PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

“มันนี่เกม” ของ"เจ้าสัวเจริญ"

ทางออกนอกตำรา
โดย : บากบั่น บุญเลิศ 

“มันนี่เกม” ของ"เจ้าสัวเจริญ"
กลายเป็นประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮากันในตลาดทุนของไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่ผู้บริหารบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่ม TCC Group ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เพื่อขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 3 กองทุน ที่ได้ขายให้กับนักลงทุนไปก่อนหน้าออกมาทั้งหมด จากปัจจุบันที่กลุ่มคุณเจริญถืออยู่ 33-35%

อันนี้ ไม่นับรวมถึงการใช้ตัวแทนผู้ถือหน่วย (นอมินี) ที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้นะครับ…ผมว่าถ้านับรวมนอมินีด้วยกลุ่มคุณเจริญน่าจะถือหน่วยลงทุนตกประมาณ 50-65%
3 กองทุนที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “วัลลภา” และสามี คือ “โสมพัฒน์ ไตรโสรัส” ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ ขอทำการซื้อคืน ประกอบด้วย
1.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) ทรัพย์สินของกองทุน ประกอบด้วย อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์, อาคารแอทธินี, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, อาคาร 208 โดยบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล จำกัด มูลค่าทรัพย์สินรวม 28,382 ล้านบาท
2.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเมนท์ (THIF) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ตะวันนา และ โอ.พี.เพลส ราคาประเมินรวมจากบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ที่ 20,767 ล้านบาท
3.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยรีเทล อินเวสเมนท์ (TRIF) ทรัพย์สินประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมไว้ 37,612 ล้านบาท
แต่ราคาที่กลุ่มคุณเจริญเสนอซื้อคืนนั้นแตกต่างกันไปดังนี้
กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อคืนในราคา 29,000 ล้านบาท
กองทุน THIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 30,000 ล้านบาท
กองทุน TRIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อในราคา 21,000 ล้านบาท
รวมเม็ดเงินทั้งหมดในการขอซื้อคืนตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
ผมได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการรับซื้อกับราคาหน่วยลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว พบความผิดปกติ ที่นักลงทุนควรพิจารณา กล่าวคือ กองทุน TRIF ราคาเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายกองทุนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.38 บาทต่อหน่วย
กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เสนอมานี้ น่าจะมีการเจรจากัน หรือต้องหาข้อสรุปในการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินและโอนสิทธิ์การเช่าทั้งหมดของกองทุนรวม และพิจารณาอนุมัติการเลิกกองทุนและเพิกถอนหน่วยลงทุนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทาง บลจ.กรุงไทยฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน
ถามว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีสิทธิ์ซื้อคืนหรือไม่ คำตอบคือ ตามประกาศของ ก.ล.ต.นั้น กลุ่มเจ้าของเดิมมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะขอซื้อคืน แต่ต้องขอมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ทำคำเสนอซื้อต้องได้เสียงโหวตเกิน 50% ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมประชุม
ถามว่า ทำไมต้องเร่งซื้อคืน และจะกระทบกับกองทุนรวมอื่นๆหรือไม่ อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และประเมินกัน
ผมสืบเสาะข้อมูลจากผู้รู้และบรรดาผู้บริหารกองทุนแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า งานนี้มีเรื่อง “ภาษี”ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน 100%
อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้น่าจะสำคัญมากที่ทำให้ “วัลลภา-โสมพัฒน์” ที่เป็นอดีตนักการเงิน ปรับแนวทางการระดมทุน คือ มูลค่าของทรัพย์สินจริง กับการเคลื่อนไหวราคาของหน่วยลงทุนไม่สัมพันธ์กัน
ถ้าพิจารณาทรัพย์สินที่มีการนำมามัดรวมกันเพื่อจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับราคาหน่วยลงทุน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวมีน้อยมาก นั่นหมายถึงว่า มูลค่าหน่วยลงทุนไม่ขยับ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของ แต่หากมีการนำเงินสดที่ปัจจุบันกลุ่มเจ้าสัวเจริญมีอยู่ในมือในแต่ละวัน แต่ละเดือน มาซื้อคืนแล้วสร้างมูลค่าขึ้นมาใหม่ ได้หลากหลายขึ้น หรืออาจจะนำมาจัดสรรใหม่ในรูปของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งสามารถเพิ่มเงินทุนหรือกู้เงินเพิ่มเติมมาขยายงานได้อีก
ทางออกในรูปแบบการจัดการทรัพย์สินก้อนมหึมาของจ้าสัวเจริญ สามารถออกดอกเห็นผลมากกว่า
โปรดจับตา Money Game เกมเล่นกับเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกลุ่มเจ้าสัวเจริญและทายาทกันให้ดี
รับรองว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นล้านบาทเศษ แล้วนำมาจัดระบบใหม่จะสร้างความฮือฮา ไม่แพ้การลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในโครงการ One Bangkok ย่านพระราม 4 แน่นอน
เชื่อมือเจ้าสัวเจริญได้ครับ…
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3254 ระหว่างวันที่ 20-22 เม.ย.2560

ศาลสั่งลดค่าสินไหม”แพรวา”เหลือ19ล้าน ชี้โชเฟอร์รถตู้ขับเร็วมีส่วนผิด

ศาลสั่งลดค่าสินไหม”แพรวา”เหลือ19ล้าน ชี้โชเฟอร์รถตู้ขับเร็วมีส่วนผิด ถึงไม่ได้ก่อผลโดยตรง

