PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

บทเรียนจากการสอดส่องประชาชนในต่างประเทศ: เมื่อรัฐลุแก่อำนาจและทำลายเศรษฐกิจดิจิทัล

บทเรียนจากการสอดส่องประชาชนในต่างประเทศ: เมื่อรัฐลุแก่อำนาจและทำลายเศรษฐกิจดิจิทัล

ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลกำลังจะกลับมา หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จสิ้น ก่อนที่จะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ในหลักการและเนื้อหาสาระของกฎหมายยังคงมีปัญหาที่ควรถกเถียงกันอีกมา โดยบทเรียนจากต่างประเทศก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในกฎหมายจนเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนเหล่านี้ ไม่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามการกระทำความผิด และเสี่ยงต่อการใช้ในทางที่ผิด รวมถึงอาจส่งผลเสียต่อสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล” อีกด้วย
 
 
 
ประเทศไทยเองก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่รัฐบาลกำลังพิจารณากฎหมายที่ให้อำนาจ สอดส่องประชาชน หรือที่ภาคประชาสังคมเรียกกันว่า  “ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัล” ทั้งนี้ ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลเคยถูกภาคประชาสังคมคัดค้านถึงผลเสียในเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวกับผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และรัฐบาลจึงผ่อนคลายท่าทีในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวลง พร้อมทั้งมีสัญญาใจกับประชาชนว่าจะนำไปปรับปรุงแก้ใหม่ให้ดีขึ้น
 
อย่างไรก็ดี ชุดกฎหมายดังกล่าวกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาแบบเดิมจึงขอทวนความจำปัญหาของกฎหมายและส่องดูปัญหาเท่าที่ทราบของร่างกฎหมายใหม่ รวมถึงลงละเอียดให้ชัดว่ากฎหมายสอดส่องไม่มีประสิทธิภาพและเสี่ยงต่อการใช้ในทางที่ผิดอย่างไร
 
ปัญหาเดิมของชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลคือ เปิดช่องให้ สอดส่อง-คัดกรอง-ปิดกั้นข้อมูลได้อย่างอิสระ และการคุ้มครองข้อมูลค่อนข้างต่ำ
 
ตัวอย่างของกฎหมายบางฉบับในชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลที่มีปัญหา ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ จุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ มาตรา 35 เพราะมาตราดังกล่าวให้อำนาจเจ้าพนักงานสามารถเรียกให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ หรือนำส่งเอกสารต่างๆ และยังสามารถส่งหนังสือ "ขอความร่วมมือ” ให้หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชน ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ รวมไปถึงให้อำนาจเจ้าพนังานเข้าถึงข้อมูลการติดต่อ สื่อสาร ทั้งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงไซเบอร์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้อีกด้วย
 
กล่าวโดยสรุปก็คือ เจ้าพนังงานมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสาร โดยไม่ต้องมีหมายศาล และยังสามารถปิดกั้น บล็อก แบน เนื้อหา ได้อย่างอิสระ
 
แม้ว่าในกฎหมายในชุดดังกล่าว จะมี ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ด้วยแต่ว่า ในมาตรา 23 (5) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กลับเปิดช่องไว้อีกว่า การเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลบางกรณีไม่จำเป็นต้องได้ “มาตรฐาน” เช่นเดียวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ให้เป็นไปตามกฎหมายอื่น นั้นเท่ากับว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้ก็จะถูกลดทอนลง เช่น หากเป็นการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ ก็สามารถละเมิดความเป็นส่วนตัวได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดในภายหลัง
 
ร่างแก้ไขใหม่เพิ่มอำนาจปิดกั้นเนื้อหา แต่มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายยังไม่ดีขึ้นเท่าไร
 
จากข้อมูลของ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งติดตามร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิดได้สรุปชุดกฎหมายมั่งคงดิจิทัลบางฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาไว้ดังนี้
 
ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ร่างใหม่จากกฤษฎีกา – เพิ่มมาตรา 14/1 เพิ่มบทลงโทษเนื้อหาด้านความมั่นคง-สร้างความตื่นตระหนก ทำให้ร่างกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองได้
 
ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ ร่างใหม่จากกฤษฎีกา – คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เป็นอิสระ มีแนวโน้มทำงานคุ้มครองไม่ได้จริง เนื่องจากทำงานใต้โครงสร้างกระทรวง และต้องพึ่งพาสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ อย่างมาก (ตามมาตรา 16) นอกจากนี้กรรมการยังมาจากหน่วยงานรัฐในสัดส่วนสูง ทำงานไม่เต็มเวลา และอาจมีประโยชน์ขัดกัน
 
ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ – ยังไม่มีร่างใหม่ให้ประชาชนเห็น ทั้งที่ใกล้ส่งเข้าสนช.แล้ว
 
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ยังตั้งข้อสังเกตไว้อีกด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะดักรับข้อมูลของประชาชน เช่น มีการจัดตั้งคณะทำงาน-จัดซื้อเครื่องมือ และจะใช้มาตรา 33, 34 และ 35 ของ ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ เพื่อให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ถูกกฎหมาย
 
ซึ่งจากข้อมูลในส่วนนี้ก็เพียงพอจะบอกกับสังคมได้ว่า ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคำว่า "ความมั่นคงของชาติ" ก็คือ ประชาชนจะต้องพกพาดวงตาและใบหูของรัฐไปด้วยทุกหนทุกแห่งซึ่งสอดแทรกอยู่ตามโครงข่ายการสื่อสาร ไม่ว่าคุณจะติดต่อผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ มิใช่แค่นั้น รัฐยังมีฝ่ามือในการปิดบังดวงตาของคุณเมื่อรัฐเห็นว่ามีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับคุณได้อย่างอิสระอีกด้วย หากว่าชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัลยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง
 
บทเรียนจากต่างประเทศ: กฎหมายสอดส่องไม่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
 
ถึงแม้ว่าหลายประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายมีท่าทีจะสนับสนุน “กฎหมายสอดส่อง” แต่ทว่า บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาหนึ่งในประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาการสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลไม่แพ้ชาติใดในโลก กลับมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวว่า “ไม่ได้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างที่คิด” โดย ข้อมูลจากมูลนิธิ New America ระบุว่า จากการศึกษาและวิเคราห์ข้อมูลจากผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายพบว่า การสอดส่องของฝ่ายความมั่นคงตามกฎหมาย “รัฐบัญญัติรักชาติสหรัฐฯ ปี 2001” หรือ Patriot Act สามารถช่วยระบุผู้ต้องสงสัยได้ 1.8 เปอร์เซ็น จากจำนวนคดีความมั่นคงที่จับกุมได้ทั้งหมด
 
อีกทั้ง การสอดส่องบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ตามกฎหมาย “รัฐบัญญัติสอดส่องข่าวกรองต่างประเทศ” หรือ FISA ช่วยระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ 4.4 เปอร์เซ็น ส่วนการสอดส่องโดยไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนช่วยให้ระบุตัวผู้ต้องสงสัย ได้ 1.3 เปอร์เซ็น ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวระบุอีกว่า การสอบสวนด้วยวิธีการปกติอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
 
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่รัฐใช้การสอดส่องสอดแนมมาใช้ในทางที่ผิดอีก เช่น เอธิโอเปีย ที่มีรายงานของ Human Rigth Watch ว่ารัฐบาลใช้ข้ออ้างเรื่องการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเพื่อสอดส่องข้อมูลการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงแล้วใช้ไปเพื่อจำกัดความเห็นต่าง นำไปสู่การจับกุมคุมขัง การสอบสวนโดยไม่ชอบโดยเฉพาะกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และยังมีกรณีที่เจ้าหน้าหน่วยงานข่าวกรองอเมริกัน หรือ National Security Agency (NSA) ใช้ระบบสอดแนมในทางมิชอบหลายกรณี เช่น สอดแนมคนที่สนใจเพื่อจะจีบเป็นแฟน 
 
บทเรียกจากอเมริกา: อย่าให้ความมั่นคงดิจิทัลมาทำลายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
 
จากบทความ “หัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล” โดย สฤณี อาชวานันทกุล แสดงให้เห็นถึงความเห็นของนักธุรกิจในสายไอทีเกี่ยวความเสียหายจากการสอดส่องสอดแนมความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น
 
