PR
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
อธิบดีดีเอสไอ แจง ผลชันสูตรอดีตพนง.ที่ดิน ภูเก็ต-พังงา ตับแตก อาจเกิดจากช่วงช่วยชีวิต
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีผลชันสูตรพลิกศพนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเมือง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เสียชีวิตจากการผูกคอตนเอง ว่าเกิดจากเลือดออกในช่องท้อง ตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ ว่าเบื้องต้นตนทราบผลชันสูตรจากสถาบันนิติวิทยา โรงพยาบาลตำรวจแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้น ทางดีเอสไออยู่ระหว่างทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบ
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวต่อว่า สำหรับผลชันสูตรพลิกศพที่ระบุว่า นายธวัชชัยเสียชีวิตจากเลือดออกในช่องท้อง และตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกนั้น อาจเป็นไปได้ว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจเพื่อไม่ให้ชีพจรหยุดทำงาน ซึ่งถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้เกิดการกระแทกและมีเลือดออกในช่องท้องได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางดีเอสไออยู่ระหว่างสอบถามไปยังสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายธวัชชัยได้ ทางญาติก็ได้เดินทางมาเยี่ยมและอยู่กับนายธวัชชัยจนถึงช่วงเย็น หากมีอะไรผิดปกติเชื่อว่านายธวัชชัยจะต้องแจ้งให้ญาติทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้ ที่ชั้น 6 ของอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นชั้นที่มีห้องที่ใช้ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา ได้มีกล้องวงจรปิด หากญาติสงสัยในประเด็นการเสียชีวิต ก็จะได้เชิญให้ญาติดูกล้องวงจรปิดได้
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาหรือไม่ ตนยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแน่นอน และไม่เคยทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาอยู่แล้ว โดยทางเรายืนยันความบริสุทธิ์ และคงจะเชิญญาติมาดูกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพระหว่างการควบคุมตัวนายธวัชชัยด้วย
เมียนมาจะเปิดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
31 สิงหาคม 2559 เมียนมาจะเปิดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 ถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 69 ปี ซึ่งรัฐบาลพม่าเคยทำสนธิสัญญาปางโหลงกับกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อปี 2490 แต่สนธิสัญญาปางโหลงกลายเป็นโมฆะ หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ กลายเป็นที่มาให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆจับอาวุธสู้รบกับพม่า รัฐบาลเมียนมา เรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit หรือจิตวิญญานปางโหลง ที่จะร่วมกันสร้างประชาธิปไตย โดยเลขาธิการสหประชาชาติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ให้การต้อนรับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
เลขาธิการยูเอ็น ตอบรับที่จะร่วมกล่าวเปิดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ในรอบ 69 ปีครั้งนี้ เพราะจะเป็นก้าวย่างสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพของเมียนมา หลังรัฐบาลพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แม้นางอองซานซูจี ไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ แต่เธอได้แสดงบทบาทในการสร้างสันติภาพซึ่งเป็นที่คาดหวังจากทุกฝ่าย นอกเหนือจากบทบาทที่เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 1991นางซูจี ใช้เวลา 5 เดือนเดินหน้ากระบวนการสันติภาพด้วยการจัดประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
นับจากพม่าได้ทำสนธิสัญญาปางโหลงกับกลุ่มชาติพันธ์ในปี 1947 หรือปี 2490 โดยนายพลอองซาน บิดาของนางอองซานซูจี ต้องการรวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ในขณะนั้นคือ รัฐฉานหรือไทใหญ่ รัฐคะฉิ่น และรัฐชิน เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ โดยตกลงกันในสัญญาปางโหลงว่า เมื่อได้รับเอกราชแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี จะให้แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง แต่หลังพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 เป็นสหภาพพม่า นายพลอองซาน ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกลอบสังหาร มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเป็นนายอูนุ แม้สัญญาปางโหลงจะถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2490 แต่ เมื่อได้รับเอกราชครบ 10 ปี พม่าไม่ทำตามสัญญาที่จะคืนอำนาจให้แต่ละรัฐ แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง หลังจากนั้น นายพลเนวินได้ยึดอำนาจจากนายอูนุ รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง สัญญาปางโหลงจึงกลายเป็นโมฆะ กลายเป็นที่มาให้กลุ่มชาติพันธุ์จับอาวุธมาสู้รบกับพม่ายาวนานกว่า 60 ปี รวมถึงชาติพันธุ์อื่นในพม่า เช่น กระเหรี่ยง มอญ และอาระกันหรือยะไข่
จนรัฐบาลพเอกเต็งเส่ง เริ่มกระบวนการสันติภาพ สามารถลงนามหยุดยิงกับ 8 กลุ่มชาติพันธ์ได้สำเร็๋จเมื่อ 15 ตุลาคม ปีที่แล้ว และรัฐบาลนางอองซานซูจี ได้สานต่อ โดยจะมี 18 กลุ่มชาติพันธุ์มาเข้าร่วม ไม่มาเข้าร่วม 3 หลุ่มคือ ดาราอั้ง ปะหล่องและกองทัพอารากันที่ยังมีการสู้รบ และจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน
รัฐบาลเมียนมา เรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit หรือจิตวิญญาณปางโหลงเพราะจะเป็นการเริ่มกระบวนการเจรจาทางการเมือง ยุติสงครามกลางเมืองที่มีมายาวนานกว่า 60 ปี
"รัฐบาลเรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit จิตวิญญาณปางโหลง เรามีสนธิสัญญาปางโหลงปี 1947 เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องเอกราช แต่การประชุมครั้งนี้เรารวมกันอีกครั้งเพื่อสร้างประชาธิปไตย ก้าวสู่การเป็นสหพันธรัฐ ซึ่งจะเริ่มต้นจากการเจรจาทางการเมืองในการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 วันพรุ่งนี" Min Zaw OO คณะทำงานจัดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
