PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

กกต.ยันมีอำนาจเต็มแม้หมดวาระ ไม่ใช่การรักษาการในตำแหน่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์18 กันยายน 2556 16:16 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภุชงค์ นุตราวงศ์ (แฟ้มภาพ)

เลขาธิการ กกต. เผย 5 กกต.ประชุมกันแล้ว ยืนยันมีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ม. 232 ในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทุกระดับแม้หมดวาระ ขณะที่คณะกรรมการสรรหาประชุมนัดแรก 20 ก.ย.นี้ 
      
       วันนี้ ( 18 ก.ย.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า สำนักงานกกต.ได้มีหนังสือแจ้งเกี่ยวกับการหมดวาระการดำรงตำแหน่งของ กกต.ชุดปัจจุบันในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อให้เตรียมเรื่องการสรรหาแล้ว และทางสำนักงาน กกต. ก็ได้นำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ภายหลังการครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยที่ประชุม กกต. เห็นว่า กกต. ยังคงมีอำนาจหน้าที่เต็มตามรัฐธรรมนูญมาตรา 232 วรรคสองที่ระบุว่า กกต. ที่พ้นตำแหน่งตามวาระต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากกต.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ไม่ถือเป็นการรักษาการในตำแหน่ง
      
       ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.หลังจากครบวาระในเรื่องของการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น การพิจารณารับรองผล พิจารณาคำร้องคัดค้านต่างๆ จึงเป็นไปตามปกติ ไม่มีปัญหา เว้นแต่เรื่องที่จะมีผลผูกพันต่อ กกต.ชุดใหม่ เช่นเรื่องของการปรับโครงสร้างสำนักงาน การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร หรือการเพิ่มตำแหน่งต่างๆ ซึ่ง กกต.ได้ให้เป็นนโยบายไว้ว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่
      
       อย่างไรก็ตาม ในส่วนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทราบจากทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภาว่า ได้มีการเตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) นัดแรกในวันที่ 20 ก.ย.นี้ เพื่อกำหนดกรอบเวลาในการสรรหาที่กฎหมายกำหนดว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
      
       โดยคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจะประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งทราบว่าเป็นนายกู้เกียรติ สุนทรบุระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ และผู้แทนจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คือนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด
      
       ส่วนการเปิดรับสมัครเบื้องต้นทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภากำหนดไว้ในวันที่ 23-30 ก.ย. ไม่เว้นวันหยุดราชการ และคณะกรรมการสรรหาจะมีการประชุมเพื่อลงมติคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือ 3 คน ในวันที่ 17 ต.ค. ก่อนที่สำนักเลขาธิการวุฒิสภาจะเสนอนำไปรวมกับผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.จากสายที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน เพื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบต่อไป
      
       นายภุชงค์ กล่าวว่า กกต.ยังไม่ได้รับเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ กกต.พิจารณาเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 269 หรือไม่จากกรณีไม่แจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ในประเด็นภรรยาถือครองหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ของทุนจดทะเบียนจริง ขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 ซึ่งในทางปฏิบัติหากได้รับเรื่องแล้วกกต.ก็อาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพราะจะต้องมีความเห็นเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่การตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อหักล้างผลการพิจารณาของป.ป.ช.
      
       อย่างไรก็ตามตามระเบียบสืบสวนของกกต.ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่ากกต.จะต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเวลาเท่าใด แต่เรื่องดังกล่าวสังคมให้ความสนใจและกกต.ชุดนี้เหลือเวลาปฏิบัติหน้าที่ไม่นาน จึงคิดว่าไม่น่าจะใช้เวลาในการพิจารณาก่อนจะส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

