PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อุกฤษออกแถลงการณ์ แนะ′ปู-ครม.′รอคำวินิจฉัยกลางศาล รธน.

วันที่ 8 พฤษภาคม นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) อดีตประธานรัฐสภา แถลงการณ์ ประธาน คอ.นธ.เรื่อง แนวทางปฏิบัติภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 กรณีมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวและวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 มีส่วนโดยอ้อมในการก้าวก่ายและแทรกแซงอันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญด้วย นายกฯและรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้  ในส่วนรัฐมนตรีอื่นที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมและมีมติให้แต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้นั้น
              
ประเด็นดังกล่าว เคยทำจดหมายเปิดผนึกต่อสาธารณชนแล้ว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2557 โดยเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้พิจารณาตั้งแต่ต้น เพราะในเมื่อนายกฯและครม.ทั้งคณะพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อมีการยุบสภา จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยอีก และการย้ายนายถวิลเป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง และมีความเห็นต่อไปว่า 

ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติตามคำวินิจฉัยเพราะความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์จะสิ้นสุดลงหรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า นายกฯและรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

 แต่ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและมีคำวินิจฉัยออกมาดังกล่าวก็ขอเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่าจะต้องดำเนินการหรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไรเพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับทั้ง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายของประเทศ อันจะนำไปสู่สังคมที่มีความเป็นปกติสุข ดังนี้
                
1.ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไปอย่างไร ในเบื้องต้นควรที่จะต้องรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”เสียก่อน
               
2.เมื่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วคณะรัฐมนตรีควรที่จะนำคำวินิจฉัยนั้นหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของคณะรัฐมนตรีว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยโดยเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เพียงใด และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ หรือไม่ 

เนื่องจากตุลาการที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาและทำคำวินิจฉัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณาวินิจฉัยและที่สำคัญการพิจารณาวินิจฉัยคดีดังกล่าวได้กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญรองรับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคหก ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวตกไปทั้งฉบับ
                
3.ระหว่างที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง หมดอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่มีเจตนารมณ์ให้มีความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ให้มีช่องว่างแห่งการใช้อำนาจมหาชน
              
4.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วเพื่อที่จะได้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอันเป็นการยุติบทบาทหรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิมตามที่หลายฝ่ายต้องการ ในการเลือกตั้งดังกล่าวควรที่จะมีการทำประชามติไปในคราวเดียวกันว่าคณะรัฐมนตรีชุดเดิมจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่

รายละเอียดมติป.ป.ช. 7:0ชี้มูลความผิด ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"

รายละเอียดมติป.ป.ช. 7:0ชี้มูลความผิด ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" ว่าจงใช้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหาย





จาตุรนต์ ฉายแสง:ถ้าองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ยังสมคบกันที่จะสร้างสุญญากาศทางการเมือง

“...ถ้าองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ยังสมคบกันที่จะสร้างสุญญากาศทางการเมือง เพื่อให้มีนายกฯคนนอกอย่างที่พวกเขาเปิดเผยมาบ้างแล้วนี้ เขาจะขาดความชอบธรรมอย่างรุนแรงและจะพบกับการต่อต้านครั้งใหญ่อย่างแน่นอน”.


ปปช.มีมติ ชี้มูลผิดทุจริตจำนำข้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต่อหน้าที่ 7:0

8พ.ค.2557 ปปช.มีมติ ชี้มูลผิดทุจริตจำนำข้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต่อหน้าที่ 7:0 ส่งวุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ส่วนคดีอาญา ส่งต่อศาลคดีอาญาผู้ดำลงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนความเสียหายทางแพ่ง จะพิจารณาอีกที
//////////
ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 7:0 เสียง ให้ส่งวุฒิสภาถอดถอน “ยิ่งลักษณ์”พ้นตำแหน่ง ฐานปล่อยมีทุจริตจำนำข้าว
เมื่อเวลา 15.00 น.วันนี้ 8 พ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงถึงกรณีโครงการทุจริตจำนำข้าวรัฐบาลว่า ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ชี้ว่ามีมูลเพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากวุฒิฯ มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติให้ไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีอาญา ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในโครงการจำนำข้าวด้วย


ด่วน! กาชาดปรับแผนการรับบริจาคโลหิต วันที่ 9 พฤษภาคม 2557

ด่วน! กาชาดปรับแผนการรับบริจาคโลหิต วันที่ 9 พฤษภาคม 2557
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เตรียมพร้อมแผนสำรองโลหิต วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 โดยการจัดหน่วยรับบริจาคโลหิตออกรับบริจาคโลหิตรอบนอก กทม. และปริมณฑล 4 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ผู้บริจาคโลหิต
แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้มีการระดมพลใหญ่บริเวณถนนอังรีดูนังต์ และบริเวณใกล้เคียง และคาดว่าประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่สะดวกในการเดินทางมาบริจาคโลหิต ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดหาโลหิตได้ตามเป้าหมาย คือ วันละ 1,600 -2,000 ยูนิต และ ไม่มีโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงปรับแผนการรับบริจาคโลหิตเพิ่มเติมบริเวณรอบนอกในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 4 แห่ง ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 11.30 -15.30 น. ดังนี้
1. ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค (สถานที่รับบริจาค หน้าห้าง)
2. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บางนา (สถานที่รับบริจาค ลานจอดรถฝั่งประตูทางเข้า KFC)
3. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (สถานที่รับบริจาค หน้าลิฟท์แก้ว ชั้น 4)
4. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 (สถานที่รับบริจาค โถงลิฟท์แก้ว ชั้น G)
จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตดังกล่าว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101

