PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

ปัญหาคุณสมบัติความเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อการถือครองหุ้น บริษัทวีลัค มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัททำสื่อ อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กำลังถูกสำนักงานคณะกรรมการ กกต.ที่มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เป็นเลขาธิการ ตั้งชุดสืบสวนสอบสวน ก่อนจะส่งเรื่องให้ 7 กกต.ชุดใหญ่วินิจฉัยว่า คุณสมบัติมีปัญหาหรือไม่
หากเห็นว่าเป็นปัญหาตามที่สื่อเสนอข่าว ก็จะมีมติส่งให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งตัดสิน เหมือนกับกรณีอื่น ๆ ที่เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ แต่หาก 7 กกต.เห็นว่า หลักฐานและข้อมูลที่มีการนำเสนอตามข่าว และที่สำนักงาน กกต.ของ จรุงวิทย์ เสนอขึ้นไป ไม่มีมูล ก็จะมีมติจำหน่าย(ยุติเรื่อง) ที่ร้องเรียนขึ้นมา
นี่คือขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ต้องเดินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทำเหมือนกับผู้สมัครทุกคนที่ถูกร้องเรียนหรือ กกต.ตรวจพบ มิสามารถเลือกปฏิบัติได้ เพราะหาก กกต.เลือกปฏิบัติ ผู้ร้องอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา ก็จะไปฟ้องร้องเอาผิดกับ กกต.ในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 ว่าด้วยการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ที่มี “คุก” มาให้เห็นหลายคดีมาแล้ว
ปัญหาในขณะนี้คือ ความล่าช้าในการทำงานตรวจสอบเรื่องนี้ ของสำนักงานเลขาธิการ กกต.ที่จรุงวิทย์ กุมบังเหียน ทั้งที่เรื่องนี้นักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ กกต.บางคนยังบ่นว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ยาก เพราะตรวจสอบจากเอกสารเป็นสำคัญ ว่าในวันสมัคร ส.ส. 6 กุมภาพันธ์ 2562 ธนาธร ยังถือครองหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เอกสารทางราชการนั้น ธนาธรถือครองหุ้นจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 หลังวันสมัคร ส.ส.
แต่คำให้สัมภาษณ์ และเอกสารของธนาธร ระบุว่า เขาขายหุ้นให้มารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 ก่อนการสมัคร ส.ส.จึงไม่มีอะไรซับซ้อน ที่อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่จรุงวิทย์ ตั้งมาสอบสวนเบื้องต้น ต้องใช้เวลานานมาก จนทำให้เสียเวลาแผ่นดิน และทำให้ประเด็นนี้เป็นข้อกังขาของสังคมนานเกินไป และหากต้องใช้เวลามากไปกว่านี้ กกต.ควรจะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนผู้รับผิดชอบต่อทั้งคดีนี้และสำนักงาน กกต. ด้วยเหตุทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก
มีคำถามว่า หาก กกต.พิจารณาไม่ทันวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 วันที่ กกต.กำหนดเป็นเส้นตายในการรับรองส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง “จวนเจียน” จนทำให้ศาลตัดสินไม่ทัน แล้วจะทำอย่างไร ต้องรับรอง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปก่อนไหม
ในทางปฏิบัติ เมื่อมีข้อสงสัยและอยู่ในระหว่างการสอบสวน หรือมีมติส่งให้ศาลพิจารณาแล้ว กกต. มีอำนาจ “ไม่รับรอง” ความเป็น ส.ส.ของธนาธร ไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อยุติ ธนาธรก็จะเป็น 1 ในร้อยละ 5 ที่กกต.รับรองทีหลังได้ หากพบว่าไม่มีปัญหาในคุณสมบัติแล้ว เพราะถ้า “รับรองไปก่อน” ทั้งๆ ที่มีข้อกังขา ความเสียหายจะเกิดกับแผ่นดิน

ปรีชา สุวรรณทัต:ข้อพึงสังวรถึง พล.อ.ประยุทธ์-ผู้สนับสนุนให้เป็นนายกฯ

ข้อพึงสังวรถึง พล.อ.ประยุทธ์-ผู้สนับสนุนให้เป็นนายกฯ

โดยศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต

 18 เมษายน 2562 เวลา 14:51 น.

"...แต่ขณะนี้กำลังมีการบิดเบือนนที่ฉกรรจ์ โดยจะอ้าง ตะแบงนำบทเฉพาะการณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เพื่อให้วุฒิสมาชิก 250 เสียงมาร่วมพิจารณาลงมติกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้ช่วยสนับสนุนให้กฎหมายงบประมาณปี 2563 ผ่านความเห็นชอบเช่นเดียวกับการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี..."


ผมเคยเขียนบทความพร้อมข้อเสนอแนะการแก้ไขไว้ในหลายบทความในกรณีที่พบว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีได้มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญโดยร่วมกันในการแปรญัตติลดหรือตัดทอนรายจ่ายตามข้อผูกพันที่ตั้งไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้นำไปจัดสรรเพิ่มขึ้นในงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นว่าถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไขในชั้นที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ จะเกิดปัญหาความรับผิดรัฐธรรมนูญตามมาภายหลัง

แต่ข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่ได้รับการไยดีหรือแม้จะชี้แจงออกมาแต่ประการใด กรณีนี้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบดี เพราะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณปี 2560 ที่มีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

บัดนี้ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่การกระทำความผิดนั้นสำเร็จเด็ดขาดไปแล้วแต่ยังคงเป็นความผิดอยู่จนถึงปัจจุบันและ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่เมื่อใด และจะมีการเสนอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ก็ตาม กรณีที่มีการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โฮชา เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าชื่อกันได้หนึ่งในสิบหรือจำนวน 50คน ส่งกรณีที่กระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นที่ผมจะแยกแยะวิเคราะห์ให้เห็นต่อไป

แต่ในชั้นนี้ขอนำมาตรา 144 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาให้ท่านอ่านกันก่อน เพราะมาตรานี้ยาวมากมีทั้งในส่วนที่เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับเดิมและมีหลายวรรคหลายตอนที่เพิ่มเติมความรับผิดเข้ามาใหม่ที่ผมได้ “หมายเหตุ” ไว้ในท้ายวรรคนั้นแล้ว

มาตรา 144 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจํานวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้

(2) ดอกเบี้ยเงินกู้

(3) เงินที่กําหนดให้จ่ายตามกฎหมาย

ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทําด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทํามิได้

หมายเหตุ มาตรา 144 วรรคหนึ่งและสองนี้ได้เคยบัญญัติมาแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2521-2540และ2550

“.... ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทําที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทําที่ฝ่าฝืน บทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทําดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทําการ ดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทําการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้กระทําการหรืออนุมัติให้กระทําการหรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรี พ้นจากตําแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และ ให้ผู้กระทําการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย

หมายเหตุ ความในวรรคสาม ตั้งแต่คำว่า “....ถ้าผู้กระทำ....ถึง....ชดใช้เงินคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย”และวรรคต่อๆไปจนจบมาตรานี้เป็นบทบัญญัติใหม่ เพิ่งเติมมาในรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ ที่ได้กำหนดโทษการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาและคณะรัฐมนตรีถึงขั้นถูกถอดออกจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

".... เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทําโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดําเนินการ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือ แจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ ให้พ้นจากความรับผิด

การเรียกเงินคืนตามวรรคสามหรือวรรคสี่ ให้กระทําได้ภายในยี่สิบปีนับแต่วันที่มีการจัดสรร งบประมาณนั้น

ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติได้รับแจ้งตามวรรคสี่ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดําเนินการสอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูล ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดําเนินการต่อไปตามวรรคสาม และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญ หรือบุคคลใดจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งมิได้"

จะเห็นได้ว่ามาตรา 144นี้มีความยาวมากมีถึงหกวรรค ผมจึงได้นำมาให้ศึกษาอ่านกันก่อนที่จะพิจารณาต่อไปว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คณะรัฐมนตรี ได้มีการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 อย่างไร? จะต้องรับผิดประการใดบ้าง ?

