะเป็นการทำสงครามในเมืองแถบเอเชีย และจะมาพร้อมกับปืนใหม่ 5 ชนิด อุปกรณ์ใหม่ 2 ชนิด โหมดเกมใหม่ “Chain Link” Mode และ 10 Assignments ใหม่ โดยจะเปิดให้สมาชิก Battlefield 4 ที่มี Premium เข้าไปเตะกรวยในฉาก “Lumpini Garden” กับ Battlefield 4 Dragon’s Teeth ก่อนอีกเช่นเคย
(ข้อมูล http://www.baagames.com/)
วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
หลุด!เอกสารฝ่ายPRธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ
หลุด!เอกสารฝ่ายPRธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ | |
| ทีมข่าว TCIJ 14 กรกฏาคม 2557 | |
| TCIJได้รับข้อมูลจำนวนมากจากแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยนาม ซึ่งเมื่อได้อ่านข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดแล้ว น่าเชื่อได้ว่า เป็นข้อมูลภายในจริง ที่บันทึกโดยผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีผู้บริหารระดับสูงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า ถูกจัดอันดับความร่ำรวยเป็นระดับต้นๆของโลก และมักเป็นข่าวในพื้นที่สื่ออยู่บ่อยๆ TCIJ พบว่า ข้อมูลภายในทั้งหมดมีเนื้อหาเกี่ยวกับรายงานการทำงานในหน้าที่ การแก้ข่าว การติดตามลบกระทู้เชิงลบในเว็บพันทิป / เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์และอื่นๆ มีรายชื่อนักข่าวและตัวเลขการจ่ายเงินสื่อมวลชน 19 ราย ตลอดจนความเห็นต่อตัวนักข่าวและพูดถึงกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดนักข่าว นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเขียนบทความตอบโต้ประเด็นข่าวเชิงลบในสถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีไข่แพง ราคาสุกรตกต่ำ เป็นต้น โดยเอกสารภายในระบุการจัดการด้วยวิธีใช้ชื่อนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ มีการจ่ายค่าตอบแทน และการใช้นามแฝงให้เป็นเสมือนหนึ่งข้อเขียนของ Third Party หรือบุคคลภายนอกอื่น รวมไปถึงการจัดม็อบเกษตรกรปลอม เพื่อมาเชียร์บริษัทในคราวที่มีเกษตรกรจริงมาประท้วงหน้าบริษัท TCIJ เรียบเรียงมานำเสนอเฉพาะสาระสำคัญ โดยข้อมูลจริงที่ใช้อ้างอิงนี้ ใช้วิธีการ copy และ paste จากไฟล์ต้นฉบับ คงไว้ซึ่งแบบตัวอักษรและข้อความตามต้นฉบับทุกประการ CSR กับ PR ตามหลักการของ CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง "ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งมีเกณฑ์ชี้วัดคือ 1) การกำกับดูเเลกิจการที่ดี 2) การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม 3) การเคารพสิทธิและการปฎิบัติต่อเเรงงานอย่างเป็นธรรม 4) ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค 5) การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม 6) การดูเเลรักษาสิ่งเเวดล้อม 7) การเผยเเพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม 8) การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งเเวดล้อม ส่วน PR มาจาก Public Relation ส่วนใหญ่แปลกันว่าประชาสัมพันธ์ ซึ่งมักมีบทบาทในการเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีขององค์กร การเชื่อมสัมพันธ์กับองค์กรภายนอกและสังคม แต่ก็อาจรวมการดำเนินงานด้านการสื่อสารภายในด้วย ซึ่งจะเรียกว่าฝ่ายสื่อสารองค์กร (และประชาสัมพันธ์) นอกจากนี้ บางครั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์บางองค์กรอาจทำหน้าที่เป็นฝ่ายโฆษณา ซึ่งก็จะเรียกว่าฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์โดยอาจมีบทบาทวางแผนการซื้อสื่อใช้สื่อเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ หรืออาจรวมไปถึงการจัดกิจกรรมเชิง Event เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร อย่างไรก็ดี เมื่อติดตามดูนโยบายและโครงสร้างการจัดการของบริษัทแห่งนี้จากหน้าเว็บไซต์ พบว่า ไม่มีการประกาศนโยบาย CSR อย่างชัดเจน แต่มีนโยบายทางด้านกิจกรรมเพื่อสังคมและกิจกรรมเพื่อชุมชน