PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (อีกครั้ง): ประชาธิปไตยไทยเติบโต-หนทางแปรวิกฤตเป็นโอกาส

Mon, 2013-10-14 19:54


14 ต.ค. 56  มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาปันปรีดี พนมยงค์, สถาบันพระปกเกล้า, เครื่อข่ายองค์กรประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมจัดงานรำลึก 14 ตุลาคม 2516  โดยในงานนี้มีการปาฐกถาของอดีตผู้นำนักศึกษา 2 คน คือ ธีรยุทธ บุญมี (อ่านที่นี่) และเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งสำหรับเสกสรรค์ นับเป็นการปาถกฐาต่อเนื่องเป็นงานที่ 2 ซึ่งในปีนี้จัดโดยต่างเจ้าภาพเพื่อรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ (อ่านปาฐกถางานแรก)
“ถ้าเรามองโลกเชิงบวกสักหน่อย ก็จะพบว่าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสายตาของคนบางกลุ่มบางคน สังคมไทยกลับมีความคืบหน้ามากขึ้นในการทำความฝันเดือนตุลาให้ปรากฏเป็นจริง
ใช่หรือไม่ว่าหลายปีมานี้ การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทอย่างสูงในการผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยในทุกสาขาคำนิยาม

ใช่หรือไม่ว่าในระยะหลัง ๆ การเมืองมวลชนก็มีบทบาททำให้การเลือกตั้งและระบบรัฐสภามีความหมายมากขึ้น โดยกดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว และรัฐต้องมีนโยบายกระจายความเป็นธรรม
พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นนำน้อยลง ขณะที่เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่การเติบโตของประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรใช่

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะก้าวรุดหน้าไปบนหนทางประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผลิตความขัดแย้งยังคงมีอยู่ และชะตากรรมของประเทศจะขึ้นต่อความสามารถของเราในการจัดการความขัดแย้งที่สำคัญ ๆ
ในความเห็นของผม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตย อาจจัดได้เป็น2กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกได้แก่เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากันและมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน
เงื่อนไขในกลุ่มต่อมา  เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักของกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมแบบไร้พรมแดน  ซึ่งทำให้รัฐไทยมีพื้นที่น้อยลงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และระบอบประชาธิปไตยถูกลดอำนาจในการกำหนดนโยบาย” ส่วนหนึ่งในปาฐกถา
อ่านรายละเอียดด้านล่าง
000000

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
วันนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว นักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนเรือนแสนจากทุกชั้นชนและหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำย่ำยีประเทศชาติมานานนับทศวรรษ การต่อสู้ครั้งนั้นนับเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่สุดของปวงชนชาวไทย  ที่ยืนยันว่าเราต้องการสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนไทยได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่าต้องการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’ ขึ้น เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ดังกล่าว จึงนับเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่เราจะได้มาทบทวนกันว่าความฝันเมื่อปี 2516  ได้ปรากฏเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ก่อนอื่น ผมอยากจะเน้นย้ำว่าการต่อสู้ 14 ตุลาคมมิได้เป็นการปะทะกันโดยบังเอิญระหว่างผู้ผูกขาดอำนาจการปกครองกับมวลชนอันไพศาล  หากเป็นการดิ้นรนหาทางออกจากคืนวันอันมืดมิดของประชาชนในทุกครรลองชีวิต  ยามที่ทั้งประเทศถูกพันธนาการ ทุกผู้ทุกนามย่อมได้รับผลกระทบ แต่ละหมู่เหล่าย่อมฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า แม้ว่าโดยรูปธรรมแล้วความฝันเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกัน
พูดให้ชัดเจนขึ้นคือ ประชาชนแต่ละชนชั้นและชั้นชนต่างก็มีเหตุผลของตนในการต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย
อันดับแรก ใช่หรือไม่ว่าภายใต้ระบอบเผด็จการ นักศึกษาปัญญาชนและนักวิชาการล้วนถูกปฏิเสธพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งทำชีวิตทางทางปัญญาของพวกเขาปราศจากคุณค่าและความหมาย
ต่อมา คนชั้นกลางที่เริ่มมีการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ ย่อมไม่ต้องการเป็นสัตว์เลี้ยงในคอกของผู้ปกครองอีกต่อไป  หากอยากมีสิทธิเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจ และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ชนชั้นกรรมกรซึ่งถูกใช้เป็นต้นทุนราคาถูกสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม  ย่อมฝันถึงวันที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นคน  หลายปีภายใต้ระบอบเผด็จการ รัฐบาลไม่เคยกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ  ครั้นเริ่มมีสิ่งนี้เมื่อต้นปี 2516  มันก็ต่ำกว่าค่าครองชีพจริงถึง 2 เท่า
กล่าวสำหรับชาวนาในสมัยนั้น  จำนวนไม่น้อยเพิ่งสูญเสียที่ดินทำกิน เนื่องจากภาระหนี้สินซึ่งเกิดจากนโยบายกดราคาข้าวของรัฐ  ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยสำหรับพวกเขาจึงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ หากหมายถึงโอกาสที่จะถามหาความเป็นธรรม
และพูดก็พูดเถอะภายใต้ระบอบเผด็จการ แม้แต่ชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ นายธนาคาร หรือพ่อค้า ก็หาได้มีอิสรภาพเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจของตน  เพราะส่วนไม่น้อยของรายได้ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าคุ้มครอง
แน่นอน ถ้าเราถอดรหัสความฝันเหล่านี้ออกมาเป็นคุณค่าทางการเมือง  ก็จะพบว่าปรารถนาของผู้คนหลายหมู่เหล่าล้วนรวมศูนย์ล้อมรอบจินตนาการว่าด้วยเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม  ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้จากระบอบอำนาจนิยม
ถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงหันมาฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย  คำตอบมีอยู่ว่าเพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้ด้วยพลังของตนเอง
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยวิธีการกับจุดหมายสามารถเชื่อมร้อยเป็นเนื้อเดียว  ไม่ว่าจะเป็นการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ  หรือการเดินขบวนสำแดงกำลัง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ไม่เพียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ  หากยังเป็นการแสดงออกซึ่งความเท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคม  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันคือเสรีภาพที่ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ในความเห็นของผม เราจำเป็นต้องวัดความคืบหน้าของประชาธิปไตยด้วยบรรทัดฐานนี้  ตราบใดที่ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ สามารถใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเป็นเวทีแก้ปัญหาและยกระดับชีวิตของพวกเขาได้ ตราบนั้นเราคงต้องถือว่าระบอบการเมืองกำลังทำงานได้ดี
ในทางกลับกัน ถ้าความยากลำบากของประชาชนถูกมองข้าม  อำนาจต่อรองของผู้คนจำนวนมากถูกจำกัด หรือพื้นที่ทางการเมืองของพวกเขาถูกปฏิเสธ ก็แสดงว่าระบอบการเมืองเองกำลังมีปัญหา  ไม่ว่าระบอบนั้นจะชูธงประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
เช่นนี้แล้ว 40 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเช่นใด
อันที่จริง ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาธิปไตยอยู่ในสภาพที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กระทั่งล้มลุกคลุกคลานจนแทบไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่การต่อสู้ในเดือนตุลาคม 2516 ได้สั่นคลอนระบอบเก่าอย่างถึงราก และทำให้ลัทธิเผด็จการไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างยาวนานหรือเต็มรูป
แน่นอน สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไร้เสถียรภาพ เกิดจากความพยายามของชนชั้นปกครองเก่าที่จะทวงอำนาจกลับคืนมาด้วยเหตุดังนี้ การเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนาและนักศึกษาในช่วงหลัง 14 ตุลาคมจึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง  ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว  มันคือการใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องความเป็นธรรมของชนชั้นผู้เสียเปรียบ หลังจากถูกกดขี่เหยียบย่ำมานาน
จริงอยู่ บ้านเมืองในช่วงนั้นอาจจะดูระส่ำระสายไร้ระเบียบอยู่บ้าง แต่ถ้าประเทศไทยให้เวลาตัวเองอีกสักหน่อย ก็จะเข้าใจได้ว่านั่นก็เป็นเพราะส่วนยอดของระเบียบอำนาจเก่าได้ล้มลงในชั่วเวลาข้ามคืน ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจน  อันนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกันทั่วโลกยามเมื่อระบอบเผด็จการถูกโค่นลง
มองจากมุมนี้ การปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาประชาชนและรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงไม่เพียงเป็นบาดแผลของแผ่นดินเท่านั้น หากยังทำลายโอกาสของประเทศไทยในการที่จะเชื่อมร้อยการเมืองมวลชนเข้ากับการทำงานของระบบรัฐสภา
จากนั้นเรายังต้องรบกันเองอีกหลายปี  กว่าสงครามประชาชนจะสงบลงและประเทศไทยค่อยๆกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง  เวลาก็ผ่านไปแล้วราวหนึ่งทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม การกลับสู่ประชาธิปไตยโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 มีความแตกต่างจากการต่อสู้ในปี 2516 อย่างมีนัยยะสำคัญ  ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่จำกัดมาก  และถูกกำหนดเงื่อนไขจากศูนย์อำนาจเดิม
อันนี้หมายถึงว่าฐานะการนำของชนชั้นนำภาครัฐยังคงถูกรักษาไว้  และแม้ว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็แทบไม่มีพื้นที่อันใดสำหรับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการตัดสินใจ  กระทั่งการเลือกตั้งก็มีความหมายเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะผู้นำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและไม่จำเป็นต้องได้รับเลือกจากประชาชน
สภาพดังกล่าวได้ส่งผลต่อบุคลิกลักษณะของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใหญ่หลวง  เพราะพวกเขาถูกตัดโอกาสที่จะพัฒนาตนเป็นผู้นำเสียแล้วตั้งแต่ต้น  ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถแน่ใจได้ว่านักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนหรือเป็นแค่บริวารของผู้นำกองทัพ
ยิ่งไปกว่านี้ ในระยะดังกล่าว นักการเมืองจำนวนไม่น้อยยังเติบโตมาจากนักธุรกิจในท้องถิ่นหรือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ฐานเสียง พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเขาทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นการเมืองแบบเจ้าพ่อ และเวทีการเมืองก็เป็นเพียงโอกาสขยายธุรกิจและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้คน
ขณะเดียวกัน กองกำลังประชาธิปไตยที่เคยขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยอย่างนักศึกษาปัญญาชน และกรรมกร ชาวนา  ต่างก็อ่อนพลังลงเพราะความผันผวนของประวัติศาสตร์ที่พวกตนพยายามขับเคลื่อน  ทำให้บรรยากาศทางสังคมดูเหมือนสงบสันติ  ปราศจากทั้งปัญหาและการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระหว่างทศวรรษที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ระบอบการเมืองในประเทศไทยจะดูเหมือนซอยเท้าอยู่กับที่และมีภาพปรากฏเป็นเสถียรภาพ  แต่ตัวสังคมไทยเองกลับเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น
สภาพเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการสะสมตัวเงียบ ๆ ของแรงกดดันใหม่ทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อเส้นทางเดินของประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
อันดับแรกคือการแย่งชิงฐานะการนำในพันธมิตรการปกครอง ระหว่างชนชั้นนำจากภาคธุรกิจกับชนชั้นนำภาครัฐที่กุมอำนาจมาแต่เดิม  ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นประเด็น  แต่เมื่อทุนนิยมอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น  ย่อมทำให้ฐานทางเศรษฐกิจสังคมของระบอบการเมืองเปลี่ยนไป รวมทั้งฐานคิดของนักการเมืองบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ทำให้ความกลัวฝ่ายซ้ายของชนชั้นนายทุนเริ่มหมดไปจากฉากหลังทางการเมืองด้วย อันนี้ทำให้บทบาทของกองทัพและแนวคิดขวาจัดมีพลังลดน้อยถอยลง  นักการเมืองที่มาจากภาคธุรกิจเริ่มแสดงความต้องการที่จะขึ้นกุมอำนาจโดยตรงอย่างเปิดเผยมากขึ้น  แทนที่จะยอมเป็นแค่หางเครื่องของผู้นำกองทัพและผู้บริหารระบบราชการ
แต่ก็น่าเสียดายที่นักการเมืองจำนวนมากที่เติบโตมาในช่วงนี้เคยชินแต่การรับบทพระรอง ดังนั้นจึงไม่สามารถสถาปนาอำนาจการนำขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้หยั่งรากขยายตัว
รัฐบาลชุดแรกที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นรัฐบาลที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด นักการเมืองถูกติฉินนินทาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จนกระทั่งกลายเป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและระบอบการเมืองที่ดูคล้ายประชาธิปไตย ในที่สุดเงื่อนไขในการทวงอำนาจคืนของชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการก็สุกงอม
ในเบื้องแรก ผลที่ออกมาจากความขัดแย้งดังกล่าว คือรัฐประหาร 2534  ซึ่งเป็นการฟื้นฐานะการเมืองของชนชั้นนำภาครัฐ  พวกเขาต้องการพาประเทศไทยกลับไปยังปี 2521 อันเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ  และอยากให้นักการเมืองมาช่วยตกแต่งหน้าร้านเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ตอนนั้นโลกได้เปลี่ยนไปไกลแล้ว และเงื่อนไขในการสร้างรัฐบาลทหารโดยมีนักการเมืองผสมก็จางหายไปเช่นกัน
ด้วยเหตุดังนี้ ภายในเวลาเพียงปีเดียว  การสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพโดยผ่านกลไกรัฐสภาจึงถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535 จากนั้นจึงนำไปสู่กระแสปฏิรูปการเมือง และรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในระหว่างนี้เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคมเท่ากับถูกนำมายืนยันอย่างมีพลังอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การช่วงชิงฐานะนำในศูนย์อำนาจระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้  หากจะหวนกลับมาอีกในบริบทที่ต่างไปจากเดิม
อันดับต่อมา แรงกดดันอีกแบบหนึ่งที่สะสมตัวขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2 ต่อเนื่องกับต้นทศวรรษที่ 3 หลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม คือความไม่พอใจของชนชั้นล่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและสังคม
กล่าวคือในขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นและนำไปสู่ความมั่งคั่งขยายตัวของทั้งชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมือง  แต่การเติบโตอันเดียวกันนี้ก็ได้นำไปสู่ความอับจนเสียเปรียบของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งผู้สูญเสียฐานทรัพยากรในการประกอบอาชีพ  ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล  ผู้พ่ายแพ้เสียเปรียบในตลาดเสรี  ไปจนถึงชุมชนคนชายขอบอีกหลายประเภทที่ขาดเงื่อนไขในการพยุงชีวิตให้สมศักดิ์ศรีความเป็นคน
พูดอีกแบบหนึ่งคือในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ช่องว่างระหว่างชนชั้นนับวันยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และช่องว่างนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ หากยังเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำในเรื่องพื้นที่ทางการเมือง และโอกาสเข้าถึงอำนาจรัฐ   ความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา  สวัสดิการทางการแพทย์ และเงื่อนไขอีกหลาย ๆ อย่างสำหรับการมีชีวิตที่ดี
แน่นอน ประชาชนหลายหมู่เหล่าเชื่อว่าชะตากรรมของพวกเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐกับทุน  ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้เดือดร้อนต่างๆจึงเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่เหลือเชื่อ แม้ว่าผู้ที่พวกเขาหันมาเผชิญหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ยกตัวอย่างเช่นในปี 2538 เพียงปีเดียว มีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านถึงกว่า 700 ครั้ง (ประภาส  ปิ่นตบแต่ง/ การเมืองบนท้องถนนฯ /2541)
ผมคงไม่ต้องพูดย้ำก็ได้ว่าการชุมนุมประท้วงเหล่านี้  บ่อยครั้งได้นำไปสู่การปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน  กระทั่งมีกรณีที่ประชาชนต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้นำการต่อสู้หลายคนได้ถูกลอบสังหารหรือถูกคุกคามทำร้าย โดยส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
ดังนั้นเราจึงอาจพูดได้ว่าแม้การต่อสู้ 14 ตุลาคมจะผ่านไปถึงกว่า 20 ปีแล้ว และการมีสิทธิเสรีภาพกำลังกลายเรื่องธรรมดาในหมู่คนชั้นกลางแห่งเมืองหลวง แต่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศไทย  ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมกลับยังไม่ปรากฏเป็นจริง
ตรงกันข้าม หลายครั้งที่พยายามยืนยันความฝันเหล่านั้น พวกเขากลับต้องพบกับกระบองของเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจ กระทั่งบางทีก็ต้องวิงวอนขอความเมตตาด้วยใบหน้าที่อาบเลือดและน้ำตา ภาพย่อของ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ หรือแม้แต่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยโลกไม่ทันสังเกตหรือให้ความสนใจ  โดยเฉพาะโลกของคนที่ได้เปรียบจากแผนพัฒนาประเทศและการขยายตัวของทุนนิยม