ภาพจากแฟ้มข่าว

เมื่อวันที่ 19 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 2266-2278/2559 ที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุที่ น.ส.แพรวา หรือ อรชร (นามสมมุติ) ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารพลิกคว่ำ เมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวา (นามสมมุติ) เยาวชนหญิง ที่ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค รวมถึงบิดาและมารดาของเยาวชน นายสุพิรัฐ จ้าววัฒนา ผู้ครอบครองรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค นายสันฐิติ วรพันธ์ น.ส.วิชชุตา วรขจิต และบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย 1-7 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 เรื่องกระทำละเมิด ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 113,077,510.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 บาทต่อปี
สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 เห็นว่าคดีน.ส.แพรวา เป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมถึงทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำละเมิด จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และเมื่อรับฟังได้ว่า น.ส.แพรวา จำเลยที่ 1 กระทำผิด โดยบิดาและมารดาซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และ 3 ไม่ได้นำสืบถึงความระมัดระวังในการดูแลจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษาให้ น.ส.แพรวา บิดาและมารดา ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วย ค่าไร้อุปการะ และค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าอื่นๆให้กับโจทก์ร่วม รวม 28 คน ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแต่ละคน ในจำนวนเงินแตกต่างกันตั้งแต่ คนละ 4,000- 1,800,000บาท รวมเป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี
ต่อมาโจทก์ที่ 5 ,11 และ จำเลย 1-3 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์จากคำเบิกความของพยานหลักฐานเห็นได้ว่า พฤติการณ์กระทำละเมิดไม่ได้เกิดจาก จำเลยที่1 เพียงฝ่ายเดียว พฤติการณ์การขับรถของนางนฤมล ปิตาทานัง ผู้ขับรถตู้ที่ได้ขับด้วยความเร็วสูงโดยประมาทเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังนี้ การเรียกค่าเสียหายจากค่าขาดไร้อุปการะจำเลยที่ 1-3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินควร ตามที่จำเลยที่ 1-3 อุทธรณ์ นั้นได้ความว่านางนฤมลขับรถตู้ด้วยความเร็วสูง แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า นางนฤมลขับตัดหน้า หรือขับเสียหลักชนรถยนต์จำเลยที่ 1 ขับ เพราะหากจำเลยที่1 ไม่ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อแซงคนขับรถตู้โดยสาร ก็จะไม่เกิดการเฉี่ยวชนกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยที่1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมากกว่านางนฤมล กรณีนี้ไม่ได้เรื่องที่จำเลยที่ 1 หรือ นางนฤมลประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันตามที่จำเลยที่ 1-3 อุทธรณ์ และเมื่อพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์แต่ละรายเห็นว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว แต่เมื่อฟังว่า นางนฤมลมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ย่อมมีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้จึงต้องพิจารณาลดหย่อนตามพฤติการณ์ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1-3 รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระเงิน แก่โจทก์ที่ 1- 5 ,9-19,21- 22 ,25 -28 รวมเป็นเงิน 19,826,925 บาท โดยมีจำนวนเงินตั้งแต่ 80,000-1,440,000 บาท และให้จำเลยที่4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1-3 ต่อโจทก์ที่ 5และที่ 11 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
สำหรับคดีอาญา ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเยาวชน และครอบครัว 1 ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวา อายุ 17 ปี (ขณะเกิดเหตุ) ต่อศาลเยาวชน และครอบครัวกลางในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท จนเป็นเหตุในผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินเสียหายนั้น ซึ่งคดีได้ถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุกน.ส.แพรวา 3 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 4 ปี บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี และห้ามขับรถจนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปี ซึ่งน.ส.แพรวา ได้ยื่นฎีกาสู้คดี แต่ศาลไม่รับฎีกาจึงทำให้คดีสิ้นสุดตามคำพิพากษาดังกล่าว
ด้านนางทองพูล พานทอง มารดาของ นางนฤมล คนขับรถตู้ ซึ่งเป็น1ในโจทก์ร่วม กล่าวว่า ในส่วนของลูกสาวที่ศาลอุทธรณ์มองว่ามีความผิดฐานขับรถเร็วด้วย ส่วนเงินค่าเสียหายเดิมนั้นศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่ตนประมาณ 150,000 บาท แต่พอมาถึงชั้นอุทธรณ์ศาลก็พิพากษาแก้ค่าเสียหายให้แก่ตนเหลือ 120,000 บาท ลดจำนวนเงินลง รวมถึงผู้เสียหายรายอื่นด้วย ส่วนเรื่องจะยื่นฎีกาหรือไม่นั้นต้องขอประชุมร่วมกับผู้เสียหายคนอื่นก่อนว่าจะมีความเห็นอย่างไร

