PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดีเอสไอตั้งสำนักปฎิบัติการคดีพิเศษ 10 ภาค

ดีเอสไอตั้งสำนักปฎิบัติการคดีพิเศษ 10 ภาค

ดีเอสไอตั้งสำนักปฎิบัติการคดีพิเศษ10ภาคส่งผอ.ศูนย์เข้าประจำการเปิดที่ทำการพร้อมกันทั่วประเทศ1มิ.ย.

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงว่า กรมดีเอสไอได้ปรับโครงสร้างภายในของสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค1-9 และจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม10ภาค มีได้กำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งผอ.ศูนย์ทั้ง 10ภาค ประกอบด้วย
1.นายวสวัต ชวลิตธำรง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค1 (พระนครศรีอยุธยา) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท สระบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ

2.นายประวิทย์ ไชยบัวแดง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค2(ชลบุรี) รับผิดชอบพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และนครนายก

๓.นายนิรันดร ชัยศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค3(นครราชสีมา) รับผิดชอบพื้นที่ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ

4.นายภาสกร เจนประวิทย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค4(ขอนแก่น) รับผิดชอบพื้นที่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มุกดาหาร สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และ เลย

5. พันตำรวจโท สมพร ชื่นโกมล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค5 (เชียงใหม่) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน แพร่ เชียงราย และ พะเยา

6.นายสมพร ทิพยโสตนัยนา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 6 (พิษณุโลก) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี และเพชรบูรณ์

7. พันตำรวจโท วีรวัชร์ เดชบุญภา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 7 (นครปฐม) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.นครปฐม สมุทรสาคร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี

8. นายอุดม เพชรคุต พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 8 (สุราษฎร์ธานี) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ และ ภูเก็ต)

9.พันตรีอภิชัย เตียยะกุล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 9 (สงขลา) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.สงขลา สตูล ตรัง และ พัทลุง

10. พันตำรวจตรี อิทธิพล พรหมดวง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี) รับผิดชอบ พื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการจัดหาอาคารสถานที่ทำการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และพร้อมเปิดให้บริการแก่ประชาชนตามภารกิจได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2556 

ทั้งนี้ กรมได้อนุมัติให้มี “ส่วนประสานงานและระบบการข่าวด่านตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร” ขึ้นในสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เพื่อเป็นการบูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานของรัฐอื่น ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานกรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอีกทางหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ส.ส.เพื่อไทยโดนสอยอีกศาลฎีกาฯสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี! ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 สุรินทร์


ศาลฎีกาฯสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี! ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 สุรินทร์ พท. 

วันนี้(17 พ.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ   ศาลได้อ่านคำสั่ง คดีหมายเลขดำที่ ลต.18/2555 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ของนายกลยุทธ  เรืองกาญจนเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผู้คัดค้าน มีกำหนด 5 ปี เนื่องจาก นายกลยุทธ ได้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)พ.ศ.2550 มาตรา 53(1)

ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ตามระเบียบของ กกต.ว่าด้วยการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติ  และข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. รวมทั้งข้อปฏิบัติต่าง ๆ และการดำเนินการใด ๆ ของพรรคการเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554  ซึ่งควรจัดฝึกอบรมให้กับบุคคลผู้ช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งโดยให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง  และอาจจัดหาเสื้อผ้า สิ่งของ เลี้ยงอาหาร หรือเครื่องดื่ม  สำหรับบุคคลผู้ช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งได้  แต่ต้องแจ้งรายชื่อและจำนวนบุคคลให้ กกต.จังหวัดทราบด้วย  แต่ตามทางไต่สวนปรากฏว่า นายกลยุทธ  ไม่ได้คัดเลือกบุคคลที่จะมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง คงดำเนินการในลักษณะหาคนมาประมาณ 100- 200 คน มาฟังการปราศรัย โดยผู้มาฟังการปราศรัยที่ได้รับเงินไปนั้น นายกลยุทธ อ้างว่า  เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีประมาณ 80 คนนั้น ก็ไม่ปรากฏว่า มีการมอบหมายให้ช่วยหาเสียง แจกแผ่นพับ เพื่อประชาสัมพันธ์การสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง  ทั้งมิได้แจ้งรายชื่อ และจำนวนบุคคลผู้ช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งให้ กกต. จ.สุรินทร์ ทราบแต่อย่างใด

ในส่วนเนื้อหาสาระของการบรรยายก็เป็นเพียงให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายพรรค ที่สำคัญได้ความจากพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยที่นายกลยุทธ ผู้คัดค้านจัดขึ้นก็เป็นการแนะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทย และให้ผู้ฟังการปราศรัยช่วยลงคะแนนให้แก่นายกลยุทธ  โดยมิได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือกฎหมายเลือกตั้งแต่ประการใด  ที่นายกลยุทธอ้างว่า เป็นการปราศรัยให้ผู้สนใจสมัครเป็นบุคคลผู้ช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ไม่น่าเชื่อถือ

การกระทำของนายกลยุทธ ผู้คัดค้าน จึงมีลักษณะเป็นการปราศรัยหาเสียงเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิมาลงคะแนนเสียงให้ตนเอง ด้วยการให้เงินแก่ผู้มาฟังการปราศรัย หาใช่เป็นการอบรมและจัดหาบุคคลมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง  กรณีมีเหตุสมควรเชื่อได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า นายกลยุทธ ผู้คัดค้าน ได้ฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) พ.ศ.2550 มาตรา 53(1)  มีผลทำให้การเลือกตั้ง สส.เขต1 จ.สุรินทร์มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้นศาลฎีกาฯ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายกลยุทธ ผู้คัดค้าน มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันมีคำสั่ง.

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลายแทงขุมทรัพย์7.6หมื่นล้าน′ทักษิณ′


ดูจะจะลายแทงขุมทรัพย์7.6หมื่นล้าน′ทักษิณ′อยู่ในบัญชีใคร ที่ไหน อย่างไร !!

