PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มท.ชงโยกย้ายซี10ลอตแรก พท.-ปชป.ชิงดักคอแก้รธน.

ไทยรัฐ

ปชป.-พท.ประสานเสียงดักคอ กรธ.วิรัตน์ ลั่นอย่าทำหัวหมอปรับแก้ รธน.เกินคำถามพ่วง นิพิฏฐ์ ขู่บิดเบือนหลักการเจอส่งศาล รธน.ตีความรัชดาชงโมเดลไพรมารี่เลือก ส.ส.ชัยเกษม ย้ำคำ มีชัยไม่ใช้ทางลัด อำนวยเตือนคิดให้ดีผลที่จะตามมาสามารถเชื่อแต่งตัวนายกฯคนนอกรอแล้วนิกรชี้พรรคเก่าแก่ไม่ยอมเป็นเป้านิ่งแน่ กรธ.ยันต้องยึดตามสเต็ป ม. 272 ให้สิทธิ ส.ส.ซาวเสียงก่อน ยังไม่พอใจร่าง กสม.เรียกแจงซ้ำ สนช.ส่ง สุรชัย เคลียร์เจตนาตีความไปถึงไหน พีระศักดิ์ ยึดหลักการไม่มีหมกเม็ด ไพบูลย์ ฟุ้งหนักดัน บิ๊กตู่ นั่งนายกฯ คนนอก 100% มท.ชงโผโยกย้ายซี 10 ลอตแรกเข้า ครม. ลือหึ่งต่ออายุ ฉัตรชัย-มณฑลโยกประยูรนั่งรองปลัดฯ เด้ง ผวจ.ตรัง-เพชรบุรี เข้ากรุ ราชทัณฑ์รีบแจงไผ่ ดาวดินยังอยู่ดี แอมเนสตีฯไล่บี้หนัก ดึงสมาชิกทั่วโลกร่วมกดดันรัฐบาลปล่อยตัวไร้เงื่อนไขการพิจารณาปรับแก้ไขบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามคำถามพ่วง ยังคงถูกจับตามอง จากฝ่ายต่างๆ ว่าจะเป็นไปตามพิมพ์เขียวเปิดให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นัดถกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เจ้าของคำถามพ่วง เพื่อเคลียร์หาความชัดเจนแล้วกรธ.คาดบทเฉพาะกาลเสร็จ ส.ค.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาปรับแก้ไขบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามคำถามพ่วง ว่าวันที่ 19 ส.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะส่งตัวแทนมาประชุมกับ กรธ. เพื่อให้ความเห็นประเด็นคำถามพ่วง ทั้งเรื่องเจตนารมณ์และเนื้อหาว่าต้องปรับแก้ไขจุดใด เชื่อมโยงไปที่มาตราใดบ้าง โดยเฉพาะในมาตรา 272 คาดว่า กรธ.จะแก้ไขเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ การปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่ประชาชนให้ความเห็นชอบ หากจะบอกว่าง่ายก็ไม่ถึงกับง่าย เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกันอยู่ กรธ. จะทำแบบรวดเร็วโดยไม่สนใจเรื่องรายละเอียดคงไม่ได้ เราต้องดูทั้งหมดด้วย ยอมรับเป็นห่วงเรื่องระยะเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ที่มีเวลาจำกัด เป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เป็นกฎหมายอื่นอีก 6 ฉบับ แบ่งเป็นเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ 4 ฉบับ อีก 2 ฉบับที่เป็นเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับศาล กรธ.ได้ประสานเป็นการภายในให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการแล้ว ส่วนจะมีการเพิ่มเติมสัดส่วน กรธ.เข้ามาอีกหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ทาบทามใครเข้ามา

นายกฯคนนอกยึดสเต็ป ม.272

นายเธียรชัย ณ นคร กรธ.กล่าวว่า กรธ.ส่วนใหญ่ เห็นตามหลักการว่า ขั้นตอนการลงมติและเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องยึดตามมาตรา 88 มาตรา 159 และมาตรา 272 คือ ส.ส.จะต้องเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามบัญชี หากเลือกกันไม่ได้ต้องให้ ส.ส. จำนวน 250 คน จาก 500 คน หรือเกินกึ่งหนึ่ง มีมติเพื่อไปขอเสียงจากสมาชิกรัฐสภา 500 คน จาก 750 คน หรือ 2 ใน 3 สำหรับการงดเว้นให้ ส.ส.สามารถเสนอชื่อนายกฯนอกบัญชีได้ กรธ. เห็นว่าสเต็ปที่วางไว้เป็นตามหลักการที่จำเป็น คือต้องคงความสำคัญของ ส.ส.ในการเสนอบัญชีนายกฯไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง และในคำถามพ่วงมีถ้อยคำเพียงให้ ส.ว.มีส่วนร่วมลงมติเลือกนายกฯเท่านั้น ไม่มีถ้อยคำให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แต่ต้องรอหารือร่วมกับ สนช.ก่อน จึงจะทราบว่าเจตนาของคำถามพ่วงคืออะไร และยังต้อรอดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ขอคุย สนช.เจตนาตีความถึงไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุม กรธ. เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธาน ที่ประชุมยังไม่ตัดสินใจว่าจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับหรือไม่ จะรอความชัดเจนหลังการพูดคุยกับ สนช.ก่อน โดยเฉพาะมาตรา 272 เรื่องข้อยกเว้นเปิดช่องนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้ง มาแก้ไขวรรคเพิ่มเติมตามคำถามพ่วง ต้องพูดคุยให้ชัดเจนว่าแปลความหมายอย่างไร ต้องการแค่ไหนอย่างไร การตีความหมายของ กรธ. ถูกต้องตรงตามเจตนาหรือไม่ รวมไปถึงการพิจารณาออกกฎหมายลูกฉบับอื่น ยังมีเวลาก่อนตัดสินใจว่าจะตั้งอนุกรรมการหรือไม่

ให้อำนาจ มีชัย แต่งตั้ง กรธ.เพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรธ.เตรียมยกเลิกอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกชุด ที่ตั้งขึ้นมาในช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด รวมถึงทีมโฆษก กรธ.ก็จะยกเลิกทั้งหมดเช่นกัน นายมีชัยสั่งการในที่ประชุมให้นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.รับผิดชอบเป็นผู้ให้ข่าวเพียงคนเดียวนับจากนี้ ส่วนจะพิจารณาตั้ง กรธ.เพิ่มหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดให้ตั้ง กรธ.ได้ 30 คน จึงสามารถตั้งเพิ่มได้อีก 9 คน เพราะขณะนี้มี กรธ.รวมทั้งสิ้น 21 คน ที่ประชุมจึงมอบอำนาจให้นายมีชัยเป็นคนตัดสินใจเพียงคนเดียวว่าจะตั้ง กรธ.เพิ่มหรือไม่ หรือเห็นสมควรจะเลือกใครมาเป็น กรธ. เพราะใน 21 คนชุดเดิมนี้ นายมีชัยเป็นคนเลือกเอง

พีระศักดิ์ยันยึดหลักการไม่หมกเม็ด

วันเดียวกัน นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.กล่าวว่า การนัดหารือพูดคุยระหว่าง สนช. กับ กรธ. เพื่อพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง ทำให้งานเป็นไปตามโรดแม็ป ตามขั้นตอนไม่โยนกันไปมา เราเพียงเสนอไปแต่จะรับฟังปรับแก้ แค่ไหน ขึ้นอยู่กับ กรธ. แต่ยืนยัน สนช.จะไม่เสนอ หรือทำอะไรเกินเลยจากหลักการ ไม่ต้องกังวล เรา คำนึงถึงหลักความถูกต้อง ที่นักการเมืองบอกถ้าทำเกินเลยหลักการ อาจมีคนส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น คงไม่ต้องส่ง เพราะเมื่อ กรธ. แก้ไขร่างเสร็จต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่ดี ไม่ต้องเป็นห่วง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เราระมัดระวังเต็มที่ ไม่หมกเม็ด ไม่หัวหมอแน่ อย่ากังวลเกินไป

แต่ สนช.จะเอาปลดล็อกข้ามหัว ส.ส.

ด้านนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.กล่าวว่า กมธ.จะพิจารณาหาข้อสรุปว่า ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตราใดบ้างให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง ส่วนมาตรา 272 เรื่องการงดเว้นนายกฯนอกบัญชีนั้น เห็นด้วยกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ว่า หากการประชุมร่วมรัฐสภานัดแรกเพื่อร่วมกันลงมติเลือกนายกฯไม่ได้ ก็ให้ขอมติ 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้สามารถเสนอชื่อนายกฯนอกบัญชีได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ 2 ขยัก คือให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมีมติก่อนจึงค่อยขอเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา

ส่งสุรชัย แจงเจตนารมณ์ต่อ กรธ.

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช.กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เข้าชี้แจงที่มาและเหตุผลของคำถามพ่วงต่อ กรธ. ในวันที่ 19 ส.ค. ซึ่ง สนช.จะชี้แจงโดยตีความตัวอักษรของคำถามพ่วงเป็นหลัก เพื่อเป็นแนวทางให้ กรธ.นำไปปรับแก้ไขก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ยืนยันว่า สนช.จะไม่ชี้แจงเกินตามที่ สนช.ได้ไปชี้แจงกับประชาชน

โดยเฉพาะอำนาจ ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามคำถามพ่วงนั้น จะไม่ให้อำนาจ ส.ว.อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน

กรธ.ไม่พอใจร่าง กสม.เรียกแจงซ้ำ

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรธ.กล่าวว่า กรธ.ได้นำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ กสม.ชุดปัจจุบันนำเสนอมาพิจารณา แต่เห็นว่าเนื้อหายังไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.จึงมีมตินัดกสม.มาชี้แจงอีกรอบวันที่ 31 ส.ค. ส่วนเรื่องการปรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง กรธ.ยังไม่มีมติว่าจะแก้ไขในมาตราใดบ้าง ต้องรอฟังตัวแทนของ สนช.วันที่ 19 ส.ค.ก่อน ทั้งนี้ในหลักการของการปรับปรุงร่าง ต้องให้เป็นไป ตามเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.เป็นผู้เขียนบทบัญญัติในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย

สดศรี ค้านเซ็ตซีโร่ล้างไพ่ใหม่

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกระแสการเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง ว่า ไม่เห็นด้วยกับการเริ่มต้นโดยเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด เหมือนกับการยุบพรรค ต้องเริ่มต้นหาสมาชิกใหม่ ต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ การเริ่มต้นใหม่อาจเป็นปัญหากับพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมได้ โดยเฉพาะพรรคที่ก่อตั้งมานาน ส่วนกรณีมีข่าวว่าคณะทำงานยกร่างกฎหมายลูกของ กกต. เตรียมนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2524 มาเป็นแนวทางการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น มองว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ควรต้องไปดูว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ เอื้ออำนวยกับการใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2524 หรือไม่ เท่าที่ดูน่าจะไปกันไม่ได้ เพราะหลักของการทำกฎหมายลูกจำเป็นต้องดูกฎหมายแม่ หรือตัวรัฐธรรมนูญเป็นหลัก อยากฝากให้ กกต.พิจารณาว่าการยกร่างกฎหมายลูก ควรดูที่เนื้อหาของตัวรัฐธรรมนูญ มากกว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2524

ปชป.ดักคอห้ามหัวหมอคิดเอาเอง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ที่เพิ่งผ่านประชามติไปนั้น การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องให้ ส.ส.เป็นผู้เสนอชื่อเลือกนายกฯตามบัญชี แต่ถ้าเลือกกันไม่ได้ ในบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ต้องให้เสียงกึ่งหนึ่งของ ส.ส.หรือเกิน 250 คน เสนอต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ จากนั้นจึงใช้เสียงของรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ ถือเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่เสนอให้ประชาชนลงประชามติ ดังนั้นจะปรับแก้ไขกันอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามหลักการนี้ และคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติแล้ว ใครจะไปตัดตอน เพิ่มเติม ให้ขาดหรือเกินไปจากนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าไม่เคารพเสียงของประชาชน