แน่นอน สภาพที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลำพังประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการแก้ปัญหาหรือสนองความใฝ่ฝันของประชาชนได้ครบทุกหมู่เหล่า
ต่อให้ผู้นำกองทัพหรือชนชั้นนำจากระบบราชการกลับคืนสู่กรมกอง นักการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังพอใจอยู่กับการเป็นแค่นักเลือกตั้ง ที่หมกมุ่นอยู่กับการต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันเอง มากกว่าเป็นผู้นำการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ หรือเป็นรัฐบุรุษที่ทำทุกอย่างเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน
เช่นนี้แล้ว สถานการณ์การเมืองในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ยามนั้นกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มพัดมาแรง ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมในการเผชิญกับสภาวะแปลกใหม่ แต่ใครเล่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้
พูดก็พูดเถอะ ในห้วงหนึ่งมันเป็นสถานการณ์ที่ชวนคับแค้นใจยิ่ง เพราะเราเพิ่งปฏิเสธระบอบอำนาจนิยมมาหมาด ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตั้งความหวังไว้กับระบอบประชาธิปไตยแบบเจ้าพ่อได้
ดังนั้น ผู้ห่วงใยบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มคิดถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งในปณิธานดังกล่าว มีแนวคิดที่จะหนุนเสริมการทำงานของระบบรัฐสภาด้วยการเมืองภาคประชาชน หรือประชาธิปไตยทางตรงรวมอยู่ด้วย
ถามว่าแล้วทำไมที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวผ่านระบบพรรคการเมือง หรืออาศัยนักการเมืองจากพื้นที่ของตนช่วยขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบสนองหรือช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขา
ในความเห็นของผม เหตุผลที่ทำให้ความหวังดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงมาจากหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเจนคือนักการเมืองจำนวนมากมีฐานะเป็นเจ้าของเครือข่ายผลประโยชน์ซึ่งก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน  ดังนั้นมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นผู้ปัดเป่าความเดือดร้อนเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่มองเห็นได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหายไปของพื้นที่สำหรับพรรคการเมืองแบบทางเลือกในตัวระบบรัฐสภาเอง
ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  พรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบสังคมนิยมหรือแบบรัฐสวัสดิการล้วนถูกทำให้เป็นองค์กรผิดกฎหมาย  ครั้นต่อมาเมื่อสงครามอุดมการณ์สิ้นสุดลง ระบบทุนนิยมในประเทศไทยก็หยั่งรากแน่นจนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้องผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน มิหนำซ้ำผลประโยชน์ของทุนยังถูกยกระดับขึ้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งโดยรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้ว่าสภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่มีพรรคการเมืองที่เข้าข้างพวกเขาอยู่ในรัฐสภาเลย ยกเว้นนักการเมืองบางท่านที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบ  ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเกินกว่าจะสร้างผลสะเทือนในเชิงนโยบาย
ดังนั้น ประเด็นจึงต้องย้อนกลับมาสู่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือเชื่อมโยงจุดหมายกับวิธีการเข้าหากัน
ประชาชนจะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองของตัวเองโดยตรง และสามารถแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองของพวกเขาปรากฏเป็นจริง รวมทั้งความเป็นธรรมที่พวกเขาปรารถนาก็ต้องอาศัยพลังของตนขับเคลื่อนผลักดันเอาเอง
พูดกันตามความจริง  กลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวในรูปของการเมืองภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีความคิดไปไกลถึงขั้นล้มระบบทุนนิยม  และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโค่นอำนาจรัฐ พวกเขาเพียงแต่อยากอยู่นอกเขตอิทธิพลของตลาดเสรี  และขอเงื่อนไขสำหรับความอยู่รอดบ้าง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน ความปลอดภัยจากมลภาวะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม  หรือสิทธิในการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ อย่างสายน้ำ ป่าเขา และฝั่งทะเล
เดิมทีเดียวพี่น้องเหล่านี้เพียงขอให้รัฐคุ้มครองพวกเขาด้วย แทนที่จะปล่อยให้ทุนเป็นฝ่ายรุกชิงพื้นที่ได้ทุกหนแห่ง แต่ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดว่ารัฐกับทุนแยกกันไม่ออก จุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน  ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือให้รัฐเกื้อหนุนทุนน้อยลง และสงวนพื้นที่บางแห่งเอาไว้ให้พวกเขาดูแลชีวิตของตนเอง
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นการต่อสู้ในลักษณะป้องกันตัวของชนชั้นที่ถูกทอดทิ้ง มากกว่าเป็นความเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ต้องการมีฐานะในศูนย์อำนาจส่วนกลาง
กระนั้นก็ดีในโลกทัศน์ที่ดูเหมือนแลไปข้างหลัง  พวกเขายังมีแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างสังคม เพราะนั่นเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนเองมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี และสมศักดิ์ศรีความเป็นคน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนในช่วงนี้ได้ส่งผลต่อกระบวนการปฏิรูปการเมืองพอสมควร เพราะมันเป็นพลังที่ขับเคลื่อนในเรื่องสิทธิเสรีภาพสืบต่อจากการต่อสู้ 14 ตุลาคม นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นขบวนการเมืองที่ริเริ่มเรื่องสิทธิชุมชน  ตลอดจนเรียกร้องให้มีการเคารพอัตลักษณ์ตัวตนของชนชาติกลุ่มน้อย
ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ฐานะของการเมืองภาคประชาชนจึงได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก  พร้อมทั้งบทบัญญัติที่ยืนยันทิศทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยืนยันสิทธิทางการเมืองของประชาชนและสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ  สภาพดูเหมือนว่าจากนี้ไป กลุ่มชนที่เสียเปรียบและต่ำต้อยทางสังคมจะสามารถใช้กระบวนทางการเมืองมากอบกู้ความเป็นธรรมได้
แต่ก็อีกนั่นแหละ รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองมิได้ถูกออกแบบให้มาคุ้มครองคนเสียเปรียบอย่างเดียว หากยังแอบยกฐานะเศรษฐกิจทุนนิยมและกลไกตลาดเสรีขึ้นมาเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 87
อันนี้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่พูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้มากมาย เสรีภาพในการเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจนอกกรอบทุนนิยมกลับถูกหักล้างไปโดยสิ้นเชิง
ทั้ง ๆ ที่กลไกตลาดเสรีนั้นเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในประเทศไทยถ่างกว้างอย่างรวดเร็ว  และการปฏิรูปสังคมในระดับรากฐานแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่แตะต้องโครงสร้างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่  สถานการณ์ของบ้านเมืองยิ่งทวีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดในระยะถัดมา
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตใช้เวลาทบทวนความเป็นมาสักเล็กน้อย
อันดับแรก ความล้มเหลวของนักการเมืองรุ่นเก่าในการดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตมากับกระแสโลกาภิวัตน์และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกมากกว่า  ไม่ต้องการปล่อยให้ชนชั้นนำจากท้องถิ่นหรือนักการเมืองอาชีพเหล่านี้มีฐานะนำในศูนย์อำนาจอีกต่อไป
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือพวกเขาต้องการขึ้นมาบริหารบ้านเมืองด้วยตัวเอง
แน่นอน ลำพังแค่นี้ก็คงไม่ใช่อะไรใหม่มากนัก  แต่เงื่อนไขที่ทำให้การก้าวขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจต่างไปจากเดิมคือ พวกเขาขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540  ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้มากเป็นพิเศษ อีกทั้งมีข้อกำหนดหลายอย่างที่ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จำนวนน้อย  โดยหวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความเข้มแข็งมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งพรรคการเมืองเป็นผู้นำเสนอบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อประชาชนทั้งประเทศ   ยิ่งทำให้ฐานความชอบธรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับชัยชนะมีลักษณะกว้างขวางกว่าก่อนหน้านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานความชอบธรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกวางตัวไว้เป็นหมายเลขหนึ่งของบัญชีรายชื่อ เพราะมันเท่ากับว่าคนส่วนใหญ่เลือกเขาขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ถามว่าแล้วประชาชนเล่าได้อะไรบ้างจากการปฏิรูปการเมืองในทิศทางนี้
ในความเห็นของผม คำตอบที่สั้นและชัดเจนที่สุดคือได้อำนาจต่อรองเพิ่ม  ทั้งนี้เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ด้วยระบบสัดส่วนถือเอาทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง  พรรคการเมืองที่อยู่ในสนามแข่งขันแทบไม่อาจหาเสียงด้วยวิธีอื่น นอกจากต้องเสนอนโยบายที่โดนใจผู้คน
สิ่งที่เป็นความฉลาดของกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาในเวทีการเมืองคือพวกเขาเข้าใจเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปเหล่านี้มากกว่านักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งเคยชินกับการให้สัญญาเชิงอุปถัมภ์หรือปฏิญาณตนแบบลม ๆ แล้ง ๆ มากกว่าการสร้างนโยบายที่จับต้องได้และตรงกับประเด็นปัญหา
ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2544 จึงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ยับเยินของพรรคการเมืองที่มีมาแต่เดิม  และชัยชนะอันงดงามของพรรคการเมืองที่ชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจก่อตั้งขึ้น
การที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้เสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรนั้นนับเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐสภาไทย แต่ที่สำคัญกว่าและมีนัยยะทางการเมืองกว้างไกลกว่าคือการก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชนจำนวนมหาศาลโดยผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม
หรือพูดให้ชัดขึ้นคือการก่อตัวของพันธมิตรทางชนชั้นอันเหลือเชื่อระหว่างกลุ่มทุนใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์กับเกษตรกรในชนบทซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่สุดในสนามเลือกตั้งของไทย
กล่าวสำหรับประเด็นนี้ เราคงต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนใหม่เป็นผู้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในชนบทและหัวเมืองต่างจังหวัดก่อนใคร ๆ พวกเขามองเห็นว่าชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อพยพเข้าเมืองได้แปรสภาพเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปหมดแล้ว  พี่น้องในต่างจังหวัดเหล่านั้นล้วนทำการผลิตในเชิงพาณิชย์และจำเป็นต้องอยู่กับตลาดทุนนิยม  แต่ก็เป็นผู้เล่นที่เสียเปรียบอย่างยิ่งภายใต้กลไกตลาดเสรี
ดังนั้นชนชั้นกลางใหม่ในชนบทจึงต้องการนโยบายรัฐมาหนุนช่วยหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน การตัดวงจรหนี้สิน มาจนถึงการคุ้มครองราคาผลผลิตทางเกษตรที่พวกเขาฝากชีวิตเอาไว้

สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในตลาดเสรี  การแสวงหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้เลย หากปราศจากอำนาจต่อรองในทางการเมือง
แต่ก็แน่ละ  นโยบายแบบนี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางรุ่นเก่าในเมืองหลวง ซึ่งไม่มีใครช่วยก็รวยได้ เพราะมีกลไกตลาดคอยดีดเงินเข้ากระเป๋าอยู่แล้ว ความแตกต่างดังกล่าวต่อไปจะมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตามมา
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้  การเลือกตั้งในช่วงหลัง 2540 จึงไม่เพียงเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนใหม่เท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่แสดงตัวตนและสำแดงน้ำหนักทางการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทด้วย  และด้วยสาเหตุดังกล่าว มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนในชนบทเหล่านั้นจะโกรธแค้นน้อยใจ เมื่อพื้นที่และทางออกจากความเสียเปรียบเพียงทางเดียวของพวกเขาถูกทำลายลงโดยรัฐประหารในปี 2549
ในทัศนะของผม สถานการณ์ข้างต้นคือที่มาทางเศรษฐกิจสังคมของการเมืองแบบเสื้อสีและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ผมคิดว่าจะเพ่งมองแต่ความแตกแยกของผู้คนในสังคมไทยเพียงด้านเดียว คงไม่ได้ เพราะถ้าพิจารณาจากมุมของประชาธิปไตยแล้ว นับว่ามีพัฒนาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนพยายามถอยห่างจากการเมืองภาคตัวแทน และต่อรองจากจุดยืนอิสระ  การเมืองมวลชนของชนชั้นกลางใหม่กลับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาด้วยการใช้การเมืองภาคตัวแทนช่วยต่อรองในระดับนโยบาย
ในความเห็นของผม กระบวนการดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าใกล้ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมอีกสักก้าวสองก้าว ทั้งนี้เนื่องจากมันจะช่วยลดทอนช่องว่างทางชนชั้น โดยเฉพาะช่องว่างในเรื่องอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การลดช่องว่างในด้านรายได้
ในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อไปไม่น้อย ในการพยายามผลักระบอบอำนาจนิยมให้ออกจากเวทีประวัติศาสตร์  และขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้สามารถตอบโจทย์ต่าง ๆ ของประชาชน
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องเลอะเทอะทางตรรกะที่จะคิดว่าประชาธิปไตยสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องต่อสู้ หรือเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาจากข้างบนลงมา
อันที่จริง ถ้าเรามองโลกเชิงบวกสักหน่อย ก็จะพบว่าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสายตาของคนบางกลุ่มบางคน สังคมไทยกลับมีความคืบหน้ามากขึ้นในการทำความฝันเดือนตุลาให้ปรากฏเป็นจริง
ใช่หรือไม่ว่าหลายปีมานี้ การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทอย่างสูงในการผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยในทุกสาขาคำนิยาม

ใช่หรือไม่ว่าในระยะหลัง ๆ การเมืองมวลชนก็มีบทบาททำให้การเลือกตั้งและระบบรัฐสภามีความหมายมากขึ้น โดยกดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว และรัฐต้องมีนโยบายกระจายความเป็นธรรม
พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นนำน้อยลง ขณะที่เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่การเติบโตของประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรใช่

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะก้าวรุดหน้าไปบนหนทางประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผลิตความขัดแย้งยังคงมีอยู่ และชะตากรรมของประเทศจะขึ้นต่อความสามารถของเราในการจัดการความขัดแย้งที่สำคัญ ๆ
ในความเห็นของผม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตย อาจจัดได้เป็น2กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกได้แก่เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากันและมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน
เงื่อนไขในกลุ่มต่อมา  เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักของกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมแบบไร้พรมแดน  ซึ่งทำให้รัฐไทยมีพื้นที่น้อยลงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และระบอบประชาธิปไตยถูกลดอำนาจในการกำหนดนโยบาย
ขณะเดียวกันเงื่อนไขดังกล่าวยิ่งส่งผลให้ความแตกต่างทางชนชั้นขยายกว้างออกไปอีกจนเกือบจะควบคุมไม่ได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
แน่นอน ความแตกต่างทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย  แต่ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าความแตกต่างที่นับวันยิ่งขยายกว้างนี้ ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีมุมมองและมีระดับความภักดีต่อประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน
ชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมืองหลวงมองการเมืองแบบหนึ่ง กรรมกรอุตสาหกรรมมองอีกแบบหนึ่ง  ในขณะที่คนชั้นกลางใหม่ในภาคเกษตรกรรมก็มีมุมมองต่อประชาธิปไตยของตนเอง  และชาวบ้านในชุมชนชายขอบก็เช่นเดียวกัน
ที่น่าหนักใจคือ  ทัศนะที่เพาะตัวขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่สุดขั้วมักเป็นทัศนะที่ยากจะไกล่เกลี่ยประนีประนอม  เพราะมันผูกติดอยู่กับเดิมพันเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นแกนชีวิตของแต่ละฝ่าย  ในเงื่อนไขดังกล่าวบรรยากาศเสรีนิยมจึงเกิดขึ้นได้ยาก  และความขัดแย้งทางความคิดก็มักนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง กระทั่งในบางกรณี ถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง
ยกตัวอย่างเช่นในปี 2549 ในขณะที่ชนชั้นกลางใหม่ในชนบทกำลังตื่นเต้นยินดีกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล คนชั้นกลางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกวิตกกังวลในสิ่งที่เรียกว่าประเด็นคุณธรรมของฝ่ายบริหาร
รวมทั้งรู้สึกหวั่นไหวเกี่ยวกับฐานะของตน เพราะเห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกาของระบบตลาดเสรี  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บางส่วนจึงถึงกับเต็มใจให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์นองเลือดในปี 2553 ก็มาจากความคิดเห็นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงนั้นเห็นว่ารัฐบาลมีที่มาไม่ชอบธรรม  อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกชนชั้นที่เหนือกว่าข่มเหงรังแกตามอำเภอใจ
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่ามีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทั้งสิ้น ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วคือที่มาของความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสงครามประชาชนในชนบท  มาจนถึงกรณีกระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริงที่ราชประสงค์
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่มีทางจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้เลย ถ้าหากไม่มีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ช่องว่างทางชนชั้นเหล่านี้ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงไม่ลดลง หากยังเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ตัวเลขจากปี 2552 ระบุว่ารายได้ของคน 20 เปอร์เซนต์แรกที่อยู่ลำดับสูงสุดกับคน 20 เปอร์เซนต์ที่อยู่ข้างล่างสุดห่างไกลกันถึง 13.2 เท่า (มติชน 6 พค.52) และคน 10 เปอร์เซนต์ที่รวยสุดเป็นเจ้าของสินทรัพย์มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนชั้นล่างสุด 10 เปอร์เซนต์ได้ส่วนแบ่งไปแค่ 3.9 เปอร์เซนต์ (มติชน 5 ตค.52)
    และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้อีก ดังจะเห็นได้จากการค้นคว้าของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งพบว่า 42 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนเพียงสามหมื่นห้าพันคน จากจำนวนประชากรราว 64 ล้านคน (ผาสุก พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
    ล่าสุด นิตยสารฟอร์บส์ได้เปิดเผยรายชื่อมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของประเทศไทย ปรากฏว่าคนจำนวนหยิบมือเดียวเหล่านี้เป็นเจ้าของมูลค่าความมั่งคั่งรวมกันแล้วกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซนต์ของจีดีพี  นอกจากนี้ 44 คนในจำนวนดังกล่าวยังมีความมั่งคั่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา (โพสต์ทูเดย์ 4 กค. 56)
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ดังรายงานของธนาคาร UBS ร่วมกับสถาบันแห่งหนึ่งสำรวจพบว่าเศรษฐีไทยที่มีเงินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (960 ล้านบาท) มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีกลายนี้ 15.2 เปอร์เซนต์  หรือเพิ่มจาก 625 คนเป็น 720 คน คนเหล่านี้เป็นเจ้าของสินทรัพย์รวมมูลค่าแล้ว 110,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีกลาย 520,000 ล้านบาท (ไทยรัฐ  23 กย.56)