อีริก ชมิตท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กูเกิล ยักษ์ใหญ่ในวงการ ยืนยันออกสื่อตลอดมาว่า มหกรรมการ “ลุแก่อำนาจ” ของเอ็นเอสเอกระทบต่อธุรกิจอย่างมหันต์ อีกทั้ง งานวิจัยจาก Information Technology and Innovation Foundation ประเมินว่าเฉพาะอุตสาหกรรม คลาวด์ คอมพิวติ้ง (cloud computing) หรือธุรกิจให้บริการใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการพื้นที่ฝากไฟล์บนอินเทอร์เน็ต อย่าง iCloud บน iPhone, iPad หรือ Google Drive ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะสูญธุรกิจมูลค่าถึง 22,000-35,000 ล้านเหรียญสหรัฐตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า
 
หรือ แบรด สมิธ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของไมโครซอฟท์ ที่ประสานเสียงและเสริมชมิตท์ว่า “คนไม่ไปฝากเงินกับธนาคารที่พวกเขาไม่ไว้ใจ เช่นกัน คนจะไม่ใช้อินเทอร์เน็ตที่พวกเขาไม่ไว้ใจ”
 
และ แรมซีย์ ฮอมซานี หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของดร็อพบ็อกซ์ (Dropbox) บริการฝากไฟล์ออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ย้ำว่า “ความไว้วางใจ” คือหัวใจของเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ต แต่ความไว้วางใจนี้กำลังถูก “บ่อนทำลายจากภายใน” ด้วยนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐที่ทำเกินกว่าเหตุ
 
จากความคิดเห็นของนักธุรกิจไอทีชั้นนำของโลก ก็เป็นภาพสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า หากประชาชนไม่มีความไว้วางใจต่อความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเทอร์เน็ตและความมั่นคงปลอดภัยในข้อมูล เพราะเสี่ยงต่อการสอดส่องสอดแนมของรัฐได้ตามอำเภอใจแล้วล่ะก็ ความมั่นคงและยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป
 
 
โดยหลักแล้ว ไม่ใช่ว่ารัฐไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้เลย แต่การเข้าถึงนั้นต้องไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลุแก่อำนาจ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้น หากรัฐจำเป็นจะต้องมีกฎหมายสอดส่องเพื่อรับมือกับภัยก่อการร้ายอย่างแท้จริง ก็ต้องมีการรับประกันว่า
 
การเข้าถึงข้อมูลของประชาชนเป็นไปโดยมีเหตุผลรองรับชัดเจนว่า ข้อมูลที่เข้าถึงจะถูกใช้เพื่อสิ่งใด และกฎหมายต้องกำหนดมาตรฐานการเข้าถึง การเก็บข้อมูล ให้เป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เช่น ต้องมีความโปร่งใสให้ตรวจสอบได้ว่าใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบใด เก็บข้อมูลชนิดใดบ้าง เป็นระยะเวลาเท่าใด รวมไปถึงต้องมีกลไกตรวจสอบประสิทธิภาพ และตรวจสอบว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ และต้องจัดให้มีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนหรือทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจ และมีกระบวนการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นอีกด้วย

