PR
วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562
อย่าให้คนพาลผลาญชาติ
พท.ผุดแคมเปญเอาลุงคืนไป เอาเงินในกระเป๋าคืนมา "หน่อย" โวหากเป็นรัฐบาลพลิกฟื้น ศก.ใน 6 เดือน "เสี่ยอ้วน" แนะอย่าเลือกพรรคที่ยังแทงกั๊ก "ลดาวัลลิ์” โวยพรรคเส้นใหญ่งัดสารพัดวิชามารในภาคเหนือ-อีสาน จี้ กกต.สอบ "มาร์ค" หมดเวลาเกรงใจ แพร่คลิปพูดชัดๆ ไม่หนุน "บิ๊กตู่" สืบทอดอำนาจ "สุริยะ" ย้อนถามจะรวม พท.ใช่หรือไม่ เวที พปชร.โคราชสุดคึก “ลุงตู่” ส่งกลอนปลุกลูกย่าโม "อย่ายอมให้คนพาลมาผลาญชาติ แผ่นดินนี้พลังประชารัฐรวมคนไทย” ด้าน “สนธิรัตน์" วอนหยุดการเมือง 3 ขั้ว หวั่นหลังเลือกตั้งวุ่น
เมื่อวันอาทิตย์ พรรคการเมืองต่างๆ เดินหน้าหาเสียงกันอย่างคึกคัก ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง คณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้ง 22 เขต ร่วมแถลงนโยบายภายใต้แคมเปญ “เอาลุง*คืนไป เอาเงินในประเป๋าคืนมา” โดยได้เปลี่ยนแปลงแบนเนอร์ของพรรคทั้งในห้องแถลงข่าวและจุดอื่นๆ ให้สอดคล้องกับแคมเปญโค้งสุดท้ายสำหรับคำว่า ลุง บนแบนเนอร์นั้น มีการทำสัญลักษณ์ดอกจัน พร้อมกับให้คำนิยามว่า "ลุง" หมายถึงความคิดและสิ่งเก่าที่สิ้นหวัง
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เกือบ 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในสภาพลำบาก เศรษฐกิจแย่มาก ค้าขายลำบาก หนี้สินท่วมหัว ซึ่งรัฐบาลประยุทธ์ได้ใช้ไปแล้วรวม 12.78 ล้านล้านบาท ใช้เงินเกินรายได้ของรัฐบาลไปกว่า 2.38 ล้านล้านบาท ส่งผลให้หนี้ประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ใช้เงินไปมหาศาลขนาดนี้ ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ รายได้ลดลง ยากจนมากขึ้น และมีหนี้สินท่วมหัว หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้าน หนี้ธุรกิจเพิ่มจากการค้าขายที่ฝืดเคือง หนี้เสีย SME เพิ่มขึ้น 9.5 หมื่นล้านล้านบาท หนี้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 2.44 ล้านล้านบาท แม้แต่อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์ยังยอมรับ คนจนจะอดตายอยู่แล้ว ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยฟ้องให้เห็นความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทิ้งคนไทยส่วนใหญ่ให้ยากจน คนรวยรวยมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับยากจนลง ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้คนไทยอย่างแท้จริง จึงเลือกใช้วิธีง่ายๆ เฉพาะหน้าคือการแจกเงิน ซึ่งก็มาแจก ตรงกับช่วงหาเสียงพอดี
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเราจะรดน้ำที่ราก ให้ลำต้นและใบเติบโตได้อย่างแข็งแรงยั่งยืน โดยการเติมทุนให้คนตัวเล็ก ไม่ใช่แค่แจกเงินเพื่อหวังผลระยะสั้น เราจะแก้หนี้ด้วยรายได้ ด้วยนโยบาย ปรับหนี้ เติมเงิน ลดภาษี สร้างเศรษฐีใหม่ โดยการ 1. ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง SME รวมทั้งหนี้ของประชาชนตัวเล็ก ครูและนักศึกษา และพักหนี้เกษตรกร 3 ปี 2.เติมเงินเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ อาทิ ปรับเงินเดือนปริญญาตรี ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มทุกตัว ข้าว 12,000 บาทต่อเกวียน ยาง 60 บาทต่อ กิโลกรัม อ้อย 1,000 บาทต่อตัน 3.ลดภาษี อาทิ ลดภาษีน้ำมัน ลดภาษีเงินได้ของธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ให้สิทธิพิเศษนอก EEC กับ SME ออนไลน์และ Start Up
“ประสบการณ์ 17 ปีตั้งแต่ไทยรักไทย เราสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีได้ทุกครั้ง 24 มี.ค. คนไทยจะได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเองว่าจะอยู่กับลุงต่อไปอีก 4 ปี หรือจะเอาลุงคืนไป เอาเงินในกระเป๋ากลับคืนมา หาก พท.เข้ามาทำงานเราจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ใน 6 เดือน” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้ประชาชนจึงต้องเลือก 2 ทาง คือจะอยู่แบบเดิมหรือเปลี่ยนแปลงเพื่อหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งมีทางเดียวคือ การที่ประเทศมีประชาธิปไตยที่แท้จริง มั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนใครที่ยังพูดกั๊ก รอจังหวะไปยืนข้างฝ่ายชนะนั้น มองว่าไม่ใช่ทางออกของประเทศ เพราะทางออกของประเทศต้องกล้าประกาศให้ชัดว่าจะอยู่กับฝ่ายไหน ให้ประชาชนได้เลือก
"โอ๊ค"โผล่ขึ้นเวที พท.