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราหันมามองชีวิตของเกษตรกรไทย ก็จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีรายได้ทั้งปีเพียง114,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตและรายจ่ายด้านอุปโภคออกแล้ว กลับติดลบปีละ 34,000 บาท (มติชน 6 พย.53) อันนี้หมายความง่าย ๆ ว่าพวกเขายิ่งผลิตยิ่งเป็นหนี้
และเมื่อพูดถึงรายได้เฉลี่ยของคนงานรับจ้าง  เราก็จะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ครบวงจรมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 7,000-9,000 บาทเท่านั้น  ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าจ้างรายวันแล้ว ยังน้อยกว่าราคาอาหารกลางวันของคนชั้นกลางจำนวนมาก หรืออาจจะถูกกว่าราคากางเกงในที่ขายตามห้างหรู
ในขณะที่ช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัทกับพนักงานระดับเสมียนก็ห่างไกลกันถึงกว่า 11 เท่า โดยผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นฮ่องกง (สฤณี  อาชวานันทกุล/ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา/ 2554 น.43)
พูดแล้วก็พูดให้หมดเปลือก ความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วเหล่านี้  ยังถูกทำให้เลวลงอีกด้วยระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะภาษีจากรายได้และกำไรประเภทต่าง ๆ ซึ่งจัดเก็บจากคนที่ได้เปรียบ กลับมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของรายได้รัฐจากภาษีทั้งหมด ในขณะที่ภาษีสินค้าและบริการซึ่งเก็บจากผู้บริโภคทุกคนกลายเป็นรายได้รัฐส่วนใหญ่  (http://whereisthailand.info/2013/03/sources-of-tax-revenue/) กล่าวอีกแบบหนึ่งคือคนรวยเสียภาษีน้อยเกินไป ส่วนคนจนก็เสียภาษีทางอ้อมทุกวัน
แน่นอน ตัวเลขเหล่านี้ย่อมมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง เราจะยืนยันหลักการแห่งความเสมอภาคได้อย่างไร บนภูมิประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรงข้ามกับความเสมอภาคอย่างสิ้นเชิง จำนวนของเกษตรกรและแรงงานรับจ้างในระบบนั้นเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับเกินครึ่งของประชากรไทย  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าความคับแค้นทางเศรษฐกิจของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในประเทศไทย การเอ่ยถึงความแตกต่างทางชนชั้นดูจะเป็นเรื่องต้องห้ามและชวนให้ไม่สบายใจสำหรับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในความเห็นของผม ท่าทีแบบนี้ทั้งไร้ประโยชน์และเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันเท่ากับตัดประเด็นใจกลางออกไปจากความจริงของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ฉาบฉวย
ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเราควรมองความจริงให้เต็มตา บ้านเมืองจึงจะพอทางออกได้บ้าง เราควรเปิดบาดแผลของประเทศออกมาดู และมองให้เห็นความเกี่ยวโยงอันใกล้ชิด ระหว่างความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วกับภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง
สำหรับชนชั้นที่ได้เปรียบ ท่านควรยอมรับว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะมีอุปาทานว่าตนเองไม่เดือดร้อนกับสภาพเช่นนี้  หมดเวลาแล้วเช่นกันที่จะโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะจริตฟุ้งซ่านของคนไม่กี่คน  หรือแค่ขจัดคอรัปชั่นแล้วบ้านเมืองจะดีเอง
ผู้คนในประเทศไทยควรจะต้องตระหนักให้มากขึ้นว่าปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากการโกงบ้านกินเมืองอย่างเดียว  แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีจริงและสมควรแก้ไข  แต่คนที่ดูเหมือนมือสะอาดก็ใช่ว่าจะผุดผ่องอันใดนักหนา เพราะเงื่อนไขที่ก่อเรื่องมากกว่าคือระบบที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรวยได้อย่างเหลือล้นโดยไม่ต้องโกง ขณะคนส่วนใหญ่ลำบากได้อย่างเหลือเชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกียจคร้าน
ต่อไป เราลองมาพิจารณาอุปสรรคของประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากยุคโลกาภิวัตน์  หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือผลกระทบของทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อเส้นทางเดินของสังคมไทย
แน่นอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์มีด้านที่เป็นความเจริญอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ  การกระตุ้นการเติบโตของพลังการผลิต  และการทำลายพรมแดนที่เคยกั้นขวางสายใยสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษย์
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เราจะพบว่าระบบทุนนิยมแบบไร้พรมแดนได้คะแนนต่ำอย่างน่าตกใจยิ่ง  ทั้งนี้เนื่องจากการเลื่อนไหลเสรีของทุนและแรงงาน มักนำไปสู่ข้อได้เปรียบของชนชั้นนายทุนฝ่ายเดียว ส่วนผู้ใช้แรงงานนั้นแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเหลือ ขณะที่ระบบการค้าเสรีก็ทำให้เกษตรกรรายย่อยแทบทำอะไรไม่ได้เลย ในการตั้งราคาผลผลิตที่สมเหตุสมผล
ที่เลวร้ายกว่านั้นอีกก็คือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์แท้จริงแล้วไม่ได้พึ่งกลไกตลาดอย่างเดียว หากยังกดดันและผูกมัดให้อำนาจรัฐต่าง ๆ หันมาคุ้มครองกฎกติกาที่ตัวเองกำหนดด้วย  ซึ่งในกรณีของไทยนั้น นอกเหนือไปจากการออกกฎหมาย 11 ฉบับตามข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟแล้ว ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550 ต่างก็มีบทบัญญัติเหมือนกันว่ารัฐจะต้องดำเนินนโยบายสนับสนุนกลไกการค้าเสรี
ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยิ่งสลับซ้อนมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมันหมายความว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่เพียงเข้ามาเร่งขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเท่านั้น หากยังปิดกั้นหนทางแก้ไขเอาไว้ด้วย
อันที่จริงในระยะใกล้ ๆ นี้สิ่งบอกเหตุก็พอมีอยู่แล้ว  เช่นในกรณีปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท กับกรณีนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน เป็นต้น
กรณีแรกนอกจากมีเสียงบ่นจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ปรากฏว่านายทุนไทยยังย้ายไปลงทุนในประเทศค่าแรงต่ำเป็นจำนวนมาก  ส่วนกรณีหลัง ถ้าตัดเสียงครหานินทาเรื่องทุจริต ออกไป ก็จะพบว่าเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมุมมองแบบเสรีนิยมใหม่ทั้งสิ้น
และในทั้งสองกรณี ผู้วิจารณ์ต่างพากันแสดงความห่วงใยระบบตลาดและใช้ฐานคิดดังกล่าวเป็นกรอบอ้างอิงความถูกต้อง  ส่วนชีวิตของกรรมกรและชาวนาที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้างนั้น  แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง
พูดง่าย ๆ คือรัฐไทยกำลังถูกทุนนิยมโลกาภิวัตน์กดดันให้เมินเฉยต่อชนชั้นที่เสียเปรียบมากขึ้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ พื้นที่สำหรับการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ของรัฐไทยจึงถูกลดทอนลง  ภายใต้กรอบกติกาของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ อำนาจในการจัดการสังคมถูกโอนไปไว้ที่กลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่  และรัฐเองก็กำลังถูกแปรรูปดัดแปลงให้รับใช้เฉพาะชนชั้นนายทุน
คำถามมีอยู่ว่า แล้วระบบทุนจะดูแลคนได้ทั่วถึงหรือไม่  มันมีศักยภาพในการแก้ไขปรับปรุงตัวเองมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ผมไม่ต้องพูดมาก ก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยาก
ที่ผ่านมาหลายปีการขยายตัวของทุนนิยมในประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นทั้งวาระแห่งชาติและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจจะเป็นจินตภาพที่คลุมเครือมาตั้งแต่ต้น แต่มาถึงยุคทุนนิยมไร้พรมแดนเราอาจพูดได้ว่าความคลุมเครือนั้นได้หายไปหมดแล้ว มันชัดเจนที่สุดว่าสิ่งนี้คือมายาคติ  ซึ่งไม่มีความเป็นจริงใด ๆ รองรับ
ถามว่าทำไมผมจึงกล้าพูดเช่นนี้  ที่กล้าพูดก็เพราะกฎเกณฑ์ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้นอยู่ตรงข้ามกับจินตภาพเรื่องชาติในระดับประสานงา
มันเป็นระบบที่ถือว่าทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน และไม่ยอมรับอำนาจของรัฐไหนในการกำหนดกติกาอย่างเป็นอิสระ ไม่ยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ในการเคลื่อนย้ายทุนและหากำไรจากทุน  ซึ่งรวมทั้งไม่ยอมรับข้อจำกัดทางความคิดหรือทางศีลธรรมด้วย
ดังนั้นปรากฏการณ์นายทุนทิ้งชาติจึงเป็นเรื่องที่ทั้งถูกต้องและปกติธรรมดาในเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน สำหรับระบบนี้ไม่มีเหตุผลชุดอื่นมาแทนกำไรสูงสุดได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างงานให้คนในชาติ การกระจายรายได้ให้ชนชั้นผู้เสียเปรียบ หรือผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากรของรัฐ
ใช่หรือไม่ว่าทุนไทยเองก็กำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2555 นักนักธุรกิจไทยได้นำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศถึง 3.08 แสนล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 8 พค.55) และเมื่อเดือนมกราคม 2556 ก็มีรายงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่าโรงงานผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ายี่ห้อดังของไทยไม่ต่ำกว่า 100 โรงงานกำลังหาทางย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหนีค่าแรงขั้นต่ำใน
ประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท  ในจำนวนนี้มีบางโรงงานที่กำลังทยอยเลิกจ้างพนักงานเพื่อปิดกิจการในประเทศ (โพสต์ทูเดย์ 28 มค.56)
แน่นอน แรงจูงใจสำคัญของนักลงทุนไทย คือค่าแรงราคาถูกและสิทธิพิเศษทางด้านภาษี ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเวียดนาม ค่าแรงตามเมืองใหญ่อยู่ในระดับวันละ 200 บาท และนอกเมืองออกไปยังต่ำกว่านั้นอีก นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้ากิจการได้ถึง 100 เปอร์เซนต์  ด้วยเหตุนี้ภายในครึ่งปีแรกของ 2556 ปีเดียว จึงมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนามถึงกว่า 300 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 183,000 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์  13 สค.56)
ส่วนกัมพูชานั้นค่าแรงยิ่งต่ำลงมาอีก บางแห่งอัตราค่าจ้างรายวันอยู่ที่เพียง 70 บาท  กลุ่มทุนไทยจึงเริ่มดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใกล้ชายแดน เพื่อรองรับทุนไทยเป็นหลัก (โพสต์ทูเดย์ 25 มีค. 56)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการลงทุนแบบข้ามชาติของบรรดานักธุรกิจไทย  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขยายตัวสู่ประเทศตะวันตกของทุนใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งแรงจูงใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูก เท่ากับการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าระดับโลก
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุนข้ามชาติกับทุนทิ้งชาติแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน  และมันคงเป็นเรื่องยากสิ้นดีที่จะเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำหน้าที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม แม้แต่เสรีภาพในจินตภาพของระบบนี้ก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการค้าการลงทุนเสรี ตลอดจนการบริโภคเสรีเท่านั้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว ผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นนายทุน (ทั้งทุนไทยและต่างชาติ) จึงไม่อาจถูกรัฐใช้เสื้อคลุมชาตินิยมมาปกปิดได้ง่าย ๆ เหมือนเดิม ขณะเดียวกันเสื้อคลุมรัฐชาติก็หลุดลุ่ยเองด้วย เพราะรัฐกำลังกลายเป็นทั้งพนักงานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ระบบทุนเท่านั้น
อันที่จริง นี่ไม่ใช่สภาพที่เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว หากเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งเกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตกด้วย
โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลยืนยันว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วขึ้นในสังคมอเมริกัน  ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
เขาได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองอเมริกันซึ่งเป็นประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังถูกบิดเบือนให้กลายเป็น ‘ระบบหนึ่งดอลล่าร์หนึ่งคะแนน’ แทนที่จะเป็นไปตามหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงดังที่เคยเป็นมา  ประชาชนคนส่วนใหญ่แทบไม่สามารถกำหนดเส้นทางเดินของประเทศได้เลย เพราะอิทธิพลของกลุ่มทุนและพวกที่ถือครองความมั่งคั่งสูงสุด (โจเซฟ สติกลิตซ์/ สฤณี อาชวานันทกุล แปล/ ราคาของความเหลื่อมล้ำ/ 2556 น.225-260)
พูดก็พูดเถอะ ในระยะหลัง ๆ ถ้ารัฐบาลมีท่าทีจะปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีที่ส่งผลกระทบถึงพวกเขา เศรษฐีอเมริกันก็พร้อมจะใช้ไม้ตาย ด้วยการโอนไปถือสัญชาติอื่น  เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2556 พวกเขาก็ทำเช่นนี้เกือบ 2 พันคน และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปีนี้กับปีก่อน จำนวนเศรษฐีทิ้งสัญชาตินับว่าเพิ่มขึ้นถึง 6เท่า  เนื่องจากนโยบายภาษีของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ( โพสต์ทูเดย์ 12 สค.56)  สำหรับเรื่องนี้ พฤติกรรมของเศรษฐีในประเทศแถบยุโรปก็ไม่ต่างกัน
แน่ละ ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ผมคิดว่านายทุนใจดีที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบย่อมมีอยู่ แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมของทุนนิยมโลกาภิวัตน์แล้ว  ก็คงต้องสรุปว่ามันเป็นระบบที่หากปล่อยไว้โดยลำพัง ย่อมไม่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
ดังนั้น ผลกระทบจากทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อประเทศไทยจึงมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง  มันหมายถึงว่าในด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่แก้ไขตัวเองไม่ได้ และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแก้ไขปมเงื่อนทางการเมืองที่โลกาภิวัตน์มาผูกมัดไว้ด้วย  ทั้งสองด้านนี้บางทีอาจจะต้องสะสางไปพร้อม ๆ กัน
ถามว่าแล้วอันใดเล่าคือคือปมปัญหาทางการเมืองอันเนื่องมาจากระบบทุนนิยมแบบข้ามชาติ และกระบวนการทางการเมืองแบบไหนบ้างที่จะช่วยคลายปมเหล่านั้น ต่อเรื่องนี้ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน
ในระดับรัฐ (state level) เราควรตระหนักว่าโลกาภิวัตน์ทำให้ความเป็นรัฐชาติของไทยว่างเปล่าขึ้นเรื่อย ๆ  เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก อีกทั้งตลาดก็กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐเข้าไปแตะต้องไม่ได้
การเลื่อนไหลเข้าออกของทุนและแรงงานทำให้จินตภาพความเป็นชาติเจือจางขึ้นทุกที  นายทุนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยในสัดส่วนมหาศาล ขณะที่ผู้ใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนนับล้านก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผม ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้  หากอยู่ที่การกลบเกลื่อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยวาทกรรมที่หมดสมัย
เช่นเดียวกับเรื่องชนชั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่ารัฐไทยไม่เหมือนเดิม และสังคมไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ได้เป็นก้อนเดียวโดด ๆ  อีกทั้งไม่ได้ประกอบด้วยคนไทยล้วน ๆ เราจะจัดที่จัดทางให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างไรยังเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้า แต่ที่แน่ ๆ คือรัฐไม่ควรอ้างว่าผลประโยชน์ของทุนเป็นผลประโยชน์ของชาติอีก
ในยุคที่ช่องว่างทางชนชั้นถ่างห่าง จินตภาพเรื่องส่วนรวมพร่ามัว รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอดได้  และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้บางทีรัฐอาจจะต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง  โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  เพื่อว่าประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง
อันดับต่อมา ในระดับระบอบการเมือง (regime level) ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกคว้านไส้ออกไปหลายเรื่อง เพราะนโยบายหลักหลายอย่างกลายเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นในหลาย ๆ กรณีเจตจำนงของประชาชนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำการเมืองตอบสนองไม่ได้
พูดอีกแบบหนึ่งคือ กลไกตลาดเสรีกำลังทำให้เนื้อในของระบอบประชาธิปไตยว่างเปล่า เพราะผู้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของศูนย์อำนาจมากกว่าปวงชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตย  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทิศทางการจัดการสังคมของกลไกตลาด ไม่ได้สอดคล้องกับเสียงของประชาชนเสมอไป กระทั่งเป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของประชาชนอยู่โดยอ้อม
เรียนตรงๆ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรมองเห็นว่าเป็นปัญหา มิฉะนั้นแล้วจะเท่ากับช่วยกันสร้างภาพลวงตาว่าในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมใหม่ ประชาชนสามารถกำหนดได้ทุกอย่าง  ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายพื้นฐานได้เลย แม้แต่ผู้นำการเมืองก็ยังต้องคอยเสาะหาช่องเล็กช่องน้อยคิดนโยบายที่ไม่ขัดแย้งกับตลาด หรือไม่ขัดใจทุนนิยมโลก ออกมาเป็นนโยบายหาเสียง แทนที่จะคิดถึงนโยบายใหญ่ ๆ ที่เป็นทางเลือกเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น ประเทศไทยคงฝากประชาธิปไตยไว้กับสถาบันและกระบวนการที่เป็นทางการอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องประสานบทบาทของการเมืองภาคประชาชน และการเมืองมวลชนเข้ากับระบบรัฐสภา ทั้งนี้เพราะพลังทั้งสองส่วนต่างก็มีปัญหากับทุนนิยมโลกไปคนละแบบ และมีแรงจูงใจสูงที่จะอาศัยมาตรการทางการเมือง
สำหรับฝ่ายแรกนั้นมักประกอบด้วยกลุ่มประชาชนที่ต้องการอยู่นอกตลาดเสรี  ส่วนฝ่ายหลังแม้จะเป็นชนชั้นที่ต้องอยู่กับตลาดแต่ก็อยู่อย่างเสียเปรียบปราศจากอำนาจต่อรอง  ด้วยเหตุดังนี้ ฝ่ายหนึ่งจึงเรียกร้องพื้นที่จัดการตัวเอง  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการพื้นที่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ต่อไป เรามาพูดกันถึงผลกระทบของโลกภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในระดับรัฐบาล (government level) ในระดับนี้  ความยากลำบากที่สุดอยู่ที่บทบาทการเป็นผู้นำประเทศ หรือผู้นำของฝ่ายบริหาร  ทั้งนี้เนื่องจากกรอบอ้างอิงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมแบบเก่าเริ่มใช้ไม่ได้
เศรษฐกิจไร้พรมแดนทำให้ผลประโยชน์ต่างชาติกับของคนในประเทศไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไป ขณะที่ผลประโยชน์ของชนชั้นที่ได้เปรียบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับของชนชั้นที่เสียเปรียบ ยังไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชาชนในอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งทำให้ยากต่อการเหมารวมว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยทุกคน
ในเมื่อรัฐบาลขาดข้ออ้างที่ทุกฝ่ายยอมรับ  การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิกฤตฉันทานุมัติ (Political Consensus) อย่างต่อเนื่อง มวลชนจำนวนมหาศาล และหลายหมู่เหล่า เริ่มเห็นว่ารัฐไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องเชื่อฟังกันโดยปราศจากเงื่อนไข  ดังนั้นจึงพร้อมจะกดดันรัฐบาลให้ค้ำประกันผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา
ตามความเห็นของผม วิธีแก้ไขสภาพดังกล่าวไม่อาจเป็นอย่างอื่น นอกจากจะต้องยอมรับว่าสังคมไทยไม่ได้ประกอบด้วยราษฎรก้อนเดียวที่รักกันอยู่ตลอดเวลา และใครก็ตามที่มีบทบาทนำพาประเทศจะต้องเลิกอ้างอิงผลประโยชน์แห่งชาติแบบลอย ๆ เพื่อปกปิดผลประโยชน์ทางชนชั้นเสียที เพราะถึงอย่างไรก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว
อันที่จริงผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของนายทุนก็มีส่วนทำให้ชนชั้นล่าง ๆ ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะเรียกร้องผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นตนด้วย  ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาข้าว ราคายาง หรือค่าชดเชยเรื่องมลภาวะ  พูดกันง่าย ๆ คือไม่มีใครยอมอ่อนข้อ หรือเสียสละเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป

ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าปีนี้มีการชุมนุมของประชาชนไทยมากกว่า 3,000 ครั้ง และในจำนวนนั้นเป็นการประท้วงหรือเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจปากท้องถึง 1,939 ครั้ง ที่เหลือเป็นเรื่องการเมือง (ไทยรัฐ 8 ตค.56)
แน่ละ เราอาจตีความได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสิทธิเสรีภาพของชาวไทยในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับความเสมอภาคและความเป็นธรรมแล้วเห็นทีจะไม่ใช่  ข้อเท็จจริงคือผู้คนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์  และไม่มีใครยอมรับความเดือดร้อนนี้โดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน
ดังนั้น ผู้นำการเมืองที่ตื่นรู้จึงควรย้ายฐานความชอบธรรมของอำนาจไปสู่การสนองผลประโยชน์รูปธรรมของประชาชนให้มากขึ้น  ยอมรับว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทบริหารความเป็นธรรมและแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากกลไกตลาด  รวมทั้งต้องรับฟังเสียงของประชาชนที่หลากหลายแตกต่างไม่เฉพาะในช่วงเสียงเลือกตั้ง หากตลอดช่วงที่อยู่ในอำนาจ และในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ
หากทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับแปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการพูดถึงความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประเด็นนี้คือปัญหาใหญ่สุดของยุคสมัย  ทั้งของโลกและของบ้านเรา มันเป็นสถานการณ์ที่สาปแช่งคนจำนวนมหาศาล ให้จมปลักอยู่กับความต่ำต้อยน้อยหน้า อับจนข้นแค้น และเสียโอกาสที่จะได้ลิ้มรสความเจริญ
วันนี้ ผมขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องเหล่านั้น เพราะผมคิดว่าพวกเขามีโอกาสน้อยเกินไปในการพูดถึงความเสียเปรียบของตน
โดยสารัตถะแล้ว สิ่งที่ผมพูดก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยพูดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว  ไม่ได้หลุดไปจากความฝันเดือนตุลาคมที่หมุดประวัติศาสตร์กำลังจะจดจารึกไว้
เพียงแต่ว่าในวันนี้ บริบทที่เปลี่ยนไปของโลก ทำให้เราเห็นพ้องต้องกันน้อยลง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟัง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย

Sun, 2013-10-13 17:58

13 ต.ค.56 ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ องค์ปาฐกคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เสกสรรค์  ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และนักคิดนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เขากล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับความหมายทางการเมืองและเจตนารมณ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ประชาธิปไตยยังไม่สามารถปักหลักมั่นคงได้ในสังคม โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน, ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงพลังการเคลื่อนไหวในปัจจุบันว่าเป็นการสืบต่อเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาฯ ในการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิด “กลุ่มชนชั้นกลางใหม่” คือคนในชนบทและคนชั้นกลางหัวเมืองซึ่งกลายมาเป็นผู้มีบทบาทหลักในการผลักดันประชาธิปไตย แสวงหาพื้นที่ทางการเมือง ประกอบกับการเกิดขึ้นของทุนใหม่โลกาภิวัตน์ที่ต้องการมาแทนที่อำนาจเก่าด้วยการสร้างนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนกว้างขวางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นการชุบชีวิตระบบรัฐสภา และเป็น “หุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” ในทางการเมือง
“พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสันพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต” เสกสรรค์กล่าว
เขายังนำเสนอข้อเสนอแนะต่อขบวนเคลื่อนไหวหรือพลังประชาธิปไตยใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.พลังประชาธิปไตยต้องรักษากลไกของระบอบอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่พรรคใดหรือรัฐบาลใด 2. เพื่อเสถียรภาพของระบอบ จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปยังชนชั้นหรือบุคคลกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด เพราะในยุคโลกภิวัตน์ประชาชนมิได้เป็นก้อนเดียว พร้อมทั้งต้องยึดถือหลัก “เสรีนิยมทางการเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ การเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิมก็เป็นพลังประชาธิปไตยแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องให้พื้นที่ในการเรียกร้อง วิจารณ์รัฐบาล สิ่งนี้เป็นกลไกทำให้ระบบดีขึ้น ไม่ได้ขัดแย้งกับพลังมวลชนที่ชื่นชอบพรรค 3. ขบวนประชาธิปไตยควรเรียนรู้การใช้อำนาจอ่อนในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ซึมลึกในสังคมไทย นำเสนอสิ่งที่ดีกว่าเพื่อให้สังคมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่ผู้คนเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งน่าหวงแหน โดยมีจังหวะก้าวที่ระมัดรวังไม่ทำให้ผู้คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสูญเสียที่ยืนในความคิดความเชื่อ เพราะความขัดแย้งประเด็นทางวัฒนธรรมบางอย่างละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มนำสู่ความรุนแรงได้ง่าย