"ชัชชาติ" เล็งติดตั้งกล้องวงจรปิดในรถแท็กซี่


18 กันยายน 2556 เวลา 16:55 น. | อ่าน 91
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดติดตั้งกล้องวงจรปิดในรถแท็กซี่ รวมทั้งกำหนดกล้องวงจรปิดให้เป็นอุปกรณ์ประจำรถตามกฎหมาย เช่นเดียวกับมิเตอร์ เพื่อติดตามดูพฤติกรรมของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการเก็บหลักฐาน เพื่อดำเนินคดี ปรับ และจับกุม กรณีที่มีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นในรถ 

ขณะที่ กรมการขนส่งได้ตั้งทีมงานศึกษาความเป็นไปได้ การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดในตัวรถแท็กซี่ เช่น ค่าใช้จ่ายการติดตั้งอุปกรณ์ ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการติดอุปกรณ์ จะให้ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบกับผลการใช้งานในระบบจีพีเอส ซึ่งปัจจุบันกรมการขนส่งมีคำสั่งให้ติดตั้งบนรถโดยสารประจำทางไปแล้วกว่า 400 คัน 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ที่ให้บริการจริง 70,000 คัน แต่มีการยื่นขอจดทะเบียนจำนวน 100,000 คัน 
 
ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวการเมือง

"สั่งอดีตซี 8 ช่วย “หญิงอ้อ” โกงภาษีกลับรับราชการ โกยเงินเดือนย้อนหลัง 7 ปี".

ปลัดคลังลงนามคำสั่งให้ “โมรีรัตน์ บุญญาศิริ” อดีตซี 8 กรมสรรพากร คดีช่วย “หญิงอ้อ” หนีภาษีโอนหุ้นชินฯ กลับเข้ารับราชการ เปิดตำแหน่งเฉพาะ ผอ.สำนักนิติกร 9 รับเกือบ 7 หมื่นต่อเดือน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ปี 49

วันที่ 17 ก.ย. สำนักข่าวอิศราเผยแพร่เอกสารคำสั่งกระทรวงการคลัง เรื่องให้ น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อายุ 53 ปี อดีตนิติกร 8 ว. กรมสรรพากร ซึ่งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลกรณีร่วมกันละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากรคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษต้องคำพิพากษาศาลจำคุก 2 ปี คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ โอนหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ในชื่อของ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี คนรับใช้ จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ให้แก่ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม โดยไม่มีค่าตอบแทน ล่าสุดได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้งแล้วคำสั่งดังกล่าวระบุว่า...

“ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ ๑๑๓๐/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เพิกถอนคำสั่งลงโทษข้าราชการ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ ๖๕๘/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่ลดโทษเป็นปลดนายศิโรฒน์ สวัสดิ์พาณิชย์ นายวิชัย จึงรักเกียรติ นางสาวสุจินดา แสงชมภู และนางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ เป็นต้นไป นั้น

บัดนี้ อ.กพ.กระทรวงการคลังในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ได้มีมติอนุมัติให้กำหนดตำแหน่งเพื่อแต่งตั้ง นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ กลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (นิติกร ๙ บส.) ตำแหน่งเลขที่ ๑๙๖๐๔ (ฉ) สังกัดส่วนกลาง กรมสรรพากร และมีเงื่อนไขว่า “กำหนดเพื่อแต่งตั้ง นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ เป็นการเฉพาะรายและให้ยุบเลิกตำแหน่งนี้เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นไป”

ฉะนั้น อาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๕๗(๕) มาตรา ๗๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๑๕๕๑ คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๕ หนังสือสำนักงาน ก.พ.ด่วนที่สุด ที่ นร.๑๐๐๘.๓.๒/๑๓๖ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ และมติ อ.กพ.กระทรวงการคลัง ครั้งที่ ๓/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ จึงให้ นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ กลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (นิติกร ๙ บส.) ตำแหน่งเลขที่ ๑๙๖๐๔ (ฉ) สังกัดส่วนกลาง กรมสรรพากร รับเงินเดือนในอันดับ ท.๙ ขั้น ๔๗,๘๕๐ บาท และให้ยุบเลิกตำแหน่งนี้เมื่อ นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ พ้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙”