เย็นวันเดียวกัน ที่ จ.เชียงราย แกนนำ พท. อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายชัยเกษม นิติสิริ, นายพานทองแท้ ชินวัตร, นายปลอดประสพ สุรัสวดี, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รวมถึงนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีประชาชนร่วมฟังอย่างคับคั่ง นายพานทองแท้ขึ้นเวทีทักทายและกระโดดลงเวทีเพื่อกอดและถ่ายรูปร่วมกับประชาชน
โดยนายสมชายกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายคนบอกว่าขายของไม่ได้ เสรีภาพก็ถดถอย แต่หากประชาชนเลือกเพื่อไทยที่เคยมีประสบการณ์แก้ปัญหามาแล้ว จะยกฐานะของประชาชนและพาประเทศชาติออกจากความมืดมนไปสู่แสงสว่าง มั่นใจว่าเราจะช่วยกันพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับคืนมา ทำให้ประชาธิปไตยกลับมากินได้เหมือนเดิม
ด้านนางลดาวัลลิ์เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ได้ทราบว่าพรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ มีการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งหัวคะแนนของพรรคดังกล่าวจะไล่จดรายชื่อและเก็บสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อ้างว่าจะทำบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแจกให้ทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นการเสนอประโยชน์เพื่อจูงใจให้เลือกผู้สมัครของพรรค และอาจจะนำเอาสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้ในทางมิชอบ มีการแจกจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหัวละ 300-500 บาท ผ่านเครือข่ายหัวคะแนน โดยเฉพาะกลุ่มอาสาสมัครชุมชน ที่สงสัยว่าได้ร่วมกระทำความผิดอย่างโจ่งแจ้งไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะมีอำนาจรัฐให้การสนับสนุน และมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้นำท้องถิ่นเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือในการทุจริตเลือกตั้งอีกด้วย
"การลงพื้นที่ในจังหวัดขอนแก่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 13 มี.ค. ทราบข่าวว่ามีการสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์ไปยังส่วนราชการต่างๆ เช่น สาธารณสุขอำเภอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัด ให้ระดม อสม.ทั้ง 16 อำเภอ อำเภอละ 500 คน กว่า 25,217 คน มาร่วมรับฟังนโยบายของรัฐบาล ณ ที่ว่าการอำเภอเมือง จ.ขอนแก่น จึงอยากให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวด้วย" นางลดาวัลลิ์ กล่าว
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พท. กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ ว่าวันนี้ประชาชนตัดสินใจได้แล้วว่ามีเพียง 2 ขั้ว คือขั้วที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ และขั้วที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์อย่าพยายามทำให้ประชาชนสับสนจะเป็นขั้วที่ 3 พรรคเพื่อไทยยืนยันในการอาสาเป็นแกนนำต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ควรประกาศและยืนยันโดยกรรมการบริหาร ปชป. ไม่ใช่ให้นายอภิสิทธิ์พูดคนเดียว และพอจะกลับคำไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เพียงให้นายอภิสิทธิ์ลาออก ซึ่งอย่างนั้นคงไม่เป็นธรรมกับประชาชน
"มาร์ค"ลั่นไม่เอา"บิ๊กตู่"
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าเพจ Facebook ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 33 วินาที แสดงจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ โดยมีใจความว่า "จะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะการสืบทอดอำนาจ เท่ากับความขัดแย้ง อีกทั้งขัดอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ ที่สำคัญตลอด 5 ปีเศรษฐกิจไทยย่ำแย่ และประเทศเสียหายมากพอแล้ว" ในช่วงท้ายคลิปนายอภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า "หมดเวลาเกรงใจแล้ว"
วันเดียวกัน ที่เวทีดีเบตและนำเสนอนโยบายในงาน “เดอะ สแตนดาร์ด ดีเบต 2019” นายอภิสิทธิ์ได้อ่านจดหมายที่ตนเองเขียนด้วยลายมือว่า “ถึง คุณ เราอยู่ด้วยกันมานานจนผมรู้สึกว่าตอนนี้คุณกำลังสิ้นหวัง สับสน กลัว โกรธ ถามตัวเองวนไปวนมาว่าเมื่อถึงเวลาจะต้องเลือก เดินจากคนรักคนหนึ่งของคุณ ทุกคำพูด คำสัญญาของเขานั้นเพื่อคุณเสมอ เวลาพิสูจน์แล้วว่าเค้าไม่ได้ทำเพื่อใคร นอกจากตัวเอง เมื่อถูกจับได้ว่าเค้าปอกลอกคุณ เค้าก็หนีไป คนรักอีกคนก็ใช้เวลานี้เองเข้ามายึดครองคุณ เค้าแข็งแกร่ง ปกป้องคุณได้ เค้าขอเวลาไม่นาน แต่ยิ่งอยู่ไป เค้ากลับก้าวร้าว ครอบงำและเอาแต่ใจตัวเอง เค้าไม่อนุญาตให้คิดต่างและเค้าไม่เคยผิด เพราะเค้าเล่นตามกฎที่เค้าสร้างขึ้น เมื่อโลกใบเก่าเป็นอย่างนี้ คุณจึงชายตามองคนใหม่ที่ดูเป็นขบถในตัว แต่คุณจะรักคนคนหนึ่ง ที่บอกให้คุณโกรธ เกลียด ทุกคน ทุกระบบ ทุกคุณค่าได้ยังไง