อ่านรายละเอียดปาฐกถาเต็มด้านล่าง

===================================

ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้รักประชาธิปไตยทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า และยิ่งยินดีเป็นพิเศษที่ได้พบปะกับมิตรสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เมื่อ 40 ปีก่อนในวันเวลาเดียวกันนี้ คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยได้พร้อมใจกันเคลื่อนกำลังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมวลมหาประชาชนประกาศตนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ มันเป็นการต่อสู้อันมีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐด้วยอำนาจกระบอกปืน ขณะที่ฝ่ายเรามีสองมือเปล่าและหัวใจเปี่ยมความฝัน ชัยชนะในครั้งนั้นสอนเราว่าเจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเติบโตของประชาชาติหนึ่ง เจตจำนงแน่วแน่เป็นเรื่องสำคัญโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อมาจากคนเรือนแสนเรือนล้านที่ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียว
ถามว่าเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาคืออะไร เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ต้องโต้เถียงกันอีก ก่อนการลุกสู้ครั้งนั้น ประชาชนไทยต้องเจ็บช้ำอยู่ใต้ระบอบเผด็จการนานหลายปี ความฝันก็ดี ความแค้นก็ดี ล้วนถูกบ่มเพาะจากสภาวะปราศจากสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคนถูกเหยียบย่ำทำลาย ไม่ต้องเอ่ยถึงความเป็นอยู่ยากลำบากอันเนื่องมาจากการเมืองที่ผูกขาด
สภาพดังกล่าวทำให้เราปรารถนาเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม มันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันนั้นและยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้ ประชาธิปไตยที่ปรารถนาย่อมแยกไม่ออกจากจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น เราไม่ต้องการเพียงระบอบการปกครองของชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจแล้วปะแป้งให้ดูดีกว่าเดิม หากเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในฐานะทางการเมืองเท่าเทียมกัน เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แนบแน่นอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้คนได้อย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมจุดหมายและวิธีการไว้ด้วยกันได้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถจับโกหกได้ เมื่อมีใครแยกสองส่วนนั้นออกจากกัน หรือบอกเราว่าจุดหมายอยู่ที่ประชาธิปไตย แต่วิธีการกลับกลายเป็นอย่างอื่น
คนเราจะบรรลุความเป็นเสรีชนได้อย่างไรหากไม่สมารถเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจและบอกโลกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความเสมอภาคของมนุษย์จะปรากฏเป็นจริงด้วยวิธีไหนหากไม่ใช่สิทธิเสียงที่เท่ากันในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง ความเป็นธรรมก็เช่นกัน เราคงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าผู้คนที่เสียเปรียบไม่สามารถผลักดันให้รัฐคุ้มครองผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองที่เลื่อนลอย หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่จับต้องไม่ได้ หากเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียบง่ายชัดเจนและมีสาระใจกลางของปรัชญาอยู่หนึ่งประโยคเท่านั้น คือ  ให้ประชาชนเป็นนายตัวเอง
ในแนวคิดประชาธิปไตย ไม่มีใครมีสิทธิปกครองผู้อื่นได้ เพราะทุกคนมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเป็นนายตัวเองจึงหมายถึงการปกครองตนเอง ซึ่งเมื่อแปลงเป็นระบอบการเมืองแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชน  ในขณะที่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความต้องการของเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว สำหรับสังคมที่ไม่เคยชินกับความเสมอภาค และยิ่งไม่เคยชินกับการลุกขึ้นยืนอย่างทรนงของประชาชนธรรมดา ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาและบรรดานักศึกษาที่เห็นอกเห็นใจในช่วงหลัง 14 ตุลา 16 จึงถูกป้ายสีอย่างเป็นระบบ และถูกให้ร้ายว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของชนชั้นปกครองไทย พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ของชนชั้นล่างๆ ที่เสียเปรียบ กระทั่งในที่สุดได้ก็ได้ใช้วิธีโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ผสานกำลังอันธพาลเข้ากับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบล้อมปราบฆ่าฟันนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมใน มธ. เมื่อ 6 ตุลา 19
คงไม่ต้องย้ำ ท่านทั้งหลายคงรู้สึกเองอยู่แล้วว่า พื้นที่เล็กๆ ที่เราใช้ประชุมกันอยู่นี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งเสรีภาพและอนุสรณ์สถานของฝ่ายประชาชน เป็นที่ที่เราทั้งเคยปักธงแห่งชัยชนะและเช็ดเลือดของผองเพื่อนที่จากไป แน่นอน การต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลงเพียงเพราะประชาชนถูกปราบปราม หลังปี 2519 เราอาจพูดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพของสงครามกลางเมืองและมันได้สั่นคลอนเผด็จการอำนาจรัฐอย่างถึงราก การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของนักศึกษาและประชาชนขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งชนชั้นปกครองในเวลานั้นจำเป็นต้องทบทวนท่าทีของตน อันที่จริงสงครามไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาของผู้ใด เนื่องจากมันคือกองไฟที่อาศัยชีวิตมนุษย์เป็นฟ่อนฟืน กระนั้นก็ตาม เมื่อต้องเลือกระหว่างการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อกับการยอมจำนนกับการกดขี่ข่มเหง ก็คงมีน้อยคนนักที่จะเลือกชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าท้ายที่สุด ความผันผวนของสถานการณ์สากลผนวกกับความผิดพลาดขององค์กรนำจะทำให้กองกำลังทางอาวุธต้องสลายตัวลง แต่ความไม่ยอมศิโรราบของหนุ่มสาวสมัยนั้นก็ส่งผลกระเทือนหนักหน่วงต่อชนชั้นนำผู้กุมอำนาจแห่งรัฐ มันทำให้พวกเขาตระหนักว่า การปกครองแบบก่อน 2516 เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องเร่งปรับตัวเข้าหาระบอบประชาธิปไตย ถึงจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม
ถามว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คำตอบแรกคือ ประชาชนสามารถคัดหางเสือประวัติศาสตร์ได้ ถ้าเราร่วมมือร่วมแรงกันผลักดันบ้านเมืองไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่เราคงต้องยอมรับว่า เส้นทางเดินของประวัติศาสตร์มิใช่ทางตรง มันยอกย้อน คดเคี้ยว กระทั่งวกกลับได้เป็นบางครั้ง เส้นทางเดินของประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน จากการต่อสู้ 14 ตุลา ถึงวันนี้ เวลาผ่านมาถึง 40 ปี ถ้านับจากวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกแห่งการปักธงประชาธิปไตยของสังคมไทย เวลาก็ผ่านมานานกว่า 80 ปี อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปไม่ใช่พื้นที่ที่ว่างเปล่า แค่นับเฉพาะ 40 ปีหลังเราก็จะพบว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง คือในปี 2519, 2534,2549 ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กรณีพฤษภาคม 2535 และกรณีกระชับพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553
เช่นนี้แล้ว เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรเล่าเป็นอุปสรรคกั้นขวางไม่ให้บ้านเมืองนี้สามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างสันติต่อเนื่อง อะไรทำให้ประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ ด้วยเหตุอะไรหรือ  ระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย ผมเองในฐานะปัจเจกชนอาจจะมองปัญหาไม่ครบถ้วน แต่เท่าที่เห็น คิดว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยน่าจะมาจากเหตุปัจจัย 3 อย่างที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน คือ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน  ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
ขออนุญาตให้เวลาเพิ่มเติมกับประเด็นเหล่านี้
เราคงต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นความคิดทางการเมืองและระบอบการเมืองที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศที่มีอายุหลายร้อยปีอย่างไทย ดังนั้น แม้ว่าประชาธิปไตยจะสะท้อนจิตวิญญาณของยุคสมัย และขั้นตอนสูงขึ้นของวิวัฒนาการทางสังคม แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ต้องแตกหน่อผลิใบบนผืนดินที่เต็มไปด้วยอำนาจเก่า ความคิดเดิม พูดง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยจะโตใหญ่ขยายตัวไม่ได้เลย หากไม่สามารถช่วงชิงพื้นที่จากความคิดอื่น อำนาจอื่น ขณะเดียวกันผู้พิทักษ์แนวคิดเดิมและผู้ปกครองแต่เดิมก็ย่อมดิ้นรนต่อต้านเพื่อรักษาพื้นที่ตน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของประวัติศาสตร์สังคม ดังนั้น ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนรอบห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหารซึ่งผูกพ่วงไปมาสลับกันระหว่างรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนได้รับอิสระเสรีภาพและเชิดชูความเท่าเทียมของมนุษย์ต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน
ถามว่าทำไมชนชั้นนำแต่เดิมไม่ยอมรับและเปิดทางให้ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งที่การต่อต้านของฝ่ายประชาชนทำให้เห็นแล้วว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งล้าหลังทางประวัติศาสตร์ ในยุคนี้สมัยนี้การบังคับบัญชาราษฎรจากข้างบนลงมานอกจากจะหักล้างศักดิ์ศรีความเป็นคนแล้วยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลก คำตอบมีอยู่ว่า นอกจากต้องการรักษาสัดส่วนในพื้นที่อำนาจที่พวกเขาเคยครอบครองแล้ว ชนชั้นนำเก่ายังมีชุดความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องกว่าประชาธิปไตยด้วย หรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกว่าประชาธิปไตยในความหมายที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยประกอบด้วยมวลชนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานชุดความคิดแบบอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม และชาตินิยมที่คับแคบและแยกออกจากประโยชน์สุขของประชาชน แนวคิดทั้งปวงนี้บางด้านเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางด้านก็ขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยแบบประสานงา และยังถูกผลิตอย่างตั้งอกตั้งใจ และขยายเป็นพิเศษหลังรัฐประหารทุกครั้ง พูดอีกแบบก็คือ แทนที่ประชาธิปไตยไทยจะตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับมัน วัฒนธรรมที่เน้นย้ำเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม การณ์กลับกลายเป็นว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมที่เหมาะสมคอยเกื้อหนุนและห้อมล้อมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ตลอดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำการเมืองบนเวทีประชาธิปไตย จะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางวัฒนธรรมทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองเลย ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่มวลชนผู้ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมเก่าจำนวนไม่น้อยจะออกมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ หรืออย่างน้อยก็ออกมาต้อนรับการรัฐประหารโดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาว
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยมีพลังรองรับอย่างแน่นหนา คงเส้นคงวา เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อนพอสมควร การที่เหตุการณ์ อย่าง 14 ตุลาคมเกิดขึ้นได้ หรือเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะขับพลังอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพยังเป็นอีกเรื่องและจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขมากกว่านี้ พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่า ประชาธิปไตยไทยต้องมีฐานพลังทางสังคมที่พร้อมแบกพันธะในการพิทักษ์รักษาและเสริมความมั่นคงในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำอีก
ถามว่าแล้วชนกลุ่มไหนเล่าที่พร้อมทำหน้าที่ดังกล่าว
ช่วงหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ชนชั้นผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเคยมีพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ขบวนกรรมกรแรงงานถูกควบคุมเข้มงวดจนไม่อาจฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละ 1 เพราะการก่อตั้งหสภาพแรงงานนั้นทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้ง กีดขวางไม่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทั่งถูกปลดจากงาน ถูกคุกคามทำร้ายโดยที่ฝ่ายรัฐยืนข้างฝ่ายทุนเสมอมา ดังนั้น ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและไร้การจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ คงไม่ง่ายที่พลังกรรมกรจะเป็นพลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย
ลองหันมามองพลังนักศึกษา ในอดีตนักศึกษาและปัญญาชนเคยเป็นกองหน้าที่ฮึกห้าวเหิมหาญในการบุกเบิกพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ หลังการปราบกวาดล้างปี 2519  มหาวิทยาลัยถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษ์ดัดแปลงให้เป็นเพียงโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งประกอบด้วยระบบการค้าเสรีการบริโภคเสรี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปมาก ประชาการในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปด้วย พื้นที่ในมหาวิทยาลัยถูกยึดครองโดยบุตรหลานของผู้มีรายได้สูง มีความใฝ่ฝันในชีวิตกระจัดกระจายและกระเจิดกระเจิงไปตามจินตนาการส่วนตัวมากกว่าจะมีสายใยใดกับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพันกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่า เราไม่มีขบวนนักศึกษาในความหมายเดิม แม้จะมีนักศึกษากลุ่มย่อยที่เอาธุระอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ของนักศึกษาแล้วอาจต้องอาศัยสถานการณ์ที่พิเศษมากๆ ในการปลุกพวกเขาให้ตื่นรู้ในเรื่องความเป็นมาและความเป็นไปในสังคม
แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้คงปัดความรับผิดชอบทางศีลธรรมให้เยาวชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะชนชั้นกลางในระดับตัวพ่อตัวแม่เองก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่มักแกว่งไกวอยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ในอดีตคนชั้นกลางในเมืองเคยสร้างคุณูปการใหญ่หลวงในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ไม่ว่าปี  2516, 2535 เขาล้วนเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ น่าเสียดายที่มาถึงวันนี้คนชั้นกลางดั้งเดิมกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม  จากการที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขากลับกลายเป็นชนชั้นที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักน่าจะมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยม เน้นการส่งออก การค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน เงื่อนไขดังกล่าวเพิ่มความมั่นคงให้คนชั้นกลางเดิมหลายเท่าและแยกชีวิตพวกเขาออกจากส่วนที่เหลือของสังคม ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการถือครองทรัพย์สินที่คนบนสุด 20% แรกของจำนวนประชากรไทย มีทรัพย์สินมากกว่าคน 20% ที่อยู่ข้างล่างถึงเกือบ 70 เท่า ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ นับวันทำให้ชนชั้นกลางเก่ามีโอกาสในชีวิต วิถีชีวิตเหนือกว่าคนไทยอีกมหาศาล และยังตัดเฉือนความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่างพวกเขาและชนชั้นอื่นๆ ด้วย ดังนั้น นอกเหนือจากปัจเจกบุคคลที่มีสายตากว้างไกลอันมีอยู่น้อยนิด เราอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่สนใจ ไม่เห็นใจชะตากรรมคนส่วนใหญ่ที่อยู่ล่างจากตน  พวกเขามักหมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว การบริโภค การสร้างสไตล์ในชีวิตที่วิจิตรบรรจง กระทั่งนิยามความดี ความงามและความจริง หลุดลอยไปจากความถูกต้องเป็นธรรมทางสังคม
โดยนัยยะทางการเมืองแล้ว สภาพดังกล่าวหมายความว่า ชนชั้นกลางเก่ามีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจกระทบฐานะตน ที่ผ่านมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า จำนวนไม่น้อยพร้อมสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมันจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกของตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวสั่นคลอน เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยจึงได้ขาดพลังที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนฐานะและโลกทัศน์ของคนชั้นกลางในเมืองฝ่ายเดียว แต่กวาดต้อนคนในหัวเมืองและในชนบทมาไว้ในกรอบทุนนิยมด้วย ทำให้พวกเขามีฐานะทางชนชั้นและวิธีคิดที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน นักวิชาการหลายท่านยืนยันตรงกันว่าระยะหลังชนบทไทยเปลี่ยนมาก เกิดการแบ่งตัวทางชนชั้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ นอกเหนือจากการอพยพเข้ามาขายแรงงานและประกอบอาชีพอิสระในเมืองแล้ว ชาวนาชาวไร่อีกมหาศาลได้เปลี่ยนฐานะจากเกษตรกรแบบเก่าเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผลิตเพื่อขายและกลายเป็นนผู้เล่นอีกกลุ่มในตลาดทุนนิยม แม้คนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ไม่ได้มีฐานะยากจนในความหมายสัมบูรณ์แต่พวกเขาก็ยังเสียเปรียบนานัปการในโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาผลผลิต การเข้าถึงทุน เข้าถึงสวัสดิการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา พูดง่ายๆ คือ ทั้งๆ ที่มีจำนวนมหาศาลและมีคุณูปการในกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่พี่น้องเหล่านี้เป็นชนชั้นที่ถูกมองข้ามหรือไม่มีตัวตน จึงไม่แปลกที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประกาศการดำรงอยู่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้จะต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดเสรี และเพิ่มอำนาจขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
อันนี้นับเป็นข่าวดีจากมุมมองประชาธิปไตย เพราะใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับคนที่ต้องการบอกโลกว่าพวกเขามีเรื่องเดือดร้อน ใครเล่าจะต้องการระบอบนี้เท่ากับผู้คนที่แสดงหาความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในฐานะผู้ผ่านศึก 14 ตุลาคม ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านี้ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เดียวกับการต่อสู้เมื่อ 40 ปีก่อน เพียงแต่บริบทของยุคสมัยอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มันเป็นการผูกโยงประชาธิปไตยกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย  
แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นใหม่ต้องขอแบ่งพื้นที่ทางการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ปฏิบัติการเช่นนี้ย่อมนำสู่การปะทะกับชนช้ั้นเดิม ปัญหามีอยู่ว่า พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสันพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต
กล่าวสำหรับการยืนหยัดพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อมั่นว่า คนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมืองหลวงตลอดจนปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจคงจะยืนอยู่ในจุดนี้ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลเรียบง่าย คือ พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเสียเปรียบทางชนชั้นอันสืบเนื่องจากโครงสร้างทุนนิยมนั้น ไม่อาจแก้ไขหรือชดเชยด้วยวิธีอื่น นอกจากเพิ่มอำนาจต่อรองผู้เสียเปรียบด้วยวิธีการทางการเมือง ด้วยเหตุดังนี้ เวทีประชาธิปไตยจึงขาดไม่ได้สำหรับคนเล็กคนน้อย เพราะนั่นเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในการแสดงตัวตน สามารถสร้างทางเลือกในระดับนโยบายและ สามารถอาศัยสิทธิพลเมืองสนับสนุนผู้แทนทางการเมืองที่ขานรับความต้องการของพวกเขา อันที่จริง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้ระบบรัฐสภาไทยซึ่งก่อนหน้านี้มักถูกออกแบบให้อ่อนแอต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจการนำของชนชั้นนำที่มาจากภาคราชการ  ในอีกด้านความเคลื่อนไหวในรูปขบวนการชนชั้นกลางใหม่ต่างจังหวัด ก็กดดันให้พรรคการเมืองที่เคยจำกัดตัวในกลุ่มผลประโยชน์แคบๆ เดินแนวทางมวลชนมากขึ้นแม้จะยังไม่ใช่พรรคมวลชนในความหมายที่เต็มรูป  แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญของประชาธิปไตย
จะว่าไปความเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านั้นนับว่าต่างจากการเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิม ในด้านหนึ่งพวกเขายังต้องอยู่ในตลาดทุนนิยมแต่ในอีกด้านหนึ่งก็อยู่ในภาพที่เสียเปรียบสุด สภาพดังกล่าวจึงต้องเกาะติดและต่อรองกับการเมืองภาคตัวแทนเพื่อจะได้อาศัยนโยบายของรัฐมาช่วยคุ้มครองและถ่วงดุลข้อเสีย ในทางตรงกันข้าม กำลังของการเมืองภาคประชาชนในแบบฉบับเดิม มักมาจากกลุ่มชนที่อยากถอยห่างจากตลาดเสรี ต้องการบริหารจัดการชีวิตเรียบเรียบในท้องถิ่นของตัวเองในท้องถิ่นต่างๆ โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐและทุนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยในสายตาของขบวนการเมืองภาคประชาชนจึงมักเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การกระจายทรัพยากร รวมทั้งลดอำนาจลดบทบาทการเมืองแบบตัวแทนควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ของประชาธิปไตยทางตรง
ตามความมเห็นของผม การเมืองของคนเล็กคนน้อยทั้งสองกระแสล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เนื่องจากจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายคือ ไม่ต้องการระบอบอำนาจนิยม และต่างฝันถึงอิสรภาพ ความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงได้รับ ฝันถึงชีวิตที่ไม่ถูกละเมิดล่วงเกิน  
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ความตื่นตัวของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทนั้นแม้จะสำคัญมากสำหรับการขยายตัวของประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เพียงพอจะขับดันประชาธิปไตยไปสู่ขั้นตอนใหม่ หากไม่มีปรากฏการอีกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกันคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนใหม่ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ กลุ่มทุนใหม่นี้ก็มีปัญหาคล้ายชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดที่คิดว่าตนเองต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่ควรได้รับและหนทางที่พวกเขาจะเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจก็ต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตยด้วย เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ จุดหมายของ 2 ฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมของทั้ง 2 ส่วนที่โดยพื้นฐานแล้วต่างกันก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ขึ้นคุมอำนาจและจัดการระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของตน ไม่ว่าการกำหนดราคาผลผลิตการเกษตร การเข้าถึงเงินทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเข้าถึงสวัสดิการ ฯ พูดตามความจริง ปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยกินได้ไม่ใช่ความฝันใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่การต่อสู้ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษาปัญญาชนผนึกกำลังกรรมกรชาวนาเรียกหาค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมและที่ดินสำหรับผู้หว่านไถ แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหม่ในระบบรัฐสภาไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจต่อรองจริง และนโยบายพรรคการเมืองเป็นสิ่งจับต้องได้ เกิดผลเป็นรูปธรรมแทนสัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผ่านมา
แน่ล่ะ คนอยู่บนเวทีอำนาจมือไม้ย่อมต้องเปรอะเปื้อน และผู้นำรัฐบาลที่เป็นทางเลือกของชนชั้นกลางใหม่ก็มีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่หลายประการ แต่สิ่งนี้ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าโดยสาระใจกลางแล้วการเมืองเป็นเรื่องนโยบาย และตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ประเด็นอื่นถ้าไม่คอขาดบาดตายต้องนับเป็นเรื่องรอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีความผิดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังคงต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
แต่ก็อีกนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีผู้ได้และเสียประโยชน์ ดังนั้นภายในเวลาไม่กีปี่หลัง 2540 สถานการณ์ได้บ่มเพาะความขัดแย้งอย่างคาดไม่ถึงและในที่สุดก็นำไปสู่รัฐประหาร 2549 นับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกระบบ และไม่ว่าข้ออ้างเหตุผลจะเขียนไว้เช่นใด เจตจำนงสูงสุดได้ปรากฏในภายหลังว่า มันคือความพยายามพาประเทศไทยกลับไปสู่ระบบรัฐสภาก่อน 2540 ซึ่งมีองค์ประกอบของอำนาจนิยมผสมบางส่วน และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่สกัดการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมือง
ถามว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นอีกแม้สังคมจะเปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยก็เปลี่ยนมากเช่นกัน ทำไมเรายังต้องพบกับวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลที่ถอยหลังเข้าคลองขนาดนั้นอีก แน่นอน ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลนั้นมีอยู่จริงและสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ในความคิดของผม ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งของชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำ กับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นกุมอำนาจด้วยวิธีการต่างจากเดิม ความขัดแย้งดังกล่าวถูกทำให้แหลมคมขึ้นด้วยบรรยากาศความไม่พอใจรัฐบาลของกลุ่มทุนเก่าตลอดจนคนในเมืองหลวงที่หวั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลงโดยกลุ่มทุนใหม่ และไม่คงเส้นคงวาทางประชาธิปไตย การก่อรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ
อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหาร 2549 มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาลที่ประกอบเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมือง มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและชนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย มองไม่เห็นศักยภาพของการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เรื่องจึงไม่จบลงง่ายๆ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ควาามขัดแย้งที่ตามมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยได้ลุกลามสู่ระดับมวลชนและหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเเมือง
มิตรสหายทั้งหลาย พี่น้องทั้งหลาย ผมทราบดีว่าเรื่องราวข้างต้นแทบจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย กระนั้นก็ตาม ผมจำเป็นต้องเอ่ยถึงสภาพดังกล่าวเพื่อบอกพวกท่านว่าผมยืนตรงไหนและคิดอย่างไร
ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดในบ้านเรา ท่านจะสังเกตว่าผมจงใจหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ บุคคล องค์กร ตัวละครใดๆ ออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากอยากชวนให้ท่านมามองปัญหาประชาธิปไตยในระดับโครงสร้างและเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางชนชั้นที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและมีส่วนอย่างสูงในการกำหนดสถานการณ์ทางการเมือง
ทุกวันนี้คนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ราษฎรก้อนเดียวที่หน้าตาเหมือนกันหมดอีกต่อไปหากแยกเป็นหลายชนชั้นและชั้นชน นอกจากนี้ภายในชนชั้นเดียวกันยังแบ่งป็นหลายหมู่เหล่าอันนำมาซึ่งความหลากหลายของผลประโยชน์ ความแตกต่างทางความคิด สภาวะทางจิต และวิถีชีวิตดำเนิน สภาพดังกล่าวคือความจริงทางภววิสัย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการมีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องนำมันมาพิจารณาประกอบยุทธศาสตร์และยุทวิธีของตน เรื่องนี้หากมองข้ามไม่ใส่ใจอาจเสี่ยงต่อการจ่ายราคาที่แสนแพง
จริงอยู่ ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมักอยู่เหนือการควบคุมและการเคลื่อนไหวของมวลชนอาจเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกำกับดูแลเสมอไป  แต่ถ้าโยงเรื่องนี้กลับมายังประเด็นการสืบทอดเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่้ต้องนำมาครุ่นคิด ย่อมไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติอย่างเดียว หากยังมีวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กล่าวเฉพาะประเด็นหลัง ผมมีข้อเสนอสองสามข้อที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพและความหวังดี ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติเชิญผมมาพูด ผมก็จะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา
1.ในทัศนะของผม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อระบอบการเมือง ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ ดังนั้น พลังประชาธิปไตยจึงไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่พิทักษ์รักษารัฐบาลหรือนักการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่สถานการณ์บีบคั้นให้การรักษารัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกับความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ พลังประชาธิปไตยมีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนมั่นคงของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด  
สิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีหลายหมู่เหล่า จำนวนไม่น้อยก็มักมีปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาทอดทิ้ง หรือชุมชนท้องถิ่นที่มักได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือทุน ประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย แต่บางครั้งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบและเสริมระบอบในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาเป็นพลังประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจต่างจากประชาธิปไตยแบบมวลชนที่ผูกพันกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยที่สังกัดพรคทั้งหลายอาจต้องฝึกวางเฉยบ้าง เมื่อรัฐบาลที่ท่านเลือกถูกวิจารณ์คัดค้านบางเรื่อง หรือให้ดีกว่านั้น หากท่านสามารถเข้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเมืองภาคประชาชนฉบับเดิมกับระบบรัฐสภาได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
2. ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เนื่องจากประชาธิปไตยไทยยังไม่สเถียร การขยายฐานทางสังคมของประชาธิปไตยจึงต้องทำต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลทั้งด้านหลักการและวิธีการ ขบวนประชาธิปไตยไม่อาจอาศัยกำลังของขนชั้นเดียวมากำหนดเส้นทางเดินของบ้านเมือง แม้ว่าชนชั้นดังกล่าวมีจำนวนมากพอที่จะคุมสนามการเลือกตั้ง หากต้องพูดถึงเสถียรภาพของระบอบหรือของประเทศแล้วฐานทางสังคมแค่นี้ยังไม่เพียงพอ พูดอีกแบบคือว่า ผู้รักประชาธิปไตยต้องขยายแนนวร่วมทางการเมืองออกไปให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้น ทำให้คนหลายหมู่เหล่าที่สุดมองเห็นและยอมรับว่าพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นของเขาด้วย เห็นว่าระบอบการเมืองนี้ดี ต้องช่วยกันปกปักรักษา การสร้างแนวร่วมขนาดนั้นย่อมหมายถึงการจับประเด็นปัญหาที่หลากหลายมากกว่าเรื่องของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดหรือผู้ประกอบการรายย่อยในเมือง ขบวนประชาธิปไตยควรต้องตอบโจทย์คนงานในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของชนชั้นกลางเก่าบางส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อันที่จริง นี่เป็นประเด็นทางทฤษฎีด้วย ถ้าเรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองของปวงชนก็ต้องยอมรับต่อว่าบางมิติประชาธิปไตยก็มิใช่อะไรอื่น หากคือเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ทางชนช้้นและชั้นชนซึ่งหลากหลายและอาจขัดแย้งกัน เราต้องรักษาเวทีกลางเช่นนี้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนองเลือด
3. ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบ การขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เราคงต้องยอมรับว่าบรรยายกาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองเป็นอื่นไมได้ นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม อันที่จริงเสรีนิยมและประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญาแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน ประชาธิปไตยมีจุดแข็งในการสร้างฉันทามติ รวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนของความกระด้างต่อการจัดความสัมพันธ์ของคนกลุ่มใหญ่กับปัจเจกบุคลหรือคนเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำนินควบคู่กับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และประเทศไทยก็คงต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน
การสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่สถาบันการเมือง อย่างการเลือกตั้งหรือระบบรัฐสภาเท่านั้น หากสังคมไทยเองก็ต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่มีระบบอการเมืองใดจะอยู่ได้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล จึงเห็นว่าขบวนประชาธิปไตยที่มีอยู่ควรต้องผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้มากกว่าเดิม โดยแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทัศนะหรือพลังปฏิปักษ์ กับทัศนะหรือผู้คนที่แค่คิดต่างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะทะเลาะกัน ความแหลมคมของความขัดแย้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนด่วนแขวนป้ายทางการเมืองใส่ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หลายคนถือโอกาสหว่านถ้อยคำหยาบคายใส่คนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งบางทีเราสืบสาวต้นตอไม่ได้ว่ามาจากสภาพจิตส่วนตัวหรือปัญหาส่วนรวม สภาพนี้เข้าใจได้บางสถานการณ์ แต่ถ้าเกิดขึ้นไม่มีขอบเขตจะไม่เป็นผลดีกับเสรีภาพ และมีแต่จะเพิ่มศัตรูให้ตัวเอง ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา ขอยืนยันว่า การด่วนตัดสินคนด้วยข้อมูลผิวเผิน การด่าทอด้วยสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะมีแต่สร้างความห่างเหินกับมวลชนที่ควรเป็นมิตร เป็นการโดดเดี่ยวขบวนประชาธิปไตย เรามีบทเรียนแล้ว ไม่อยากเห็นความผิดพลาดซ้ำเดิม
แต่แน่นอน การต่อสู้ทางความคิดต้องมีต่อไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มั่นคงมาจากวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้การโต้แย้งโต้เถียงกับวัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประชาธิปไตยก็มีระบบคุณค่า มีชุดศีลธรรมและครรลองชีวิตแตกต่างกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเดิมของไทยพอสมควร ที่สำคัญคือ มีจุดเน้นที่ความเสมอภาคในทางการเมืองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเคารพผู้อื่นพร้อมๆ กับการเคารพตัวเอง ตราบใดที่วัฒนธรรมเช่นนี้ยังไม่ใช่ด้านหลักของสังคมไทย ตราบนั้นประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครองก็จะไม่มีฐานรองรับที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าด้านการเมือง เพราะมันเป็นสิ่งที่ซึมลึกในจิตใจและจิตวิญญาณผู้คน อีกทั้งมีมวลชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้ประเด็นวัฒนธรรมสามารถสร้างความขัดแย้งที่กว้างขวางและรุนแรงได้ ดังนั้น ในสนามแข่งขันด้านวัฒนธรรม นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องรักษาจังหวะก้าวที่เหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นจริงในระดับพลาดไม่ได้ ควรเรียนรู้วิธีใช้อำนาจอ่อนที่มุ่งเสนอความดี ความจริง ความงามในนิยามตนมากกว่าพอใจกับภาพลักษณ์ของนักถอดรื้อที่เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด วัฒนธรรมเก่าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งประชาธิปไตยในทุกด้าน บางอย่างก็เข้ากันได้ ยกเว้นส่วนที่เป็นอำนาจนิยมที่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม กล่าวสำหรับในมิติอื่นๆ ในด้านวัฒนธรรมประเพณีไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถตัดขาดจากประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ทั้งหมด ในประเด็นนี้การเปลี่ยนแปลงควรถูกปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ขบวนประชาธิปไตยไม่ควรทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียพื้นที่และตัวตนอย่างกระทันหัน หากควรทำให้เขารู้สึกได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่า ซึ่งจะสร้างความผูกพันกับระบอบต่อไป พูดก็พูด แม้แต่ประชาธิปไตยในตะวันตกก็ต้องมีพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ตราบเท่าที่ไม่สามารถทำให้มนุษย์มองโลกสีเดียวกันได้ และไม่อยากฆ่าฟันกันอย่างยืดเยื้อ ตราบนั้นการบริหารความขัดแย้งอย่างสันติวิธีของประชาธิปไตยน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ผมได้เรียนท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกแล้วว่า เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 คือการเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ ประชาชนไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายรอบ ได้เห็นการล้มลงของเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายและขวาในโลก และเผด็จการในไทย ดังนั้น  เราจึงไม่เพียงมั่นใจมากขึ้นในการยืนยันเจตจำนงเดิม หากยังเข้าใจมากขึ้นว่าประชาธิปไตยคืออะไรและมีคุณค่าแค่ไหน สังคมจะอยู่รอดและรุ่งเรืองได้หรือไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง ด้วยเหตุดังกล่าว การช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากยืนยงจึงเป็นภารกิจสำคัญของประชาชนคนไทย
สุดท้าย ผมขอยืนยันซ้ำว่า ปรัชญาประชาธิปไตยตั้งบนสมมติฐานที่เห็น่วาสมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีเจตนารมณ์ที่มุ่งคัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิดและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ปรัชญาเดียวกันนี้จึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองตนเอง ขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง  กล่าวโดยสรุป ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน แต่คือสังคมที่เสรีภาพของบุคคลถูกเชื่อมร้อยด้วยพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม
ทั้งหมดนี้คือคลื่นความคิดที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคลื่นลูกใหม่จะยังคงมุ่งไปสู่ทิศเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทุน การเมือง ตำรวจ