Prev
1 of 3
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 25 ก.พ. 2553 เวลา 12:28:40 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เฉพาะเงินฝากที่อยู่ในบัญชีของลูกสาว"พินทองทา" มีกว่า 2.3 หมื่นล้าน พานทองแท้อีกกว่า 1.6 หมื่นล้าน ที่เหลือเป็นเงินฝาก เงินลงทุน หุ้น ฯลฯ กระจายอยู่ในคนในตระกูลชินวัตร ดามาพงษ์ วงศ์สวัสดิ์อีกเพียบ !!
หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"-เป็นประกาศของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เคยประกาศเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต   พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยกล่าวหาว่า  พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประสงค์จะคัดค้านยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาฯภายใน 30 วันนับแต่ประกาศ

คำร้องดังกล่าว อัยการสูงสุดระบุว่า ทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๑,๔๑๙,๔๙๐,๑๕๐ หุ้น ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของ ประเทศสิงคโปร์ดยมีบริษัท ชีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัดและ บริษัท แอสแพน โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าวเป็นผู้ซื้อรวมค่าซื้อหุ้นและเงินปันผลและดอกผล เป็นเงิน ๗๖,๖๒๑,๖๐๓,๐๖๑.๐๕ บาท(เจ็ดหมื่นหกพันหกร้อยยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสามพันหกสิบเอ็ดบาทห้าสตางค์)

เพื่อให้สาธารณชนทราบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวก่อนที่ศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553  จึงขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในชื่อบุคคลของ ครอบครัวชินวัตร บริษัทต่างๆ มูลนิธิฯ 20 รายมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ 

๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง  ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๒๘๗-๙ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๒-๓๑๐๘๑-๒ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๑๘๘-๒ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
 
๑.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๔๑๕๒๔-๔ จำนวนเงิน ๓๑๑,๐๑๓,๐๙๕.๙๗ บาท  (สามร้อยสิบเอ็ดล้านหนึ่งหมื่นสามพันเก้าสิบห้าบาทเก้าสิบเจ็ดสตางค์)
 
๑.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๑-๓ จำนวนเงิน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๒๒๒-๐ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๗ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๑๑๑-๘-๐๒๒๖๕๙๑-๖ จำนวนเงิน ๒๑๘,๘๒๓,๙๓๒.๖๐ บาท (สองร้อยสิบแปดล้านแปดแสนสองหมื่นสามพันเก้าร้อยสามสิบสองบาทหกสิบสตางค์)

๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๒.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๒.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๔๑๓๓๕-๕ จำนวนเงิน ๓๓,๕๐๒,๔๕๑ บาท (สามสิบสามล้านห้าแสนสองพันสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดบาทถ้วน)

๒.๓ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท (ASP-NFG) เลขประจำตัวผู้ถือหน่วยลงทุน ๙๙๙๙๙๙๐๑๗๔๙๐ บลจ.แอสเซท พลัส จำนวนเงิน   ๒๐๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยสองล้านบาทถ้วน)

๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายบรรณพจน์  ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๓.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๗๘๑๘๘-๑ จำนวนเงิน ๓๔๐,๐๒๑,๑๔๒.๐๒ บาท (สามร้อยสี่สิบ  ล้านสองหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองบาทสองสตางค์)

๓.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๑๘๘-๙ จำนวนเงิน  ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๓.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๕-๖ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)

๓.๔ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี   ๐๐๑-๘-๐๒๕๕๕๐๐-๖ จำนวนเงิน ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๕ หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๐๑๖๐๑๐๐๐๕๖๒๔๕ จำนวน ๒๘,๙๐๐,๐๐๐ หุ้น
 
๓.๖ หุ้นบริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๗๔๗๐๑๐๐๐๐๐๑๙๐ จำนวน ๕๗,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น
 
๓.๗ หุ้นบริษัท เอส ซี แอสเสท คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๐๘๓๐๑๐๐๐๐๘๖๑๐  จำนวน ๑๕,๙๐๐,๐๐๐ หุ้น

รวมจำนวนเงินข้อ ๓.๕ – ๓.๗ เป็นเงิน ๒,๖๘๒,๘๘๗,๕๑๐.๙๙ บาท (สองพันหกร้อยแปดสิบสองล้านแปดแสนแปดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยสิบบาทเก้าสิบเก้าสตางค์)

๓.๘ เงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๕๑๖-๔ จำนวนเงิน ๕๐๒,๑๘๖,๓๐๑.๒๕ บาท (ห้าร้อยสองล้านหนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันสามร้อยเอ็ดบาทยี่สิบห้าสตางค์)

๓.๙ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๑๘-๙ จำนวนเงิน ๒๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยแปดสิบล้านบาทถ้วน)

๓.๑๐ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๘๗-๔ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๑ กองทุนเปิดรวงข้าวธนรัฐ ๐๒๐๘ บี เลขที่บัญชีกองทุน ๐๙๙-๕-๐๔๙๙๘๓๘/๐๓ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๒ กองทุนเปิดรวงข้าวธนรัฐ ๐๒๐๘ บี เลขที่บัญชีกองทุน ๐๙๙-๕-๐๔๙๙๘๓๘/๐๔ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๓ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๖-๒-๐๒๔๐๒-๕ จำนวนเงิน ๑๕,๓๙๐,๐๐๐ บาท(สิบห้าล้านสาม แสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)

๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๔.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๒๗๗๒๒-๒ จำนวนเงิน ๑๘๘,๐๓๗,๕๒๐.๗๕ บาท (หนึ่งร้อย  แปดสิบแปดล้านสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์)

๔.๒ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๒๖๖๐๑๖-๖จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๔.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี๐๐๑-๑-๕๕๐๒๑-๘ จำนวนเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๔.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๓๑๖๕-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๓๖๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านสาม แสนหกหมื่นบาทถ้วน)

๔.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๘-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)

๔.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๙-๖ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)


๔.๗ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๐๐๐๖๕-๑ จำนวนเงิน ๑,๗๘๒,๘๐๓.๘๗ บาท (หนึ่งล้านเจ็ด แสนแปดหมื่นสองพันแปดร้อยสามบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)
 

๔.๘ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๑๓๑๕๒-๕ จำนวนเงิน ๕๑๔,๒๒๙.๑๙ บาท (ห้าแสนหนึ่ง หมื่นสี่พันสองร้อยยี่สิบเก้าบาท    สิบเก้าสตางค์)

๔.๙ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๒๑๑-๐ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)

 ๔.๑๐ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาศรีนครพิงค์ เลขที่บัญชี  ๕๔๙-๒-๒๓๒๓๒-๘ จำนวนเงิน ๔๒,๑๒๕.๖๔ บาท (สี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อย ยี่สิบห้าบาทหกสิบสี่สตางค์)

