PR
วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ข่าว "เค-วอเตอร์" หนี้ท่วม
นิตยสาร-น.ส.พ.แห่ปรับตัว ขายคอนเทนต์ออนไลน์เพิ่มรายได้
จาก ผลสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 11,000 รายใน 9 ประเทศ พบว่าช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตกัน มากขึ้น
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร อเมริกา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และเยอรมนี พบว่าผู้บริโภค 11% ยินยอมที่จะจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวออนไลน์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากปีก่อนหน้านี้
ในปีนี้ ทางมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยังได้ขยายการสำรวจไปยังประเทศสเปน อิตาลี ญี่ปุ่น และบราซิลเป็นครั้งแรก ซึ่งพบว่าสัดส่วนของผู้ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข่าวออนไลน์นั้นใกล้เคียง กับกลุ่มประเทศที่เอ่ยขึ้นมาข้างบนอยู่ที่ 20% โดยตัวเลขดังกล่าวรวมตั้งแต่การสมัครสมาชิกแบบรายปี จนถึงค่าธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการเลือกอ่านเพียงบางหัวข้อ
ผลลัพธ์ดังกล่าวสร้างความ หวังที่ริบหรี่ให้กับบรรดาหนังสือพิมพ์และแมกาซีนเป็นอย่างมาก เพราะแม้ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ โดยสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ต่างได้ประสบปัญหาอย่างหนักจากการลดลงอย่างต่อ เนื่องของรายได้ที่มาจากธุรกิจดั้งเดิม คือ "สิ่งพิมพ์"
ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการ "ข่าว" จำนวนมากต่างหันมาให้น้ำหนักในการลงทุนด้านสื่อดิจิทัล แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องพบกับอุปสรรค เพราะลำพังกับค่าโฆษณาที่เรียกเก็บจากสปอนเซอร์บนหน้าเว็บข่าวออนไลน์ก็อาจ ไม่เพียงพอ ด้วยอัตราค่าโฆษณาที่ไม่สูงมากนักทำให้หลายค่ายตัดสินใจที่จะเรียกเก็บค่า บริการจากกลุ่มผู้อ่านในการเข้าดูคอนเทนต์ข่าว คอลัมน์ และรายงาน
ต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ แทนที่จะให้ดูแบบไม่เสียเงินอีกต่อไป
หาก ดูจากความเคลื่อนไหวของหนังสือพิมพ์ "เดอะซัน" ของเจ้าพ่อวงการสื่อ "รูเพิร์ต เมอร์ด็อก" แห่งบริษัท นิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็เริ่มที่จะเรียกเก็บค่าบริการ 2 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จากการใช้งานเว็บไซต์ของตนตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เช่นเดียวกับ "เดอะ เทเลกราฟ" และ "นิวยอร์ก ไทมส์" เองก็ได้เรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรู้จักกันในชื่อของ "เพย์วอลล์ส" (Paywalls)
รายงานดังกล่าวยัง พบอีกว่า บรรดาผู้ที่ยังไม่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวออนไลน์ที่มีสัดส่วน 14% ให้เหตุผลว่า พวกเขาอาจจะยอมจ่ายค่าบริการดังกล่าวในอนาคตก็เป็นได้ หากในที่สุดแล้วไม่สามารถเข้าไปอ่านข่าวเดิม ๆ แบบ "ไม่เสียเงิน" ได้อีกต่อไป
"โรเบิร์ต พิคาร์ด" หัวหน้าวิจัยที่สถาบันรอยเตอร์ส ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ออกมาเตือนว่า แม้ข้อมูลดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าโอกาสของการจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์ ข่าวในรูปแบบดิจิทัลจะพัฒนาขึ้น แต่ผู้ผลิตคอนเทนต์เหล่านี้ต้องไม่ลืมที่จะเรียกเก็บแบบ "มีเหตุผล" ด้วยเช่นกัน
"การจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวออนไลน์ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ออกมาตอบโจทย์บุคคลเฉพาะกลุ่มมากกว่าที่จะเป็นสิ่ง ที่ผู้บริโภคใช้กันอย่างแพร่หลาย"