พร้อมระบุหมายเหตุในท้ายคำสั่งว่า : นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ๑๐,๐๐๐ บาท และเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือ สำนักงาน ก.พ.ด่วนที่สุดที่ นร. ๑๐๐๘.๓.๒/๑๓๖ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖


http://astv.mobi/Asci3A8


เจ้าคณะอำเภอกะปงลาสิกขาแล้ว หลังมีข่าวดังและคลิปว่อนในสังคมออนไลน์

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 18 กันยายน 2556 ที่วัดประชุมโยธี(พระอารามหลวง) พระเทพปัญญาโมลี เจ้าคณะจังหวัดพังงา ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้( 18 กันยายน ) พระครูบุญญาภินันท์ หรือ อาจารย์หรีด เจ้าคณะอำเภอกะปง ได้เดินทางมายื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปาโมกข์ ต.ท่านา อ.กะปงและลาออกจากเจ้าคณะอำเภอกะปง พร้อมกับให้ตนเองทำการลาสิกขาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากลาสิกขาแล้วได้สวมใส่ชุดขาวและมีลูกศิษย์มารับออกไปจากวัดโดยไม่ได้แจ้งว่าเดินทางไปไหน โดยเมื่อวานนี้(17 กันยายน) ในช่วงค่ำ หลังจากมีข่าวดังออกไป ทางฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ของจังหวัดพังงาได้ดำเนินการสอบสวน พร้อมขอหลักฐานจากฝ่ายต่างๆมาตรวจสอบดู และได้สอบถามไปยังเจ้าตัว ซึ่งก็นิ่งไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ ต่อมาในช่วง21.00 น.ได้แจ้งว่า จะเดินทางมาพบกับเจ้าคณะจังหวัด หลังจากนั้นก็ได้เข้าพบในในช่วงเวลา 04.00 น. พร้อมกับกล่าวเพียงว่า ตนเองได้หมดวาสนาจะได้อยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป พร้อมกับได้ฝากปัจจัยและงานต่างๆของวัดที่ยังค้างอยู่ ให้คณะสงฆ์ที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป

อาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ หรือ พระครูบุญญาภินันท์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเมืองใต้ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ พระเครื่องและเครื่องราง พระอาจารย์หรีดเป็นที่นิยมมากมา
ประวัติ พระครูบุญญาภินันท์ หรือพระอาจารย์หรีด ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดคีรีเขต อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบทเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2524 ณ วัดศรีนิคม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยพระครูพิริยพงษ์พิทักษ์ เจ้าคณะอำเภอกะปง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูโสภณวิริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดปาโมกข์ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูอินทรคุณูปถัมป์ วัดอินทภูมิ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ต่อมาพระอาจารย์หรีดได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนได้นักธรรมเอกแล้ว ได้เดินทางไปศึกษาด้านสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่วิเวกอาศรม ในสำนักวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพมหานคร โดยมีพระอาสภมหาเถระ เจ้าคุณพระพิมลธรรม พระเทพสิทธิมุนี (โชดก) เป็นพระอาจารย์ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลังจากนั้นได้ธุดงค์วัตรไปอยู่ตามภูเขาเลาเนาไพรทางภาคเหนือ แถบอำเภอจอมทอง อำเภอ ฝาง จำพรรษากับพระอาจารย์บุญช่วย ประมาณ 7 ปี ได้ไปศึกษาเล่าเรียนและเจริญสมาธิภาวนากับ ครูบาธรรมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน เป็นต้น

ต่อมาพระอาจารย์หรีดได้เดินทางกลับภาคใต้ ไปเล่าเรียนวิชากับ พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ วัดถลุงทอง พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ จ.นครศรีธรรมราช ตลอดจนครูบาอาจารย์สายเขาอ้อ ทั้งบรรพชิตและฆราวาส จากนั้นได้มาจำพรรษาอยู่ที่ วัดปาโมกข์ กับพระครูโสภณวิริยาภรณ์ เจ้าอาวาส และเมื่อเจ้าอาวาส มรณภาพลง พระ อาจารย์หรีดได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสในลำดับต่อมา ได้ใช้วิชาความรู้สร้างและพัฒนาวัดป่าโมกข์ให้เจริญรุ่งเรืองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูบุญญาภินันท์” และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอกะปงเมื่อ ปี 2554..........