นิพิฏฐ์ ขู่บิดเบือนส่งศาล รธน.แน่

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจะเสนอให้โหวตนายกฯคนนอกนั้น ตามหลักการ ส.ส.ต้องได้เลือกก่อน ตามบัญชีรายชื่อที่เสนอมาของแต่ละพรรค แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ค่อยไปขอยกเว้น โดยต้องให้ ส.ว.ยินยอมด้วย แต่ถ้ามีใครมาแก้ไขโดยตัดข้ามขั้นตอนของ ส.ส.ออกไป คิดว่าทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นรูปแบบการเลือกนายกฯจะต่างจากร่างที่นำไปให้ประชาชนลงประชามติ เรื่องนี้ไม่อยากให้คิดว่าใครโกหกหรือไม่โกหก แต่ตนไม่คิดว่าใครจะกล้าทำ ถ้ามีคนทำอาจต้องถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และไม่เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติไป

รัชดาชงโมเดลไพรมารี่เลือก ส.ส.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีข้อเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ควรนำระบบไพรมารี่เพื่อเลือกตัวแทนประชาชนที่จะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ของแต่ละพรรค ในทุกเขตเลือกตั้งก่อน เปิดโอกาสให้คนดีที่เป็นเลือดใหม่เข้ามา จึงจะปฏิรูปการเมืองได้ระดับหนึ่ง หากให้แต่ละพรรคทำกันเองคงไม่ได้เปิดกว้าง เพราะไม่ใช่ทุกพรรคที่มีสาขาพรรคครอบคลุมทุกเขตเลือกตั้ง สุดท้ายก็ได้ผู้สมัครที่ใกล้ชิดกับสาขาพรรค และส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิมๆ หากการเมืองไม่ต้องใช้ทุนเป็นตัวตั้ง เชื่อว่าการทุจริตคอร์รัปชัน การซื้อสิทธิขายเสียงจะลดน้อยลง จึงขอให้ผู้ร่างกฎหมายลูกออกแบบโดยคำนึงถึง 1.ส่งเสริมให้คนดีมีความสามารถเข้ามาเล่นการเมือง ต้องไม่ใช่การเมืองของคนรวย หรือใช้ทุนเป็นที่ตั้ง 2.ต้องไม่เป็นภาระทางการเงินต่อพรรคการเมือง หากยิ่งต้องใช้เงิน จะยิ่งเปิดช่องให้นายทุนเข้ามีบทบาทต่อพรรค กลับเข้าสู่วงจรเดิม ไม่ได้นักการเมืองน้ำดีในวงการเมืองไทยยุคปฏิรูป

สาธิต เห็นลางจะโดนเซ็ตซีโร่

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้ กรธ.ตั้งหลักคิดให้ดีในการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง แม้จะมีการยืนยันว่าไม่มีการเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่ แต่มีข่าวออกมาว่าจะมีการเขียนกฎหมายพรรคการเมืองโดยอิงมาจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2524 ก็เสมือนเป็นการเซ็ตซีโร่เช่นกัน หากต้องการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็งจริง ก็ควรให้พรรคการเมืองพัฒนาการตัวเอง กฎหมายที่ออกมาต้องเอื้อต่อการสนับสนุนพรรค ไม่ใช่บั่นทอนพรรคใหญ่ที่มีมาแต่เดิม และส่งเสริมพรรคขนาดกลางและเล็กให้มีอำนาจต่อรอง การเมืองจะมีเสถียรภาพได้อย่างไร ยิ่งทราบว่า สปท.เสนอแนวคิดลักษณะบังคับประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค การเมืองทุกคน ต้องเสียเงินค่าสมาชิกพรรคปีละ 200-300 บาท โดยอ้างเหตุผลว่าทุกคนจะได้มีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของพรรค แต่ตนกลับเห็นว่าเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนที่ต้องการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะทุกคนต่างมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว

ใช้นอมินีทำแทนจะจัดการอย่างไร

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนกาตปฎิรูปประเทศ (สปท.) ที่ให้ผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องแสดงความจำนงล่วงหน้า 1 ปีก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และต้องผ่านการอบรมในหลักสูตรของ กกต. เพื่อนำใบรับรองที่ผ่านการอบรมและมีสิทธิสมัครลงรับเลือกตั้ง รวมถึงการห้ามใส่ซองช่วยงานบุญต่างๆของชาวบ้านนั้น เท่าที่หารือกับอดีต ส.ส.ยังมีความเห็นต่างอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าดี ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เสมอภาค แต่ในทางปฏิบัติจะควบคุมได้จริงหรือไม่

เพราะสามารถหลบเลี่ยงโดยใช้นอมินีได้ อาทิ ทีมงาน หรือคนสนิทของผู้สมัครใส่ซองแทน ที่สุดแล้วก็เป็นปัญหาอีก รวมถึงการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงนั้น ถามว่าหากผู้สมัครใช้นอมินีทำการแทน จะลงโทษอย่างไร ต้องเสียเวลาต่อสู้คดีอีกกี่ปี

ชัยเกษม ย้ำคำ มีชัยไม่ใช้ทางลัด

ที่พรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นที่มานายกฯคนนอกคงอยู่ที่ กรธ.แล้วว่าจะปรับแก้ไขอย่างไร แต่โดยหลักการต้องเกิดปัญหาเลือกนายกฯโดย ส.ส.ไม่ได้ก่อน แล้วถึงให้ ส.ว.มีสิทธิมาร่วมเลือก ถ้าไปทำตั้งแต่แรกเลย เท่ากับไม่ต้องเสนอ 3 ชื่อว่าเป็นใครเลย เอาตามใจชอบมาคิดแก้ในเวลานี้มันดูแปลกๆ กลายเป็นว่าไปลัดขั้นตอนที่ควรจะเป็น ประธาน กรธ.ก็พูดมาตลอดว่า ส่วนนี้มีไว้สำหรับการแก้ไขปัญหากรณีที่ไม่สามารถหาได้จากรายชื่อ

พท.เตือนคิดให้ดีผลที่จะตามมา

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เงื่อนไขของการได้มาซึ่งนายกฯคนนอก ตามร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องเกิดเฉพาะในภาวะวิกฤติ ที่ ส.ส.ไม่สามารถเลือกนายกฯได้ตามบัญชี ดังนั้น ก่อนจะใช้ช่องทางดังกล่าวจำเป็นต้องมีวิกฤติจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการยอมรับ และนำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีต หรือยิ่งกว่า เพราะขั้นตอนการเลือกนายกฯ อาจเกิดปัญหาการยอมรับจากประชาชน เพราะ ส.ว.ที่โหวตเลือกนั้นมาจากการแต่งตั้งที่ไม่ผ่านประชาชน ดังนั้น ก่อนที่รัฐสภาจะทำอะไร ต้องคิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมาด้วย

แต่งตัวนายกฯคนนอกรอไว้แล้ว

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบเปิดช่องให้มีนายกฯคนนอกอยู่แล้ว เพราะวิธีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมจะเกิดการเฉลี่ยคะแนน จนไม่มีพรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากจนแต่งตั้งนายกฯเองได้ และมี ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง เปรียบเหมือนพรรคการเมืองพรรคใหญ่รออยู่แล้ว ในที่สุดต้องเปิดช่องให้เลือกนายกฯคนนอก ซึ่งคาดว่ามีการเตรียมการไว้แล้ว สิ่งที่เป็นห่วงคือ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจต้องล้มลุกคลุกคลาน การทำงานติดขัด ต้องมาเสียเวลาจัดการเรื่องการเมือง ขาดโอกาสพัฒนาประเทศ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญก็เขียนให้แก้ยาก หากเกิดทางตันแล้วปัญหาจะวนมาเหมือนเดิมอีกหรือไม่

เชื่อพรรคเก่าแก่ไม่ยอมอยู่นิ่งแน่

ขณะที่นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ สปท. กล่าวว่า ทางพรรคคงต้องเริ่มมาพูดคุยกัน โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์ที่ คสช.กำหนด ส่วนการพิจารณากฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ ต้องเปิดรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ยังดีใจที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ยืนยันจะรับฟังความเห็นของฝ่ายการเมือง ส่วนกฎหมายเลือกตั้งก็ต้องฟังจาก 3 เส้า คือ กกต.คือผู้คุมกฎ พรรคการเมืองเป็นผู้เล่น และประชาชน เป็นผู้ใช้สิทธิ ถือเป็น 3 ส่วนสำคัญ ส่วนแนวคิดเรื่องเซ็ตซีโร่ ถ้ามองตื้นๆอาจมีผลดี แต่ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอจะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย แต่พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นคนไม่กลัวฝน เคยเปียกมาแล้วจากที่พรรคชาติไทยถูกยุบ จะเซ็ตซีโร่อีกก็ไม่มีความหมาย คสช.ต้องตอบให้ได้ว่าทำเพื่ออะไร ถ้ามีพรรคการเมืองที่มีอายุมากกว่าพรรคชาติไทยต้องถูกยุบ คงมองออกใช่หรือไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกกันอย่างไร คิดว่าเขาคงไม่อยู่เฉย กลายเป็นประเด็นขัดแย้งขึ้นมาอีก

ไพบูลย์ ฟุ้งดัน บิ๊กตู่ ถึงฝั่งฝัน

วันเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป และอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า แนวทางผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯรอบสองภายหลังการเลือกตั้งนั้น พรรคประชาชนปฏิรูปจะไม่เสนอบัญชีรายชื่อเพื่อชูบุคคลใดเป็นนายกฯ แต่จะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯคนนอกตามมาตรา 272 เพียงคนเดียว เชื่อว่าจะได้เป็นนายกฯ 100 เปอร์เซ็นต์ ประเมินว่าหลังการเลือกตั้งปลายปี 2560 พรรคประชาชนปฏิรูปจะได้ ส.ส.เข้ามามาก เพราะประชาชนเบื่อนักการเมืองระบบเก่า โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์จากผลการเลือกตั้งปี 2554 เดิมพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ประมาณ 270 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ได้ประมาณ 160 เสียง

เปิดไต๋กรุยทางนายกฯคนนอก

นายไพบูลย์กล่าวว่า เชื่อว่าสุดท้ายทั้ง 2 พรรคจะไม่มีใครได้เป็นนายกฯ แม้จะร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่คะแนนเสียงสนับสนุนคงไม่เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือเกิน 375 เสียง เนื่องจาก ส.ว.จำนวน 250 เสียง กับเสียงของพรรคประชาชนปฏิรูป และพรรค การเมืองอื่นจะงดออกเสียง หรืออีกกรณีหากพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จับมือกัน โดยมีพรรคขนาดกลางประกอบ แม้เสียงทั้งหมดก่อนโหวตนายกฯจะเกิน 375 เสียง แต่สุดท้ายเชื่อว่าจะทำไม่สำเร็จ เพราะจะมี ส.ส.ที่โหวตสวนมติพรรคแน่นอน เพราะอาจประเมินว่าการทำงานในอนาคตไม่สามารถไปกันรอด เพราะคนละอุดมการณ์

เมื่อเข้าเงื่อนไขตามที่คาดการณ์นี้ สุดท้ายจะมีการเจรจากันเองของ ส.ส.ในสภาฯ รวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อดำเนินการลงมติเลือกนายกฯ ตามข้อยกเว้นมาตรา 272 จากนั้นพรรคประชาชนปฏิรูปจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และเชื่อว่ารัฐสภาจะให้ความเห็นชอบลงมติเป็นนายกฯคนนอกในที่สุด สาเหตุที่พรรคประชาชนปฏิรูปเสนอ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เพราะมีความเหมาะสมที่สุด มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1.เป็นคนดี 2.ซื่อสัตย์ และ 3.มีความสามารถ ขณะที่นักการเมืองหรือคนอื่นเวลานี้ ไม่มีคุณสมบัติครบ 3 ข้อแบบไม่เห็นฝุ่นนายไพบูลย์กล่าว