จากรายงานการสำรวจดังกล่าวยังพบ อีกว่า แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ปัจจัยหลักที่ทุกค่ายเผชิญเหมือนกัน คือ การที่หนังสือพิมพ์ในรูปแบบดั้งเดิมถูกท้าทายจากคู่แข่งที่ผลิตสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและอเมริกา ผู้ที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้มากกว่าคือบรรดาสำนักข่าวที่ผลิตแต่ "คอนเทนต์ออนไลน์" โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม บางประเทศอย่างในสหราชอาณาจักรและเดนมาร์ก สื่อดั้งเดิมยังคงเป็นเจ้าตลาดในพื้นที่ของข่าวออนไลน์อยู่ ด้วยสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% เหตุผลหลักเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรยัง "เชื่อมั่น" ในข่าวที่มาจากสื่อดั้งเดิมมากกว่าข่าวที่มาจากบล็อกหรือโซเชียลมีเดีย จากข้อมูลพบว่า 79% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมั่นในเว็บไซต์อย่าง "บีบีซี" และ "สกาย"
อายุก็เป็นส่วนสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงดัง กล่าว โดยพบว่ากลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี เป็นกลุ่มที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข่าวออนไลน์มากที่สุด สอดคล้องไปกับความชำนาญในเทคโนโลยี และ
1 ใน 4 ของกลุ่มนี้ยังมีรายได้อยู่ที่ 25,000-50,000 ปอนด์ และแม้ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรยังค่อนข้างอนุรักษนิยม แต่กลับพบว่าหากเป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีนั้น มีผู้บริโภคถึง 30% ที่ใช้โซเชียลมีเดียในการค้นหาข่าวใหม่ ๆ
นายกฯให้กำลังใจน้องไปป์ รับรางวัล Maths Prize Winner
ยามาดะ (Yamada).. ซามูไรอโยธยา
นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองใหญ่ทางภาคใต้และถือเป็นหัวเมืองเอกที่มีความสำคัญมาแต่สมัยโบราณ เจ้าเมืองมียศเป็นถึงเจ้าพระยา แต่ทราบหรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง นครศรีธรรมราชเคยมีเจ้านครเป็นนักรบซามูไรจากญี่ปุ่น ซึ่งนามของซามูไร ผู้ที่โชคชะตาดลบันดาลให้เขาได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินอโยธยา ก็คือ ยามาดะ นากามาสะ
ชาวญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาค้าขายกับอยุธยาเป็นเวลานานแล้ว และตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๐๘๓ ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทย โดยมีชุมชนชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยาที่บริเวณหมู่บ้านญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ของเกาะเมือง ส่วนนักรบซามูไรได้เข้ามาเป็นทหารรับจ้างในกองทัพอยุธยาตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระนเรศวร
ดังมีบันทึกในคราวสงครามยุทธหัตถีในปีพุทธศักราช ๒๑๓๓ ว่า พระเสนาภิมุขขี่ช้างพลายเฟื่องภพไตร ถือพลอาสาญี่ปุ่น ๕๐๐ ซึ่งต่อมาในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้มีการจัดตั้งขึ้นเป็นกรมอาสาญี่ปุ่น เจ้ากรมมีตำแหน่งเป็นออกพระเสนาภิมุขถือศักดินา ๑,๐๐๐ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่ามีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่เข้ามาแสวงโชคยังอยุธยา โดย ยามาดะ นากามาสะ เองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย
"ยามาดะ นากามาสะ" เกิดที่เมืองโอวาริ ซึ่งปัจจุบันอยู๋ใกล้ ๆ กับนาโงย่า เป็นกำพร้าบิดาแต่เล็กและอาศัยอยู๋กับมารดาและบิดาเลี้ยง เมื่อโตขึ้นได้เป็นซามูไรระดับล่างทำหน้าที่หามแคร่ของจิอุเอมอน โอคุบุ ไดเมียว (เจ้าเมือง) แห่งแคว้นซุนชู ในเวลาต่อมา ยามาดะได้หนีออกจากบ้านและติดตามเรือสินค้าของพ่อค้าจากแคว้นซูรุกะที่เดินทางไปค้าขายยังไต้หวัน