ดร.มิน ซอ อู ที่ร่วมทำงานในศูนย์สันติภาพเมียนมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เชื่อว่า หลังการประชุมวันพรุ่งนี้ กลุ่มชาติที่พันธุ์ที่ยังไม่ลงนามหยุดยิ่งจะลงนาม NCA ทำให้ขั้นตอนการเจรจาสันติภาพเข้าสู่การเจรจาทางการเมือง ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3-4 ปี ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
เจ้าขุนแสง เลขาธิการพรรครัฐฉานก้าวหน้า หรือ SSPP กองทัพรัฐฉานเหนือ ที่ยังไม่ลงนามหยุดยิง เปิดเผยว่า SSPP ตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมพรุ่งนี้เพราะคาดหวังจะเห็นสนธิสัญญาปางโหลงเกิดขึ้นจริงตามข้อตกลงที่จะให้ทุกรัฐมีสิทธิปกครองตนเองอย่างเท่าเทียม ซึ่งตรงกับข้อเรียกร้องของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ หากรัฐบาลพม่าทำได้ ทุกชาติพันธุ์ก็จะอยู่ร่วมกันได้ และ กองทัพรัฐฉานเหนือพร้อมจะยุติการสู้รบ ซึ่งรัฐฉาน กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด จึงมีการประชุมร่วมกันทั้ง SSPP สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉานใต้ที่นำโดยพลโท เจ้ายอดศึกได้ลงนามหยุดยิงไปแล้ว และพรรค SNLD ,SNDP เพื่อสร้างเอกภาพในการพูดคุยสันติภาพของชาวไทใหญ่
"สิ่งที่ไทใหญ่จะพูดในการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 คือเราอยากเห็นปางโหลง 1947 เกิดขึ้นจริง เราจะเรียกร้องนานาชาติให้ช่วยกันผลักดันให้สันติภาพเกิดขึ้นจริง" เจ้าคืนใส ที่ปรึกษาสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS/SSA
การแถลงข่าวของเลขาธิการสหประชาติ ยืนยันด้วยว่า UN พร้อมสนับสนุนการก้าวสู่สันติภาพของเมียนมา เพื่อให้ประชาชนทุกชาติพันธุ์ และผู้ลี้ภัยที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงผู้ลี้ภัยในไทยกว่า 1 แสนคน ได้มีโอกาสกลับประเทศ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งต้องได้รับความร่วมือจากทหาร กลุ่มชาติพันธุ์และภาคประชาสัง ในการสร้างประชาธิปไตยในเมียนมา รวมถึงการแก้ปัญหาโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่ยินดีกับการที่ นายโคฟี่ อันัน อดีตเลขาธิการ UN ตอบรับเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายของเมียนมา
การประชุมปางโหลงแห่งศตวรรษที่ 21:
การประชุมปางโหลงแห่งศตวรรษที่ 21: การเจรจาสันติภาพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของเมียนมา
ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) รัฐบาลเมียนมาเตรียมเปิดการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาร่วมครึ่งศตวรรษ และนับเป็นการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่พรรคเอ็นแอลดีภายใต้การนำของนางออง ซาน ซูจี เข้าทำหน้าที่รัฐบาลตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเจรจาคงยากที่จะประสบผลสำเร็จอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา
การประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน โดยนอกจากบุคคลสำคัญในกองทัพเมียนมาแล้ว นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะเข้าร่วมหารือกับบรรดาผู้แทนของกองกำลังชนกลุ่มน้อย 17 กลุ่ม จากทั้งหมด 20 กลุ่มด้วย โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านี้คิดเป็นจำนวนราว 40% ของประชากรเมียนมา
ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งต้องการปกครองตนเองดำเนินมาหลายสิบปี บั่นทอนความมั่นคงของเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศอย่างมาก เช่นการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มชาวกะเหรี่ยง เริ่มขึ้นหลังจากเมียนมาพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อปี 2491ได้ไม่นาน ขณะที่การสู้รบในพื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งเป็นที่มั่นของกองกำลังคะฉิ่น ส่งผลให้ประชาชนต้องละทิ้งบ้านเรือนไปแล้วกว่า 100,000 คน นับตั้งแต่ปี 2554 และมีอีกราวแสนคนต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในค่ายผู้อพยพในไทย
นางออง ซาน ซูจี ในฐานะมนตรีแห่งรัฐ ได้รับปากจะให้ความสำคัญกับการเจรจาสันติภาพ ในทันทีที่รัฐบาลของนางขึ้นปกครองประเทศ โดยหวังจะสร้างความคืบหน้า ต่อยอดจากการเจรจาสันติภาพภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลทหารชุดที่ผ่านมา ซึ่งสามารถตกลงหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มได้ แต่ในเวลาเดียวกัน การสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังคะฉิ่นในรัฐฉาน ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ในการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ กลุ่มชาติพันธุ์หลัก ๆ อย่างกะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉาน และว้า จะเข้าร่วมด้วย แต่ยังมีกลุ่มย่อยอย่างน้อย 3 กลุ่มไม่เข้าร่วม คือกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง และกองทัพอาระกัน ซึ่งยังไม่ได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลที่แล้ว
ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช แห่งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยคอร์แนล บอกกับบีบีซีไทยว่า แม้การเจรจาสันติภาพครั้งนี้อาจไม่ประสบผลสำเร็จโดยสมบูรณ์ แต่ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเมืองเมียนมาระยะเปลี่ยนผ่าน และมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 3 ประการคือ 1) เป็นการสร้างรัฐ โดยเป็นเวทีเบิกทางไปสู่การออกแบบโครงสร้างสหพันธรัฐ เช่น ให้เมียนมามีรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ มีการกระจายอำนาจ 2) เป็นการสร้างชาติ โดยเป็นเวทีใหญ่สำหรับกระบวนการปรองดองแห่งชาติและสมานฉันท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องแนวคิดชาตินิยม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่นำโดยกลุ่มชาวพุทธนิยมเชื้อสายพม่าแท้ กับแนวคิดชาตินิยมเชิงโต้กลับของกลุ่มชาติพันธุ์ที่นำโดยขบวนการกู้ชาติของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ 3) เป็นการสร้างสันติภาพ โดยเยียวยาประวัติศาสตร์การสู้รบในอดีต และทำให้การหยุดยิงเป็นรูปธรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ผศ.ดุลยภาค เห็นว่าการเจรจาครั้งนี้น่าจะยืดเยื้อหาข้อสรุปได้ยาก แต่ก็จะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การประชุมรอบใหม่ เนื่องจากวาระการประชุมอาจมีหลายประเด็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคนมีทักษะในการเจรจาที่แตกต่างกัน รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับความจริงใจของผู้เข้าร่วม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล กองทัพ และกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย ทั้งที่ลงนามในสัญญาสันติภาพและยังไม่ได้ลงนาม ซึ่งบางกลุ่มยังคงปะทะกับกองทัพเมียนมา นอกจากนี้ยังมีประชาคมนานาชาติ องค์กรสันติภาพต่าง ๆ พรรคการเมือง และองค์กรประชาสังคมเข้าร่วมด้วย