ทหารบุกมูลนิธิสืบฯ ให้หยุดเสวนา เช่าที่ดิน 99 ปี อ้างทำประชาชนสับสน


ทหารบุกมูลนิธิสืบฯ ให้หยุดเสวนา เช่าที่ดิน 99 ปี อ้างทำประชาชนสับสน


เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายภานุเดช เกิดมะลิ เลขามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร กล่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ ได้มีฝ่ายปกครอง ปลัดอำเภอ ทหาร ตำรวจ เข้ามาพูดคุยให้ทางมูลนิธิสืบฯ งดกิจกรรมเสวนา “วิพากษ์การให้เช่าที่ดิน 99 ปี ผลประโยชน์ของไทย หรือผลประโยชน์ของใคร?” โดยมีการเชิญนักวิชาการมาร่วมพูดคุย ได้แก่ นายเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านชุมชน นส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และ น.ส.พรพนา ก๋วยเจริญ กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 เมษายน นี้ ที่มูลนิธิสืบฯ อ.เมือง จ.นนทบุรี
“ทหารให้เหตุผลกับเราว่า การเช่าที่ดิน 99 ปีตามนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นเพียงการร่างพ.ร.บ.เท่านั้น ยังไม่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติและยังไม่มีการประกาศใช้ใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอาจมีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงได้จึงไม่อยากให้เราวิตกกังวลไปก่อน อย่างไรก็ตามเราไม่แน่ใจว่าทหารไปโยงกับหมุดคณะราษฎรหรือไม่ เพราะมีนักวิชาการบางคนโพสในเฟชบุ๊กเกี่ยวข้องกับหมุดคณะราษฎรดังกล่าว จึงไม่อยากให้ผู้ที่เห็นต่างกับรัฐบาลจัดเสวนานี้ขึ้น อีกทั้งยังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการจัดเสวนาในครั้งนี้อีกด้วย จึงทำให้มูลนิธิสืบฯ ต้องเลื่อนการเสนวนาไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด” นายภานุเดช กล่าว
เลขามูลนิธิสืบฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พวกตนตั้งใจจัดกิจกรรมเสวนาดังกล่าวขึ้น เพราะมีข้อกังวลเป็นห่วง เนื่องจากในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในบางพื้นที่อยู่ในแนวเขตป่า เช่น ป่าสงวนที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า ชุมชน ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหากเกิดปล่อยให้มีการเช่าที่ดิน 99 ปี จะเกิดผลอย่างไรบ้าง จึงเชิญนักวิชาการจากหลายฝ่ายมาพูดคุยในเรื่องนี้ให้หลากหลายมิติ การที่ทหารชี้แจงว่าไม่อยากให้กังวลไปก่อนนั้น ไม่อยากต้องมาพูดคุยในช่วงที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านแล้ว หรือประกาศใช้แล้ว จึงค่อยมาถกเถียงว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การเสวนาครั้งนี้เพื่อให้สังคมรับทราบถึงสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นั้นว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร ไม่อยากให้ปิดหูปิดตาประชาชน