๔.๑๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ เลขที่บัญชี  ๐๓๘-๓-๐๐๕๗๘-๗ จำนวนเงิน ๕,๐๔๐ บาท (ห้าพันสี่สิบบาทถ้วน)

๔.๑๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ซอย ๕๙ เลขที่บัญชี ๐๑๐-๑-๐๔๔๙๒-๓ จำนวนเงิน ๔,๖๕๒.๒๐ บาท (สี่พันหกร้อยห้าสิบสองบาทยี่สิบสตางค์)

๔.๑๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๔๖๙๐-๐ จำนวนเงิน - บาท

๔.๑๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๓-๐๐๕๐๕-๒ จำนวนเงิน – บาท

๔.๑๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๓-๐๒๐๓๐-๑ จำนวนเงิน - บาท

๔.๑๖ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ เลขที่บัญชี ๑๖๔-๒-๒๘๓๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)

๔.๑๗ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๔๔๘๓๙-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๒๘๔,๑๒๗.๘๔ บาท (สิบล้านสองแสนแปดหมื่นสี่ พันหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดบาทแปดสิบสี่สตางค์)

๔.๑๘ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนอโศก-ดินแดง เลขที่บัญชี ๐๕๖-๔-๐๐๗๗๖-๕ จำนวนเงิน - บาท 


๔.๑๙ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนอโศก-ดินแดง เลขที่บัญชี ๐๕๖-๔-๐๑๐๔๒-๑ จำนวนเงิน – บาท


๔.๒๐ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๒-๐๘๒๒๙-๙ จำนวนเงิน
๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๔.๒๑ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสวนจตุจักร เลขที่บัญชี ๐๖๑-๓-๐๐๐๕๖-๙ จำนวนเงิน ๓๓,๒๑๓.๔๓ บาท (สามหมื่นสามพันสองร้อยสิบ  สามบาทสี่สิบสามสตางค์)


๔.๒๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ เลขที่บัญชี ๗๔๕-๒-๑๖๓๒๘-๙ จำนวนเงิน ๓,๔๙๔,๐๓๓.๖๗ บาท (สามล้านสี่ แสนเก้าหมื่นสี่พันสามสิบสามบาทหกสิบเจ็ดสตางค์)

๔.๒๓ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๓๓๐-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)



๔.๒๔ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๑๐๘-๓-๐๙๗๖๑-๓ จำนวนเงิน ๑,๐๑๔,๘๗๗.๓๒ บาท (หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันแปดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาทสามสิบสองสตางค์)

๔.๒๕ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๑๐๖๖๒-๓ จำนวนเงิน ๑,๒๕๒.๒๕ บาท (หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบสองบาทยี่สิบห้าสตางค์)


๔.๒๖ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยออลซีซั่นเพลส เลขที่บัญชี ๒๖๘-๒-๐๑๑๕๔-๕ จำนวนเงิน ๒๖๗,๓๔๓.๓๗ บาท (สองแสนหกหมื่นเจ็ดพันสามร้อยสี่สิบสามบาทสามสิบเจ็ดสตางค์)

๕. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๕.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๒-๒ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)

๕.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๓-๐ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)


๕.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๒๓๒-๕  จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๕.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นจูรี่ เลขที่บัญชี ๒๐๘-๑-๐๐๐๒๒-๙ จำนวนเงิน ๙๐๘,๓๘๔,๑๔๓.๘๓ บาท (เก้าร้อยแปดล้านสามแสนแปดหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยสี่สิบสามบาทแปดสิบสามสตางค์)


๕.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๓๑๐๐๘-๘ จำนวนเงิน ๖,๑๔๐,๕๘๒.๓๑ บาท (หกล้านหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าร้อยแปดสิบสองบาทสามสิบเอ็ดสตางค์)

๕.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๒-๒ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นล้านบาทถ้วน)
 

๕.๗ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๐๒๘๓๐๐๕-๗ จำนวนเงิน ๑,๒๑๘,๑๕๐,๖๘๔.๙๔ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสิบแปดล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นหกร้อยแปดสิบสี่บาทเก้าสิบสี่สตางค์)
 

๕.๘ แคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักนานาเหนือ สั่งจ่าย บจ.ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำนวน ๑๒ ฉบับ จำนวนเงิน  ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาท)

๕.๙. ทรัพย์สินที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๒๕๒๐-๓ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ราคา ๒๗,๒๒๗,๒๐๐ บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยบาทถ้วน)
 
๕.๑๐. ธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน เช็คเลขที่ ๒๐๐๖๐๖๒ จำนวนเงิน ๒๗,๒๒๗,๒๐๐ บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยบาทถ้วน)

๖. ทรัพย์สินที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๖.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๖๐๔-๑ จำนวนเงิน - บาท 


๖.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๒-๑ จำนวนเงิน ๔๖๔,๐๗๘,๔๓๑.๔๙ บาท (สี่ร้อยหกสิบสี่ ล้านเจ็ดหมื่นแปดพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดบาทสี่สิบเก้าสตางค์)


๖.๓ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๖๓๙๓๐-๓ จำนวนเงิน ๘๔,๔๐๒,๑๐๒.๒๙ บาท (แปดสิบสี่ล้านสี่แสนสองพันหนึ่งร้อยสองบาทยี่สิบเก้าสตางค์)

๖.๔ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๓-๐๓๒๒๐-๙ จำนวนเงิน ๒,๗๘๔.๐๘ บาท (สองพันเจ็ดร้อยแปดสิบสี่บาทแปดสตางค์)

๖.๕ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ เลขที่บัญชี ๐๓๘-๒-๐๙๓๑๘-๑ จำนวนเงิน ๗,๑๘๙.๗๓ บาท (เจ็ดพันหนึ่งร้อย แปดสิบเก้าบาทเจ็ดสิบสามสตางค์)

๖.๖ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสำนักงานใหญ่ เลขที่บัญชี ๖๕๐-๐๐๐-๗-๐๐๓๙๘-๒ จำนวนเงิน ๕๐๐บาท (ห้าร้อยบาทถ้วน)


๖.๗ ธนาคารออมสิน สาขาสำนักพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๙๖-๙๖๐๒-๒๐-๒๒๔๕๑๑-๔ จำนวนเงิน  ๑๕,๖๓๑.๐๙ บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันหกร้อยสามสิบ เอ็ดบาทเก้าสตางค์)

๖.๘ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาคลองตัน เลขที่บัญชี ๐๐๑-๒-๐๐๐๐๑-๑ จำนวนเงิน ๑๐,๐๒๕.๐๙ บาท (หนึ่งหมื่นยี่สิบห้าบาทเก้าสตางค์)