ผศ.ดุลยภาคกล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐและสังคมเมียนมา โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยในรัฐที่มีหลายชาติพันธุ์ หรือในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้าวลึก มักจะยืดเยื้อและใช้เวลายาวนาน แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ และเป็นสิ่งที่น่าคิดต่อว่า รัฐไทยจะมีกิจกรรมการประชุมเจรจาที่เป็นจุดหักเหคลี่คลายทางการเมืองในลักษณะนี้ได้บ้างหรือไม่ #MyanmarPeacetalk
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
คีร์กิซสถานเผยเหตุระเบิดสถานทูตจีนเป็นคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย
คีร์กิซสถานเผยเหตุระเบิดสถานทูตจีนเป็นคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย
นายเซนิช ราซาคอฟ รองนายกรัฐมนตรีคีร์กิซสถาน เผยรายละเอียดเหตุระเบิดหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงบิชเคก เมืองหลวงคีร์กิซสถาน วันนี้ (30 ส.ค.) เป็นการก่อเหตุคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย ทำให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวคีร์กิซสถานซึ่งทำงานให้กับสถานทูตจีนบาดเจ็บ 3 ราย แต่ไม่มีชาวจีนได้รับบาดเจ็บ
สำนักข่าวเอเคไอเพรสของคีร์กิซสถานรายงานว่าผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนแนวกั้นบริเวณทางเข้าสถานทูตจีนก่อนจะจุดชนวน และแรงระเบิดทำให้ตัวอาคารสถานทูตบางส่วนเสียหาย ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของคีร์กิซสถานจะเร่งตรวจสอบว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้
รัฐบาลคีร์กิซสถานเริ่มต้นปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายตั้งแต่ปี 2558 หลังมีรายงานว่าชาวคีร์กิซสถานมากกว่า 500 คน เป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) และชายชาวคีร์กิซสถานรายหนึ่งมีส่วนร่วมในการก่อเหตุของไอเอสซึ่งบุกโจมตีสนามบินอตาเติร์กในนครอิสตันบูลของตุรกีเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 44 ราย
นอกจากนี้ ชาวจีนเคยตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อเหตุร้ายในคีร์กิซสถานมาก่อนแล้ว โดยเมื่อปี 2543 เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนถูกยิงเสียชีวิต 1 รายจากการลงมือของชาวอุยกูร์ และเมื่อปี 2557 หน่วยลาดตระเวนชายแดนของคีร์กิซสถานได้ยิงสังหารชาวอุยกูร์ 11 รายซึ่งพยายามลักลอบข้ามแดนเข้ามายังคีร์กิซสถาน และผลการสอบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านจีน ทั้งยังมีกลุ่มติดอาวุธฮิซบุตทาห์รีร์ เครือข่ายติดอาวุธชาวมุสลิมที่มีแนวคิดสุดโต่ง เกี่ยวโยงกับกลุ่มตาลีบันและกลุ่มอัล-เคดา เคลื่อนไหวอยู่ในคีร์กิซสถานด้วยเช่นกัน
รายงานข่าวระบุด้วยว่าสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับสถานทูตจีนในกรุงบิชเคก สั่งอพยพบุคลากรออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยออกประกาศเตือนพลเรือนของตนให้เฝ้าระวังภัยจากการก่อการร้ายเมื่อเดินทางมายังคีร์กิซสถาน เนื่องจากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะในพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของเมืองออชของคีร์กิซสถาน
อดีตพนักงานที่ดินผูกคอตายลาโลกหลังถูกจับกุมเผยออกโฉนดที่ดินภูเก็ต-พังงาค่ากว่า 1 หมื่นล้านผิดกฎหมาย
อดีตพนักงานที่ดินผูกคอตายลาโลกหลังถูกจับกุมเผยออกโฉนดที่ดินภูเก็ต-พังงาค่ากว่า 1 หมื่นล้านผิดกฎหมาย
ธวัชชัย อนุกูล อายุ 66 ปี (ภาพเล็ก)อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงา สาขา ท้ายเหมืองผูกคอตายในห้องสอบสวนชัน 6 กรมดีเอสไอเมื่อเช้ามืดวันที่ 30 สิงหาคม 2559 หนีคดีออกโฉนดที่ภูเก็ต-พังงาผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท (ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว INN)
Last updated: 30 สิงหาคม 2559 | 12:35
อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน วัย 66 ออกโฉนดอำเภอถลางภูเก็ตและพังงาค่ากว่าหมื่นล้านผูกคอตายในห้องขังกรมดีเอสไอเหตุเครียดหนักหลังถูกจับกุม เผยบางคดีศาลพิพากษาไปแล้ว
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับรายงาน จากพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ว่า มีผู้ต้องหาคดีออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบหลายแปลงในจังหวัดภูเก็ตและพังงา ผูกคอตาย ภายหลังถูกจับกลุ่ม เบื้องต้นทราบว่า เหตุเกิดขึ้นช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 29 สิงหาคม และเรื่องอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
พ.ต.อ.ไพสิฐเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ ตี 1 นายธวัชชัย อนุกูล อายุ 66 ปี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงา สาขา ท้ายเหมือง ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจับกุมได้เมื่อช่วงเย็น วันที่ 29 สิงหาคมที่บริเวณด้านหน้าร้านตัดผมเลขที่ 61/55ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี และนำตัวไปควบคุมที่ชั้น 6 ของอาคารดีเอสไอ ซึ่งเป็นห้องควบคุม เพื่อรอนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาในวันนี้ (30 สิงหาคม)
นายธวัชชัย พยายามใช้เสื้อผูกคอตัวเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนั้นจะเห็นและช่วยปั๊มหัวใจ และเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ระหว่างทางนายธวัชชัยยังหายใจได้ เมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์พยายามช่วยชีวิต ก่อนที่นายธวัชชัยจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเวลาประมาณ 05.00 น.