หมุดหน้าใสคือความอ่อนหัดทางการเมืองของอนุรักษ์นิยม ชาตรี ประกิตนนทการ

หมุดหน้าใสคือความอ่อนหัดทางการเมืองของอนุรักษ์นิยม ชาตรี ประกิตนนทการ

นักวิชาการสถาปัตย์วิเคราะห์ ‘หมุดหน้าใส’ เกิดเพราะไสยศาสตร์ เชิดชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม และรื้อถอนความทรงจำคณะราษฎร เหตุหมุดคณะราษฎรมีพลังทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ หลัง 2553 เชื่อไม่ได้หมุดคณะราษฎรคืน ตอกคนเอาออกเป็นความอ่อนหัดทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
การรื้อถอนหมุดคณะราษฎรอย่างลึกลับ ไม่มีหน่วยงานรัฐแห่งใดรับรู้ ไม่แม้แต่จะพยายามสืบค้น แล้วถูกแทนที่ด้วยหมุดที่ถูกเรียกอย่างลำลองว่า ‘หมุดหน้าใส’ ที่ก็ไม่มีใครรู้เช่นกันว่ามาสิงสถิตอยู่ ณ จุดนั้นได้อย่างไร หมุดคณะราษฎรหายไปไหน ทุกอย่างยังคงเป็นความลับ
สิ่งที่พอจะสันนิษฐานได้คือ นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งของกระบวนการทำลาย-รื้อถอนความทรงจำต่อคณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า
“เราอย่ามองหมุดคณะราษฎรกรณีเดียว แต่ต้องมองกระบวนการรื้อถอนทำลายประวัติศาสตร์ความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎรอันยาวนานของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านประชาธิปไตย ต้องมองกรณีนี้เทียบกับกรณีอื่นตั้งแต่ศาลาเฉลิมไทย อาคารศาลฎีกา การย้ายอนุสาวรีย์ปราบกบฏพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การปรับปรุงถนนราชดำเนินกลาง มันคือกระบวนการภาพใหญ่ภาพเดียวกันและหมุดคณะราษฎรเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของภาพใหญ่ทั้งหมด”
ชาตรีวิเคราะห์การอุบัติขึ้นของหมุดหน้าใสและถ้อยคำบนหมุดว่ามีสาเหตุ 3 ประการ หนึ่ง-เหตุผลทางไสยศาสตร์ หากย้อนกลับไปดูในรอบสองสามปีที่ผ่านมามีหลายกลุ่มเคลื่อนไหวกับหมุดคณะราษฎรในลักษณะที่เชื่อว่า การตอกหมุดเป็นเรื่องไสยศาสตร์ที่คณะราษฎรตั้งใจทำไว้ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสมบูรณาญาสิทธิราช จึงมีคนไปขีดข่วน เอายางมะตอยไปทับ นำพราหมณ์ไปทำพิธี คือรากทางความคิดหนึ่งของกลุ่มที่เกลียดคณะราษฎร
"การไม่ดำรงอยู่ของวัตถุสัญลักษณ์คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่การที่วัตถุนั้นไม่ดำรงอยู่ แล้วมีวัตถุสัญลักษณ์ที่เป็นอุดมการณ์ตรงข้ามมาแทน มันทำให้เรายังคงเห็นวัตถุเก่าอยู่เสมอ เมื่อเรามองหมุดใหม่ เราก็ยังเห็นหมุดเก่า ในแง่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองนี่จึงเป็นความอ่อนหัด มีแต่ความเกลียดและกลัวสัญลักษณ์ในยุคคณะราษฎร”
สอง-อุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน เมื่ออ่านข้อความบนหมุดหน้าใสสามารถตีความได้ชัดเจนว่ากำลังกล่าวถึงอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นชาตินิยมแบบไทยๆ หรือเป็นราชาชาตินิยมตามแนวคิดของธงชัย วินิจจะกูล กล่าวสรุปคือข้อความบนหมุดคือราชาชาตินิยม
และสาม-เป็นข้อความที่มาจากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง แม้ว่าจะไม่ใช่คำว่าไพร่ฟ้า แต่เป็นประชาชนสุขสันต์หน้าใส ทำให้เห็นถึงรากทางความคิดของคนกลุ่มนี้ที่มองสุโขทัยเป็นรัฐในอุดมคติ เพราะกลุ่มที่ต่อต้านประชาธิปไตยมักพูดถึงสุโขทัยตลอดมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 งาน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นตัวอย่างที่ดีที่มองว่าสุโขทัยเป็นภาพในอุดมคติของการเป็นประชาธิปไตยก่อนปฏิวัติ 2475 เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะราษฎร การปรากฏของคำว่าประชาชนสุขสันต์หน้าใสเกิดขึ้นบนรากความคิดนี้
ปรากฏการณ์ถอนหมุดคณะราษฎร ฝังหมุดหน้าใส จึงสะท้อนให้เห็นว่า วัตถุนี้มีพลังทางการเมืองที่ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมรู้สึกไม่สบายอกสบายใจ เพราะ...
“ถ้ามันไม่มีความหมายอะไร ต่อใครเลย เขาจะเสียเวลาเอาออกทำไม ยกตัวอย่างง่ายๆ ในประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงเวลาตั้งแต่หลัง 2490 ถึงก่อนรัฐประหาร 2549 เป็นช่วงที่ถูกเพิกเฉย ทุกฝ่ายทางการเมืองมองว่าคณะราษฎรเป็นผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์ ในทัศนะผมในช่วงนี้ คณะราษฎรไม่ได้มีภาพลักษณ์เชิงบวกอะไร ในช่วงนี้เอง สัญลักษณ์ ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรก็ถูกเพิกเฉย ในแง่นี้ว่าไม่เชิดชูและไม่ทำร้าย เพราะมันไม่มีค่า จะไปรื้อยังเสียดายงบในการรื้อ”
สำหรับชาตรี วัตถุสัญลักษณ์ใดๆ มีพลังมากกว่าการเป็นวัตถุ โดยเฉพาะกับหมุดคณะราษฎรที่ถูกสร้างความหมายโดยคนหลายรุ่น ยิ่งหลังรัฐประหาร 2549 จนถึงปัจจุบัน คนกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงนักวิชาการหลายคน ซึ่งเขายอมรับว่าก็เป็นหนึ่งในนักวิชาการเหล่านั้น ได้เข้าไปรื้อฟื้นและสร้างความหมายให้กับหมุดหรืองานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่สร้างขึ้นโดยคณะราษฎร ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์หรือจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากครั้งหนึ่งในสังคมไทย
พอความหมายนี้เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง เริ่มมีพลังมากขึ้น มีมวลชนเข้ามาสัมพันธ์ ใช้หมุดตัวนี้ในฐานะเป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรม กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือหลังปี 2553 ที่เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบที่ราชประสงค์ สัญลักษณ์ทางการเมืองของคณะราษฎรก็ยิ่งมีความสำคัญ เพราะความหมายล่าสุดของหมุดคณะราษฎรเกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ความเสมอภาค เสรีภาพ มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงต้องถูกเอาออก
“ภาพหรือความหมายที่มีหมุดเป็นศูนย์กลาง ทำให้ผู้มีอำนาจรัฐที่มีความคิดที่ตรงข้ามกับหลักการประชาธิปไตยเห็นว่า วัตถุเหล่านี้เริ่มมีอันตรายและต้องรื้อ หมุดคณะราษฎรมีความหมายและพลังทางการเมืองมาก และจะขยายไปมากกว่านี้อย่างก้าวกระโดด เพียงแต่ ณ วันนี้ที่มาตั้งคำถามว่ามันไม่มีความสำคัญก็เป็นเพราะผลของรัฐประหาร 2557 ที่เราทุกคนถูกปิดปาก ปิดหู ปิดตา”
นักวิชาการคนหนึ่งวิเคราะห์หมุดหน้าใสไร้ที่มาที่ไป สุดท้ายแล้ว จะเป็นแค่วัตถุแปลกปลอม ไร้สถานะ และความชอบธรรมที่จะปกป้องตนเอง แต่ชาตรีกลับไม่คิดอย่างนั้น เขามองว่า ใช่, ในสภาวะรัฐปกติที่เป็นประชาธิปไตยหรือตั้งอยู่บนเหตุผลขั้นพื้นฐาน หมุดหน้าใสจะลงเอยเช่นที่ว่า แต่ในสังคมอปกติเวลานี้ การที่ผู้เกี่ยวข้องกับรัฐทำไม่รู้ไม่ชี้ ถือเป็นสภาวะที่น่ากลัว ซึ่งสะท้อนว่าหมุดนี้มีอะไรเหนือกว่าสิ่งที่เราคิดไว้เยอะมาก และเขาก็ว่าทุกคนก็รู้ แต่พูดไม่ได้ สภาวะที่ทุกคนก็รู้ แต่พูดไม่ได้นี่เองที่น่ากลัวและเป็นพลังให้กับหมุดหน้าใส
“มีหลายคนบอกว่าหมุดหน้าใสไม่เมคเซ๊นส์และอีกไม่ช้าหมุดเก่าจะกลับมา ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ฟันธง และผมเชื่อว่าหมุดใหม่นี้มีสองทางเลือก หนึ่ง-ดำรงอยู่ต่อไป พอผ่านช่วงคนพูดเยอะๆ โดยไม่มีใครสนใจ มันก็จะอยู่อย่างนี้และกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากข้อความ นัยของมัน และอาจจะนำไปสู่การปิดพื้นที่ตรงนั้น อาจมีการขยายพื้นที่ของอาณาบริเวณนั้นให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และวัตถุนี้จะกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ กับสอง-ถ้ากระแสต่อต้านมากกว่านี้ ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะมากแค่ไหน มันก็จะถูกเอาออกและกลบเป็นพื้นถนน”
“ภาพหรือความหมายที่มีหมุดเป็นศูนย์กลาง ทำให้ผู้มีอำนาจรัฐที่มีความคิดที่ตรงข้ามกับหลักการประชาธิปไตยเห็นว่า วัตถุเหล่านี้เริ่มมีอันตรายและต้องรื้อ หมุดคณะราษฎรมีความหมายและพลังทางการเมืองมาก และจะขยายไปมากกว่านี้อย่างก้าวกระโดด"
เมื่อถามว่าฝ่ายสนับสนุนการคงอยู่ของหมุดคณะราษฎรจะทำอะไรในสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง ชาตรีแสดงความเห็นว่า ในเชิงการเคลื่อนไหวทางการเมือง การนำหมุดคณะราษฎรจำลองไปทับไว้ วางไว้ ถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง เป็นการตอบโต้ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ทางที่สองคือหมุดคณะราษฎรกลายเป็นมวลชน (Mass) มาระยะหนึ่งแล้ว นี่ก็เป็นจังหวะอีกครั้งหนึ่งที่จะผลิตซ้ำหรือทำให้หมุดคณะราษฎรกลายเป็นวัตถุที่ ‘ป็อป’ ขึ้นเรื่อยๆ และแพร่กระจายไปให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวหมุดจริงๆ อยู่ เขากล่าวแบบนี้เพราะประเมินบนฐานว่าคงไม่ได้หมุดกลับมาอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม การรื้อถอนหมุดคณะราษฎรและนำหมุดหน้าใสมาวางแทน ชาตรีมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของฝ่ายที่เอาหมุดออก ถ้าเป็นเขา เขาจะเลือกเอาออกและกลบเป็นพื้นถนนแทน การเอาหมุดหน้าใสมาวางถือเป็นความอ่อนหัดในการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์
“ถ้าเอาหมุดออกไปเลย มันหาย พื้นถนนผ่านไปเดือนสองเดือนก็อาจจะกลืนกันไป เพราะฉะนั้นการไม่ดำรงอยู่ของวัตถุสัญลักษณ์คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่การที่วัตถุนั้นไม่ดำรงอยู่ แล้วมีวัตถุสัญลักษณ์ที่เป็นอุดมการณ์ตรงข้ามมาแทน มันทำให้เรายังคงเห็นวัตถุเก่าอยู่เสมอ เมื่อเรามองหมุดใหม่ เราก็ยังเห็นหมุดเก่า ในแง่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองนี่จึงเป็นความอ่อนหัด มีแต่ความเกลียดและกลัวสัญลักษณ์ในยุคคณะราษฎร”