ชมรมแพทย์ชนบท แจ้งเครือข่ายระดมคนอุปกรณ์ร่วมชุมนุม๙พ.ค.กับกปปส.จนกว่าชนะ

แจ้งทีมโรงพยาบาลต่างๆที่จะมาร่วมทำหน้าที่หน่วยแพทย์โรงพยาบาลสนาม
ขอให้ทุกโรงพยาบาลจัดเตรียมบุคลากรและเวชภัณฑ์ประจำรถมาด้วย
รายการการเตรียมโรงพยาบาลสนาม Mobile สำหรับสถานการณ์ปกติ
องค์ประกอบ
1. รถพยาบาล Advance 1 คัน ต้องมีอุปกรณ์ดังนี้ (รถโรงเรียนแพทย์)
- sets CPR, Defbrillator
- Mobile Ventilator +
- อุปกรณ์ Basic : O2, BP
รถพยาบาล Basic or Advance 2 คัน (รถแพทย์ชนบท)
รถมูลนิธิ 2 คัน
รวม 5 คันต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
2. บุคลากร
2.1 แพทย์ : อย่างน้อย 1 คน ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม (เหมาะสมที่ 2-3 คน ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม)
2.2 พยาบาลวิชาชีพ/ ผู้ช่วย : อย่างน้อย 2 คน ต่อ 1 โรงพยาบาล สนาม รวม 6 คนต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
2.3 เจ้าหน้าที่กู้ภัย/คนขับ : อย่างน้อย 1 คน ต่อรถทุกขนาด รวม 5 คน ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
คุณสมบัติอุปกรณ์
1. รถพยาบาล Advance
o สามารถทำการกู้ชีพระดับ Advance ได้
o จากโรงเรียนแพทย์ กทม.
รถพยาบาล Basic
o ทำ Basic life support ได้
o จากโรงพยาบาลต่างจังหวัด หรือ กทม.
2. แพทย์ทั่วไป + Surgeon
เวชภัณฑ์
A. มวลชลขนาดใหญ่
- Ammonia 24 ขวดใหญ่ ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
- สำลีก้อน 20 ถุงใหญ่ ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
- กล่องโฟมขนาดใหญ่ใส่น้ำแข็ง 3 กล่อง ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม บรรจุน้ำแข็งพร้อม
- ผ้าเย็นเช็ดหน้า 2,000 แผ่น ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
- สเปรย์ ย่านาง 3 กล่อง ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
- น้ำดื่มขวดเล็ก/ใหญ่ ปริมาณมาก
- น้ำหวาน/น้ำอัดลม ปริมาณมาก
o เฮลส์บลูบอย 3 ขวด ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
o น้ำอัดลมขนาดเล็ก 100 ขวด ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
- เกลือแร่ซอง 100 ซอง ต่อ 1 โรงพยาบาลสนาม
B. เวชภัณฑ์เฉพาะ
1. ยากู้ชีพ
o Adrenaline (IV)
o Atropine (IV)
o Naloxone (IV)
o MO (IV), Pethidine (IV)
o Lasix (IV)
o Diazepam (IV)
o NaHCO3 (IV)
2. ยา IHD
o Isordil Sublingual tab (5mg) = 20 tabs
o ASA gr V = 20 tabs
3. ยา Anaphylaxis
o Dexamethazone IV 5 mg. or 4 mg./vial = 5 vials
o CPM IV = 5 doses
o CPM = 20 tabs
4. ยา Diabetic
o 50% glucose 50 ml. = 5 doses
5. ยาพ่น
o Berodual or Ventolin inhaler = 3
o Berodual or Ventolin nebule = 10 doses
6. ยา GI
o Alum milk = 3 bottles
o Air-X = 100 tabs
o Imodium = 100 tabs
7. ยา Motion sickness
o Dimenhydrinate = 100 tabs
o Plasil = 50 tabs
8. อุปกรณ์การแพทย์
8.1 ชุดพ่นออกซิเจน/ พ่นยา = 30 sets
8.2 Airway = 3 sets
8.3 Endotracheal Tube No. 6-8 อย่างละ 3 อัน
8.4 Ambu bag = 3 sets
8.5 Oxygen Sat monitor = 2 sets
8.6 Dextrostick = 1 set
8.7 ICD = 2 sets
8.8 Splint = 2 sets
9. เครื่องมือทำแผล / เย็บแผล
9.1 set dressing = 100 sets
9.2 Plaster ปิดแผล = 100 pieces
9.3 Set Suture or Skin stapler = 5 sets
9.4 Sterile gauze
9.5 Sterile cotton ball
9.6 Antiseptic
o Chlorhexidine in alcohol = 3 bottles
o Betadine solution = 1 bottle
o Saline irrigation 1000 ml. = 10 bottles
9.7 Transpore
o Elastic bandage
o Conform
9.8 ยาชา + อุปกรณ์อื่น ๆ
o 1% Xylocaine without adrenaline
o Syringe 3cc.,5cc.,10cc. อย่างละ 3 pieces
o Needle No.18, 21, 25 อย่างละ 3 pieces
o Blade = 10 pieces
10. IV fluid
o 5% D/ NSS 1000 ml. = 5 bottles
o 5% D / NSS/2 1000 ml. = 5 bottles
o LRS 1000 ml. = 5 bottles
o Set IV fluid = 15 sets
o Needle
o Medicut No.16, 18,20 อย่างละ 5 pieces
ระบบสื่อสาร
1. วิทยุระบบ VHF/FM = ติดรถ(Mobile) , มือถือ
Set ระบบวิทยุภายใน
มีวิทยุทุกคัน = 5 วิทยุ/ โรงพยาบาลสนาม
2. โทรศัพท์มือถือ 3 ระบบ (AIS, DTAC, True)
3. โทรศัพท์บ้านที่ศูนย์??
อุปกรณ์ยาเวชภัณฑ์ (จำนวนมาก) สำหรับอาสาฯเดินเท้า
- กระเป๋าพยาบาลหรือเป้
- สำลี, แอมโมเนีย (มากหน่อย) ยาดม
- อุปกรณ์ First Aid เช่น EB, Plaster
- ยาพื้นฐาน Para, Dimen, CPM
- Ventolin Puff 1 (จากประสบการณ์มีคนไข้หอบหืดเยอะมากครับ)
ส่วนกลางเตรียม Spray ย่านางให้ครับ


รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ร่วมออกพรฎ.กับปธ.กกต.ไม่ได้


ไม่ใช่แฟน ทำแทนกันไม่ได้ ??
พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 มาตรา 5 กำหนดให้ 'นายกรัฐมนตรี' และประธานกกต.เป็นผู้รักษาการณ์ตามพระราชกฤษฎีกา
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2557 วินิจฉัยโดยเสียงข้างมากให้การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของ 'นายกรัฐมนตรี' และประธานกกต.
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 วินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2556 เฉพาะในส่วนกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปให้เป็น 2 กุมภาพันธ์ 25567 (มาตรา 4) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การจะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่แทนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จึงเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของ 'นายกรัฐมนตรี' และประธานกกต. โดยการตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ในมาตรา 4 เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2549
ประเด็นพิจารณาคือในขณะนี้ไม่มี 'นายกรัฐมนตรี' มีแต่ 'รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี' เท่านั้น
และการปฏิบัติหน้าที่แทนไม่สามารถกระทำแทนได้ในทุกเรื่อง !

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สตง.จี้รบ.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าจัดเลือกตั้ง2ก.พ.

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือด่วน ที่ ตผ 0012/1686 
ให้ 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์' ชดใช้ค่าจัดเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 เป็นจำนวนเงินกว่า 3,800 ล้าน โดย พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการในกรณีดังกล่าว "เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยเหตุผล และ ก่อให้เกิดความเสียหายย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป


กองปราบฯ ขออนุมัติหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นสถานนีวิทยุคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ย่านลำลูกกา ของ “โกตี๋” พบอาวุธปืานลูกซอง 5 นัด พร้อมเครื่องกระสุน

กองปราบฯ ขออนุมัติหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นสถานนีวิทยุคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ย่านลำลูกกา ของ “โกตี๋” พบอาวุธปืานลูกซอง 5 นัด พร้อมเครื่องกระสุนและวิทยุสื่อสารจำนวน 3 เครื่อง เสื้อแดงกว่า 40 คนรุมปิดล้อมตำรวจโห่ร้องการปฏิบัติหน้าที่ ในขณะที่เจ้าตัวคาดว่าเผ่นออกนอกประเทศไปแล้ว...

วันนี้ (7 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.นรบุญ แน่นหนา รอง ผบช.ก.รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผกก.รักษาราชการแทน ผกก.ปพ.บก.ป.สั่งการ พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ รอง ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.จอม สิงห์น้อย สว.กก.1 บก.ป. พ.ต.ท.อรรพล พานประทีป รอง ผกก.ปพ.บก.ป. พ.ต.ท.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ สว.กก.ปพ.บก.ป.นำกำลังรวม 70 นาย พร้อมหมายศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 177/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เข้าตรวจค้นบ้านพักไม่มีเลขที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ทำการสถานนีวิทยุชุมชน “เรดการ์ด เรดิโอ” หรือวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ซึ่งนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงเคยใช้เป็นสถานที่ทำงาน เพื่อแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับการเข้าตรวจค้นดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาได้มีกลุ่มบุคคลหลายภาคส่วน เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.ให้ดำเนินคดีต่อนายวุฒิพงศ์ ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง หลังจากนายวุฒิพงศ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไวซ์นิวส์ (Vice News) พาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง กระทั่งมีการรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับนายวุฒิวงศ์ในความผิดดังกล่าวเอาไว้ ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจาณาตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา และได้เร่งสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่กำลังตำรวจ บก.ป.เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักหลังดังกล่าวแล้ว ได้มีผู้ดูแลบ้านออกมาพบ จากนั้น พ.ต.ท.นิคมได้แสดงหมายค้นศาลให้รับทราบเพื่อเข้าไปตรวจค้นภายใน แต่ทางผู้ดูแลบ้านรายนี้กลับอ้างว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ ขอให้เจ้าหน้าที่รอก่อน จากนั้นคนที่อยู่ในบ้านดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลภายนอก และมีความพยายามจะยื้อเวลาการเข้าไปตรวจค้น และบางส่วนก็พยายามเก็บข้าวของภายในบ้านทันที แม้ว่าสถานวิทยุชุมชนแห่งนี้จะยังคงออกอากาศอยู่ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังตำรวจ สภ.คูคต เจ้าของท้องที่ได้เข้ามาสบทบและมีการเจรจากับผู้ดูแลบ้านคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงสามารถเข้าไปตรวจค้นภายในได้ โดยทางตำรวจ บก.ป.พยายามประนีประนอม ไม่แจ้งว่าเป็นการขัดขืนหมายศาล ซึ่งจากการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนลูกซอง 5 นัด พร้อมกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง วิทยุสื่อสาร 3 เครื่อง มีดเดินป่า 2 เล่ม จึงยึดไว้ตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง แต่ไม่พบเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคดีของนาผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากใช้เวลาในการตรวจค้นเกือบ 1 ชั่วโมง และได้รอเจ้าหน้าที่ กสทช.ร่วมตรวจสอบการออกอากาศของสถานีวิทยุแห่งนี้ แต่ทางผู้แทน กสทช.ไม่ได้เดินทางมา กำลังตำรวจ บก.ป.จึงเตรียมถอนกำลังออกมา แต่ระหว่างนั้นได้มีมวลชนคนเสื้อแดงในพื้นที่กว่า 40 คนเข้ามารุมล้อมแสดงความไม่พอใจในการปฏิบัติงานของตำรวจในครั้งนี้ โดยต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์และด่าทอว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกปฏิบัติ แต่เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด ส่วนอาวุธปืนและสิ่งที่ตรวจค้นมาทั้งหมดได้นำส่ง สภ.คูคต เพื่อตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