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยว่า สาเหตุที่นายธวัชชัยพยายามผูกคอตัวเองนั้น คาดว่าเกิดจากความเครียด เนื่องจากนายธวัชชัยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการออกเอกสารโดยมิชอบในพื้นที่จ.พังงา และจ.ภูเก็ต รวมถึงบางคดีถูกศาลพิพากษาตัดสินจำคุกมาก่อนหน้านี้ด้วย
สำหรับขั้นตอนตามกระบวนการหลังจากนี้จะมีการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ เนื่องจากเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ และจะสอบถามไปทางญาติ ว่าติดใจสาเหตุการเสียชีวิตหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ห้องควบคุมมีกล้องวงจรปิด บันทึกภาพไว้
ส่วนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เข้าเวร ดีเอสไอจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่องการปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ได้รายงานให้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับทราบแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เดินทางมาที่ดีเอสไอ เพื่อทำการเก็บรวบรวมหลักฐาน ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงรายละเอียด
ต่อมาเวลา 11.20 น. วันที่ 30 สิงหาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจง กรณี ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุม เสียชีวิตระบุว่า
ด้วยส่วนควบคุมผู้ต้องหา สำนักปฏิบัติการพิเศษ ได้รายงานเหตุสำคัญ กรณี เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม เวลาประมาณ02.00 น. นายธวัชชัย อนุกูล ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในคดีพิเศษที่ 44 / 2558 ของสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ได้พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรมและได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เจ้าพนักงานของศูนย์สืบสวนสะกดรอย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้จับกุมตัวนายธวัชชัย ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1165 / 2559 ตามฐานความผิดข้างต้น และนำส่งพนักงานสอบสวน สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินคดี โดยได้นำตัวนายธวัชชัย ไปส่งควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนที่ส่วนควบคุมผู้ต้องหาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับตัวไว้เพื่อรอพนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญาในวันเดียวกันนี้
ปรากฏว่า ตั้งแต่รับตัวไว้ควบคุมหลังการสอบสวน เมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม ผู้ต้องหาแสดงอาการวิตกกังวล เครียด และมีอาการกระสับกระส่าย เจ้าหน้าที่ได้นำอาหารให้รับประทาน แต่นายธวัชชัย ฯ รับประทานได้เพียงเล็กน้อย และเดินไปมาในห้องควบคุม จากนั้นได้ล้มตัวลงนอน จนเวลาประมาณ 01.00 น. เศษ นายธวัชชัย แจ้งว่า แสงในห้องควบคุมสว่าง ทำให้นอนไม่หลับ ขอให้เจ้าหน้าที่ปิดไฟ แต่เจ้าหน้าที่อธิบายให้ทราบว่า ตามระเบียบไม่สามารถปิดไฟในห้องควบคุมได้ นายธวัชชัย จึงนอนบนที่นอน โดยใช้ผ้าคลุมบริเวณหน้า และนอนตะแคง เจ้าหน้าที่เห็นว่า นายธวัชชัย พักผ่อนแล้ว จึงตรวจตราตามปกติ
ต่อมาในเวลาประมาณ 02.00 น.เศษ เจ้าหน้าที่ได้เดินกลับมาตรวจที่หน้าห้องควบคุมอีกครั้ง เห็นว่าผู้ต้องหานั่งหันหลังพิงประตู จึงได้เคาะประตูเรียก แต่ผู้ต้องหาไม่ตอบ จึงรีบเปิดประตูเข้าไปพบว่า ผู้ต้องหาได้ใช้ถุงเท้า ผูกคอตนเองกับขอบบานพับประตูห้องควบคุม แต่ยังมีลมหายใจอยู่ เจ้าหน้าที่จึงพยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิต และรีบนำส่งรพ.มงกุฎวัฒนะ เพื่อให้ความช่วยเหลือขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 02.30 น. แต่ผู้ต้องหาได้เสียชีวิตลง เมื่อเวลาประมาณ 04.45 น. และเนื่องจากเป็นการเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้วางมาตรการควบคุมผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษขอแสดงความเสียใจไปยังญาติของผู้เสียชีวิต ณ ที่นี้ด้วย
ออกโฉนดทับซ้อนอุทยานแห่งชาติค่ากว่า 1 หมื่นล้าน
รายงานข่าวเปิดเผยว่านายธวัชชัย ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจับตามหมายจับในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม จากกรณีทุจริตการออกโฉนดที่ดินบริเวณหาดลายัน อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และแปลงที่ดินบริเวณเขาหน้ายักษ์ ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาจำปี จำนวน 500 ไร่ มูลรวมกว่า 10,500 ล้านบาท
เมื่อปี 2553 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลวินัยร้ายแรงและอาญา นายธวัชชัย ไปแล้ว เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก ฐานทุจริตต่อหน้าที่โดยการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำนวนกว่า 362 ไร่
แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องทางการไทย-ลาว ติดตามกรณีอุ้มหาย เนื่องในวันผู้สูญหายสากล
แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องทางการไทย-ลาว ติดตามกรณีอุ้มหาย เนื่องในวันผู้สูญหายสากล
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์เรียกร้องทางการไทยและลาว ให้ติดตามกรณีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร รวมทั้งนายพอจะลี (บิลลี่) รักจงเจริญ และนายสมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาว เนื่องในวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Disappeared) ซึ่งตรงกับวันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า หลายประเทศยังคงใช้วิธีการอุ้มหายเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงติดตามกรณีการหายตัวไปของนาย สมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาวที่หายตัวไปตั้งแต่ปลายปี 2555 อย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลลาวจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสืบหาความจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการสืบสวนของตำรวจที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ และทางการเองไม่สามารถแจ้งความคืบหน้าการสืบสวนต่อครอบครัวของสมบัดได้ นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ พูดถึงประเด็นดังกล่าวในการเดินทางเยือนลาวในเดือนหน้าด้วย
ในส่วนของประเทศไทยนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงติดตามกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของประเทศ ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2547 และกรณีของนายพอจะลี (บิลลี่) รักจงเจริญ ผู้นำกลุ่มชาวกะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่หายตัวไปเมื่อปี 2557 โดยศาลฎีกาได้ยกฟ้องผู้ต้องสงสัยทั้งหมดในทั้งสองคดี
ทั้งนี้ วันผู้สูญหายสากลมีขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลที่สูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยในหลายประเทศ วิธีการบังคับบุคคลให้สูญหายหรือที่เรียกว่า “อุ้มหาย” ยังคงใช้กันอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอำนาจรัฐและปิดปากผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นการกระทำที่การขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายระหว่างประเทศขั้นร้ายแรง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก สืบหาความจริงในกรณีการอุ้มหายอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง นำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี รวมทั้งออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการอุ้มหาย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตลอดจนชดเชยเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมด้วย
(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ)
ปัจจัยที่จะเปลี่ยนเกมในซีเรียคือตุรกีและจีน:
ปัจจัยที่จะเปลี่ยนเกมในซีเรียคือตุรกีและจีน:
cr เพจ
ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
อาทิตย์ที่แล้ว เจอข่าวการปะทะกันระหว่างตุรกีกับกองกำลังชาวเคิร์ดที่มะกันหนุนหลังในซีเรีย โดยกองทัพตุรกีบุกเข้ามาจัดการกับกองกำลังชาวเคิร์ดที่มะกันหนุนหลังโดยตรง เละกันไปทั้ง ๒ ฝ่าย เหลืออย่างเดียวก็คือมะกันไม่ยอมเอาเครื่องบินรบ F-16 ของตนเองออกไปเผชิญหน้ากับ F-16 ของตุรกี ถ้ามะกันยอมเอาเครื่องบินรบออกรบกับตุรกีตรงๆ ไม่ใช้สงครามตัวแทน การอ่านเกมสงครามในซีเรียจะง่ายขึ้น แปลว่าตุรกีเข้าข้างรัสเซียแน่นอนแล้ว
แต่มีพัฒนาการสองอย่างตามมา ๑.เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แอร์โดกันพยายามเข้าพบโอบามาที่สหรัฐอเมริกา แต่โอบามาไม่ยอมให้พบ พยายามสร้างภาพว่าไม่ลดตัวเองลงมาคุยกับแอร์โดกัน แต่บัดนี้ โอบามาขอพบแอร์โดกันในการประชุมสุดยอด G20 ที่จีน ประมาณวันที่ ๔ หรือ ๕ กันยายนที่จะถึงนี้ ๒.ทหารระดับสูงของจีนหลายนายแสดงความเห็นว่าเรื่องสงครามในซีเรียนี้รัสเซียไม่เด็ดขาดกับฝ่ายตรงข้ามเพียงพอ ปัญหาจึงคาราคาซัง ไม่ยอมจบเสียที ไม่นานจากนั้น ก็มีข่าวว่าจีนจะส่งทหารเข้าไปร่วมรบรัสเซีย โดยทหารเหล่านี้จะไปที่อาเลปโปโดยตรงด้วย
พัฒนาการข้อที่ ๑ ทำให้ผมเดาได้ว่าตุรกีคงจะได้ไฟเขียวจากรัสเซีย อิหร่านและซีเรียให้ส่งทหารเข้ามาซีเรียอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเก็บกองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นเด็กมะกันโดยเฉพาะ แต่เพื่อให้เนียนหน่อย ต้องให้รัฐบาลซีเรียออกมาประท้วงพอเป็นพิธี ผมคิดเช่นนี้เพราะดูจะตื้นเขินไปหน่อยหากบอกว่าตุรกีกล้าลูบคมรัสเซีย อิหร่านและซีเรีย โดยส่งทหารบุกเข้ามาซีเรียอย่างดื้อๆ รัสเซียและอิหร่านมีประสบการณ์การรบมานาน มีหรือจะไร้เดียงสายอมให้ตุรกีทำขนาดนั้นได้