บิ๊กตู่บินถกผู้นำทะเลสีน้ำเงิน

เมื่อเวลา 05.15 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะประกอบด้วย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ปทีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกเดินทางไปเยือนสหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมประชุมนานาชาติว่าด้วยกลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงิน (International Conference on Blue Ocean Strategy) ครั้งที่ 1 ที่กรุงปุตราจายา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้สัมภาษณ์เพียงแต่กล่าวทักทายสื่อมวลชน

ชูปรับกระบวนทัศน์คิดนอกกรอบ

ต่อมาเวลา 12.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติปุตราจายา พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในการเสวนาระหว่างผู้นำ หัวข้อ เปลี่ยนประเทศ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม” ว่า พวกเรากำลังอยู่ในโลกที่มีความไม่แน่นอน ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เผชิญชะตากรรมร่วมกันมากขึ้นจากโลกที่เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาวะโลกร้อน ปัญหาหมอกควันข้ามชาติ ปัญหาก่อ การร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ จำต้องปรับกระบวนทัศน์คิดนอกกรอบเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ปรับจากการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมในตลาด จากการต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายจากทะเลสีแดง สู่ ทะเลสีคราม คิดค้นพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเอาชนะในการแข่งขัน ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายหลายประการ และกำลังปฏิรูปเพื่อวางรากฐานประเทศ

แสวงหาจุดแข็งร่วมมือแข่งขัน

นายกฯกล่าวอีกว่า ท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน ประเทศต่างๆ สามารถร่วมมือกันเพื่อให้ทะเลสีครามเป็นทะเลที่มีคลื่นสงบ มีความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ เป็นทะเลแห่งความหวังและโอกาส ด้วยการแสวงหาจุดแข็งของแต่ละประเทศ สนับสนุนกันและกัน ด้านการวิจัยพัฒนาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน อาจร่วมกันศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาสินค้าและบริการ ภายใต้อาเซียน แบรนด์ เพื่อรองรับตลาดด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว อาหาร สิ่งแวดล้อมพลังงาน สินค้า ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคีระหว่างประเทศที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลางและรายได้น้อย ร่วมมือไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นทะเลแห่งความหวังและโอกาส

บินกลับถึงไทยปิดปากงดแถลง

จากนั้นเวลา 15.10 น. ที่ บน.6 พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศได้จัดเตรียมห้องและโพเดียมไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์แถลงข่าว พร้อมกับประสานให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพไปรออยู่ในห้องแถลงข่าว แต่ปรากฏว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะลงเครื่องบิน ได้เดินขึ้นรถกลับออกจาก บน.6 ไปทันทีโดยไม่มีการแถลงและให้สัมภาษณ์ใดๆ นอกจากนี้ยังเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับเร็วกว่าเดิม 1 ชั่วโมง

เลขาฯนายกฯปัดนัดทวิ นาจิบ

พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯไปร่วมประชุมและกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยกลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงินเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีการหารือทวิภาคีกับนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตามที่เป็นข่าวและไม่มีในกำหนดการหารือกับนายนาจิบตั้งแต่ต้น ส่วนเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่แถลงผลการไปเยือนมาเลเซียกับผู้สื่อข่าวนั้น พล.อ.วิลาศไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้ทราบ

มท.ชงโผโยกย้ายซี 10 เข้า ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 17 ส.ค. เพราะนายกฯต้องเดินทางไปเยือนมาเลเซียนั้น กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอรายชื่อโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งระดับบริหารสูง (ซี10) ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง ให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ จำนวน 19 ตำแหน่ง เป็นการเสนอรายชื่อในลอตแรก ที่เป็นการโยกย้ายในระนาบเดียวกัน นอกจากนี้จะมีการต่ออายุราชการอธิบดี 2 กรมที่อยู่ในตำแหน่งเดิมครบ 4 ปี ออกไปอีก 1 ปีในตำแหน่งเดิม คือนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และคาดว่าจะย้ายนายประทีป กีรติเรขา รองปลัดกระทรวงฯ ไปเป็นอธิบดีกรมที่ดิน แทนนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ที่จะเกษียณอายุราชการ โยกนายประยูร รัตนเสนีย์ ผวจ.พระนครศรีอยุธยา มาเป็นรองปลัดกระทรวง

เด้งผวจ.ตรังเพชรบุรีเข้ากรุฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้จะมีการโยกนายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผวจ.สกลนคร เป็น ผวจ.ขอนแก่น นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.สระแก้ว เป็น ผวจ.ชลบุรี นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็น ผวจ.ระยอง นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.สระบุรี นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.พิษณุโลก นายเดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.ตรัง และนายสนิท ขาวสอาด ผวจ.เพชรบุรี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หลังการโยกย้ายครั้งนี้จะมีการสรรหาข้าราชการระดับบริหารสูง จากตำแหน่งระดับบริหารต้น คือรองผู้ว่าราชการจังหวัด รองอธิบดี ภายใน 45 วัน รวมถึงมีการโยกสลับในระดับบริหารสูงไปในครั้งเดียวกันอีกครั้งด้วย

จับตา กษ.คลังชิงดำช่วยชาวนา

นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะเสนอต่อที่ประชุม ครม. ให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปี 2559/60 วงเงิน 15,597.34 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น หรือโครงการจ้างเลิกทำนา ซึ่งโครงการนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และผ่านการพิจารณาของสำนักงบประมาณแล้ว ขณะที่กระทรวงการคลัง ก็เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. เพื่อขออนุมัติวงเงินแบบให้เปล่ากับเกษตรกรชาวนาด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่จับตามองว่า ที่ประชุม ครม.จะพิจารณาออกมาในทิศทางใด เพราะเป็นโครงการในลักษณะคล้ายกัน และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าทั้ง 2 กระทรวงออกมาตรการที่คล้ายกัน เพื่อแย่งชิงผลงานกันเอง

ขอโซเชียลอย่าอ้างชื่อสร้างเพจ

อีกเรื่อง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีผู้เขียนเพจรายหนึ่ง ระบุถึงสถานการณ์ระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้น มีการอ้างชื่อ พล.อ.ประยุทธ์โดยใช้ภาษาบางส่วนที่ไม่เหมาะสมนั้น ต้องขอบคุณประชาชนที่เข้าใจข้อเท็จจริง และไม่แชร์ต่อกันจนอาจสร้างความเสียหาย โดยนายกฯขอว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก หากใครจะคิดเห็นเช่นไรกับเรื่องใด หรือต่อบุคคลใด ขอให้รับผิดชอบความคิดเห็นเหล่านั้นเอง ใช้ชื่อตนเองไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นชื่อนายกฯหรือชื่อบุคคลใดก็ตาม เพราะถือเป็นการเผยแพร่ที่พาดพิง และอาจเข้าข่ายละเมิดผู้อื่น นายกฯมีจุดยืนชัดเจนเสมอมาที่จะไม่ทะเลาะ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร แม้จะมีความพยายามชวนทะเลาะให้ร้าย หรือวิพากษ์วิจารณ์ ก็ขอเก็บทุกอย่างไว้ในใจ เพื่อใช้เวลาที่มีอย่างจำกัดทำหน้าที่บริหารและปฏิรูปประเทศ เพื่อความสงบ ความมั่นคงยั่งยืนของประเทศ และประชาชนคนไทย

แจงไผ่ ดาวดินในคุกยังแข็งแรง

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารแถลงการณ์กรณีการควบคุม ไผ่ ดาวดิน ในเรือนจำอำเภอภูเขียว ระบุว่า จากกรณีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ถูกฝากขังผัดแรกในเรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าเรือนจำ อ.ภูเขียว ได้ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาเหมือนบุคคลทั่วไป โดยสภาพร่างกายของนายจตุภัทร์ยังแข็งแรง สามารถพูดคุยได้ปกติ และทำกิจกรรมเล่นดนตรีร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่นในเรือนจำ และเรือนจำได้เปิดให้เยี่ยมปกติ โดยเมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายจตุภัทร์มีไข้เล็กน้อย ทางเรือนจำได้ให้พบ นพ.เปรมชัย ธัญญะผลิน แพทย์จากโรงพยาบาลภูเขียว พบว่าอาการดีขึ้น ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และจะดูแลรักษาตามอาการต่อไป

แอมเนสตี้ฯบี้ปล่อยตัวไร้เงื่อนไข

ขณะที่สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วนเชิญชวนสมาชิกทั่วโลก ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรมของไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และให้ยุติการดำเนินคดีอาญาใดต่อนายจตุภัทร์ และนายวศิน พรหมณี ซึ่งทั้งสองคนเป็นสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) โดยยกเลิกกฎหมายและคำสั่งที่มุ่งเอาผิดทางอาญาต่อการใช้สิทธิมนุษยชนเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคมอย่างสงบ ซึ่งการรณรงค์ดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 21 ก.ย.2559

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ระทึกแพร่คืนนี้5ทุ่มน้ำท่วมเมือง

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำยม ในเขตอ.ปง จ.พะเยา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำยม ที่จ.แพร่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 สิงหาคม ระดับน้ำในแม่น้ำยม ที่สถานีวัดน้ำ Y. 20 บ้านห้วยสัก อ.สอง วัดได้ 9.00 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.00 เมตรปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,287 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำยังลดลงเรื่อยๆ ถัดลงมาที่สถานีวัดน้ำ Y.1C บ้านน้ำโค้ง อ.เมืองแพร่ วัดระดับน้ำได้ 5.86 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.34 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 687 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นายทองเปลวกล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยม หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำยม คาดการณ์ว่าระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนบริเวณอ.ปง จ.พะเยา และที่สถานี Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่สถานี Y.1C บ้านน้ำโค้ง อ.เมืองแพร่ คาดว่าเวลาประมาณ 23.00 น.ของวันที่ 16 สิงหาคม ระดับน้ำในแม่น้ำยมจะเริ่มล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตคันกั้นน้ำ และในเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม คาดว่าระดับน้ำจะสูงสุดประมาณ 9.50 เมตร สูงกว่าตลิ่งต่ำนอกคันกั้นน้ำประมาณ 1.30 เมตร และต่ำกว่าพื้นที่เศรษฐกิจประมาณ 0.50 เมตร จากนั้นระดับน้ำจะเริ่มลดลง เข้าสู่ภาวะปกติภายในช่วงเย็นวันเดียวกัน

“กรมชลประทาน จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำยม นอกเขตคันกั้นน้ำ บริเวณ อ.เมืองแพร่ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยยกสิ่งของและทรัพย์สินไว้บนที่สูง พร้อมกับขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิดด้วย ทั้งนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ จัดทำทำนบกั้นน้ำตามจุดเสี่ยงต่างๆแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในตัวเมืองแพร่” นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมจากจ.แพร่ จะไหลลงสู่พื้นที่จ.สุโขทัยเป็นลำดับต่อไป คาดว่าปริมาณน้ำก้อนใหญ่จะเดินทางถึงบริเวณสถานี Y.14 อฺ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ในวันที่ 18 สิงหาคม ในเกณฑ์ประมาณ 1,200 – 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน จะใช้ประตูระบายน้ำแม่น้ำยม หรือ บ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก ในการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการพร่องน้ำหน้าปตร.แม่น้ำยมให้ลดต่ำลง เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำหลาก รวมทั้ง ผันน้ำส่วนหนึ่งด้านเหนือปตร.แม่น้ำยม เข้าสู่คลองหกบาทในอัตรา 180 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไปลงคลองยม – น่านและแม่น้ำยมสายเก่า ในอัตรา 80 และ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามลำดับ ก่อนจะระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่านด้านท้ายเขื่อนนเรศวร ซึ่งได้ลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนลง เพื่อให้น้ำที่ระบายผ่านคลองยม-น่าน ไหลลงสู่แม่น้ำน่านได้สะดวกมากขึ้น