สำหรับการเข้าตรวจค้นเพื่อหาหลักฐานประกอบการดำเนินคดีนายวุฒิพงศ์ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่กำลังตำรวจ บก.ป.มีการตรวจค้นภายหลังมีการแจ้งความดำเนินคดี กระทั่งศาลได้ออกหมายจับนายวุฒิพงศ์ไว้แล้ว รวมทั้งมีกระแสข่าวออกมาว่านายวุฒิพงศ์ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศแล้ว

ศาล รธน.มติเอกฉันท์นายกฯพ้นตำแหน่ง ครม.รักษาการต่อ เว้น รมว.เอี่ยวย้าย ‘ถวิล’

ศาล รธน.มติเอกฉันท์นายกฯพ้นตำแหน่ง ครม.รักษาการต่อ เว้น รมว.เอี่ยวย้าย ‘ถวิล’

ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว กรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช. ให้ ครม. รักษาการต่อ เว้น รมว.ที่เอี่ยวประชุมวันที่ 6 ก.ย.54 

7 พ.ค. 2557 เวลา 12.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสถานภาพความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.หลังยุบสภาความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ พ้นไปหรือไม่ 2.การโยกย้าย นายถวิล ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยิ่งลักษณ์ให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ 3.คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.พ้นตำแหน่งไปด้วยหรือไม่ 

ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า มีอำนาจในการรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ โดยเห็นว่า นายกฯ และ ครม.ยังไม่พ้นตำแหน่งจากการยุบสภาตามคำร้อง โดยเห็นว่าความเป็นรัฐมนตรียังอยู่ แม้ยุบสภาไปแล้ว ซึ่งต่างจากการสิ้นสุดผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองอื่น ดังนั้นศาลมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้

ประเด็นต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 266 (2) และ (3) และถือเป็นการกระทำตาม รธน. มาตรา 268 อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1) บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ส่วนมาตรา 182 วรรค 1 บัญญัติว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (7) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 267, 268 หรือ 269 จากข้อความที่ปรากฏในบทบัญญัติทั้ง 2 มาตรา แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้บัญญัติให้เฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (1) เท่านั้น ที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงกรณีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ด้วย
ดังนั้นคดีนี้เมื่อผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 วรรค 1 (2) และ (3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182(1) แล้ว ผู้ถูกร้องจึงไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้อีกต่อไป
ประเด็นต่อมา มาตรา 180 วรรค 1 (1) บัญญัติว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182 และ มาตรา 181 บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ในคดีนี้เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ย่อมทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ที่ไม่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของความเป็นรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้
อย่างไรก็ตามหากรัฐมนตรีคนใดได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1 (1) ถึง (8) ย่อมมีผลให้รัฐมนตรีคนนั้นไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน. มาตรา 181 ได้เช่นกัน
ในกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำระดับสูงจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน ดังนั้นในคดีนี้หากรัฐมนตรีคนใดมีส่วนร่วมในการลงมติอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงข้าราชการประจำโดยการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นการกระทำอันต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 268 ด้วยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมย่อมเป็นเห็นให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีผู้นั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) ตามไปด้วย และไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่ามีการนำเรื่องการโยกย้ายนายถวิล และการให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติอย่างเร่งรีบ รวบรัด ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามปกติ เป็นวาระเพื่อทราบจรในวันที่ 6 ก.ย. 54 และคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเอกฉันท์อนุมัติให้กระทำการโยกย้ายและให้ข้าราชการประจำพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายไปในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมประชุมและลงมติในวันนั้นจึงมีส่วนร่วมโดยทางอ้อมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำอันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) เป็นเห็นให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย
สำหรับประเด็นตามคำขอของผู้ร้อง ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และ 173 โดยรวมนั้นไม่อยู่ในขอบเขตการเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้ ศาลไม่รับพิจารณาวินิจฉัยจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองและของผู้อื่น ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายโอนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วยรัฐธรรนูญมาตรา 266(2) และ(3) และถือเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) และรัฐมนตรีที่ร่วมมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย.54 จึงมีส่วนร่วมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำ อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบ มาตรา 266(2) และ(3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย
ทั้งนี้ นายกฯ และรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 10 คน ประกอบด้วย
1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ
4.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ
5.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
6.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหม
8.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
9.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที
10.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มติชน:4แนวทางตัดสินศาลรธน.