"ผมเองอาจจะไม่รวย ไม่แรง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เคยมีโอกาสได้ดูแลคุณในช่วงสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยปัญหารอบตัวมีแต่ความวุ่นวาย แต่คุณยังจำได้มั้ยว่า เราฝ่าฟันมาด้วยกัน เราเก็บหอมรอมริบ ตั้งตัวได้ ไม่ล้มลง เรายังได้เริ่มต้นหลายอย่างที่ทำให้คุณยิ้มได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ในวันที่คุณจากผมไป ผมก็ไม่เคยไปไหน ใช้เวลาไปกับการทบทวนข้อผิดพลาด แก้ไขจุดอ่อน เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ในทุกๆ วัน 27 ปี ที่เรารู้จักกันมา ผมอาจจะดูจืดๆ ไม่แข็งกร้าว ไม่เร้าใจ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ผมยังมั่นคงเหมือนเดิม ผมไม่มีวันทำร้ายคุณ ไม่ควบคุมคุณ ไม่มีวันหนีไปไหน กาลเวลาทำให้ผมแกร่งขึ้น วันนี้ผมพร้อมดูแลคุณ วางแผนชีวิตให้เราและลูกๆ ของเราต่อไปให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ซื่อตรงต่อกันตลอดไป คุณเลือกได้เสมอ เลือกผมเถอะครับ ผมรักคุณ” นายอภิสิทธิ์ระบุ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้า ปชป. กล่าวถึงกรณีคลิปวิดีโอของนายอภิสิทธิ์ว่า ยืนยันว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นจุดยืนร่วมกันของสมาชิก ปชป. ได้มีการหารือร่วมกันก่อนแล้ว การต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ นับเป็นอุดมการณ์ของ ปชป.นับแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2489 ขอย้ำอีกครั้งว่า ทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางที่นายอภิสิทธิ์ได้นำเสนอต่อสาธารณะ
ภายหลังจาก ปชป.แถลงชุดนโยบายสร้างชาติ ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า ปชป. ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหยิบยกไฮไลต์สำคัญคือเรื่องที่มาของเงินและการปฏิรูปภาษี โดยย้ำว่า วงเงินที่ต้องใช้ขับเคลื่อนทุกนโยบายมีเพียงพอตามกฎหมายวินัยทางการคลังและกฎหมายหนี้สาธารณะแน่นอน เรายังได้ประกาศแนวทางที่ต่างกับหลายพรรคว่าเราจะไม่ลดภาษีของมหาเศรษฐีทุกประเภท และจะเก็บรายได้ภาษีเพิ่มจากเศรษฐีที่ดิน-เศรษฐีทรัพย์สิน-เศรษฐีหุ้น และเราจะมีมาตรการเก็บภาษีจากทุนผูกขาดที่มีความได้เปรียบด้วยใบอนุญาตพิเศษและสัมปทานจากรัฐ ส่วนเรื่องภาษีคนรายได้ปานกลาง คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแล โดยการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราเดิมลง 20% แต่จะไม่ลดในส่วนของคนรวยขั้นบนสุด และจะคงสิทธิการหักลดหย่อนภาษี สนับสนุนออมรองรับวัยเกษียณในตลาดทุน
พปชร.ฟุ้งอีสานเปลี่ยนแล้ว
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ว่า อยากสอบถามนายอภิสิทธิ์ว่าหากไม่ร่วมรัฐบาลกับพปชร. หมายความว่าจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้การเมืองไทยมีอยู่เพียง 3 ขั้วเท่านั้นคือ พลังประชารัฐ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์
เมื่อเวลา 07.00 น. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค พปชร. พร้อมด้วย น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 6 ได้ลงพื้นที่หาเสียงภายในสวนรถไฟ โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่า กระแสของพรรคดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้สมัครของพรรคจะเป็นทางเลือก รวมถึงนโยบายของพรรค การหาเสียง ปราศรัยที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้มาร่วมฟังกว่า 35,000 คน จึงเห็นว่าวันนี้อีสานเปลี่ยนแล้ว และประเทศไทยกำลังเปลี่ยน พรรค พปชร.จึงเป็นส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศ นำความสงบกลับคืนมาให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปได้
โฆษก พปชร.กล่าวว่า การหาเสียงของพรรคในช่วงโค้งสุดท้าย ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ออกปราศรัย แต่ก็ได้ให้คำปรึกษาพรรคอย่างใกล้ชิด ให้รับฟังปัญหา แล้วนำมาทำนโยบายใหม่ๆ ที่ออกมานั้นตรงใจประชาชน เช่น นโยบายที่ชาวนายิ้ม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เติมเงินบาทแรกให้ชาวนา ช่วยค่าปลูกไร่ละ 1,500 บาท ค่าเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาท และค่าเก็บตันละ 1,500 บาท เป็นต้น