นายทองเปลวกล่าวว่า พร้อมกันนี้ จะควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านปตร.แม่น้ำยม ในเกณฑ์ประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองสุโขทัย จากนั้นจะรับน้ำบางส่วนเข้าคลองสาขาเหนือตัวเมืองสุโขทัย ในเกณฑ์ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คงเหลือปริมาณน้ำผ่านตัวเมืองสุโขทัยประมาณ 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามความจุของลำน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัย รวมปริมาณน้ำที่กรมชลประทาน ใช้ปตร.แม่น้ำยมในการบริหารจัดการทั้งสิ้น 780 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร จะใช้พื้นที่ด้านเหนือปตร.แม่น้ำยม เก็บกักและชะลอน้ำไว้ รอจนกว่าปริมาณน้ำในระบบชลประทานลดลงแล้ว จึงค่อยระบายน้ำส่วนที่เหลือนี้โดยไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมต่อไป

ความเกี่ยวข้องมือระเบิด6จว.กับอำนาจเก่า

รายงาน-อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ทำไมต้องเป็นหนุ่มสันกำแพงบ้านเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตรถึง 2 คน ?
นายศักรินทร์ คฤหัส อายุ 32 ปี ชาวสันกำแพง เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับวางเพลิงที่ห้างเทสโก้ โลตัส นครศรีธรรมราช (ภาพนสพ.มติชน)
Last updated: 14 สิงหาคม 2559 | 13:15


รายงาน-อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ทำไมต้องเป็นหนุ่มสันกำแพงบ้านเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตรถึง 2 คน ?
ระเบิดและเพลิงไหม้ระหว่างวันที่ 11-12 สิงหาคม 2559 ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนเริ่มจากอ.เมือง จังหวัดตรังเวลา 15.00 น.วันที่ 11 สิงหาคมจนถึงเวลาสายๆของวันที่ 12 สิงหาคมที่หอนาฬิกา อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้นน่าสนใจกับวิธีการเก็บรวบรวมหลักฐานสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ซึ่งจะนำไปสู่การจับกุมผู้ทำผิด ตลอดจนการขยายผลไปถึงกลุ่มจ้างวาน

หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานว่าการวางเพลิงห้างเทสโก้โลตัส นครศรีธรรมราช โดยข่าวเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมมีรายงานว่า ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกหมายจับ นายศักรินทร์ คฤหัส อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 190/65 หมู่ที่ 2 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า(เผาห้างโลตัส จว.นครศรีธรรมราช)  

ผู้ต้องสงสัยรายนี้นำโทรศัพท์ไปซุกไว้ในจุดเกิดเหตุช่วงเวลา 18.33 น.ของวันที่ 11 สิงหาคม 2559 โดยทำทีถือตะกร้าซื้อของแล้วนำโทรศัพท์จากตะกร้าไปซุกไว้ในจุดต้นเพลิง โดยมีข้อมูลบ่งชี้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี และมีข้อมูลว่ามีรถเก๋งสีขาวติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดตรังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 

นายศักรินทร์พนักงานบริษัทเชฟรอนที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย

เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์บินไปตามจับกุมได้บนแท่นเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย มาสอบสวนปากคำที่มณฑลทหารบกที่ 41 กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 และพล.ต.ต.วันชัย  เอกพรพิชญ์ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และ พล.ต.ธีร์ณฉัตรจินดาเงิน ผบ.มทบ. 41 ร่วมสอบปากคำ เบื้องต้นนายศักรินทร์ให้การปฎิเสธ ไม่ได้ก่อเหตุในครังนี้ แต่เข้าไปเพื่อซื้อถั่วเท่านั้น 

เจ้าหน้าที่พบว่า (จากกล้องวงจรปิด)ในช่วงเวลาเกิดเหตุนายศักรินทร์แต่งกายด้วยชุดที่สวมอยู่เดินไปเลือกถั่ว และหลังจากเลือกแล้วเสร็จ จึงเดินออกมา กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง ตรงข้ามห้างโลตัส

จากนั้นเวลา 04.00 น.จึงออกเดินทางไปยังสนามบินบริษัท เพื่อขึ้น ฮ.ไปลงที่ฐานขุดเจาะกลางอ่าวไทย  เจ้าหน้าที่ได้ยึดเสื้อผ้าชุดที่ใส่เข้าห้างโลตัส ประกอบด้วย กางเกงยีนส์ 1 ตัว เสื้อยืดคอกลมสีน้ำตาล รองเท้าฟองน้ำ 1 คู่ ถุงถั่วโก๋แก่ขนาดเล็ก 2-3 ถุง 

เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายศักรินทร์ขึ้น ฮ.บินเข้ากรุงเทพฯเพื่อให้ ผบ.ตร.สอบปากคำ ก่อนนำตัวไปสอบปากคำต่อที่มทบ.11

ทำไมต้องอำเภอสันกำแพง

สันกำแพงเป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทุกๆด้าน เป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่ขึ้นชื่อได้แก่ บ้านบ่อสร้าง เป็นแหล่งรวมหัตถกรรมการทำร่มกระดาษสา น้ำพุร้อนสันกำแพง ป่าดงปงไหว ตลอดเส้นทางจากตัวอำเภอเมืองไปยังอำเภอสันกำแพงจะรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทาง นอกจากจะเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายแล้ว อำเภอสันกำแพงยังเป็นบ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีไทยถึง 2 คน คือนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การจับกุมนายศักรินทร์ไม่ได้หมายความว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นคนจ้างวาน อย่าเข้าใจผิด เพียงแต่ว่าเรื่องไปพ้องกันว่าเป็นคนอำเภอเดียวกัน อีกทั้งจะต้องระบุสันกำแพงก็เพื่อจะให้ได้ชัดเจนไม่ใช่ไประบุอำเภอพร้าวหรืออำเภออื่นใดเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริง  หากระบุว่าเป็นคนเชียงใหม่ก็ถูก แต่อาจจะเสียหายคนเชียงใหม่ทั้งจังหวัดเพราะคนดีๆในเชียงใหม่มีมาก คนไม่ดีอาจมีหยิบมือเดียว  

เรื่องนี้จะต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนและต่อแผงวงจรเหมือนที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ จุดให้เกิดระเบิดทั้งระเบิดทำลายและระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ อีกไม่นานเกินรอเรื่องก็น่าจะกระจ่าง  เหมือนเช่นเจ้าหน้าที่จับกุมคนแจกจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญที่เชียงใหม่จนนำไปสู่การจับกุมตระกูลบูรณุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด,นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือกรวมแล้วกว่า 10 คน 

เรื่องนี้หากไม่มีพยานหลักฐานจะออกหมายจับและจับกุมคุมขังได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะถูกแจ้งความกลับตามกฎหมายอาญามาตรา 157 แน่นอน ใครจะกล้าเสี่ยงหรือไปกลั่นแกล้งกันง่ายๆ  

อีกประการหากมีพยานหลักฐานไม่หนักแน่นที่จะนำไปสู่การเอาผิดได้ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชก็คงไม่อนุมัติให้ออกหมายจับนายศักรินทร์ตามคำขอของพนักงานสอบสวนเป็นแน่

ตัวอย่างแกะรอยระเบิดที่ภูเก็ต-ขอความร่วมมือไปถึงมาเลเซีย 

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2559  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าตอง รับแจ้ง เกิดเหตุระเบิด จุดในพิ้นที่ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จุดแรกที่บริเวณลานโลมาหาดป่าตอง จุดนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจุดที่ บริเวณป้อมยามบางลา หน้าหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชายไทย ไม่ทราบชื่อ 1 ราย เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำตัวส่งโรงพยาบาลป่าตอง เพื่อรักษาตัว

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บพยานหลักฐานวัตถุระเบิด(อีโอดี) ลงพื้นที่ตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน  จากนั้นหน่วยพิสูจน์หลักฐาน จ.ภูเก็ตร่วมกับตำรวจภูธรภาค ได้สเก็ตภาพชายต้องสงสัย (จากปากคำของพยานผู้เห็นเหตุการณ์) คาดว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด ที่หาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จุด และเร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานีแจกจ่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อที่จะนำตัวมาสอบปากคำในฐานะผู้ต้องสงสัย 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม สำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของไทยขอความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่มาเลเซียเพื่อตรวจหารายละเอียดเกี่ยวกับโทรศัพท์เพราะโทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ ที่นำมาใช้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องทางภาคใต้ของไทยนั้นทราบว่าถูกนำเข้ามาจากมาเลเซีย โดยเฉพาะมือถือเครื่องระเบิดที่ภูเก็ต  

แรงระเบิดไม่ได้ทำลายหมายเลข serial number ของโทรศัพท์ที่ระบุว่าออกโดยคณะกรรมการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซีย ( Malaysian Communications and Multimedia Commissionรายงานข่าวกล่าว ตำรวจไทยจึงขอความร่วมมือเพื่อหาเจ้าของโทรศัพท์ เพราะถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การจับกุม โดยหลักฐานที่ตำรวจไทยพบอันประกอบด้วยหมายเลข serial number และ phone chip ถูกส่งไปยังตำรวจมาเลเซียเรียบร้อย 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าซิม คาร์ด หรือ  SIM (Subsciber Identity Module) card ของโทรศัพท์ถูกทำลายไปเพราะแรงระเบิด  ดังนั้นอาจหายากมากขึ้นเพราะโทรศัพท์มือถืออาจจะเปลี่ยนมือไปหลายคนจากเจ้าของเดิม  

ชายผู้ต้องสงสัยวางระเบิดที่ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่สเก็ตภาพออกแจกจ่ายตามตัวมาสอบปากคำ (ภาพจากนสพ. โพสต์ ทูเดย์)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 

ตำรวจขอให้ได้มา 1 คนแล้วจะขยายผล

ในการแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นั้นพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวในประเด็นที่ว่าที่เชื่อว่ากลุ่มคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวข้องนั้นเป็นการก่อเหตุแบบรับงานหรือมาด้วยอุดมการณ์ความขัดแย้งว่า การสืบสวนยังไปไม่ถึงตรงนั้น ขอให้ได้ใครบางคนก่อน แล้วขยายความ อย่างเช่นคดีที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พอได้ตัวละคร 1 ตัวก็ขยายผลอย่างที่ปรากฏในข่าว มีการเชื่อมโยงอยู่แล้ว ถ้าได้คนใดคนหนึ่งมาก็ขยายได้ ตอนนี้พยายามทำเต็มที่ ส่วนกลุ่มเป้าหมายในการสืบสวนขอไม่เปิดเผย

ดังนั้นเราจะต้องรอการขยายผลของตำรวจ เชื่อว่าไม่นานตำรวจคนต่อจิ๊กซอว์ได้ครบวงจร แล้วการจับกุมก็จะตามมาเป็นระลอกเหมือนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง 

รายการนี้คงไม่มีแกนนำกลุ่มนปช.คนใดเดินไปมทบ.11 เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวมือระเบิด เพราะไม่ใช่เรื่องความคิดเห็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการก่อวินาศกรรม ทำลายชีวิตทรัพย์สินและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชาติ สร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้น  ผิดกฎหมายถึงขั้นประหารชีวิต

เชิญบุคคลมาพูดคุยที่มทบ.11 กรุงเทพฯคืออะไร

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่เชิญบุคคลมาพูดคุยและสอบถามเกี่ยวกับเหตุระเบิดและเพลิงไหม้หลายจุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) กทม. ว่า เป็นไปตามมาตรการของกระบวนการซักถามในส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งก็อยู่ในกรอบเวลาไม่เกิน 7 วัน เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา 

พ.อ.วินธัยยืนยันว่าการปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกเชิญตัวมาทุกคนจะเน้นการสอบถามซักถามพูดคุย ไม่มีการปฏิบัติในลักษณะของผู้ที่กระทำความผิด จนกว่าจะมีหลักฐานและพยานหลักฐานที่ชัดเจน  ถ้ากระบวนการซักถามเสร็จสิ้นแล้วพบว่าเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย  เจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายปกติเหมือนในหลายกรณีที่ผ่านมา