หลังเสร็จสิ้นการค้าแล้ว ยามาดะได้ติดตามเรือสินค้าลำดังกล่าวเดินทางมาเมืองไทย ซึ่งขณะอาศัยอยู่ในเมืองไทยยามาดะได้ประกอบอาชีพค้าขายจนร่ำรวย และต่อมาได้สมัครเข้าเป็นทหารอาสาญี่ปุ่น หลังจากนั้นได้เลือนตำแหน่งจนเป็นถึงออกญาเสนาภิมุขเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น
ในระหว่างดำรงตำแหน่งนั้น ยามาดะยังทำหน้าที่เป็นคนกลางในการติดต่อค้าขายระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้วย จนมาถึงปลายรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมพระองค์ประชวรหนักใกล้สวรรคตและได้มอบราชสมบัติให้กับพระเชษฐาธิราช ผู้เป็นราชโอรสแทนที่จะมอบให้พระศรีศิลปผู้เป็นพระอนุชาซึ่งเป็นพระมหาอุปราชตามธรรมเนียม
ซึ่งในการนี้พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงปรึกษากับออกญาศรีวรวงศ์อดีต จมื่นศรีสรรักษ์ ข้าหลวงเดิมและขุนนางคนสนิท เนื่องจากเวลานั้น เหล่าขุนนางได้แบ่งเป็นสองฝ่ายโดยฝ่ายหนึ่งหนุนหลังพระมหาอุปราชอยู่ ออกญาศรีวรวงศ์จึงได้เกลี้ยกล่อมออกญาเสนาภิมุขหรือ ยามาดะ ให้ช่วยเหลือพระเชษฐาธิราชในการขึ้นครองราชย์ ออกญาเสนาภิมุขตกลงและได้นำกองอาสาญี่ปุ่นเข้าตรึงกำลังในพระราชวังหลวง
วันที่ ๒๒ เดือนอ้าย ปีมะโรง (พ.ศ. ๒๑๗๑) พระเจ้าทรงธรรมสวรรคต สมเด็จพระเชษฐาธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อ จากนั้นออกญาศรีวรวงศ์ก็ได้กำจัดขุนนางฝ่ายตรงข้ามจนหมด จากการนี้ทำให้ออกญาศรีวรวงศ์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ โดยเจ้าพระยากลาโหมยังคงวางแผนถอนรากถอนโคนฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้น แต่เนื่องจาก ในยามนั้น พระศรีศิลป์ องค์อุปราชยังทรงผนวชอยู่ ออกญากลาโหมจึงขอร้องให้ยามาดะจัดการ โดยให้นำตัวพระศรีศิลป์กลับมาในสภาพของฆราวาสให้ได้
ยามาดะได้ลวงพระศรีศิลป์ว่าจะช่วยให้ครองราชย์และได้ขอให้เสด็จกลับไปในฐานะมหาอุปราช พระศรีศิลป์หลงเชื่อและยอมลาสิกขาออกมา จึงถูกกุมตัวไปขังไว้ที่เพชรบุรี ทว่าขุนนางคนสำคัญของพระศรีศิลป์คือ หลวงมงคล ได้ลอบเข้าไปช่วยพระองค์ออกมาได้ จากนั้นหลวงมงคลได้รวบรวมรี้พลได้สองหมื่นและประกาศให้พระศรีศิลป์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่เพชรบุรีนั่นเอง
หลังจากทราบข่าว ทางกรุงศรีอยุธยาได้แต่งตั้งออกญารามคำแหงเป็นแม่ทัพถือพลสองหมื่น พร้อมออกญาเสนาภิมุขคุมนักรบซามูไร ๘๐๐ นาย เข้าปราบกบฏครั้งนี้
และในการนี้เอง ที่ยามาดะได้ลวงหลวงมงคลว่าจะแปรพักต์และนำทหารญี่ปุ่นมาเข้าด้วย ทำให้หลวงมงคลเกิดความชะล่าใจ ครั้นถึงเวลาออกรบจึงสั่งให้ไพร่พลมุ่งโจมตีแต่กองทัพกรุงอย่างเดียว โดยมิต้องสนใจทหารญี่ปุ่น แต่ยามาดะกลับสั่งให้ทหารของตนเข้าตีทัพกบฏอย่างดุเดือด ผลก็คือ กองทัพกบฏแตกพ่ายและพระศรีศิลป์ถูกจับตัวได้อีกครั้ง ก่อนจะนำมาสำเร็จโทษที่กรุงศรีอยุธยา
ต่อมาสมเด็จพระเชษฐาธิราชเกิดระแวงเจ้าพระยากลาโหมและวางแผนกำจัด แต่เจ้าพระยากลาโหมรู้ตัวจึงชิงลงมือก่อนโดยนำกำลังยึดพระราชวังและจับพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษ ครั้นเมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ เจ้าพระยากลาโหมได้ปรึกษากับเหล่าขุนนางว่าจะยกผู้ใดเป็นกษัตริย์เหล่าขุนนางซึ่งเกรงกลัวเจ้าพระยากลาโหมได้พากันเสนอให้เจ้าพระยากลาโหมขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
แต่ออกญาเสนาภิมุขซึ่งขณะนั้นมีอำนาจมากได้คัดค้านและเห็นว่าควรให้เชื้อสายพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชย์ เจ้าพระยากลาโหมจึงได้ยกเอาสมเด็จพระอาทิตยวงศ์พระอนุชาของพระเชษฐาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เนื่องจากทรงมีพระชนม์เพียงสิบชันษา เจ้าพระยากลาโหมจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