ที่ตลาดวัดไทร นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการ พปชร. ลงพื้นที่เขตจอมทอง ช่วย น.ส.ทิพานันท์ ศิริชนะ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 23 (จอมทอง-ธนบุรี) หาเสียง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยนายสนธิรัตน์ทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายข้าวของในตลาดอย่างเป็นกันเอง โดยนายสนธิรัตน์กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบันทึกภาพการปราศรัยที่ จ.ลพบุรี เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งส่อว่าเป็นการสัญญาว่าจะให้ ว่าการพูดถึงนโยบายถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าคลิปวิดีโอนั้นผิด ก็ต้องผิดกันทุกพรรค เพราะทุกพรรคต้องปราศรัยถึงนโยบายว่าถ้าเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรให้บ้าง เป็นเพราะหลายฝ่ายหวั่นไหวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วประเทศให้การสนับสนุนนิยมชมชอบ จึงตัดคลิปวิดีโอนั้นออกมา เพื่อชี้ว่า พปชร.ทำผิด แล้วกกต.ไม่จับ นี่คือวิชาทางการเมือง ถ้าจะตัดคลิปวิดีโออย่างนี้ ก็คงตัดได้ทุกพรรค และคำว่า "สัญญาว่าจะให้" ต้องระบุว่า ให้คนไหน ชื่ออะไรเป็นพิเศษ และถ้าจะให้ยกตัวอย่าง หลายพรรคก็ให้สัญญาทั้งสิ้น เพราะเป็นการให้ในเชิงนโยบาย พรรคไม่ได้กังวลใจเรื่องนี้ และยินดีที่จะให้ตรวจสอบได้เสมอ
เย็นวันเดียวกัน ที่ตลาดนัดเซฟวัน จ.นครราชสีมา พปชร. นำโดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายอนุชา นาคาศัย, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล, นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค, นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้อำนวยการพรรค และนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานผู้สมัครภาคอีสาน ร่วมกันขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังกว่า 25,000 คน
"ลุงตู่"ส่งกลอนปลุกคนโคราช
นายอุตตมกล่าวว่า พรรค พปชร.ตั้งใจเข้ามาเพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง เราต้องการผู้นำที่สามารถนำพาประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นคนโคราช แต่วันนี้มีวาทกรรมที่พูดกันมากคือพวกเรามาเพื่อสืบต่ออำนาจทั้งที่เราไม่มีสี ไม่มีขั้ว เรามีขั้วเดียวคือ ขั้วคนไทย เราจะสืบทอดอะไร สิ่งที่เราจะสืบทอดมีเพียงอย่างเดียวคือ สืบทอดความสงบ เพื่อนำพาบ้านเมืองไปต่อ
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า วันนี้มีแกนนำตั้ง 3 ขั้ว คือ พรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศเอาคนโคราชอย่าง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ พรรคที่ 2 คือพรรคที่ถูกครอบงำ ไม่รู้ใครเป็นหัวหน้าตัวจริง และอีกพรรคคือ ประชาธิปัตย์ ที่ล่าสุดประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ วันนี้จึงมาถึงจุดที่พวกเราต้องช่วยกัน เพราะหากบ้านเมืองเป็นสามขั้วแบบนี้ หลังเลือกตั้งประเทศคงเดินต่อไม่ได้ ซึ่งเราไม่ปรารถนา เนื่องจากประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเห็นแก่ประชาชน วันนี้จึงวิงวอนว่าอย่าให้ใครเอาเราเป็นเครื่องมือ อย่าให้ใครมาหลอกเราอีก ขอพี่น้องพาประเทศไทยไปกับพรรคพลังประชารัฐ เลือกลุงตู่เป็นนายกฯ เลือกพลังประชารัฐทั้งจังหวัด
ขณะที่นายสุวิทย์กล่าวว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อยากเดินทางมาด้วยตัวเอง แต่ไม่สามารถมาได้ จึงส่งอดีต 4 รัฐมนตรีมาพบกับประชาชน พร้อมเขียนกลอนมาฝากด้วยตัวเอง ซึ่งกลอนมีชื่อว่า พลังประชารัฐ โดยนายสุวิทย์ได้อ่านกลอนที่ พล.อ.ประยุทธ์เขียนมาฝากชาวโคราชว่า "จากใจ ถึงใจ ไทยทุกผู้ เรารวมอยู่ เป็นชาติ นานนักหนา ทั้งบ้านเรือน ก่อสร้าง พัฒนา เพื่อวันนี้ วันหน้า เชื่อมโยงกัน, อยากจะให้ มีใคร จิตอาสา ประชารัฐ พัฒนา อย่างสร้างสรรค์ ทั้งคนรวย รายได้น้อย คอยช่วยกัน สร้างสวรรค์ แผ่นดินทอง พี่น้องไทย, อย่ายอมให้ คนพาล มาผลาญชาติ ป่าวประกาศ ศักดิ์ศรี ที่ไหนไหน ให้โลกรู้ แผ่นดินนี้ มีคนไทย ทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่า พร้อมยอมพลี, หวังเพียงให้ เกิดพัฒนา นำพาชาติ กวาดบ้านเมือง ให้สะอาด เกิดสุขขี เราจะพร้อม ยอมตาย สามัคคี แผ่นดินนี้ พลังประชารัฐ รวมคนไทย"
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง "เอาหัวใจมาส่ง" พร้อมเปิดเผยคลิปวิดีโอขนาดสั้นความยาวประมาณ 2 นาที ว่า เครื่องบินลำนี้ คือเครื่องบินที่ผมขับไปทั่วประเทศ เพื่อรับ-ส่งหัวใจของผู้บริจาค ไปให้ผู้รอรับบริจาคมา 5 ปีเต็มๆ ผมพร้อมแล้วที่จะเป็นกัปตัน นำประเทศไทยบินไปข้างหน้าให้หลุดพ้นจากวิกฤติความขัดแย้งที่ฉุดรั้งประเทศไทยมายาวนานกว่า 10 ปี 24 มีนาคมนี้ ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยพร้อมกันทั่วประเทศ ให้โอกาสผมได้ทำงานนำทุกคนออกจากหลุมดำแห่งความขัดแย้ง และความยากจน ผมจะพาคนไทยทุกคนบินไปสู่ขอบฟ้าสีทองแห่งความอยู่ดีกินดีอย่างเท่าเทียมกัน.