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

แถลงการณ์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราชปช.


แถลงการณ์
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
พรรคประชาธิปัตย์

เหตุการณ์ที่มีกำลังตำรวจปราบจลาจลกว่า 1,000 นายบุกเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณสี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ. นครศรีธรรมราช เมื่อเช้าวันที่ 16 กันยายนนี้ เพื่อเปิดทางถนนสายเอเชีย 41 ก่อนจะเข้าสลายการชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ทะยอยกันมาสมทบมากขึ้นในเวลาต่อมา เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง นับเป็นสถานการณ์รุนแรงที่สร้างความหวั่นวิตกแก่ประชาชนทั่วไปว่า จะลุกลามบานปลายจนเกิดความสูญเสียมากขึ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง หากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของรัฐมีความละเอียดรอบคอบ และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้อำนาจหักหาญ หรือมุ่งแต่จะยุติการชุมนุมแสดงออกของพี่น้องประชาชนเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพารา กำหนดอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบด้านอยู่แล้ว

กลับมุ่งเน้นแก้ปัญหาในมิติเดียว คือ การพยายามเอาผิดกับผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาของตนเอง และป้ายสีการเคลื่อนไหวของพี่น้องเกษตรกรว่ามีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลอยู่เบื้องหลังภาวการณ์เช่นนี้นอกจากจะทำให้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในบ้านเมืองให้ลุกลามบานปลายไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย รู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ ขอเรียกร้องในเบื้องต้นดังนี้

1)ให้รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติการในพื้นที่ยุติการเผชิญหน้าทุกรูปแบบกับประชาชนและพี่น้องเกษตรกร เพื่อลดความตึงเครียดและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

2)ให้รัฐบาลใช้ความพยายามทุกวิถีทางในทางสันติ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องให้สถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

3)ให้รัฐบาลทบทวนท่าทีและกรอบแนวทางของตนเองต่อการแก้ไขปัญหาราคายางพารา เพราะที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันในวิธีการที่เกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากไม่ยอมรับ อีกทั้งยังปิดกั้นหนทางการพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรเหล่านั้น ดังนั้นรัฐบาลต้องมีกลไกการเจรจาพุดคุยไว้ต่อไป เพราะมีแต่การพูดคุยทำความเข้าใจกันเท่านั้นที่จะพบทางออกและคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งร่วมกันได้

4)ให้รัฐบาลยุติการใช้กลไกของตนเองในการใส่ร้ายป้ายสีการเคลื่อนไหวของพี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อน โดยเฉพาะการกล่าวหาว่า มีนักการเมืองโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ฉวยโอกาสใส่ร้ายเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น

รัฐบาลควรทุ่มเทเวลาไปในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะนับวันปัญหานี้จะขยายขอบเขตออกไปมากขึ้น จากราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ไปสู่ผลผลิตอื่นๆที่ภาวะราคาผลผลิตตกต่ำรอคอยการแก้ไขเยียวยาอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศต้องรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆจากความผิดพลาดในการบริหารและกำหนดมาตรการของรัฐบาลเอง

พวกเราหวังว่า รัฐบาลจะเปิดใจกว้างรับฟังข้อเสนอแนะข้างต้น และทบทวนตนเองเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
พรรคประชาธิปัตย์
16 กันยายน 2556

ปริศนา30ชายฉกรรจ์แทรกมวลชนเผาม็อบยางนคร

แฉกว่า 30 ชายฉกรรจ์แทรกมวลชนเผา และทุบรถตำรวจ เติมเชื้อไฟม็อบที่นครฯ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์16 กันยายน 2556 16:09 น.
        