7 พฤษภาคม 2557 เวลาเที่ยงศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำตัดสินคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี

คดีนี้จะชี้ชะตา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและคณะรัฐมนตรี อย่างไร เป็นที่สนใจของประชาชน

หลังจากที่ วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน 4 ปาก กว่า 4 ชั่วโมง

แนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกแนวทางไหน ได้บ้าง

 

มติชน รวบรวม มานำเสนอ ดังนี้


 


เปิดค่ายทหารใหม่หลังบอมบ์หาดใหญ่

ค่ายใหม่.... 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีค่ายทหารใหม่ เพิ่มมาอีก1 แห่ง ใน อ.เมือง นราธิวาส. มาเป็นเพื่อนกับ ค่ายจุฬาภรณ์ฯ ของ ทหารนาวิกโยธิน ทร. คือ ค่ายกัลยาณิวัฒนา ที่ตั้ง ร.151-กรมทหารราบที่ 151 ที่ วันนี้ พล ท วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาค4 ไปเปิดค่าย โดยมี ผู้การก๋อย พ.อ.นพดล ฐิตะวัฒนสกุล ผบ.ฉก.นย. ร่วมด้วย .....ตกบ่าย เกิดเหตุ คาร์บอมบ์ จยย.บอมบ์ 2 จุด ในเมืองหาดใหญ่ สงขลา เจ็บ 10 ราย แม้ไม่สาหัส แต่ ก็ถือว่า พล.ท.วลิต เจอศึกหนัก ทุกเดือนเลย เชียว หลังรับตำแหน่ง ได้แค่เดือนเศษๆ

คำต่อคำ"ยิ่งลักษณ์ให้การศาลรธน.

สดจากศาลรธน.คำต่อคำ“ยิ่งลักษณ์” VS."ถวิล"คดีโยกย้ายตำแหน่งโดยมิชอบ

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 06 พฤษภาคม 2557 เวลา 13:16 น.
เขียนโดย
ศักดา เสมอภพ

 “..ดิฉันไม่ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซง ครม.ต้องใช้ดุลยพินิจในการบริหารแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า หรือวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน" VS. “ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่..”

qooqaassssssssll

หมายเหตุ: เป็นรายละเอียดคำชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ นายถวิล เปลี่ยนศรี  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ให้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการไต่สวนคดีแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งนายถวิล โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 

-------------

คำต่อคำ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้มอบอำนาจให้รองนายกฯ และรัฐมนตรี ในการกำหนดและพิจารณาบุคลากร ซึ่งผู้รับมอบอำนาจเข้าใจในการกำหนดแผนงานที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ได้มอบพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ดูแลสมช. ส่วนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

“ดิฉันไม่ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซง ครม.ต้องใช้ดุลยพินิจในการบริหารแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า หรือวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน แต่คำนึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นเครือญาติ ด้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้หย่าขาดกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ แล้วด้วย จึงพิสูจน์ได้ว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จะหมดอายุราชการแล้ว ก็ไม่ได้มาอยู่ในครม.ของดิฉันใดๆ การโยกย้ายก็ไม่ได้เร่งรีบ แต่การบริหารราชการเราต้องเร่งมือในการปฏิบัติ หัวหน้าส่วนราชการมีความสำคัญในการปฏิบัติ ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบในการบริหาร ดิฉันไม่ได้รับประโยชน์ในการแต่งตั้งราชการกระทรวงใดๆ”

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ถามว่า การที่ได้มีในบันทึกถ้อยคำว่าการเป็นรัฐมนตรีของข้าพเจ้าต้องสิ้นลงหลังยุบสภา จะให้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 182 อีก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว คืนอำนาจให้ประชาชน จึงไม่มีสถานะเป็นรัฐมนตรีในครม.ปัจจุบันแล้ว”

นายไพบูลย์ ถามอีกว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ครม.จะต้องรักษาการอยู่ในตำแหน่งนายกต่อไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ขอเรียนว่าการยุบสภา นายกได้พ้นจากครม.ชุดปัจจุบันแล้ว แต่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นครม.ชุดปัจจุบันแล้ว

นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ในการโยกย้ายที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นเลขาธิการสมช. ดูความมั่นคง แต่ทำไมย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของพล.ต.ท.โกวิท ในการโยกย้ายทุกครั้งที่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้มีการพูดถึงตำแหน่งข้างหน้า ส่วนการย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม เกิดจากการทาบทามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งก็ให้ดุลพินิจของรัฐมนตรี เป็นการโยกย้ายตามฤดูกาล ดิฉันไม่ทราบถึงอนาคตข้างหน้าว่าตำแหน่งคมนาคมจะหมดลงเมื่อไหร่