จม.รักฉบับเลอะเลือน
ร่วมทอดผ้าป่าสมทบสร้าง "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" ที่ก่อสร้างใกล้เสร็จ ที่อุดรฯ ด้วย
พระอาจารย์กล่าวธรรมกถา "ศีล สมาธิ ปัญญา" ตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ "หลวงตาพระมหาบัว" เคยแสดงไว้โดยพิสดารให้ฟัง
จิตน้อมตาม ก็เกิดปีติ ปราโมทย์ ในแนวทาง
กว่าจะได้กลับก็เย็นใกล้ค่ำ เลยไม่มีเวลาหาเรื่องคุยตรงนี้
แต่ก่อนอื่น ขอบอกว่า.......
บุญทานอันข้าพเจ้าได้ทำแล้วนี้ ขอจงเป็นอานิสงส์ปัจจัยถึงพี่น้องร่วมชาติทุกท่าน เป็นผู้มีสัมมาทิฐิในการใช้ชีวิตชอบตลอดไป
โดยเฉพาะกับ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ผู้อุทิศตัวเอง "เพื่อแผ่นดิน" ทางการเมืองมานาน ๒๗ ปี ด้วยวัยละอ่อน เมื่อปี ๒๕๓๕ จาก "ออกซ์ฟอร์ด"
จนถึงวัย "อ่อนอก-อ่อนใจ" ไทยแลนด์ ในปี ๒๕๖๒ นี้!
ท่านไม่สบายหรือเปล่าครับ....?
เพราะเปิดเฟซสำรวจข่าว ก็พบคลิปวิดีโอท่าน ดูหน้าตายังกะจะกินเลือด-กินเนื้อคนที่กำลังพูดถึง
ระเบิดอารมณ์เสียงกร้าว คล้ายคนไม่ปกติ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ในการ "ทำ-พูด-คิด" ของตนได้
"จะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
เพราะการสืบทอดอำนาจ เท่ากับความขัดแย้ง
อีกทั้งขัดอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่
ที่สำคัญตลอด ๕ ปี เศรษฐกิจไทยย่ำแย่และประเทศเสียหายมากพอแล้ว
หมดเวลาเกรงใจแล้ว"
ทำไมหรือครับ บอกตรงๆ ผมยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ทำคลิปนี้ออกเผยแพร่?
เป็น "ทีเด็ด" ของพรรค หวังให้คนออกมาเทคะแนนให้ประชาธิปัตย์อย่างนั้นหรือ?
เห็นเมื่อวาน มีออกมา "เป็นชุด"
นอกจากคลิป "ตัดญาติ-ขาดมิตร" พลเอกประยุทธ์แล้ว
ยังมี "จดหมายรักจากลายมือมาร์ค" อีกด้วย!?
ผมค่อนข้างเป็นห่วงอาการในภาวะ "ธาตุไฟวิปริต" ของท่านมากนะ
ขอพูดในฐานะ คนเคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์มาตลอดนิดเถอะ
การออกมาพูดอย่างนี้ พลเอกประยุทธ์ เขาไม่เสีย
ตัวคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เองนั่นแหละ มีแต่ "เสียกับเสีย"
อย่างแรก "เสียแรง" เป็นผู้นำพรรค ที่วางตำแหน่งพรรคประชาธิปัตย์เป็น "สถาบันการเมือง"
อย่างที่สอง "เสียบุคลิก" คนเคยอยู่ในสถานะ "ผู้นำ" ประเทศ
อย่างที่สาม พรรคมาตรฐานประเทศ "ออกมวย" ยังกะเด็กวัด
พลเอกประยุทธ์และพลังประชารัฐ เขาไม่เดือดร้อนหรอก ตัวคนพูดและพรรคคนพูดนั่นแหละ
เหมือนทารกอนุบาล ๑ คลานออกมาหน้าชั้น แล้วบอก
"พ้มจะไม่กินนมแม่ต่อไป........
ต่อไปนี้ พ้มจะเลี้ยงดูครอบครัวเอง"!
ถ้าเป็นทารกจริงๆ ก็น่าเอ็นดู แต่นี่ อภิสิทธิ์ ภาพเป็นพรรคหัวนิ้วโป้ง
แต่พออ้าปาก "นิ้วก้อย" โผล่ทันที!
ผิดมหันต์.......
คุณเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค และพรรคคุณเป็นกระบี่มือหนึ่งในสงครามชิงเจ้ายุทธ์ครั้งนี้
แต่ดันออกมาประกาศ "ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์" ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ในสนามประลอง
ไม่เป็นตรรกะ ไม่มีเหตุผลอะไรเลย
นอกจาก "ปากกล้า-ขาอ่อน" เป็นภาษามวย เขาบอกว่า "รับสารภาพ"
รู้ตัวว่า พรรคและตัวเอง ยังไงก็ไม่ที่หนึ่ง ก็คับแค้น-อิจฉา
แต่ด้วยทิฐิมานะของคนเป็นผู้นำพรรค จำต้องออกกระบวนท่าพิสดารให้ปรากฏ
ก็ปรากฏว่า "ไม่เป็นท่า"
เปิดไต๋อ้าซ่า ว่าที่กดทับใจตัวเองจนเผยอหน้าไม่ขึ้นอยู่เวลานี้ คือพลเอกประยุทธ์!
จึงพูดในสิ่ง "ประจานตัว-ประจานพรรค" ดังที่เห็น!
หรือเป็นการสั่งลา ที่เคยประกาศ "ไม่ได้ร้อยที่นั่ง จะลาออกจากหัวหน้าพรรค?"