อนึ่ง มีประเด็นสำคัญตามมาในกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะมีสมาชิกวุฒิสภา 250 เสียงสนับสนุน และท่านมีหน้าที่จะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563ที่มีวงเงินถึง 3.2 ล้านล้านบาท ขาดดุลถึง 450,000ล้านบาท ที่ท่านได้ทำไว้แล้วเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่  แต่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 143 และ144 ที่วุฒิสมาชิก 250 คน ที่สนับสนุนให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น ไม่มีอำนาจที่จะสนับสนุนท่านได้ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ในชั้นรับหลักการ การแปลญัตติในวาระที่ 1 2 และ 3 เพราะต้องพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากกการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เท่านั้น เมื่อผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงเสนอต่อวุฒิสภาที่มีอำนาจจำกัดเพียง “ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ” เท่านั้น โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใดๆมิได้ และต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน

แต่ขณะนี้กำลังมีการบิดเบือนที่ฉกรรจ์ โดยจะอ้าง ตะแบงนำบทเฉพาะการณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เพื่อให้วุฒิสมาชิก 250 เสียง มาร่วมพิจารณาลงมติกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้ช่วยสนับสนุนให้กฎหมายงบประมาณปี 2563 ผ่านความเห็นชอบเช่นเดียวกับการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

จะวิเคราะห์ชี้ให้เห็นในบทความนี้ในครั้งต่อไปครับ

ที่มา : อิศรา
https://www.isranews.org/isranews-article/75711-prayutchan.html?fbclid=IwAR2jOVvUVxb33S7gbrVVKAIQooDlMKkQQS2_RLEN8QXYTf5gx1NLdqVOfkc

'ปิยบุตร'ถูก-กม.ผิด ชู3นิ้วรับทราบข้อกล่าวหา ยืนยันศาลต้องวิจารณ์ได้

 "ปิยบุตร" ชู 3 นิ้ว เข้า ปอท.รับทราบข้อกล่าวหา แฟนคลับแห่ให้กำลังใจ  "UNOHCR-อังคณา" นำทีมสิทธิมนุษยชน แต่ไร้เงาทูตฝรั่งมุง  หลังพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อหา ลั่นกฎหมายทุกฉบับมอบอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการและกำหนดให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ บ่นตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ถูกแจ้งความแล้วหลายคดี โดยหัวหน้า คสช.ที่เป็นคู่แข่งส้มหวาน
    จากกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ให้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิด นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในข้อหาดูหมิ่นศาลและนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) จากการอ่านแถลงการณ์ของพรรคอนาคตใหม่คัดค้านมติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติไปเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมานั้น 
    เมื่อวันที่ 17 เมษายน เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วยทีมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ความผิดตาม ป.อาญาฯ ม.198 ฐานดูหมิ่นศาล และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14 (2) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
    ทั้งนี้ ก่อนถึงเวลานัดหมาย ได้มีแกนนำพรรคอนาคตใหม่ อาทิ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค, น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค พร้อมผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมารอให้กำลังใจนายปิยบุตรด้วย โดยนายปิยบุตรได้ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกๆ คนที่มาให้กำลังใจ พร้อมชู 3 นิ้ว เป็นสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช.ด้วย 
    นายปิยบุตรได้ขอบคุณกองเชียร์และผู้สังเกตการณ์จากองค์กรระหว่างประเทศ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ หรือ UNOHCR และนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)​ รวมทั้งอดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ นักเคลื่อนไหวกลุ่มอยากเลือกตั้ง ที่เข้ามาสังเกตการณ์ 
    เขากล่าวว่า มาครั้งนี้เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ มาร้องทุกกล่าวโทษตนในข้อหาละเมิดอำนาจศาล ป.อาญาฯ มาตรา 198 ความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14 (2) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน 
ข้องใจ คสช.เป็นคนฟ้อง
    อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจกับกระบวนการยุติธรรมของตำรวจ ซึ่งที่ผ่านมาก่อนที่จะมาเป็นนักการเมืองตนก็เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเป็นปกติ ไม่เคยถูกร้องทุกข์มาก่อน แต่พอตั้งพรรคอนาคตใหม่ได้ไม่ถึงปี กลับถูกกล่าวหามากกว่าพรรคการเมืองอื่น โดยในครั้งนี้จึงต้องดูข้อเท็จจริงว่าตนกระทำความผิดอย่างไร เพราะมั่นใจว่าไม่มีถ้อยคำไหนที่ตนสร้างความเกลียดชัง
    นายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา พ.อ.บุรินทร์ จะมาแจ้งความด้วยตนเอง ไม่ได้รับมอบอำนาจจากคสช. แต่ครั้งนี้ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่คนไหนที่มอบอำนาจให้ พ.อ.บุรินทร์มาร้องทุกข์ตน 
    "ยืนยันว่าการถูกแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับพรรคอนาคตใหม่อย่างแน่นอน"
    เขาบอกว่า ได้มีการพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่บ้างแล้ว และมีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
    นายปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่าจะมีผู้สังเกตการณ์จากสถานทูตหรือองค์กรระหว่างประเทศเดินทางมา แต่ได้มีการสอบถามว่าตนถูกดำเนินคดีเพราะอะไร ซึ่งได้มีการสอบถามทุกพรรคการเมือง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศบริเวณอาคารศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคารบี มีการตรวจเข้มบุคคลที่จะเข้ามาในพื้นที่โดนการตรวจบัตรประชาชน ถ่ายภาพบุคคลและตรวจสแกนกระเป๋า  รวมทั้งประสานตำรวจ สน.ทุ่งสองห้องเข้ามาดูแลความเรียบร้อยด้วย
    ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์เผยว่า ได้ขอกำลังตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมตำรวจ บก.ปอท. มาทำการตั้งโต๊ะตรวจสแกนบัตรประชาชนทุกคนที่จะเข้ามาที่ บก.ปอท. ป้องกันมือที่สามและเหตุอื่นๆ ส่วนขั้นตอนจะแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นสอบปากคำและปล่อยตัวนายปิยบุตรกลับไปทันที ยืนยันเจ้าหน้าที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    สำหรับผู้สังเกตการณ์ มีนางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNOHCHR) จำนวน 2 คน มาร่วมสังเกตการณ์ และเข้ารับฟังการรับทราบข้อหาด้วย 
    ในการรับทราบข้อกล่าวหาดำเนินไปตามขั้นตอนปกติ มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และมีรายงานว่าก่อนพิมพ์ลายนิ้วมือ นายปิยบุตรได้ถอดแหวนแต่งงาน พร้อมกับบอกว่าเดี๋ยวจะเลอะ
    ต่อมานายปิยบุตรเปิดเผยหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนฯ ว่าได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจะเขียนคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 9 วัน หรือวันที่ 25 เม.ย. และต้องหารือกับทนายก่อนว่าจะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่ 
กฎหมายบอกให้วิจารณ์ศาลได้
    ส่วนกรณี พ.อ.บุรินทร์ได้แจ้งความเอาผิดตนนั้นพบว่าเป็นฝ่ายกฎหมาย คสช.​ ได้เป็นผู้มอบอำนาจมาให้ร้องทุกข์ โดยตนตั้งข้อสังเกตว่าคนมาแจ้งความเป็นคน คสช. และหัวหน้า คสช. ก็เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคู่แข่งของพรรคอนาคตใหม่
    "สำหรับกฎหมายทุกฉบับมอบอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งศาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ และกำหนดให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้" 
    เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่บอกว่า ในข้อหามาตรา 198 ดูหมิ่นศาล ซึ่งตามกฎหมายอาญานั้นสามารถให้บุคคลใดแจ้งความร้องทุกข์ก็ได้ และอาจเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต เนื่องจากหากตนผิดจริงก็จะเป็นบรรทัดฐานวิพากษ์วิจารณ์องค์กรต่างๆ เพราะทำให้บุคคลที่สามสามารถแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดได้ โดยตนคิดว่ากฎหมายยังมีข้อบกพร่อง
    สำหรับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.อ.บุรินทร์แจ้งความเอาผิดตนนั้น จากการตรวจสอบข้อความที่ถูกกล่าวอ้างที่เป็นความผิด ไม่พบว่ามีคำที่ตนพูดและไม่มีถ้อยคำใดแสดงถึงการดูหมิ่นศาลแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตนได้ลงมาเล่นการเมืองแล้ว ต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นจริง
    ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ กล่าวว่า ตอนแรกขอพนักงานสอบสวนขยายระยะเวลา 15 วันแต่ทางพนักงานสอบสวนชี้แจงว่ามีการเร่งรัดจากผู้ใหญ่จึงไม่สามารถขยายเวลาได้ เมื่อมีการถามว่าข้อหามาตรา 198 ดูหมิ่นศาล อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ โดยช่วงเวลาเพียง 9 วัน อาจจะไม่ทันต่อการส่งคำให้การ และอาจร้องขอต่อชั้นอัยการอีกครั้งหาก พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปเรียบร้อยแล้ว
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และแกนนำกลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย (กตป.) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า “วันนี้จะตามข่าวอาจารย์ปิยบุตรครับ อยากทราบว่าตั้งข้อหาอะไรกันแน่ คงต้องช่วยกันติดตามและวิจารณ์เรื่องนี้ ไม่ควรปล่อยให้มีการใช้การดำเนินคดีอาญาเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง #หยุด คสช.ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม"
    น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ อุ๊ นักร้องชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศไทยมีอยู่จริง มีเครือข่ายทั้งในประเทศโยงใยไปถึงต่างประเทศ จุดประสงค์เพื่อทำลายความมั่นคงของประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของต่างชาติ และคนบางจำพวกที่ไม่หวังดีกับประเทศชาติ 
    การใช้สื่อ เพื่อทำลายประเทศไทย การใช้สื่อเพื่อให้คนเกิดความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติ 
การใช้สื่อเพื่อทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย การใช้สื่อ เพื่อให้เกิดเป็นกระแสชังชาติ ให้คนในชาติเสื่อมศรัทธาในความเป็นชนชาติไทย และนี่จะเป็นบทพิสูจน์ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่คนไทยจะต้องประสบพบเจอ และจะต้องก้าวข้ามพวกมันไปให้ได้!
    เธอระบุว่า ขออนุญาตนำบทความของท่านอาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา ที่ให้คนไทยได้ฉุกคิด และให้สังคมไทยได้ตั้งคำถาม ว่าเกิดอะไรขึ้น! เพื่อเป็นการสังเกตการณ์ไปพร้อมๆ กัน จงอย่ากะพริบตา! และอย่าชะล่าใจพวกมันโดยเด็ดขาด หมายเหตุ ใครไม่เกี่ยว ไม่ต้องร้อนตัว ไม่ต้องดิ้น ไม่ต้องเดือดร้อน อยู่เฉยๆ
    ด้าน พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในที่ประชุมสั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์ต่างๆ ภายในประเทศ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบอยู่ พร้อมกำชับกระทรวงการต่างประเทศว่า หากมีความจำเป็นให้แจ้งสถานทูตต่างๆ ให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ.

