PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

เส้นทางก่อนจะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ' 59

ในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ของมีชัย ฤชุพันธ์ ก็เผยแพร่ให้สาธารณะชนได้รับทราบ หลังจากนี้หากไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองแบบไม่คาดฝันขึ้น เส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะจบลงที่การออกเสียงประชามติ นอกจากนี้ระหว่างทางเดินสู่ประชามติยังมีประเด็นสำคัญ คือ แรงกดดันให้แก้ไขหลักเกณฑ์การทำประชามติ ให้ยึดจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ใช่จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด และ คำถามที่ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไรต่อไป ระยะเวลาประมาณห้าเดือนหลังจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางการออกเสียงประชามติ




องค์กรต่างๆ ออกความเห็นและปรับปรุงร่างอีกสองเดือน เสร็จปลาย มี.ค.59 

ตามกำหนดการหลังการเผยแพร่ร่างแรกในวันที่ 29 มกราคม 2559 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และพรรคการเมือง เพื่อนำข้อเสนอไปปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดการณ์ว่าขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณสองเดือน กรธ.จะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่งให้ ครม.ประมาณวันที่ 30 มีนาคม 2559 จากนั้น ครม.ต้องส่งมาให้ กกต.ดำเนินการออกเสียงประชามติโดยเร็ว แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ระบุระยะเวลาที่แน่ชัดว่าจะต้องส่งมาภายในเมื่อไม ซึ่ง กกต.คาดว่า ครม.จะส่งมาให้ภายใน 1-2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 2559

คาดได้ลงประชามติ 31 ก.ค.59

หากเป็นไปตามที่ กกต.คาดการณ์ วันที่ 8 เมษายน 2559 จะเริ่มพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยน่าจะเริ่มจัดส่งตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2559 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดว่าต้องจัดส่งให้ครัวเรือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จึงจะสามารถประกาศวันออกเสียงประชามติได้ ทั้งนี้ กกต.เชื่อว่าน่าจะส่งเสร็จภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2559 รวมระยะเวลาการพิมพ์และจัดส่ง 45 วัน และคาดว่าวันที่ 22 มิถุนายน 2559 กกต.จะสามารถประกาศวันออกเสียงประชามติได้ ซึ่ง กกต.กำหนดวันออกเสียงประชามติไว้เบื้องต้นคือวันที่ 31 กรกฎาคม 2559

เกณฑ์ผ่านประชามติร่าง รธน. ยังไม่นิ่ง ยึดเสียงข้างมาก ‘ผู้มีสิทธิ’ หรือ ‘ผู้มาใช้สิทธิ’

ก่อนจะถึงวันออกเสียงประชามติประเด็นที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งแรกคือ หลักเกณฑ์การผ่านร่างรัฐธรรมนูญโดยการทำประชามติ ประเด็นนี้มีข้อสังเกตทั้งจาก สปท. และ กกต. ว่าอาจทำให้ในทางปฏิบัติร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ดังนั้นจึงมีการเสนอแก้ไขกติกาในส่วนนี้ให้ชัดเจนขึ้น

ปัจจุบัน มาตรา 37/1 วรรค 7 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้การออกเสียงประชามติ “...ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ...”

นั่นหมายความว่าหากร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องได้รับความเห็นชอบเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิลงประชามติทั้งหมด ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เทียบเคียงให้เห็นว่า ปัจจุบันจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีประมาณ 49 ล้านคน ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติได้ต้องได้เสียงเห็นชอบประมาณ 24.5 ล้านคน เขายกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2554 ที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 75% คิดเป็น 35 ล้านคนของจำนวนผู้มีสิทธิ ซึ่งเสียงข้างมากของ 35 ล้านคนคือ 17.5 ล้านคน ขณะที่เสียงข้างมากของผู้สิทธิเลือกตั้งคือ 24.5 ล้าน หากใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิลงคะแนนจึงยากมากที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติ

ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มว่า คสช.น่าจะใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไข รัฐธรรมนูญชั่วคราวเปลี่ยนเป็นคำว่า "ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก" แทน เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านประชามติไปได้ 

ด้านประธานกรธ. มีชัย ฤชุพันธ์ เคยแสดงความเห็นไว้ว่า หาก “รัฐบาลเข้าใจว่าประชามติใช้เสียงข้างมากตามปกติก็ไม่จำเป็นต้องแก้ แต่หากสงสัยก็สามารถแก้ได้ ... หากรัฐบาลเกรงว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องการตีความก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดก่อนจัดทำประชามติได้”  ดังนั้นประเด็นนี้ คสช.มีทางออกที่สามารถจัดการให้ชัดเจนได้โดยไม่ยากเย็นนัก

ท่าทีผู้มีอำนาจ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำอย่างไร?

เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดว่าหากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร ทำให้เกิดคำถามกดดัน คสช.ว่า ในประเด็นนี้ควรมีการแก้ไขให้ชัดเจน เมื่อสำรวจท่าทีของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วอาจกล่าวได้ว่า ยังไม่มีข้อสรุป ไม่ว่าจะเป็นมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เห็นว่า “...ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ค่อยไปหาทางคิดกันอีกครั้งว่าจะทำอย่างไร...” ซึ่งคงต้องใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวไปก่อน 

ขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “...คงต้องคิดว่าจะแก้หรือไม่แก้ เพียงแต่ต้องมีคำตอบให้กับประชาชนเท่านั้น ว่าถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไรต่อ ทีนี้คำตอบมันอาจจะมาโดยการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งถ้าแก้ก็ไม่อึมครึม แต่ถ้าไม่แก้ก็ต้องมีคำตอบ แต่ว่าอาจจะยังประกาศไม่ได้ ... เอาเป็นว่าคนที่เกี่ยวข้องกำลังคิดหาหนทางที่ดีที่สุด ซึ่งต้องเตรียมคำตอบเอาไว้...”

อย่างไรก็ดีคำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. คือ “หากไม่ผ่านประชามติ ก็จะให้มีการเลือกตั้งให้ได้ตามโรดแมป กรกฎาคม ปี 2560” ทำให้เราพอคาดการณ์ได้ว่า มีโอกาสน้อยที่จะมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแบบสองครั้งที่ผ่านมาเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สาม เพราะการร่างใหม่แบบเดิมเป็นครั้งที่สามน่าจะไม่ทันเวลาการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ตามคำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ และการร่างใหม่ยังมีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันด้านลบให้กับ คสช. มากกว่า

ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จึงน่าจะคล้ายกับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ให้คณะรัฐประหารนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้ได้เลย ถ้าประเมินจากท่าทีของมีชัยที่เห็นว่าให้ใช้รัฐธรรมชั่วคราวไปก่อน หรือวิษณุ ที่เสริมว่าให้เพิ่มบางมาตราเข้าไป หรือเอารัฐธรรมนูญเก่ามาดัดแปลง จึงเป็นไปได้ที่ คสช.จะนำรัฐธรรมนูญเก่าฉบับใดฉบับหนึ่งกลับมาแก้ไขใหม่เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 

แต่จะใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือแค่ประกาศให้ประชาชนทราบแล้วทำเลย คำตอบจากสองมือกฎหมายคือ เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำลังประเมินอยู่... 
--------

เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2559

- 29 มกราคม 2559 กรธ.เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแรก
- 16-20 มีนาคม 2559 กรธ.ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะ
- 29 มีนาคม 2559 ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ
- 30 มีนาคม 2559 กรธ.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ครม.
- อาทิตย์แรกของเดือนเมษายน 2559 ครม.แจ้ง กกต.เพื่อดำเนินการจัดออกเสียงประชามติ
- 8 เมษายน 2559 เริ่มพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ และสรุปสาระสำคัญ
- 27 เมษายน 2559 เริ่มส่งร่างรัฐธรรมนูญ แก่ครัวเรือน
- 20 มิถุนายน 2559 ส่งร่างรัฐธรรมนูญครบ 80% ของครัวเรือน
- 21 มิถุนายน 2559 กกต.ประชุมพิจารณากำหนดวันออกเสียง
- 22 มิถุนายน 2559 กกต.ประกาศวันออกเสียงประชามติ
- 31 กรกฎาคม 2559 วันออกเสียงประชามติ
---------------
#รัฐธรรมนูญ



"เพื่อไทย" อัด ร่างรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เปิดโอกาสให้มีการสืบทอดอำนาจ

"เพื่อไทย" อัด ร่างรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เปิดโอกาสให้มีการสืบทอดอำนาจมีรัฐบาลที่อ่อนแอ ให้อำนาจองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ควบคุมรัฐบาลที่มาจากประชาชน

  ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอความเห็นมาโดยตลอดว่าประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดี มีความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล เคารพในสิทธิมนุษยชน ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรมมีดุลยภาพและความรับผิดชอบขององค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอย่างเหมาะสม ให้ความเคารพในอำนาจตัดสินใจของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์และผลักดันการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
  พรรคเพื่อไทยได้เคยเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสรุปสาระสำคัญโดยย่อดังต่อไปนี้
  1) ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงมิใช่เป็นของบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
  2) วางกลไกการบริหารจัดการประเทศที่ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลโดยมีระบบตรวจสอบ ที่เหมาะสมซึ่งประชาชนมีส่วนร่วม
3. ต้องให้อำนาจประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งผู้แทนโดยตรง และผู้นำฝ่ายบริหารต้องมาจากตัวแทนที่ประชาชนเลือกเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งที่สังคมไทยคุ้นเคยเข้าใจดีและไม่มีปัญหา มีแต่จะยิ่งสร้างความยุ่งยาก มีปัญหา และไร้ประสิทธิภาพ
    4. รัฐธรรมนูญต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ไม่ควรกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากจนเกินไป
  เมื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน และได้เผยแพร่ต่อประชาชนให้ได้รับทราบ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏไม่เป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล และไม่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ประชาชนตกผลึกแล้วประชาชนถูกรอนสิทธิ อำนาจอธิปไตยของประชาชนถูกลิดรอนและถูกควบคุมกำกับโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียงไม่กี่คนเป็นผู้ตัดสินชะตาอนาคตของประเทศ จะมีรัฐบาลที่อ่อนแอ ขาดเสถียรภาพ  ไม่อาจพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง คิดนโยบายระยะยาวไม่ได้ ไม่อาจแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนได้ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
  1. สร้างระบบเลือกตั้ง ที่จะนำไปสู่การมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ตัดสิทธิของประชาชนที่มีโอกาสได้แยกเลือกผู้สมัครเขตออกจากการเลือกพรรคการเมือง สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนบังคับประชาชนให้ลงคะแนนเลือกเฉพาะผู้สมัครเขต รัฐบาลอ่อนแอไม่อาจแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศ และไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
  2. ระบบเลือกตั้งใหม่จะนำไปสู่ความอ่อนแอของพรรคการเมือง นำไปสู่การต่อรองทางการเมือง และจะนำไปสู่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารโดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิใช่ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดจะนำไปสู่การถดถอยของประชาธิปไตยและอำนาจของประชาชน
  3. เพิ่มอำนาจ ให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนฝ่ายการเมือง และฝ่ายต่างๆ วินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญ ได้อย่างกว้างขวาง มีสิทธิขาดในการตีความรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยสร้างวิกฤตให้กับประเทศมาแล้วมากมายหลายครั้งเคยตัดสินคดีที่แสดงถึงการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉลหลายต่อหลายคดี ศาลรัฐธรรมนูญจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายตัวแทนของประชาชน
  4. ให้องค์กรอิสระ (กกต. , ปปช. , สตง.) มีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภาโดยการชี้ทิศทางและความเป็นไปในการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้รัฐบาลและรัฐสภาขาดความเป็นอิสระในการบริหารราชการแผ่นดินและในการตรากฎหมาย องค์กรเหล่านี้จะทำหน้าที่ต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศและประชาชนได้
  5. การให้ ส.ว. ทั้งหมดมาจากการสรรหาของคนเพียงกลุ่มหนึ่งแสดงถึงการไม่เคารพในสิทธิของประชาชนที่จะเลือกผู้แทนของตนเองและความถดถอยของประชาธิปไตยไปมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เสียอีก ทั้งนี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจปัจจุบันได้สร้างระบบตัวแทนของตนเองเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป
  6. กำหนดกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้ไม่อาจแก้ไขได้เลย เพราะต้องใช้เสียงวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาอย่างน้อยหนึ่งในสามและเสียงจากทุกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 10จะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตรัฐธรรมนูญขัดขวางการพัฒนาการเมืองและการพัฒนาประเทศอย่างสำคัญ
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามที่ กรธ. อ้างเสมอ แต่ก็ได้เห็นแล้วว่าผู้ร่างมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบเพียงใด ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีมาตรการและระบบตรวจสอบในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 เลยแม้แต่น้อย เปิดโอกาสให้มีการรับผลประโยชน์ตอบแทนได้หลายทาง หลายตำแหน่งในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น ก็มุ่งควบคุมแต่เฉพาะภาคการเมือง ละเว้นที่จะกำหนดมาตรการอื่นๆ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากฝ่ายอื่นๆ เช่นการกำหนดให้ฝ่ายอื่นๆ ซึ่งใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนองค์กรอิสระทั้งหลาย และข้าราชการระดับสูง เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ และเมื่อโครงสร้างของระบบการเมืองและการปกครองประเทศซึ่งเป็นโครงสร้างระดับบนมีปัญหาและประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงในกระบวนการได้มาซึ่งองค์กรตรวจสอบต่างๆ แล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะเกิดวิกฤตทางอำนาจตามมา อันจะทำให้การแก้ปัญหาการทุจริตไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงและโดยที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นในบรรยากาศแห่งการเสแสร้งรับฟังความคิดเห็นในระดับหนึ่งเพื่อให้ดูชอบธรรมแต่ไม่สนใจข้อเสนอแนะที่ให้ยึดหลักสากลและเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายกว่าร่างเดิม มีการสืบทอดอำนาจแบบแยบยลและเพิ่มอำนาจให้องค์กรต่างๆขึ้นมากมายเพื่อครอบงำรัฐบาลที่ถูกออกแบบมาให้อ่อนแอกำหนดให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบทุกอย่าง แต่คณะรัฐประหารและองค์กรสืบทอดอำนาจทำอะไรก็ได้ทุกอย่างโดยให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมดและเป็นที่สุด ห้ามฟ้องร้ององค์กรที่มาจากการเลือกตั้งต้องดำรงตนอยู่ในหลักนิติธรรม แต่องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่นอกหลักนิติธรรมได้ที่กล่าวนี้ยังไม่รวมถึงเนื้อหาของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญที่อาจจะหมกเม็ดอีกมาก
       ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือ ถอยหลังลงคลอง และยังทำให้ความคิดแบบเผด็จการอำนาจนิยมสามารถกดหัวประชาชนต่อไป ยากที่ประเทศจะกลับคืนสู่สันติสุขได้พรรคเพื่อไทยจึงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญดังที่ปรากฏนี้ พรรคเพื่อไทยขอเรียนย้ำว่า รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขาดความต่อเนื่องของนโยบาย ขาดความเชื่อมั่นของต่างชาติ ผลจากการรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน การบริโภคหยุดชะงัก การลงทุนหดหาย การลงทุนภาครัฐขาดประสิทธิภาพ การส่งออกหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจฐานรากตกต่ำ ประชาชนยากลำบากอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  พรรคเพื่อไทยหวังว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้มีอำนาจทั้งหลายจะได้ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากว่าร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้มีผลบังคับใช้ และควรหาทางแก้ไขเสียเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายพอที่จะยอมรับได้ และไม่เป็นต้นตอแห่งวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  รัฐบาลประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะสามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น และเกิดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตของพี่น้องประชาชนได้