หลังจากนั้นเจ้าพระยากลาโหมได้กำจัดออกญารามคำแหงซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมากคนหนึ่ง โดยเพ็ดทูลว่าออกญารามคำแหงคิดการเป็นกบฎ พระเจ้าอยู่หัวจึงสั่งประหารเสีย ทำให้ออกญาเสนาภิมุขโกรธแค้นเจ้าพระยากลาโหมเป็นอันมาก เนื่องจากออกญารามคำแหงนั้นเป็นสหายสนิทของตน
เจ้าพระยากลาโหมจึงเริ่มไม่ไว้วางใจออกญาเสนาภิมุขและคิดหาวิธีกำจัดให้พ้นทาง ต่อมาเมืองนครศรีธรรมราชเป็นกบฎ จึงให้ออกญาเสนาภิมุขไปปราบ เมื่อออกญาเสนาภิมุขปราบกบฎสำเร็จ เจ้าพระยากลาโหมได้ขอให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ออกญาเสนาภิมุขเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ ทำให้ เจ้าพระยากลาโหมสามารถขจัดออกญาเสนาภิมุขไปจากเมืองหลวงได้สำเร็จ
เมื่อขจัดเสี้ยนหนามได้แล้ว เจ้าพระยากลาโหมซึ่งมีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น ได้กล่าวโทษ สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ว่า ไม่สนใจราชกิจเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ และให้ปลดออกจากราชสมบัติเสีย จากนั้นจึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ครั้นเมื่อออกญาเสนาภิมุขทราบเรื่องทั้งหมดก็ไม่พอใจมาก เนื่องจากตนเองยังมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าทรงธรรมอยู่และเห็นว่าถ้าพระอาทิตยวงศ์ยังครองราชย์อยู่ ออกญาเสนาภิมุขซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระองค์เนื่องจากเป็นครูสอนดาบซามูไรให้ ก็ยังมีโอกาสจะกลับมาเป็นใหญ่ในกรุงอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เจ้าพระยากลาโหมได้ขึ้นเป็นกษัตริย์นี้ ก็อาจทำให้ออกญาเสนาภิมุขถูกกำจัดได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม ออกญาเสนาภิมุขก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวอันใด เนื่องจากได้เกิดการแข็งเมืองของนครรัฐปัตตานี ซึ่งไม่พอใจพวกญี่ปุ่นที่มีอำนาจในนครศรีธรรมราช โดยนครปัตตานีได้สมคบกับบรรดาหัวเมืองมลายูและพวกโจรสลัดรวมกำลังกันยกทัพมาตีนครศรีธรรมราช ออกญาเสนาภิมุขได้ยกทัพเมืองนครและพลอาสาญี่ปุ่นไปทำศึกครั้งนี้ แม้ว่าจะเอาชนะกองทัพปัตตานีได้ แต่เขาก็ต้องอาวุธจนบาดเจ็บสาหัส
พระเจ้าปราสาททองทรงทราบเรื่องทั้งหมด ด้วยความพอพระทัยและได้มีคำสั่งลับให้ออกพระมะริดน้องชายเจ้านครเก่า วางยาพิษสังหารเจ้านครชาวญี่ปุ่นผู้นี้เสีย ในที่สุดยามาดะหรือออกญาเสนาภิมุขก็เสียชีวิตลงด้วยยาพิษ จากนั้นออกพระมะริดจึงนำกำลังเข้ายึดเมืองนคร ทว่า ออกขุนเสนาภิมุข (โออิน) บุตรชายของยามาดะกลับสังหารออกพระมะริดและนำนักรบซามูไรเข้ายึดเมืองนครไว้
จากนั้นได้วางแผนยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา ทางฝ่ายพระเจ้าปราสาททอง เมื่อทรงทราบเรื่องจึงให้กวาดล้างชาวญี่ปุ่นในกรุง ทำให้พวกทหารญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธญารวมกำลังกันตีฝ่าวงล้อมและไปสมทบกับ โออินที่นครศรีธรรมราช
ทางฝ่ายโออิน ได้ปกครองเมืองนครอย่างกดขี่ ปล้นชิงผู้คนตามใจชอบ ทำให้ชาวเมืองก่อจลาจล นอกจากนี้ยังเกิดการขัดแย้งกันเองในหมู่ชาวญี่ปุ่น ทำให้ต้องเลิกล้มแผนตีกรุงศรีอยุธยา และในที่สุด เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในเมืองนคร เริ่มเป็นอันตรายต่อพวกตน โออินจึงตัดสินใจนำชาวญี่ปุ่นฝ่ายเดียวกับตน หลบหนีไปยังกัมพูชา โดยได้อาสาเป็นแม่ทัพให้กับกษัตริย์กัมพูชา และได้เสียชีวิตในการรบกับกองทัพล้านช้างในเวลาต่อมา
- ที่มา : www.komkid.com
ย้อนรอยตำนาน "ผ้าเหลือง" ฉาว!! วิกฤตศรัทธา "พระสงฆ์ไทย" ที่ยากจะลืมเลือน?