       นครศรีธรรมราช สมรภูมิ “ควนหนองหงษ์” เดือด! เมื่อ จนท.สลายม็อบใช้ทั้งแก๊สน้ำตา และการยิงปืนข่มขู่ จนเกิดปะทะกับฝ่ายชุมนุมต่อเนื่องมีผู้บาดเจ็บหลายราย เผยมีผู้เห็นชายฉกรรจ์กว่า 30 คน แต่งตัวเลียนชาวสวนแทรกซึมมวลชนลงมือปฏิบัติการเผา และทุบรถตำรวจ ส่งผลให้สถานการณ์มีแนวโน้มยิ่งบานปลาย
       
       เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (16 ก.ย.) ที่บริเวณสี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ได้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมชาวสวนยางซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจล โดยเหตุการณ์ได้เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นวัยรุ่นจำนวนมากได้ยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ มีการยิงแก๊สน้ำตาเป็นระลอกๆ สลับกับกลุ่มวัยรุ่นก็ได้ฮือปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นระลอกๆ เช่นกัน ก่อนที่กลุ่มชาวบ้านจะพากันวิ่งหลบแก๊สน้ำตา ซึ่งเหตุการณ์ได้ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ และมีชาวบ้านทราบชื่อคือ นายจรูญ ยศชู อายุ 40 กว่าปี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ม.2 ต.บ้านตูล อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นชายสติไม่ดีได้ถูกตีที่ศีรษะจนบาดเจ็บ เนื่องจากเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว
       
       และการปะทะกันยังเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอยร่นเข้าไปในสวนยางพาราของชาวบ้าน และล่าสุด ได้มีการเผารถยนต์ 6 ล้อ รถคุมขังผู้ต้องขัง และรถยนต์ 191 อีกหลายคัน โดยชาวบ้านระบุว่า การเผารถเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เผาเอง และสร้างสถานการณ์ว่าเป็นฝีมือของชาวบ้าน โดยมีการได้รับบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย
       
       ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน อัดเจ้าหน้าที่เป็นคนยิง
       
       อย่างไรก็ตาม ในช่วงเหตุการณ์ชุลมุนนั้น ได้มีการใช้อาวุธปืน และเข้าทำลายทรัพย์สิน โดยเป็นร้านเสริมสวยซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแยกควนหนองหงษ์ เจ้าหน้าที่ได้เข้าทุบทำลายรถจักรยานยนต์ โดยมีกระบองปราบจลาจลหักทิ้งไว้เป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ นอกจากนั้น ยังมีการยิงปืนเข้าไปในร้านจนประตูร้าน และทรัพย์สินในร้านได้รับความเสียหาย โดยสามารถเก็บหัวกระสุนไว้ได้ และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อคือ นายสมนาม ราชรงค์ ถูกกระสุนปืนบริเวณต้นขา โดยผู้ชุมนุมได้เก็บหลักฐานเป็นปลอกกระสุนปืนไว้ได้เช่นเดียวกัน
       
       นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนกว่า 30 คน ใช้ผ้าปิดหน้า และโพกศีรษะ แต่งกายเหมือนชาวสวนยาง ซึ่งกลุ่มลูกขวานลอยลมที่มาร่วมชุมนุม และทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ในพื้นที่ชุมนุมยืนยันว่าไม่รู้จัก โดยชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้เข้ามาก่อเหตุเผารถ จำนวน 3 คัน ที่จอดอยู่หน้าป้อมยาม ใกล้กับรถคันแรกที่ถูกเผา โดยได้เข็นรถคันดังกล่าวมาเผาบนถนน และหลังจากเผาเสร็จกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวก็แทรกซึมไปกับมวลชนในพื้นที่ และหายตัวไป