    พรรคเพื่อไทย
  29 มกราคม 2559

อ่าน ‘คำชี้แจงกรรมการนโยบายฯ’ ปมที่มา ‘ผอ.ไทยพีบีเอส’- พนักงานยื่นข้อเสนอ ‘เปิดทาวน์ฮอลล์’ วงใหญ่

29 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 15.00 น. ตัวแทนพนักงานไทยพีบีเอสรวมตัวกันยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เพื่อทวงถามความคืบหน้า หลังการยื่นหนังสือเปิดผนึกเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ตั้งคำถามต่อกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผอ.ส.ส.ท.) หรือ ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่
โดยตัวแทนพนักงานตั้งข้อสังเกตว่า ผอ.ส.ส.ท.คนใหม่ อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 32 (3) ที่ระบุว่า ผอ.ส.ส.ท.ต้องมีคุณสมบัติ "มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือการสื่อสารมวลชน"
20162901163632.jpg
การยื่นหนังสื่อครั้งนี้ยืนยันคำถามเดิมพร้อมยื่นรายชื่อพนักงานที่รวบรวมได้เพิ่มเติม อีกทั้งมีการยื่นข้อเสนอให้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมาขึ้น ดังนี้
1.ให้ชี้แจงหลักเกณฑ์และเหตุผลต่อสาธารณะถึงการพิจารณาคุณสมบัติ ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่ ว่าตรงตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ อย่างไร โดยไม่ใช่การอธิบายขั้นตอนกลไกการพิจารณาเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นการตีความคุณสมบัติ ผอ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเชื่อมโยงถึงอนาคตขององค์การฯ
2.เพื่อสร้างบรรยากาศและบรรทัดฐานของ “สื่อเพื่อสาธารณะ เที่ยงตรง โปร่งใส สังคมเป็นธรรม” ตามปรัชญาขององค์การฯ ขอให้เปิด Town Hall เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าวต่อประชาคมไทยพีบีเอสภายในวันศุกร์ ที่ 5 ก.พ. 2559 โดยเปิดเผยข้อมูล พร้อมแสดงเอกสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสรรหา ทั้งจากคณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส
“การชี้แจงและอธิบายต่อสาธารณะเป็นหนทางของอารยชนที่พึงกระทำเมื่อเกิดบรรยากาศแห่งความสงสัยคลางแคลง เราหวังอย่างยิ่งว่าประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย และคณะกรรมการสรรหา ผอ.ส.ส.ท. จะไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” เอกสารของพนักงานไทยพีบีเอสระบุ
20162901163658.jpg
ด้านคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. มีตัวแทน คือ รุ่งมณี เมฆโสภณ กรรมการนโยบายด้านกิจการสื่อสารมวลชนและ สมพันธ์ เตชะอธิก กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย มารับหนังสือจากพนักงาน พร้อมมอบเอกสารคำชี้แจงของกรรมการนโยบาย เรื่อง การสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะให้กับพนักงาน
รายละเอียดคำชี้แจงมี ดังนี้
คำชี้แจงของคณะกรรมการนโยบาย
เรื่อง การสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
สืบเนื่องจากการที่พนักงาน ส.ส.ท. จำนวน 32 คนได้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ลงวันที่ 26 มกราคม 2559 ขอให้คณะกรรมการนโยบายชี้แจงเรื่องกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต่อสาธารณะ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายมีมติเลือกผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม ศกนี้ นั้น
คณะกรรมการนโยบายขอขอบคุณพนักงานที่มีความห่วงใยองค์การและขอชี้แจงดังนี้
ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นั้น มาตรา 32 (3) ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ระบุว่า “มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน” นั้น คุณสมบัติดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกด้านกฎหมายสื่อสารมวลชน ทั้งภาควิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งภาคประชาสังคม รวมถึงได้หารือเพิ่มเติมประเด็นนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีข้อสรุปว่า คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ มิได้ขัดกับมาตรา 32 (3) ของพระราชบัญญัติ ส.ส.ท. พ.ศ. 2551
กรณีที่มีความเข้าใจโดยทั่วไปว่า ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต้องมีประสบการณ์ตรงด้านสื่อนั้น เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิทัศน์สื่อมีการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีทางการสื่อสารก้าวหน้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานสังกัดองค์กรสื่อสารมวลชนหรือมีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง
คณะกรรมการนโยบายขอเรียนให้ทราบทั่วกันว่า คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ตระหนักถึงความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. มาตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชุดนี้ ไม่มีคณะกรรมการนโยบายร่วมอยู่ เพื่อความโปร่งใสและหลีกเลี่ยงข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายยังได้ปรับคุณสมบัติอื่นๆ ในการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น คุณสมบัติทางการศึกษาและประสบการณ์ในการบริหารองค์การขนาดใหญ่ อีกทั้งได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแก้คุณสมบัติของพนักงานให้สอดคล้องกับแนวทางข้างต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติด้วย
คณะกรรมการนโยบายขอขอบคุณและยินดีอย่างยิ่งที่พนักงานและสาธารณะชนส่วนหนึ่ง ให้ความสนใจต่อกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ครั้งนี้ ส.ส.ท. เป็นองค์การสาธารณะที่มีเจตจำนงที่จะให้ประชาคมทั้งภายในและภายนอกมีส่วนร่วมในการผลักดันสื่อสาธารณะแห่งนี้ เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง
คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.
29 มกราคม 2559
 