๗. ทรัพย์สินที่มีชื่อที่ปรึกษากฎหมายธีรคุปต์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๗.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา-ลาดพร้าว เลขที่บัญชี ๑๗๗-๐-๔๒๑๑๒-๙ จำนวนเงิน ๖๖,๐๖๑.๘๐ บาท (หกหมื่นหกพันหกสิบ เอ็ดบาทแปดสิบสตางค์)

๗.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา-ลาดพร้าว เลขที่บัญชี ๑๗๗-๐-๔๒๑๑๒-๙ จำนวนเงิน ๖๖,๐๖๑.๘๐ บาท (หกหมื่นหกพันหกสิบเอ็ดบาทแปดสิบสตางค์)

๘. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท พี ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๘.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๕-๕  จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๘.๒ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๑-๒๕๒๖๖-๔ จำนวนเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันสามร้อย ล้านบาทถ้วน)

๙. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เอส ซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๙.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๑๗๐๙-๑ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๙.๒ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๑๔-๓-๐๐๓๓๓-๑ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่ง
หมื่นบาทถ้วน)

๙.๓ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๐๓๓๕๕-๓ จำนวนเงิน ๙๙๙,๙๙๐,๐๐๐
บาท (เก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้าน เก้าแสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)

๑๐. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวชินณิชา  วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๐.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา เลขที่บัญชี ๑๐๖-๒-๑๖๑๘๕-๖ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอ เอ ไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน  ดังต่อไปนี้

๑๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๔-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าพันล้านบาทถ้วน)

๑๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

 ๑๒.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๙-๗ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑๒.๒ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๑-๒๕๒๒๐-๐ จำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ร้อยล้านบาทถ้วน)
 
๑๒.๓ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) สาขาสะพานควาย แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๑๔๒๐๖๒๖-๘ จำนวนเงิน ๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(หกร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๒.๔ ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๑-๑-๐๖๔๐๗-๒ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เอสซีเค เอสเทค จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๓.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๘๒๑๓๕-๖ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)

๑๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอ เอ ไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

 ๑๔.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๓๒๐๘๗-๖ จำนวนเงิน ๔๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ร้อยสามสิบล้านบาทถ้วน)
 
๑๔.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๓๒๐๘๗-๖ จำนวนเงิน ๑๘๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดล้านห้า แสนบาทถ้วน)

๑๕. ทรัพย์สินที่มีชื่อมูลนิธิไทยคม เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๕.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๓๘๔๕-๑ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๖. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๖.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๒๔๗๒-๑ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑๖.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๘๓๔๒๑-๐ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑๗. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท บี.บี.ดี.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๗.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๐๙๒๘-๔ จำนวนเงิน ๒,๗๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าล้านบาทถ้วน)
 
๑๗.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๐๙๒๘-๔ จำนวนเงิน ๖๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หกร้อยยี่สิบห้าล้านบาทถ้วน)

๑๘. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๘.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๘๓๕๐๙-๖ จำนวนเงิน ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)


๑๘.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๔ จำนวนเงิน – บาท วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๕ จำนวนเงิน – บาท วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๖ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๕ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๑-๑-๐๖๗๕๑-๗ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๖ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๕ จำนวนเงิน ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หกสิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๗ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๖ จำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน)
๑๘.๘ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๗ จำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่สิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๙ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๘ จำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๑๐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๙ จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)
 
๑๙. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท สมพร แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๑๙.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๖๐-๒-๖๘๒๓๙-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๒๐. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอเอไอ คอนซัลแตนท์แอนด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๒๐.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๒๕๐๖-๐ จำนวนเงิน ๑๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยสามสิบล้านบาทถ้วน)

๒๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางบุษบา ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๒๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๙๑๑๕๗-๙ จำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่สิบล้านบาทถ้วน)

๒๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อคณะบุคคล วิวิธวรแชมเบอร์ กระทำการโดยนางปราณี พงษ์สุวรรณ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้

๒๒.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๖๐-๒-๗๗๙๑๒-๘ จำนวนเงิน ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สิบสามล้านห้าแสนบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน)

๒๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายสมพร  พงษ์สุวรรณ  เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๒๓.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่บัญชี ๑๐๙-๒-๔๕๖๐๓-๕ จำนวนเงิน ๔,๙๘๐,๘๓๒.๑๙ บาท (สี่ล้านเก้าแสนแปดหมื่นแปดร้อยสามสิบสองบาทสิบเก้าสตางค์) วงเงินที่อายัด ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๒๓.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๔-๐๕๖๙๕-๙ จำนวนเงิน ๑๕,๔๘๑,๐๐๐ บาท (สิบห้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๒๓.๓ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์ เลขที่บัญชี ๑๒๐-๒-๘๒๘๔๖-๓ จำนวนเงิน ๒๕,๕๐๑,๗๘๗.๖๗ บาท  (ยี่สิบห้าล้านห้าแสนหนึ่งพันเจ็ดร้อยแปดสิบเจ็ดบาทหกสิบเจ็ดสตางค์) วงเงินที่อายัด ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน)

๒๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อกองทุนแก้ไขปัญหาการจราจร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่  เงินฝากธนาคาร  ดังต่อไปนี้

๒๔.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด เลขที่บัญชี ๑๐๔-๐-๓๕๔๒๐-๙ จำนวนเงิน ๗๐,๘๕๐.๗๙ บาท (เจ็ดหมื่นแปดร้อยห้าสิบบาท เจ็ดสิบเก้าสตางค์)

๒๔.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด เลขที่บัญชี ๑๐๔-๓-๑๑๕๕๘-๑ จำนวนเงิน – บาท