ส่วนในกลุ่มบุคคลที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาพูดคุยชุดนี้นั้น จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับคดีอะไรบ้างหรือไม่ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการที่ลงพื้นที่หาข่าวและเบาะแสในพื้นที่ สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงระหว่างการควบคุม เจ้าหน้าที่ทหารที่มทบ.11 นั้นจะไม่ต่างจากหลายคน คือทุกคนจะได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดีตามสมควรดังที่เป็นมาทุกครั้ง

ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจในแนวทางการรักษากฎหมาย และกระบวนการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมืองตามที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันที่มีความต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อย พี่น้องประชาชนได้มีความสุข และขออย่าได้วิตกกังวลในเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการคลี่คลายคดีนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถจนนำมาสู่การจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในเร็ววันโฆษกคสช.กล่าว

อนึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวบุคคล 6 คนจากภาคใต้ทั้งจากจ.ตรังและจ.นครศรีธรรมราชเดินทางเข้า มทบ.11 กรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม

วางระเบิดมุ่งชิงอำนาจรัฐ

3
เกษม อัชฌาสัย
ระหว่างนักวิเคราะห์ข่าวกับนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์มองการวางระเบิดครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องในไทยครั้งล่าสุด ในลักษณะที่แตกต่างกันคนละขั้ว
กล่าวคือนักวิเคราะห์ข่าวก็ว่าไปตามข่าวตาม ตามเหตุการณ์และความน่าจะเป็น ที่บางคนเยาะเย้ยว่าเป็นการวิเคราะห์แบบ “มั่วซั่ว”
ส่วนนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ว่าตามหลักการที่ร่ำเรียนมาในแง่วิชาการ มีข้อมูลลึกๆ ที่คนทั่วไปมักจะไม่รู้ ทำให้น่าเชื่อถือได้มาก
ดังนั้น คอลัมน์นี้ ก็จะวิเคราะห์ไปตามเหตุการณ์ที่เกิดและน่าจะเป็นและตามสามัญสำนึกเท่านั้น เพราะผู้เขียนเป็นเพียงนักข่าวและนักสังเกตการณ์ธรรมดาๆ
แต่ก็จะไม่วิเคราะห์คำถามที่ควรจะตั้งว่า “ใครอยู่เบื้องหลังวางระเบิด” เนื่องจากมีคนพูดกันมากแล้ว แต่จะมองลึกลงไป ในข้อมูลพื้นฐานตามหลักของการสื่อข่าวว่า
“อะไร” เกิดขึ้น “ที่ไหน” และ “เพื่ออะไร” กันแน่
สำหรับคำถามแรกว่า “อะไร”นั้น คำตอบคือการวางระเบิดแบบแสวงเครื่อง เอาทุกอย่างที่หาได้มาจัดทำระเบิด แล้วตั้งเวลาระเบิดไว้ล่วงหน้า หรือไม่ก็ใช้ “รีโมต คอนโทรล” ซึ่งหมายถึงเครื่องจุดระเบิดระยะไกล เช่นโทรศัพท์มือถือ จุดชนวนระเบิด
ดีที่ไม่ใช้ระเบิดแสวงเครื่องชนิดร้ายแรงมาก ๆ อย่างเช่น “ซีโฟร์” หรือ “รถยนตร์ประจุระเบิด” หรือ “ระเบิดฆ่าตัวตาย” (เดิมทีเรียก “ระเบิดพลีชีพ”) ซึ่งก็ไม่ใช่ความปราถนาดีของผู้ลงมือ แต่คงหาอะไรที่ร้ายแรงกว่าไม่ได้ง่ายๆ และคงแพงมาก ก็เลยใช้ระเบิดราคาที่ถูกกว่า ที่พกพาซุกซ่อนได้มิดชิดกว่า เลี่ยงการตรวจจับและหลบหนีได้ง่ายกว่า และไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหาชนิดที่ร้ายแรงไม่ได้ หากจะทำจริงๆ
แต่ในครั้งนี้ก็ทำให้มีผู้ชีวิตไปถึงสี่ราย บาดเจ็บอีกกว่า ๒๐ ราย เพราะที่แน่ๆ ก็คือพวกนี้มุ่งประสงค์ต่อชีวิตและสร้างความหวาดกลัว ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของ “การก่อการร้าย” ไม่ใช่แค่การก่อวินาศกรรมธรรมดาๆ
การที่ตำรวจพยายามชี้แจงว่า ไม่ใช่ “การก่อการร้าย” แต่เป็นเพียง “การก่อกวน” นั้น ขออนุญาตค้านว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่เชื่อ”
แต่เชื่อว่าเป็น “การก่อการร้าย” เพราะเข้าเกณฑ์หรือเงื่อนไขตามที่หลักสากลกำหนดพฤติการณ์เอาไว้ว่า
๑ เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายแห่งรัฐ
๒ ปรากฏแน่ชัดว่ามีความตั้งใจที่จะ ก.ข่มขู่และบีบคั้นพลเรือน ข.มุ่งมีอิทธิพลเหนือนโยบายแห่งรัฐด้วยวิธีข่มขู่หรือบีบคั้น หรือ ค. มีผลกระทบต่อกฏระเบียบ ด้วยการก่อความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยการลอบสังหาร หรือด้วยการลักพาตัว และ
๓.เหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งศาลแห่งรัฐมีอำนาจ
ทั้งสามสามข้อนี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ทางการสหรัฐซึ่งเป็นเจ้ากี้เจ้าการ กำหนดเอาไว้ในเรื่อง “การก่อการร้ายภายใน” (ประเทศ) ซึ่งก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับไทยได้
ส่วนไทยนั้นตรากฎหมายกำหนดลักษณะของพฤติกรรมการก่อการร้ายเอาไว้ ในรายละเอียดมากมายครอบคลุม โดยตราความผิดฐานก่อการร้ายขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ หลังเกิดเหตุการณ์ ๙/๑๑โจมตีสหรัฐวันเดียวหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ “เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์” ซึ่งน่ากลัวที่สุดในปี ๒๕๔๔
ทำให้ไทยพลอยต้องแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมวงการสากล ตามข้อเสนอแนะของสหประชาชาติ เพื่อความทันสมัยและเป็นการระแวดระวังเอาไว้ก่อนว่า ต่อจากนี้ไปตามที่สหรัฐเชื่อว่า การก่อการร้าย จะยิ่งทวีความร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่าก่อนหน้า ซึ่งมีเพียงแค่การจี้และวางระเบิดเครื่องบินโดยสาร การลักพาตัวและการลอบสังหาร เป็นต้น
ในแง่หลักการแล้ว กฎหมายของไทยสรุปว่า”การก่อการร้าย”คือ
“การกระทำอันเป็นความผิดอาญา โดยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพต่อบุคคลใดๆ หรือกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งต่อสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือการกระทำการใด อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใดต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิด หรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ
โดยมีหลักสำคัญอยู่ว่า ต้องกระทำโดยมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือคุกคามรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ  ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นปวนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย”
โดยกฎหมายอาญาได้บัญญัติระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ ๓๐ ปีถึง ๒๐ ปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท”
สามย่อหน้าข้างบน คัดลอกมาจากงานเขียนของนาย”พิษณุ ผาสุกมโน”ที่เรียบเรียงเอาไว้ จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
เพราะมิเช่นนั้น จะต้องเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จากตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งจะเสียพื้นที่และเวลามาก
แต่น่าเสียดาย แม้กฎหมายไทยจะกำหนดโทษร้ายแรงไว้ถึงเพียงนี้.กลับปรากฎว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยโดยกลไกของรัฐ ไม่ได้เอาจริงเอาจัง จนแทบจะไม่รู้ว่ามีใครติดคุกบ้าง เพราะกระทำผิดกฎหมายฉบับที่ปรับปรุงแล้วนี้ รวมทั้งกรณีบุกเผาศาลากลางจังหวัด สังหารผู้ชุมนุม”กปปส.”ก็ยังไม่มีความพยายามใดๆ เอา”ผู้บงการ”มาลงโทษ ยังคงปล่อยให้ลอยนวล บ่อนทำลายประเทศอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทั้งหมดที่เขียนมาทั้งหมดข้างบนนี้ คือคำอธิบายว่า อะไรคือการก่อการร้าย
ทีนี้ก็มาถึงคำถาม ๒ ที่ว่า “เกิดขึ้นที่ไหน”
คำตอบคือเกิดขึ้น “ในเมือง” ไม่ว่าที่จังหวัดตรัง หัวหิน ภูเก็ต นครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี ดังนั้น จึงเรียกว่าเป็นการ “ก่อการในร้ายเมือง”หรือ Urban Terrorism เช่นเดียวกันกับการวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเมื่อปีที่แล้ว ก็เกิดขึ้นในเมือง หรือใจกลางเมืองหลวงเสียด้วย ไม่ใช่การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเพื่อยึดพื้นที่ในเขตชนบท หมายดึงดูดคนท้องถิ่นให้สนับสนุนเป็นแนวร่วมในอดีต อย่างเช่นพวกเวียดกงต่อสู้กับทางการเวียดนามใต้ ด้วยการยุทธในป่า ตามทุ่งนา แล้วหลบอยู่ตามหมู่บ้าน
หรือการจรยุทธตามป่าเขา สมัยที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิวนิสต์ในไทยยังลุกฮือ หมายขยายเขตปลดแอก แต่กระทำไม่สำเร็จ
แต่ที่กระทำสำเร็จก็มี โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งพลพรรค “เขมรแดง” รบชนะเข้ายึดอำนาจรัฐไว้ได้พักหนึ่ง ในลาว กลุ่ม”ลาวแดง”ก็เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเวียงจันทน์ หรือในเวียดนาม เวียดกงร่วมกับเวียดนามเหนือ ยึดอำนาจรัฐไว้ได้จากเวียดนามใต้
หรือย้อนกลับไปในอดีต กรณีที่ “กองทัพแดง” ยึดอำนาจพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ ๒ในรัสเซีย หรือกรณีทัพประชาชนของ “เหมา เจ๋อ ตุง” ยึดอำนาจในจีนได้ จากพรรค “ก๊กมินตั๋ง” จาก “เจียง ไคเช็ก” เป็นต้น
ส่วนคำถาม ๓ ที่ว่า การก่อการร้ายในไทยทำ”เพื่ออะไร”นั้น ตอบได้ว่า
กระทำเพื่อก่อกวน บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไม่ใช่ความพยายามแย่งชิงอำนาจรัฐโดยตรง แต่เป็นการช่วงชิงทีละน้อย ไปพร้อมๆกับการโฆษณาชวนเชื่อให้ “เห็นผิดเป็นชอบ” แทนที่การใช้กำลังขนาดใหญ่เข้ายึดอำนาจ ซึ่งสิ้นเปลืองมาก
ขณะที่ “การก่อการร้ายในเมือง” เป็นการโจมตีฉาบฉวย เกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่แน่ไม่นอน คาดเดาไม่ถูก ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหนและอย่างไร
แต่ก็มีวัตถุประสงค์ เพื่อแย่งชิงอำนาจเช่นกัน ด้วยใช้ค่าใช้จ่ายที่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการใช้กองทัพนักรบอย่างในอดีต
ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเข้าควบคุมและยึดอำนาจบริหารเอาไว้และเข้าปกครองประเทศเช่นกัน โดยปลุกระดมประชาชนที่มีสิทธิเสียงเลือกตั้งและนักการเมือง ผ่านกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับของสากล ซึ่งหลงสนับสนุนด้วย เพราะคิดว่าถูกต้องและชอบธรรม
ฉะนั้น การวางระเบิดคราวนี้และการวางระเบิดครั้งก่อนๆ ตลอดจนการวางระเบิด ลอบโจมตีราษฎรและฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐในสมัยรัฐบาล “อภิสิทธิ์-สุเทพ” จึงเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกัน ท้งนี้พินารณาได้จากปฏิกิริยาของฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ผนึกกำลังกันพยายามบ่อนทำลายระบอบการปกครองเดิม ซึ่งมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลัก หลังถูกทำรัฐประหารฐานโกงชาติ แต่กลับได้รับการสนับสนุนทั้งโดยตรงและอ้อมจากคนที่หลงผิดและจากต่างชาติที่หวังได้ประโยชน์จากรัฐบาลทุรยศ
ไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน เพราะไม่มีเหตุผลแวดล้อมอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้
วิเคราะห์เสร็จแล้ว นักข่าวก็ลาละครับ
ส่วนท่านผู้รู้จะวิเคราะห์ตามหลักยุทธศาสตร์กันอย่างไร เชิญหาอ่านได้จากที่อื่นและสรุปกันเอาเอง
เชื่อว่า ถึงจะวิเคราะห์และพยายามชี้หนทางแก้ไขอย่างไร แต่ถ้ารัฐไม่จงใจปราบจริง ให้ถึงรากเหง้าชนิดถอนรากถอนโคน ก็ไม่มีทางเอา”ตัวการ”มาลงโทษได้
จึงใคร่เขียนในบรรทัดสุดท้ายว่า การก่อการร้ายครั้งนี้ จะไม่ใช้ครั้งสุดท้าย

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บึ้มฝีมือบีอาร์เอ็น.