'เรืองไกร'ยื่นล้มพ.ร.ป.เลือกตั้ง



ศาล รธน.ชุดเล็กเสียงแตก ส่งชุดใหญ่วินิจฉัยคำร้อง กกต. กรณีสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์   24 เม.ย. ด้าน "เรืองไกร" เห็นด้วยกับ กกต. สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ถึงทางตัน ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ป.เลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ เพราะบัญญัติคำว่า ส.ส.พึงมีได้ในเบื้องต้น หาก กกต.คำนวณครบ 150 คนอาจขัดรัฐธรรมนูญ
    
เมื่อวันที่ 17 เมษายน การประชุมศาลรัฐธรรมนูญคณะเล็ก 4 คน จาก 9 คน ประชุมพิจารณากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งเรื่องมาให้พิจารณาวินิจฉัยว่า กกต.จะสามารถคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งจะมีผลทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่
    ในการประชุม ตุลาการ 4 คนเสียงแตกว่าจะรับหรือไม่รับเรื่อง กกต.ไว้วินิจฉัย โดยมีความเห็นต่างกัน จึงต้องส่งเรื่องนี้ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ในวันพุธที่ 24 เมษายนนี้
    ทั้งนี้ ตุลาการที่เห็นว่าไม่ควรรับวินิจฉัยมองว่า กกต.จะต้องเลือกแนวทางปฏิบัติเอง หากมีผู้ร้องว่าแนวทางนั้นไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ จึงจะเป็นหน้าที่ของศาลไปวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะนี้ยังถือว่าไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
    ขณะที่ตุลาการที่เห็นว่าควรรับวินิจฉัยมองว่า การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีข้อความไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ หากศาลรับวินิจฉัยก็จะทำให้ กกต.ไม่ต้องเสียเวลาในการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมาย
    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 เม.ย.62 เวลา 10.30 น. ตนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในกรณีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 เนื่องจากข้อความในกฎหมายดังกล่าว วรรคหนึ่ง (2) ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2) กรณีกำหนดการคำนวณ ส.ส.พึงมีได้ แต่ในกฎหมายลูกกลับปรากฏคำว่า ส.ส.พึงมีได้ในเบื้องต้น
    นอกจากนี้ยังเห็นว่าเนื้อหารัฐธรรมนูญมาตรา 91 ก็ขัดกันเอง คือวรรค 3 กับวรรค 1 (4) และมาตรา 91 วรรค 1 (4) ของรัฐธรรมนูญกับ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (5) ขัดกับมาตรา 83 วรรค 1(2) ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
    “เพราะถ้า กกต.จะคำนวณให้ครบ 150 คน ก็อาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 วรรค 1(4) จึงเห็นด้วยกับสิ่งที่ กกต.ออกมาระบุว่าถึงทางตันแล้ว จนต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย"
    นายเรืองไกรกล่าวว่า ประเด็นทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบต่อการประกาศรับรองผลเลือกตั้งร้อยละ 95 ไม่ทันวันที่ 9 พ.ค. และถึงแม้จะประกาศผลได้แต่จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อก็อาจจะมีจำนวนไม่ถึง 150 ทำให้ ส.ส.โดยรวมมีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 95 จาก ส.ส.ทั้งหมด 500 คน ซึ่งอาจทำให้เปิดประชุมสภาครั้งแรกไม่ได้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นบางส่วนมาจากการร่างรัฐธรรมนูญไม่รอบคอบ และนำความไม่รอบคอบนั้นมาร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. เมื่อมีการเลือกตั้งจริงทำให้เกิดการตีความจากหลายฝ่ายจนเกิดความสับสนวุ่นวาย
    เขากล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ของ กกต.ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.ป.กกต.ในการออกประกาศ กกต.เรื่องจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดพึงมี โดยเห็นว่าการที่ กกต.ใช้จำนวนราษฎรซึ่งไม่ได้มีสัญชาติไทยมาคิดคำนวณหาจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีนั้น อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 86 ประกอบมาตรา 85 หรือไม่ และอาจเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นคุณเป็นโทษกับผู้สมัครพรรคการเมืองใด
เร่งดูใบเหลืองส้มแดง
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการทำหน้าที่ของ กกต.ในช่วงนี้ว่า กกต.คงพะวงกับการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อมากเกินไปจนไม่ได้พูดถึงบางเขตการเลือกตั้งที่มีการร้องเรียน ไม่ทราบว่าในเขตใดบ้างที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ขณะนี้เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ดูวันเวลาที่พอมีอยู่คือวันที่ 28 เม.ย. คือวันที่เหมาะสมในการเลือกตั้งใหม่ กรณีที่มีการแจกใบเหลืองหรือใบส้ม ขณะนี้ กกต.ควรต้องประกาศแล้วว่ามีเขตใดบ้างที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ 
    เขาบอกว่า อยากให้ กกต.ประกาศให้ประชาชนรับทราบโดยเร็ว เพราะวันที่ 21 เม.ย. จะมีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยแล้ว หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งเขต วันที่เหมาะสมคือ 28 เม.ย. จากนั้น กกต.จะมีเวลาคิดคำนวณ ส.ส.จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 10 กว่าวันเท่านั้น
    “กกต.ควรเร่งการดูเรื่องร้องเรียนในแต่ละเขตว่ามีเขตใดจะถูกใบเหลือง ใบส้มหรือใบแดงหรือไม่ ถ้าหากเลยวันที่ 28 เม.ย. จะเข้าสู่ช่วงพระราชพิธีมหามงคลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ควรเอาเรื่องการเมืองเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปทำในเวลานั้น และหากล่าช้าไปอีก จะเลยกำหนดการประกาศรับรองผลในวันที่ 9 พ.ค. ผมจึงอยากให้ กกต.รีบประกาศและดำเนินการให้เสร็จก่อน พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับเวลาที่มีอยู่” นายสมศักดิ์กล่าว
    ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somchai Srisutthiyakorn แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเนื้อหาดังนี้
    หลายอย่างที่เมื่อเปลี่ยน กกต.ชุดใหม่แล้วไม่มีการสานต่อ การที่ คสช.มีคำสั่ง ม.44 ปลดผม และการที่ กรธ.ออก พ.ร.ป.กกต.ให้มีการเซตซีโร กกต.ชุดเดิมออกทั้งชุด เป็นผลทำให้การเตรียมการหลายอย่างที่ได้ดำเนินการใน กกต.ชุดที่แล้วไม่มีการสานต่อ
         1.การเตรียมการให้มีตัวแทนองค์การเอกชนเข้าสังเกตการณ์เลือกตั้งครบ 100% ในทุกหน่วยเลือกตั้ง ได้ถูกยกเลิก
         2.Application ดาวเหนือ เพื่อแจ้งที่ตั้งหน่วยเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ไปใช้สิทธิ์ ได้ถูกยกเลิก