*******************************************************************************

ที่มา : มติชนออนไลน์ 24 ก.พ.2553

นพดล เย้ย ไทยสปริง เคยรับใช้รัฐประหาร


"นพดล"เย้ย"ไทยสปริง"ของแก้วสรร-พล.ต.อ.วสิษฐ ไม่ประชาธิปไตยเพราะเคยรับใช้รัฐคณะรัฐประหาร ชี้แค่เลียนแบบอาหรับสปริง ระดมเครือข่ายนับหมื่นไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้กรณี การออกมาเคลื่อนไหวแถลงข่าวในวันนี้ ของ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. พร้อมด้วย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ในนามเครือข่ายประชาคมประชาธิปไตย หรือ ไทยสปริง ที่ระบุว่า การปาถกฐาของ น.ส.ยิ่งลักษ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ประเทศมองโกเลีย เป็นการพูดความเท็จโดยจะส่งจดหมายถึงสมาชิกหมื่นคนพรุ่งนี้ ว่า คนที่ทำงานให้กับคณะรัฐประหารที่ละเมิดประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ลงสมัครเลือกตั้งแต่ประชาชนไม่เลือก เป็นสมาชิกที่มีที่นั่งถาวรในกลุ่มคนที่มีความคิดเป็นปฎิปักษ์กับ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร วันนี้ตั้งกลุ่มว่าไทยสปริง คงจะพยายามเลียนชื่อจาก"ปรากฎการณ์อาหรับสปริง" ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ประชาชนเรียกร้องหาประชาธิปไตย แต่ตนเห็นว่า"ไทยสปริง" เป็นการกลับหัวกลับหางกับปรากฎการณ์อาหรับสปริง เพราะกลุ่มนี้มีบางคนทำงานรับใช้คณะรัฐประหาร การจะใช้ชื่อต้องให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคิดของตนด้วย และว่า ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่ากลุ่มนี้จะผลิตสปริงส่งออกก็เป็นได้.

18พ.ค.แต่งแล้ว!ลูกเจ๊แดงกับบ่าวเขมร


18พ.ค.แต่งแล้ว!ลูกเจ๊แดงกับบ่าวเขมร

18พ.ค.แต่งแล้ว!ลูกสาวเจ๊แดงกับบ่าวเขมร จัดห้องให้สื่อต่างหากแยกจากห้องจัดงาน


                16พ.ค.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำหนดการพิธีมงคลสมรสระหว่างน.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวคนเล็กของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กับว่าที่เจ้าบ่าว นายลีนาล นัม เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรี กัมพูชา ลูกชายของมาดามอ้วน วันลี และนายเซียง นัม นักการเมืองระดับแถวหน้าของกัมพูชา คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียนนั้น
                ทางเจ้าภาพผู้จัดงานได้กำหนดให้สื่อมวลชนที่ไปทำข่าวรวมตัวกันบริเวณหน้าโรงแรมพลาซ่า แอทธินีฯ ตั้งแต่ช่วงก่อนเวลา 18.00 น. จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยพาขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยงที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะที่บริเวณชั้น 2 จากนั้นจะมีการวีดิโอลิงค์ภาพภายในงานแต่งงานเข้ามายังห้องจัดเลี้ยงที่จัดไว้ให้กับสื่อมวลชน โดยทางเจ้าภาพผู้จัดงานไม่อนุญาตให้ช่างภาพนิ่งและช่างภาพเคลื่อนไหวเข้าไปบันทึกภาพภายในห้องจัดงาน ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนพ.ค.นั้น คู่บ่าวสาวจะจัดงานเลี้ยงสมรสอีกครั้งที่ โรงแรม ซิตี้ อังกอร์ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชาด้วย

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"จอมพลผ้าขาวม้าแดง" เจ้าของตำนาน "วิมานสีชมพู"

คนที่พอมีอายุหน่อยหรือคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทย ถ้าดูละคร "คุณชายพุฒิภัทร" แล้ว เห็นบท "ท่านพินิจ" ที่จ้องจะกินนางงาม คงไม่มีใครไม่นึกถึง "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" เจ้าของตำนาน "วิมานสีชมพู" ในประวัติศาสตร์ของไทยเรานะคะ เลยทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ของป้าอมรา ที่เคยให้ไว้กับแนวหน้า


Resized to 85% (was 827 x 591) - Click image to enlargePosted Image


----------------------------------------------------------------------------


ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2554

Posted Image

อมรา อัศวนนท์ หรือ อมรา บุรานนท์ (เกิด 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479) เป็นธิดา คนโตในจำนวน 3 คนของ หลวงประเจิด อักษรลักษณ์ กับ มาดามยอร์เฮท ชาวฝรั่งเศส จบมัธยม 6 จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เธอได้ถูกส่งเข้าประกวดนางสาวไทยเมื่อ พ.ศ. 2496 ขณะอายุ 16 ปี

จากผลการประกวดนางสาวไทย อมรา ได้รับตำแหน่งเป็นรองนางสาวไทยอันดับ 3 หรือ 4 (ไม่ได้เป็นรองอันดับหนึ่ง เหมือน ที่ได้รับการบันทึกประวัติ) และ รองหนึ่งนั้นคือ น.ส.นวลสวาท ลังการ์พินธ์ สาวสวยจากเชียงใหม่ โดย น.ส. อนงค์ อัชชวัฒนา ได้รับเลือกให้เป็นนางสาวไทย การประกวด ครั้งนั้นจัดขึ้นที่สวนลุมพินี และคืนที่มีการประกวด มีเพลงประกอบงานคือเพลง "นางฟ้าจำแลง" ที่แต่งโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน และกลายเป็นเพลงประจำการประกวดนางสาวไทยนับแต่นั้นมา

Posted Image Posted Image

ได้เป็นตัวแทนไปประกวดนางงามจักรวาลคนแรกของเมืองไทย
อมรา ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางไปประกวดนางงามจักรวาลปี 1954 ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นหญิงไทยคนแรกที่เข้าร่วมประกวด และที่ได้เป็นตัวแทน เพราะเก่งในเรื่องภาษา กับการประกวดสมัยนั้น ต้องใช้เงินตัวเอง คนอื่นรวมทั้งตัวนางสาวไทย ไม่มีกำลังเงินพอ แต่อมรา คุณพ่อส่งเข้า ประกวด และผลการประกวด อมราได้เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย

เข้าฉากหนังกับดาราดังฮอลลีวู้ด โทนี่ เคอร์ติส และแสดงหนังไทย ปริศนา แสดงคู่กับใครก็เป็นคนแรกของคนนั้น