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ ลักษณะการก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดใต้ เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทยของกลุ่มไอเอชเอส - เจนส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวความมั่นคงและการทหาร ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยและให้ความเห็นถึงการก่อเหตุวางระเบิดในหลายจังหวัดในช่วงสองวันที่ผ่านมาว่า ถ้าดูจากลักษณะของการปฏิบัติการและอาวุธที่ใช้แล้วจะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มที่มีศักยภาพในการลงมือก่อเหตุหนนี้มีอยู่กลุ่มเดียวคือกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งก่อเหตุแสดงการต่อต้านรัฐบาลตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาในสามจังหวัดภาคใต้

เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ที่สามารถลงมือพร้อมกันได้ใน 7 จังหวัด ต้องใช้คนจำนวนมาก และต้องวางแผนมาอย่างดี ต้องใช้เวลาในการประสานงาน ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถลงมือทำได้ภายในไม่กี่วันและต้องอาศัยเครือข่ายคนในประเทศสนับสนุน ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นวัตถุระเบิดขนาดเล็กพกพาได้ง่าย ความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์แต่ละจุดไม่ได้มากนักแต่สร้างผลกระทบสูง นี่เป็นลักษณะการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น 

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ใช้โซเซียลมีเดียจำนวนมากคาดการณ์กันว่า เรื่องนี้เป็นฝีมือของกลุ่มคนบางส่วนในกองทัพที่มีความไม่พอใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่จะมีการโยกย้ายกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เดวิสชี้ว่า จริงอยู่ในทางศักยภาพ พวกเขาอาจจะสามารถลงมือได้ แต่เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้และไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง 

“ถ้าเราดูลักษณะของการลงมือ  การใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก การทำให้เกิดเพลิงไหม้ การใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบทำให้เกิดเพลิงไหม้ รวมทั้งปฏิบัติการที่สามารถประสานงานกันได้อย่างดี แต่ละแห่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่ใหญ่มาก แต่ว่าจะต้องใช้คนอาจจะไม่ต่ำกว่า 30 คน ขณะที่ตัวปฏิบัติการไม่ได้ต้องการจะสร้างความเสียหายแบบทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น”

“ผมว่ามันไม่ใช่กลุ่มไอเอส คนลงมือพยายามจะบอกว่า พวกเขาไม่ใช่นักฆ่าที่มุ่งหมายสังหารคนจำนวนมาก แม้ว่าจะทำได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ”    

เดวิสชี้ว่า บีอาร์เอ็นเคยพยายามก่อเหตุระเบิดรถยนต์ในภูเก็ตแต่ไม่เกิดระเบิดขึ้น ส่วนเหตุที่สมุยระเบิดทำงาน แต่สำหรับหนนี้ ทางกลุ่มเลือกใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็กที่ทำงานง่ายกว่าระเบิดรถยนต์ และก่อเหตุในจุดที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเสียหายสูงมาก แต่ก็กระทบต่อความเชื่อมั่นและตกเป็นข่าวไปทั่วโลก “เป็นปฏิบัติการที่ลงแรงน้อย แต่ได้ผลสูง” ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้อาจจะเป็นฝีมือของคนในกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ เดวิสชี้ว่า เขาสงสัยในข้อสันนิษฐานนี้อย่างยิ่ง เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนลงมือ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อผลการลงประชามติและต้องการลดความน่าเชื่อถือของคสช. นั้น เมื่อคำนึงถึงเหตุผลและเวลาของการลงมือนับว่าไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนศักยภาพก็ไม่น่าจะทำได้ 

“เมืองไทยลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 11-12 ส.ค. พวกเขาจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้โดยมีเวลาเตรียมการแค่สามวัน มันจะเป็นไปได้อย่างไร การลงมือในระดับนี้ต้องการการเตรียมตัวที่ยาวนาน” นอกจากนี้ เดวิสชี้ว่า ทหารติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาช้านาน แกนนำเสื้อแดงทุกคนล้วนถูกจับตา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลของพวกเขาไม่ว่าที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ การจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ระแคะระคายเลยนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ 

ยังมีผู้เสนอว่า เหตุระเบิดหนนี้อาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มจากต่างประเทศ เช่นอุยกูร์ที่ต้องการปรามทางการไทย ไม่ให้ส่งตัวผู้หนีภัยอุยกูร์ให้จีนดังเช่นที่เคยกระทำเมื่อปีที่แล้วอีกหรือไม่ เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ต้องการคนที่มีความรู้ในพื้นที่แต่ละจุดเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อประสานงานเตรียมการ เขาไม่เชื่อว่าอุยกูร์มีคนอยู่ในเมืองไทยที่มีศักยภาพมากพอที่จะทำได้

เมื่อถามถึงมูลเหตุจูงใจ ว่าเหตุใดบีอาร์เอ็นจึงต้องการลงมือในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับรัฐบาล แม้ว่าขณะนี้การพูดคุยจะยังไม่มีเค้าเดินหน้า แต่ก็ถือได้ว่ายังไม่ได้หยุดไปเสียทีเดียว แอนโทนี เดวิสกล่าวว่า แม้จะมีการพูดคุย แต่เป็นที่รู้กันว่าปีกการทหารของบีอาร์เอ็นไม่พอใจกับการพูดคุยนั้น เขาเชื่อว่านี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณให้ทางการไทยเอาจริงเอาจังเสียที  โดยบอกเป็นนัยว่า ทางกลุ่มสามารถจะสร้างความเสียหายได้มากกว่านี้ถ้าต้องการ และแม้เจ้าหน้าที่อาจจะมีกำลังคนร่วม 7 หมื่นคนในสามจังหวัดภาคใต้ แต่ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่มีกำลังดูแลมากขนาดนั้น 

เดวิสระบุว่า เขาเชื่อว่าบีอาร์เอ็นต้องการบอกอะไรสักอย่างกับรัฐบาลทหารของไทยผ่านการลงมือหนนี้ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงจะอ่านออก แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ สังคมไทยอาจจะไม่มีวันได้รู้อย่างชัดเจนเลยว่า ใช่บีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรอการแถลงยืนยันความรับผิดชอบ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มบีอาร์เอ็นไม่เคยแสดงตัวรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใด ๆ

บีบีซีไทยส่งคำถามไปยังอาบูฮาฟิส อัลฮากิม แห่งกลุ่มมารา ปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่บีอาร์เอ็นและขบวนการกลุ่มอื่นในภาคใต้เข้าร่วมเพื่อพูดคุยกับรัฐบาล ได้รับคำตอบว่า มารา ปาตานี เป็นกลุ่มที่ทำงานทางการเมือง ย่อมไม่ลงมือก่อเหตุ แต่ในเรื่องของสมาชิกมารา ปาตานีนั้น ต้องไปถามแต่ละกลุ่มเอาเองว่า พวกเขามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด 

ที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นยังไม่เคยมีถ้อยแถลงแสดงความรับผิดชอบในการก่อเหตุครั้งใดทั้งสิ้น และไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเช่นเดียวกัน

ระเบิดป่วนภาคใต้ฝีมือบีอาร์เอ็นจริงหรือ?