นายจรูญ ถามว่า เกณฑ์ในการตัดสินใจการย้ายพล.ต.อ.วิเชียรมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช.เป็นอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “อยู่ในดุลพินิจของพล.ต.อ.โกวิทได้พิจารณาแล้ว ดิฉันได้ทราบไว้ล่วงหน้าว่าพล.ต.ท.โกวิทได้ทาบทามแล้ว คุ้นเคยกัน เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาดูแลความมั่นคง ตามนโยบายที่แถลงไว้ในรัฐสภา และมีเรื่องความไว้วางใจด้วยในการพิจารณา เพื่อให้งานบรรลุผล ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทเรียนว่า ที่ขอย้ายเพราะนายถวิลเคยร่วมกับ ศอฉ. ซึ่งเป็นห่วงในเรื่องต่างๆ ขณะนั้นมีความรุนแรงมีคนเสียชีวิต ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย การที่ใครจะมาเป็นสมช. ก็ต้องพิจารณาในเรื่องความไว้วางใจด้วย ส่วนตัวไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องโยกย้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ลงนามเสนอเข้าครม.เท่านั้น"

"นอกจากนี้ ได้ทราบจากพล.ต.ท.โกวิท ว่าพล.ต.อ.วิเชียรก็มีความสมัครใจในการย้ายมาเป็น เลขาสมช. ถือว่าการสมัครใจแล้วไม่ว่าจะขู่เข็ญอย่างไรก็คงทำไม่ได้ โดยพล.ต.ท.โกวิท ก็เคยบอกว่าโดนโยกย้ายในสมัยองคมนตรี ซึ่งนำไปสูการร้องศาลปกครองในที่สุด"

นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า หนังสือเสนอย้ายถวิล มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ส่วนขั้นตอนเป็นเรื่องฝ่ายปฏิบัติที่รองนายกฯ ดำเนินการ แต่การโยกย้ายครั้งนี้อยู่ในช่วงฤดูการโยกย้ายปกติ”

นายนุรักษ์ ถามว่า การโยกย้ายเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่แถลงไว้ในรัฐสภา เป็นการเร่งด่วน มันเป็นนโยบายอย่างไรที่ต้องย้ายเร่งด่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “การโยกย้ายเป็นไปตามฤดูกาล และเราเห็นว่าทุกตำแหน่งมีความสำคัญ ในปีแรกเรามี 16 นโยบาย พร้อมทั้งประสบกับปัญหาอุทกภัย เราจึงต้องเร่งนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ”

นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ในฐานะนายกฯ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีการระมัดระวังในการพิจารณาในเรื่องเครือญาติ ถึงแม้จะไม่นามสกุลเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ในการบริหารราชการแผ่นดิน ยึดหลักประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกคน ซึ่งแทรกแซงไม่ได้ การพิจารณาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นึกถึงความอาวุโส ผลงาน ปราบปรามยาเสพติด ขณะเดียวกันนโยบายปราบปรามยาเสพติด เป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะก่อนที่จะมารับตำแหน่งก็มีปัญหายาเสพติดเข้ามามากมาย

“ขณะที่เสนอไม่ได้มองความเป็นญาติ มองในเรื่องความเหมาะสม ผลงาน และมติกตช. ก็เห็นชอบโดยเอกฉันท์ พล.ต.อ.วิเชียรก็เห็นชอบด้วย ถึงแม้ดิฉันจะเสนอตำแหน่งผบ.ตร. แต่ถ้าคณะกรรมการกตช. ไม่เห็นด้วย ก็ตกไป เช่นเดียวกับสมัยอภิสิทธิ์ ที่เสนอพล.ต.อ.ประทีบ ตันประเสริฐ เป็นผบ.ตร. แต่กตช. ไม่เห็นด้วยก็ตกไป นอกจากนี้ดิฉันได้แต่งตั้งพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นเลขาธิการทหารบก ถึงแม้พ่อพล.อ.สายหยุด เกิดผล จะเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

คำต่อคำ “ถวิล เปลี่ยนศรี”

นายถวิล กล่าวว่า เหตุผลที่แท้จริงในการย้ายตนออกจากตำแหน่งเรื่องมาจากสตช. เพราะก่อนที่จะมีมติครม.โอนย้ายตน มีเรื่องของสตช.โดยร.ต.อ.เฉลิม ออกมาพูดเรื่องบ่อนการพนัน ซึ่งมีความบกพร่องของพล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ปล่อยให้มีบ่อนการพนัน และมีข่าวออกมาบ่อยครั้งระยะปล่อยเดือนสิงหาคม 2554 ว่ามีการบีบบังคับให้พล.ต.อ.วิเชียร ได้ลุกขึ้นออกจากตำแหน่ง

“พล.ต.อ.วิเชียร เคยพูดกับผมตอนที่มีข่าวจะย้ายมาสมช. ว่าท่านไม่มาตำแหน่งที่ผม ขอให้ผมสบายใจได้ ท่านใช้คำว่าพี่ถวิลสบายใจได้ ผมไม่มาสมช. ผมจะต่อสู้ที่สตช. ผมก็บอกแล้วว่าดีแล้ว ผมไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ใดมาก่อน” นายถวิล กล่าว