รวมทั้งมีผลงานด้านสาธารณะประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็น resource ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ ในอันที่จะนำไปใช้เผยแพร่สู่สังคมวงกว้างโดยผ่านช่องทางสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ จากข้อมูลภายในที่แสดงแผนงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าว มีหน่วยงานที่เรียกว่า สื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ (SVP ในแผนภาพต่อไป น่าจะหมายถึง Senior Vice President) และเมื่อดูจากภารกิจที่ระบุไว้ ประกอบข้อมูลอีกจำนวนมาก แสดงให้เห็นการให้น้ำหนักความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์อันเป็นเลิศในทุกด้าน เน้นการเสนอแต่ข่าว สารเชิงบวกของตน กระทั่งใช้ทั้งเม็ดเงินและการผูกมิตรสนิทสนมสื่อ ในนามของ Mind Media และ “งบพิเศษเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชน” ดังตัวอย่างไฟล์ PLAN ชื่อไฟล์ย่อย “แผนงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ 56” หน้า 1-4 ซึ่งแสดงนโยบายและกลยุทธ์การทำงานไว้ดังนี้ (copy และ paste จากไฟล์ข้อมูล คงไว้ซึ่งข้อความและแบบตัวอักษรตามไฟล์ทุกประการ) อ่าน “จับตา” CSR กับ PR http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=4562 ภาพลักษณ์เป็นเลิศ พาดพิงไม่ได้ ในส่วนงาน monitor หรือการตรวจ ติดตามข่าวสาร มีการรายงานเป็นประจำสัปดาห์ ครอบคลุมการสรุปสถานการณ์ทั่วไป และข่าวที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง รวมกระทั่งข่าวที่มีประโยคใดประโยคหนึ่งพาด พิงชื่อองค์กร ผู้บริหารองค์กร พนักงานองค์กรในสื่อมวลชนทุกประเภท รวมทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค ไม่เว้นแม้แต่ข่าวอาชญากรรม เช่น มีข่าวพาดหัวเล็ก ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ "ฆ่าชิงทรัพย์สาวxx" ก็มีการตามลบทิ้งและเจรจาสื่อไม่ให้เสนอข่าวต่อเนื่อง โดยรายงานประจำสัปดาห์จะบอกถึงวิธีแก้ปัญหาในลักษณะการเจรจากับสื่อ การขอแก้ข่าว การเชิญนักข่าวมาสัมภาษณ์ผู้บริหารของตนเพื่อแก้ไขข่าวไปจนถึงการปิดหรือลบคอมเมนต์เชิงลบนั้นเอง รวมถึงการผลิตบทความหรือข้อเขียนหรือสกู๊ปข่าวออกมาตอบโต้ ซึ่งอาจใช้ชื่อนักวิชาการที่ตนมีงบสนับสนุนพิเศษอยู่ หรือใช้นามแฝงที่เป็นบุคคลภายในองค์กรเอง แล้วตีพิมพ์ หรือออกอากาศผ่านสื่อที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นรายเดือนอยู่แล้ว ซึ่งในเอกสารนี้เรียกว่า”งบพิเศษเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชน” หรือ mind media และ relation เนื้อหาในรายงานยังแสดงภารกิจสำคัญ ที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ การเดินสายเข้าพบผู้บริหาร หรือบรรณาธิการ ตลอดจนนักข่าว ซึ่งปรากฎรายชื่อทุกสื่อทุกสายข่าวรวม 432 รายชื่อ และเอกสารบางชิ้นระบุวันเกิดนักข่าวและวันสำคัญองค์กรสื่อ ที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องจัดหาของขวัญของกำนัลให้ ทั้งนี้ในไฟล์โฟลเดอร์ “สรุปงานรายเดือน-สำนัก” ชื่อไฟล์ “other” ไฟล์ย่อย “วันที่ 10 ต.ค.55” หัวข้อ“ รายงานผลการดำเนินงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนตุลาคม 2555” หน้า 2 มีรายงานการใช้เงินเพื่อสกัดกั้นการเป็นข่าว จากเหตุการณ์คนงานในเครือบริษัทฆ่าตัวตาย ดังนี้ นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างรายงานประจำสัปดาห์ จากไฟล์โฟลเดอร์ “สรุปงานรายเดือน-สำนัก” ชื่อไฟล์ “other” ไฟล์ย่อย “วันที่ 4 เม.ย.55 “ หัวข้อ “รายงานผลการดำเนินงานด้านสื่อสารองค์กรและประชา สัมพันธ์ ประจำเดือนเมษายน 2555” หน้า 1 (copy และ paste เฉพาะหัวข้อนี้) ไฟล์โฟลเดอร์ “สรุปงานรายเดือน-สำนัก” ชื่อไฟล์ “other” ไฟล์ย่อย “วันที่ 8 ส.ค.55 “รายงานผลการดำเนินงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนสิงหาคม 2555” หน้า 2 เจรจา-ลบกระทู้-Google ยังยอม จากไฟล์โฟลเดอร์ชื่อ “สรุปงานรายเดือน-สำนัก” ชื่อไฟล์ “other” ไฟล์ย่อย “วันที่ 4 เม.