ก็เลย "ขอซักดอก" ก่อนจาก?
หรือไม่อีกที ก็มองข้ามช็อต ว่ารัฐบาลจากเลือกตั้ง ๒๔ มีนาไม่ถึงปีก็เจ๊ง
ฉะนั้น ออกตัวไว้ก่อน เป็นฝ่ายค้านสร้างศรัทธาตามถนัด เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งครั้งใหม่ดีกว่า
นอกจากคลิป "หมดเวลาเกรงใจ" นี้แล้ว เมื่อวาน ยังมี "จดหมายรักจากลายมือมาร์ค" ให้ยิ้มกันทั้งเมืองอีก
อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ งัดออกมาอ่านในเวทีดีเบต นัยว่าเป็นมุกหาเสียง-หาคะแนนใกล้โค้งสุดท้ายของเขา
เพื่อผมไม่ต้องคุย ถือโอกาสลอกมาให้อ่านเลย
ถึงคุณ...
เราอยู่ด้วยกันมานานจนผมรู้ดีว่า
ตอนนี้คุณกำลัง สิ้นหวัง สับสน กลัวโกรธ ถามตัวเองวนไปวนมาว่า เมื่อถึงเวลาจะต้องเลือก "เราเลือกอะไรได้ไหม"
คุณเลือกได้เสมอ
อย่างน้อยที่สุด ก็เลือกที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์แย่ๆ เช่น จากคนรักคนหนึ่งของคุณที่ทุกคำพูดคำสัญญาของเขานั้น "เพื่อคุณ" เสมอ
ทุกคำช่างปลุกเร้า เย้ายวน ได้ใจคุณ
เวลาพิสูจน์แล้วว่า เค้าไม่ได้ทำ "เพื่อใคร" นอกจากตัวเอง
เวลาพิสูจน์แล้วว่า เมื่อถูกจับได้ว่าเขาปอกลอกคุณ เขาก็หนีไปคนรักอีกคนหนึ่ง ก็ใช้เวลานี้เองเข้ามา "ยึดครอง" คุณ
เขาแข็งแกร่ง ปกป้องคุณได้ เขาขอเวลาไม่นาน เพื่อจะทำให้คุณกลับมามีความสุข
แต่ยิ่งอยู่ไป...เขากลับก้าวร้าว ครอบงำ และเอาแต่ใจตัวเอง
เขาไม่อนุญาตให้คุณคิดต่าง เพราะเขาไม่เคยผิด เพราะเขาเล่นตามกฎที่เขาสร้างขึ้น
เมื่อโลกใบเก่าเป็นแบบนี้ คุณจึงชายตามองหาคนใหม่ที่ดูเป็น "ขบถ" ในตัว
แต่คุณจะรักคนๆ หนึ่ง ที่บอกให้คุณโกรธเกลียดทุกคน ทุกระบบ ทุกคุณค่า ได้อย่างไร
ผมเอง อาจจะไม่รวย ไม่แรง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เคยมีโอกาสได้ดูแลคุณในช่วงสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยปัญหารอบตัวมีแต่ความวุ่นวาย
แต่คุณยังจำได้ไหมว่า เราฝ่าฟันมาด้วยกัน จนเราเก็บหอมรอมริบตั้งตัวได้ไม่ล้มลง
เรายังได้เริ่มต้นหลายอย่างที่ทำให้คุณยิ้มได้ จนถึงทุกวันนี้
แม้ในวันที่คุณจากผมไป ผมก็ไม่เคยไปไหน ใช้เวลาในการทบทวนข้อผิดพลาดแก้ไขจุดอ่อนเรียนรู้ เรื่องใหม่ๆ แอบดูแลคุณอยู่ห่างๆ พยายามเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน
27 ปีที่เรารู้จักกันมา
ผมอาจจะดูจืดๆ ไม่แข็งกร้าว ไม่เร้าใจ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ผมยังมั่นคงเหมือนเดิม
ผมไม่มีวันทำร้ายคุณ ไม่ควบคุมคุณ ไม่มีวันหนีไปไหน ผมชอบฟังคุณเถียง ชอบเห็นคุณยิ้ม และผมชอบอยู่ข้างๆ คุณตลอดเวลา
กาลเวลาทำให้ผมแกร่งขึ้น วันนี้ผมพร้อมดูแลคุณ วางแผนชีวิตให้เราและลูกๆ ของเราต่อไป ให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคง ซื่อตรงต่อกันตลอดไป...
คุณเลือกได้เสมอ "เลือกผมเถอะครับ" ผมรักคุณ
ครับ......
อ่านอยู่ ๓-๔ เที่ยว ขอเขียนบ้างว่า
ถึงคุณ....
ผมอ่านตั้งนาน จนรู้ดีว่า ไม่รู้ว่าคุณเพ้อเรื่องอะไรของคุณ?
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562
ชะตากรรมเพื่อไทยหลังยุบทษช.