20162901163524.jpg

มาแล้ว! ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”


วันนี้ (29 มกราคม) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงร่างเบื้องต้นต่อสื่อมวลชน ถึงร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น  โดยเนื้อหาของรัฐ
ธรรมนูญนั้น มีทั้งหมด 270 มาตรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรธ.ได้แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 ทำงานวันแรกในวันที่ 6 ตุลาคม มีกำหนดการเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกในวันที่ 29 มกราคม รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 117 วัน หักวันหยุด 40 วัน คงเหลือ 77 วัน ทั้งนี้สำหรับร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวน 94 หน้า แบ่งเป็น 15 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3.สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. คณะรัฐมนตรี. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10.ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น และ15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล นอกจากนี้ ยังเผยแพร่สิ่งพิมพ์ สรุปหลักการสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น จำนวน 55 หน้า บทความสรุปสาระสำคัญ ของระบบเลือกตั้งส.ส. การเลือก ส.ว. และสาระคัญ เรื่องการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจด้วย
อ่านรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ คลิ๊กที่นี่ 

มีชัยเปิดตัวร่างรธน.

“มีชัย” เปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญ 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงเปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญ เน้นประเด็นปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยให้สัมภาษณ์สื่อ หวังเห็นไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว 

บ่ายนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงเปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญซึ่งพร้อมให้ประชาชนดาวน์โหลดเนื้อหาและอินโฟกราฟิกแล้ว โดยหลังจากนี้จะส่งเอกสารให้กับ “แม่น้ำ 4 สาย” คือ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมถึงจะส่งเอกสารให้กับพรรคการเมืองและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งเปิดตัวนั้น มีความยาวทั้งสิ้น 270 มาตรา โดยคณะกรรมการได้แจกเอกสารฉบับย่อ 36 หน้าให้กับผู้สื่อข่าวที่เข้าฟังการแถลง โดยการแถลงข่าวนั้นนายมีชัยระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้น 