ย.55” หัวข้อ “รายงานผลการดำเนินงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนเมษายน 2555” หน้า 1 มีรายงาน ดังนี้ ทั้งนี้ มีรายงานถึงหัวหน้าหน่วยงานในองค์กร ระบุการติดตามปิดกระทู้เชิงลบใน www.pantip.com และการเข้าโพสต์เสมือนเป็นผู้อ่านทั่วไป แสดงความเห็นกลบเกลื่อนหรือโต้แย้ง (copy และ paste มาเพียงบางส่วน เนื่องจากมีจำนวนมาก) ตามด้วยการแนะวิธีลบกระทู้เชิงลบให้แก่กัน ทุนยักษ์ใหญ่ใกล้ชิดสื่อเพื่ออะไร ? เอกสารจำนวนมากของบริษัทดังกล่าว แสดงถึงนโยบายและกลวิธีสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดสื่อมวลชน นับแต่ผู้ บริหารระดับสูง การใช้งบโฆษณาเพื่อผูกสัมพันธ์กับสื่อ (เอกสารของริษัทเรียกว่า Advertising for relation) นำมาซึ่งความเกรงใจเมื่อต้องการเชิญสื่อมาสัมภาษณ์ผู้บริหาร การแก้ไขข่าวเชิงลบด้วยการฝากข่าวเชิงบวก หรือการจัดอีเวนท์ เพื่อกลบข่าวเดิมและสร้างประเด็นข่าวใหม่ ที่น่าสนใจคือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทนี้ มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสื่อแต่ละสำนักและนักข่าวเป็นรายบุคคล ตัวอย่าง power point presentation จากไฟล์โฟลเดอร์ CSR media ชื่อไฟล์ “CSR in Newspaper 2 “ หน้า 1 และหน้า 6 ไฟล์โฟลเดอร์ชื่อ “สรุปงานรายเดือน-สำนัก” ชื่อไฟล์ “other” ไฟล์ย่อย “วันที่ 6 มิ.ย.55 “ หัวข้อ “ รายงานผลการดำเนินงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนมิถุนายน 2555 “ หน้า 2 มีรายงานพูดถึงนักข่าวบางคนที่เขียนข่าวพาดพิง สะท้อนความพยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนของนักข่าวคนนั้น และกลเม็ดการแก้ปัญหาของบริษัท สื่อมวลชนฤาสื่อส่วนตน นอกจากนี้ ข้อมูลภายในยังบันทึกรายการใช้จ่ายรายเดือนที่เรียกว่า “งบพิเศษเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชน” ระบุชื่อจ่ายให้แก่สื่อมวลชนอาวุโส จำนวน 19 ราย ซึ่ง TCIJ ไม่แน่ใจว่างบพิเศษนี้ จริงๆแล้ว หมายถึงอะไรและอย่างไร เพียงแต่คาดการณ์ว่า อาจเป็นการจ่ายแบบให้เปล่า โดยมีสัญญาหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เพื่อให้สื่อที่ได้รับการสนับสนุนเหล่านี้ พร้อมที่จะเปิดพื้นที่ให้แก่การแก้ข่าว การตีพิมพ์หรือการนำเสนอบทความ เพื่อตอบโต้แก้ต่าง หรือนำเสนอกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ได้ทุกเมื่อ ตลอดจนเพื่อส่งนักข่าวเข้าร่วมกิจกรรมหรือนำเสนอกิจกรรม CSR และกิจกรรมเชิงภาพลักษณ์ของบริษัทได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ TCIJ มีข้อสังเกตว่า รายชื่อที่ปรากฎเป็นสื่อมวลชนระดับอาวุโสที่มีสถานะเป็นผู้บริหารระดับกลางจนถึงระดับสูงขององค์กรสื่อ และเมื่อดูประกอบกับเอกสารสรุปงานภาย ใน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า “งบพิเศษเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชน” นี้ เป็นทั้งนโยบายและกลยุทธ์เพื่อให้ได้พื้นที่สื่อ ซึ่งในรายงานเขียนว่า “สนิทสนม(คุมได้)” ดังหลักฐานรายงานต่อไปนี้ ไฟล์ สรุปงานราย week ชื่อ “รายงานการประชุม 16-17-55” หน้า 3 ในส่วนไฟล์ PLAN ชื่อ “แผนงานด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ 56” หน้า 11-12 มีข้อมูลปรากฎดังนี้ และต่อไปนี้ คือรายงานการประชุมประจำสัปดาห์ copy และ paste มาทั้งฉบับเต็มรูปแบบ เพื่อให้เห็นถึง วิธีคิดและวิธีการทำงานขององค์กรนี้ |
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
คสช.ติดดาบ ผู้ว่าฯ ดึงอำนาจจาก ตำรวจ คืน ให้ มหาดไทย คุมแก้ยาเสพติด
"พล.อ.ไพบูลย์" เตรียม ติดดาบ "ผู้ว่าฯ" แก้กม.ให้อำนาจผู้ว่าฯ นายอำเภอให้ความดีความชอบ ในจังหวัดได้ มีอำนาจ เปรียบเป็นพ่อเมืองตัองดูแล ฝห้ มหาดไทย เป็นหลัก มีอำนาจ จากเดิมอำนาจไปอยู่กับ ตำรวจ นักการเมือง วางแผน แก้ยาเสพติด 3 เดือน เห็นผล/ ยัน พล อ ประยุทธ์ ไม่พอใจผบงาน คสช. โพลล์ บอก 8.82 ไม่พอ ต้อง เต็ม 10
กลาสวว่า พล.อ.ประยุทธ์ หน.คสช.สั่ง คสช.เร่งทำงานหนัก ต่อ เพราะแม้โพลล์ ระบุประชาชนพอใจ คสช. 8.82 จากเต็ม10 ท่านไม่พอใจ บอกว่า ต้องทำให้ได้ 10 เต็ม