ผมจึงมองว่ารัสเซียใช้ตุรกีเป็นเครื่องมือ *ไล่* เด็กมะกันในซีเรียโดยตรง มะกันจึงต้องขอยอมเจรจา เพราะโดยธรรมดา มะกันจะไม่ยอมเจรจาถ้าตนเองได้เปรียบ ถ้าตุรกีไล่บี้กองกำลังชาวเคิร์ดจนเกลี้ยงไปตามแนวพรมแดน จีนส่งทหารเข้ามาร่วมรบกับรัสเซีย+ซีเรีย+เฮสบอเลาะห์ของอิหร่านเพิ่ม ช้าหรือเร็ว มะกันต้องลงมือทำสงครามเอง เลิกใช้กองกำลังอื่นๆ มาทำสงครามตัวแทน เกมก็จะจบเร็วขึ้น
29 สิงหาคม 2559
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
*ถ้าจะแชร์ โปรดอ้างที่มาให้ชัดเจนและหากจะวิจารณ์ โปรดใช้คำสุภาพเพื่อป้องกันการละเมิดพรบ.คอมพิวเตอร์ โปรดสะกดใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ผมพยายามลบข้อความวิจารณ์ที่หยาบและสะกดผิดออกทุกครั้งที่เห็น ในกรณีที่วิจารณ์ไม่เข้าเรื่องหรือหยาบเกินไปบ่อยๆ ผมอาจจะบล็อคไม่ให้วิจารณ์อีกนะครับ
29 สิงหาคม 2559
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
*ถ้าจะแชร์ โปรดอ้างที่มาให้ชัดเจนและหากจะวิจารณ์ โปรดใช้คำสุภาพเพื่อป้องกันการละเมิดพรบ.คอมพิวเตอร์ โปรดสะกดใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ผมพยายามลบข้อความวิจารณ์ที่หยาบและสะกดผิดออกทุกครั้งที่เห็น ในกรณีที่วิจารณ์ไม่เข้าเรื่องหรือหยาบเกินไปบ่อยๆ ผมอาจจะบล็อคไม่ให้วิจารณ์อีกนะครับ
ความเป็นไปได้ที่ ปชป.กับเพื่อไทย จะจับมือกันตั้งรัฐบาล
ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิตแล้ว
ดีเอสไอรวบ‘ธวัชชัย อนุกุล’ อดีต จนท.ที่ดิน ผู้ต้องหาคนสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ต-พังงา หมื่นล. พบประวัติร่วม คนตระกูล ณ ระนอง ปลอมโฉนดหาดฟรีดอม มีบัญชียาวหางว่าว-ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว
สำนักข่าวอิศารา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559 ชุดสืบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม นายธวัชชัย อนุกุล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงาสาขาท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 79/164 หมู่ที่ 7 ต.ฉลอง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ผู้ต้องตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1165/2559 ลงวันที่ 14 มิ.ย.2559 ได้ที่บริเวณด้านหน้าร้านตัดผมเลขที่ 61/55 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
ทั้งนี้ นายธวัชชัย อนุกุล ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คดีทุจริตออกโฉนดที่ดินบริเวณหาดลายัน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยถือว่านายธวัชชัย เป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ที่ออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบมากที่สุด จังหวัดภูเก็ต -พังงา-สุราษฎร์ธานี และแปลงที่ดิน บริเวณเขาหน้ายักษ์ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลำปี จำนวน 500 ไร่ ราคาประเมิน ของกรมที่ดินไร่ละ 21 ล้านบาท มูลค่าทั้งสิ้น 10,500 ล้านบาท เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นคหบดีชื่อดังในพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะนำตัวอดีตข้าราชการ สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตรายนี้ไปฝากขังที่ศาลอาญา
มีข้อมูลระบุว่า นายธวัชชัย อนุกุล ได้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบในจ.ภูก็ต เป็นจำนวนกว่า 700 แปลง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 เดือนธันวาคม 2553 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติ ป.ป.ช.ชี้มูลวินัยร้ายแรงและอาญา นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กรมที่ดิน กับพวก กระทำความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 61483 – 61491 หมู่ที่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยมิชอบ ร่วมกับ นายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ ออกโฉนดที่ดินเนื้อที่รวม 362-3-12 ไร่ ให้บริษัทแห่งหนึ่งแต่จากการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามระวางแผนที่ปรากฏว่า ที่ดินที่นำรังวัดดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 108 ที่นำมาขอออกเป็นโฉนด
ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2556 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตร่วมกันปลอมเอกสารโฉนดที่ดิน และออกหนังสือรับรองราคา ประเมินที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 42650 และ 42651 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นเท็จ มีมูลความผิด ทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161 ร่วมกับ นายพานทอง ณ ระนอง
ล่าสุดวันที่ 9 มี.ค.2559 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดที่ดิน 2 แปลง บริเวณหาดฟรีดอม ของนายพานทอง และพวก ไว้ชั่วคราว รวม 2 รายการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.โฉนดที่ดิน ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เนื้อที่ 45 ไร่ 1 รายการ 2.โฉนดที่ดิน ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เนื้อที่ 19 ไร่ 1 รายการ
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 30 ส.ค.2559 ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ว่า ดีเอสไอ ขอยกเลิกภารกิจทำข่าวการนำตัวผู้ต้องหาอดีตข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปฝากขัง ที่ศาลอาญา เวลา 10.00 น.ไปก่อน เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิตแล้ว
ต่อมาเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ยอมรับกับสำนักข่าวอิศรา ว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้เสียชีวิตแล้วจริง โดยมีการผูกคอตาย ช่วงเวลาตี 1 วันที่ 30 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา ในห้องควบคุมตัวที่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นห้องแอร์อย่างดี โดยใช้เสื้อของตนเองผูกคอ เมื่อเจ้าหน้าที่มาพบเห็น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้ต้องหาจะเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณ ตี 4-5 สำหรับสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากความเครียด เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้มีคดีจำนวนมาก รวมถึงคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความชัดเจนอยู่
"เดิมที่วันนี้ (30 ส.ค.59) ดีเอสไอจะมีการแถลงข่าว แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต ทำให้ต้องยกเลิกไปก่อน และอยู่ระหว่างการประสานแจ้งญาติของผู้เสียชีวิตเข้ามาดูศพ และจะทำการชันสูตรต่อไป"พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุ
"ที่ตั้ง"ประเทศไทย
Fb เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas
ประเทศไทยนั้นมีอะไรดีบ้าง ? คงมีดีหลายอย่างครับ แต่ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนี้ มีทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ในเอเชีย และอาจจะในโลกเอาเสียด้วย
ประการแรก เราเป็นประเทศรวยทะเล-รวยมหาสมุทร ประเทศที่เล็กกว่าจีนยี่สิบเท่าแต่มีสองทะเล-สองมหาสมุทร คือ แปซิฟิก (อ่าวไทย) และ อินเดีย (อันดามัน) ฝั่งทะเลของเรายาวกว่าของพม่าเสียอีก ยาวแพ้เวียดนามไม่มาก มีจังหวัดที่อยู่ติดทะเลถึง 23 จังหวัด พูดง่าย ๆ ว่า ทุกๆ 4 จังหวัดของไทย ติดทะเลหนึ่งจังหวัด น่าทึ่ง
ประเทศไทย ขอขยายความ ความจริงเป็นประเทศกึ่งบก-กึ่งทะเลเลย ไม่ใช่เป็นประเทศทางบกที่มีเพียงชายหาดสวยงามเท่านั้น ต้องคิดใหม่ว่าเรามีศักยภาพเป็นชาติอำนาจทางทะเลได้ด้วย หลายประเทศนั้นไม่มีทะเล ต้องรบเพื่อเปิดทางออกทะเล จีนนั้นแม้จะมีมหาสมุทรแปซิฟิก ก็ยังพยายามสุดความสามารถที่จะมุ่งลงใต้ไปลงทะเลที่มหาสมุทรอินเดียให้ได้
ใกล้กับภาคใต้ของเราคือ "ช่องแคบมะลักกา" ที่ปัจจุบันนี้ เป็นช่องทางเดินเรือทะเลสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยปริมาณสินค้า น้ำมัน และแก๊ซ ที่ลำเลียงผ่านช่องแคบนี้มีเป็นสามเท่าของที่ผ่านทางคลองสุเอซและคลองปานามา โลกทุกวันนี้มีช่องแคบมะลักกาเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแล้ว หากดูแผนที่ให้ดีจะเห็นว่ามีจังหวัดหนึ่งของไทยที่ถือเป็น "ปากทางเข้า" ช่องแคบนี้ทีเดียว จังหวัดสตูล ไงครับ ช่องแคบมะลักกานั้นส่วนใหญ่อยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตรา แต่สตูลนั้นถือเป็นส่วนบนสุดทางขวามือของช่องแคบได้ เราเป็น "เจ้าของ" ช่องแคบมะลักกานิดหน่อย
ช่องแคบมะลักกานั้นมีความสำคัญต่อจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อาเซียน อินเดีย อ่าวเปอร์เซีย อาหรับ และยุโรปเป็นล้นพ้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีทางเลี่ยงหรือทางเบี่ยงที่จะลดความเสี่ยงจากความล่าช้าหรือติดขัดหรือปิดตัวลงของทางเดินเรือในช่องแคบด้วยสาเหตุนานาประการ
คาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นทางเบี่ยงหรือทางเลี่ยงนั้น ไม่ว่าจะทำในรูปของคลองกระ (เชื่อมจังหวัดระนอง-ชุมพร) หรือคลองไทย (เชื่อมตรัง-นครศรีธรรมราช) หรือทำเป็น "แลนด์บริดจ์" (เชื่อมสองฝั่งสองมหาสมุทรด้วยรถไฟและทางหลวงขนาดใหญ่)
คู่ขนานกันไป จะมีโครงการตัดทางหลวงหรือทำรถไฟความเร็วปานกลาง-สูง ที่จะเชื่อมอินเดีย จีน และอาเซียนภาคพื้นทวีปเข้ากับมาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชะวา ซึ่งโดยทำเลของไทยเป็นเหตุ เส้นทางเหล่านั้นจะต้องผ่านหลายภาคของไทย ผ่านกรุงเทพฯ และผ่านภาคใต้อย่างหลึกเลี่ยงไม่ได้ ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นชาติอำนาจทางลอจิสติกส์ จะเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมร้อยตลาดจีน อินเดีย และตลาดอาเซียนเข้าด้วยกัน
จะชอบหรือไม่ จะเต็มใจหรือไม่ ไทยมี"ทำเลทอง" ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็น "สะพานทอง" เชื่อมยึดจีนและอินเดีย สองยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เข้ากับเออีซี
ทำเลที่ดีของเราจะไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะแต่กรุงเทพฯและภาคใต้เท่านั้นครับ ภาคเหนือของไทยจะเชื่อมโยงกับนครและเมืองใหญ่ของจีนตอนใต้ (เชียงรุ้ง คุนหมิง ฉงชิ่ง เฉิงตู) ลาว (หลวงพระบาง เวียงจันทน์) และที่ขอย้ำเป็นพิเศษเพราะเรามักจะคิดไม่ถึง คือ พม่า (กรุงเนปิดอร์ พุกาม มัณฑะเลย์ ตองอู อังวะ)
โปรดทราบนะครับว่า "พม่าแท้ๆ" นั้นใกล้แม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่มาก เนปิดอร์นั้นอยู่ใกล้เกือบชิดแม่ฮ่องสอนข้ามรัฐฉานจากแม่ฮ่องสอนไปนิดที่เดียวก็จะเจอกรุงเนปิดอร์เลย แม้แต่ย่างกุ้งเมืองใหญ่ที่สุดของพม่าก็ใกล้แม่ฮ่องสอน ตาก และ เชียงใหม่มาก
ลาวและเวียดนามก็ใกล้เชียงรายและน่านมาก จากเชียงรายบินไปหลวงพระบาง เวียงจันทน์ ใกล้มาก ใช้เวลาเท่าๆ กับบินไปเชียงรุ้งและคุนหมิง และน่านนั้นยังพิเศษสุดที่อยู่ค่อนข้างใกล้ฮานอยด้วย เวลาบินน่าจะไม่ถึงชั่วโมง
นานมากแล้วที่เราคิดว่าแม่ฮ่องสอน ตาก และน่านเป็น "หลังเขา" เพราะเราเอากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง แต่ในยุคบูรพาภิวัตน์นั้นในขณะนี้ลาวพม่าล้วนโตเร็วกว่าไทยมาก ลาวโต มากกว่า 7 เปอร์เซนต์ต่อปีมาเป็นทศวรรษแล้ว พม่าเติบโตปีละ 12.5 เปอร์เซนต์มาในช่วงเวลาเดียวกัน ภาคเหนือของไทยมีศักยภาพและพร้อมที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากตามเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะหากได้เชือมโยงทางคมนาคมเข้ากับจีนตอนใต้ พม่าทางตอนเหนือที่เป็นพม่าแท้ๆ ลาว และเวียดนามทางตอนเหนือ
อีสานของไทยก็จะได้ประโยชน์จากบูรพาภิวัตน์แน่นอน คนไทยมักไม่ทราบว่าภาคที่ใกล้กับประเทศจีนที่สุดโดยการบินนั้นคืออีสานนะครับ ไม่ใช่ภาคเหนืออย่างที่เรามักคิด เนื่องจากนครใหญ่ของจีนนั้นอยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศเกือบทั้งหมด จากจีนบินมาไทยจำต้องผ่านอีสานก่อนทั้งสิ้น จะเห็นว่าเกาะไหหลำนั้นใกล้อีสานมาก ถ้าบินจากฮ่องกง มาเก๊า กว่างเจา เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งหากลงไทยที่หนองคาย บึงกาฬ หรือ อุดร แทนที่จะลงกรุงเทพฯ จะลดเวลาบินลงถึงหนึ่งชั่วโมงได้
ในยุคบูรพาภิวัตน์ ด้วยที่ตั้งประเทศที่เป็นเยี่ยมอย่างนี้ ภาคอีสานและภาคเหนือจะต้องสร้างหรือขยายสนามบินนานาชาติให้ยิ่งใหญ่ไปเลย อย่ามัวทำอะไรเล่น ๆ สร้างการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพที่อีสานด้วยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากเวียดนามและจีนมาให้มากขึ้น
อีสานตอนใต้จะได้ประโยชน์มากจากกัมพูชาซึ่งเติบโตปีละ 8.5 เปอร์เซนต์ติดต่อกันมาสิบปีแล้ว เสียมเรียบที่อยู่ใกล้กันคือเมืองท่องเที่ยวระดับโลก พนมเปญคือเมืองใหญ่ที่สุดบนฝั่งแม่น้ำโขงทั้งหมด คนเจ็ดแปดล้านคน เติบโตสูงกว่า 8.5 เปอร์เซนต์ต่อปีแน่ๆ น่าจะโตไม่น้อยกว่าปีละ15-20 เปอร์เซนต์ เท่าที่ประเมินเองอย่างคร่าว ๆ อีสานเป็นภาคที่ยึดโยงกับทั้งลาวและกัมพูชา "โคราช" ของเราคือมหานครที่เชื่อมยึดและโยงใยกับสองประเทศนั้นไปพร้อมๆกันได้เลย
ภาคตะวันตกจะได้ประโยชน์จากการเชื่อมพม่าส่วนที่เป็นดินแดนมอญและกะเหรี่ยงเป็นหลักเข้ากับไทย และจะเลยไปถึงอินเดียและบังกลาเทศในอนาคตไม่ไกล ส่วนภาคตะวันออกจะเชื่อมชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราดเข้ากับกัมพูชาส่วนที่อยู่ใกล้ทะเลหรืออ่าวไทย
คงเริ่มสงสัยกันบ้างแล้วว่าทำไมประเทศไทยเราช่างต่อเชื่อมกับเพื่อนบ้านได้มากมายจัง ก็ขอบอกว่าเรามีจังหวัดที่ติดชายแดนถึง 33 จังหวัด พูดง่ายๆ ทุกๆ 2-3 จังหวัดจะมีชายแดนติดต่างประเทศ 1 จังหวัด อลังการมากครับ อำนาจหรือศักยภาพในการเชื่อมโยงของเรา connectivity ที่ชอบพูดถึงกันไงครับ
ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งทางบกและทางทะเล ขอย้ำอีกที เอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีภาคไหนไกลทะเลเลย น่าอัศจรรย์ ถ้าทะเลนั้นเราไม่หมายถึงแต่อ่าวไทย เช่นตากนั้น แม่ฮ่องสอนนั้น ไม่ไกลทะเลอันดามันเลย เพียงมีดินแดนพม่าแคบๆมาคั่นเอาไว้ เท่านั้น ฝนที่ตกที่สองจังหวัดนี้มาจากความชุ่มชื้นที่มาจากทะเล ที่ให้ทั้งภาคใต้ที่ติดอันดามันและให้ทั้งภาคเหนือด้านตะวันตกที่อยู่ไม่ห่างอันดามัน
ภาคเหนือด้านตะวันออกก็ไม่ห่างจากน้ำทะเล หากหมายถึงทะเลจีนใต้หรืออ่าวตังเกี๋ยของเวียดนามเหนือ ภาคอีสานเล่าก็ไม่ไกลจากเกาะไหหลำและจากทะเลเวียดนามและทะเลจีนเท่าไร
ในอนาคตสนามบินที่ดีและทางหลวงและทางรถไฟที่ดีจะเชื่อมภาคเหนือและภาคอีสานเข้ากับทะเลของเพื่อนบ้านได้ใกล้ชิดและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
ด้วยทำเลที่ดียิ่งของเรา การคมนาคมทางบก ทะเล และอากาศ จะเชื่อมทุกส่วนของไทยไปสู่เพื่อนบ้าน ไปโยงเชื่อมกับจีน อืนเดีย อาเซียน ไปรับประโยชน์จากบูรพาภิวัตน์ได้มากยิ่งขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