ประชาธิปัตย์เชื่อ ร่างรธน.จะผ่านประชามติ ‘นิพิฎฐ์’ชี้ คนอยากเลือกตั้งแล้ว


ปชป.เชื่อ รธน.ผ่านประชามติ “นิพิฎฐ์”ชี้มีเหตุผลเดียวคือปชช.อยากลต. เตือนระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว ทำพรรคการเมืองแตกลูก กลายเป็นรัฐบาลผสมพรรคเดียว ปูด มีพรรคใหญ่บางพรรคเตรียมแตกเป็น 2-3 พรรคแล้ว
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญในภาพรวม พรรค ปชป.รับได้หรือไม่ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้คุยถึงจุดนั้น ได้ให้สมาชิกพรรคแต่ละคนไปศึกษาว่ามีปัญหามาตราไหน และมาตราไหนเป็นมาตราที่ดี ซึ่งคิดว่าในวันที่ 6 เมษายนนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดพรรคอาจจะมีข้อสรุปออกมา เพราะถือว่าเมื่อเราเจอกันอยู่แล้วก็คงได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามตินั้น เท่าที่ฟังความเห็นมาคิดว่าจะผ่านประชามติ โดยมีเหตุผลเดียวคือประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะคิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดูแลความเป็นอยู่ได้ดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ และจากการที่ตนไปไหนมาไหน ชาวบ้านก็ถามว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่
“นักการเมืองมีความเห็นไม่ตรงกับ กรธ. โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งใช้บัตรใบเดียว เมื่อมี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ กับระบบเขต ก็ควรจะใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เราจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ เพราะในระบบนี้เมื่อใช้บัตรเดียว พรรคการเมืองบางพรรคจะแตกลูก เพราะระบบสัดส่วนผสม เมื่อระบบเขตได้คะแนนเยอะ ระบบบัญชีจะได้คะแนนน้อย และตามร่างนี้ มีปัญหาแน่ ถ้าเป็นพรรคเดียวแข่งกันด้วยความเป็นจริง จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงเกินครึ่ง และเราเคยเตือนไว้แล้วว่า ถ้าแตกลูกพรรคการเมืองเป็นพรรคในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ เขามีสิทธิได้ ส.ส.เกินครึ่ง มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะขณะนี้ก็มีข่าวว่ามีการแตกลูกพรรคย่อยออกมาแล้ว โดยพรรคใหญ่บางพรรคอาจจะแตกออกมาเป็น 2-3 พรรค แต่ประชาธิปัตย์ไม่แตกลูกแน่ เราเล่นตรงไปตรงมา แต่เราก็ยอมรับกติกาจนกว่ากฎหมายจะถูกแก้ แม้จะทำให้เราเสียเปรียบทันที ทำให้ได้เสียงน้อยกว่าเดิมจาก 170 เสียง ทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีเพิ่มมากขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเหมือนเราชกตามปกติ แต่คู่ต่อสู้กลับชกใต้เข็มขัด” นายนิพิฎฐ์กล่าว
ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ปชป. กล่าวว่า เราจะแถลงว่ารับหรือไม่ร่างรัฐธรรมนูญคงต้องฟังหลายคน แต่เบื้องต้นหลายเรื่องที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เอาความเห็นของพรรคการเมืองไปประกอบ และหลายเรื่องที่ กรธ.นำไปปรับแก้ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี แต่หลายเรื่องที่ กรธ.ยังดึงดัน เช่นบัตรเลือกตั้งใบเดียว ทั้งที่สิ่งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ กรธ.ไม่เอา ทั้งที่การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้บัตรใบเดียว ส่วนการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ก็ถือว่าดี แต่ถ้าได้เขตใหญ่เรียงเบอร์ถือว่าดีที่สุด ต้องการ ส.ว.สรรหาทั้งหมด ทาง กรธ.ก็รับ
ส่วนที่ สนช. เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้รับได้หรือไม่ นายวิรัตน์กล่าวว่า ต้องขอเวลาดูรายละเอียดทุกตัวอักษรในร่างรัฐธรรมนูญก่อนถึงจะบอกได้ แต่ในส่วนอื่นตนคิดว่าหมวดสิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทยลดลงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่ง กรธ.ควรจะปรับแก้ แต่ก็ไม่ปรับ ส่วนหมวดการปฏิรูปเมื่อดูแล้วจับต้องได้ยากว่า ส่วนจะผ่านประชามติหรือไม่ คงต้องแล้วแต่ประชาชน แต่ คสช.และรัฐบาลคงพยายามให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าประชามติ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ศาลรัฐธรรมนูญกับบทบาท "คนดี" ของมีชัย

ศาลรัฐธรรมนูญกับบทบาท "คนดี" ของมีชัย

1
หนึ่งในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจก็คือ "อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ" เพราะนับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่าง บวรศักดิ์ อุววรณโณ จนถึง มีชัย ฤชุพันธ์ ทั้งสองร่างก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลไกหนึ่งที่มีอำนาจควบคุมการบริหารประเทศ อย่างเช่น อำนาจวินิจฉัยเพื่อหาทางออกในประเทศเข้าสู่วิกฤติและไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดยเราได้ทำการรวมเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญไว้ ดังนี้
 
ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนราชการ 2 คน
 
อ้างอิงตามมาตรา 195 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า
 
สัดส่วนของผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจาก ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์อีก 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากส่วนราชการอีก 2 คน ซึ่งแต่เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดว่าให้สัดส่วนมาจาก ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 2 คน และรัฐศาสตร์สังคมศาสตร์อีก 2 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดนี้ได้ลดผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไป แต่แทนที่ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนราชการแทน
 
เปิดประชุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระแก้วิกฤติการเมือง
 
อ้างอิงตามมาตรา 5 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า
 
ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่าง ประธานสภาผู้แทนราษฎร / ผู้นำฝ่ายค้าน / ประธานวุฒิสภา / นายกรัฐมนตรี / ประธานศาลฎีกา-ศาลปกครองสูงสุด-ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย และให้คำวินิจฉัยของที่ประชุมเป็นที่สุดและผูกพันรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงงานของรัฐ
 
ทั้งนี้ มาตราดังกล่าว เป็นหลักการที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจากมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และมาตรา 207 ของรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย (ร่างแรก) ที่เขียนไว้ใกล้เคียงกันว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับแก่กรณีใดได้ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
 
การปรับปรุงแก้ไขมาตราดังกล่าว ผู้ร่างได้ยกเหตุผลว่าเพื่อให้การบริหารประเทศมีทางออกในยามที่ต้องเจอกับวิฤติทางการเมือง และไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ได้ แต่ทว่าก่อนหน้านี้ มาตรา 207 ในร่างรัฐธรรมนูญของมีชัย ที่เปิดเผยออกมาครั้งแรก ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญจนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ดังนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด สำหรับการลงประชามตินี้ จึงลดอำนาจการตีความของศาลรัฐธรรมนูญเดิม และเพิ่มฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการและองค์กรอิสระ เข้ามาช่วยกันวินิจฉัยด้วย ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการแก้ไขล่าสุดก็คือ "สัดส่วนของที่ประชุมมีศาลและองค์กรอิสระเป็นส่วนมาก"
 
 
ไม่ว่าใครก็สามารถร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพื่อสั่งให้เลิกการกระทำที่ล้มล้างการปกครองฯ ได้
 
อ้างอิงตามมาตรา 49 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า 
 
บุคคลจะใชสิทธิหรือเสรีภาพเพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขมิได ถ้าผูใดทราบวามีการกระทําดังกล่าวยอมมีสิทธิรองตออัยการสูงสุดเพื่อรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหเลิกการกระทําดังกลาวได แต่ถ้าอัยการสูงสุดมีคําสั่งไมรับดําเนินการตามที่รองขอหรือไมดําเนินการภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับคํารองขอ ผูรองขอจะยื่นคํารองโดยตรงตอศาลรัฐธรรมนูญก็ได 
 
ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 จะพบว่า การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงนั้นเป็นเรื่องใหม่ เพราะแต่เดิมการใช้สิทธิดังกล่าวต้องถูกกลั่นกรองโดยอัยการสูงสุดก่อน แต่ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่เห็นชอบ ก็จะพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีชัยตีกรอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้แคบกว่า กล่าวคือให้สั่งเลิกการกระทำได้เท่านั้น แต่ร่างฉบับบวรศักดิ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเป็นอย่างอื่นได้ และถ้าพรรคการเมืองเป็นผู้กระทำการล้มล้างการปกครองฯ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคการเมืองได้อีกด้วย
 
ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันเขียน "มาตรฐานทางจริยธรรม" ภายในหนึ่งปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้
 
อ้างอิงตามมาตรา 219 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า
 
ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง
 
โดยในการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรม ให้รับฟังความคิดเห็นของ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้ว ให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกําหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้
 
นอกจากนี้ ในส่วนของบทเฉพาะกาล ในมาตรา 276 ยังกำหนดอีกว่าการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมต้องเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ มิเช่นนั้น ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่งไป
 
อำนาจวินิจฉัยให้ ครม. ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงพ้นไปจากตำแหน่ง
 
อ้างอิงตามมาตรา 170 วรรค 3 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า
 
รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิกและให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ได้ว่า รัฐมนตรีคนใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 คือ ไม่มีความ "ซื่อสัตย์สุจริต" และ "มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" 
 
นอกจากนี้ในมาตรา 170 วรรค 3 ยังกำหนดให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีอำนาจในการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย
 
++ อำนาจถอดถอนและตัดสิทธิการเลือกตั้งของ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ที่คอร์รัปชั่นเงินแผ่นดิน ++
 
อ้างอิงตามมาตรา 144 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของ มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งกำหนดว่า
 
ส.ส. และ ส.ว. จะเสนอแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ใช้งบประมาณรายจ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ นอกจากนี้ ถ้า ครม. มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การอนุมัติใหกระทําการหรือรูวามีการกระทําดังกลาวแลวแตมิไดสั่งยับยั้ง ก็จะมีความผิดไปด้วย
 
โดย ถ้ามีผู้กระทำการดังกล่าวให้เป็นอำนาจของ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ซึ่ง ส.ส. ส.ว. หรือ ครม. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดต้องพ้นจากตำแหน่ง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย

พล.อ.ประวิตร ตั้ง 'ปฏิคม วงษ์สุวรรณ' น้องชาย เป็นกรรมการ กฟภ.


เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนาม ประกาศ ณ วันที่ 4 มี.ค. 59 
โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (25 พ.ย.57) อนุมัติให้แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (เพิ่มเติม) จํานวน 7 คน ซึ่งมีนายสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 พ.ย. 57 นั้น
บัดนี้ นายสมพร ใช้บางยาง กรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้พ้นจากตําแหน่ง เนื่องจาก มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 7 ก.ย.58 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 ก.พ.59 อนุมัติให้แต่งตั้งนายปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทน นายสมพร ใช้บางยาง ที่พ้นจากตําแหน่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.59 เป็นต้นไป
/////////
ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2557 ก็มีข่าวในท่วงทำนองเดียวกัน โดยมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ในกรมราชทัณฑ์และมีการตั้งให้ นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ ที่ขณะนั้น เป็น ผบ.เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา น้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไปรักษาการแทนผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม  
อธิบดีราชทัณฑ์เซ็นย้ายล้างบาง 6 ผบ.เรือนจำใหญ่ น้องชาย "ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ผงาดคุมคุกคลองเปรม

(ส.ค.2557)นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อกลางดึกของวันที่ 4 ส.ค.2557ที่ ผ่านมา ตนได้ลงนามคำสั่งที่ 894/2557 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน เป็นระดับผู้บัญชาการเรือนจำ 6 ราย ทั้งนี้เป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมในปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 1. นายชาตพล อาภาสัตย์ จากผบ.เรือนจำกลางพิษณุโลก ให้รักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ สำนักผู้ตรวจการกรมราชทัณฑ์ 2. นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ ผบ.เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ให้รักษาราชการแทน ผบ.เรือนจำกลางพิษณุโลก 3. นายภักดี ตั้งธรรม ผบ.เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้รักษาราชการแทน ผบ.เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา 4. นายณรงค์ ยงณรงค์เดชกุล ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ สำนักผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ให้รักษาราชการแทน ผบ.เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 5.นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้รักษาราชการแทน ผบ.เรือนจำกลางบางขวาง และ6.นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำกลางบางขวาง ให้รักษาราชการแทน ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยคำสั่งดังกล่าวให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการแต่งตั้งภายใน 7 วัน

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า การโยกย้ายผบ.เรือนจำถือเป็นการหมุนเวียนเพื่ออุดช่องโหว่การทำงานของบางเรือนจำที่ยังปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบนำสิ่งของต้องห้าม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำ เช่น ที่เรือนจำกลางพิษณุโลกมีการจู่โจมตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก จำเป็นต้องสลับให้บุคคลอื่นเข้าไปทำหน้าที่แทน