ประกาศคสช.:เงื่อนไขในการออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ
เรื่อง เงื่อนไขในการออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ยืนยันศพลอยน้ำที่โผล่ย่านพระประแดงคือ "ปาน พึ่งสุจริต"
Mee Cathay
มีรายงานว่า ญาตินายปาน พึ่งสุจริต รองเลขาธิการพรรคมาตุภูมิ ที่สูญหายไปตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 ก.ค.นี้ จะนำศพไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดโสมนัสวิหาร จากการตรวจสอบไปที่วัด โสมนัสวิหาร พบว่า ศพนายปานจะเข้ามาตั้งที่ศาลา 5 สวดวันที่ 10-18 กค.พร้อมกำหนดวันฌาปนกิจวันที่ 19 กค.โดยผู้ติดต่อ คือ รตอ.ภูมินทร์ พึ่งสุจริต บุตรชาย
พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.มีญาติคือภรรยาและลูกชาย นายปานได้เดินทางมาที่ สถาบันนิติเวชวิทยา มาดูแล้วอาจจะใช่ นายปาน ซึ่งลูกชายปฏิเสธที่จะตรวจ DNA โดยเจ้าหน้าที่จึงได้แนะนำให้นำหลักฐานมาติดต่อ รวมทั้งตรวจฟัน ว่าตรงกันหรือไม่ เพราะสภาพศพอยู่ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงมาก
ล่าสุดญาติย้อนกลับไปดูกล้องวงจรปิดบนทางด่วน อีกครั้งว่า นายปานแต่งกาย ออกจากบ้านใส่ชุดอะไรกันเเน่ ..และญาติไปดูภาพกล้องวงจรปิดตรงด่วนงามวงวาน จากนั้นจึงยืนยันว่าศพที่พบคือ นายปานจริง
ริชาร์ด เกียร์:ศาสนาพุทธ เป็นแนวทางที่ผมค้นพบว่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่
“ศาสนาพุทธ เป็นแนวทางที่ผมค้นพบว่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ” เกียร์กล่าว
ริชาร์ด เกียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักพุทธศาสนา และกลายมาเป็นพุทธศาสนิกชน ว่า
“มีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อได้อ่านธรรมะ และครั้งที่ 2 เมื่อได้เจอพระอาจารย์ แต่ก่อนหน้านั้น ผมเคยศึกษาปรัชญาในมหาวิทยาลัยมาก่อน ผมรู้จักธรรมะของศาสนา พุทธเป็นครั้งแรกตอนอายุ 20 กว่าๆ ตอนนั้นผมก็เหมือน กับคนหนุ่มทั่วไป ที่ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า แต่มันขาดความสุขจริงๆ และมักมีคำถามทำนองว่า “ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นด้วย” เกิดขึ้นเสมอ บางครั้งดึกแล้วผมยังออกไปตามร้านหนังสือ อ่านเกือบทุกประเภท และหนังสือที่มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุดคือ หนังสือพุทธศาสนาแบบ ทิเบต ของอีแวนส์-เวนทซ์ (Evans-Wentz)
ในหนังสือพูดถึงเรื่องความว่างเปล่า ครั้งแรกผมศึกษา เรื่องเซน ผมจำได้ว่าเดินทางไปแอลเอ เพื่อเข้าโปรแกรมทำสมาธิแบบเซน เป็นเวลา 3 วัน ผมเตรียมตัวก่อนไปเป็นเดือน ฝึกยืดขา เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการทำสมาธิ ครูคนแรกของผมคือ ซาซากิ โรชิ ซึ่งทั้งดุและใจดีในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มหัดใหม่ ไม่รู้อะไรเลย ผมรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ในส่วนลึก ก็ต้องการเรียนรู้จริงๆ ครั้งนั้นผมรู้สึกมีประสบการณ์ที่ดีและถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับผม ในการเดินเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา”
พระเอกหนุ่มมักหาโอกาสปลีกวิเวกและศึกษาธรรมที่ทิเบตเป็นระยะๆ เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่น ซึ่งแตกต่างจากชีวิตในฮอลลีวูดโดยสิ้นเชิง เขาเล่าว่ามีเพียงห้องนอนเรียบง่าย และใช้ห้องน้ำรวม น้ำใช้มีจำกัด ไม่มีโทรทัศน์ หรือเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ เกียร์บอกว่าเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการทรมานตัวเอง แต่เป็นเวลาที่เขาจะได้ผ่อนคลาย ได้ทำสมาธิ ได้ปลดปล่อย
“พระอาจารย์ของผมส่วนมากมาจากโรงเรียนเกลุกปะ ของพุทธทิเบต ซึ่งท่านได้สอนในเรื่องความรู้สึกนึกคิด สติปัญญา และการค้นหาความจริง โดยใช้ภาษาง่ายๆ ใช้หลักเหตุและผล และเทคนิคต่างๆในการทำสมาธิ มันจะค่อยๆทำให้ใจของเราเริ่มคุ้นเคยกับการมองสิ่งต่างๆในอีกรูปแบบหนึ่ง