          3.Application ตาสับปะรด เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้งผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่มีการบำรุงรักษา ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงการเลือกตั้ง
แออัดในการใช้สิทธิ์
          4.โครงการให้คนไทยในต่างประเทศ สำหรับประเทศที่มีความพร้อมและมีการทดสอบการใช้แล้วใน 3 ประเทศ คือ นอร์เวย์ จอร์แดน และญี่ปุ่น (โอซากา) สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งทางอินเทอร์เน็ตได้ ถูกยกเลิกไป
          5.ข้อเสนอให้มีการนับคะแนนที่สถานทูต แทนที่จะต้องส่งบัตรกลับประเทศให้ทันเวลาปิดหีบ ไม่มีการเจรจากับกระทรวงต่างประเทศต่อ จึงยังคงใช้วิธีการเดิม คือ ต้องส่งบัตรกลับประเทศไทยแล้วมีปัญหากรณีบัตรเลือกตั้งนิวซีแลนด์
          6.ระบบการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นการ ที่เรียก rapid report ที่ทำขึ้นใน กกต.ชุดที่แล้วในช่วงออกเสียงประชามติ แม้มีการสานต่อ แต่ขาดระบบการกำกับดูแลที่ดี ทำให้กลายเป็นปัญหาการรายงานที่คลาดเคลื่อน และสร้างความสงสัยแก่ประชาชนทั่วไป
          7.แนวคิดเกี่ยวกับขยายวันและเวลาในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เป็น 2 วัน ถูกลดลงเหลือวันเดียว ทำให้เกิดการแออัดในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
         8.ระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง จนถึงปัจจุบันยังไม่อยู่ในสถานะที่สมบูรณ์ 100% ยังเป็นระบบที่เขย่งกันระหว่างข้อมูลที่พรรคการเมืองมี และ ข้อมูลที่ กกต.มี
          9.การริเริ่มให้มีการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ แบบ touch screen เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในบางพื้นที่ที่มีความพร้อม ได้ถูกยกเลิกไป
        การให้ข้อมูลทั้งหมดนี้ เพื่อให้ กกต.ได้ทราบว่ามีสิ่งใดที่เคยริเริ่มทำในชุดที่แล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการต่อ แต่หากเป็นสิ่งที่ กกต.ชุดปัจจุบันได้ทราบแล้ว และตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อ ก็เป็นสิทธิ์และอำนาจที่ชอบธรรมในการตัดสินใจ
เก่งใช้เงินอย่างเดียว
    นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระหว่างที่สังคมให้ความสนใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและบทสรุปของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะตีความการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามที่ กกต.ยื่นเรื่องมาอย่างไรนั้น ประเด็นที่น่าสนใจและควรมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม นั่นคือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โค้งสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการลงนามเอกชนรับงาน 20 สัญญา รวมมูลค่า 1.3 แสนล้านบาทว่ามีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน
    การตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ แม้จะมีข้อแก้ตัวว่าสามารถทำได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แต่ในสายตาของสังคมกลับมองไปในทิศทางตรงกันข้ามว่าไม่สมควร เนื่องจากไม่มีสภาของประชาชนตรวจสอบ จนถึงกับมีการพูดกันว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารงานไม่เป็น เก่งอย่างเดียวคือเรื่องใช้เงิน
    นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องคือกรณีที่ ป.ป.ช.ตีตกข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วม ครม.-พวก ลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เหตุข้อกล่าวหาไม่มีมูล สะท้อนให้เห็นว่าข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย และมุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่า ซึ่งไม่ควรนำองค์กรตรวจสอบมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะทำให้นโยบายดีๆ ต้องหยุดชะงัก ฉุดประเทศล้าหลังประชาชนเป็นผู้รับความเสียหาย
    “แม้การคืนความยุติธรรมให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะจะล่าช้าไป แต่ก็ได้พิสูจน์ให้สังคมได้เห็นอย่างชัดเจน การทำหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ก็ตีตกข้อกล่าวต่างๆ ไปแล้วถึง 4 คดี และยังเหลือคดีที่อยู่ในการพิจารณาอีก 7 กรณี ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาด้วยความยุติธรรมเหมือนในกรณีดังกล่าว” นางลดาวัลลิ์กล่าว.

มิ่งขวัญสะอึก! ผู้สมัครส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ยื่นยุบพรรคตัวเอง แฉถูกคนนอกครอบงำ


18 เม.ย.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจใหม่ นำโดยนางสาวอุลัยพร ไตรวงค์ย้อย นายประยงค์ สร้างศรีหา และ นายคมกฤษ สุภักดี ยื่นหนังสือถึงประธานกกต. ขอให้ยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ และระงับการประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากถูกครอบงำจากบุคคลภายนอกที่สั่งการชี้นำ ไม่ให้พรรคสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ
ในเอกสารคำร้องระบุว่า การส่งผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตทั้ง 350 เขต นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ให้เงินค่าสมัครส.ส.จำนวนคนละ 15,000 บาท โดยนัดกับว่าที่ผู้สมัครว่าหลังการประกาศรับรองผู้สมัครนายมิ่งขวัญ จะนัดประชุมผู้สมัครเพื่อแนะแนวทางกับผู้สมัครอีกครั้ง แต่ปราฏว่านายมิ่งขวัญ ไม่ได้นัดประชุมผู้สมัครแต่อย่างใด จนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งผู้สมัครได้สืบทราบมาว่าการที่นายมิ่งขวัญ ไม่ได้นัดประชุมผู้สมัคร เป็นเพราะนายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ กรรมการบริษัทไทยวัฒนา แอสเซ็ท จำกัด พร้อมพวก ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ได้บงการควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรค  ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ เช่น การสนับสนุนงบหาเสียงของผู้สมัคร การจัดทำป้ายหาเสียง รวมถึงจัดตั้งแกนนำต่างๆ เกิดจากการกระทำของนายสุทัศน์ทั้งสิ้น
นอกจากนี้คำร้องยังระบุด้วยว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงขอให้กกต.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง พร้อมสั่งระงับการประกาศคะแนนเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต และ การประกาศผลการจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อไว้ จนกว่าจะมีการวินิจฉัยแล้วเสร็จ และขอให้มีคำสั่งยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ ตลอดจนศาลฎีกา เกี่ยวพันกันอย่างไร