นายถวิล กล่าวว่า เมื่อจะทำให้ตำแหน่งที่สตช.ว่างลง จึงต้องเอาพล.ต.อ.วิเชียรออก จึงมาลงที่ตน เหตุที่ย้ายตนออกเพื่อรองรับพล.ต.อ.วิเชียร ก่อนแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อีกทั้งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสตช. ก็บอกชัดเจนว่าไม่ไว้ใจตน เพราะทำงานในศอฉ.ในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งตนเรียนว่าอยู่ในโครงสร้างตามกฎหมาย

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาธิการสมช. คุณถวิลดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสมช. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ใช่หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ใช่ครับ แต่เหตุผลที่ย้ายพล.ท.สุรพล ผมไม่ทราบ ท่านนายกฯ ย้ายผม ตอนย้ายพล.ท.สุรพลผมจำได้ว่าย้ายประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาปี 2551 ให้พล.ท.สุรพลทำงานมา 8-9 เดือนแล้ว”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า เคยขึ้นเวทีกปปส.หลายครั้ง นายถวิล กล่าวว่า “ถูกต้อง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนขึ้นเวทีกปปส.ได้บอกว่าให้มวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง นายถวิล กล่าวว่า “ผมจำได้ไม่เคยพูดให้ขัดขวางการเลือกตั้ง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ในศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยอำนาจถูกผู้ร้องว่ามีอำนาจโยกย้ายได้ ยกเว้นอย่างเดียวเรื่องดุลยพินิจ นายถวิล กล่าวว่า “ศาลปกครองวินิจฉัย แต่การใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ มีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าเร่งรีบดำเนินการ การย้ายต่างหน่วยต่างกรมต้องให้ความยินยอมกันก่อน ระหว่างหน่วยที่ให้โอนและหน่วยที่รับโอน เลขาธิการนายกฯมีหนังสือลงวันที่ 4 กันยายน 2554 มีไปถึงหน่วยที่กำกับดูแลผมอยู่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งพร้อมจะรับโอน และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 5 กันยายน 2554 ซึ่งเท่ากับว่ารัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยที่รับโอนยังไม่ได้เห็นชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยที่โอนและหน่วยรับโอน เป็นการปกติปิดข้อมูลบางอย่าง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การโยกย้ายข้าราชการความไว้วางใจกับความสามารถ ฝ่ายบริหารจะต้องแยกจากกัน คนที่ไว้วางใจควรอยู่ในตำแหน่ง เห็นด้วยหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่เห็นด้วย”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า พยานเบิกความทั้งหมดดูแล้วเป็นสาระสำคัญในคดี เหตุใดจึงไม่ให้การกับศาลปกครอง นายถวิล กล่าวว่า น้ำหนักของผมที่ศาลปกครองคือกรณีที่นายกฯ ไม่ใช้วิธีการที่กฎหมายกำหนด กระบวนการต่อสู้ของผมรับผิดชอบแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องสตช. ผมต่อสู้ในประเด็นของผมที่โยกย้ายไม่เป็นธรรม”

นายจรูญ ถามว่า การย้ายในกรณีดังกล่าวเห็นว่าเป็นการย้ายตามปกติของระบบราชการหรือไม่ คิดว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่าเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าเกี่ยวพันกัน เป็นการแบ่งงานกันทำ เพราะถ้าไม่เอาผมออกก็ไม่สามารถโอนพล.ต.อ.วิเชียร มาตำแหน่งผมได้ และถ้าไม่เอาพล.ต.อ.วิเชียรออกจากตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ก็ไม่สามารถเอาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ขึ้นเป็นผบ.ตร.ได้”

นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการฯ ถามว่า ก่อนจะมีการย้ายได้มีการส่งคนมาทาบทามก่อนหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “นายกฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะหาทางคุยกับผมก่อนวันที่ 6 กันยายน 2554 โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท มาคุยกับผม ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทแจ้งว่านายกฯ ถามผมว่าผมจะขัดข้องหรือไม่ ผมพิจารณาด้วยความถี่ด้วยทุกอย่าง ผมจึงบอกไปด้วยความเกรงใจว่าจะขอต่อสู้ตามกฎหมาย”

นายจรัญ ถามว่า วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นวันอาทิตย์หรือวันทำการอะไร นายถวิล กล่าวว่า “วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการตามปกติ”

นายจรัญ ถามว่า ในบันทึกข้อความของสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ซึ่งระบุว่าน.ส.กฤษณา สีหะลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยินยอมให้รับโอนแล้ว นายถวิล กล่าวว่า “หนังสือจากพล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่า น.ส.กฤษณาเห็นชอบพร้อมรับโอนแล้ว แต่มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2554 ของน.ส.กฤษณาว่าเห็นชอบการรับโอน ผมเห็นว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้วการโอนย้ายต้องให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วย ก็เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าเรื่องนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นเป็นสาระสำคัญของการโอน”

นายจรัญ ถามว่า พยานผ่านงานระดับสูงมาแล้ว เห็นว่าการลงวันที่ไม่เหมือนกัน เพราะเหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน นายถวิล กล่าวว่า “ผมคิดว่ามีการแก้ไขวันที่ ผมถ่ายเอกสารที่อยู่ในมือผมตั้งแต่ต้น ผมเห็นว่าหนังสือมีความลักลั่น”

นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการฯ ถามว่า งานที่ปรึกษานายกฯ ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่”

นายทวีเกรียติ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ขั้นตอนเร็วหรือช้า นายถวิล กล่าวว่า “ส่วนใหญ่การทำงานในสมช.มีการเลือกกันเองในกอง แต่พล.ท.สุรพลได้โอนย้ายจากทหารมาเป็นรองเลขาธิการสมช.ในปี 2548 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นเลขาธิการสมช.ในรัฐบาลสมัคร ก่อนมาพ้นตำแหน่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้ย้ายทันที ได้ทำงานมา 7-8 เดือน และพล.ท.สุรพลไม่ได้ฟ้องต่อศาล”

คำนูน:ศาลรธน.ให้ตัดเอกสารปลอม

ใครปลอมเอกสาร 'บันทึกข้อความ ที่ นร 0401.2/8303' ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ?