ผมรู้สึกอยู่เสมอว่า "การปฏิบัติธรรมคือการใช้ชีวิตจริง ผมจำได้ว่า เมื่อผมเริ่มทำสมาธิตอนอายุ 24 ปี เพื่อแสวงหาคำตอบให้ชีวิต ครั้งหนึ่งผมซุกตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆเป็นเดือนๆ พยายามฝึกไทชิและนั่งสมาธิ ผมมีความรู้สึกแน่ใจว่า ผมอยู่ในสมาธิตลอดเวลา ไม่เคยหลุดออกมา แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ มาถึงตอนนี้ผมสามารถนำมันมาใช้กับโลกภายนอกได้ โดยการฝึกมากขึ้น เฝ้ามองใจของ ตัวเอง พยายามสร้างโพธิจิต(จิตรู้แจ้ง)ให้เกิดขึ้นในใจ”
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 45 นั้น เกียร์ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า
“เราต้องคิดว่าบรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลว ร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่าสร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่าง เกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน” และยังย้ำว่า “เราต้องให้ความรักและเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่า เขาเหล่านั้นคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว”
เกียร์ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน “เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเกิดแรงจูงใจในแต่ละวัน” เขาพูด และบอกต่อไปว่าการทำสมาธิของเขา คือ “การทลายกำแพงของอัตตาลง ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนตัวตนของคุณให้เป็นอีกคนหนึ่ง และเมื่อคุณได้เรียนรู้การเข้าถึงธรรมชาติของตัวตน คุณจะเริ่มเข้าใจว่าแบบแผนชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และอะไรทำให้คุณตกอยู่ในสภาวะสับสน ผิดหวัง ไม่เป็นสุข ดังนั้น คุณก็จะรู้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น และจะหา ทางหลุดจากตรงนั้นได้อย่างไร เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป”
ดาราดังย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดในการทำสมาธิว่า “เพื่อที่เราจะได้มีความสุขมากขึ้น คือช่วยทำให้สภาพทางอารมณ์และจิตใจดีขึ้น มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะพาพวกเราผ่านพ้นความทุกข์ มุ่งหน้าสู่ความสุข แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงดูวุ่นวายสับสนทุกครั้งไป การอ่านใจตนเอง ก็คือ มองที่ตัวเราเองและเข้าใจจิตวิญญาณ ความเกลียดจะกลายเป็นความรักและนั่นเป็นหนทางที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่”
เกียร์เล่าว่าเขาเป็นสานุศิษย์ขององค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งทิเบต มาตั้งแต่ปี 1982 และเขามักจะเดินทางไปที่ธรรมศาลา ในอินเดีย ซึ่งเป็นตั้งของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่น เพื่อพบกับองค์ทะไล ลามะ การพบกันในครั้งแรกที่ธรรมศาลานั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์
“มันเหมือนรักแรกพบฉันใดฉันนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่นและความสงบในทันที มันยากมากที่คุณจะพบคนคนหนึ่งที่มีความต้องการเพียงสิ่งเดียว คือ ให้คุณมีความสุข และท่านรู้หนทางนำไปสู่สุข เมื่อคุณปฏิบัติตามด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว คุณจะพบความสุขในที่สุด คุณอาจต้องเวียนว่ายตายเกิดหลายครั้งเพื่อที่จะบรรลุถึงจุดนั้น แต่รับรองว่าคุณจะพบความสุขได้แน่
เมื่อเจอกันครั้งแรก เราคุยกัน และท่านก็พูดขึ้นว่า “โอ.. คุณเป็นนักแสดงหรือ” ท่านหยุดคิดพักหนึ่งและพูด ต่อไปว่า “เมื่อคุณแสดงบทโกรธ คุณต้องรู้สึกโกรธจริงๆหรือเปล่า และถ้าเล่นบทเศร้า ต้องรู้สึกเศร้าจริงๆมั้ย เมื่อร้องไห้ ต้องร้องจริงๆหรือเปล่า” ผมตอบท่านว่า นักแสดง ต้องอยู่ในอารมณ์นั้นจริงๆ จึงจะแสดงได้สมบทบาทองค์ทะไล ลามะจ้องตาผมและหัวเราะ แท้จริงแล้ว ท่านหัวเราะความคิดที่ผมเชื่อว่าอารมณ์เป็นเรื่องจริง และผมต้องพยายามเชื่อว่ามีอารมณ์โกรธ เกลียด เศร้า เจ็บปวด และทุกข์