ขณะที่สิ่งที่เป็นที่จับตาของหลายฝ่ายคือบทเฉพาะกาล ซึ่งกำหนดให้ คสช. ครม. สนช. อยู่ทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการทำงานของตำรวจ โดยมาตราสุดท้าย ได้บัญญัติรับรองให้บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลบังคับชอบด้วยกฎหมายต่อไป 

ทั้งนี้ สภาปฏิรูปประเทศจะอยู่ต่อไปอีก 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และกำหนดให้สมาชิกแม่น้ำ 4 สาย ที่ตั้งขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่าน สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.และ สว.ได้ โดยการลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 

ขณะที่ทางฝ่ายนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้า และให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการหารือนานกว่า 30 นาที ระบุว่าจะอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะเปิดตัว ในขณะที่ ก็คาดหวังว่าประเทศไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว #ThaiConstitutionDraft

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’
12633532_1005355702871100_2834334788944929587_o
ชื่อของ “บริษัทบารอน เวิลด์ เทรด จำกัด” ปรากฏขึ้น ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงกับชาวเลดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนชาวไทยใหม่ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
ชาตรี หมาดสตูล ผู้แทนบริษัทบารอนฯ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2559 ภายหลังเกิดเหตุชายฉกรรจ์ 100 ราย ปะทะกับชาวเลจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 10 รายว่า สาเหตุที่นำเครื่องจักรกลมาปิดทางสัญจรไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจากต้องการปรับไถพื้นที่ในการก่อสร้างวิลล่า จำนวน 17 ห้อง บนเนื้อที่ 33 ไร่
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้สักครั้ง เนื่องจากถูกชาวไทยใหม่ขับไล่
ชาตรี ย้ำว่า บริษัทบารอนฯ มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย และที่ผ่านมาก็ได้ตรวจสอบโฉนดกับสำนักงานที่ดินภูเก็ตมาหลายรอบแล้ว ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง
“บริษัทบารอนฯ ได้ขออนุญาตทางจังหวัดในการเข้าปรับพื้นที่ โดยทางจังหวัดก็อนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้ ส่วนที่ดินผืนดังกล่าวมีการซื้อขายกันมา 3 ครั้งแล้ว โดยครั้งนี้เป็นของบริษัทบารอนฯ” ชาตรี ระบุ
“สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมกรีนนิวส์” ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทบารอนฯ จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2533 ทะเบียนเลขที่ 0105533082564
สำหรับคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัทบารอนฯ มีทั้งสิ้น 5 ราย ประกอบด้วย 1.นางสุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล 2.นายพิชัย โกมลวิทยาธร 3.นายชาลี โสภณพนิช 4.นายวิวัฒน์ สุทธิพงษ์ชัย 5.นางสาวิตรี รมยะรูป โดยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท
บริษัทบารอนฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 49 อาคารเอเชียเสริมกิจ ชั้น 8 ซอยพิพัฒน์ (สีลม3) ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยระบุประเภทกิจการว่า “ลงทุนในหลักทรัพย์”
ชื่อของ “ชาลี โสภณพนิช” และ “สุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล” เคยตกเป็นข่าวเมื่อประมาณต้นปี 2553 ในฐานะ 2 ใน 8 คณะกรรมการบริษัท “จันทบุรีคันทรีคลับ” จำกัด และบริษัท “สวนจันทบุรี” ซึ่งถูกกล่าวหาว่า “บุกรุกป่าสงวน” บนเขาสอยดาว รวมพื้นที่กว่า 482 ไร่ เพื่อสร้างเป็นสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์
ขณะนั้นบริษัทสวนจันทบุรี ครอบครองที่ดินประมาณ 4,010 ไร่เศษ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาสอยดาว เขตป่าไว้ถาวรเขาสอยดาว และได้มีการสร้างลวดหนามล้อมรอบพื้นที่ไว้ทุกด้าน โดยอ้างว่ามีโฉนดที่ดิน จำนวน 5 แปลง ที่ดินที่เตรียมออกโฉนด จำนวน 6 แปลง และที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ
ที่สุดแล้ว อัยการสูงสุดชี้ขาดว่าสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์มีเจตนารุกล้ำเข้ายึดถือครอบครองที่ดิน จึงมีความเห็นให้สั่งฟ้องบริษัท สวนจันทบุรี และให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากบอร์ดบริษัทบารอนฯ แล้ว ปัจจุบัน “ชาลี” ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 8 ในกิจการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี “สุชาดา” ซึ่งถือหุ้นในบริษัทเดียวกันนี้ ในลำดับที่ 3
“ชาลี” ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี “ธนาคารกรุงเทพ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมี “สุชาดา” ถือหุ้นเป็นลำดับที่ 12
“ชาลี โสภณพนิช” เป็นบุตรชายของ นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรรมการธนาคารกรุงเทพ (BBL) และผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 16 สัดส่วน 0.89%
ความเชื่อมโยงข้างต้น นำมาสู่การยื่นหนังสือของ “ชาวเลราไวย์”
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2559 ชาวเลราไวย์ ได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือถึง “ชาตรี โสภณพนิช” ในฐานะประธานบอร์ด BBL และบิดาของ “ชาลี” ขอความช่วยเหลือให้ประสานบุตรชาย เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
————————————————-
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม Greennews