Atukkit Sawangsuk
กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ ตลอดจนศาลฎีกา เกี่ยวพันกันอย่างไร
มาตรา 203 ว่าด้วยการสรรหาตุลาการศาล รธน.ถูกนำไปใช้กับทุกองค์กรอิสระ ซึ่งมีที่มาไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ยึดโยงกันเอง
นั่นคือ เมื่อจะสรรหาองค์กรอิสระใด ก็ให้มีกรรมการประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลซึ่งองค์กรอิสระอื่นตั้งมา มีตัวแทนฝ่ายการเมือง 2 คนเท่านั้นคือประธานสภากับผู้นำฝ่ายค้าน (ซึ่งในยุค สนช.ก็มีพรเพชรคนเดียว แถมมาจากแต่งตั้ง)
เมื่อจะสรรหา กกต.ก็มีกรรมการที่ตั้งมาจากศาล รธน. ปปช. คตง. กสม. ผู้ตรวจ (โดย กกต.2 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก) เมื่อจะสรรหา ปปช.ก็มีกรรมการที่ตั้งมาจากศาล รธน. กกต. คตง. กสม. ผู้ตรวจ เป็นเช่นนี้ทั้งหมด โดยประธานศาลฎีกาเป็นประธานทุกชุด
ถามว่าเมื่อจะถอดถอน กกต. ต้องยื่น ปปช. แล้วส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (องค์คณะให้ที่ประชุมใหญ่เลือก) มันจะปฏิเสธความทับซ้อนได้อย่างไร ในเมื่อทั้งศาลและ ปปช.ก็มีส่วนเลือก กกต.มา โดยศาลยังเลือก กกต.2 คนมากับมือด้วยซ้ำ
(ดูชื่อกรรมการสรรหา กกต.ได้ที่นี่ https://www.ect.go.th/dlc5/ewt_news.php…)
เช่นกัน เมื่อ กกต.ส่งเริื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตอนที่สรรหา กกต. ศาล รธน.ก็ส่งคนไปเป็นกรรมการด้วย ซึ่งอาจจะบังเอิญ หนึ่งใน กกต.คือฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เคยเป็นที่ปรึกษานุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (คนนี้เป็นทนายความ จบ ดร.นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปทุมธานีเมื่อปี 57 นี่เอง)
https://news.thaipbs.or.th/content/278787

ปิดเกมส์เร็ว "ธนาธร/ปิยบุตร" - คลอดสูตรพิสดารคำนวณ ส.ส.

การเมืองไทยหลังสงกรานต์ จับตาดูสองประเด็นสำคัญ หนึ่งคือความพยายามในการปิดเกมส์เร็ว กรณีปมโอนหุ้น วีลัคมีเดียของ “ธนาธร” ซึ่ง กกต.ตั้งคณะทำงานสอบสวนเฉพาะ และกำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบให้จบก่อนวันเปิดสภา หรือในวันที่ 9 พ.ค.2562 ขณะที่ “ปิยบุตร” ประกาศชัดเตรียมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ซึ่ง คสช.ได้กล่าวโทษ กรณีปมอ่านแถลงการณ์ยุบพรรคไทยรักษาชาติ สองคือความพยายามคลอดสูตรพิสดารในการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่ง กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้!!
การเมืองไทยหลังสงกรานต์ จับตาดูสองประเด็นสำคัญ หนึ่งคือความพยายามในการปิดเกมส์เร็ว กรณีปมโอนหุ้น วีลัคมีเดียของ “ธนาธร” ซึ่ง กกต.ตั้งคณะทำงานสอบสวนเฉพาะ และกำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบให้จบก่อนวันเปิดสภา หรือในวันที่ 9 พ.ค.2562 ขณะที่ “ปิยบุตร” ประกาศชัดเตรียมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ซึ่ง คสช.ได้กล่าวโทษ กรณีปมอ่านแถลงการณ์ยุบพรรคไทยรักษาชาติ สองคือความพยายามคลอดสูตรพิสดารในการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่ง กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้!!
ก่อนสงกรานต์จะมาถึง “ชูวิทย์” ประเมินว่า ทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร”​ จะโดน “ปิดเกมส์เร็ว” ในความหมายนี้คือความพยายามในการทำทุกวิถีทางเพื่อสะกัดไม่ให้ทั้งคู่เข้าสู่สภาฯ
และแล้วความเคลื่อนไหวสำคัญก็ปรากฎ เมื่อมีรายงานข่าวว่า กกต.ได้กำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบปมโอนหุ้น วีลัค มีเดียของ “ธนาธร” โดยกำหนดปิดเกมส์ก่อน 9 พฤษภาคม 2562 อันเป็นจังหวะเวลาเปิดสภาฯ พอดิบพอดี
รายงานข่าวจาก “อิศรา” ระบุว่า “ก่อนหน้านี้สำนักงาน กกต. มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมารวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว ต่อมาที่ประชุม กกต. เห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญ เลยดึงเรื่องเข้าไปทำเอง และตั้งคณะกรรมการช่วยตรวจสอบฯดังกล่าว โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 7 รายมาเป็นกรรมการ พร้อมกับนำสำนวนจากคณะทำงานชุดเดิมมารวมกับสำนวนของคณะกรรมการช่วยตรวจสอบฯชุดนี้ด้วย
รายงานข่าว ระบุด้วยว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการช่วยตรวจสอบฯชุดนี้ ได้ส่งหนังสือขอเอกสารหลักฐานไปยังบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อนำมาประกอบในสำนวนแล้ว โดยกรอบการทำงานเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เสร็จก่อนวันที่ 9 พ.ค. 2562 หรือก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าเอกสารหรือหลักฐานมีจำนวนมาก อาจขยายระยะเวลาได้”
ขณะที่ “ปิยบุตร”​ วันนี้ (17 เม.ย.) ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ซึ่ง คสช.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดอาญา 2 ฐาน จากกรณีที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ได้อ่านแถลงการณ์ให้ความเห็นต่อการยุบพรรคไทยรักษาชาติ
“ผมเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว พรุ่งนี้ 10.00 น. จะต้องไป บก.ปอท. ศูนย์ราชการฯ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วงและที่สำคัญอย่าเพิ่งถอดใจหรือสิ้นหวังกับสถานการณ์ จริงๆ แล้วยิ่งโดนคดีมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหมือนเครี่องแสดงว่าเราได้ต่อสู้กับ คสช.”
แม้ “พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ” รอง ผบก.ปอท. ใน ฐานะ โฆผก บก.ปอท. จะแถลงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า “ขั้นตอนในวันนั้นก็จะมีการแจ้งข้อหาสอบปากคำและปล่อยตัว ซึ่งหลังจากสอบปากคำแล้วทาง ปอท. ก็จะปล่อยชั่วคราว นายปิยบุตร โดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์เนื่องจากเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก” ทว่าการดำเนินคดีในจังหวะเร่ง ก่อนวันเปิดสภาฯ เป็นเรื่องน่าจับตาไม่น้อย
การเมืองไทยหลังสงกรานต์จึงเต็มไปด้วยความร้อนระอุเกินคาดเดาเพราะสัญญาณพิเศษต่ออนาคตใหม่มีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่มาจาก ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน ในแง่นี้ก่อนวันเปิดสภา จึงได้เห็นคดีความของทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร-อนาคตใหม่” เข้าสู่การดำเนินการในจังหวะเร่ง ทั้งเร่งฟ้องและเร่งดันคดีให้ไปถึงจุดสุดท้ายไวขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่คุกรุ่นอย่างมาก คือ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ เพื่อจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
หากศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องของ กกต.ไว้พิจารณาวินิจฉัย เป็นไปได้ว่าคำวินิจฉัยจะเป็นตราประทับรับรองให้พรรคเล็กพรรคน้อย ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยการจะมี ส.ส.พึงมี 1 คน สามารถเข้าสู่สภาฯได้
ที่ต้องหมุดหมายไว้ก็คือพรรคเล็กพรรคน้อยที่เข้าสู่สภาฯ ด้วยสูตรคำนวณพิสดารเช่นนี้ เป็นพรรคที่มีแนวโน้มจะให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ชู “ประยุทธ์”​ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินไปในแนวทางนี้ จะยิ่งเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ความชอบธรรมและความสง่างามของการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างมาก
เพราะเท่ากับเป็นการกำหนดกติกาการเลือกตั้งให้ชัดเจน หลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ และเพราะเท่ากับเปิดช่องให้พรรคการเมืองที่ได้เสียง “ต่ำกว่า” ที่กำหนดไว้ เข้าสู่สภาฯ จนทำให้ประชาชนเกิดคำถามว่า “แล้วจะมีการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร หากไม่สนใจเสียงของประชาชนที่แท้จริง ซึ่งได้แสดงเจตจำนงแล้วว่า อยากให้พรรคการเมืองใด เข้าสู่สภาฯ บ้าง!!”
ก่อนหน้านี้ “นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”  หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และ แกนนำ 12 พรรคเล็ก 13 ที่นั่ง ได้ออกมาตอบโต้ พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นสองพรรคใหญ่ที่ออกมาให้ความเห็นถึงสูตรพิสดารคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ฉบับเกลี่ยที่นั่งให้พรรคเล็กพรรคน้อย ว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก
“พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคอื่นๆ เองนั้นอย่าเห็นแก่ตัว อย่าพูดข้อมูลด้านเดียวทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้ประชาชนสับสน ปลุกระดมมาให้คนไม่ชอบ กกต. ถอดถอน กกต. ทำลายความน่าเชื่อถือในการจัดการเลือกตั้ง”
“ที่ถูกต้องคือพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 17-77 เขาก็มีประชาชนเลือกมาถึง 1,059,700 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนบริสุทธิ์มิได้ผ่านการซื้อเสียงมา 100% นี่คือเสียงสวรรค์ อย่าดูถูกคะแนนเสียงของประชาชน”
หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ไม่เพียงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับสูตรพิสดารคำนวณ ส.ส. ฉบับของ กกต.ที่ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ทว่ายังประกาศชัดเจนถึงจุดยืนทางการเมือง ที่ไม่ขอร่วมรัฐบาลกับ สองพรรคใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย
“บางทีพรรคเล็กๆ นโยบาย อุดมการณ์ น่าจะดีกว่าพรรคใหญ่ๆ บางพรรค ที่ต้องฟังเสียงนายทุนที่ออกเงินใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เพื่ออาจจะถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินก็ได้ ตั้งใจมายกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ตั้งใจมาแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตั้งใจมาแก้ไขคดีให้อดีตนายกรัฐมนตรีที่หนีคดีทุจริตไปถึง 2 ราย ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอยให้ ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองแตกแยก ไม่สงบสุข ประชาชนต้องการรัฐบาลแบบนั้นหรือ”
ความพยายามในการปิดเกมส์เร็ว “อนาคตใหม่” ไม่ให้เข้าสู่สภาฯ​ได้ครบถ้วนก็ดี
ความพยายามในการเปิดช่องให้พรรคเล็กพรรคน้อยที่สนับสนุน การสืบทอดอำนาจเผด็จการ เข้าสู่สภาฯ ได้ก็ดี
เหล่านี้คือความพยายามเพื่อทำให้ สัตยาบันแลงคาสเตอร์ ล่ม!! ทำให้รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเกิดขึ้นไม่ได้!! และทำให้ฝ่ายค้านในสภาฯ สมัยหน้า อ่อนแรง ไม่อาจใช้เสียงเกิน 250 ล้มรัฐบาลฝ่ายเผด็จการได้สำเร็จตามที่วางแผนสำรองไว้!!
ที่ประเมินกันว่า รัฐบาลสมัยหน้าจะอายุสั้น ที่ประเมินกันว่า เลือกตั้งครั้งใหม่จะมีเร็วๆ นี้ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเต็มที ในวันที่เครือข่ายของผู้มีอำนาจร่วมกันวางแผนแล้วว่า จะอยู่ยาวและจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม!! ยิ่งสัญญาณพิเศษชัดความพยายามในการปิดเกมส์เร็ว พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ย่ิงจะปรากฎให้เห็นชัดขึ้นนับแต่นี้เป็นต้นไป!!