ทุน การเมือง ตำรวจ

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2556, 13:52 น.
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ที่มา โพสต์ทูเดย์


ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจภายใต้รัฐบาลปัจจุบันทำงาน|ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐบาลและหน่วยงานที่มีงบการจัดซื้อจัดจ้างสูง ผู้บริหารเหล่านี้ทำงานได้ปกติตราบใดที่นักการเมืองยังไม่แทรกเข้ามา แต่เมื่อใดที่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือมีนโยบายเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้บริหารหน่วยก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข มีหลายคนที่ไม่ต้องการติดคุกตอนแก่ ขอย้ายตนเองออกไปก่อน เพราะไม่คุ้มกับการอยู่ต่อแต่อาจต้องติดคุกทีหลังหรือโดนสังคมก่นด่าจนไปถึงลูกหลาน 

เพื่อนฝูงถามว่า ตำแหน่งออกดี เงินเดือนก็สูง ใครๆ ก็อยากอยู่ในตำแหน่งนี้ทั้งสิ้น กว่ามึงจะก้าวมาสู่จุดนี้ก็ยาก แล้วจะลาออกไปทำไมวะ ผู้บริหารคนนั้นตอบว่า อยู่ต่อก็ติดคุกน่ะซี เพราะที่มันสั่งกูมาแต่ละเรื่อง กูเห็นคุกรออยู่ข้างหน้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกูไปดีกว่า พร้อมระบายว่า ที่ผ่านมากูไม่เห็นนักการเมืองติดคุกสักที ที่มีก็น้อยมาก แต่คนที่ติดคุกคือข้าราชการอย่างกูมึงนี่แหละ ที่เป็นคนลงนามในคำสั่งจัดซื้อจัดจ้าง พวกมันไม่เคยลงนามเลย มันแด๊กซ์อย่างเดียว

การเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบางหน่วยงานเวลานี้ แม้ความรู้ความสามารถเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ยังสำคัญน้อยกว่าคำสัญญาว่าจะยอมทำตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการหรือไม่ หากไม่ทำ ยังมีคนอื่นที่แม้อาวุโสน้อยกว่า ความรู้ความสามารถน้อยกว่า แต่เขาสัญญาว่าจะทำได้รออยู่ ดังนั้นปัจจัยตัดสินสุดท้ายอยู่ที่สัญญาว่าจะทำหรือละเว้นการกระทำตามที่นักการเมืองต้องการหรือไม่ อย่างไร ความรู้ความสามารถมาทีหลัง บางทีก็พาไปพบนายใหญ่เพื่อให้คำมั่นสัญญาว่าพร้อมจะเป็นทาสรับใช้ นายสั่งมาอย่างไรผมทำให้ได้ทั้งนั้น 

ไม่เพียงแต่ผู้บริหารระดับสูงของทางราชการและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ที่ต้องตามใจรัฐบาลหรือไม่ขัดขวางกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการจึงจะอยู่ได้ นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม นักธุรกิจที่ไม่ตามใจรัฐบาลชุดนี้ และคนที่มีความเห็นต่าง ก็โดนกดดัน ข่มขู่ คุกคามสารพัดรูปแบบ ตัวเองโดนคนเดียวไม่พอ บางทีลูกเมียถูกหางเลขไปด้วย เริ่มต้นด้วยสัญญาว่าจะให้ อาทิ ให้ตำแหน่ง หรือให้มีส่วนแบ่งในผลประโยชน์ที่จะได้ หากทำตามหรือไม่ขัดขวางกับสิ่งที่ฝ่ายการเมืองต้องการ แต่ถ้าหากไม่ทำตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการแล้ว ผลที่ตามมาคือ ไม่ได้ตำแหน่ง ไม่ได้งาน ไม่ได้โอกาส แล้วฝ่ายการเมืองก็ทำได้จริงๆ ตามคำพูด 

หากต่อรองหรือกดดันผู้บริหารคนนี้หรือผู้เห็นต่างไม่ได้ ก็สืบจนรู้ว่าลูกหลานของผู้นี้ทำงานอยู่ที่ไหน ในภาคราชการหรือรัฐวิสาหกิจใด แล้วไปเสนอว่าจะเลื่อนยศชั้นตำแหน่งให้ลูกหลานสูงขึ้นไป หรือให้ไปประจำการในต่างประเทศหากต้องการ แต่ถ้าไม่ทำตาม ภรรยาและลูกหลานอาจได้รับผลกระทบในการทำงาน และฝ่ายการเมืองก็ทำได้จริงตามที่ขู่ จุดอ่อนของคนคือ บางทีตัวเองไม่กลัว แต่ห่วงลูกเมียมากกว่า 

หากข้าราชการหรือนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือผู้เห็นต่างคนใดทำผิดกฎระเบียบหรือผิดศีลธรรม จริยธรรม ผู้มีอำนาจจะแสวงประโยชน์จากจุดอ่อนนี้ทันที โดยใช้ต่อรองให้บุคคลนั้นกระทำหรือละเว้นการกระทำตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ เช่น หากรู้ว่าผู้นั้นยักยอก ทุจริต หรือเอาเงินไปฝากไว้ต่างประเทศ ก็จะใช้ต่อรองไม่ให้พูดโจมตีรัฐบาล หรือเปลี่ยนมาสนับสนุนรัฐบาลแทน บางคนแอบไปมีเมียน้อยซุกซ่อนไว้ เขาก็ดักฟังโทรศัพท์การสนทนาออดอ้อนระหว่างนักการเมืองกับเมียน้อย และนำมาใช้ข่มขู่แบล็กเมล์ไม่ให้นักการเมืองคนนี้อภิปรายโจมตีรัฐบาล หรือไม่ทำอะไรที่จะทำให้รัฐบาลเสื่อมเสีย เป็นต้น 

วิธีหนึ่งใช้ได้ผลมาแล้ว คือ ฝ่ายมีอำนาจรู้จักนิสัยของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามดีว่าชอบเด็กเอ๊าะๆ จึงสะกดรอยตามจนไปพบแหล่งพักผ่อนประจำ พอถึง วัน ว. เวลา น. ก็แจ้งให้ตำรวจไปจับกุมดำเนินคดีติดคุกติดตะรางกันไป เท่ากับทำลายคู่แข่งทางการเมืองจนไม่มีโอกาสเกิดอีก 

นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามบางคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตก็เคยโดนแบล็กเมล์มาแล้ว เพราะพลาดถูกแอบดักฟังโทรศัพท์ที่ตนเองคุยกับเมียน้อย แม้เป็นฝ่ายเดียวกัน แต่ผลประโยชน์ขัดกันก็โดนแบล็กเมล์มาแล้ว เช่น มีการใช้ภาพถ่ายที่นักการเมืองแอบเข้าโรงแรมกับกิ๊กสาวกลางวันแสกๆ ไปแบล็กเมล์ แต่เรื่องดังกล่าวเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจในทางมิชอบนำไปแบล็กเมล์เพื่อประโยชน์ของตนเอง 

วิธีป้องกันดีที่สุด คือ อย่าไปสร้างจุดอ่อนของตัวเองจนผู้อำนวยเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นายทุนระดับชาติบางคนที่สนับสนุนด้านการเงินให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ถูกข่มขู่คุกคามอย่างหนักให้ยุติการช่วยเหลือดังกล่าว โดยทั่วไป นักธุรกิจไม่ว่าใครก็ตามไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาล เพราะจะ “ไม่ได้รับความสะดวก” ในการติดต่อกับทางการ เสียโอกาสในการประมูลงานโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ บางคนถึงกับต้องเดินทางไปพบนายใหญ่เพื่อขอ “ชี้แจง” และถูกขู่ว่าต่อไปอย่าทำอีก 

มาตรการตรวจสอบภาษีย้อนหลังเป็นเครื่องมือประการหนึ่งของฝ่ายมีอำนาจในการข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับตน แม้ตัวเองไม่ได้ทำธุรกิจ แต่ญาติพี่น้องที่ทำธุรกิจก็ยังถูกตรวจสอบด้วย แม้ตัวเองจะบริสุทธิ์สะอาด แต่ญาติพี่น้องอาจโดนข่มขู่คุกคามเพื่อใช้ญาติพี่น้องมากดดันไม่ให้พูดต่อต้านรัฐบาล เพราะญาติพี่น้องเดือดร้อนไปด้วย

เวลานี้หน่วยงานรัฐบางแห่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือคนที่มีความเห็นต่าง โดยเฉพาะหน่วยงานหนึ่งที่หัวหน้าหน่วยคุยว่ามีเครื่องมือในการดักฟังที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในประเทศ ทั้งที่เครื่องมือเหล่านี้ถูกซื้อด้วยเงินภาษีของประชาชน โดยเจ้าของเงินต้องการให้เอามาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่เอามาใช้เป็นเครื่องมือสนองความต้องการของฝ่ายการเมือง 

การใช้อันธพาลไปข่มขู่ผู้มีความเห็นต่างเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้ การข่มขู่มีทั้งรูปแบบต่างๆ อาทิ ส่งคนไปคุกคามที่บ้าน ข่มขู่ทางโทรศัพท์ ทุบกระจกรถ ทำร้ายร่างกาย การเซ็นเซอร์รายการที่เห็นต่างหรืออาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เป็นต้น ฝ่ายตรงข้ามคนไหนที่ชอบคุยว่าเป็นผู้รู้ความลับหรือกุมความลับสำคัญของผู้มีอำนาจทางการเมืองไว้ อาจตายเอาง่ายๆ เพราะฉะนั้นหากใครรู้ความลับอะไรอย่าเก็บไว้กับตัว เพราะเป็นอันตราย รีบแพร่กระจายให้สื่อและสังคมรู้โดยเร็ว 