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เปิดภาพจากจุดเช็คอินลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนหมุดคณะราษฎรหาย

เปิดภาพจากจุดเช็คอินลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนหมุดคณะราษฎรหาย

รวบรวมภาพจากจุดเช็คอินของเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2560 พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณรอบๆ หมุดคณะราษฎร โดยเฉพาะในวันที่ 4 เมษายนจนถึงคืนวันที่ 5 เมษายน
18 เม.ย. 2560 กรณีหมุดคณะราษฎรหายและถูกแทนที่ด้วยหมุดที่เขียนข้อความด้านในว่า “ขอให้ประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” และมีข้อความวงนอกของหมุดว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง” ซึ่งตรงกับคาถาภาษิตในพระราชลัญจกรประจำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.จ.ก. สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรวบรวมภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2560 พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณรอบๆ หมุดคณะราษฎร
ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 22.40 น. เริ่มมีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสงสีเขียวบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า คล้ายกับมีการบูรณะ โดยยังไม่มีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้ว
ต่อมาวันที่ 4 เมษายน อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีการตั้งเต๊นท์บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าทางทิศตะวันออก เต๊นท์คลุมผ้าใบสีขาวทึบ และมีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วล้อมบริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าว ทั้งนี้มีการติดป้าย "ห้ามจอด" บริเวณแผงเหล็กกั้นด้วย
อย่างช้าที่สุดวันที่ 4 เมษายน ตั้งแต่เวลา 22.22 น. ไม่มีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสง บริเวณพระบรมรูปทรงม้าแล้ว คงเหลือแต่บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าที่ยังคงมีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบ และมีแผงเหล็กกั้นรอบพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณด้านข้าง โดยกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าวปรากฏจนถึงคืนวันที่ 5 เมษายน
จนกระทั่งในวันที่ 6 เมษายน ไม่มีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบแล้ว โดยภาพในช่วงกลางคืนมีคนมาสักการะพระบรมรูปทรงม้าเช่นทุกคืน
อนึ่งในรายงานของวอยส์ทีวี ศาสตรินทร์ ตันสุน อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลระบุว่าได้สั่งให้นิสิตทำวิจัยเรื่องหมุดคณะราษฎร นิสิตกลุ่มแรกเดินทางไปยังหมุดคณะราษฎรระหว่าง 1-2 เม.ย. ได้ถ่ายภาพและพบว่ายังเป็นหมุดคณะราษฎรเดิม
แต่เมื่อนิสิตกลุ่มที่ 2 ลงพื้นที่สำรวจวันที่ 8 เม.ย. พบว่า หมุดเปลี่ยนไปแล้ว โดยศาสตรินทร์เสนอว่า หากจะมีการเปลี่ยนหมุดในพื้นที่ดังกล่าวน่าจะทำในช่วงวันที่ 3-7 เมษายนที่ผ่านมา
ส่วนความเห็นล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในวันนี้ (18 เม.ย.) ถึงกรณีมีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรว่าไม่ทราบว่าถูกถอดออกไปเมื่อใด โดยเรื่องนี้เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่าได้มอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ติดตามสืบสวนและสอบสวน แต่ไม่อยากให้เป็นประเด็นในเวลานี้ เพราะประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากว่า 80 ปีแล้ว และตัว พล.อ.ประยุทธ์เองก็เป็นประชาธิปไตย(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
28 มีนาคม 22.40 น.
31 มีนาคม 01.10 น.
4 เมษายน 08.30 น.
4 เมษายน 22.22 น.
5 เมษายน 00.21 น.
5 เมษายน 19.35 น.
6 เมษายน 22.22 น.
6 เมษายน 22.58 น.