ชื่นมื่น'อนุทิน'ควง'กรณ์'หม่ำอาหารอิตาเลียนที่ลอนดอน

17 เม.ย.62 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล  หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กระบุว่า   "พี่จี๊ป พี่ดอน ปิ๊บและตัวผม ย้อนไปเมื่อ 41 ปีก่อน ตอนนั้นเป็นฤดูร้อนปี 1978 ผมพักอยู่ที่บ้านสวน คิวการ์เดน พวกเราได้กลายเป็นพี่เป็นน้องกันนับแต่นั้น ขอบคุณที่พาผมไปกินอาหารอิตาเลียนแท้ๆ ที่ลอนดอนค่ำนั้น พี่จี๊ปเป็นคนจ่ายเหมือนเคย"

มีผลแล้ว! กม.ข่าวกรองแห่งชาติ เปิดช่องใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ล้วงข้อมูลบุคคล

มีผลแล้ว! กม.ข่าวกรองแห่งชาติ เปิดช่องใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ล้วงข้อมูลบุคคล




ภาพกราฟิกลิขสิทธิ์ของ "มติชนออนไลน์"

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ราชกิจจานุเบกษาแพร่ พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ ฉบับใหม่ 2562 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผล 17 เมษายน) โดยมีสาระสำคัญ อาทิ
มาตรา 6 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายใน ระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา สั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใด ๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการบันทึกรายละเอียดขั้นตอน การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เหตุผล ความจำเป็น วิธีการ บุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือ อาจได้รับผลกระทบ และระยะเวลาในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง การดำเนินการตามมาตรานี้ หากได้กระทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริตตามสมควร แก่เหตุแล้ว และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือการป้องกันภัยสาธารณะ ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมี
มาตรา 12 ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติจัดให้มีศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “ศป.ข.” เป็นหน่วยงานภายใน เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานกิจการการข่าวกรองการต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนร่วมกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศโดยให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติเรียกโดยย่อว่า “ผอ.ศป.ข.” มีหน้าที่รับผิดชอบ บริหารจัดการ และกำกับดูแลการดำเนินงาน ของ ศป.ข. ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
มาตรา 13 ให้ ศป.ข. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รวมทั้งรายงานข่าวประจำวัน ข่าวเร่งด่วน ข่าวเฉพาะกรณี และรายงานการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงต่อนายกรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้อำนวยการ ตลอดจนกระจายข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พรบ.ข่าวกรองมีผล

มีผลแล้ว! กม.ข่าวกรองแห่งชาติ เปิดช่องใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ล้วงข้อมูลบุคคล



ภาพกราฟิกลิขสิทธิ์ของ "มติชนออนไลน์"

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ราชกิจจานุเบกษาแพร่ พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ ฉบับใหม่ 2562 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผล 17 เมษายน) โดยมีสาระสำคัญ อาทิ
มาตรา 6 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายใน ระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา สั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใด ๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการบันทึกรายละเอียดขั้นตอน การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เหตุผล ความจำเป็น วิธีการ บุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือ อาจได้รับผลกระทบ และระยะเวลาในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง การดำเนินการตามมาตรานี้ หากได้กระทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริตตามสมควร แก่เหตุแล้ว และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือการป้องกันภัยสาธารณะ ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมี
มาตรา 12 ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติจัดให้มีศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “ศป.ข.” เป็นหน่วยงานภายใน เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานกิจการการข่าวกรองการต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนร่วมกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศโดยให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติเรียกโดยย่อว่า “ผอ.ศป.ข.” มีหน้าที่รับผิดชอบ บริหารจัดการ และกำกับดูแลการดำเนินงาน ของ ศป.ข. ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
มาตรา 13 ให้ ศป.ข. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รวมทั้งรายงานข่าวประจำวัน ข่าวเร่งด่วน ข่าวเฉพาะกรณี และรายงานการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงต่อนายกรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้อำนวยการ ตลอดจนกระจายข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปอท.ให้ ปิยบุตร ยื่นหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 25 เม.ย.