“นิพิฏฐ์”ซัดร่างรธน.มีชู้-กรธ.โกหกหน้าตาย อ้างกม.ขยายเวลาเลือกตั้ง หวังอยู่ในอำนาจ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญทำให้โรดแมปขยายเวลาออกไปเป็น 6-4-8-5 ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่นักการเมืองจะพูดว่ารับได้หรือรับไม่ได้ เพราะอยู่ที่เหตุผล และความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากโรดแมปนี้มาจากกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ต้องวางแผนไว้อยู่แล้ว ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นว่าโรดแมปเดิม คือ 6-4-6-4 นั้นเหมาะสม อีกทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็เคยแก้ไขมาแล้ว แต่ไม่ได้แก้ไขให้ขยายโรดแมป และถ้าจะเลื่อนโรดแมปออกไปจะต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 อีก แต่เกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป จะทำให้สังคมประชาธิปไตยทั้งในประเทศและสังคมโลกจับตาระแวงด้วยความสงสัย ตนยืนยันว่าไม่ได้พูดเพราะกลัวว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง แต่การที่คนที่อยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย ถูกตั้งคำถามว่า เห็นด้วยหรือไม่นั้น ตอบยากมาก เพราะถ้าเราจะตอบว่าสนับสนุนก็เท่ากับว่า ส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจพิเศษอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย
“ดังนั้น การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.จะขยายโรดแมปออกไป โดยอ้างว่าต้องทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่ จะมาเลื่อนโรดแมปออกไปง่ายๆ โดยไม่มีเหตุผลไม่ได้ เรื่องนี้จะกลายเป็นการโกหกหน้าด้านๆ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญต้องรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเตรียมออกพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะกฎหมายพ่อและแม่ ต้องไปพร้อมกันกับลูก ถ้าพ่อกับแม่หน้าตาอีกอย่าง แต่ลูกกลับออกมาหน้าตาอีกอย่าง แสดงว่า ไม่พ่อก็แม่ ไปมีชู้ ดังนั้น ถ้ายึดตามโรดแมปที่นายมีชัยระบุ แสดงว่าตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญกำลังมีชู้ เพราะลูกออกมาหน้าตาไม่เหมือนและแปลกออกไปจากเดิม ทำให้โรดแมปต้องเลื่อนออกไป ซึ่งถ้าจะเลื่อนโรดแมป จะต้องมีการชี้แจงให้เหมาะสมชัดเจน” นายนิพิฏฐ์กล่าว