"...ยิ่งความเจริญทางโลกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ข่าวคราวในทางไม่สู้ดีเกี่ยวกับ พระสงฆ์ หรือ บรรพชิต ผู้ครองอาภรณ์แห่งธรรม ก็ยิ่งปรากฎตามหน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเล็กข่าวใหญ่ แต่ทุกครั้งย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนทั่วไป.."
แต่นอกเหนือจากการอบรมสั่งสอนวิปัสสนากรรมมัฏฐานแล้ว พระภาวนาพุทโธ ยังได้รับอุปการะเด็กชาวเขาจากจ.แม่ฮ่องสอน และจากจ.เชียงใหม่ ให้ได้รับการศึกษาเลี้ยงดู โดยนำมาพักอาศัยภายในวัดสามพราน ซึ่งหากเป็นเด็กผู้หญิง ก็ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแม่ชีภายในวัด
ข้อพิเคราะห์ของศาลฎีกาตามพยานหลักฐาน ได้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยและพวกเป็นเช่นใด นอกเหนือจากพฤติกรรมที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระแล้ว จำเลยยังสู้อุตส่าห์ป้องกัน ด้วยการให้กินยาคุมกำเนิด ส่วนรายไหนไม่ยินยอม กลับลงโทษให้ไปเดินจงกรมกลางแดดบนพื้นดินที่มีกรวดหินแหลมคม ซึ่งพฤติกรรมการลงโทษเหยื่อที่ไม่ยินยอมด้วยการนำการเดินจงกรม อันเป็นหนึ่งในวิธีปฏิบัติของวิปัสสนามาเพื่อสนองตัณหาของตนเอง
แต่ที่โด่งดังกลับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก กับภาพถ่ายในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น ชูสองนิ้วในศูนย์การค้า โดยภายในคลิปเป็นภาพคณะสงฆ์จำนวน 3 รูปนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัว (ว่ากันว่า ลูกศิษย์ถวายให้ใช้เดินทางไกล หรือกรณีเร่งด่วน) หูเสียบหูฟังไอโฟน สวมแว่นตาดำและกระเป๋าหลุยส์วิตตอง โดยเครื่องบินเครื่องดังกล่าวบินลงจอดที่สนามบินอุบลราชธานี ซึ่งทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าพระบนเครื่องบิน มีชื่อว่า หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ผู้เขียนหนังสือ ชาติหน้าไม่ขอเกิด และนิพพานมีจริง ซึ่งล่าสุดคลิปดังกล่าวได้ถูกลบออกจากยูทิวบ์ไปแล้ว เหลือก็แต่ภาพที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตอนนี้เป็นภาพหน้าคล้ายที่นอนกับสีกา
ภาพเหล่านี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนหลาย ๆ คนเคลือบแคลงใจ และตั้งคำถามว่า นี่หรือคือพระสงฆ์ที่อ้างตนว่ามีสมาธิจิตสูงถึงระดับฌาน 8 เนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาค่อนข้างขัดแย้ง โดยเฉพาะการยึดติดในตัววัตถุ สิ่งของ ทั้ง ๆ ที่ตามหลักความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ควรมุ่งสู่ความหลุดพ้น และปล่อยวางไม่ใช่หรือ
แม้บางคลิปถูกลบออกไปแล้ว แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามก็คือ หลักการตลาดเพื่อโปรโมตตัวเอง โดยตั้งชื่อให้ดูขลัง แสร้งทำตัวให้น่าเลื่อมใส อวดอ้าง อิทธิฤทธิ์ อภินิหารหรือไม่?