ปัจจุบันผมมาหาท่านที่นี่บ่อยมาก และยังรู้สึกเหมือน ครั้งแรกที่ได้พบท่าน ยังรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เจอ ผมมีเรื่อง ราวมากมายที่จะบอกท่าน และถึงตอนนี้ ท่านเริ่มชินแล้ว ท่านเป็นคนที่จับจุดเก่ง และจะให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนที่มาหาท่าน เพราะต้องการหาทางคลายทุกข์
ผมคิดว่า เมื่อคุณได้สัมผัสท่าน จะมีผลต่อตัวตนของคุณเกือบทุกด้าน ความรู้สึกนึกคิดของคุณจะเปลี่ยนแปลงไป”
ในโลกมายา เกียร์ได้ชื่อว่าเป็นดาราเจ้าบทบาท เป็นพระเอกโรแมนติกแห่งฮอลลีวูด เป็น 1 ใน 50 บุคคลหน้าตาดีที่สุดในโลก และเป็นผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ ของนิตยสาร People ฯลฯ
แต่ในเส้นทางธรรม นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 60 ปีเศษคนนี้ ได้รับการเรียกขานเป็น “อเมริกัน โพธิสัตว์” อันเนื่อง มาจากการทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้น สอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ (หมายถึงผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) เพื่อช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์โลก เพื่อให้เข้าถึงความเป็นพุทธะ เพราะทุกคนสามารถบรรลุโพธิภาวะได้ เนื่องจากมี “โพธิจิต” คือจิตที่จะบรรลุโพธิได้อยู่ในตัวเอง
เกียร์เล่าว่า ในปี 1978 เขาได้ค้นพบเส้นทางที่นำไปสู่การทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง
“หลังเสร็จสิ้นภารกิจจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ ผมได้เดินทางไปที่อินเดียและเนปาล ขณะที่ผมอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย นอกเมืองโพคารา ผมเดินไปเจอหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แถวนั้นไม่มีรถสักคัน ผมเห็นป้ายเขียนด้วยลายมือว่า “ผู้อพยพชาวทิเบต” ผมจึงเดินตามไปเรื่อยๆ และเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นดินแดนหลังเส้นขอบฟ้าก็ได้ คนที่นี่มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปที่ผมเคยพบปะ เวลาพวกเขาคิดและพูดจะเป็นในนามของส่วนรวม ไม่ใช่เฉพาะตน เมื่อพวกเขาพูดถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิดของเขา ก็จะชี้นิ้วมาที่หัวใจของตัวเอง”
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับพระเอกหนุ่มในตอนนั้นก็คือ
“มีหลายครั้งที่เมื่อคุณเดินผ่านเข้าประตูหรือเข้าไปในหุบเขา หรือเมื่อคุณเจอหน้าภรรยา และคุณก็คิดในใจว่า “ผมกลับถึงบ้านแล้ว” นี่แหละเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวผม”
ประสบการณ์ดังกล่าว เป็นแรงจูงใจให้เขาหันมาเป็นผู้สนับสนุนในนามของผู้ลี้ภัยชาวทิเบต และอีก 2 ปีต่อมา คือปี 1980 เขาเริ่มคิดว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ต่อมาเกียร์จึงได้เป็นประธานก่อตั้ง “Tibet House” ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นองค์กร NGO ที่ปกป้องคุ้มครองวัฒนธรรมทิเบต เขาได้สนับสนุน “Survival International” องค์กรสากลที่ให้ความช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
นอกจากนี้ยังสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนในอเมริกา กลางและในโคโซโว จัดตั้งมูลนิธิเกียร์ ในปี 1991 ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมูลนิธิ Healing the Divide ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ช่วยเหลือชุมชนทั้งในและนอกประเทศ เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การรณรงค์เรื่อง HIV/AIDS โดยเขาได้บริจาคเงินนับล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังช่วยรณรงค์หาเงินบริจาคเข้าองค์กรเหล่านี้อีกมากมาย