หากยังจำกันได้ในช่วงปลายปี 2561 พรรคการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “ไทยรักษาชาติ” มีตัวย่อ “ทษช.” ถูกกล่าวขวัญถึงในสังคมว่าตัวย่อนี้มาจากชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการตบเท้าเดินเข้าพรรคของอดีตสมาชิก และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคเพื่อไทย ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และ ขัตติยา สวัสดิผล ก็เข้ามาอยู่ในมุ้งไทยรักษาชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ซึ่งเกิดขึ้นจากผลกระทบของระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้ ส.ส. น้อยลง
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติ สร้างความฮือฮา และสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการส่ง “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค แต่ 13 ชั่งโมงต่อมาในวันเดียวกันนี้เอง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชโองการ ระบุว่า "พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง" นำมาซึ่งมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ "ยุบพรรค" และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคไทยรักษาชาติ "กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ตามมาตรา92 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เท่ากับเพื่อไทยหายไป 100 เขต
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 เป็นวันนัดฟังผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีมติ “ยุบ” พรรคไทยรักษาชาติ หรือไม่ ก่อนที่จะถึงศึกเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบจะเป็นเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ส่วนผู้สมัคร ส.ส. ทั้งหมด 284 คน ก็หมดสิทธิลงสนามรับเลือกตั้งทันที เพราะขาดคุณสมบัติเรื่องข้อกำหนดที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวันเลือกตั้ง 90 วัน
หากสิ้นพรรคไทยรักษาชาติ เท่ากับว่า ยุทธศาสตร์ แยกกันเดิน ร่วมกันตี ไม่สามารถเดินไปตามแผนเดิมได้แล้ว อีกทั้งในการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทย ที่เปรียบเสมือน "พรรคแม่" ก็ส่งผู้สมัครเพียง ลงเพียง 250 เขต จาก 350 เขต เพื่อเปิดทางให้พรรคไทยรักษาชาติลงไปเก็บที่นั่งและคะแนนเสียงในพื้นที่นั้นแทน เท่ากับว่าทำให้เพื่อไทยหมดโอกาสที่จะได้ ส.ส. เขตถึง 100 เขต

เหลือพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติร่วมตี คสช.
ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ หากแต่ยังมี “พรรคเพื่อชาติ” ที่นำโดยจตุพร พรหมพันธุ์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งส่งผู้สมัครถึง 349 เขต และ “พรรคประชาชาติ” ที่นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา และอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ซึ่งส่งผู้สมัครถึง 212 เขต ทว่าก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการรับรู้ของประชาชนว่าพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติ เป็นพรรคที่แตกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย
อ่านเรื่องสำรวจจุดยืนพรรคไหนไม่เอา คสช. : https://ilaw.or.th/node/5082
การยุบพรรคไทยรักษาชาติอาจนับได้ว่าเป็น "ความเสียหาย" ของพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายในการที่จะเอาชนะศึกการเลือกตั้ง 2562 ไอลอว์ชวนดู 3 ชะตากรรมพรรคเพื่อไทย หากไร้พรรคไทยรักษาชาติ

กรณีแรก พลาดเก้าอี้ ส.ส. เขต คือ พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ที่เคยชนะในการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งคาดว่าจะทำให้พรรคไทยรักษาชาติชนะในเขตเลือกตั้งนั้น โดยที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงแข่งเลย
ตัวอย่างของ จังหวัดแพร่ เดิมที ในปี 2554 มี 3 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้เหลือ 2 เขตเลือกตั้ง โดยในปี 2554 อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต 1 ปานหทัย เสรีรักษ์ (ภรรยาของ ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย) ที่มาลงสมัครรับเลือกตั้งแทนสามี ชนะในเขตทล่มทลาย ด้วยคะแนน 61,871 เสียง ในปี 2562 ทศพร เสรีรักษ์ กลับมาลงชิงเก้าอี้ ส.ส. ให้กับพรรคไทยรักษาชาติ ส่วน วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 3 ที่เคยชนะด้วยคะแนน 61,239 เสียงเมื่อปี 2554 กลับมาสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี 2562 ภายใต้เสื้อไทยรักษาชาติ เขต 2
กรณีแบบนี้ อาจทำให้เครือข่ายเพื่อไทยเสียเก้าอี้ ส.ส. เขตไปเลย อย่างไรก็ดีพื้นที่ดังกล่าว พรรคเพื่อชาติส่งผู้สมัคร ส.ส. แพร่ ลงทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง

กรณีที่สอง หมดโอกาสเก็บคะแนนนำไปคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ คือ จากทั้งหมด 176 เขต ที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร ส.ส. จำนวนมากเป็นเขตที่พรรคเพื่อไทยเคยแพ้เลือกตั้งมาก่อน และเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งด้วย จึงหวังให้พรรคไทยรักษาชาติไปเก็บคะแนน แม้จะไม่ชนะเขต แต่คะแนนที่ได้มาก็มากพอจะนำมาคิดคำนวณเป็นที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
ตัวอย่างของ จังหวัดพิษณุโลก เขต 1 เดิมที พื้นที่เขต 1 เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่เคยเอาชนะได้ แต่ก็นับว่าเป็นการแพ้ที่ยังคงได้คะแนนสูง ในปี 2554 ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 พรรคเพื่อไทย คือ ณัฐทรัชต์ ชามพูนท ได้คะแนน 35,456 เสียง และในศึกเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงเขต 1 แต่หลีกทางเพื่อให้ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคไทยรักษาชาติ มาเก็บคะแนน อย่างไรก็ดี เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ก็ยังมีพรรคเพื่อชาติ ที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 ด้วย