‘พิชัย’ชี้ หมุดคณะราษฎรมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซัดคนทำไม่คำนึงถึงปรองดอง

“ปู่พิชัย”ออกแถลงการณ์ ทนไม่ได้เปลี่ยนหมุดคณะราษฎร ชี้มีค่าทางประวัติศาสตร์ -ทางใจ อัดคนทำไม่นึกถึงปรองดองของคนในชาติ
เมื่อวันที่ 18 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย รัตตกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์กรณี มีผู้มาเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ หายไปจากที่เดิม ระบุว่า หมุดนั้นสำคัญไฉน ? มีรายระเอียดดังนี้ เมื่อคณะราษฎร์ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นั้น ผมเพิ่งมีอายุ 6-7 ขวบ ไม่รู้ประสีประสาอะไร แต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสได้พบ และให้ความเคารพแก่ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หลายท่าน เช่นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ , จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พลเอกหลวงเสรี เรืองฤทธิ , พันตรี ควง อภัยวงค์ , และคุณชุณห์ ปิณฑานนท์ เป็นต้น
“ผมไม่ทราบมาก่อนเลยว่า คณะราษฎร ได้ทำหมุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น และนำไปฝังไว้ที่ลาน พระบรมรูปทรงม้า มาทราบอีกที และเป็นครั้งแรกก็เมื่อ มีข่าวว่ามีคนมาขุดเอาหมุดนี้ออก และนำหมุดใหม่มาใส่แทนที่ แสดงว่าใครก็ตาม ที่ทำการนี้จะต้องมีแผนการ ไว้ล่วงหน้า หมุดนี้ไม่ใช่หมุดหัวจ่ายน้ำประปา หมุดเดิมที่คณะราษฎร์ ได้นำมาฝังไว้ 85 ปี มาแล้ว อาจจะไม่มีค่างวดอะไรนัก แต่ค่างวดของหมุดนี้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และทางจิตใจ อย่างยิ่ง ซึ่งไม่สามารถนำมา คำนวณ เป็นตัวเงินได้ ผู้ที่กระทำการเอาหมุดเดิมออก ไม่ได้คิดสักนิดว่า การกระทำของเขา กระทบกระเทือนจิตใจ และความรู้สึกที่ไม่ดี ต่อผู้กระทำอย่างมาก และเป็นการกระทำ ที่ไม่คำนึงถึง ความปรองดอง ความรักใคร่สามัคคี ของชนในชาติเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็แสนจะดี โดยแจ้งให้ผู้ไปแจ้งความว่า “ใครเป็นเจ้าของหมุด ต้องให้เจ้าของมาแจ้งความเอง” นายพิชัย ระบุ
นายพิชัย เปิดเผยอีกว่า ตนก็อายุมากแล้ว ก็อยากเห็นบ้านเมืองเรียบร้อย ประชาชนมีความรักใคร่ปรองดองกัน แต่เหตุการณ์เรื่อง “หมุด” นี้ ไม่นำไปสู่สิ่งที่อยากเห็นเลย อย่ามาพูดว่า ให้มารักกันด้วยปาก อย่ามาพูดให้ปรองดอง กันด้วยปาก ตราบใดที่ขาดความจริงใจ ตราบนั้นบ้านเมืองของเรา ก็ย่ำอยู่กับที่
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังนายพิชัย ถึงแถลงการณ์ดังกล่าว โดยนายพิชัย กล่าวยืนยันว่า ตนเป็นคนเขียนเองเมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 เมษายน เพราะเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่น่าเกิดขึ้นเลย ผู้กระทำการไม่เห็นใจคนว่า ตะกระทบกระเทือนจิตใจประชาชนขนาดไหน ตนทนไม่ได้ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการสมัยนั้นเลย แต่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรมโดยสิ้นเชิง

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

หาทางออก! ตำรวจร่อนหนังสือถึงขนส่งฯ ชง 3 แนวทาง “นั่งแค็บ – ท้ายกระบะ” ถูกกม.

หาทางออก! ตำรวจร่อนหนังสือถึงขนส่งฯ ชง 3 แนวทาง “นั่งแค็บ – ท้ายกระบะ” ถูกกม.


เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) มีหนังสือ ที่ ตช.0011.14/1217 ลงวันที่ 7 เมษายน เรื่องหลักเกณฑ์รองรับการใช้รถกระบะบรรทุกโดยสาร ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เพิ่มเติม ถึงอธิบดีกรมขนส่งทางบก ใจความว่า ด้วยปรากฏว่าตร.ได้นำแนวทางบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2560 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2560 มาปฏิบัติและประชาสัมพันธ์ แต่ได้รับคำร้องเรียนจากผู้ใช้รถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลจำนวนมาก ว่าไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนด ตามพ.ร.บ.รถยนต์ 2522 ที่ห้ามมิให้บรรทุกผู้โยยสารในช่องแค็บ หรือกระบะท้ายรถยนต์ได้ ด้วยความจำเป็น และข้อขัดข้องในการจดทะเบียนให้ถูกต้องหลายประการ
“กรณีนี้ ตร.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการขนส่งทางบกควรพิจารณาออกหลักเกณฑ์ และวิธีการที่มีความปลอดภัย ในระดับหนึ่ง ให้กับประชาชน ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์กระบะบรรทุก เป็นรถยนต์โดยสารบ้างเป็นบ้างโอกาส โดยมิต้องไปจดทะเบียน เปลี่ยนแปลงลักษณะรถ เป็นรถยนต์บรรทุกผู้โดยสารส่วนบุคคล เกิน 7 คน ตามกฎหมาย ดังนี้
1.ที่แค็บด้านหลังคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า เฉพาะรุ่นที่มีความกว้างเพียงพอ เห็นสมควรให้อนุญาตติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 2 จุด หรือ 3 จุด แล้วใช้เป็นที่โดยสารได้
2.สำหรับกระบะบรรทุก ตอนหลังรถ หากมีความจำเป็น จะต้องบรรทุกผู้โดยสารระหว่างการเดินทาง ให้กระทำได้โดยจำกัดจำนวนผู้โดยสาร ที่ให้บรรทุกได้ ไม่เกิน 6 คนและพิจารณากำหนดจุดติดตั้งราวจับยึด หรือติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเท่าที่ทำได้
3.กรณีใช้บรรทุกผู้โดยสารตามข้อ2. จะต้องจำกัดความเร็วให้อยู่ในระดับปลอดภัยมากกว่าปกติ เห็นควรให้ใช้ความเร็วไม่เกินความเร็วในเขตเทศบาล( 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง )” ข้อเสนอของตร. ต่อกรมการขนส่งทางบก