เจ้าสัวซีพี แนะทฤษฎี 2 สูง แก้วิกฤติ
เจ้าสัวซีพี แนะทฤษฎี 2 สูง แก้วิกฤติ
ธนินท์ เจียรวนนท์
"พยายามทำให้ประชาชน มีเงินเหลือ
ซึ่งประชาชน จะประหยัดการใช้เงิน โดยอัตโนมัติ
เนื่องจากของแพง"
เจ้าสัวซีพี แนะรัฐบาล ใช้ทฤษฎี 2 สูง
ขึ้นเงินเดือน-ดันราคาสินค้าเกษตร แก้เศรษฐกิจประเทศ
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในการสัมมนา "ทางเลือกสุดท้าย ทางรอดของประเทศ” โดยเชื่อว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำให้สูงกว่าราคาน้ำมัน ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เพราะภาวะเงินเฟ้อหมายความว่า ประชาชนมีเงินแต่ซื้อของไม่ได้ ดังนั้นควรปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามความเป็นจริงและช่วยให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
"รัฐบาลญี่ปุ่น เป็นรัฐบาล ที่จนที่สุด เนื่องจากมีหนี้มากที่สุด โดยเป็นหนี้กับประชาชน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้ในโลก เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นฉลาด ปล่อยให้ราคาสินค้าแพง เงินเดือนสูง ญี่ปุ่นใช้ทฤษฎีนี้ คือพยายามทำให้ประชาชนมีเงินเหลือ ซึ่งประชาชนจะประหยัดการใช้เงินโดยอัตโนมัติ เนื่องจากของแพง นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้กู้เงินจากประชาชน ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักว่าเงินมาจากการกู้ยืมจากประชาชน" นายธนินท์ กล่าว
ทฤษฎี 2 สูงทำให้ประชาชนมีทางเลือก มีเงิน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีก็เกิดขึ้น และในที่สุดราคาสินค้าเกษตร จะถูกลงมาเองตามธรรมชาติ อย่างเมื่อก่อนไก่เป็นอาหารคนรวย แต่ตอนนี้ไก่กลับมีราคาถูกกว่าหมู เนื่องจากรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงราคา ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ต้นทุนต่ำลง คนกล้าลงทุนมากขึ้น
นิตยสาร Forbes ได้ตีพิมพ์รายชื่ออภิมหาเศรษฐีติดอันดับโลกประจำปี 2008 ซึ่งหนึ่งในชาวไทยที่ติดอันดับเศรษฐีโลกคือ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ กัปตันใหญ่ผู้บริหารนาวาเครือเจริญโภคภัณฑ์นั่นเอง ดิฉันเองเคยเขียนเรื่องนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและ CEO ระดับโลกมาหลายท่านแต่ยังไม่เคยเขียนเรื่องของคุณธนินท์
ใช่ว่าคุณธนินท์ไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะว่ามีคนเขียนเรื่องของท่านมากมายทั้งในรูปบทสัมภาษณ์ บทความ ตลอดจนพอคเก็ตบุ๊คเรื่องประวัติชีวิตการทำงานและวิสัยทัศน์ธุรกิจของท่าน
อย่างไรก็ตามวันนี้ขอเขียนถึงท่านสักที เหตุเพราะมีแรงจูงใจมาจากการได้ชมเทปบันทึกการบรรยายของท่าน ตามคำเชิญของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมาในหัวข้อเรื่อง "ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย" (หากผิดพลาดเรื่องชื่อหัวข้อ หรือวัน เวลาที่จัด ต้องขออภัยเพราะดิฉันมิได้ชมรายการตั้งแต่ต้น) โดยการบรรยายของท่านมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารคนอยู่หลายประการ ซึ่งดิฉันขอนำมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้
น้ำมันบนดิน Vs. น้ำมันใต้ดิน
คุณธนินท์ได้กล่าวถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ชาติต่างๆ ล้วนต่างมีและอาจจะหมดไปในไม่ช้า ยกตัวอย่างเช่น ประเทศในกลุ่มโอเปคมีน้ำมันอันเป็นทรัพยากรที่หายาก ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์กันแล้วว่า หากยังมีการขุดเจาะน้ำมันใช้ ในอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น้ำมันดิบก็จะหมดจากโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า ทั้งนี้กลุ่มโอเปคตระหนักดีว่า น้ำมันที่ตนครอบครองอยู่ย่อมมีวันหมดไป จึงพยายามกำหนดราคาน้ำมันให้สูงเข้าไว้ เพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดขณะที่ยังมีเวลาอยู่
แต่สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นประเทศเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกข้าว ยางพาราเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มกุ้งก็เป็นอันดับหนึ่งของโลก ผลผลิตทางการเกษตรของเราจึงเปรียบเสมือนเป็น "น้ำมันบนดิน" ของประเทศไทย ที่ใช้ไม่มีวันหมดหากมีการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร ดังที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีนโยบายพัฒนาด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงควรตระหนักถึงคุณค่าของ "น้ำมันบนดิน" และพยายามพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับราคาผลิตผลของเราให้สูงขึ้น จะได้ไปสู้กับราคาน้ำมัน
ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่เป็นอุปสรรค
คุณธนินท์ได้แสดงความเห็นที่น่าไปขบคิดอีกด้วยว่า ท่านคิดว่า เมืองไทยน่าจะสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำให้พอ ทั้งนี้อาจจะมี NGO บางกลุ่มออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนเพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทำให้ปลาบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไป ในเรื่องนี้คุณธนินท์มีความเห็นว่าเราน่าจะนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา เช่น ถ้ากลัวว่าปลาชนิดใดจะสูญพันธุ์ ก็ให้เพาะปลาพันธุ์นั้นๆ มาเลี้ยงในเขื่อน ดิฉันฟังไอเดียของคุณธนินท์ก็ออกจะเห็นคล้อยตามอยู่ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ ขอยกประเด็นนี้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุวิทยาและสิ่งแวดล้อมไปวิเคราะห์ต่อถึงความเป็นไปได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ "วิธีคิด" ของคุณธนินท์ต่างหาก ดิฉันชอบตรงที่ท่านเป็น "นักแก้ปัญหา" ตัวยง ในขณะที่หลายคนมีไอเดียดีๆ อยากจะทำโน่นทำนี่ แต่ติดขัดเพราะเจอคำทักท้วงหรือปัญหา แล้วก็เลยหยุดคิดไม่ทำต่อ แต่ถ้ามีจิตใจเป็นนักสู้ และนักแก้ปัญหาอย่างคุณธนินท์ ก็จะพยายามวิจัยค้นหาว่าจะนำเทคโนโลยีตัวไหนมาแก้ปัญหา หรืออุปสรรคนั้นๆ ให้หมดไป วิธีคิดแบบนี้น่านิยมเพราะมันจะทำให้มีการค้นคว้าสร้างความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
คนคือเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญที่สุด
แม้ว่าคุณธนินท์จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก แต่คุณธนินท์ยืนยันว่า คนคือเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด เพราะคนเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขึ้นมา คนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ดังนั้นทางซีพีจึงมีนโยบายพัฒนา และให้ผลตอบแทนบุคลากรอย่างคุ้มค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนดีมีฝีมือมีกำลังใจผลิตผลงานที่ดี นอกจากนี้ท่านยังแสดงความเห็นอีกด้วยว่า "เงินเดือนข้าราชการน้อยไป" ซึ่งดิฉันเห็นด้วยเต็มที่ ดังนั้นจึงยากที่จะจูงใจ และรักษาคนดีๆ ให้ทำงานเป็นข้าราชการ
คุณธนินท์ยกตัวอย่างประเทศจีนในปัจจุบันว่า ขณะนี้เงินเดือนของข้าราชการนั้นพอๆ กับหรืออาจมากกว่าเงินเดือนของผู้ที่ทำงานในบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งข้อนี้ดิฉันยืนยัน เพราะตนเองเพิ่งเดินทางไปเซี่ยงไฮ้มา และพบคนจีนที่เซี่ยงไฮ้เล่าว่า ขณะนี้เงินเดือนของข้าราชการจีนสูงกว่าเงินเดือนของบริษัทต่างชาติอีกแน่ะ!
ไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยจะมีความเห็นอย่างไร ?
เขาเป็นผู้นำคนเดียวในสังคมธุรกิจไทย ที่สร้างอาณาจักรธุรกิจจากเล็กๆ จนยิ่ง ใหญ่ระดับภูมิภาคที่สำคัญ ที่มีความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค และสังคมไทยอย่างดี
เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นเพียงกลุ่ม ธุรกิจกลุ่มเดียวที่พัฒนาธุรกิจสอดคล้องกับโอกาสใหม่ของสังคมไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ชนิดที่ไม่มีธุรกิจใดในประเทศทำได้
ทั้งนี้ต้องยอมรับความสามารถของ ผู้นำ - ธนินท์ เจียรวนนท์
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มซีพี มีประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก 2 ช่วงที่สำคัญมาก สำหรับวางรากฐานและพัฒนาธุรกิจที่เป็นจริง และเป็นธุรกิจ พื้นฐานที่สุดของภูมิภาคนี้และของโลก
ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2510 คือการเรียน รู้เทคโนโลยีการผลิตทางการ เกษตรที่สำคัญจากตะวันตก โดยเฉพาะการร่วมมือกับ Aber Arcers แห่งสหรัฐฯ ในการพัฒนาพันธุ์ไก่ อันเป็นรากฐานและองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารครบวงจรในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นที่มาของโมเดลการผลิตที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างเครือข่ายการผลิตที่กว้างขวางจากระดับประเทศ สู่ระดับภูมิภาค
ในช่วง 20 ปีจากนั้น ก็คือการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอย่างเข้มข้นอยู่เสมอจาก เจ้าของเทคโนโลยีระดับเล็กและกลางของโลก ด้วยการประยุกต์ที่เข้ากับสังคมเกษตรของไทย และภูมิภาคได้อย่างกลมกลืน จนเป็นการปฏิวัติการผลิตอาหารที่สำคัญในระดับภูมิภาคไป