กรณีที่สาม เพื่อไทยและเครือข่ายไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว คือ แม้พรรคเครือข่ายอย่างพรรคเพื่อชาติ จะส่งผู้สมัคร ส.ส. เขต เกือบครบ 349 เขต ขาดเพียงเขตเดียวคือ เขต 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่พรรคประชาชาติก็ไม่มีผู้สมัคร ส.ส. เขตนี้เช่น ผู้สมัคร ส.ส. เขตนี้มีคนเดียวมาจากพรรคเครือข่ายเพื่อไทยคือ อดีต ส.ส. จากตระกูลดังทางการเมืองอย่าง ฐิติมา ฉายแสง จากพรรคไทยรักษาชาติ ถึงแม้จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่ก็ยังมีฐานคะแนนที่มั่นคง ซึ่งแบบนี้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายจะเสียหายที่สุดผลก็คือจะไม่ได้คะแนนจากเขตนี้ แม้แต่คะแนนเดียว อย่างไรก็ตามคะแนนก็อาจจะไปอยู่กับพรรคแนวร่วมไปเอา คสช. เช่น พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเสรีรวมไทย
นี่เป็นเพียงตัวอย่างของบางจังหวัด และบางเขตเลือกตั้งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเขตเลือกตั้งที่ประสบปัญหาดังตัวอย่างที่ยกมา นับเป็นความเสียหายส่วนหนึ่ง จากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนยุทธศาสตร์ แยกกันเดิน ร่วมกันตี จะดำเนินต่อไปยังไง พรรคการเมืองต่างๆ จะมีการปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไร เพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติที่กระจายอยู่ 176 เขต อย่างไรก็ดีท้ายที่สุด คะแนนเสียงของประชาชนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชะตาอนาคตพรรคเพื่อไทย ในวันที่ไร้ไทยรักษาชาติ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทั้งสองพรรคส่งผู้สมัคร ส.ส. ทับซ้อนในเขตเดียวกันถึง 76 เขต ส่งคะแนนส่วนนี้ของพรรคไทยรักษาชาติอาจย้ายมาที่พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ก็ยังเหลือพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติที่พร้อมจะเป็นตัวแปรสำคัญเพื่อดึงคะแนนกลับมาในช่วงเวลาที่เหลือก่อนเลือกตั้ง
ไปทำไม
เหลืออีกแค่คืบเดียวเท่านั้นจะถึงวันชิงดำ
ศึกเลือกตั้งใหญ่ 24 มีนาคมคืบใกล้เข้ามาเต็มแก่เหลืออีกแค่ 16 วัน
แต่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มแทนที่ กกต. 7 คน จะปักหลักเตรียมการเลือกตั้งอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
ปรากฏว่า 7 เสือ กกต.ยกโขยงเดินทางไปราชการต่างประเทศ 12 วัน (วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 มีนาคม)
เท่ากับขณะนี้ ไม่มี กกต.อยู่ปฏิบัติหน้าที่แม้แต่คนเดียว!!
“แม่ลูกจันทร์” ขยายความเพิ่มเติมว่าการเดินทางไปราชการต่างประเทศพร้อมกันของ กกต. 7 คน แบ่งเป็น 4 สายดังนี้คือ...
สายที่ 1 นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ บินสะเวิ้ปไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประเทศอังกฤษ
สายที่ 2 นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย และนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ บินไปสังเกตการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประเทศอเมริกา
สายที่ 3 นายปกรณ์ มหรรณพ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ บินไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ประเทศเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์
และสายที่ 4 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.โฉบไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่สิงคโปร์
โดยใช้เงินภาษีประชาชนไป 12 ล้านบาทโดยประมาณ
“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ถือเป็นหนึ่งในภารกิจของ กกต.
ดังนั้นการที่ กกต.เดินทางไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจึงมีเหตุผลน่ารับฟัง
แต่ฟังแล้ว เกิดคำถามตามมาอีก 3 ประเด็น
คำถามข้อที่ 1 จำเป็นอย่างไรที่ กกต.ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยภารกิจเดียวกันหมดทั้ง 7 คน??
ถ้าหากต้องการไปดูการใช้สิทธิเลือก ตั้งต่างประเทศ ก็ควรส่ง กกต.เดินทางไป 1 คน หรือ 2 คน
ยังเหลือ กกต.ปฏิบัติหน้าที่เตรียมการเลือกตั้งอีก 5 คน ถือว่าครบองค์ประชุม
คำถามข้อที่ 2 เหตุใด กกต.ต้องถ่อไปดูการเลือกตั้งประเทศเดียวกันพร้อมกันถึง 2 คน??
เป็นการสิ้นเปลืองภาษีประชาชน และสิ้นเปลืองเวลาเตรียมการเลือกตั้งโดยไม่จำเป็น
คำถามข้อที่ 3 ทำไม กกต.จึงไม่ไปดูเลือกตั้งที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีคนไทยใช้สิทธิมากที่สุด 1.5 หมื่นคน
หรือประเทศจีน ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเกิน 1 หมื่นคน
เหตุใดจึงไปดูการเลือกตั้งที่เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์??
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าความจริง กกต.ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าการแห่เดินทางไปราชการต่างประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่สมควร
เพราะเป็นช่วงเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมือง
และ กกต.ต้องวินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ยังมีเรื่องร้องเรียนการหาเสียงเลือกตั้งที่ต้องเร่งพิจารณาอีกมาก มายก่ายกอง
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า กกต. 7 คน จะกลับมาครบองค์ประชุมวันที่ 10 มีนาคม
เหลือเวลาฉิวเฉียดเพียง 7 วัน จะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งจะมีผู้ไปใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์กว่า 2 ล้านคน
คอยดูเถอะ ถ้าการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามีข้อบกพร่อง หรือเกิดปัญหาวุ่นวาย??
การยกโขยงเดินทางไปต่างประเทศในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของ กกต.ทั้ง 7 คน จะย้อนกลับมาเล่นงาน กกต.เต็มเปา.