มีข้อเขียนหลายชิ้นจากนักวิเคราะห์หลายท่านบอกว่าระเบิดป่วน 7 จังหวัดภาคใต้มาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเป็นผู้ปฏิบัติการ 
brn 2
          บางรายโดยเฉพาะนักวิเคราะห์จากต่างประเทศ ถึงขนาดฟันธงลงไปชัดๆ เลยว่าเป็นการกระทำของ "บีอาร์เอ็น" โดยให้เหตุผลว่าเพราะมีศักยภาพและความพร้อมสูงสุดที่จะปฏิบัติการได้ ประกอบกับลักษณะระเบิดและรูปแบบการก่อเหตุก็คล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นในภาคใต้ตอนล่าง
          บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการโต้แย้งอะไรกับใคร และผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าใครเป็นคนก่อเหตุระเบิดสะเทือนประเทศครั้งนี้ เพราะไม่ได้ไปทำเองหรือร่วมวางแผนกับเขา เพียงแต่คิดว่าหากเราวิจารณ์ว่าการด่วนสรุปของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงที่บอกว่าเหตุระเบิดครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองแล้วล่ะก็...
          การวิเคราะห์ง่ายๆ ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น ก็น่าจะเข้าข่ายด่วนสรุปเช่นกัน และผลของมันก็ไม่ได้เป็นบวกอะไรกับใครทั้งนั้น นอกจากสะใจคนที่ไม่เชื่อว่าการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเป็นผู้ก่อเหตุ
          จากข้อวิเคราะห์ต่างๆ ที่ปรากฏผ่านสื่อ ผมขอแยกเป็นประเด็นหลวมๆ ดังนี้
          1.การพูดถึงลักษณะระเบิดว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องขนาดเล็ก และรูปแบบการก่อเหตุเป็นการทำหลายจุดพร้อมกัน จึงคล้ายๆ กับเหตุรุนแรงที่บีอาร์เอ็นเคยทำในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
          ประเด็นนี้ต้องบอกว่า จนถึงขณะเขียนบทความ ผลตรวจดินระเบิดยังไม่ออก จึงยังฟันธงอะไรไม่ได้ เพราะหลักฐานที่จะเพียงพอสำหรับสันนิษฐานว่าระเบิดเป็นฝีมือของใครหรือกลุ่มใด จะดูเฉพาะรูปแบบการประกอบ หรือวัสดุ หรือภาชนะที่ใช้คงไม่ได้ เพราะของพวกนั้นสามารถเลียนแบบกันได้ไม่ยาก
          แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ดินระเบิด" เพราะแม้สิ่งอื่นจะเลียนแบบกันได้ แต่ดินระเบิดต้องเป็นชนิดที่คนประกอบระเบิดมีความชำนาญและรู้จักดีเท่านั้น เนื่องจากถ้าพลาดคือตาย ฉะนั้นคนที่เป็นมือระเบิด หากเคยหรือถนัดในการประกอบระเบิดด้วยดินระเบิดชนิดไหน ก็มักจะเลือกดินระเบิดชนิดนั้นในการประกอบ หากจะเปลี่ยนก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนให้ชำนาญและรู้จักดินระเบิดแบบใหม่ดีพอ
          ด้วยเหตุนี้ดินระเบิดจึงเป็นหลักฐานสำคัญของการสันนิษฐานถึงกลุ่มผู้กระทำ (รวมทั้งพื้นที่ที่กระทำ เพราะแต่ละพื้นที่ สามารถหาดินระเบิดแต่ละชนิดได้ยากง่ายต่างกัน) เมื่อวันนี้ผลตรวจยังออกมาไม่ชัด จึงสรุปล่วงหน้ายาก
          อีกส่วนก็คือสิ่งที่เรียกวา “ซิกเนเจอร์” หรือ “ลายเซ็น” หมายถึงรูปแบบในรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันของระเบิดแต่ละลูก เช่น วิธีการพันสายไฟ (วนซ้าย วนขวา) ยี่ห้อหรือสีของสายไฟที่ใช้ ฯลฯ ว่ากันว่ามือระเบิดมักมีอีโก้สูง เชื่อว่าตัวเองต่อระเบิดแล้วต้องระเบิด หรือถ้ามีการเก็บกู้ ก็ต้องทำให้นักกู้ระเบิดรู้ว่าตนเป็นคนประกอบ เพื่อให้รู้ว่าเป็นฝีมือของตน ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า“ซิกเนเจอร์” นี้ หากทราบหรือเก็บหลักฐานได้ ก็พอจะทำให้โฟกัสกลุ่มผู้กระทำได้เช่นกัน
          แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้สามารถต่อระเบิดให้คล้ายๆ กันเพื่อโยนความผิดให้กับกลุ่มอื่น หรือสร้างความสับสนให้เจ้าหน้าที่ที่คลี่คลายคดีได้เหมือนกัน
          ฉะนั้นการที่เห็นเป็นแค่ระเบิดแสวงเครื่องขนาดเล็ก และมีรูปแบบการวางหลายๆ จุดพร้อมกัน หรือในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วจะสรุปว่าเป็นบีอาร์เอ็นทำทั้งหมดคงไม่ได้
          2.การสรุปว่าปฏิบัติการรุนแรงที่กระทำโดยคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพูดให้ชัดคือ "คนมลายูมุสลิม" ว่าเป็นบีอาร์เอ็นทั้งหมด
          ข้อสันนิษฐานนี้คิดตามแบบง่ายๆ ก็ไม่น่าจะถูกต้องตั้งแต่ต้นแล้ว เช่นเดียวกับปฏิบัติการนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนหน้านี้ ตามที่อ้างในบทวิเคราะห์หลายชิ้น ที่ว่าได้แก่ จ.ภูเก็ต หน้ารามฯ (กรุงเทพฯ) และเกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) เป็นฝีมือบีอาร์เอ็น ก็ไม่น่าจะถูกต้อง หรือถ้าถูกก็ถูกไม่หมด
          เพราะเหตุระเบิดที่หน้ารามฯ เมื่อปี 56 เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้ยกชุด ข้อมูลการข่าวของเจ้าหน้าที่ชี้ชัดว่าเป็น “กลุ่มพูโลใหม่” ที่ก่อเหตุเพราะต้องการโดดเข้าสู่โต๊ะพูดคุยเพื่อสันติภาพในปีนั้น (เพราะตกขบวนในช่วงแรก) ผู้ก่อเหตุแต่ละคนไม่มีประวัติ บางคนไม่มีหมายจับหรือหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯติดตัว เรียกว่าเป็นทีมใหม่ที่สร้างขึ้นเฉพาะกิจ หลังก่อเหตุจึงโดนตามจับได้ไม่ยากนัก
          ส่วนรถคาร์บอมบ์ที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 56 เช่นกัน ครั้งนั้นระเบิดไม่ทำงาน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่กู้ได้ ระเบิดในรถที่ภูเก็ตเป็นระบบตั้งเวลา และกว่าเจ้าหน้าที่จะพบรถคันนี้ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ เป็นการพบโดยบังเอิญ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องการปิดถนนหรือล้างถนน แล้วพบรถคันนี้จอดอยู่ ไม่มีเจ้าของ ไปส่องดูถึงพบถังระเบิดอยู่ข้างใน
          การพบรถคาร์บอมบ์ที่ภูเก็ต ไม่ได้แปลว่าบีอาร์เอ็นต้องเป็นผู้กระทำ เพราะวัน-เวลาระเบิดที่คนร้ายตั้งเอาไว้ (แต่ไม่ระเบิด) เป็นวันเดียวกับที่เกิดระเบิดบริเวณลานจอดรถหน้า อบจ.ภูเก็ต แต่ไม่มีใครเสียชีวิต (น่าคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าโยงการเมืองท้องถิ่นที่ค่อนข้างร้อนแรงในภูเก็ต)
          ส่วนคาร์บอมบ์สมุย มีพิรุธโยงการเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่ร่วมก่อการบางคนเป็นลูกน้องนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้
          ทั้ง 3 กรณีคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ไม่มีครั้งใดที่สรุปได้ชัดว่าเป็นฝีมือบีอาร์เอ็น
          ส่วนปฏิบัติการในพื้นที่สามจังหวัดเอง อดีตคนในขบวนการบีอาร์เอ็นเคยให้ข้อมูลกับ “ศูนย์ข่าวอิศรา” ว่า พวกเขาก่อเหตุรุนแรงไม่ถึง 30% ของที่เกิดขึ้นทั้งหมด (โดยนัยคือด่ารัฐไทยว่าก่อเหตุเองส่วนหนึ่ง และส่วนอื่นๆ เกิดจากปัญหาขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น ธุรกิจเถื่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยว)
          สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเพิ่งบรรยายให้สื่อส่วนกลางที่ลงพื้นที่ชายแดนใต้รับฟังเมื่อไม่นานมานี้ว่า เหตุรุนแรงที่เกิดจากภัยแทรกซ้อนต่างๆ (ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าเถื่อน) ที่ไม่ใช่เหตุความมั่นคงจากกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนั้น มีมากถึง 80% ของเหตุรุนแรงทั้งหมด
          เป็นความสอดคล้องโดยมิได้นัดหมาย เพราะพูดคนละครั้งจากคนละฟากฝั่งของการต่อสู้
          3.นักเคราะห์ต่างประเทศพูดถึงวิธีปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น เช่น วางระเบิดลูกเล็ก ก่อหลายจุด ส่งผลจิตวิทยา ฯลฯ จึงเชื่อว่าเป็นผู้ก่อเหตุระเบิดป่วน 7 จังหวัดภาคใต้
          ประเด็นนี้หากได้ศึกษาเอกสารที่ชื่อว่า "ยุทธไลน์" ของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และเอกสารอีกหลายๆ ชิ้นของฝ่ายความมั่นคง จะพบข้อมูลค่อนข้างชัดว่า “อาร์เคเค” (นับรบของบีอาร์เอ็น) มีรูปแบบการก่อเหตุที่ผ่านการฝึกฝนมา มีแบบแผนการปฏิบัติที่รัดกุม มีกระบวนการตัดตอนหลายชั้น และมีวิธีการหลบหนีออกนอกพื้นที่อย่างแนบเนียน
          โดยหัวใจสำคัญของการก่อเหตุ คือ ต้องประสบความสำเร็จ 100% ต้องหนีได้ 100% ถึงลงมือทำ และแน่นอนต้องได้มวลชน
          เมื่อหัวใจของการก่อเหตุเป็นเช่นนี้ ปัจจัยเกื้อหนุนจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากการปฏิบัติการในพื้นที่ของตนเอง หรือพื้นที่ที่ตนเองมีความชำนาญ และมีเครือข่ายมวลชนรองรับเท่านั้น การปฏิบัติการนอกพื้นที่ของขบวนการที่ผ่านการฝึกมาในรูปแบบนี้จึงยากมาก หากบอกว่าพัฒนาเป็น “โลนวูล์ฟ” (หมาป่าตัวเดียวออกล่าเหยื่อ) ก็ขัดกับข้อวิเคราะห์ของหลายๆ คนที่บอกว่าปฏิบัติการระเบิดป่วน 7 จังหวัดภาคใต้ใช้คนเยอะ (จนเชื่อกันว่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ คสช.ทำไม่ได้)
          คำถามคือ ถ้าเราเชื่อว่าแม้บีอาร์เอ็นมีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ศักยภาพนั้นมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ด้วยหรือไม่?
          จริงๆ แล้วยุทธวิธีที่บีอาร์เอ็นใช้ในการสู้รบตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เก่งกว่าทหาร แต่ที่เขาปฏิบัติการประสบความสำเร็จ เพราะเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของเขาเอง เป็นบ้านของเขา และมีเครือข่ายรองรับ (อ่านเอกสารหลายๆ ฉบับของโรงเรียนเสธ.จะทราบ) ขณะที่ทหารถูกส่งไปจากต่างถิ่น ต่างภูมิภาค ไม่เข้าใจสภาพพื้นที่ จึงย่อมเสียเปรียบเป็นธรรมดา
          ปฏิบัติการเชิงรุกของทหารได้ผลมากขึ้นในระยะหลัง เหตุรุนแรงลดลงในเชิงปริมาณและความร้ายแรง ส่วนหนึ่งก็เพราะการใช้กองกำลังประจำถิ่นไปสู้ ทั้งทหารพราน อส. ชรบ. ชคต.
          ฉะนั้นการปฏิบัตินอกพื้นที่แล้วจะให้สำเร็จง่ายๆ เหมือนในบ้านตัวเองย่อมเป็นเรื่องยากมาก ไม่ใช่แค่มีคนพร้อม ระเบิดพร้อม แล้วจะทำได้
          4.ในข้อ 3 ได้เปิดประเด็นไว้ว่า ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นทุกครั้ง ต้องได้มวลชน (อ่านได้จากงานเขียนของ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4) คำถามคือ การก่อเหตุนอกพื้นที่สามจังหวัด บีอาร์เอ็นได้มวลชนเพิ่มขึ้นอย่างไร
          ข้อมูลที่ตรวจสอบพบก่อนหน้านี้พบว่า มีคนสามจังหวัดไปทำงานตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ จำนวนมาก ระยะหลังยิ่งมากเพราะยางพาราราคาตกต่ำ
          ฉะนั้นการไปก่อเหตุนอกพื้นที่ ยิ่งจะทำให้คนมลายูที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ เพื่อประทังชีวิตช่วงราคายางตกต่ำต้องเดือดร้อน ไม่ทราบว่าได้มวลชนตรงไหน
          หลายคนอาจจะบอกว่า เมื่อคนมลายูไปอยู่ตามที่ต่างๆ เยอะ จึงมีเครือข่ายก่อเหตุง่าย แต่ประเด็นนี้มีข้อโต้แย้งว่า คนมลายูมุสลิมจากสามจังหวัดที่ไปทำงานนอกพื้นที่ ถูกจับตาเป็นพิเศษอยู่แล้วจากบาดแผลความรุนแรงที่เรื้อรังมานานกว่า 1 ทศวรรษ เมื่อเร็วๆ นี้ยังมีคนสามจังหวัดที่ไปทำงานสนามบิน ไปร้องกรรมการสิทธิฯว่าถูกบีบให้ลาออกจากงาน (เพราะเป็นคนชายแดนใต้)
          ฉะนั้นการที่คนสามจังหวัดจะไปรวมตัวกัน หรือเชื่อมเครือข่ายก่อเหตุรุนแรงในเมืองท่องเที่ยว หรือไปเป็นลูกจ้างรอวางระเบิด ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย (คือจะทำก็คงได้ แต่ไม่ได้ง่ายอย่างที่มีการวิเคราะห์)
          โจทย์ข้อสำคัญที่สุดคือ ก่อเหตุแล้วหนีไปไหน ถ้าหลบพักอยู่แถวจุดเกิดเหตุย่อมตกเป็นเป้าการกวาดจับทันที เพราะต้องไม่ลืมความจริงว่า ทันทีที่ระเบิดดังขึ้น คนกลุ่มแรกที่จะโดนตำรวจกวาดจับหรืออย่างน้อยก็ถูกเพ่งเล็งคือคนสามจังหวัดที่ไปทำงานตามเมืองที่เกิดระเบิด
          นอกจากนั้น ถ้ามองว่าการอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนแล้วก่อเหตุได้ ก็จะพบว่ายังมีอีกหลายจุดที่น่าจะสมเหตุสมผลกว่าปฏิบัติการที่ จ.ตรัง หรือหัวหิน เช่น หน้ารามฯ บางบัวทอง (จ.นนทบุรี) ซึ่งเป็นชุมชนใหม่ขนาดใหญ่ของคนสามจังหวัดหลังราคายางถูก ส่วนใหญ่มาทำงานรับจ้าง เป็นรปภ. และขับแท็กซี่
          พวกนี้เกลียดรัฐไทยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าดิ้นรนมาทำงานแล้วจู่ๆ จะทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยการวางระเบิด แล้วถูกจับ ถามว่าใครจะทำ
          5.ประเด็นศักยภาพของบีอาร์เอ็น
          จริงอยู่ที่บีอาร์เอ็นต้องถือว่ามีศักยภาพ เพราะยืนระยะต่อสู้กับรัฐมาได้นานกว่า 12 ปี แต่หากย้อนไปดูระยะหลังๆ ระเบิดที่ใช้ส่วนใหญ่ลูกเล็ก ทำให้เกิดเสียง เป็นข่าว แต่ไม่โดนใคร ต้องถามว่าจงใจให้เป็นอย่างนั้น มีศักยภาพทำได้หนักกว่านี้แต่ไม่ทำ หรือไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำแล้วกันแน่
          กลับไปดูหลายๆ เหตุการณ์ที่เป็นเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ เช่น คาร์บอมบ์ปัตตานี เมื่อเดือน ก.พ.59 หรือคาร์บอมบ์ด่านเกาะหม้อแกง (ปัตตานีเช่นกัน) ในช่วง 10 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอน ล้วนเป็นการก่อเหตุแบบปัจจุบันทันด่วน ปล้นรถปุ๊บ ใส่ระเบิดปั๊บ แล้วนำไปวางทันที หรือขับไปจอดที่เป้าหมาย แล้ววิ่งหนีก่อนกดระเบิด
          เรียกว่าความเนียน ความพิถีพิถันแตกต่างจากสมัยก่อนมาก...
          เหตุยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อ 13 มี.ค.59 เพื่อใช้เป็นจุดสูงข่มโจมตีฐานทหารพราน ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายหนักเท่ากับที่ยอมลงทุนโดนด่าบุกโรงพยาบาล โดยเฉพาะหากเทียบกับจำนวนกำลังคนที่ใช้
          ต้องยอมรับว่าสู้กันมา 12 ปี ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็บอบช้ำไปเยอะ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงก็ไทยมีการวิเคราะห์เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนถึงศักยภาพที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดของกลุ่มก่อความไม่สงบ (ทหารไม่ได้เฝ้าด่านไปวันๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ เวลาพูดถึงทหาร แม้จะเกลียดทหารก็อย่าดูถูกกันมากเกินไป)
          นอกเรื่องนิดหนึ่ง...ผมเคยได้ยินว่าผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในรัฐบาล เคยเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วางแผน รปภ.ครู อย่างรัดกุมทุกขั้นตอน ทำให้ใน 1 ปีไม่มีครูถูกทำร้ายเลยในพื้นที่รับผิดชอบเลย (หมายถึงทั้งจังหวัดนะ ไม่ใช่อำเภอเดียว)
          6.ขอเจาะลึกในประเด็นการขยายพื้นที่ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น
          มีคำถามว่าทำไมบีอาร์เอ็นต้องขยายพื้นที่ปฏิบัติการในปีนี้ ซึ่งขึ้นปีที่ 13 ของการต่อสู้แล้ว (นับจากวันปล้นปืนปี 47) หากต้องการขยายพื้นที่ปฏิบัติการ ทำไมไม่ขยายมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะในปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่มีเหตุรุนแรงมากที่สุดในรอบ 12 ปีไฟใต้ คือ 1,669 เหตุการณ์ (นับเฉพาะเหตุความมั่นคง) มีระเบิดเกิดขึ้น 471 ครั้ง (เฉลี่ยมากกว่าวันละ 1 ครั้ง) สูงสุดในรอบ 12 ปีเช่นกัน (ที่สำคัญปีนั้นมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในรัฐบาลทหารคล้ายๆ กับปีนี้ แต่ปีนั้นคะแนนรับร่างฯกลับชนะขาด คือ ปัตตานี 72.2% นราธิวาส 73.4% ยะลา 69.6%)
          คำถามที่น่าคิดก็คือ บีอาร์เอ็นจะขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปเพื่ออะไร ในเมื่อตนเองไม่ได้ประกาศความรับผิดชอบหลังก่อเหตุอยู่แล้ว หนำซ้ำยังเสี่ยงจะถูกตีความปฏิบัติการว่ามาจากเหตุปัจจัยอื่น เช่น การเมือง อย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้ด้วย
          นักวิเคราะห์บางท่านที่มองว่าการไม่ประกาศความรับผิดชอบ คือจุดแข็งของบีอาร์เอ็น แต่ถ้ามองมุมนี้จะพบว่า มันกลายเป็นเหตุผลที่อ่อนลงไปทันทีที่จะสนับสนุนว่าทำไมบีอาร์เอ็นต้องปฏิบัติการนอกพื้นที่ (เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ประกาศว่าเขาทำ) แต่ถ้าปฏิบัติการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนฯ ถึงไม่ประกาศก็รู้ว่าเขาทำ
          7.ส่วนเรื่องเจรจา หรือที่เรียกว่า “พูดคุยสันติสุข” ที่มีนักวิเคราะห์บางคนมองว่าบีอาร์เอ็นต้องการก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง หรือเร่งรัดให้รัฐบาลไทยต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้
          ประเด็นนี้มีคำถามว่าบีอาร์เอ็นจะลงทุนทำไปเพื่ออะไร ก็ในเมื่อพวกเขาปฏิเสธร่วมโต๊ะพูดคุยอยู่แล้ว และไม่ได้อยู่ในกระบวนการเจรจาในร่มของ “มารา ปาตานี” อย่างเป็นทางการ
          จะว่าไปสมาชิกบีอาร์เอ็นที่ร่วมอยู่ในมารา ปาตานี (อย่างไม่เป็นทางการ ไม่ใช่ในนามองค์กร) ก็เป็นปีกสนับสนุนการเจรจา อาจจะมีปีกทหารอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าปัจจุบันได้รับการยอมรับอยู่หรือไม่ (ข้อมูลลึกๆ คือสมาชิกคนที่ว่านี้ บิดายังมีตำแหน่งแห่งหนอยู่ในสามจังหวัด และได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในบางยุค)
          ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการพูดคุยฯในปัจจุบัน ก็มีความคึบหน้าในระดับหนึ่ง คือร่างทีโออาร์ (กรอบการพูดคุย) ที่ฝ่ายไทยขอแก้ไข ได้ถูกส่งกลับไปให้มาเลเซียแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างนัดพบปะพูดคุยกันรอบใหม่
          8.บทสรุปท้ายที่สุด ด้วยท่าทีของบีอาร์เอ็นเอง จึงเกิดคำถามว่า คนที่กดปุ่มให้เกิดการขับเคลื่อนสู้รบโดยใช้อาวุธอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วต้องการแยกดินแดนจากรัฐไทยจริงหรือไม่
          คือในระดับปฏิบัติการน่ะใช่ มีความเชื่อเรื่องแยกดินแดน เกลียดชังรัฐไทยแน่ๆ แต่ในบริบทของกลุ่มผู้นำ หรือสภาองค์กรนำ ก็น่าคิดว่าบีอาร์เอ็นสู้มาเฉพาะในห้วงนี้ 12 ปีเศษ ยังไม่เห็นแววว่าจะชนะได้เลย มีแต่ผลัดกันรุกผลัดกันรับกับฝ่ายรัฐ หลายเรื่องที่บีอาร์เอ็นได้มวลชน ก็เป็นเพราะฝ่ายรัฐพลาดเอง เช่น กรณีตากใบ หรือกรือเซะ จุดเชื่อมโยงไปสู่การแบ่งแยกดินแดนสำเร็จ ยังมองไม่เห็นจากการต่อสู้ด้วยอาวุธ
          ส่วนในทางการเมือง หรือปีกการเมือง ช่องทางการใช้ "สิทธิในการกำหนดใจตนเอง" หรือ self determination ก็มีข้อจำกัดมาก และรัฐไทยก็มีบทเรียนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ทั้งกรณีติมอร์เลสเต และอาเจะห์
          ฉะนั้นหากมองแบบกลางๆ ว่าการที่คะแนนโหวตโนชนะที่ชายแดนใต้เกิดจากร่างรัฐธรรมนูญเขียนห่วยจริงๆ จนเข้าทางการปลุกกระแส (เพราะตอนที่เขียนดีกว่านี้ คะแนนรับร่างก็สูงกว่าคะแนนไม่รับร่างฯ ในปี 2550) ก็ยังมองไม่ออกว่าภารกิจแยกดินแดนจะสำเร็จได้อย่างไร
          เหตุนี้ถ้าคนกดปุ่มไม่ได้ต้องการแยกดินแดนจริงๆ ก็มิพักต้องไปหาคำตอบว่าเขาจะขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปทำไม เพราะการดำรงสภาพให้อยู่เช่นที่เป็นอยู่นี้ต่างหากที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับพวกเขาแล้ว!