พระเอกหนุ่มใหญ่บอกว่า “ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีที่ดินอาศัยทำมาหากิน พวกเขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย เมื่อคุณสูญเสียแผ่นดินเกิด ก็เท่ากับคุณสูญเสียวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม นั่นคือ คุณสูญเสียความเป็นตัวตนของคุณเอง มันเป็นหน้าที่ของประเทศร่ำรวย ที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โลกใบนี้จะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับคน 1 คน จะแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆทั่วโลก”
แต่จริงๆแล้ว เกียร์บอกว่า เมื่อปี 2005 บิดาของเขาได้นำบทความที่เขาเคยเขียนไว้เมื่อตอนอายุ 18 ปี เกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง ให้เขาอ่าน เขาจึงแน่ใจว่า เมล็ดพันธุ์ด้านมนุษยธรรม ถูกปลูกฝังในตัวเขา ก่อนที่จะเดินทางไปเนปาลเสียอีก
เกียร์ทำงานด้านมนุษยธรรมมาถึงปัจจุบันก็ 29 ปีแล้ว เขาได้พบวิธีสร้างสมดุลระหว่าง “ชีวิตที่เป็นเปลือกนอก” คืองานการแสดง และ “ชีวิตที่เป็นแก่นใน” นั่นคือการพัฒนาจิตวิญญาณและความต้องการช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์
ด้วยการรณรงค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปเรือนจำ การให้ความรู้เรื่อง HIV/AIDS และการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้อพยพชาวทิเบต ทำให้เกียร์ได้รับรางวัล “Marian Anderson Award” (Marian Anderson นักร้องชื่อดังของอเมริกา เป็นผู้ก่อตั้งรางวัลนี้ โดยใช้ความมีชื่อเสียงของเธอช่วยเหลือสังคม) ประจำปีที่ 9 ในปี 2007 และได้รับการสดุดียกย่องจากเพื่อนฝูงและผู้คนในวงการบันเทิง
ไดแอน เลน นักแสดงหญิงที่เล่นหนังคู่กับเกียร์หลายเรื่องกล่าวว่า “สิ่งที่ฉันรักมากที่สุดในตัวริชาร์ดก็คือ เขาเป็นคนที่รักษาคำพูด และทำตามนั้นจริงๆ บ่อยครั้งที่บุคคลที่มีชื่อเสียงทำงานด้านมนุษยธรรม เพื่อผลประยชน์ของตัวเอง แต่สำหรับริชาร์ดแล้ว เขาไม่เคยคำนึงถึงตัวเอง”
ทั้งนี้เพราะเมื่อครั้งที่มีการประกาศรางวัลออสการ์ปี 1993 ท่ามกลางสายตาของผู้ชมนับล้านๆคู่ ริชาร์ด เกียร์ ได้ใช้เวทีนี้แสดงความคิดเห็นต่อต้านจีน พร้อมกับเรียกร้องความรักและสัจธรรมให้กับชาวทิเบต จนกระทั่งถูกแบนจากพิธีแจกรางวัลในครั้งนั้น
ริชาร์ด เกียร์ ได้ลงมือจับปากกาเขียนหนังสือเล่มแรก ในชีวิต “Pilgrim” ซึ่งตีพิมพ์ปี 1997 สะท้อนความรู้สึกของเขาที่เข้าใจหัวอกของชาวทิเบตที่ต้องอยู่ในแผ่นดินเกิดของตนเองในฐานะผู้อาศัย มิใช่เจ้าของ โดยองค์ทะไล ลามะ เป็นผู้เขียนคำนำ
ภายในรวบรวมภาพถ่ายขาวดำเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม การฟื้นฟู ปรัชญา บุคลิกลักษณะและจิตวิญญาณของชาวทิเบต โดยเขาเป็นตากล้องที่ตระเวนถ่ายภาพในอินเดีย ทิเบต และเนปาล เกียร์บอกว่า
“ผมไม่ต้องการเสนอภาพชาวทิเบตที่ดูมีความสุข เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง ที่จริงแล้วผมน่าจะเสนอภาพทิเบตอันสวยงาม และบอกใครต่อใครในฐานะที่ผมเป็นนักท่องเที่ยวว่า ทิเบตยังคงสภาพความงามตามธรรมชาติอยู่ แต่สิ่งที่ผมพบเห็นก็คือ ชาวทิเบตมีแต่ความหวาด ระแวงและเศร้าสลดหดหู่ ภาพเกือบทั้งหมดที่ผมถ่ายในทิเบต เป็นภาพชาวทิเบตที่ซ่อนความเศร้าหมองไว้ภายใน ผมรู้สึกว่ามีหน้าที่ที่ต้องบอกความจริงให้ชาวโลกรับรู้”
โดยส่วนหนึ่งของบทนำที่เขาเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้มีว่า “มันเป็นภาพที่ถ่ายทอดความรู้สึกของผมที่มีต่อชาวทิเบต.... และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามอบให้ผม ซึ่งไม่มีวันที่ผมจะตอบแทนได้”
เกียร์ยังเสริมด้วยว่า “ในมุมมองทางศาสนาพุทธ ความเขลาที่สุดก็คือ ความเชื่อว่าโลกเป็นดังที่เราเห็นอยู่ จากจุดนี้จึงเกิดความคิดในเรื่อง “ตัวฉัน และของฉัน” ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ตามหลักศาสนาพุทธ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่จริง และมีความสัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกคนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ผมขอภาวนาให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องร่วมโลกในทิเบต รักษาศีลธรรมความดีงาม เพื่อจะได้ประสบความสุขโดยเร็วในปัจจุบันและอนาคต”
......