ก.ดิจิทัลฯประกาศให้ปชช.งดติดตาม-ติดต่อ บุคคล3ราย ไม่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนา

ก.ดิจิทัลฯประกาศให้ปชช.งดติดตาม-ติดต่อ บุคคล3ราย ไม่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนา


วันนี้ (12 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงนามในประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่องการงดเว้นการติดต่อกับบุคคลบนสื่ออินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า ด้วยศาลอาญา ได้มีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันไม่เหมาะสม ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงขอให้ประชาชนโดยทั่วไป งดการติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ นายแอนดิว แม็กเกรเกอร์ มาแชล์ (Andrew MacGregor Marshall บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อมิให้เป็นการกระทำความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว ทั้งเจตนา และไม่เจตนา

ประกาศ ณ วันที่ 12 เมษายน 2560 ลงชื่อโดย นาวาเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทน ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

แนวโน้ม การเมือง กับ “รัฐธรรมนูญ” ใหม่ ความคาดหวังใหม่

แนวโน้ม การเมือง กับ “รัฐธรรมนูญ” ใหม่ ความคาดหวังใหม่

พลันที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดวันประกาศและบังคับใช้ที่แน่นอนในวันที่ 6 เมษายน ภาพทางการเมืองในอนาคตก็เริ่มมีความแจ่มชัด
นี่คืออิทธิพลและผลสะเทือน
ความหมายจึงมิได้อยู่ที่ว่า แม้จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทิ้งไปในรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
แล้วประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ “ฉบับชั่วคราว”
แต่ในที่สุด เมื่อถึงกาละอันเหมาะสมในอีกเกือบ 3 ปีต่อมา ก็มีความจำเป็นต้องประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นปกติ
เพราะนี่คือเงื่อนไขทางการเมือง เพราะนี่คือเงื่อนไขทางสังคม
และไม่ว่าการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นที่แน่นอนเมื่อใด นั่นก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองจะต้องบังเกิดตามมา
อย่างแรกสุดก็คือ จะต้องมีการเลือกตั้ง
AFP PHOTO / MIKE CLARKE

ระบอบประชาธิปไตย
การเมือง “การเลือกตั้ง”

แม้ในห้วงก่อนหน้ารัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และในห้วงก่อนหน้ารัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 จะมีกระแสโจมตีระบบการเลือกตั้งอย่างสาดเสียเทเสีย
เป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมือง เป้าหมายอยู่ที่นักการเมือง
แต่ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ก็มีความจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ และต่อจากนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
เดือนธันวาคม 2550 และเดือนกรกฎาคม 2554
การเลือกตั้งจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญซึ่งขาดมิได้ในโครงสร้างใหญ่ทางการเมือง จะต้องเกิดขึ้นอย่างประสานไปกับการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ
นี่คือบทบาทและความหมายของ “การเลือกตั้ง”
ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501 ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520 ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534
เพียงแต่ว่าคณะรัฐประหารจะสามารถถ่วงเวลาได้ช้า หรือจำเป็นต้องเลือกตั้งโดยเร็ว
รัฐธรรมนูญจึงเป็นปัจจัยอันทรงความหมายและมีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตย เพราะมีความสัมพันธ์กับการเลือกตั้ง
AFP PHOTO / MIKE CLARKE

บทบาท ความหมาย
กระบวนการ เลือกตั้ง

มีความพยายามเป็นอย่างมากของคณะรัฐประหารที่จะตรารัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและรักษาอำนาจของตน
ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 สามารถช่วยให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2512 แต่อีก 3 ปีต่อมาก็ต้องทำรัฐประหารตัวเองในเดือนพฤศจิกายน 2514 และอีก 2 ปีต่อมาก็ต้องพ้นไปจากอำนาจในเดือนตุลาคม 2516
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 สามารถช่วยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2522 แต่อีก 1 ปีต่อมาก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องสละอำนาจ
เป็นการบีบจาก ส.ว. ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แต่งตั้งมากับมือ
AFP PHOTO / GOVERNMENT HOUSE / AFP
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 สามารถช่วยให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2535 แต่ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 40 กว่าวันก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องสละอำนาจ
บทเรียนจากอดีตเช่นนี้เองทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำหนดเวลาให้กับตนเอง
เมื่อได้รับเชิญจากคณะรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำหนดวาระของตนเองอย่างเด่นชัดว่า เมื่อมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งก็พร้อมอำลา
การอำลาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงดำเนินไปอย่างสง่างาม ไม่มีใครมาขับไล่
AFP / LILLIAN SUWANRUMPHA

รัฐธรรมนูญใหม่
กับ ความหวังใหม่

การประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 6 เมษายน จึงสะท้อนบทบาทและความหมายในทางการเมืองอย่างอัตโนมัติ
เด่นชัดยิ่งว่า การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นต้นปี 2561
หากการเลือกตั้งจะมีขึ้นในต้นปี 2561 นั่นหมายถึง แนวโน้มที่จะต้องมีการตระเตรียมในทางการเมืองล่วงหน้าให้พร้อมสรรพ
1 คือการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งมีความจำเป็นอย่างสูงคือ การปลดล็อกในทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองและนักการเมือง
นี่ย่อมเท่ากับเป็นการเบิกสถานการณ์ใหม่