ด่วน ! กทม.ติดตั้งป้าย “รื้อถอน” ชุมชน “ป้อมมหากาฬ” ชาวบ้านปักหลักสู้ ยันใช้อารยะขัดขืน

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.  เจ้าหน้าที่กทม. นำโดยนายศักดิ์ชัย บุญมา ผอ.กองจัดการกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร  ได้เดินทางไปยังชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร เพื่อทำการติดตั้งประกาศรื้อถอน ซึ่งเนื้อหาระบุว่าจะมีการดำเนินการในวันที่ 3 ก.ย. นี้
ผู้สื่อข่าวรางานว่า ในเวลาราว 09.30 น. เจ้าหน้าที่มีการตั้งแถวเตรียมพร้อมบริเวณลานหน้าพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เยื้องชุมชนป้อมมหากาฬ จากนั้นเวลาราว 10.00 น. ได้นำป้ายมาติดตั้งบริเวณชุมชนและพื้นที่โดยรอบ ประมาณ 4-5 ป้าย นอกจากนี้ มีการใช้เครื่องขยายเสียงประกาศ เนื้อหากล่าวถึงความชอบธรรมในการรื้อถอนชุมชนดังกล่าว
ทั้งนี้ นอกจากข้าราชการกทม.แล้วยังมี เจ้าหน้าทีเทศกิจ ตำรวจสน.สำราญราญราษฎร์ และทหารจำนวนหนึ่ง โดนชาวบ้านในชุมชนได้ออกมาสังเกตการณ์อย่างสงบ
นางสาวอินทิรา วิทยสมบูรณ์ นักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเคลื่อนไหวร่วมกับชาวชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า  น่าสังเกตว่าในครั้งนี้ มีการนำป้ายมาติดเป็นจำนวนมากกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยติดตั้งตั้งแต่บรืเวณสะพานผ่านฟ้า มายังประตูป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นทางเข้าออกของชุมชน เรื่อยไปจนหัวมุมถนน นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องขยายเสียง เพื่อประกาศถึงวามชอบธรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เท่าที่ตนพูดคุยกับชาวบ้านที่มีการประชุมกันวานนี้ (14 ส.ค.) ทุกคนยังมีกำลังใจที่ดี พร้อมต่อสู้ด้วยอารยะขัดขืน โดยยืนยันแนวข้อเสนอเดิม อาทิ
1.ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายทั้งสองฝ่าย
2.ให้ระงับการไล่รื้อ จนกว่าจะหาทางออกร่วมกันทั้งสองฝ่าย
3.ให้มีการจัดเวทีสาธารณะ โดยให้ประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
ป้อมมหากาฬ
13950829_10154518348149363_1812103537_o
ป้อมมหากาฬ

ป้อมมหากาฬ


14012563_10154518348209363_1636212862_o
14037455_10154518348164363_1929224552_o