ปอท.ให้ ปิยบุตร ยื่นหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 25 เม.ย. ปิยบุตร ชี้ช่องว่างกฎหมายห้ามประชาชนวิจารณ์ศาล หวั่นเกิดปัญหาในอนาคต ย้อนถาม คสช. เกี่ยวอะไร มาร้องทุกข์แทนศาล เชื่อหวังผลการเมือง
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยหลังเข้ารับทราบข้อกล่างหาและให้การด้วยวาจากับพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง ว่า ฝ่ายกฎหมายของ คสช. เป็นผู้มอบอำนาจให้กับ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ มาร้องทุกข์กล่าวโทษตนในข้อหาหมิ่นศาล และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จากกรณีแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่หลังยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องการดูหมิ่นศาล ซึ่งเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ คสช. ซึ่งมีหัวหน้าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของอีกพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งกันทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง กลับมาเป็นผู้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่มาร้องทุกข์กล่าวโทษตน
นอกจากนี้ นายปิยบุตร ยังกล่าวว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน คือ คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ซึ่งใช้อำนาจอำนาจอธิปไตยของประชาชนในเรื่องตุลาการ ดังนั้นในการเรื่องการตรวจสอบวิพากษ์เป็นเรื่องปกติในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ผ่านมาฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก็ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ดังนั้นองค์กรตุลาการก็ควรอยู่ในระนาบเดียวกันเพื่อให้ประชาชนสามารถวิจารณ์ได้ โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งตัดสินคดีที่ส่งผลกระทบทางการเมือง ถ้าต้องการให้มีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบมากก็จะกระทบกับความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี 
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการให้สาธารณชนเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยคำพิพากษาต่างๆ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เมื่อครั้งเป็นนักวิชาการคณะนิติศาสตร์ และอีกเรื่องที่สำคัญคือ การดูหมิ่นศาลเทียบเคียงได้กับการดูหมิ่นบุคคลอื่น ซึ่งคนที่ถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงต้องเป็นคนเริ่มร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เนื่องจากความผิดฐานดูหมิ่นศาลไปอยู่ในความผิดฐานอาญาแผ่นดินที่ใครก็สามารถไปร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ตนเห็นว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต 
และคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตว่าหากสุดท้ายตนมีความผิดจริงจะทำให้บรรทัดฐานการวิจารณ์องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐจะไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ถือเป็นจุดอ่อนของกฎหมายไทย การที่ตนถูกกล่าวโทษนี้ให้ถือเป็นอุทาหรณ์ว่าสภาพกฎหมายที่เป็นอยู่มีข้อบกพร่องอย่างไร และกระทบกระเทือนกับเสรีภาพของประชาชน แต่ตนยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยและการทำหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวน และเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด แต่ตนเห็นใจที่ถูกสั่งการเริ่มต้นมาจาก คสช.
ทั้งนี้ในการสอบสวนตนได้ขอเวลาในการทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและขอเวลาในการเตรียมพยานหลักฐาน 30 วัน แต่เจ้าพนักงานสอบสวนกลับเร่งรัดเหลือ 9 วัน คือให้มายืนคำให้การภายในวันที่ 25 เมษายน ซึ่งตนเห็นการละเมิดสิทธิผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่ตนเพิ่งมาทราบว่าถูกกล่าวหาอะไรและเพิ่งได้อ่านคำร้องทุกข์กล่าวโทษ อีกทั้งหลายข้อความที่อยู่ในคำร้องตนก็ไม่ได้พูด
ส่วนหากท้านที่สุด ปอท. ไม่สั่งฟ้อง ตนจะฟ้องกลับ คสช. หรือไม่ นายปิยบุตร ตอบว่า เรามาเป็นผู้แทนของประชาชนเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญคือต้องอดทนอดกลั้นในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่เช่นนั้นสังคมประชาธิปไตยจะไปต่อไม่ได้ ตนเองหรือตัวหัวหน้าพรรคก็อดทนอดกลั้นกับการแสดงความคิดเห็นต่างอย่างถึงที่สุด หลายเรื่องที่เป็นข้อความ Hate speech หลายเรื่องเป็นการกล่าวเท็จ หลายเรื่องเป็นการใส่ร้ายป้ายสีแต่เราก็เข้าใจและก็อดทนอดกลั้น
“ในเมื่อคุณจะยืนหยัดในการเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องทนให้ได้ทุกอย่างก็อยากจะเรียนฝากไปว่านักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ ก็ต้องอดทนอดกลั้นเรื่องพวกนี้เหมือนกัน รวมทั้งองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหมดก็ต้องอดทนอดกลั้นกับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เราเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้ง เรายังทนได้นักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจก็ต้องทนให้ได้เช่นเดียวกัน”
ด้านทนายความ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส กล่าวว่า พนักงานสอบสวน อ้างว่าคสช. กล่าวหาว่า นายปิยะบุตรหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อตนถามกลับไปว่าได้สอบถามไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง แต่ปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ตอบ และให้อยู่ในดุลยพินิจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่ทำให้ต้องกลับไปหาข้อมูลเพราะตัวผู้เสียหายจริงๆ ยังไม่บอกเลยว่าโดนหมิ่นประมาทหรือเสียหายหรือเปล่า ต้นจึงต้องขอเวลาในการหาพยานหลักฐาน 30 วัน แต่พนักงานสอบสวนให้เวลาเพียงแค่ 9 วันโดยให้เหตุผลว่ามีผู้ใหญ่เร่งรัดมา ซึ่งตนคาดว่าจะทำคำให้การไม่ทันและหากครบกำหนด 9 วันพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนยื่นฟ้องไปยังอัยการตนจะขอขยายเวลารวบรวมพยานหลักฐานในชั้นอัยการต่อไป พร้อมยังยืนยันว่าในวันแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อความใดดูหมิ่นศาลแต่เป็นการพูดถึงการเลือกตั้งเท่านั้น
ทั้งนี้นายปิยบุตรกล่าวเสริมว่าถ้าจะร้องทุกข์กล่าวโทษตนก็ขอให้กล่าวโทษให้ตรง เนื่องจากมีหลายประเด็นในสำนวนที่ตนไม่ได้พูด อีกทั้งความผิดนี้คือการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา แต่คสช. เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ถ้าต่อไปนี้มีใครวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐบาลต้องทำหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษให้หมดเลยหรือ และในอดีตไม่เคยปรากฏว่ามีประชาชนคนใดหรือไม่
“ความผิดฐานดูหมิ่นศาลก็คือดูหมิ่นตัวศาลหรือตัวผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีปัญหาคือว่าคสช. เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เทียบเคียงกัน คสช. ก็เทียบเท่ากับเป็นรัฐบาล ถ้าอย่างนี้หมายความว่าต่อไปนี้มีใครวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐบาลต้องทำหน้าที่ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้หมดอย่างนั้นหรือในอดีตที่ผ่านมา เราไปตรวจสอบแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาพบว่าความผิดฐานดูหมิ่นศาลส่วนใหญ่ผู้พิพากษาเป็นคนริเริ่มร้องทุกข์แทบจะไม่เคยปรากฏว่ามีนายดำ นายแดงไปแจ้งความแบบนี้หรือองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นไม่เคยไปร้องทุกข์กล่าวโทษเรื่องการดูหมิ่นศาลครั้งนี้เป็นครั้งแรก”