เอกสารเดิมที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นายบัณฑูร สุภัควณิช) ทำขึ้นเพื่อขอย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสีจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเป็นทึ่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ มี 2 ฉบับ ทั้ง 2 ฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์วันหยุดราชการ

1. นร 0401.2/2418 ทำถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์) เพื่อให้ความเห็นชอบและดำเนินการขอตัวนายถวิล เปลี่ยนสีมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จากรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ - (ภาพซ้ายสุดและภาพที่สองจากซ้าย)

2. นร 0401.2/8303 ทำถึงรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) เพื่อขอความเห็นชอบและยินยอมในการย้ายถวิล เปลี่ยนสีมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์) ให้ความเห็นชอบและยินยอมรับโอนแล้ว - (ภาพที่สี่และที่ห้าจากซ้าย)

ย้ำอีกครั้งว่าหนังสือบันทึกขัอความทั้ง 2 ฉบับลงวันที่วันเดียวกันคือ 4 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์วันหยุดราชการ

ทั้ง ๆ ที่ในหนังสือหมายเลข 2 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 อ้างว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯให้ความเห็นชอบและยินยอมแล้ว แต่ในหนังสือหมายเลข 1 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯเพิ่งเห็นชอบโดยเกษียรท้ายหนังสือลงลายมือกำกับไว้ว่าเป็นวันที่ 5 กันยายน 2554 


(ภาพที่สองจากซ้าย และขยายให้เห็นชัด ๆ ในภาพที่สามจากซ้าย)



หนังสือหมายเลข 2 จึงอ้างผิดความจริง


และแสดงให้เห็นว่าการโยกย้ายกระทำการอย่างเร่งรีบ ลุกลี้ลุกรน ข้ามขั้นตอน


นายถวิล เปลี่ยนสีจึงสู้มาตลอดในชั้นคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและในศาลปกครองทั้ง 2 ชั้นว่าการย้ายตนทำผิดขั้นตอน และเร่งรีบ 

แต่ทั้งคณะกรรมการฯและศาลปกครองเห็นว่าไม่ใช่สารัตถะสำคัญที่ทำให้การโยกย้ายต้องเสียไป

ประเด็นคือในการต่อสู้ 2 ปีเศษ ไม่ปรากฎว่ามีการต่อสู้ว่าเอกสารหมายเลข 2 นั้นแท้จริงแล้วลงวันที่ 5 กันยายน 2554 ไม่ใช่วันที่ 4 กันยายน 2554 มาก่อนเลย

ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก็ไม่มีการพูดเป็นอื่น เอกสารที่ทั้งพวกผมคณะส.ว.ผู้ร้องและนายถวิล เปลี่ยนสีเสนอตีอศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเอกสารลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ทั้ง 2 ฉบับ

แต่พอศาลรัฐธรรมนูญท่านมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางเดือนเมษายน 2557 เอกสารหมายเลข 2 ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญมากลับเกิดปาฏิหาริย์กลายเป็นลงวันที่ 5 กันยายน 2554 

ศาลรัฐธรรมนูญท่านเป็นผู้ค้นพบ พวกเราเองก็ไม่ทราบมาก่อน และไม่มีเอกสารหมายเลข 2 ฉบับปาฏิหาริย์อยู่ในมือ จึงไม่อาจนำมาแสดงเปรียบเทียบได้

ส.ว.ไพบูลย์ นิติตะวันและนายถวิล เปลี่ยนสีในฐานะพยานก็เพิ่งพบเห็นในศาลฯเมื่อศาลฯท่านนำมาให้ดู

ศาลฯท่านย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องคัดกรองพยานหลักฐานปลอมออกไป
 (รูปภาพ 5 รูป)

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.เพื่อ/ทยเสียชีวิตอีกราย

เพื่อไทยไปอีกราย
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

อดีต สส.เพื่อไทย "พินิจ"เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เวลา 10.30 น. วันที่ 3 พ.ค. 57 นางนิภา จันทร์สมบูรณ์ อายุ 57 ปี ภรรยาของนายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นาย พินิจ ได้เสียชีวิตอย่างสงบ
"พินิจ จันทร์สมบูรณ์" อดีต.ส.ส.เพื่อไทย กาญจนบุรี เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ตั้งสวดพระอภิธรรม วัดเทวสังฆาราม

เพื่อไทยไปอีกราย
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

อดีต สส.เพื่อไทย "พินิจ"เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เวลา 10.30 น. วันที่ 3 พ.ค. 57 นางนิภา จันทร์สมบูรณ์ อายุ 57 ปี ภรรยาของนายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า  นาย พินิจ ได้เสียชีวิตอย่างสงบ
"พินิจ จันทร์สมบูรณ์" อดีต.ส.ส.เพื่อไทย กาญจนบุรี  เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ตั้งสวดพระอภิธรรม วัดเทวสังฆาราม