อีกช่วงหนึ่งที่สำคัญมากคือ ช่วงพัฒนาการเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการ ตั้งแต่การได้มาซึ่งโครงการสร้างระบบโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ในเขตเมืองหลวง ในต้นทศวรรษที่ 2530 ด้วยการร่วมทุนกับ Bell Atlantic แห่งสหรัฐฯ การร่วมมือครั้งนี้ ซีพีไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี และไม่มีทางจะพัฒนาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการสื่อสารได้ แต่การร่วมทุนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการมอง ที่ผลตอบแทนอย่างสูง และรวดเร็วมากกว่าอุตสาหกรรมอาหารแล้วก็คือ ได้เรียนรู้เทคโน โลยีการจัดการกับระบบสื่อสาร ที่มองอย่างมีเเผน แต่ในที่สุดก็ได้พัฒนาการเรียนรู้อย่าง ถึงแก่นขององค์กรใหญ่ระดับโลก ซึ่งก็คือเทคโนโลยีหรือโนว์ฮาวว่าด้วยการจัดการ ซึ่ง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงของธุรกิจ เพื่อความ อยู่รอด เพื่อการปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
ซึ่งนับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างมาก
ปัจจุบันกลุ่มซีพี เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีเครือข่ายมาก กระจายทั่วไปในระดับภูมิภาค การบริหารยุคนี้ได้ผ่านมาตรฐานการบริหารงาน การผลิต บุคคล และการเงินทั่วๆ ไป ไปแล้ว ไปสู่การบริหารเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
วันนี้เขามีพันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็น แนวคิดที่แตกต่างจากอดีต ซีพีในวันนี้มีความ สัมพันธ์กับ Bell Atlantic ธุรกิจสื่อสารระดับต้นๆ ของโลกจากสหรัฐฯ KfW สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนี หรือ Allianz บริษัทประกันอันดับต้นๆ ของโลกจาก เยอรมนี การเรียนรู้จากพันธมิตรระดับโลก ซึ่งพวกเขานับว่าอยู่แนวหน้าในความชำนาญ ด้านการจัดการเชิงยุทธ์ การวางยุทธศาสตร์ และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับกับ สังคมธุรกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
นี่คือสิ่งที่ธนินท์มีมากกว่านักธุรกิจรุ่น เดียวกับเขาหรือรุ่นต่อๆ มา ที่ให้ความสำคัญ ในเรื่อง "สายสัมพันธ์" กับอำนาจรัฐแบบเดิม อย่างเข้มข้น แม้ว่าซีพีและธนินท์จะให้ความ สำคัญในสิ่งนั้นอยู่ไม่น้อย (โดยให้ความสัมพันธ์กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค) แต่เขาก็มีสิ่งที่มากกว่าสิ่งนั้นในเชิงสาระของความ เป็นธุรกิจอีกมาก" ข้อความบางตอนจาก 50 ผู้จัดการ ปีที่แล้ว)
อย่างไรก็ตาม ธนินท์ได้พัฒนา "การ บริหารสายสัมพันธ์" ในระดับสูงไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจาก "สายสัมพันธ์" ในระบบอุปถัมภ์ นั่นคือ การเข้าถึงนโยบายการปรับตัวเข้ากับยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ
ธนินท์ได้ส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐอย่างต่อ เนื่อง กระจายตามจุดต่างๆ ในขณะที่โมเดล การพัฒนา การบริหารประเทศที่ดำเนินอย่าง ไร้ทิศทาง
แต่กลับค้นคิดโมเดลใหม่ ที่เป็นระบบครั้งแรกซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นผู้นำธุรกิจใหญ่ คนแรกๆ ที่เข้าถึง และเดินหน้าเข้าสู่กระบวน การสร้างโมเดลนั้นด้วยตนเอง ด้วยการให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
นี่ถือว่าเป็นความสามารถเชิงผู้นำองค์กรใหญ่ที่สำคัญ และต่อเนื่องที่สุดของสังคมไทยเลยทีเดียว
ประวัติ
ธนินท์ เจียรวนนท์ แต่งงานแล้วและมีบุตร 5 คน นายธนินท์เริ่มทำงานเป็นครั้งแรกที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เมื่ออายุได้ 19 ปี โดยทำงานในตำแหน่งแคชเชียร์ หลังจากนั้นได้โยกย้ายไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด (ตามลำดับ) จนเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทย มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯรวม 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร,กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
ลำดับเศรษฐีของนายธนินท์
ในปี พ.ศ. 2549 นายธนินท์ ได้รับการจัดอันดับเป็นเศรษฐีอันดับ 390 ของโลก โดยเป็นคนไทยอันดับ 3 ของประเทศไทย รองมาจาก นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง และ นายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระทิงแดง จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บ
- เศรษฐีของโลกอันดับ 390 ในปี พ.ศ. 2549
- เศรษฐีของโลกอันดับ 387 ในปี พ.ศ. 2548
- เศรษฐของประเทศไทยอันดับ 3 ในปี พ.ศ. 2548
- เศรษฐีของโลกอันดับ 342 ในปี พ.ศ. 2547
- เศรษฐีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับ 15 ในปี พ.ศ. 2547
- เศรษฐีของโลกอันดับ 329 ในปี พ.ศ. 2546
- เศรษฐีของโลกอันดับ 351 ในปี พ.ศ. 2545