ร.10พระราชทานพระราชดำรัสทหารตร.ราชองครักษ์

เมื่อเวลา 21.13 น. วันที่ 13 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำนายทหารราชองครักษ์พิเศษ นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ นายทหารราชองครักษ์ นายตำรวจราชองครักษ์ ราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ รวม 1,205 นาย เฝ้าฯกราบพระบาทแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
โอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับหน้าที่ราชองครักษ์ ความตอนหนึ่งว่า คำทั้งหลายในคำปฏิญาณ อันนั้นคือคำที่สวยงามมากและครบถ้วน คือหน้าที่ราชองครักษ์มีหน้าที่รักษาชาติ บ้านเมือง รักษาสถาบัน รักษาประชาชน ในเวลาเดียวกันรักษาความถูกต้องในประเทศ ให้เป็นไปตามวัฒนธรรมของประเทศไทย เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ มีสถาบัน มีประชาชน ตลอดจนบรรพบุรุษของเราก็ได้ทุ่มเทรักษาบ้านเมืองมาพ้นความวุ่นวาย พ้นอุปสรรคมามากมาย เพราะฉะนั้นราชองครักษ์ คือ รักษา สืบทอด สืบสาน ต่อยอด ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่เป็นผลดีต่อส่วนรวมต่อประชาชน โดยนึกถึงประวัติศาสตร์ นึกถึงวัฒนธรรมและนึกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ เพราะว่าประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศ ค่านิยมที่ถูกต้องของประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัย เป็นสิ่งที่จะต้องดำรงรักษาต่อไป

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562

สมชัย ร่ายกลอน ถึง กกต.หลังถึงทางตัน

2เม.ย.2562-นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somchai Srisutthiyakorn ภายหลังกกต.มีมติส่งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ว่า 
เมื่อนั้น
ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
ได้ฟังพระองค์วงศ์เทวัญ
ทรงธรรม์นิ่งนึกตรึกไป
อันว่ากติกาบ้านเมือง
แค้นเคืองขัดข้องเขียนไว้
ตีความแตกต่างสองนัย
เรื่องใหญ่ให้ใครถกกัน
หากหมายแบ่งให้พรรคเล็ก
เด็กๆจะได้สังสรรค์
สิบเอ็ดพรรคแบ่งตำแหน่งกัน
สุขสันต์ร่วมรถบทจร
แต่ความอาจถึงรามลักษณ์
ทศพักตร์จักกลุ้มรุ่มร้อน
พรรคใหญ่ให้คิดอุทธรณ์
แบ่งก้อนเค้กไรไม่เป็นธรรม์
เรื่องนี้ใช่เรื่องขี้หมูขี้หมา
แม้แวดวงศ์เทวาอาจอาสัญ
เผือกร้อนซ่อนไว้ให้รู้ทัน
ฉับพลันท้าวมีบัญชา
เมื่อเจ้าอาสาทำหน้าที่
ชั่วดีแบกรับกับหน้า
บางอย่างอาจขัดใจชาวพารา
ก้มหน้าก้มตารับไป
เป็นหลักเป็นกลางไม่ข้างถู
กฎหมายมีอยู่ให้รีบใช้
สื่อสารชาวบ้านบ้างปะไร
สงสัยเรื่องไหนให้จำนรรจา
เปิดเผยโปร่งใสใจต้องนิ่ง
สรรพสิ่งกดดันติดข้างฝา
ยึดหลักประโยชน์ปวงประชา
ใครจะมาทายท้าจักปราชัย
เมื่อนั้น
ท้าวมาลีวราชผู้เป็นใหญ่
พินิจนี้คดีไม่รับตีกลับไป
เรื่องอะไรถึงมาถามยามวันหยุดเอย

ถึงทางตัน!ประธานกกต.รับต้องส่งศาลรธน.วินิจฉัยสูตรคำนวณสส.ปาร์ตี้ลิสต์เหตุตัวบทกฎหมายขัดกัน


ถึงทางตัน!ประธานกกต.รับต้องส่งศาลรธน.วินิจฉัยสูตรคำนวณสส.ปาร์ตี้ลิสต์เหตุตัวบทกฎหมายขัดกัน

12เม.ย.62-นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)   ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่  กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งเป็นวิธีที่ สำนักงานกกต.คำนวณ และสอดคล้องกับวิธีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สามารถจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีได้ครบ 150  คน  แต่การอาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) ที่กำหนดหลักการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะเกินกว่าที่พึงมีไม่ได้   โดยการจัดสรรในจำนวนที่ต่ำกว่า 0 อาจถือได้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
"และวิธีการคำนวณตามาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส.จำเป็นต้องหาข้อยุติให้ชัดเจน แม้ว่าวิธีการคำนวณตามมาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส. จะจัดสรรได้ครบ 150 คน แต่อาจติดขัดต่อประเด็นว่าการจัดสรรนี้ จะทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้ ส.ส.เกินพึงมีหรือไม่"  
นายอิทธิพร  ยืนยันว่า การส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นวิธีดำเนินการเหมาะสม  และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประกาศรับรอง ส.ส. ร้อยละ 95 ตามที่กฎหมายกำหนด  แต่จะไม่ขอก้าวล่วงอำนาจวินิจฉัยของศาลว่าจะวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ หรือไม่ ตามกรอบกำหนดวันประกาศรับรอง ส.ส.
ประธาน กกต. ระบุถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.เปิดเผยว่าจะมีอย่างน้อย 25 พรรคการเมืองได้รับการจัดสรรว่าเป็นวิธีการคำนวณเบื้องต้น ตามที่ปรากฏในรับธรรมนูญซึ่งเป็นวิธีที่กรรมการร่างรับธรรมนูญเสนอไว้และมากำหนดเป็นมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ  และมาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ซึ่งในมาตรา 91 วรรค 3 กำหนดว่าหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณคิดอัตราส่วนให้เป็นไปตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. และการคำนวณของสำนักงานก่อนหน้านี้เป็นการคำนวณจากคะแนนเบื้องต้นที่มีอยู่ของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ใช่คะแนนสุดท้าย ทั้งนี้นอกจากวิธีการที่สำนักงานคำนวณมา รวมถึงวิธีการอื่นก็อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่
นายอิทธิพร กล่าวด้วยว่า หากคำนวณตามวิธีการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 128  ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งจะทำให้จัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน เพราะนำเศษทศนิยมมาคิด ทั้งนี้ทราบมาว่าในการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของกรธ.นั้น ได้วางหลักคิดคำนวณไว้ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้ก่อน และเมื่อหารือกันแล้วเห็นพ้องกันว่าหลักคิดคำนวณดังกล่าวเป็นวิธีการคำนวณส.ส.พึงมี จึงนำไปเขียนให้เป็นมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้นวิธีการคำนวณที่กรธ.คุยกันจึงเป็นที่มาของมาตรา 91  ไม่ใช่มีการบัญญัติมาตรา 91 ก่อนและค่อยหาวิธีคำนวณ โดยในการร่างมาตรา 91 นั้น เหตุที่วิธีการคำนวณมีความยาวกรธ.จึงนำไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกแทน
 “ยังมีข้อถกเถียงกันถึงเลขทศนิยม ที่น้อยกว่า 1 เช่น 0.8 จะถือว่าเกินกว่าจำนวนส.ส.ที่พึงมีหรือไม่  เพราะศูนย์อยู่ข้างหน้า ผู้รู้คณิตศาสตร์บอกว่าเลขศูนย์ก็เป็นเลขที่นำมาคำนวณได้ แล้วอยู่ๆจะไปตัดทิ้ง  ทั้งนี้การคำนวณมาตรา 91 ในครั้งนั้นไม่มีใครคิดว่าจะมีพรรคใดได้จำนวนส.ส.มากกว่าจำนวนส.ส.พึงมี ซึ่งวิธีการนี้ก็มีวิธีติดไว้ข้างฝานานแล้ว”ประธาน กกต.ระบุ
 ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดถึงไม่สามารถคำนวณตามเจตนารมณ์ได้อย่างเดียว ประธานกกต. กล่าวว่า เมื่อนำ 2 มาตรามาพิจารณา ซึ่งความจริงแล้ว มาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มีที่มาจากมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมาตรา 91 อนุ 4 ตัวอักษรเขียนไว้เช่นนี้ ปัญหาเกิดขึ้นว่าจะต้องยึดสิ่งใด  ซึ่งกกต.คงต้องถือตัวอักษรที่ระบุในกฎหมาย ส่วนการตีความตามเจตนารมณ์เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา ดังนั้นเมื่อตัวอักษรเขียนแบบนี้คงถึงทางตันที่ไม่สามารถตัดสินในเรื่องนี้เองได้จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยวินิฉัย เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ ซึ่งการที่กกต.จะประกาศผลนั้นจะต้องมีความมั่นใจในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่เราจะดำเนินการขัดหรือไม่