คนที่มีความเห็นต่างอย่างรุนแรงกับรัฐบาล เวลานี้จะไปไหนมาไหนก็ระมัดระวังตัวกันหน่อย อย่าไปที่เปลี่ยวคนเดียว ไปไหนมาไหนมีเพื่อนไปด้วยก็ดี การพูดโทรศัพท์ก็ระมัดระวัง แม้โทรศัพท์มือถือก็มีจุดอ่อน ต้องรู้จักเลือกค่าย แต่อย่ากลัวจนเป็นโรคประสาทไปเสียก่อน 

ทุน การเมือง ตำรวจ จับมือกันได้เมื่อไร คนที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาลเดือดร้อนเมื่อนั้น 

เปิด9ปมร้องค้านแก้รธน.รอศาลชี้ชะตา



วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2556, 13:18 น.
โดย...ทีมข่าวการเมือง 

เปิดศึกอภิปรายในที่ประชุมร่วมรัฐสภาอย่างดุเดือด ในที่สุดพรรคเพื่อไทยโบกธงนำพรรคร่วมรัฐบาลผสาน สว.เลือกตั้งเทเสียงโหวตวาระ 3 ปูทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละ รมว.กลาโหม ทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่มา สว.เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากมีการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะทำให้ระบบการได้มาซึ่ง สว.เป็นไปดังนี้ 1.ยุบระบบ สว.สรรหา ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน มีวาระดำรงตำเเหน่ง 6 ปี และไม่จำกัดวาระการดำรงตำเเหน่ง 2.บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง สส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถลงสมัครได้ 3.ผู้ที่ลงสมัคร สว.สามารถลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค การดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง สส.หรือ รัฐมนตรี แล้วสามารถลงสมัคร สว.ได้ทันทีโดยไม่กำหนดเวลาเว้นวรรคหลังจากลาออก 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่รัฐสภายังประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ปรากฏว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สว.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลได้มีมติรับคำร้องทั้งสิ้น 4 คำร้อง ประกอบด้วย คำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา, นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สส.ปชป. ,นายสาย กังกเวคิน สว.ระยอง และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.ปชป.แต่มีคำสั่งยกคำขอ ที่ผู้ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวการลงมติในวาระ 3 รวมถึงยกคำขอล่าสุดของพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา ที่ขอชะลอการทูลเกล้าฯ สมาชิกรัฐสภาจึงสามารถเดินหน้าโหวตวาระ 3 นำไปสู่การทูลเกล้าฯ โดยปราศจากคำสั่งคุ้มครองของศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญเวลานี้ จึงอยู่ที่คำร้องของ สส.ปชป.และกลุ่ม สว.ที่ศาลมีมติรับคำร้องก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องจับตาว่าที่สุดแล้วศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมาแนวทางใด โดยคำร้องค้านการเเก้ไขรัฐธรรมนุญที่มา สว.ทั้งหมดแบ่งออก 9 ประเด็น ดังนี้

1. ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติหลักการและเหตุผลให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่ง สว.มีลักษณะเช่นเดียวกับ สส.เพื่อให้ สว.สรรหาพ้นจากวุฒิสภานั้น เพราะทำลายการถ่วงดุลส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาบวกกับจำนวน สว.ที่มีฐานทางการเมืองเดียวกับพรรคฝ่ายข้างมาก ทำให้มีเสียงในรัฐสภาเกินกว่า 2 ใน 3 กรุยทางนำไปสู่การเกิดเผด็จการโดยรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นญัตติต้องห้ามจะเสนอมิได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291(1) วรรค 2

2. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ในส่วนของคำปรารภว่า “การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม”

3. ในร่างแก้ไขมาตรา 11 วรรค 3 ระบุว่า “เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามวรรคสอง หรือมีเหตุอื่นใดทำให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาฯ นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวที่สภาให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ และให้นำความมาตรา 150 และ 151 ของรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับโดยอนุโลม” ซึ่งมาตรานี้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหมวด 6 มาตรา 140 และ 141 ที่กระบวนการตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต้องผ่านวุฒิสภาให้พิจารณา 3 วาระ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อน

4. ร่างแก้ไขมาตรา 12 บัญญัติให้ สว.สรรหา สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่ สว.ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ทำให้ สว.สรรหา ที่เหลือวาระดำรงตำแหน่งถึง ก.พ.2560 ต้องถูกตัดสิทธิให้เหลือเพียงเดือน พ.ค.2557 จึงเป็นการลบล้างสิทธิการดำรงตำแหน่งของ สว.สรรหา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รัฐธรรมนูญปี 50 รับรองไว้ นอกจากนี้ผลของร่างแก้ไขมาตรา 12 ยังขยายวาระดำรงตำแหน่งของ สว.เลือกตั้งเพิ่มขึ้น โดยญัตติที่เสนอโดย สว.เลือกตั้งเอง เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 

5. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอญัตติโดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.พรรคเพื่อไทย กับร่างแก้ไขฉบับที่สมาชิกรัฐสภาทำการพิจารณาเป็นคนละฉบับกัน มีเนื้อหาต่างกันหลายส่วน เช่น ร่างฉบับที่แจกจ่ายให้สมาชิกสอดแทรกหลักการ โดยกำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 116 วรรค 2 และมาตรา 241 วรรค 1 เพิ่มเข้ามา มีการแทรกข้อความเพิ่มเข้าไปในมาตรา 5 ในส่วนของมาตรา 115 (9) มีการแทรกมาตรา 6 ขึ้นมาใหม่ทั้งมาตรา เป็นต้น

6. การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2556 เวลาประมาณ 02.00 นาฬิกา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 137 วรรค 2 และฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จากกรณีมีผู้เสนอญัตติกำหนดเวลาการแปรญัตติต่างกัน คือ ภายใน 15 และ 30 วัน โดยต้องขอมติจากที่ประชุมเพื่อวินิจฉัย แต่เมื่อนับองค์ประชุมแล้วปรากฏว่าไม่ครบองค์ แทนที่นายสมศักดิ์จะมีคำสั่งให้ปิดการประชุมหรือเลื่อนการประชุม แต่กลับทำการวินิจฉัยเสียเองว่าเมื่อองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องถือเอากำหนดเวลาในการแปรญัตติภายใน 15 วัน

7. การประชุมรัฐสภาพิจารณาวาระ 2 วันที่ 20 ส.ค.2556 ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคำแปรญัตติและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวม 57 คน โดยอ้างว่าคำแปรญัตติและการสงวนความเห็นของสมาชิกขัดต่อหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งที่สิทธิในการอภิปรายสนับสนุนคำแปรญัตติของสมาชิกในวาระ 2 ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ประธานรัฐสภาจะลิดรอนไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 130 ดังนั้นการตัดสิทธิสมาชิกย่อมมีผลให้กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยมิชอบ

8. นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรค 4 ที่บัญญัติให้ประธานรัฐสภาและผู้ทำหน้าที่แทนประธานต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ นายนิคมยังถือเป็น สว.เลือกตั้ง จ.ฉะเชิงเทรา แต่การทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่มีผลประโยชน์ต่อ สว.เลือกตั้งนั้น ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ที่บัญญัติว่า สส.และ สว.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

9. การประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เมื่อวันที่ 10 ก.ย.เวลา 17.33 น.ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายนริศร ทองธิราช สส.พรรคเพื่อไทย จ.สกลนคร ได้ทำการกดบัตรลงคะแนนแทนสมาชิกรายอื่น การกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 130 ที่บัญญัติให้การลงคะแนนเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคน และถือว่าผู้ที่ลงคะแนนให้นั้นลงคะแนนเสียงเกินกว่าหนึ่งคะแนน ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 126 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน”

เส้นทาง"จรูญ อินทจาร"ประธานศาลรธน.คนใหม่


วันพุธที่ 9 ตุลาคม 2556, 04:38 น.
โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “จรูญ อินทจาร” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญใหม่แทน “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” ที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านี้ ขั้นตอนต่อไปจะส่งเรื่องให้ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

จรูญ ในวัย 69 ปี จะมีวาระดำรงตำแหน่งอีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้น เพราะทันทีที่มีอายุครบ 70 ปี ในวันที่ 29 พ.ค. 2557 จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ โดยเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1 ปี แม้จะเป็นเวลาที่สั้นแต่หนทางข้างหน้านับว่าวิบากไม่น้อย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีงานใหญ่รออยู่ถึง 2 งานด้วยกัน

1.การวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งแยกย่อยเป็นอีก 2 ประเด็น 

- การวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และ 237 ที่ตัดอำนาจไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับคำร้องจากประชาชนว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้โดยตรง ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ โดยมีอยู่ในสารบบของศาลอยู่จำนวน 6 คำร้อง 

- การวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว. เป็นลักษณะของการกระทำที่เข้าข่ายต่อการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ซึ่งมีอยู่ในสารบบของศาล 4 คำร้อง 

2.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 หรือไม่ หลังจากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในอนาคต

นอกเหนือไปจากงานวินิจฉัยอรรถคดีแล้ว ประธานศาลคนใหม่ยังมีภารกิจในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระถึง 3 องค์กรด้วยกัน ได้แก่ 1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3 คน 2.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน และ 3.กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 1 คนแทน 

สำหรับเส้นทางในสายศาลรัฐธรรมนูญของ “จรูญ” เริ่มจากการได้รับฉันทามติจากที่ประชุมตุลาการศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2551 ให้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับ “อุดมศักดิ์ นิติมนตรี” โดยการทำงานในด้านการพิจารณาวินิจฉัยอรรถคดีนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นที่ปลาบปลื้มของพรรคเพื่อไทยมากนัก ไล่ตั้งแต่ปี 2551 วินิจฉัยให้ยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นเวลา 5 ปี

ถัดมาปี 2553 ได้เป็นเสียงข้างมากไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ในคำร้องกล่าวหาว่าบริษัท ทีพีไอโพลีน จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้กับบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัท ทีพีไอโพลีน ให้กับพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 258 ล้านบาท

ไม่เพียงเท่านี้ ในปีเดียวกันได้แจ้งความดำเนินคดีกับ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ในข้อหาหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการบริหารในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้จรูญต้องขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะตุลาการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในปมเงินบริจาคเข้าพรรค 29 ล้านบาท

ขณะที่การวินิจฉัยคดีในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของจรูญนับว่ามีความน่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะใน 2 คดีสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

เริ่มตั้งแต่การให้ความเห็นว่าการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุน วางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 

“การโอนการบริหารจัดการหนี้ไปให้กองทุนฯ มีเจตนา เพื่อบรรเทาภาระของงบประมาณแผ่นดินในการที่จะต้องจัดการคืนหนี้พร้อมดอกเบี้ยของกองทุนฯ อันจะทำให้มีงบประมาณแผ่นดินสำหรับจัดสรรไปฟื้นฟู บรรเทา เยียวยา และในการบริหารจัดการป้องกันอุทกภัย” ส่วนหนึ่งจากความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2555 

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ “จรูญ” ได้ให้แนวทางเอาไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตนว่า “หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่...ย่อมกระทำได้โดยการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่งอาจแสดงออกโดยการลงประชามติเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” (วันที่ 13 ก.ค. 2555) 

เห็นแบบนี้แล้วทำให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ผู้นำคนใหมจึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง 

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รายงาน เสวนา "วีรชนจีระ บุญมาก กับเจตนารมณ์ 14 ตุลา" และนิด้า