ก่อนหน้านี้มีการย้ายนายประเสริฐ อยู่สุภาพ ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม มารักษาราชการแทนผอ.สำนักทัณฑปฏิบัติ ให้นายกิตติพัฒน์ เดชะพหุล ผอ.สำนักทัณฑปฏิบัติ ไปรักษาราชการแทนผบ.เรือนจำกลางระยอง และให้นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ ผบ.เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา น้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไปรักษาการแทนผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนนายธนัช หริการบัญชร ผบ.เรือนจำกลางระยอง ย้ายไปรักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการรมราชทัณฑ์ สำนักผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์

กรธ.ไม่ ‘ขัดใจ’ ยกให้ คสช. เลือก ส.ว. 250 คนเอง


กรธ.ไม่ ‘ขัดใจ’ ยกให้ คสช. เลือก ส.ว. 250 คนเอง
http://ilaw.or.th/node/4069
เรื่องที่เป็นประเด็นร้อนและมีการถกเถียงของสังคม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ คงหนีไม่พ้นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ในวาระแรกเริ่ม ที่มาจากข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ตอบสนองข้อเสนอนี้ โดยกำหนดในบทเฉพาะกาล มาตรา 269 สรุปได้ว่า
ในวาระเริ่มแรก ให้ ส.ว. ประกอบด้วยสมาชิก 250 คน โดยให้ คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านต่างๆ เป็นกลางทางการเมือง 9-12 คน ทำหน้าที่สรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ส.ว. จำนวนไม่เกิน 400 คน เพื่อให้ คสช. คัดเลือกให้เหลือ 194 คน และคัดชื่อสำรองอีก 50 คน
อีกส่วนหนึ่ง มาจากผู้ที่เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
และส่วนสุดท้ายได้จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้มีการเลือก ส.ว. โดยให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์หลายด้าน กลุ่มวิชาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์ เลือกกันเองให้ได้ 200 คน แล้วนำรายชื่อให้ คสช. เลือกให้เหลือ 50 คน และคัดชื่อสำรองไว้อีก 50 คน จากที่มาสามทางนี้ก็จะได้ ส.ว.ครบ 250 คนพอดี
ส.ว.ชุดนี้จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีอำนาจหน้าที่ติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ จัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ดูแลกฎหมายที่จะกระทบต่อการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม
อ่านต่อที่ >>>> http://ilaw.or.th/node/4069
ดาวโหลดร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติได้ที่http://www.parliament.go.th/…/draftconstit…/ewt_dl_link.php…

ศาลอาญา ยกฟ้อง "ศักดิ์ชัย กาย" ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม กรณีเบิกถอนเงิน 158 ล้านบาท


ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.ต.เพ็ชร์ ณ ป้อมเพ็ชร์ โดย น.ส.นพมาศ ณ ป้อมเพ็ชร์ ฐานะผู้อนุบาล เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ์ และใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม รวมเป็นเงินกว่า 158 ล้านบาท จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2543 จำเลยได้ปลอมใบถอนเงิน ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ แล้วนำ
ไปถอนเงินจำนวนทั้งสิ้น 158,330,000 บาท ในรูปของแคชเชียร์เช็ค และนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ทางนำสืบโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เป็นใบถอนเงินปลอม และที่ น.ส.นพมาศ เบิกความว่า ในช่วงขณะเกิดเหตุจำเลยได้ดูแลโจทก์ซึ่งป่วยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าโจทก์ป่วยถึงขั้นไม่ยินยอมให้ผู้อื่นกรอกข้อความในใบถอนเงินและเช็คตามฟ้องอย่างไร คดีจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอม และใช้เอกสารปลอม และคดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

จับหญิงไทยพกโคเคน2กก.

วานนี้ ที่สนามบินนานาชาติพนมเปญ หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้สังเกตการณ์ และพบสตรีผู้หนึ่งที่เป็นผู้น่าสงสัยภายในสนามบิน จึงได้ขอตรวจค้นตรวจสอบพบกล่องช็อคโกแลต 4 กล่อง ภายในบรรจุยาเสพติดชนิดโคเคนจำนวน 2.6 กิโลกรัม
ตรวจสอบหนังสือเดินทาง ทราบว่าเป็นชาวไทย ตามหนังสือเดินทางหมายเลข AA5812431 เดินทางมาจาก Doha เมืองหลวงของกาตาร์กับสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ QR970 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้กักตัวเพื่อทำการขยายผลต่อไป