อย่างไรก็ตาม แม้งานด้านช่วยเหลือผู้คนจะเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด พระเอกหนุ่มใหญ่คนนี้ก็ยังไม่คิดลาจากวงการบันเทิง แต่มิใช่เพื่อตัวเอง
“ผมอยู่ในแวดวงบันเทิงมานานจนพอจะรู้ว่า ผมสามารถใช้ความเป็นดาราฮอลลีวูด พูดเรียกร้องในสิ่งที่ผมต้องการ และมีคนสนใจฟังด้วย ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องอยู่ในวงการนี้ต่อไป”
ริชาร์ด ทิฟฟานี เกียร์ (Richard Tiffany Gere) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1949 ที่ ฟิลาเดลเฟีย แววการเป็นนักแสดงฉายแสงมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด และแต่งเพลงให้วงดนตรีของโรงเรียนสมัยมัธยม กระทั่งได้ทุนไปเข้าเรียนต่อสาขาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แต่เรียนได้เพียงสองปีก็ออกมาเล่นละครเพลงร็อกเรื่องยิ่งใหญ่ของลอนดอน คือ Grease หลังจากนั้นได้ก้าวมาเป็นนักแสดงละครเวทีเต็มตัว จนกระทั่งคว้ารางวัล Theater World Award จากผลงานละครเวทีบรอดเวย์ ในปี 1980 เรื่อง Bent
สำหรับเรื่องงานภาพยนตร์ เกียร์เปิดตัวปี 1978 ในภาพยนตร์์เรื่อง Days of Heaven ซึ่งโดดเด่นจนได้ตุ๊กตาทองของอิตาลีมาครอง ผลงานต่อๆ มามีมากมาย ได้แก่ Looking for Mr. Goodbar,Yanks, American Gigolo, An Officer and a Gentleman, Breathless, Beyond the Limit, The Cotton Club, Power, No Mercy, Miles From Home, Infernal Affairs, Red Corner, The Jackal, Dr. T and The Women, Unfaithful, Mothman Prophecies, Shall We Dance?, Bee Season, The Hoax ฯลฯ
ผลงานสุดฮิตที่สร้างชื่อเสียงและครองตำแหน่งรายได้สูงสุดมาหลายปี คือ Pretty Woman ซึ่งแสดงประกบ จูเลีย โรเบิร์ตส์ และได้รับรางวัล ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ จากเวที People’s Choice Award แต่ภาพยนตร์ที่ส่งผลให้เขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาได้เป็นครั้งแรกในปี 2003 คือ Chicago
นอกเหนือจากงานแสดง เกียร์ยังเป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงฝีมือดี มีผลงานบนถนนดนตรี เช่น ดูแลการทำดนตรีในอัลบั้มให้กับ Final Analysis, Mr.Jones และ Summersby
ริชาร์ด เกียร์ เป็นมังสวิรัติ เขาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยการแต่งงานครั้งแรกกับอดีตสุดยอดนางแบบ “ซินดี้ ครอฟอร์ด” แต่จบลงด้วยการหย่าร้าง จากนั้นเกียร์ได้แต่งงานใหม่ กับ “แครี่ โลเวล” นักแสดงสาวจากเรื่อง Law & Order มีบุตรด้วยกัน 1 คน เกียร์ตั้งชื่อว่า “โฮเมอร์ เจมส์ จิกมี เกียร์” (คำว่า “จิกมี” เป็นภาษาทิเบต แปลว่า ปราศจากความกลัว)