Fri, 2013-10-11 20:04

คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์จัดอภิปรายในโอกาสรำลึก 40 ปี 14 ตุลา หัวข้อ "วีรชนจีระ บุญมาก กับเจตนารมณ์ 14 ตุลา" ที่นิด้า อธิการบดีร่วมกล่าวเปิดงานชี้เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยเบ่งบานในสังคมไทย
9 ต.ค.56 เวลา 13.00 น.ที่  ห้องประชุม “จีระ บุญมาก” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์จัดอภิปรายในโอกาสรำลึก 40 ปี 14 ตุลา หัวข้อ "วีรชนจีระ บุญมาก กับเจตนารมณ์ 14 ตุลา" โดยมี ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษร จุฬาฯ ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รวมอภิปราย
ภาพซ้าย นางละเมียด บุญมาก ภรรยาจีระ
ภาพขวา จีระ บุญมาก ขณะถูกยิงเสียชีวิต
อธิการบดีเล่าถึงความผูกพันจิระกับนิด้า และคุณูปการ 14 ตุลา
รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาตร์ (นิด้า) กล่าวเปิดการอภิปรายด้วยว่า คุณูปการของการต่อสู้ 14 ตุลา 2516 ได้เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยเบ่งบานในสังคมไทย เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ส่งผลให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางความคิดและมีสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ความงดงามของ 14 ตุลาไม่เพียงทำให้ประชาธิปไตยปักหลัก สร้างฐานในระบบการเมืองการปกครองของไทยเท่านั้น นักเรียน นิสิต นักศึกษาประชาชนยังได้ศึกษาถึงวีรภาพอันวีระอาจหาญของวีรชน
อธิการบดีนิด้าเล่าถึงจีระ บุญมาก ว่าเป็นนักศึกษาปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เวลาประมาณ 12.00 น. เป็นศพแรก ในวันเกิดเหตุจีระพาลูกออกไปเดินเล่นซื้อของ เมื่อกลับมาบ้านได้ฟังวิทยุรายงานข่าวว่านักเรียนนักศึกษากำลังจะก่อการจลาจล และบุกเข้ายึดวังสวนจิตรลดา จีระไม่เชื่อว่าข่าววิทยุจะเป็นความจริง จึงออกจากบ้านเพื่อมาดูสถานการณ์ จีระถือธงชาติเดินเข้าหาทหาร ขอร้องว่าทหารอย่าทำร้ายเด็กนักเรียนที่ไม่มีอาวุธ แต่เขากลับถูกยิงและเสียชีวิตทันที นักศึกษาประชาชนได้นำธงชาติเข้ามาเช็ดเลือดจีระ ห่มร่างด้วยธงชาติ และนำศพขึ้นไปวางบนพานรัฐธรรมนูญที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการแห่ศพข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปที่สี่แยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี
“ชื่อของวีรชนผู้หาญกล้าจีระ บุญมาก ได้รับการเสนอเป็นชื่อห้องประชุมของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์หรือนิด้า เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้นักศึกษา คณาจารย์ และประชาชนทั่วไปได้รำลึกถึง ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของเหตุการณ์ 14 ตุลา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์จึงไม่ลังเลที่จะร่วมกับสมาคมญาติและวีรชน 14 ตุลา 16 และคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งมีคุณละเมียดบุญมาก ภรรยาของจีระ บุญมากเป็นรองประธานกรรมการในการจัดงานสัมมนาในวันนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย และเจตนารมณ์ของวีรชน เป็นการร่วมบันทึกทางประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่ช่วยเตือนใจและเตือนสติพวกเราทุกคน ถึงเรื่องราวในอดีตที่ผูกพันกับเรา” รศ.ดร.ประดิษฐ์ กล่าว
สารคดีจีระ บุญมาก ที่นางละเมียด ภรรยาจีระ นำมาฉายในงาน
ห้องประชุม จีระ บุญมาก กับนิด้า
ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี กล่าวถึงความสำคัญของห้องประชุมจีระ บุญมาก กับนิด้าเนื่องจากที่นี่เริ่มต้น 2509 ในช่วงแรกสร้างตึกแล้วไม่มีการตั้งชื่อเฉพาะ ห้องประชุมจีระ ในฐานะที่เขาเป็นเป็นอาคารแรกที่มีการตั้งชื่อ ในปี 17 ทำให้เห็นว่าจีระ นักศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลา มีความหมายมากกับนิด้า  ซึ่งหอประชุมดังกล่าวมีชั้นเดียวสามารถรองรับคนได้ 300 คน ใช้ทั้งงานรับปริญญา ปฐมนิเทศ งานสังสรรค์ จนกระทั้งปี 46 จึงมีการรื้อเนื่องจากไม่สามารถรองรับนักศึกษาที่มีมากขึ้น จนกระทั้งมีความคิดที่จะสร้างสร้างหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา ที่จะรองรับคนได้มากขึ้น ดังนั้นภาระหอประชุมจีระฯ จึงลดลง อย่างไรก็ตามห้องประชุมนี้เป็นประโยชน์กับนิด้า และทุกคนที่มาก็รู้จักจีระจากห้องประชุมนี้
ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ กล่าวด้วยว่าตนมีส่วนสำคัญในการทุบห้องประชุมจีระ ในปี 47 เนื่องจากขณะนั้นเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน เพื่อสร้างอาคารที่รองรับนักศึกษาที่มากขึ้น โดยในครั้งนั้น มีอาจารย์หลายคนก็ทักท้วงว่าจะทำให้ชื่อ “จีระ” หมายไปจากนิด้า แสดงให้เห็นว่าชื่อนี้มีความสัมพันธ์กับนิด้าย่างมาก และตามโครงการที่สร้างตึกใหม่ก็มีแผนไว้แต่แรกว่าจะต้องมีห้องประชุมจิระอยู่ด้วย
ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี
จีระ กับ 14 ตุลา เคลื่อนไหวด้วยความเสียสละและสันติ
เหตุที่ชื่อจีระ ถึงเป็นที่รู้จักคู่กับ 14 ตุลา ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ มองว่า เนื่องจากเวลาคนเราทั่วไปจะจำเหตุการณ์อะไรก็จะโยงภาพเข้ากับตัวเอง ถ้านึกถึงภาพ 14 ตุลา หลายคนจะเห็นหลายอย่าง มี 2 ภาพที่เห็นคือ ภาพ จีระ บุญมาก กับธงชาติที่เปื้นเลือด อีกภาพเป็น ภาพคุณก้านยาว (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ มีชื่อเดิมว่า ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว)ดังนั้นคุณจีระยังอยู่ในจินตภาพของคนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา
ก่อนถูกยิงคุณจีระ เขาออกจากบ้าน หลังจากฟังข่าวกรมประชาสัมพันธ์ แล้วคนรู้สึกว่าไม่จริง เมื่อไปที่เกิดเหตุเห็นว่าช่ากลกับทหารเผชิญหน้ากัน คุณจีระต้องการให้ช่างกลใจเย็นๆ แล้วเอาส้มกับธงชาติ เดินไปหาทหาร ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนนั้นต้องการสันติ ต้องการปรองดอง ดังนั้นเมื่อดูจาก จีระ แสดงให้เห็นว่าเป็นกระแสที่รักความเป็นธรรม ประชาธิปไตยด้วยใจบริสุทธิ์ และสันติ บวกกับเป็นนักศึกษาปริญญาโท มีครอบครัวแล้ว ทำให้คนเห็นถึงความเสียสละสู้เพื่อประชาธิปไตย จึงไปกระตุ้นความรู้สึกกับคนอื่น คุณจีระจึงเป็นจิตภาพสะท้อนคนที่เคลื่อนไหวด้วยความเสียสละและสันติ
การเปลี่ยนแปลง 3 ด้านหลัง 14 ตุลา
ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ กล่าวว่าหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. สร้างการเปลี่ยนแปลงกับประเทศไทยใน 3 ด้าน
  1. วัฒนธรรม ในส่วนที่เปลี่ยนอย่างต่อเนื่องคือความรู้สึกที่ว่าสังคมไทยต้องมีประชาธิปไตย ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไม่ต่อเนื่องคือเรื่องของจิตใจนักศึกษาช่วงนั้นกระแสหลักคือมีจิตอาสา มีส่วนช่วยให้คนรุ่นนี้มีจิตใจสาธารณะที่กระตือรือร้นเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม แต่สิ่งนี้ไม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันนักศึกษามีลักษณะที่เหมือนก่อน 14 ตุลา คือเป็นแบบสายลมแสงแดด
  2. มหาวิทยาลัยรับแนวคิดของประชาธิปไตยมาใช้ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร จากที่ก่อนหน้านี้ทหารจะเข้ามาบริหารมหาวิทยาลัย โดยนิด้าเป็นที่แรกที่มีการสรรหาอธิการและมีการเลือกตั้งคณะบดี ทำให้มีบรรยากาศที่มีความเป็นอิสระในการบริหารจากรัฐบาลขึ้น มีอิสระในทางวิชาการ ทหารหมดบทบาทลงในมหาวิทยาลัย
  3. เศรษฐกิจ โดย 14 ต.ค. ทำให้ไทยปฏิรูประบอบเศรษฐกิจโดยปล่อยให้ตลาดเป็นเสรี เพราะทหารถูกลดบทบาทลงในทางเศรษฐกิจ
14 ตุลา กับการพัฒนา
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่าคุณจีระเป็นคนต้องการความสันติ ไม่ต้องการความรุนแรง ถือธงเพื่อที่จะไปเจรจากับทหาร นิด้า ตั้งขึ้นโดยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การศึกษาเกี่ยวกัยการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตั้แต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ดันนี้ความต้องการของคนที่ทำงานหรือข้าราชการ คือต้องกาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนา คุณจีระ เมื่อมาเรียนนิด้า ก็ได้ความรู้ความคิดที่จะมีส่วนร่วมให้การพัฒนาประเทศ แต่เนื่องจากระบอบการเมืองการปกครองเป็นเผด็จการทหาร เมื่อเริ่มต่อสู้ 14 ต.ค. ดังนั้นคุนจีระจึงสนใจและเมื่อได้ยินกรมประชาสัมพันธ์คุณจีระก็ไม่เชื่อจึงออกจากบ้านไปที่ชุมนุม
ผลของ 14 ตุลา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลายประการ เช่น
  1. ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพและตื่นตัวทางการเมือง ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ จะเห็นได้ว่าหลัง 14 ต.ค. กรรมกรชุมนุมกันมากขึ้น ชาวนาตื่นตัวมากขึ้น
  2. เป็นการไปทุบหัวผู้ปกครองจนแตก หลัง 14 ตุลา ผู้ปกครองไทยไม่สามารถปกครองเหมือนเมื่อก่อนที่คนๆ เดียว สามารถปกครองได้ยาวนาน ทำให้ชนชั้นปกครองไทยแตกไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้นชนชั้นปกครองจึงไม่สามารถทำได้เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็นเผด็จการระยะยาว
  3. ในทางเศรษฐกิจ 14 ตุลา ทำลายระบบการผูกขาดตัดตอน ของทุนขุนนาง เปิดทางให้ทุนขนาดเล็กและกลางสามารถใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อก่อนนั้นทหารจะเป็นประธานบริษัท หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ทหารก็มาเป็นอธิการบดี
รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เกร็ดบางเรื่องในทางประวัติศาสตร์ 14 ตุลา
รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กล่าวถึงเกร็ดบางเรื่องในทางประวัติศาสตร์ในขณะนั้นเรารู้สึกว่ารัฐบาลเผด็จการจะมาทำลายความเป็นอิสระของศาล คิดว่า ปัญหาหลักมาจาก รัฐบาลถนอม ประภาส ภาพพจน์ไม่ดี แล้วหลวงจำรูญเนติศาสตร์ (จำรูญ โปษยานนท์) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอกฏหมายโบว์ดำ จากการที่รัฐบาลขณะนั้นไม่สามารถควบคุมข้าราชการยุติธรรมได้ ขณะที่ข้าราชการอื่นรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งโยกย้ายได้ ขณะที่ข้าราชการยุติธรรม ต้องปฏิบัติตาม กต. ตัดสิน แม้แต่ทหารขณะนั้นยังสามารถควบคุมได้ ดังนั้นหลวงจำรูญจึงเสนอให้ข้าราชการอยู่ในระบบเดียวกันหมด แต่ถูกคัดค้าน ในที่สุดก็ต้องถอย จึงปิดฉากกฎหมายโบว์ดำและหลวงจำรูญ
เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแห้ง โดยเมื่อปี 2513 มหาลัยทั่วประเทศรับนักศึกษาทั้งระบบ ได้เพียงหมื่นคน ขณะที่นักเรียนจบ ม.ศ. 5 27,000 คน แสดงว่ามี คนที่ไม่ได้เรียกต่อถึงหมื่นเจ็ดพันคน จึงไม่แปลกที่นักเรียนขณะนั้นสอบเข้ามหาลัยไม่ได้ก็กินยาตาย ดังนั้นโครงการที่นักการศึกษากลุ่มหนึ่งที่ ดร.สัก เป็นแกนนำ คือการตั้ง ม.ราม จึงมีความสำคัญต่อการศึกษา และนักศึกษาที่ รามฯ ก็เป็นกำลังสำคัญของการเคลื่อนไหว 14 ตุลา แต่การเมืองก่อน 14 ตุลา ดร.สักก็ต้องเข้าหาผู้มีอำนาจหรือประภาส เพื่อผลักดันโครงการมหาวิทยาลัยรามฯ จนผ่าน แต่ก็กลายเป็นปัญหาการเมืองต่อมา
มองถนอมอีกมุม
รศ.ดร.สุธาชัย กล่าวว่าเมื่อมองทางประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปดูการบริหาร ประเทศสมัยถนอมก็ไม่ได้เลวร้ายนัก จอมพลถนอม บริหารประเทศก่อนที่จะมาเป็นนายก เพราะจอมพลสฤษดิ์ ป่วย จอมพลถนอม จึงบริหารราชการแทนในฐานะรองนายกคนที่ 1 และเรื่องภาพพจน์ทุจริตนั้นไม่ได้มีตัวเลขที่แสดงว่าถนอมร่ำรวยผิดปกติ แต่จุดอ่อนที่ทำให้ถนอนพังคือ หนึ่งการรัฐประหารตัวเอง ทำให้ความขัดแย้งทั้งหมดไปรวมศูนย์อยู่ที่ถนอม สองคือการโปรโมทณรงค์ กิตติขจร มากเกิดไป ภาพพจน์ของณรงค์จึงมาทำลายถนอมเอง ในความเป็นจริงภาพถนอมนั้น มีภาพของความเป็นเป็นนายกคนซื่อเมื่อครั้งขึ้นมาสู่อำนาจแรกๆ ซึ่งถ้าตายก่อน 14 ตุลา นั้นก็อาจมีภาพเป็นฮีโร่ บังเอิญ อยู่มาถึงปี 16 ภาพจึงเป็นผู้ร้าย ดันั้นหากมองประวัติศาสตร์แล้วเข้าใจใหม่มันมีลัษณะพิเศษอยู่ ประวัติศาสตร์ที่มันจริงมันอาจเป็นอีกเรื่องกับที่เป็นอยู่เพราะมันถูกตีความอธิบายด้วยการเมือง
กลุ่มต้านถนอม ที่ไม่ได้มีเพียงนักศึกษา
รศ.ดร.สุธาชัย กล่าวถึงขบวนการ 14 ตุลา ว่าแม้ขบวนการนักศึกษาจะสำคัญ แต่จริงๆ มันเกิดจากกลุ่มทางการมืองที่ต้านถนอมอยู่ 3 กลุ่ม คือ
  1. พวกก้าวหน้า รวมถึงขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย นักประชาธิปไตย
  2. กลุ่มศักดินา หรือโมนากี้เซอร์เคิล กลุ่มนิยมเจ้า กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ 2 ลักษณะกับฝ่ายถนอมหรือขุนศึก หนึ่งคือการร่วมมือ โดยขุนศึกเอากลุ่มนี้มาเป็นกำแพงต้าน ฝ่ายก้าวหน้า แต่ฝ่ายอนุรักนิยมกลับเล่นบทพระรอง จึงมีความขัดแย้งจากการที่ต้องการเล่นบทหลัก และหลังจากปี 11 ความขัดแย้งก็มีมากขึ้น สถาบันกษัติรย์มีควาใกล้ชิดกับขบวนการนักศึกษามากขึ้น เสด็จทรงดนตรีตามมหาวิทยาลัย มีจำนวนหนึ่งเข้าเฝ้า หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่ทันยุคสมัย ดังนั้น ขบวนการนักศึกษายังไม่ได้เป็นฝ่ายก้าวหน้า ก่อนวันที่ 14 ตุลา นักศึกษาที่ถูกจับและได้รับการปล่อยตัว แต่ยังไม่มาที่ชุมนุม ช่วงบ่าย วันที่ 13 ตุลา นักศึกษาที่ออกมาจากคุกนั้นก็ไปรอเข้าเฝ้า จึงกล่าวได้ว่านักศึกษาในปี 16 ไม่ได้เป็นซ้าย หรือขบวนก้าวหน้า
  3. ทหารไม่เป็นเอกภาพ มีทหารกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เอาถนอม-ประภาส เช่น พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ ที่เคยเป็นคนใกล้ชิด ปรีดี แม้แต่ถนอม-ประภาสจอมพลสฤษดิ์ ก็ไม่ได้ไว้วางใจ
ดังนั้น 14 ตุลา จึ้งเป็นความขัดแย้งที่ซับซ้อน นักศึกษาจึงเป็นผู้ที่มาถูกจังหวะ จากความขัดแย้งที่เขม็งเกลียวนี้
ห้องประชุมจีระฯ ชั้น 3 อาคารสยามบรมราชกุมารี
นอกจากห้องประชุมจีระ บุญมาก เปลี่ยนจากห้องประชุมที่เป็นชั้นเดียวมาอยู่ชั้น 3 อาคารสยามบรมราชกุมารี ที่สร้างใหม่แล้ว ผู้สื่อข่าวสอบถามนางละเมียด บุญมาก ภรรยาจีระ พบว่าเธอยังทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่ห้องพยาบาลชั้นล่างอาคารกีฬาและสโมสรนักศึกษาในนิด้าด้วย
ภายในห้องประชุมจีระฯ

ชงเก็บค่าน้ำคลองชลประทาน เข้าครม.อาทิตย์หน้า

ประชุม ครม 15 ตุลา 2556 จะมีการพิจารณา ร่างกฎกระทรวง เก็บค่าน้ำชลประทาน ตามที่กระทรวงเกษตรเสนอ ชาวนานา ชาวสวน ตามแนวคลองชลประทาน เตรียมตัวจ่ายค่าน้ำ ในการเพาะปลูก

ได้แก่

1.ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำ สายใหญ่ฝั่งซ้าย คลองน้ำแดง จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ถึงกิโลเมตรที่ 9.800 ในท้องที่ตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม

จังหวัดกระบี่

2. ทางน้ำชลประทาน อ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ ในท้องที่ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

3. ทางน้ำชลประทาน อ่างเก็บน้ำห้วยทราย ในท้องที่ ตำบลละลมใหม่พัฒนา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

4. ทางน้ำชลประทานแม่น้ำยม จากศูนย์กลางฝายแม่ยม ในท้องที่ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ไปทางเหนือน้ำ ถึงกิโลเมตรที่ 0.760 ในท้องที่ตำบลบ้านหมุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ไป

ทางท้ายน้ำ ถึงกิโลเมตรที่ 0.900 ในท้องที่ตำบลบ้านหมุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

5. ทางน้ำชลประทานคลองท่าแนะ จากศูนย์กลางฝายคลองท่าแนะกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ไปทางเหนือน้ำถึงกิโลเมตรที่ 4.200 ในท้องที่ตำบลเขาย่า

อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ไปทางท้ายน้ำถึงกิโลเมตรที่ 1.100 ในท้องที่ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง

6. ทางน้ำชลประทาน อ่างเก็บน้ำหนองสิ ในท้องที่ตำบลสิ และตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

7. ทางน้ำชลประทานแม่น้ำน่าน (ลำน้ำเดิม) จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลหนองแขม และตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ถึงกิโลเมตรที่ 5.150 ในท้องที่ตำบลพรหม

พิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

8. ทางน้ำชลประทานแม่น้ำนครนายก จากศูนย์กลางอ่างเก็บน้ำ เขื่อนขุนด่านปราการชล กิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ถึงกิโลเมตรที่ 33.000 ใน

ท้องที่ตำบลนครนายก อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

9. ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำ เขื่อนขุนด่านปราการชล ในท้องที่ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี และตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

10. ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในท้องที่ตำบลลำนารายณ์ ตำบลท่าดินดำ ตำบลชัยบาดาล ตำบลม่วงค่อม ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล ตำบลท่าหลวง ตำบลแก่งผักกูด

อำเภอท่าหลวง ตำบลโคกสลุง ตำบลมะนาวหวาน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และตำบลวังม่วงตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3 (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2556)

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3  (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน  2556)
ประธาน สภาวิชาชีพข่าวฯ
นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์  รักษาการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
รองประธานคนที่ 1
นายวิวัฒน์ จันทสุวรรณโณ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5
รองประธานคนที่ 2
นายเจษฏา อนุจารี   อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงานปฏิบัติการ สภาทนายความ   
เลขาธิการ
นายนิพนธ ตั้งแสงประทีป  หัวหน้ากองบรรณาธิการ ข่าวภาคกลางฝ่ายข่าวภูมิภาคสำนักข่าวไทย อสมท.
เหรัญญิก
น.ส.ชไมพร คงเพชร  ผช.กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
กรรมการ
น.ส.สนมพร ฉิมเฉลิม   ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
กรรมการ
นายศักดา  จิรัธยากูล  บรรณาธิการบริหาร  สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น จำกัด
กรรมการ
นายปฏิวัติ วสิกชาติ     ผู้จัดการส่วนงานข่าว สถานีข่าว TNN 24
กรรมการ
นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย  ผช.กรรมการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวT news
กรรมการ
นายสุรชา  บุญเปี่ยม  Executive News Producer  สถานีโทรทัศน์ Spring News
กรรมการ
นายประทีป คงสิบ   ผู้อำนวยการฝ่าย Content & Program สถานีโทรทัศน์ VOICE TV
กรรมการ
นายวีระพงษ์ ลิ้มธนสาร   ผู้อำนวยการข่าว  มหาชัยเคเบิล
กรรมการ
นายอนุพงษ์  ไชยฤทธิ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท มีเดียสตูดิโอ จำกัด
กรรมการ
นางสาวเยาวลักษ์ อนุพันธุ์  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
กรรมการ
นายอรินทร์  จิรา  ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนประเทศไทย
และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
กรรมการ
ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา   อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรรมการ
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล    กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
กรรมการ
ผ.ศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล สึคาโมโต้   อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ
คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล