PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ผูัสมัครส.ส.กว่า500คนอ่วม!ถูกตัดสิทธิลงสมัคร - พรรคเพื่อนไทยหนักสุด



15 ก.พ.62 - นายอนุวัฒน์ วิกัยพัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อนไทย กล่าวหลังเดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ด้านกิจการพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมกทรการเลือกตั้ง (กกต.)​เพื่อยืนยันว่า ตนเองและกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันได้รับเลือกอย่างถูกต้องตามข้อบังคับพรรค หลังจากที่ได้รับหนังสือมอบอำนาจจากนายสิระ พิมพ์กลาง อดีตหัวหน้าพรรคคนเดิมแจ้งมอบอำนาจให้ตน ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคในขณะนั้นให้มีอำนาจทำการแทนทุกอย่าง ดังนั้นการจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดพรรคและการส่งผู้สมัครส.ส. 240 คนใน 39 จังหวัด และส.ส.บัญชีรายชื่อ 52 คน แคนดิเนตนายกรัฐมนตรี 3 คนจึงเป็นไปอย่างถูกต้อง ดังนั้นถ้าหากผู้สมัครของพรรคไม่ได้รับการประกาศชื่อจากผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง และกกต. ก็จะฟ้องร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้คืนสิทธิดังกล่าวรวมทั้งหากท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถกลับมาเป็นผู้สมัครได้ก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับกกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างรอพบเจ้าหน้าที่นายอนุวัฒน์ ได้พบกับนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการพรรค โดยได้พยายามชี้แจงเหตุผลต่างๆ โดยนายแสวงก็ได้ชี้แจงว่า ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าปัญหาของพรรคคือการประชุมกรรมการบริหารพรรคไม่ชอบ ซึ่งก็มีผลตามมาให้ข้อบังคับที่ออกมา และการเลือกสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดของพรรคไม่ชอบไปด้วย ถ้าหากพรรคมีหลักฐานยืนยันว่ากระทำการถูกต้องก็ไปสู้ในศาลฎีกา
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวานนี้ ( 14ก.พ.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ แจ้งข้อมูลล่าสุดเพื่อให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดใช้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ระบบแบ่งเขตก่อนที่จะต้องประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัครส.ส.ระบบเขตทั้ง 350 เขตในวันนี้ โดยข้อมูลที่ส่งเป็น ผลการตรวจสอบสถานภาพพรรคการเมืองที่ไม่มีสิทธิส่งสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ล่าสุดเนื่องจากไม่มีการจัดตั้งสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ถูกต้อง โดยแยกเป็นรายจังหวัด ซึ่งพบว่ามี 7 พรรคการเมือง โดย พรรคเพื่อนไทย ไม่มีสิทธิที่ส่งสมัครส.ส.แบบแบ่งเขตใน 39 จังหวัด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี อุทัยธานี อุดรธานี อ่างทอง หนองบัวลำภู หนองคาย สุรินทร์ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สระบุรี สระแก้ว สกลนคร ศรีสะเกษ เลย ลพบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร มหาสารคาม เพชรบูรณ์ เพชรบุรี พิจิตร อยุธยา ปราจีนบุรี ปทุมธานี บุรีรัมย์ บึงกาฬ นนทบุรี นครสวรรค์ นครราชสีมา นครพนม ชัยภูมิ ชัยนาท ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี และกทม.
พรรคแทนคุณแผ่นดิน ไม่มีสิทธิส่งสมัครส.ส.เขตในจ. สระบุรี เชียงราย และกทม.
พรรคพลังไทสร้างชาติ ไม่มีสิทธิส่งสมัครส.ส.เขตในจ. อุตรดิตถ์ นครราชสีมา
พรรคประชาธิปไตยใหม่ ไม่มีสิทธิส่งสมัครในจ.หนองคาย พรรคคนงานไทย ไม่มีสิทธิส่งสมัครในจ.สงขลา ศรีสะเกษ
พรรคพลังคนกีฬา ไม่มีสิทธิส่งสมัครในจ.สกลนคร
พรรคพลังประชาธิปไตย ไม่มีสิทธิส่งสมัครในจ.พิษณุโลก จันทบุรี
นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่พบชื่อผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและไม่เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคที่พ.ร.ป.ว่าด้วยเลือกตั้งส.ส.มาตรา 172 ให้สิทธินับการเป็นสมาชิกนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรค โดยเป็นข้อมูล ณ.วันที่ 14 ก.พ. ซึ่งพบว่ามีผู้สมัครส.ส.เขตที่เข้าข่ายดังกล่าวรวม 255 ราย และผลการตรวจสอบสมาชิกพรรคของผู้สมัครส.ส.ที่บันทึกเข้าระบบฐานข้อมูลพรรคกรณีพบว่า เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดียวไม่ครบ 90 วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 96(3) ประกอบมาตรา 41( 3) และเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อน ลงวันที่ 14ก.พ.ซึ่งพบว่ามีผู้สมัครส.ส.เขตที่เข้าข่ายดังกล่าวรวม246 ราย 
อย่างไรก็ตามหลังการปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 8 ก.พ.บรรดาพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครต่างก็ส่งผู้แทนพรรคมาแจ้งข้อมูลสมาชิกของพรรค การจัดตั้งสาขาและกรรมการบริหารพรรคอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ แม้กระทั่งวันนี้ซึ่งเป็นสุดท้ายที่ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ในระบบแบ่งเขตให้แล้วเสร็จและประกาศรับรองรายชื่อผู้ที่มีสิทธิลงสมัครในแต่ละเขตทั้ง 350 เขต ผู้แทนของพรรคการเมืองก็ยังเดินทางมาขอแก้ไขอัพเดทข้อมูลที่สำนักงานกกต.อยู่ตลอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ผู้สมัครรายใดถูกตัดสิทธิไม่ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัครจะไม่ได้รับเงินค่าสมัคร 1หมื่นบาทคือโดยเป็นไปตามมาตรา 45(3)พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ประกอบพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 78(4) ทึ่กำหนดให้ค่าธรรมเนียมการรับสมัครเลือกตั้งตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งในกรณีของพรรคเพื่อนไทย เมื่อถูกตัดสิทธิไม่ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัครทั้งผู้สมัครส.ส.ระบบแบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อรวม 292 คน เงินค่าสมัครจำนวน 2.92 ล้านก็จะไม่ได้รับคืนเช่นกัน

'วิษณุ'ชี้ช่อง ผู้ถูกตัดสิทธิ์สมัครส.ส. ร้องศาลฎีกาได้

'วิษณุ'ชี้ช่อง ผู้ถูกตัดสิทธิ์สมัครส.ส. ร้องศาลฎีกาได้

15 ก.พ.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต.) ประกาศว่ามีผู้สมัครส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆจำนวน 506 คน ขาดคุณสมบัติ ว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของ​ กกต. ใครที่ถูกประกาศว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วไม่พอใจ เจ้าตัวสามารถไปร้องต่อศาลฎีกา เพื่อยื่นหลักฐานให้พิจารณาได้ แต่ถ้าเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคจะเป็นผู้ดำเนินการ และเรื่องนี้จะพิจารณากันเร็วกว่าเรื่องอื่น เพราะตอนที่สมัคร เขาตรวจกันไม่ทัน ต้องได้ชื่อมาก่อน แล้วมาไล่ตรวจคุณสมบัติ ซึ่งบางคนเขามีคุณสมบัติครบ แต่ยื่นหลักฐานไม่ครบ
เมื่อถามถึงกรณีนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ยื่นหนังสือถึงประธานกกต.ให้พิจารณาและวินิจฉัยส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายวิษณุกล่าวว่า “แล้วไง ผมไม่ทราบรายละเอียด ที่สำคัญ ยังไม่รู้ว่านายวิญญัติเขาอ้างอะไร การชี้แจงคงเป็นเรื่องของพรรค”

ถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) แกนนำพรรคต้องยุติการทำกิจกรรมหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เขายังทำกิจกรรมได้ แต่เขาก็เบรกกันเองแล้ว ซึ่งตนไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่ฝ่ายกฎหมายของเขาอาจมองเห็นจุดเสี่ยง เช่น การขึ้นเวทีพูดปราศรัยแล้วเบรกไม่อยู่ จนมีปัญหา เพราะเผลอพูดพลั้งพลาดอะไรไป จะเป็นคำพูดที่นำไปขยายต่อได้ เขาอาจกลัวว่าเวลาต่างคนต่างพูดแล้วไม่เหมือนกัน คดีก็อยู่ในศาล อาจจะกระทบได้

'ส.ศิวรักษ์'ชี้'ทักษิณ'อยู่เบื้องหลัง'เหตุมิบังควร'ฝันหวานตัวเองเหมือน'ปรีดี'แต่ทำสิ่งตรงข้ามนำหายนะสู่บ้านเมือง



15 ก.พ.62-สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์  "ปัญญาชนสยาม" และนักคิด นักประวัติศาสตร์  ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ถึงปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯว่า "ในแง่ของทูลกระหม่อมหญิงฯ ท่านก็ถือว่าท่านมีสิทธิเสรีภาพจะทำได้ เพราะท่านออกจากความเป็นเจ้าแล้ว แต่ทีนี้ในแง่ของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านเห็นว่าถึงจะลาออกแล้วก็ตาม แต่ยังใกล้ชิดกับพระราชวงศ์อยู่  ท่านถึงได้มีประกาศพระราชโองการห้ามเด็ดขาดเลย
"พระเจ้าอยู่หัวมีความสามารถมาก ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเร็ว เพราะฉะนั้นก็ออกพระราชโองการมาทันทีทันใดเลย... เมื่อประกาศออกมาแล้ว ในสังคมไทย วัฒนธรรมไทย คำประกาศนั้นศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถที่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้" 
สุลักษณ์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เรียกว่าท่านผู้หญิง แต่เนื่องจากว่าพระองค์เคยทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ แม้จะถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว แต่ด้วยขนบประเพณีของไทยที่มีมา ราษฎรก็เรียกพระองค์ท่านว่าทูลกระหม่อมฯ
"แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์... การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"
ขณะที่การนำเสนอพระนามทูลกระหม่อมฯ เป็นนายกฯ ในบัญชีของ ทษช. ถูกนักวิเคราะห์ต่างชาติบางส่วน ถอดรหัสออกมาว่ามีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร "อยู่เบื้องหลัง" และ "เป็นผู้ส่งสัญญาณ" นักคิดนักประวัติศาสตร์ผู้นี้มองว่า การอ่านสัญญาณที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเข้าใจ เป็นการ "อ่านประวัติศาสตร์ไทยไม่ออก"
"เขามีความเป็นไทยน้อยมาก เขานึกอย่างเดียวว่าเขาฉลาด เก่ง และรวย ถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งแล้วเนี่ย มันให้โทษมากกว่าให้คุณ" สุลักษณ์ กล่าว
"ทุกอย่างจะรวมตัวกันทักษิณจะกลับมา ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) จะกลับมา จะรอมชอม จะดี จะร่วมกันต่าง ๆ เขามีสิทธิที่จะมอง แต่มองผิด ในพระราชโองการชัดเจนเลย ในหลวงท่านไม่เล่นกับใครลับหลัง ท่านพูดตรงไปตรงมาเลย ไม่เอา เอาอย่างนี้ ตรงไปตรงมา นี่ผมว่าน่าจะดีใจนะที่ในหลวงท่านบอกว่า บ้านเมืองนี้ต้องเล่นซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา"
"ทักษิณเขาเป็นคนกล้ามาตลอดเวลา เขากล้าเสี่ยง... เขาเคยเปรียบเทียบว่าเขาเหมือนกับ อ.ปรีดี พนมยงค์ เขาต้องไปอยู่ต่างประเทศเหมือน อ.ปรีดี แต่ต่างกันเลย อ.ปรีดี ทำทั้งหมดเพื่อบ้านเมือง เพื่อราษฎร เพื่อความถูกต้องดีงาม ทักษิณทำตรงข้ามหมดเลย เขาฝันหวานว่าเป็นเหมือน อ.ปรีดี พนมยงค์ แต่เขาไม่ใช่วีรบุรุษ" สุลักษณ์ กล่าวกับบีบีซีไทย
"เขาคงจะกล้าเสี่ยงอีกเยอะ ๆ เขาเป็นคนเก่ง เป็นคนกล้า กล้าเสี่ยงกล้าทำ ส่วนมากจะนำความหายนะมาสู่บ้านเมือง"
บีบีซีไทยพยายามติดต่อนายทักษิณเพื่อขอความคิดเห็นต่อคำกล่าวข้างต้น แต่ไม่ได้รับการตอบรับ.

ให้เวลา7วันแก้ตัว

    "ศาลรัฐธรรมนูญ" มติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต.ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ให้เวลา 7 วันส่งคำแก้ตัว 27 ก.พ.ถกนัดต่อไป แต่ยังไม่ตัดสิน “ทษช.” ส่อเค้าแพแตกก่อนศาลลงดาบ “จาตุรนต์” ควง “ณัฐวุฒิ” พร้อมคนเสื้อแดงตั้งโต๊ะแถลง โบ้ยรู้เรื่องหลังวันที่ 8 ก.พ. ตอกย้ำเรื่องละเอียดอ่อน ทีมรณรงค์หาเสียงส่วนกลางขอยุติภารกิจจนกว่าสะเด็ดน้ำ สวมบทพระเอกพร้อมช่วยเหลือทุกวิถีทาง แต่การชี้แจงต้องให้กรรมการบริหารพรรคทำ “ทนายถุงขนม” อัดจะโยนให้ กก.บห.อย่างเดียวไม่ได้ “ระเบียบรัตน์” เสียงสั่นทุกอย่างถูกลิขิตมาแล้ว
    เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ผลการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (13) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และส่งสำนวนคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา วิธีการส่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของศาลเป็นผู้ส่ง ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้อง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหนังสือนำส่ง และสำเนาคำร้องไว้ ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้อง และให้ถือว่าได้ส่งโดยชอบตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาขอศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 54 แล้ว 
    ศาลนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ.2562 เวลา 13.30 น.
    นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่า วันที่ 27 ก.พ. ยังไม่ใช่วันตัดสิน ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล หากได้ข้อสรุปศาลจึงจะนัดลงมติอีกครั้ง ซึ่งในเอกสารข่าวไม่ได้สั่งห้ามพรรค ทษช.รณรงค์หาเสียง เพราะถือเป็นกิจการภายในของพรรค และศาลไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้
“ตอนนี้บางคนสับสนคิดว่า 27 ก.พ.เป็นวันตัดสิน ซึ่งไม่ใช่ ยังไม่ได้ตัดสิน ยังอยู่ในกระบวนการ”นายเชาวนะกล่าว
    และในเวลา 15.07 น. ที่พรรค ทษช. เจ้าหน้าที่จากศาลรัฐธรรมนูญได้เดินทางมายังพรรค ทษช.เพื่อนำสำเนาคำร้องของ กกต. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคนำมาให้พรรค โดยมีนายมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค และนายสุรชัย ชินชัย ทนายความผู้ที่ได้รับอำนาจจากหัวหน้าพรรค รับสำเนาดังกล่าว
    โดยนายสุรชัยกล่าวว่า ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ให้โอกาสพรรค ทษช.ทำคำชี้แจง โดยเราจะนำสำนวนดังกล่าวไปวิเคราะห์ และทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลในเวลาที่กำหนด เบื้องต้นจะทำในรูปแบบเอกสารยื่นต่อศาล ตามประเด็นที่ศาลตั้งเป็นข้อๆ โดยจะชี้แจงทั้งประเด็นและข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเพื่อยื่นต่อศาล ส่วนรายละเอียดพยานหลักฐานที่จะยื่นให้ศาลพิจารณานั้น เนื่องจากยังไม่เห็นสำเนาทั้งหมด จึงยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้
ขอทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย
    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้า นายมิตติได้นำคณะแกนนำ ทษช.ลงพื้นที่เขตสวนหลวง บริเวณตลาดคลองตันและสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มักกะสัน เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะยังคงลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เรายืนยันว่ามีเจตนาอันบริสุทธิ์ เราจึงขอทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย 
    ขณะที่เวลา 10.35 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค ทษช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค ทษช., นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายเหวง โตจิราการ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเดินทางมาถึงที่ทำการพรรคพร้อมกัน โดยนายจาตุรนต์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าขอปรึกษาหารือกันก่อน แล้วเดี๋ยวแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง     
    จากนั้นเวลา 11.20 น. ทั้งหมดได้ร่วมกันนั่งแถลงข่าว โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า เรามาในฐานะสมาชิกพรรค ทุกคนยังเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยังมีหน้าที่ต่างๆ อยู่ และที่ถามกันว่าวันนี้เข้ามาพรรคทำไมนั้น เมื่อพรรคกำลังเผชิญปัญหา เพราะเราต้องมาร่วมกันคิดเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเต็มความสามารถที่สุด เราได้ติดตามสถานการณ์โดยตลอดตั้งแต่มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ในนามพรรคด้วยความห่วงใยมาตลอด 
    นายจาตุรนต์กล่าวว่า จากการรับฟังการแถลงของกรรมการบริหารหลายครั้งหลังวันที่ 8 ก.พ. เห็นว่าทุกคนมีเจตนาดี ทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นศาลจะวินิจฉัยยุบพรรค ทษช.หรือไม่นั้น และดูจากข้อกล่าวหาที่บอกเป็นปรปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อเรื่องกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของศาล เราจึงต้องรอการพิจารณาของศาลก่อน ดังนั้นการรณรงค์หาเสียงและการปราศรัย รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะประชาชนจำนวนมาก จะงดกิจกรรมเหล่านี้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ส่วนการดำเนินการในชั้นศาล หากเรามีช่องทางใดที่จะช่วยได้ยืนยันว่าเราพร้อมช่วยและเต็มใจร่วมแก้ปัญหาของพรรคไปถึงที่สุด และยังผูกพันกับพรรค 
    นายณัฐวุฒิขยายความว่า ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 100 เขต ยังคงมีสถานะเป็นผู้สมัคร มีพันธะผูกพันต้องทำงานให้กับประชาชน ก็ต้องเดินหน้าพบปะประชาชนต่อไป เพียงแต่ทีมรณรงค์หาเสียงจากส่วนกลางจะยุติภารกิจเพื่อรอให้สถานการณ์เดินไปจนได้ข้อสรุปจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพราะเราอยากให้พรรคมีสมาธิในเรื่องคดีความ
    เมื่อถามว่า กรณีนี้นายณัฐวุฒิและนายจาตุรนต์จะยังอยู่ในตำแหน่งประธานรณรงค์หาเสียงและประธานยุทธศาสตร์พรรคอยู่ใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิตอบว่า เป็นสมาชิกพรรค ทษช.ที่เดินเข้ามาก็บอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนว่าภารกิจคือนำพาบ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตย และเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชน ดังนั้น ภารกิจนี้ยังคงอยู่ไม่ว่าอยู่ในบทบาทหน้าที่ใดก็ตาม จะขอยืนหยัดอยู่กับพรรคจนกว่าสถานการณ์ได้ข้อยุติ ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม สถานะความเป็นความสมาชิกพรรค ไม่สามารถที่จะทิ้งไปได้
    เมื่อถามว่า การหยุดรณรงค์หาเสียงจะกระทบต่อความนิยมของพรรคหรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขณะนี้เราดูเรื่องความเหมาะสมของสถานการณ์ ถ้าดูจากข้อกล่าวหาและประเด็นที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การดำเนินการในลักษณะที่ต้องปราศรัยพบกับคนจำนวนมากไม่น่าเป็นผลดี และเราน่าจะต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมการชี้แจงในกระบวนการ และขั้นตอนในศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าสิ่งที่พรรคชี้แจงและรณรงค์กับประชาชนตลอดช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นความเข้าใจต่อประชาชน การจะหยุดพักการจัดชุมนุมปราศรัยไม่น่าจะเสียหายอะไร การพูดคุยชี้แจงกับประชาชนจะเกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีข้อยุติตัดสินแล้ว เราจะไม่ใช้วิธีชี้แจงกับประชาชนระหว่างการพิจารณา
อ๋อยลั่นแจงแทน กก.บห.ไม่ได้
    เมื่อถามว่า เมื่อไม่ได้ไปร่วมยื่นชื่อแคนดิเดตนายกฯ กับพรรคในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา จะไปช่วยชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะไปในสถานะไหน รวมถึงการได้รับเชิญให้ไปชี้แจงด้วยหรือไม่ แต่จะชี้แจงเท่าที่ทำได้ให้เต็มความสามารถ เช่น การได้รับการหารือหรือพูดคุยกับกรรมการพรรคหลายท่านหลังวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ทราบว่าหลายท่านเจตนาดี มีความบริสุทธิ์ใจที่จะทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งตรงกันกับที่ กก.บห.พรรคได้ชี้แจงกับประชาชนไปแล้ว ส่วนอื่นๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะ เป็นอำนาจของคณะ กก.บห.พรรค ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สามารถชี้แจงได้ การประกาศยุติการปราศรัยเวทีใหญ่นั้นไม่ใช่มติของพรรค แต่เป็นมติของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้
    ถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง นายจาตุรนต์และนายณัฐวุฒิหายตัวไปจากพรรคเลย สะท้อนถึงการเกิดรอยร้าวในพรรคหรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า ไม่มีรอยร้าวอะไร เมื่อเกิดเรื่องขึ้นเรามีการติดตามสถานการณ์ มีความห่วงใย การตัดสินใจต่างๆ หลังจากนั้นเข้าใจว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะ กก.บห.พรรคโดยตรง รวมถึงการหาทนาย และผู้ที่จะมาชี้แจง ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่ของคณะ กก.บห.พรรค มาถึงวันนี้มาเพื่อร่วมแก้ปัญหา สิ่งที่เราได้ชี้แจงไปคือการร่วมช่วยในการแก้ปัญหา และยืนยันว่าเราพร้อมร่วมแก้ปัญหาไปจนถึงที่สุด
    เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ที่ตัดสินใจมาอยู่พรรค ทษช. นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่เดินหน้ามาวันนี้มีเจตนาเดียวคือนำพาบ้านเมืองกลับสู่แนวทางประชาธิปไตย สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะมีที่มาและเหตุผลของมันอยู่แล้ว
    ขณะที่นายจาตุรนต์กล่าวว่า สิ่งที่เราดำเนินการมาเป็นไปตามที่เราตั้งใจ และได้ประกาศไว้ทุกอย่าง อย่างเต็มความสามารถ และได้รับความเข้าใจจากประชาชนที่เห็นด้วย และเข้าร่วมกับเรา ไม่มีอะไรที่รู้สึกเสียดาย ทั้งนี้ เมื่อเรื่องไปถึงศาลแล้วเราจะไม่แสดงความคิดเห็นนอกศาล ส่วนการแสดงความคิดเห็นอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นจะยังดำเนินต่อไป
    เมื่อถามว่า เป็นการลอยแพพรรคหรือไม่ นายจาตุรนต์ตอบติดตลกว่า ไม่ได้เป็นการลอยแพ และไม่ใช่การมาพรรคครั้งสุดท้าย 
    ทั้งนี้ หลังจากการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ทุกคนที่ร่วมแถลงก็เดินทางออกจากพรรคทันที
    ในเวลา 16.10 น. นายพิชิต ชื่นบาน ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรค ทษช. กล่าวในเรื่องนี้ว่า เราน้อมรับทุกอย่าง และให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้พิจารณาประมาณ 2-3 วัน เพราะมีเวลา 7 วัน ส่วนการหาเสียงของผู้สมัครนั้น ก็ถือเป็นดุลพินิจของผู้สมัครและฝ่ายอื่นๆ จะไปทิ้งน้ำหนักให้กรรมการบริหารเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ผู้สมัครแต่ละท่านต้องมีวุฒิภาวะว่าจะต้องหาเสียงต่อหรือไม่ เพราะขณะนี้เราเป็นคู่กรณี กกต.ก็ไม่ได้แถลงรายละเอียดใดออกมา ดังนั้น พรรคก็ไม่ควรไปแถลงอะไรแทน กกต.
    “ประเด็นต่างๆ ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายพิจารณา และขอเวลาให้ฝ่ายกฎหมายทำงานก่อน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด โดยยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เราจะทำให้ดีที่สุด และพรรคเองก็น้อมรับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งฝ่ายกฎหมายทราบรายละเอียดคำร้องแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่จะไปคิด แล้วนำมานำเสนอในวันที่ 18 ก.พ.นี้” นายพิชิตกล่าว
ทุกอย่างถูกลิขิตมาแล้ว    
    ขณะเดียวกัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะออกเอกสารข่าว นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรค ทษช. เข้ายื่นร้องต่อศาลรัธรรมนูญขอให้ไม่รับคำร้องของ กกต.ที่ให้วินิจฉัยสั่งยุบพรรค ทษช. โดยระบุว่า คำร้องของ กกต.อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป กรณีย่อมอาจขัดต่อหลักนิติธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง กำหนดไว้
นอกจากนั้น กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง นำโดยนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง และนายเอกชัย หงส์กังวาน รวมทั้งแนวร่วม เดินทางมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตะโกนคัดค้านการยุบพรรค และอ่านแถลงการณ์ รวมทั้งได้รวมตัวถือป้ายผ้าสีดำขนาดใหญ่ระบุข้อความโกงเลือกตั้ง เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วย
    ขณะที่ พ.ต.ท.กิตติฤทธิ์ พูนสวัสดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 จ.บุรีรัมย์ พรรค ทษช.พร้อมทีมงาน เข้าไหว้สักการะศาลหลักเมือง และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 อธิษฐานขอให้พรรคผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยดี พร้อมเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียง ทำความเข้าใจกับประชาชนครอบคลุมมากที่สุด 
ส่วนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มารดา ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เสาวนิต การสุทธิ์" และ "Paul PK" ที่โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโดยพาดพิงถึงตนเอง และ ร.ท.ปรีชาพล
    ทั้งนี้ นางระเบียบรัตน์ยังกล่าวตอบข้อถามกรณีหากศาลรัฐธรรมวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. และตัดสิทธิการเมือง นางระเบียบรัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ทุกอย่างมีลิขิตมาแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ครอบครัวดิฉันพร้อมยอมรับ แต่อยากขอความเมตตา เพราะเชื่อว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถ ที่จะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ ดิฉันมีความภูมิใจในตัวลูกชายอย่างมาก.

506ผู้สมัครส่อถูกตัดสิทธิ์

ประยุทธ์" ควง "ผบ.ทบ." ชมฝึกบรรเทาสาธารณภัยในค่ายทหารรบพิเศษ สยบข่าวลือรัฐประหาร บอกสื่อ "มีอะไรถามแดงสิ เรื่องไร้สาระ" จับตา 15 ก.พ. "กกต." ประกาศชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขตทั่ว ปท. ระทึก! 506 ผู้สมัครขาดคุณสมบัติส่อถูกตัดสิทธิ์ "ทนายวิญญัติ" เตรียมยื่นยุบพรรค พปชร.  "เพื่อไทย" จัดปราศรัยใหญ่ลานคนเมือง กทม.ศุกร์นี้ ขนขุนพลขึ้นเวทีพร้อมเพรียง "หมวดเจี๊ยบ" โวย "นายกฯ" ลงบางแคแฝงหาเสียง
    เมื่อวันที่ 14 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในการตรวจการฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการ IDMEX 2019 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการ 77 จังหวัด ณ สนามฝึกและสนาม MOUT กองพลรบพิเศษที่ 1 จังหวัดลพบุรี โดยมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และนายทหารระดับสูงของเหล่าทัพ ร่วมชมการฝึกด้วย
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า การฝึกไม่ใช่ทำกันแค่วันเดียว ต้องมีการเตรียมการ เช่นเดียวกับสังคมโลก ขอให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร รักกันให้มากๆ ทุกส่วนคือหลักของประเทศ ถ้าทุกคนเข้าใจบทบาทตัวเอง ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่มีอะไรที่ทำให้ประเทศเราอ่อนแอ คลอนแคลนต่อไปได้ พวกเราต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกโอกาส ขอให้ตระหนักว่าพวกเราทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไร มีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง ขอให้ทำหน้าที่ของคนไทยอย่างสมศักดิ์ศรี
    "เราต้องเข้มแข็ง พิสูจน์ด้วยฝีมือของเรา ทั้งในอดีตที่ผ่านมา ในปัจจุบันและอนาคต เราต้องเข้มแข็งไปเรื่อยๆ ในทุกมิติ อย่าให้ใครมาบ่อนทำลายหรือทำให้เกิดความแตกแยกโดยเด็ดขาด ถ้าเราไม่รักกันเองแล้วใครจะรักเรา รัฐบาลทุกรัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เกิดความสมดุล อย่าจับมาเป็นประเด็นการเมือง ฉะนั้นอย่ามาถามผมในเรื่องพวกนี้อีก" นายกฯ กล่าว
    ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะเดินทางไปยังพื้นที่ฝึกการรบในสิ่งปลูกสร้าง โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ ชมการสาธิต การซักซ้อมบรรเทาสาธารณภัย อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายการซ้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย ได้เกิดฝนตกหนักลมแรง
    พล.อ.ประยุทธ์ให้โอวาทท่ามกลางสายฝน โดยมีพล.อ.อภิรัชต์ยืนตากฝนอยู่ด้วย ตอนหนึ่งระบุว่า ขอให้ทุกคนภูมิใจในการน้อมนำพระราโชบายไปปฏิบัติ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงต้องการให้พสกนิกรได้รับผลกระทบภัยพิบัติน้อยที่สุด สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การวางแผนปฏิบัติ จะต้องมีความพร้อม รวมถึงการกระจายข่าวสารและการแจ้งเตือนประชาชน 
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.อภิรัชต์ เดินเคียงกันพบปะทักทายจิตอาสาและกำลังพลที่มาฝึก บรรเทาสาธารณภัยฯ แบบบูรณาการตามพระราโชบายฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์บอกผู้สื่อข่าวว่า "มีอะไร ถามแดงสิ เรื่องไร้สาระทั้งนั้น" พร้อมชี้นิ้วไปที่ พล.อ.อภิรัชต์ นอกจากนี้ ระหว่างเดินทางกลับ พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดกระจกรถทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูด้วย
    ที่โรงแรมเซ็นทรา น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) เป็นประธานเปิดโครงการอบรมสร้างกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเลือกตั้ง กิจกรรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ โดยมีผู้แทนจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งใน 30 เขตเลือกตั้งของ กทม.เข้าร่วม 
    ทั้งนี้ น.ส.วิชชุดาได้ชี้แจงถึงวิธีการหาเสียงว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ สถานที่ปิดป้ายหาเสียง และขนาดของป้ายหาเสียงทั้ง 3 รูปแบบ โดยขอให้ผู้สมัครคำนึงถึงขนาดป้าย จำนวนป้าย และสถานที่ติดประกาศ ซึ่งกฎหมายตีความอย่างเคร่งครัด จึงขอให้ทุกพรรคหลีกเลี่ยงการกระทำผิดระเบียบ กกต. 
    "ขอแจ้งให้ผู้สมัครรับทราบถึงข้อกังวลของ กทม.ซึ่งประสานมายัง กกต.ให้ทุกพรรคระมัดระวังรักษาต้นไม้ในสถานที่สาธารณะ การตอกตะปูยึดป้ายกับต้นไม้ขอให้ใช้ความระวังด้วย และไม่ควรติดป้ายซ้อนทับกับป้ายของผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น รวมทั้งการติดป้ายใกล้สะพานลอย ได้เกิดเหตุเด็กนักเรียนเดินชนศีรษะแตก ติดป้ายใกล้หน้าปากซอย ทำให้บดบังสายตา ขอให้เร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดอคติกับเจ้าของป้าย" ผอ.กกต.กทม.ระบุ
    น.ส.วิชชุดากล่าวว่า ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ กกต.กทม.จะประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตของ กทม. เบื้องต้นพบว่ามีผู้สมัครหลายรายจากบางพรรคการเมืองขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจำนวนผู้สมัครจะมีไม่ถึง 932 คน
506 ผู้สมัครส่อถูกตัดสิทธิ์
    มีรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า ในวันที่ 15 ก.พ. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่มียอดการสมัครกว่า 1 หมื่นคน และต้องประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขตตามที่กฎหมายกำหนด โดยขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้แจ้งผลการตรวจสอบทั้งหมดไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว
    สำหรับผลการตรวจสอบที่สำนักงาน กกต.แจ้งไปนั้น แยกเป็นผลการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ที่บันทึกเข้าระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง กรณีไม่พบว่ามีชื่ออยู่ในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง และไม่เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 172 ให้สิทธินับการเป็นสมาชิกนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรค ลงวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพบว่ามีผู้สมัคร ส.ส.เขตที่เข้าข่ายดังกล่าวรวม 253 ราย และผลการตรวจสอบสมาชิกพรรคของผู้สมัครส.ส.ที่บันทึกเข้าระบบฐานข้อมูลพรรค กรณีพบว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดียวไม่ครบ 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 96 (3) ประกอบมาตรา 41 (3) และเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อน ลงวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพบว่ามีผู้สมัคร ส.ส.เขตที่เข้าข่ายดังกล่าวรวม 253 ราย รวม 2 กรณีมีทั้งสิ้น 506 ราย 
    "ตามข้อมูลที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตอาจถูกตัดสิทธิ์ไม่ได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้สมัคร มีทั้งพรรคเก่าพรรคใหม่ อาทิ พรรคมหาชน ผู้สมัครไม่พบชื่อในระบบฐานข้อมูลมากถึง 133 คน, พรรคผึ้งหลวง 40 คน, พรรคประชาธรรมไทย 16 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน, พรรคอนาคตใหม่ 3 คน ส่วนสมาชิกซ้ำซ้อนกับพรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคเศรษฐกิจใหม่  27 คน, พรรคเพื่อชาติ 20 คน, พรรคประชาชาติ 18 คน, พรรคเสรีรวมไทย 6 คน, พรรคชาติพัฒนา 3 คน, พรรคภูมิใจไทย 2 คน, ผู้สมัครสังกัดการเมืองไม่ครบ 90 วัน อาทิ พรรคครูไทย 18 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 7 คน เป็นต้น" แหล่งข่าวระบุ 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแจ้งผลการตรวจสอบของสำนักงาน กกต.ดังกล่าว ได้สร้างความสับสนวุ่นวายให้ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดทั่วประเทศอย่างมาก เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.เพิ่งจะได้มีบันทึกข้อความแจ้งเป็นการภายในว่า กรณีไม่ปรากฏชื่อผู้สมัคร ส.ส.ในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองยังไม่ได้นำเข้าข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง ให้ยึดหลักฐานการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ผู้สมัครนำมาแสดง คือ สำเนาใบสมัครเป็นสมาชิกพรรค, สำเนาหลักฐานการชำระเงินค่าบำรุงพรรค และสำเนาหลักฐานการลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองอื่น เป็นหลักฐานในการพิจารณารับสมัคร ส่วนกรณีการนับระยะเวลาการเป็นสมาชิกพรรคของผู้สมัครที่เป็นผู้ร่วมกันจดแจ้งจัดตั้งนั้น ให้ยึดหลักฐานสำเนาใบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง และสำเนาหลักฐานการรับทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นหลักฐานในการพิจารณารับสมัคร 
    "ขณะนี้ในกรุ๊ปไลน์สำนักงาน กกต. ทาง ผอ.กกต.ประจำจังหวัดทั่วประเทศได้ติดต่อขอความชัดเจนว่าตกลงแล้วจะให้ยึดข้อมูลของสำนักงานที่แจ้งไปหรือหลักฐานที่ผู้สมัครนำมาแสดงเป็นหลักในการพิจารณาประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัคร เพราะตามกฎหมายจะต้องประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 15 ก.พ.แล้ว แต่ก็ยังไม่มีคำตอบจากทางสำนักงาน" แหล่งข่าวระบุ
    ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า วันศุกร์ที่ 15 ก.พ.62 เวลา 10.00 น. จะเข้าต่อยื่นหนังสือกล่าวโทษ ขอให้ กกต.ไต่สวนยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต่อประธาน กกต. และเลขาธิการ กกต. ที่สำนักงาน กกต. กรณีการครอบงำพรรค พปชร. ของ พล.อ.ประยุทธ์ และเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผู้สมัครและพรรคการเมือง และยินยอมให้มีการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมทั้งสมคบใช้นโยบายของรัฐเพื่อเป็นนโยบายพรรคการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ จูงใจในการหาเสียงเลือกตั้ง
'เจี๊ยบ'ข้องใจลุงตู่หาเสียง
    ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการหาเสียงของพรรคว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเริ่มที่จะขึ้นป้ายคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์แล้วหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของ กกต. ที่สามารถขึ้นรูปคู่กับบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ได้ทยอยขึ้นรูป พล.อ.ประยุทธ์แล้ว
    "พรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เราเป็นพรรคใหม่ที่เป็นของประชาชนทุกคน เป็นพรรคทางเลือกและทางหลักของพี่น้องประชาชนที่จะนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า นำประเทศไปสู่ความสงบและความอยู่ดีกินดี หากเราได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็จะเป็นนายกฯ อีกสมัย และจะมีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาทำงานด้วย" รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าว
    ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 ก.พ. เวลา 16.00-21.00 น. พรรคเพื่อไทยจัดการปราศรัยใหญ่เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่บริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า และเป็นการปราศรัยใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี โดยในครั้งนี้จะเน้นการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศไทย รวมทั้งศูนย์กลางของประเทศกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองหลวงที่ติดอันดับความเจริญของโลกอีกครั้ง
    นายจิรายุกล่าวว่า ผู้ปราศรัยมีระดับแกนนำพรรค ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะขึ้นปราศรัยในเรื่องนโยบายทั้งหมดของพรรค, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เรื่องการเมืองที่คนไทยต้องรู้, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและทางออก, นายชัยเกษม นิติสิริ กระบวนการยุติธรรมที่ต้องได้รับการแก้ไข, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เรื่องอย่าปล่อยให้สินค้าการเกษตรต่ำไปกว่านี้, นายวัฒนา เมืองสุข เมื่อการเมืองแย่ เศรษฐกิจจะแย่ตาม เป็นต้น
    "เชื่อว่าประชาชนที่สนใจนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะได้รับฟังแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ จะมีไม่น้อยกว่า 10,000 คน" รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว 
    ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊ก "Phumtham Wechayachai"
เรื่อง “ช่วยกันทำหน้าที่เพื่อนำประเทศเดินไปข้างหน้า” ระบุตอนหนึ่งว่า พรรคการเมืองต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศการเมืองสร้างสรรค์ ช่วยกันนำเสนอนโยบายให้ประชาชนได้ตัดสินใจ หลีกเลี่ยงการให้ร้ายป้ายสี สร้างความเกลียดชังระหว่างกัน กกต.ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ต้องมีความเป็นอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง จัดการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ
    "รัฐบาลควรมีมารยาททางการเมือง แม้วันนี้จะไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แต่วันนี้ผู้นำรัฐบาลกลายเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองหนึ่ง ท่านคือหนึ่งในผู้เล่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้นควรอย่างยิ่งที่จะต้องเคร่งครัดกับการทำตามกติกา ไม่สร้างภาระให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยการอนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่ โยกย้ายข้าราชการในภาวะที่ทุกฝ่ายกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และที่สำคัญที่สุดคือ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้การเลือกตั้งมีความยุติธรรม รวมทั้งการทำหน้าที่ที่สำคัญด้วยการออกมาใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้ง เพื่อตัดสินเลือกอนาคตเลือกทางเดินของประเทศด้วยตัวท่านเอง" เลขาฯ พรรคเพื่อไทยระบุ
    ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง ผู้สมัคร ส.ส.เขตลาดพร้าว วังทองหลาง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าจะไม่ใช้ตำแหน่งนายกฯ เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นในการหาเสียง แล้วทำไมตอนที่ไปลงพื้นที่บางแคและบางขุนเทียน จึงมีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ไปปรากฏตัวปะปนกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมาเตรียมการรอรับนายกฯ มีอภิสิทธิ์เหนือชาวบ้านทั่วไป เพราะมีบัตรติดหน้าอกเหมือนเป็นแขกวีไอพี ต่างจากประชาชนทั่วไป ที่ถูกกันให้ยืนรออยู่ในบริเวณที่กำหนด ทั้งๆ ที่ช่วงนี้มีการเพิ่มความเข้มงวดเรื่อง รปภ.คุ้มกันนายกฯ เป็นพิเศษ เพราะใกล้จะเลือกตั้ง แสดงว่าผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เป็นเนื้อเดียวกันกับรัฐบาลหรืออย่างไร
    "พล.อ.ประยุทธ์ยังพูดเชียร์ผู้สมัคร ส.ส.อย่างออกหน้าออกตา จนสื่อมวลชนเอาไปเขียนเป็นข่าวใหญ่โต อย่างนี้ถือเป็นการใช้อำนาจรัฐสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง และเอาเปรียบคู่แข่งอยู่หรือไม่ อันที่จริง วิธีการแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการหาเสียงของพรรคการเมืองอื่นๆ เพียงแต่พรรคการเมืองต่างๆ เขาหาเสียงโดยเปิดเผย เขาไม่ได้ทำตัวเป็นอีแอบ และอยากรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกล้าพูดเต็มปากหรือไม่ ว่าทุกวันนี้ท่านไม่ได้ใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วยหาเสียงให้พรรคพลังประชารัฐ ท่านคิดว่าประชาชนดูไม่ออกหรืออย่างไร" ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว.    

เกมถนัดที่ไม่ถนัดแล้ว

ระทึกมาหลายช็อตแล้วก็ต้องระทึกต่อไป เป็นสถานการณ์ เป็นภาพจริง สำหรับพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

หลังจากล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ “รับคำร้อง” ของ กกต. ที่ขอให้วินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 มาตรา 92

โดยศาลยึดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (13) ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 โดยส่งสำนวนคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ.62 เวลา 13.30 น.

มีเวลา 7 วัน ทษช.ต้องต่อสู้ข้อกฎหมาย

นาทีนี้พรรคไทยรักษาชาติถูกจับ “ขึ้นเขียง” โดยสมบูรณ์

แล้วไงต่อ จบที่ตรงไหน ยุบพรรคหรือไม่ ยังเป็นคำถามต่อเนื่องตามมา

วันนี้หลายฝ่ายก็ต้องการหาคำตอบ สิ่งที่จะตามมาหลังศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำร้องปมร้อน รวมทั้งบทสุดท้าย ที่เป็นบทจบของคดีกระหึ่มเมืองคดีนี้ โดยเฉพาะบทลงโทษที่คาดการณ์ทางร้ายกับ ทษช.

โดยเฉพาะในเรื่องการยุบพรรค และตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ที่ว่าอาจโดนห้ามเล่นการเมือง “ตลอดชีวิต” โดนโทษประหารทางการเมือง

พาดหัวข่าวสื่อหลายสำนัก ก็มาจาก “มือร่างกฎกติกาบ้านเมือง” ทีมคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนายอุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีตโฆษก กรธ. ที่หยิบยกบทลงโทษในคำร้องนี้ หากถูกตัดสินยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ไม่มีระยะเวลาระบุไว้”

ก็เท่ากับว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง จะถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต

สอดรับด้วยนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ อดีต กรธ. ชี้เปรี้ยง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคจะส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตทันที

“ประหารชีวิตทางการเมือง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (5) และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคท้าย

ขณะที่เรื่องเงื่อนเวลา บทจบของคดีร้อน อดีต กรธ.รายนี้แจงในหลายประตู คือกรณีเมื่อพรรคถูกยุบ ผู้ลงสมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อจะถือว่าไม่ได้ลงสมัคร

เท่ากับ ทษช.ต้องออกไปเป็นผู้ชม นอกสนามเลือกตั้ง

อีกกรณี ถ้าหากข่าวร้ายของ ทษช. มาหลังวันที่ 24 มี.ค. แต่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง คะแนนของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจะไม่ถูกนับสักคะแนน จะได้คะแนนเป็นศูนย์

และถ้ายุบหลัง กกต.รับรองผลแล้ว จะไม่ส่งผลต่อคะแนน แต่ ส.ส.ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน

มองข้ามช็อต คาดการณ์อนาคตคนค่าย ทษช.ทุกประตู

ทั้งหมดอาจไม่ใช่ “ทุกอย่างมีลิขิตมาแล้ว อะไรจะเกิด

ก็ต้องเกิด” อย่างที่นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีต ส.ว.ขอนแก่น ให้คำตอบถึงอนาคตของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ที่เป็นบุตรชาย

แต่คิวนี้เป็นผลจาก “กรรม” หรือการกระทำ

เกมใหญ่ที่ว่ามาจากคนใหญ่แดนไกล ส่งผลถึงอนาคตการเมืองลูกข่ายที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ลูกทัพน้อยใหญ่ ทษช.ถูกลากขึ้นเขียง

ในห้วงหลังชนฝา “นายใหญ่” จะพลิกเล่นต่ออย่างไร กับคิวจ่อฟัน “ดาบแรก” และลุ้นระทึกต่อดาบ 2–3

ยิ่งคนที่เคยเอ่ยว่า “แพ้ไม่เป็น” เมื่อ “เกมเลือกตั้ง” ที่ถนัด ติดๆขัดๆ เดินไม่ถนัดอีกแล้ว ไม่แปลกที่กระแสข่าว “ล้มกระดาน” จะปลิวว่อนวงการในห้วงนี้

ในภาวะไร้การควบคุม ที่คาดได้ว่าน่าจะเข้าล็อกเข้าแผนขั้วฝ่ายที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ

แต่จังหวะทุกฝ่ายอ่านออกรู้ทาง ชนิด “ทันกัน” ทุกช็อต

เมื่อเลือกเล่นเกมใหญ่เกมยาก พลาดแล้ว การแก้เกมยิ่งยากกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ฉลองวานเลนไทน์

ที่ประชุมใหญ่ 7 เสือ กกต.ลงมติ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีเสนอชื่อ “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามบัญชีพรรคการเมือง

เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ได้กระทำความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 92 คือ...

1, กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2, กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

3, กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคไทยรักษาชาติ ได้กระทำความผิดเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ ตามที่ กกต.ชงคำร้องให้พิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติให้สิ้นสภาพพรรคการเมือง

สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 14 คน

สั่งตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนห้ามเกี่ยวข้องการเมือง 10 ปี

สรุปว่าพรรคไทยรักษาชาติ โผล่ออกจากมดลูกยังไม่ทันครบ 3 เดือน ต้องโดนเชือดยกเข่งฉลองวันวาเลนไทน์

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เป็นการลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรคโดยตรง

ใครที่ชิงลาออกหนีเอาตัวรอดก็ไม่รอดอยู่ดี

ส่วนสมาชิกพรรคที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่อยู่ในข่ายต้องถูกตัดสิทธิการเมืองแต่อย่างใด

แต่ประเด็นล่อแหลมคือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กกต.และมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ “ก่อน” วันเลือกตั้งใหญ่ วันที่ 24 มีนาคม

จะส่งผลให้ผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติทุกคนไม่สามารถหาพรรคสังกัดใหม่ได้ทันกรอบเวลา

ผลที่จะตามมาคือ ผู้สมัคร ส.ส.เขตพรรคไทยรักษาชาติ 121 คน และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 100 คน จะหมดสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อย่างสิ้นเชิง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าขณะนี้เหลืออีกเพียง 48 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้งใหญ่ตัดสินอนาคตการเมืองไทย

หรือถ้านับจากวันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (17 มีนาคม) จะเหลือเวลาอีกเพียง 41 วัน เท่านั้นเอง

ประเด็นอยู่ที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลากี่วัน??

หลังรับคำร้อง กกต.ไปจนถึงวันลงมติวินิจฉัยให้ยุบ หรือไม่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ??

ถ้ายึดตาม “ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ” ว่าด้วยวิธีพิจารณาคำร้องและการทำคำวินิจฉัยคดี ซึ่งแยกเป็นหลายขั้นตอน

ขั้นแรก องค์คณะตุลาการต้องพิจารณาก่อนว่าจะลงมติให้รับคำร้องกรณีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่

จากนั้นจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ร้อง (คือ กกต.) และผู้ถูกร้อง (คือพรรคไทยรักษาชาติ) ได้ชี้แจงแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในห้องพิจารณาคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

แล้วจึงประชุมองค์คณะตุลาการพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อลงมติ และเขียนคำวินิจฉัยกลาง

ตามปกติศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลา 2 เดือนถึง 3 เดือน

แต่...แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคดีนี้ไม่มีรายละเอียดซับซ้อนสามารถวินิจฉัยได้รวดเร็ว

เร็วที่สุด อาจจะใช้เวลา 1 เดือน??

ทุกอย่างมันเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

แค่ “ประยุทธ์” กับ “ทักษิณ”

วิบากกรรม” ที่ตามติดเป็นเงาตามตัว

ล่าสุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาจำคุก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา 6 แกนนําม็อบพันธมิตรฯ เป็นเวลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ในคดีนำม็อบบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ขับไล่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ เมื่อปี 2551

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวส่งเข้าเรือนจำ สิ้นอิสรภาพทันที

นี่คือผลแห่งการกระทำ เกมช่วงชิงเกมอำนาจทางการเมืองที่ตามมาในเวลาไม่ช้าก็เร็ว บทพิสูจน์ประเทศไทยไม่มีคำว่า “ม็อบมีเส้น” หรือ “ม็อบไม่มีเส้น”

ชัดเจน “ม็อบ” ไม่มีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย

ใครคิดจะปลุกสงครามประชาชน ใช้เกมมวลชนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ไม่มีใครจะรอดตัวไปแบบฟรีๆ

ตัดฉากกลับมาที่การเมืองร้อนๆกำลังระทึกอกระทึกใจ ตามท้องเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องชงให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ จาก “เซอร์ไพรส์ใหญ่” ส่ง “แคนดิเดตนายกฯ” ในบัญชีพรรค เข้าข่ายผิดกฎหมายปมอ้างสถาบันเพื่อผลในการเลือกตั้ง

กระทำการเรื่อง “มิบังควรอย่างยิ่ง”

ตามรูปการณ์ไม่ใช่แค่ยุบพรรค แต่ต้องลุ้นถึงขั้น “ใบดำ” ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

โทษประหารทางการเมือง โฟกัสไปที่ 14 กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ทายาทนามสกุลดังๆ ลูกหลานตระกูล “ชินวัตร–ติยะไพรัช–ณ ระนอง” อีกส่วนก็มืองานสำคัญของ “นายใหญ่” สายตรง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้นกล้าของระบอบ “ทักษิณ” ส่อแท้งตั้งแต่ยังไม่ได้แจ้งเกิด

ที่แน่ๆกระแสข้ามช็อต สถานการณ์ฝุ่นฟุ้งกระจายจากการวิเคราะห์ของนักวิชาการ นักวิชาเกิน ผู้สันทัดการเมือง เดาทิศทางล่วงหน้า อาฟเตอร์ช็อกจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ

แต่โอกาสที่จะเป็นไปได้มากสุด มีน้ำหนักมากสุด น่าจะเป็นมุมของนายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทีมกฎหมายสาย “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประเมินแนวโน้มสถานการณ์พรรคสาขารองของ “นายใหญ่” ล่มก่อนเลือกตั้ง

พรรคเครือข่ายทั้งหลายก็รองรับคะแนนเสียงจากพรรคไทยรักษาชาติไป ไม่มีแรงกระเพื่อมอะไร

เว้นแต่ถ้ายุบ 3 พรรคอาจเกิดแรงกระเพื่อม เพราะคะแนนไม่มีที่ไป

ตามเหตุที่พรรคไทยรักษาชาติ เชื่อมโยงอะไรกับใครบ้าง การส่งผู้สมัครมีความเชื่อมโยงกันหมดกับพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ ต้องการเอาคะแนนเสียงมาเชื่อมโยงกัน มีการเกลี่ยผู้สมัครในการลงแต่ละเขต ซึ่งมันก็เป็นไปได้ แล้วแต่ว่าจะขยายผลไปถึงไหนจะมีหลักฐานมากแค่ไหน

มาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ระบุไว้เลยว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”

สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

นี่แหละที่มันล้อกับอาการหายใจไม่ทั่วท้องของลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ”

ส่อโดนกิน 3 ต่อเข้าฮอร์ส แพ้ตั้งแต่ต้นกระดาน

เรื่องของเรื่อง ถ้าพรรคไทยรักษาชาติโดนยุบ คะแนนก็จะเทไป

ที่พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ เครือข่ายของ “ทักษิณ” หรือถ้าพรรคสาขาเครือข่าย “ทักษิณ” พังพาบหมด ก็ยังมีแนวร่วมนอกบริษัทจำกัดอย่างพรรคประชาชาติของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

กองเชียร์ “ทักษิณ” แบบ “เข้าเส้น” ไม่เทแต้มให้ฝั่งตรงข้ามแน่

แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่คะแนนคนกลางๆส่วนใหญ่ “พลังเงียบ” ยังไม่ตัดสินใจ

โดยเฉพาะอารมณ์ของพวกไม่เอา “ทักษิณ” แต่เซ็งเผด็จการทหาร เพราะอาการเบื่อ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ที่ลากยาวมา 5 ปี

ตามรูปการณ์มองตื้นๆ แต้มน่าจะไหลไปที่ยี่ห้อ “อนาคตใหม่” ในจังหวะที่ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังปั่นภาพ “ทางเลือกใหม่” ได้วูบวาบ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ยี่ห้ออนาคตใหม่ที่แฝงอยู่กับทีมงานกลุ่ม “นิติราษฎร์” ยังอยู่ในเงื่อนไขต้องเผชิญแรงเสียดทานปมสถาบัน สังเกตได้ในปรากฏการณ์แบบที่ “เสี่ยธนาธร” กำลังฮอตกับกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ขวัญใจโหวตเตอร์รุ่นใหม่ ก็เจอย้อนเกล็ดโยงกับปม “ฟ้าเดียวกัน” แบบทันควัน

พันธนาการ “ธนาธร” กับอดีตโต้โผใหญ่นิตยสารเนื้อหาหมิ่นเหม่

ท่ามกลางเงื่อนไขสถานการณ์อ่อนไหว เชื้อชนวน “ระเบิด” ลากจากปรากฏการณ์ “แคนดิเดตนายกฯ” พรรคไทยรักษาชาติ ที่สะท้อนเกมล้มเดิมพันอำนาจประเทศไทย

“นายใหญ่” เล่นใหญ่ ยกระดับเกมรบแบบ “ไร้ขอบเขต”

คนเดียวที่จะเอา “ทักษิณ” อยู่ ก็มีแค่คนชื่อ “ประยุทธ์” เท่านั้น.

ทีมข่าวการเมือง

บันทึกหน้า4

ในที่สุด 7 อรหันต์คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้ลง มติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 มอบหมายให้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไปยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 ... งานนี้ก็ต้องลุ้นรายวัน เพราะ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็นัดพิจารณาเบื้องต้นว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่อย่างไรในวันวาเลนไทน์ที่ 14 ก.พ. เวลา 13.30 น. แต่ที่ขำไม่ออกบอกไม่ถูก คือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กกต.ร้องหรือตัดสินเราด้วยเรื่องอะไร ข้อหาใด เรายังงงๆ ว่าในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา กระบวนการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว พูดอย่างนี้ไม่เรียกว่าขัดกับแถลงการณ์ของพรรค ทษช. และการ ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ ที่บอกว่า ขอน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม” หรอกหรือ ...๐ ที่สำคัญหากอ่านพระราชโองการ เรื่อง ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใน ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอนพิเศษ 37ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2562 หรือฟังคลิป https://youtu.be/An2BlQnml9A ก็น่าจะชัดว่าทำไมเรื่องถึงเดินมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนที่พยายามปลุกโลกออนไลน์ให้ติดแฮชแท็ก #saveไทยรักษาชาติ แล้วแฮชแท็ก #ดึงฟ้าต่ำต้องรับผิดชอบ จะคิดอย่างไรดีเล่า ...๐ ที่สำคัญตอนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีมติรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณาอย่างไร และถึงแม้รับแล้วก็ยังไม่รู้อีกเช่นกันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมี คำวินิจฉัย อย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้ยังมีแค่ความผิดกรณีตามมาตรา 92 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เท่านั้น แต่ หากมีใครร้องกรณีคำกล่าวของนางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มารดาของ ร.ท.ปรีชาพลที่ไปออกรายการที่มี สุขุม นวลสกุลดำเนินรายการเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งโลกออนไลน์เผยแพร่อย่างหนักในช่วงนี้ มีเนื้อหาว่า “…โทรคุยกับลูกชายแล้ว ลูกชายบอกว่า เดิมไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะเสนอพระนามเป็นตัวแทนพรรคเป็นนายกฯ เขาสั่งมาให้เสนอพระนาม... คำพูดนี้ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเข้าข่ายมาตรา 29 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองในเรื่องยุบพรรคอีกกระทงทีเดียว ...๐ พูดถึงเรื่องครอบงำพรรค เรื่องความเชื่อมโยงของ ทษช. กับพรรคไผ่กอเดียว เพื่อไทย-เพื่อชาติแล้วไม่รวม อนาคตใหม่ ไม่ได้ เพราะในช่วงนี้คงเห็น คลิปการแต่งงานของ ปิยบุตร แสงกนกกุลเลขาธิการ อนค.ที่ส่งต่อกันให้ว่อน ซึ่งหากใครยังไม่เห็นก็ดูได้ที่ https://vimeo.com/181282801 จะเห็นชัดว่าไผเป็นไผ แม้จะบอกว่าเป็นคลิปเก่าตั้งแต่ปี 2559 แต่งานแต่งงานเลิศหรูที่ Muse Hotel ซอยหลังสวนนั้น ก็น่าจะบอกอะไรได้อย่างดีว่าต้องเป็นคนสนิทแนบแน่น ซึ่งแขกในงานก็เรียกว่าทั้งระดับแกนนำพรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ และคนเสื้อแดงที่มีบทบาททุกวันนี้ นี่ยังไม่รวมถึงการใช้เว็บแคมอวยพรมาจากแดนไกล ที่มีทั้ง จรัล ดิษฐาอภิชัย หรือ จักรภพ เพ็ญแข ก็น่าจะบอกอะไรให้คนไทยได้คิดว่าเป็นอย่างไร ...๐ พูดถึงเลขาธิการพรรค ไม่เอ่ยอ้างถึงหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนช่วงนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ราศีแคนดิเดตนายกฯ ส่องสว่างเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะการไปออกเวทีต่างๆ ที่พูดหนักแน่นในจุดยืนพรรคว่า ไม่เอาสืบทอดอำนาจ คสช.- แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560-ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร แต่บรรดาคอการเมืองอยากถามชัดๆ ว่า ทำไมไม่เคยเห็น ธนาธร ลงรายละเอียดอะไรกอย่าง บอกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะแก้ทั้งฉบับเลยใช่หรือไม่ ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร หมายความว่า คสช.ต้องติดคุกติดตะราง คดีที่ศาลตัดสินไปแล้วตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 ต้องนิรโทษกรรมหรืออย่างไร ที่สำคัญยังไม่เคยเห็น ธนากร ขีดเส้นเลยว่า จะทำทั้งหลายทั้งมวลนี้ภายในกรอบกี่วันกี่เดือน ...๐ นี่ยังไม่นับรวมข้อสงสัยในนโยบายหาเสียงของพรรค ส้มหวาน เรื่องหาเงินในการจัดทำสารพัดโครงการที่บอกว่าไม่ใช้เงินกู้แม้แต่บาทเดียวที่ติดตามป้ายหาเสียงไปทั่ว โดยเฉพาะ กรณีการลดสิทธิประโยชน์BOI (30,000 ล้านบาท), ลดสิทธิลดหย่อนภาษีบางส่วน (58,000 ล้านบาท) และลดงบประจำและงบกลาง (110,000 ล้านบาท) นั้น เขาถามกันให้แซ่ด ธุรกิจของครอบครัวหัวหน้าพรรค ยังใช้สิทธิของบีโอไออยู่หรือไม่อย่างไร แล้วที่ลดสิทธิลดหย่อนภาษีนั้นช่วยลงรายละเอียดได้ไหม มนุษย์เงินเดือนจะได้ตระหนัก และที่สำคัญลดงบประจำนี่หมายความว่าลดเงินเดือนข้าราชการใช่หรือไม่อย่างไร เพราะชาวบ้านชาวช่องเขาจะดีรู้กันแบบชัดๆ ว่าไม่ใช่การขายฝันและตีกินสไตล์การตลาดเท่านั้น ...๐

จับตา!ศาลยุบทษช. กกต.ชี้ปรปักษ์การปกครอง ปรีชาพลตีมึนไม่รู้ความผิด

    กกต.มีมติเอกฉันท์ยื่นศาล รธน.ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ระบุการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   ตาม ม.92 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ศาล รธน.นัดพิจารณา 14 ก.พ.นี้จะรับคำร้องหรือไม่ ขณะที่ ทษช.ดิ้นยื่น กกต.เบรกลงมติส่งศาล รธน. แต่ไม่ทันอ้างขอใช้สิทธินำหลักฐานเข้าแก้ข้อกล่าวหา ครวญไม่ควรรวบรัดตัดสินเหมือนลงโทษประหารชีวิตก่อนวันเลือกตั้ง อดีต กรธ.ชี้หากศาลยุบก่อนเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.เป็นโมฆะ กก.บห.เจอโทษหนัก
    ที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เวลา 10.40 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ แกนนำพรรค ทษช. นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค, นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรค, นายต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรค, น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนพรรค เดินทางเข้ามาประชุมที่พรรค เพื่อหารือกันถึงสถานการณ์ทางการเมือง การเตรียมความพร้อมของเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่จะต้องนำไปชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ท่ามกลางกระแสข่าวมีมติยุบพรรค ทษช.
     โดยระหว่างเดินเข้าพรรค มีวัยรุ่นชายดักรอมอบดอกกุหลาบสีชมพู พร้อมจับมือให้กำลังทั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 
    ร.ท.ปรีชาพลกล่าวถึงกรณี กกต.จะยุบพรรคว่า   กระแสข่าว กกต.พิจารณาเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว และจะมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณายุบพรรค ทษช. ทางตนและทีมกฎหมายของพรรคก็มีความกังวลใจว่าความเป็นจริงตามมาตรา 93 พ.ร.ป.พรรคการเมือง กกต.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และเป็นหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาที่จะต้องชี้แจง ทั้งเหตุผล ตลอดจนข้อกฎหมายและพยานต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสู้คดี แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการให้เราไปชี้แจงแต่อย่างใด เราคิดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่เราจะต้องมีสิทธิในการแสดงพยานหลักฐานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  ผู้สื่อข่าวถามว่า การเตรียมพยานบุคคล จะมีพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยหรือไม่ ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องปรึกษากับทางฝ่ายกฎหมายก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน หากได้ข้อสรุปอย่างไรจะได้นำเรียนต่อสื่อมวลชนต่อไป
      ด้านนายพิชิต ชื่นบาน ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรค ทษช. กล่าวว่า กรณีเตรียมพยานหลักฐานที่จะยื่นกับทาง กกต. ทางพรรคเตรียมทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร วันเดียวกัน ฝ่ายกฎหมายของพรรค ทษช.ได้ไปยื่นหนังสือกับทาง กกต. และ กกต.รับเรื่องเอาไว้ เราขอโอกาสให้ฟังความทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในหลักนิติรัฐ นิติธรรม และหลักสากล การร้องให้ยุบพรรค ทษช. คือการประหารชีวิตพรรค จึงขอวิงวอนต่อ กกต. ตามบทบัญญัติรัฐธรรมมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 ว่าการใช้อำนาจรัฐต้องยึดหลักนิติธรรม
        ผู้สื่อข่าวถามว่า พยานบุคคลจะรวมถึงทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ด้วยหรือไม่ นายพิชิตกล่าวว่า ขอยังไม่ตอบ เป็นเรื่องที่คณะกฎหมายจะต้องปรึกษาหารือกันต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญ ข้อกล่าวหายังไม่มี  
     เมื่อถามว่า หากที่สุดแล้ว กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรธน.ยุบพรรค จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป นายพิชิต กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายได้เตรียมการพร้อมหมดแล้วเราจะใช้สิทธิตามกฎหมายที่พึงมีในทุกๆ ศาล ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การท้าทาย แต่เป็นการวิงวอนขอความเป็นธรรม ให้พรรคมีโอกาส ตามหลักการฟังความทุกฝ่ายยืนยันว่า กกต.ทั้ง 7 คนทราบดี และเป็นไปไม่ได้ที่จะประหารชีวิตพรรคการเมืองหรือยุบพรรคการเมือง แล้วไม่ฟังความอีกฝ่ายเลย
ดิ้น!ขอชี้แจง กกต.
     ที่สำนักงาน กกต. นายสุรชัย ชินชัย คณะทำงานด้านกฎหมายพรรค ทษช. เข้ายื่นหนังสือถึงประธานกกต. ขอให้ กกต.ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม โดยนายสุรชัยกล่าวว่า หาก กกต.จะดำเนินการพิจารณาและมติดังกล่าว อย่างน้อยควรให้โอกาสไต่ถามว่าสาเหตุที่กระทำไปมีเจตนาอย่างไรและมีพยานหลักฐานใดจะเข้าชี้แจงบ้าง การเร่งรีบรวบรัดตัดสินเป็นเหมือนการนำพรรค ทษช.ออกไปจากสนามก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับการลงโทษประหารชีวิตก่อนที่จะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. การไต่สวนสอบสวนชี้ขาดการกระทำความผิดของพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมือง และ กกต.ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้รอบด้าน จะฟังความฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาให้ได้ชี้แจงแสดงหลักฐานไม่ได้ เพราะจะขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักกฎหมาย
    "อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็ยังให้การคุ้มครองเสรีภาพโดยกำหนดไว้ในมาตรา 4 แม้แต่ผู้ต้องหาในคดีอาญาก็ยังมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้คดีจนถึงที่สุด จึงต้องขอโอกาสให้กับพรรคได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย  อย่างน้อยควรจะให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศที่มีสิทธิเลือกตั้งได้มีโอกาสไปใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะการเลือกตั้งได้ห่างหายนานหลายปี เนื่องจากเรื่องนี้กระทบกับพรรคและสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ทั้งนี้ หาก กกต.เปิดโอกาสให้พรรคเข้าชี้แจงแสดงหลักฐาน ฝ่ายกฎหมายของพรรคก็พร้อมจะนำพยานบุคคลเข้าชี้แจง"
    เมื่อถามว่า เตรียมข้อกฎหมายอะไรในการต่อสู้ นายสุรชัยบอกว่า จะขอใช้ความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ในการต่อสู้ รวมทั้งยืนยันว่าพรรคปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ กกต.และรัฐธรรมนูญ เมื่อถามต่อว่าถ้าตัดสินก่อนการเลือกตั้งพรรคไม่ยอมรับใช่หรือไม่ นายสุรชัยกล่าวว่า ก็สุดแท้แต่การใช้อำนาจ แต่สิ่งที่เรามาเสนอคือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บทที่ 1 สิทธิเสรีภาพย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
    ขณะเดียวกัน นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้เข้ายื่นหนังสือขอให้ กกต.ยุติการพิจารณาเรื่องยุบพรรคทษช. โดยระบุว่า การดำเนินการของ กกต.เป็นการเร่งรัดและเร่งรีบเกินไป หากเปรียบเทียบกับการแข่งกีฬา หากนักกีฬา แพ้ตกรอบก็ถือว่าจบ ไม่ควรไปประหารชีวิตนักกีฬาอีก 
    ต่อมาสำนักงาน กกต.แจ้งว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2562 กกต.ได้พิจารณากรณีพรรคไทยรักษาชาติมีหนังสือแจ้งรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 1 ราย และเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ตามมาตรา 92
    โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินคดี ตลอดจนมีอำนาจในการดำเนินกระบวนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญแห่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เดินทางไปยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
14ก.พ.ศาลรับคำร้องหรือไม่
    จากนั้น เวลา 12.40 น. ภายหลัง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 ก.พ. ส่วนรายละเอียดเป็นไปตามเอกสารที่ชี้แจงกับสื่อมวลชน ส่วนคำร้องที่ฝ่ายกฎหมายของพรรค ทษช.ยื่นขอส่งหลักฐานแก้ข้อกล่าวหานั้น จะรวบรวมส่งให้ประธาน กกต.พิจารณาเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมต่อไป จากนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ได้โบกมือลาและเดินทางออกจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญทันที
    หลังจากนั้น เวลา 14.15 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารชี้แจงว่า เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการ กกต.ให้มายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณี กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้ในทางธุรการ และอยู่ระหว่างการตรวจคำร้อง โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะเสนอคำร้องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ ในวันที่ 14 ก.พ. เวลา 13.30 น.
    ขณะเดียวกัน ที่ทำการพรรค ทษช. ร.ท.ปรีชาพล พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงต่อสื่อมวลชนกรณีที่ กกต.มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค โดย ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า ขณะนี้เราทราบว่าขั้นตอนอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คำร้องเราก็ยังไม่เห็น หากทราบรายละเอียดแล้วจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 15.00 น. จะมอบให้ฝ่ายกฎหมายไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอใช้สิทธิรับทราบข้อกล่าวหา เพื่อชี้แจงพยานหลักฐาน เพราะขณะนี้เรายังไม่รู้ว่า กกต.ร้องหรือตัดสินเราด้วยเรื่องอะไรข้อหาใด เรายังงงๆ ว่าในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา กระบวนการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว 
    ผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินหน้าหาเสียงหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า ขณะนี้ทีมหาเสียงของเราที่แบ่งเป็น 7 ทีม ยังลงพื้นที่อยู่อย่างต่อเนื่อง และผู้ประสานของพรรคก็ประสานงานกับ ส.ส.โดยตลอด ส่วนแกนนำพรรคในส่วนกลางจะพิจารณาเรื่องการลงพื้นที่ในอาทิตย์หน้า ยืนยันว่าพรรคต้องเดินหน้าต่อ เพราะเราเป็นความหวังของผู้สมัคร และประชาชน เราพร้อมลงสนามเลือกตั้ง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีใครอยากให้เกิด ยืนยันเราตั้งใจดี ไม่มีใครปรารถนาร้าย ขอยืนยันคำเดินว่าเราบริสุทธิ์ใจ 
    เมื่อถามว่า มีแผนสำรองหากพรรคถูกยุบหรือไม่ ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า มันคงเร็วเกินไปที่จะไปพูดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที ณ วันนี้ ความสิ้นสุดของพรรคการเมืองจะมีต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลออกมา เราจึงต้องเป็นหลักให้สมาชิก และผู้ให้การสนับสนุน
    ด้านนายพิชิตแถลงข่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า   ฝ่ายกฎหมายของพรรคจะไปยื่นคำร้องขอความเมตตาต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีโอกาสได้รับทราบข้อกล่าวหาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากตอนนี้ พรรค ทษช.เป็นคู่กรณีกับ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นคนกลางในการวินิจฉัย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เราจะไปยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลเมตตา โดยยึดหลักนิติธรรม ที่สำคัญที่สุด ขอให้พรรคทษช.มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหา อ้างพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าเราไม่ได้กระทำผิด เราขอโอกาสเห็นข้อกล่าวหาก่อน เราจะได้รู้ประเด็นข้อกล่าวหาก่อน เวลานี้จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะยื่นพยานอย่างไร
ทะแนะกังขา กกต.คิดอะไร
    "เรามั่นใจในกระบวนการยุติธรรม เพราะศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นองค์กรสูงสุดที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตาม เมื่อเราเป็นคู่กรณี ตามหลักนิติธรรม คู่กรณีควรมีโอกาสในการแก้ข้อกล่าวหา เราเสียใจที่ชั้นสอบสวนไม่มีโอกาสแม้แต่จะทราบข้อกล่าวหา ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ กกต.จะมีการประกาศรับรองผู้สมัคร ส.ส. จึงตั้งข้อสังเกตว่า กกต. คิดอะไร" นายพิชิตกล่าว
    ต่อมา 14.30 น. แกนนำพรรค ทษช.ได้ทยอยขึ้นไปหารือที่อาคาร B ที่ทำการชั้นสอง พรรค ทษช.อีกระยะ จากนั้นได้ทยอยกันเดินทางออกจากพรรคไปยัง อาคารชินวัตร 3 ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คาดว่าน่าจะไปหารือแนวทางการต่อสู้คดียุบพรรค และประเมินสถานการณ์การเมือง 
       มีรายงานอีกว่า ในวันที่ 14 ก.พ. เวลา 10.00 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง จะเดินทางมายังที่ทำการพรรค เพื่อร่วมติดตามสถานการณ์การเมือง และติดตามประเด็นการยุบพรรค
    ขณะเดียวกัน ได้เกิดแฮชแท็ก #saveไทยรักษาชาติ ขึ้นบนโลกโซเชียลด้วย
    ช่วงเย็น เวลา 16.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสุรชัย ชินชัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจ จากหัวหน้าพรรค ทษช. เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำร้องยุบพรรคของ กกต.ให้แก่พรรค ทษช. และให้สัมภาษณ์ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ กกต. ก็ขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องให้แก่พรรค เพื่อให้ได้มีโอกาสโต้แย้ง ชี้เเจงข้อกล่าวหา ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย รวมทั้งเเสดงพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ เพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 
    "การปฏิบัติของ กกต. เป็นการข้ามขั้นตอน ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.และกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งต้องแจ้งให้คู่กรณีทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนและกรรมการ แต่ปรากฏว่า กกต.กลับทำมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่แจ้งกับพรรค ทษช.ก่อน เปรียบได้กับตำรวจส่งฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาก่อน" นายสุรชัยระบุ
    นายอุดม รัฐอมฤต  อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณายุบพรรค ทษช. และวินิจฉัยยุบพรรคตามคำร้องดังกล่าวถือว่าเป็นโมฆะ รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 121 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 108 คน การรับสมัครเลือกตั้งที่ผ่านมาของพรรคถือว่าต้องจบ เพราะก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกไม่มีพรรคสังกัดอยู่ก็ไม่สามารถที่จะให้ประชาชนเลือกได้ ดังนั้นต้องรอดูว่าในวันที่ 15 ก.พ.นี้ หาก กกต.ประกาศรายชื่อผู้สมัคร แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยกรณียุบพรรค ก็ต้องมาพิจารณาว่าระยะเวลาที่มีอยู่เพียงพอในการวินิจฉัยหรือไม่ 
    "หากถูกยุบก่อนการเลือกตั้งก็แน่นอนว่าผู้สมัครในพรรคอาจจะโดนหางเลขไปด้วย ทั้งนี้ บุคคลที่ต้องโดนมากกว่านั้นคือกรรมการบริหารพรรค ซึ่งบทลงโทษคือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้แยกเรื่องสิทธิเกี่ยวกับการเลือกตั้งจะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5-10 ปี แต่กฎหมายเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้มีเขียนบทลงโทษระยะเวลาไว้ ทำให้หลายคนคิดว่าศาลจะสามารถกำหนดเวลาได้หรือไม่ และอาจหมายถึงต้องรับโทษตลอดชีวิต" นายอุดม กล่าว 
"บิ๊กตู่"ปัดไม่เกี่ยว
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณี กกต.มีมติยุบพรรคการเมืองและส่งศาลรัฐธรรมนูญ พรรคดังกล่าวต้องหยุดหาเสียงก่อนหรือไม่ว่า ในกฎหมายกำหนดให้ถามศาลรัฐธรรมนูญ และศาลจะบอกให้หยุดหรือไม่หยุดก็ได้ระหว่างรอคำวินิจฉัย เพราะแต่ละอย่างไม่รู้ว่าข้อหาเบาหรือหนักขนาดไหน ข้อหาในการยุบพรรคมีหลายเรื่อง เช่น ถ้าข้อหาที่ถูกร้องยุบพรรคเป็นความผิดที่ทำซ้ำๆ กันอยู่ทุกวัน ซึ่งระหว่างกระบวนการวินิจฉัยยุบพรรคยังไม่จบ จะให้ทำต่อคงไม่ได้ ซึ่งโดยปกติคดีแบบนี้ศาลจะพิจารณาด้วยความรวดเร็วอยู่แล้ว
    เมื่อถามถึงกรณีพรรค ทษช.ท้วงว่า กกต.ไม่ได้มีการไต่สวนพรรค ทษช.ก่อน ข้อเท็จจริงต้องเชิญพรรค ทษช.ชี้แจงก่อนหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร และไม่ทราบว่าในชั้น กกต.จำเป็นจะต้องฟังใครขนาดไหน เป็นกระบวนการของ กกต. แต่ถ้ามีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจริง ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปชี้แจงต่อศาล เพราะในชั้น กกต.เป็นเพียงการรวบรวมหลักฐานว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจะต้องยุบพรรค  
    ที่จุดชมวิวป่าชายเลนทะเลกรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ร่วมกิจกรรม “เพิ่มและขยายพันธุ์ไม้ป่าชายเลน” กับประชาชน ก่อนล่องเรือตามเส้นทางคลองศรีกุมาร มายังท่าเรือแพขวัญใจ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมติ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เห้ย ไม่เกี่ยวอะไรกับผม ไปถามคนที่ยุบโน่น” เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการเร่งรัดเกินไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน 
    เมื่อถามอีกว่า คิดว่าสถานการณ์จะวุ่นวายและมีการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีหรอก ประชาชนเขารู้ อย่าไปดูถูกประชาชนเขาก็แล้วกัน และตนก็ไม่ได้มีข้อกังวลอะไร จะไปกังวลอะไรล่ะ ตนก็ทำงาน กังวลกับงานของตน ยังไม่เสร็จตั้งเยอะแยะ ตนก็กังวลกับงานของตนดีกว่า คนอื่นเขาก็มีหน้าที่กันอยู่แล้ว ก็ให้เขาทำหน้าที่กันต่อไป เข้าใจไหม
    เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ถือว่าปกติเรียบร้อยดีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ปกติ ถ้าไม่ปกตินายกฯ จะมานั่งเรือได้หรือ และไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าการเลือกตั้งจะไม่ราบรื่น
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นกระบวนการของ กกต.ที่ดำเนินการตามกฎหมาย เป็นอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายอยากเห็น ดังนั้นขอให้ทำงานและชี้แจงเหตุผลที่ได้ตัดสินใจ เพราะในส่วนของฝ่ายการเมืองไม่ได้ไปกดดันอะไรทั้งนั้น. 

ทำไมต้องSAVEทษช.

    ผลมาจากเหตุ
    กกต.เสนอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักษาชาติ เหตุและผลสอดรับกัน
    ใช่ว่าจู่ๆ อยากยุบก็ยุบ
    ณ วินาทีนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองมันย้อนกลับมาชนิดที่ว่า เหมือนหลับแล้วตื่นมาเห็นคนฆ่ากันตรงหน้า 
    ความขัดแย้งนี้จะดำรงต่อไปเรื่อยๆ และหลังเลือกตั้งจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ
    เพราะอะไร?
    วันนี้ปั่นกระแสกันอย่างไม่มีเหตุผล 
    #Saveทษช.
    เซฟจากอะไร? 
    ทำไมต้องเซฟ? 
    ถ้าเข้าใจความต่างระหว่าง "จารีต" กับ "กฎหมาย" คนที่บอกว่า "Saveทษช." จะละวางและทำในสิ่งที่ถูกต้อง
    ถามกลับใครก็ตามที่วันนี้เห่อกัน ติดแฮชแท็ก Saveทษช. ว่า หากพระนามของทูลกระหม่อมหญิงฯ ไปอยู่ในรายชื่อ เสนอเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ หรือประชาธิปัตย์ 
    จะ #Saveพปชร. #Saveปชป.หรือไม่? 
    อย่าโกหกตัวเอง 
    ถามตัวเองว่าคิดอย่างไร 
    ยอมรับหรือไม่ว่านี่คือ "การเมือง" 
    ใครที่เซฟ Saveทษช. ต่างก็รู้ดีว่า คดียุบพรรคไทยรักษาชาติมาจากเกมการเมืองที่ทักษิณ ชินวัตร  สร้างขึ้นมา 
    ถามกลับด้วยคำถามง่ายๆ     
    ไม่ว่าจะเป็น ปรีชาพล พงษ์พานิช, จาตุรนต์ ฉายแสง มีศักยภาพพอที่จะกำหนดเกมนี้หรือไม่ 
    ในสมองไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะทำเรื่อง "มิบังควร"
    และถามด้วยคำถามที่ง่ายกว่านั้น  
    วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ใครที่เซฟ Saveทษช. รู้สึกตกใจกับเซอร์ไพรส์ทางการเมืองหรือไม่
    ฉะนั้น...นี่ไม่ใช่เรื่องปกติทางการเมือง
    เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว 
    ทนายถุงขนมบอกว่ามีพยานหลักฐานจะชี้แจงกับศาล ก็ควรเอาไปให้ครบ อย่าให้ขาด
    ที่จริงพรรคไทยรักษาชาติต้องเจออีกคดี นั่นคือปล่อยให้บุคคลภายนอก แทรกแซง ชี้นำ ครอบงำกิจกรรมของพรรค 
    ถ้าบอกว่าไม่ได้ชี้นำ
    แล้วทำไมต้องไปตั้งเซฟเฮาส์ที่ตึกชินวัตร ๓.

'น้ำใส' ใน 'สองฝั่งคลอง'

    ย้ำให้เข้าใจกันชัดๆ
    ขณะนี้.......
    พรรค "ไทยรักษาชาติ" ยังไม่ได้ถูกยุบ
    เพียงแต่ ๗ กกต.ประชุมแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การที่พรรคไทยรักษาชาติ 
    เสนอพระนามสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเมื่อ ๘ ก.พ.นั้น
    "เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" 
    จึงมีมติให้ "ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ"
    เพื่อพิจารณาวินิจฉัยคำสั่ง "ให้ยุบพรรค" ไทยรักษาชาติ
    ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ๒๕๖๐ ตามมาตรา ๙๒
    นั่นคือ ไทยรักษาชาติ ตอนนี้ ยังไม่ถูกยุบ 
    แม้ถึงยุบ กกต.ก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจยุบ!
    กกต.ทำหน้าที่แค่ รวบรวมเอกสารหลักฐานไปยื่นคำร้องต่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ให้พิจารณาวินิจฉัยเท่านั้น
    ส่วนจะยุบหรือไม่ยุบ......
    เป็นอำนาจหน้าที่ "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" จะวินิจฉัยชี้ขาด
    สรุป คือ เรื่องยุบพรรค ขณะนี้ ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่วาน (๑๓ ก.พ.๖๒)
    และวันนี้ (๑๔ ก.พ.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะประชุมกัน เพื่อพิจารณาว่า จะรับหรือไม่รับคำร้องนั้น
    ฉะนั้น วันนี้ จ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญโน่น 
    ดูว่า ท่านจะ "รับคำร้อง" หรือไม่?
    แค่ขั้นตอน รับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่รับไว้พิจารณาเท่านั้นนะ ยังไม่ถึงขั้นมีคำวินิจฉัยชี้ขาด อย่าสับสน
    เมื่อทราบขั้นตอนเช่นนี้ ก็ไม่ต้องไปฟัง "ดรามาถุงขนม" ที่ตีโพย-ตีพาย ว่า กกต.รีบร้อน รวบรัดตัดตอนไปเลย
    กรณีนี้ ต้องย้ำว่า...
    ไม่ใช่ กกต.รีบร้อน หากแต่ กกต.ทำงานด้วยวิสัยทัศน์สอดคล้อง ครอบคลุมถึงผลก่อนและหลังการเลือกตั้ง
    ไม่ใช่รีบร้อน หากแต่ "ทำงานรวดเร็ว" ซึ่งดี!
    ว่ากันตรงๆ คดีนี้ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีเพียงประเด็นกฎหมายเท่านั้น ที่ต้องวินิจฉัย
    ส่วน "ข้อเท็จจริง" ล้วนประจักษ์ทางเอกสารหลักฐานชัดอยู่ในตัวมันแล้ว
    กกต.แค่นำหลักฐานใบสมัคร ใบปะหน้า "มติพรรค" ใบแถลงการณ์ และคำแถลงหัวหน้าพรรค ยื่นต่อศาล
    แค่นั้นก็เกินพอ ในขั้นตอน "รวบรวมหลักฐาน" เสนอยุบพรรค!
    ส่วนเรื่องที่ว่า ทำไมไม่สอบสวน ทำไมไม่ฟังคำชี้แจงก่อน นั้น... ใจเย็นๆ 
    เอาขนมในถุงมาแจกเด็กๆ ที่ไอ้ตัวแสบมันหลอกมาตายแทนมันรองท้องไปก่อนเถอะ
    เมื่อศาลรับคำร้อง และคดีเข้าสู่การพิจารณา ทั้งหัวหน้าพรรค ทั้งกรรมการบริหาร นายจาตุรนต์  ประธานยุทธศาสตร์พรรคด้วยก็ได้
    อยากมาให้การ ให้ปากคำอะไรๆ ก็ได้เลย!
    เพราะทางศาลต้องเรียกฝ่ายคนร้อง คือ กกต. และฝ่ายคนถูกร้อง คือพรรคไทยรักษาชาติ มาให้ปากคำอยู่แล้ว
    เข้าใจขั้นตอนนี้กันแล้วกระมัง?        
    ทีนี้ ถ้าถามว่า นานมั้ย กว่าจะตัดสินยุบหรือไม่ยุบ?
    ก็บอกแล้ว กรณีนี้ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน 
    ไม่ต้องสืบพยานมาก ไม่ต้องไต่สวนพยานหลักฐานมาก ไม่มีประเด็นให้แย้ง ชนิดต้องสืบเป็นสิบๆ หรือเป็นร้อยปาก
    เพราะเอกสารหลักฐานที่พรรคยื่นต่อ กกต.แบออกมาดู ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาแย้ง...........
    ว่าพรรคไม่ได้นำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์ เข้าตามลักษณะต้องห้าม ในการหาเสียงเลือกตั้ง
    ตามประกาศของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒๘ ธ.ค.๖๑ ข้อที่ ๑๗
    "ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใด นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง"
    ในความเห็นผม.........
    ก็เหลือเพียงด้านข้อกฎหมายเท่านั้น ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยว่า เข้ามาตรา ๙๒  กฎหมายลูก ว่าด้วย "พรรคการเมือง" พ.ศ.๒๕๖๐
    "(๒) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
    ตามที่ กกต.เสนอให้ยุบหรือไม่เท่านั้น?
    ถ้าศาลไต่สวนแล้ว มีหลักฐาน "อันควรเชื่อได้ว่า" พรรคการเมืองกระทำการตามนั้น
    "ให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น"
    ตามมุมมองนี้ ผมจึงบอกว่า คดีนี้ "ไม่นาน"
    ผู้ผล "ยุบ-ไม่ยุบ" ก่อนเลือกตั้ง ๒๔ มีนาแน่!
    สรุปอีกที.........
    ก็หมายความ ขณะนี้ คือระหว่างศาลยังไม่มีคำสั่งอะไรออกมา พรรคไทยรักษาชาติ ยังดำรงสภาพพรรคอยู่
    ออกหาเสียงได้ตามปกติ!
    แต่พรรคจะอยู่จนได้เลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาหรือไม่นั้น ผมว่า...
    ไม่!
    เมื่อวานเย็น ฟังข่าว ร.ท.ปรีชาพล ประชุมที่พรรคไทยรักษาชาติ ย่านแจ้งวัฒนะแล้ว กับคณะกรรมการส่วนหนึ่ง
    ก็พากันเดินทางไปเซฟเฮาส์.....
    อาคาร "ชินวัตร ๓" ย่านวิภาวดีรังสิต!?
    ฟังก็สงสัย ทำไมต้องไปอาคาร "ชินวัตร" พรรคไทยรักษาชาติ มีอะไรเกี่ยวพันกับที่นั่นหรือ?
    มองอีกที ไม่แปลก ใครๆ ก็ไปได้ แต่ที่ทำให้สะดุด ก็ตรงชื่อนี่แหละ
    ชื่อพรรค "ไทยรักษาชาติ" แต่กลับใช้อักษรย่อ "ทษช."
    พูดตรงๆ ขึ้นต้น แค่ชื่อพรรคก็ "บิดเบือน" ซ่อนนัย-ซ่อนเจตนา ไปจากความจริงที่ต้องเป็นแล้ว
    คือหลักภาษาในการใช้อักษรย่อมันมีอยู่ หลักใหญ่ๆ มีว่า ให้ใช้พยัญชนะต้นของพยางค์แรกของคำ เป็นตัวย่อ
    อย่างเช่น "ไทยรักษาชาติ"
    พยัญชนะแรกของ "ไทย" คือ ท.
    พยัญชนะแรกของ "รักษา" คือ ร.
    พยัญชนะแรกของ "ชาติ" คือ ช.
    ฉะนั้น ถ้าซื่อตรงต่อเจตนา ไม่บิดเบือนหลักภาษา "ไทยรักษาชาติ" ต้องใช้คำย่อว่า "ทรช."
    ไม่ใช่ "ทษช."!?
    การที่พรรคไทยรักษาชาติ ใช้อักษรย่อ "ทษช." มันบิดเบือนหลักภาษา มีเจตนาเดียวที่ต้องการสื่อให้คนเข้าใจ
    "พรรค ทษช." คือ........
    "พรรคทักษิณชินวัตร" นั่นเอง!
    ดูอย่างนี้ ก็พอคลายสงสัย ทำไมคณะบริหารไทยรักษาชาติ ต้องถอยร่น จากที่ทำการพรรคถนนแจ้งวัฒนะ ไปตั้งหลักที่ตึก "ชินวัตร ๓"!
    เมื่อการเมืองเรื่องพรรคนอมินีทักษิณกำลังทับรอยเดิม เมื่อปี ๕๐ 
    ก็อยากบอกให้ทางการระวัง!
    ระวังในความหมายอย่าประมาท ด้วยตายใจ ไม่ใช่บอกให้ใครตื่นตกใจกลัว
    แก๊งรับจ้างเคลื่อนไหวอิสระ ต้องออกมาใช้ประเด็นยุบพรรค สร้างกระแส ปลุกระดม ด้วยวาทกรรมบิดเบือนต่างๆ นานา ทั้งตามโซเชียลและตามถนน
    สุมเชื้อ รอไฟ จะให้เหมือน ปี ๕๒-๕๓ 
    และระวัง ไอ้เหนียงยาน มันจะส่งลูกน้องซุก "ประทัดจิ๋ว" หวังให้แตกตื่นทางจิตวิทยา งานแบบนี้...มันถนัด!
    ไทยรักษาชาติจะอยู่-จะไป ต้องเข้าใจ ว่าแค่เสนอชื่อ "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคให้ประจักษ์เท่านั้น
    เกินพอแล้ว!
    ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ไม่มีความหมายเท่ากับว่า ไพ่ตานี้..."ติดแล้ว" 
    คนทั้งโลกเห็นแล้วว่า "หน้าไพ่" ของไอ้ตัวแสบ ใหญ่ขนาดไหน?
    ยิ่งมีโพสต์ มีทวีต ด้วยข้อความต่างๆ ทุกวัน เห็นแล้วแสนจะอ่อนใจ
    นั่นทำให้กลุ่มฉกฉวยเหตุกวนเมืองฮึกเหิมว่ามี "หลังแข็ง" ซึ่งจะมองข้ามไม่ได้
    แต่นั่นแหละ...
    เกมการเมือง "จากข้างนอก" ที่เคยกระทำต่อบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะจาก "อเมริกัน "ตอนนี้ กลับหลังหันแล้ว!
    หมายังไม่ตาย แต่อยู่ในสภาพ "หมาหัวเน่า" ที่นอนข้างถนน ก็ชักจะหายาก
    ท่านที่อ่านข่าวภาษาฝรั่งออก สังเกตกันเปล่า เกมนำสถาบันมาเป็นเครื่องมือการเมือง
    ไม่ได้รับการตอบรับเชิงบวก จากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างชาติเหมือนก่อน!
    ในทางกลับกัน สื่อต่างชาติ จะระบุ...
    นี่คือแผนของไอ้ตัวแสบ ไทยรักษาชาติ คือพรรคของเขา!
    ก็อยากบอกว่า อย่าไปว้าวุ่น หรือกลัดกลุ้มในเรื่องรายทางขณะนี้
    ดีซะอีก ทำให้ทุกอย่างชัดเจน และความชัดเจนนี้ นับจาก ครึ่งปีหลัง คือจากพฤษภาไป 
    ที่คลุมเครือ จะคลี่คลาย "ฟ้าใส" ชนิด คนทั้งนอกและในประเทศ สิ้นกังวล-หมดสงสัย เห็นเมฆยิ้มรายก้อนนั่นเลย
    ตอนนี้ ฝุ่นยังกั้นเมฆ......
    ก็ดูภาพ "สองฝั่งคลอง" ไปพลางๆ ก่อนละกัน!