อมรา อัศวนนท์ ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องแรก เมื่อ พ.ศ. 2497 เรื่อง Beautiful Girl of the World ร่วมกับโทนี่ เคอร์ติส พระเอกที่เธอชื่นชอบ ไม่ได้มีบทอะไร เพียงแค่การเดินเข้าฉากหนังโดยการชักชวนของบริษัทผู้จัดการประกวดนางงามจักรวาล จากนั้นได้แสดงภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกเรื่อง "ปริศนา" ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จากนั้น ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง "รักริษยา" กำกับการแสดงโดย "ครูมารุต" ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ผลงานเรื่องอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ "เล็บครุฑ" ในบทปรีดาฮนัม กับ ลือชัย นฤนาท (2500 ฉายซ้ำ 2504), "อินทรีแดง"เป็น วาสนา เทียนประดับ คนแรกคู่กับ มิตร ชัยบัญชา (2501), "เห่าดง" (2501) เป็นนางเอกคนแรก คู่กับ ไชยา สุริยัน, "ทุ่งรวงทอง" คู่กับ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ (2502), "สี่คิงส์" คู่กับ ไชยา สุริยัน (2502), "สุดปรารถนา" คู่กับ พล พิทยายุทธ (2504), "เชลยศักดิ์" คู่กับ ประสาท คณะดิลก(2502) และคู่กับ อดุลย์ ดุลยรัตน์ ในปี 2504 ในเรื่อง "ลั่นทมสะอื้น" ซึ่งอดุลย์เป็นพระเอกที่เธอชื่นชมที่สุด

อมรา หันมาเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ทางช่อง 4 บางขุนพรหม และช่อง 7 เป็นหัวหน้าคณะอมรมานต์ มีนางเอกละครหลายคนมีชื่อเสียง เช่น ปริม ประภาพร-กิ่งดาว ดารณี และศศิธร เพชรรุ่ง

อมรา สมรสกับ พล.ต.ท.อังกูร บุรานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2509 มีบุตรสองคน คือ "อภิชญา" และ "อโนมา" บุรานนท์

เล่นหนังเรื่องที่สองเป็นหนังเสียง ได้ตุ๊กตาทองพระราชทาน
"ย้อนกลับไป เมื่อสมัยก่อน ตอนที่ พี่เพิ่งเดินทางกลับจากการประกวด นางงามจักรวาล ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ความฝันของพี่เคยฝันไว้ว่าอยากจะเป็นหมอเด็ก อยากจะเรียนทางด้านหมอ แต่สุดท้ายไม่เป็นไปอย่างที่คิด พอถึงเมืองไทยไม่เท่าไรคุณหลวงสุจิพันธ์ อภิธยา เจ้าของโรงหนัง "เฉลิมชาติ" ท่านก็ติดต่อ ให้พี่เล่นภาพยนตร์เรื่อง ปริศนา เป็นเรื่องแรก เป็นหนังพากย์เสียง แสดงแค่บทบาท ท่าทางสีหน้า ไม่ได้ออกเสียง และตามด้วย หนังเรื่อง "รักริษยา" จนทำให้พี่ได้รับรางวัล ตุ๊กตาทอง จากเรื่องนี้ พี่ชอบบทบาทการ แสดงในหนังเรื่อง รักริษยา นี้มาก เพราะนอกจากจะเป็นหนังเรื่องแรกของเราที่ได้ ออกเสียงพูด และได้รับรางวัลแล้ว พี่ยังได้แสดงความท้าทายในบทบาททางด้านการแสดงได้อย่างเต็มที

ได้รับสมญาว่าอลิซาเบธ เทเลอร์เมืองไทย รางวัลตุ๊กตาทอง พี่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ มากๆ เพราะในหลวงพระราชทาน สมัยนั้นทีวี. ยังไม่มีการแจกรางวัล ความรู้สึกตอนนั้น ด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก เราตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา การแสดงเราก็ไม่เคยเรียน พอมาได้รางวัลเราก็แอบสงสัยไปถามกรรมการว่าทำไมเราถึงได้ เขาก็บอกมาว่า เพราะเขาเห็นนัยน์ตา ตอนเป็นบ้าของเราแล้วทำให้รู้สึกได้ว่าเราบ้าจริงๆ เลยได้รับรางวัลนี้ ด้วยความที่ พี่เป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส จนทำให้พี่ได้รับ ฉายาว่า เอลิซาเบธ เทเลอร์ เมืองไทย เพราะรูปร่างหน้าตา ตอน อายุ 18-19 หน้าตา ดันไปมีลักษณะคล้ายกับเอลิซาเบธ เทเลอร์ เราก็แอบภูมิใจ

ค่าตัว 3 หมื่นบาท แต่แค่ตัวเลข...
"การทำงานของพี่ในสมัยนั้นพี่ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยเลย เพราะพี่ชอบพี่สนุกกับ สิ่งที่ทำ เข้าขั้นบ้าเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นดารา รุ่นเดียวกับพี่ก็มีไม่ค่อยเยอะ อาทิ วิไลวรรณ วัฒนพานิช, รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ที่พอจะนึกออก พี่เล่นหนัง เดือน หนึ่ง 4 เรื่อง เดี๋ยวเล่นเป็นเจ้าหญิง เดี๋ยวเล่นเป็นขอทาน ขนาดตอนที่พี่เป็น ดีซ่าน ตาเหลือง หมอบอกให้หยุด เราก็ยังหยุดไม่ได้เลย สมัยนั้นพี่เล่นเป็นคู่เขยคู่ขวัญ กับ อดุลย์ ดุลยรัตน์ เยอะมากที่สุด ค่าตัวพี่ตอนนั้นตกอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท ต่อเรื่อง หรือมากกว่านั้น อยู่ที่นายทุน หรือ ผู้กำกับจะให้ สมัยก่อนมีแต่สัญญาใจ ไม่มีหรอกสัญญา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร เล่นเรื่องนี้ เรื่องหน้าค่อยจ่าย เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน อยู่กับพ่อ แม่ สบายๆ โดนโกงค่าตัวไปเป็นล้านๆ แต่พี่ก็ไม่เคยไปทวงถาม เพราะเราชอบเล่นหนังก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินสักเท่าไหร่

พ่อห้ามรับบทจูบและห้ามเป็นแฟนกับดาราด้วยกัน
ในช่วงที่เราเป็นนักแสดง คุณพ่อก็ขอให้พี่อัมสาบาน ว่าถ้าต่อไปในวันข้างหน้าจะต้องไม่แต่งงานกับคนในวงการอย่างเด็ดขาด ด้วยความสงสัยเราก็ถามกลับไปว่าทำไม ท่านก็บอก เราว่า ดารามีการศึกษา และวิถีชีวิตคนละชั้น สมัยก่อนเขาจะมองว่าดาราเป็นพวกเต้นกิน รำกิน ดาราไม่ได้เรียนสูงอะไร ถ้าจะแต่งงานกับพระเอก หรือ ผู้กำกับวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเสียใจ เพราะเขาจะต้องเจอ สาวๆ อายุน้อยกว่าเรา พี่อัมก็ตกลงและทำตามที่ท่านขอ แม้จะมาจีบบ้างก็เหอะแต่พี่ก็ไม่เคยสนใจ และที่พ่อห้ามอีกเรื่องคือห้ามมีบทจูบกัน ต้องใช้ บังภาพเอา เคยมี คุณสุพรรณ พราหมณ์พันธ์ เอาเงินมาวางกอง 2 หมื่น ให้จูบ ยังไม่เอา