วีระ จิ้มแรง บิ๊กคนไหนของไทยพันบ่อน

วีระ สมความคิด กัดติดประเด็นบ่อนสายตะกูต่อ...โดยเผยภาพความสนิทสนม ระหว่าง "ลึม เฮง"เจ้าของบ่อน กับพล.อ.กุยกิมรอง ผบ.สูงสุด ของกัมพูชามือขวาตัวจริงของนายกฯฮุนเซน พร้อมโยงว่า พล.อ.
กุยกิม ควรจะมีความสนิทกับ ผู้มีอำนาจของฝ่ายไทยคนใด...ที่ในพิธีเปิดบ่อนวันที่7เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะเกรงจะถูกจับตา
//
ออกญาลึม เฮง กับพล.อ.กุยกิม (คนใส่หมวก)รอง ผบ.สูงสุด ของกัมพูชา
กุยกิมคือมือขวาตัวจริง
ของนายกฯฮุนเซน
เป็นนายทหารที่มีอำนาจบารมี
มากที่สุดคนหนึ่งของกัมพูชา
และเป็นผู้ที่ฮุนเซนไว้ใจที่สุด
(ติดตามรับใช้ฮุนเซนมาเป็นเวลา
ยาวนาน เคยช่วยชีวิตฮุนเซน)
ออกญาลึม เฮง คือคนสนิทใกล้ชิด
ที่สุดของพล.อ.กุยกิม
(ในวันศุกร์ที่ 7 เม.ย.2560
ที่มีพิธีเปิดบ่อนสายตะกู รีสอร์ท
ข่าวว่า พล.อ.กุยกิม ก็มาร่วมงาน)
ดังนั้น การก่อสร้างบ่อนกาสิโน
สายตะกู รีสอร์ท บนพื้นที่อ้างสิทธิ์
ทับซ้อน บริเวณด่านช่องสายตะกู
ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จึงไม่ใช่เรื่องยาก
เรื่องยากของออกญาลึม เฮง ก็คือ ต้องเคลียร์กับผู้มีอำนาจทางฝั่งไทย
จะเคลียร์กับใครล่ะ?
ลำพังออกญาลึม เฮง มีอำนาจและบารมีเพียงพอหรือ?
ถ้าพล.อ.กุยกิม มาช่วยเคลียร์ หรือขอให้นายกฯฮุนเซนมาเคลียร์
ก็จบใช่ไหม?
คำถามก็คือ แล้วมาเคลียร์กับบิ๊กคนใดของไทย
ขณะนี้ผู้มีอำนาจของไทย
มีกี่คนที่คุ้นเคยสนิทแนบแน่น
กับนายกฯฮุนเซนมากที่สุด?
ผู้นั้นคือใคร?
ผู้ใดทายถูก
ท่านคือผู้โชคดี
ไปขอรับรางวัลจากออกญาลึม เฮง
เจ้าของบ่อนสายตะกู รีสอร์ท
ได้เลยครับ
ได้ข่าวว่า ของสมนาคุณกว่า
2,500,000 บาท
ที่เตรียมไว้แจกผู้มาร่วมพิธีเปิดบ่อน
(7 เม.ย. 60)
ยังเหลืออีกบานเลย
(เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่มีผู้ใดกล้าไปร่วมงานสักคน)

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

ส่งทหารลงพื้นที่ เผยแพร่ ชี้แจง สาระสำคัญ รธน.

ส่งทหารลงพื้นที่ เผยแพร่ ชี้แจง สาระสำคัญ รธน.
คสช.สั่ง ทหาร ช่วยเผยแพร่ สร้างความเข้าใจในสาระสำคัญ รธน.ปี2560 หลังประกาศใช้ /"บิ๊กแกละ" ถก คสช.กำชับช่วงสงกรานต์ จนท. ยึดหลักความปลอดภัย ใช้วิจารณญาณผ่อนปรน ตามความเหมาะสม บังคับใช้กฎหมาย ขับขี่ปลอดภัย
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.ทบ./รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอกพิสิทธิ์ กล่าวว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ได้ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศและการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องศึกษาและเข้าใจในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ รองเลขาธิการคสช. ได้มอบหมายให้ทุกส่วนงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ช่วยเผยแพร่และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารและขับเคลื่อนประเทศในขณะนี้ เช่น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น ควบคู่ไปกับการทำให้ประชาชนทราบถึงความคืบหน้าของผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะทำให้สังคมไทยเกิดการมีส่วนร่วมเดินหน้าตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามโรดแมพที่ได้วางไว้
สำหรับการทำงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จะคงความต่อเนื่อง
ทั้งในภารกิจหลักที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและการสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับการเข้าไปแก้ไขและคลี่คลายปัญหาของประชาชนในระดับพื้นที่ ภายใต้แนวทางการชี้แจงสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบสังคม งานสร้างความสามัคคีปรองดอง และการช่วยเหลือประชาชน ก็ให้ดำเนินการต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกประชาชน โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ความปลอดภัยในการขับขี่
การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน๊อกนั้น การดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำชับให้เจ้าหน้าที่ใช้วิจารณญาณผ่อนปรนตามความเหมาะสม ยึดหลักความปลอดภัยในการสัญจร ภายใต้การอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่
ส่วนการดูแลความปลอดภัยสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จัดกิจกรรมตามเทศกาล แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมืองใหญ่ ให้เจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบ วางมาตรการรักษาความปลอดภัยและดูแลให้ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ในขณะเดียวกันขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำและร่วมเป็นหูเป็นตาในการดูแลความปลอดภัยสาธารณะ
ทั้งนี้ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วย หัวหน้าส่วนราชการ ได้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เป็นไปตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลด้วย