พบรักแท้พระเอกนอกจอมีเงินเดือนเพียงแค่ 200 บาทแต่โดนแผนสกัดรัก
พี่มาพบรัก และรู้จัก กับ คุณอังกูร บุรานันท์ ตอนพี่อายุ 23 ในงานเลี้ยง ตอนนั้น คุณอังกูร มียศแค่ร้อยตำรวจเอก เงินเดือน 200 กว่าบาท คบกันจนจะแต่งงาน คุณอังกูร ก็มีเหตุจะต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส


Posted Image

ถูกใจจอมพลผ้าขาวม้าแดง
คุณพ่อ ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ ที่ชื่อว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีสมญาว่า "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" (เป็นคำเรียกเมื่อสมัยก่อนว่าขาวม้าแดง) ว่าชอบพี่มาก ถึงขนาดเชิญคุณพ่อพี่ไปพบเพื่อจะขอแต่งงานกับพี่ โดยจะให้ที่แถวสุขุมวิท และเงินอีกจำนวนนับสิบล้าน ตอนนั้น จอมพล สฤษดิ์ ซึ่งเราก็รู้ว่าท่านมีภรรยาอยู่แล้วหลายคน ด้วยความที่เรายังเป็นสาวเราก็นึกอยู่ตลอดเวลาว่า เราไม่อยากเป็นเมียน้อยใคร คุณพ่อก็เรียกเราไปถาม ว่าอยากจะกินเกลือกับคุณอังกูร หรือ อยากจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง

โดนพ่อตบหน้า เพราะรักท่านไม่ลง
พี่ก็บอกไปว่าชีวิตพี่ไม่ได้รักท่าน คนเราจะแต่งงานไปใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันก็อยากจะให้มีความรักอยู่บ้าง พ่อ ก็ถามพี่ว่า ทำเพื่อพ่อได้ไหม แต่เราไม่ยอม ทะเลาะกับคุณพ่อจนทำให้ท่านตบหน้า

โดนสกัดรักอีกหลายเรื่อง จบเรื่องก็เมื่อจอมพลผ้าขาวม้าแดงเสียชีวิต
เดินทางไปนอกก็ไม่ได้ ท่านสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างเว้นเดือนกับดาว เราบอกว่าเราไม่รักท่านเพราะท่านหน้าเหมือนหมู แต่ถ้าจะให้อยู่ด้วยกันต้องขอเป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่มีคนอื่นแบบนี้ ช่วงท้ายที่ท่านป่วยหนักเป็นโชคดีของเรา พี่แอบไปจดทะเบียนกัน และแต่งงานกันหลังจากท่านตายแล้ว 

สุดท้ายสิ่งที่เราอยากให้พูดถึง ความในใจ และสิ่งที่เธอรักอยากจะทำในบั้นปลาย นางเอกดังของยุค 60 กล่าวว่า เธอปรารถนา จะทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้กับในหลวง
"จากที่เห็นอะไรๆ ที่ผ่านมา พี่ก็อยากจะบอกว่า รักในหลวง และสงสารในหลวงเป็นที่สุด ประเทศไทยยังคงต้องมีสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในหลวงคือพ่อหลวงของพวกเราเพราะท่านทำประโยชน์ไว้ให้เยอะมาก ชีวิตพี่ต่อไป ในวันข้างหน้า ไม่ว่า จะ 3-5 ปี ก็อยากจะอยู่อย่างมีความสุข อะไรที่สามารถจะตอบแทนพระองค์ได้ เราจะถวายงาน สนองเบื้องพระยุคลบาทอย่างเต็มความสามารถ

พี่ยังจำได้เสมอ พระราชินีพระองค์ท่านเคยรับสั่ง ตอนที่พี่เคยถวายงานที่สวนลุมพินี ว่า อมราเธอเล่นละครเก่งนะ เป็นสิ่งที่พี่ปลาบปลื้มมากที่สุดในชีวิต"

Posted Image


วิน แนวหน้า 

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แถลงการณ์ฉบับ14พระอาการสมเด็จฯ


บันได7ขั้นBRN Coordinate


กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับ

โดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า

“นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี
ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน 

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika)

พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธีหน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด

หมายเหตุ : ข้อมูลจากเพจ Muhammad Ben Akfa

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขุดสาแหรก “พงศ์เทพ” เจ้าของไอเดีย “ยุบโรงเรียน” ส่งลูกเรียนอินเตอร์ปีละ 2 ล้าน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
9 พฤษภาคม 2556 14:26 น.

“สำนักข่าวอิศรา” เผย รมว.ศึกษาธิการ เจ้าของไอเดียยุบโรงเรียนขนาดเล็กตามชนบทโดยอ้างไร้คุณภาพ พบบ้านรวยสองพันล้าน ส่งลูกเข้า “บางกอกพัฒนา” โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง ค่าเทอมสี่แสน
เรียนสามเทอมต่อปี ตกปีละล้านสอง สองคนสองล้านสี่ ขณะที่เสียงวิจารณ์โลกออนไลน์ไม่เห็นด้วยกระหึ่ม
     
       หลังจากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานำไปดำเนินการ ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กแห่งใดอยู่ในข่ายไม่จำเป็นต้องคงอยู่ก็ให้ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนั้น โดยเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน เป็นโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพ และมีโรงเรียนใกล้เคียงที่มีคุณภาพรองรับ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคำถามว่านายพงศ์เทพ รวมทั้งบรรดารัฐมนตรีมีบุตรหลานเรียนที่ไหน
     
       วันนี้ (9 พ.ค.) สำนักข่าวอิศราได้สืบค้นข้อมูลนายพงศ์เทพ พบว่า นายพงศ์เทพยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ระบุว่ามีบุตรในสมรส 4 คน ประกอบด้วย บุตรสาวคนโต ชื่อ น.ส.ญาภา เทพกาญจนา อายุ 24 ปี ศึกษาที่ FERNOD RICARD HONGKONG COMPANY คนที่ 2 ชื่อ น.ส.พิริยา เทพกาญจนา อายุ 21 ปี ศึกษาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ส่วนคนที่ 3 เป็นบุตรสาว อายุ 17 ปี ศึกษาที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา และคนที่ 4 เป็นเด็กหญิง อายุ 12 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา
     
       ทั้งนี้ โรงเรียนบางกอกพัฒนา ที่บุตรสาวทั้งสองของนายพงศ์เทพกำลังศึกษาอยู่ เป็นโรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่เลขที่ 643 สุขุมวิท 105 แขวงบางนา เขตบางนา กทม. เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-ปี 13 มี
ผู้ให้ข้อมูลในกระทู้ว่าโรงเรียนดังกล่าวค่าเทอมละประมาณ 400,000 บาท (1 ปีมี 3 เทอม)
     
       ในส่วนของนายพงศ์เทพเกิดจังหวัดสมุทรสาคร บิดาคือนายสุรินทร์ เทพกาญจนา อดีต รมว.อุตสาหกรรม และ ส.ส.สมุทรสาคร สังกัดพรรคกิจสังคม มารดาคือนางวรารัตน์ เทพกาญจนา อยู่บ้านเลขที่ 1000 ต.วิเชียรโชฎก ต.มหาชัย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 35 (เพื่อนร่วมรุ่น นางปรางทิพย์ นพรัมภา ภรรยานายธีรพล นพรัมภา
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช)
     
       ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต (สอบได้อันดับที่ 2 ของรุ่นที่ 34) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโท Master of
Comparative Law จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ภรรยาชื่อ นางพนิดา เทพกาญจนา (วัธนเวคิน) เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสองคนแจ้ง ป.ป.ช.มีทรัพย์สินรวมกัน 2,921,347,996 บาท ไม่มี
หนี้สิน
     
       นายพงศ์เทพกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะทางสังคมออนไลน์กรณีมีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมากและที่ด้อยคุณภาพ ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย
กว่า 120 คน มีทั้งหมด 14,816 โรง น้อยกว่า 60 คน มีทั้งหมด 5,962 โรง แยกเป็นโรงเรียน ขนาดไม่เกิน 20 คน 709 โรง จำนวนนักเรียนไม่เกิน 21-40 คน 2,090 โรง และ จำนวนนักเรียนไม่เกิน 41-60
คน 3,163 โรง โรงเรียนที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีเป้าหมายยุบรวมเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อย แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายดัง
กล่าว
     

อำนาจหน้าที่ศาลฎีกา


           ศาลฎีกาเป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุด มีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ภายใต้เงื่อนไขของ
กฎหมายว่าด้วยการฎีกา  และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมายเฉพาะ  เช่น
คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลายเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น  และคดีที่กฎหมายอื่นบัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓) คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นที่สุด (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓)

              ศาลฎีกามีเพียงศาลเดียวตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ ๖ ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีประกอบด้วยผู้พิพากษาอย่างน้อย ๓ คน
(พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๗) แต่หากคดีใดมีปัญหาสำคัญ  เมื่อประธานศาลฎีกาเห็นว่าควรให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ หรือเมื่อเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะว่าให้คดีเรื่องใดวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๐ วรรคสอง) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่มีการจัดประชุมใหญ่ แต่ทั้งนี้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด

              ศาลฎีกามีแผนกคดีพิเศษทั้งสิ้น ๑๑ แผนก เพื่อประโยชน์ในด้านการวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความชำนาญพิเศษ โดยประธานศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกามาประจำแผนก ๆ ละประมาณ ๑๐ คน  แผนกคดีพิเศษในศาลฎีกาประกอบด้วยแผนกคดีที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ๑๐ แผนก ได้แก่

              ๑) แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

              ๒) แผนกคดีแรงงาน

              ๓) แผนกคดีภาษีอากร

              ๔) แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

              ๕) แผนกคดีล้มละลาย

              ๖)  แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

              ๗) แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ

              ๘) แผนกคดีสิ่งแวดล้อม

              ๙) แผนกคดีผู้บริโภค

              ๑๐) แผนกคดีเลือกตั้ง

              และแผนกคดีที่ศาลฎีกาแบ่งเป็นการภายใน ๑ แผนกคือ

              ๑๑) แผนกคดีปกครอง (ภายใน)

              นอกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ศาลฎีกามีกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นคว้าปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจนช่วยตรวจและแก้ไขปรับปรุงร่างคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อเป็นหลักประกันในด้านความถูกต้องความรวดเร็ว และความเป็นธรรมแก่ประชาชน

              นอกจากอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่าง ๆ คือ

              ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๕๕ บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่คัดเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน ๕ คน ไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

              ๒) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๓๘ (๒) บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่สรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน ๕ คน เสนอต่อ
ประธานวุฒิสภา เพื่อเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

              ๓) พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๕ (๑) บัญญัติให้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่คัดเลือกผู้มีความรู้ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม จำนวน ๑ คน ไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

              ๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไว้รวม ๒ กรณี

              กรณีแรก  เป็นกรณีตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้วินิจฉัยว่ามีสิทธิรับเลือกตั้งหรือไม่  และศาลฎีกาต้องพิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน เมื่อศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเช่นใด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกาโดยเร็ว

              กรณีที่สอง  เป็นกรณีตามมาตรา ๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ก่อนวันเลือกตั้งถ้าปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการสอบสวนโดยเร็ว ถ้าเห็นว่าผู้สมัครผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ซึ่งในกรณีที่สองนี้หากถึงวันเลือกตั้ง ถ้าปรากฏว่าไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามวรรคหนึ่งหรือมีการยื่นคำร้องแล้ว แต่ศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัย ให้การพิจารณาเป็นอันยุติและให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศการรับสมัครที่มีผลอยู่ในวันเลือกตั้ง

              สำหรับแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกานั้น จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๒ วรรคสองและวรรคสาม, มาตรา
๓๐๘ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น รวมทั้งกรณีบุคคลอื่นที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วย

              องค์คณะผู้พิพากษาในแผนกนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๙ คน ที่คัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขึ้นนั่งพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่การพิจารณาคดีจะแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปเนื่องจากเป็นระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร ตามวิธีพิจารณาคดีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