PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ลุ้นรวมขั้ว

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัย ชี้ขาดว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

นั่นก็เท่ากับเป็นสัญญาณ ไฟเขียวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ตามแนวทางของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 และธงของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการ ให้ทุกคะแนนเสียงมีคุณค่า ไม่ตกน้ำป๋อมแป๋ม

โดยประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ให้พรรคการเมือง จำนวน 26 พรรค ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ตามลำดับอาทิ พรรคอนาคตใหม่ 50 คน พรรคประชาธิปัตย์ 19 คน พรรคพลังประชารัฐ 18 คน พรรคภูมิใจไทย 12 คน พรรคเสรีรวมไทย 10 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 4 คน

พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 คน พรรคชาติพัฒนา 2 คน พรรคพลัง-ท้องถิ่นไท 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และพรรคพลังชาติไทย 1 คน

ส่วนพรรคเพื่อไทยรับประทานแห้ว ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว เพราะได้ ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งเกินจำนวน ส.ส.ที่พึงมีไปแล้ว

ขณะที่พรรคขนาดจิ๋วอีก 11 พรรค แม้มีคะแนนรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 7.1 หมื่นคะแนน แต่ได้รับอานิสงส์จากหลักการทุกคะแนนมีคุณค่า ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าไปชูคอในสภาฯพรรคละ 1 คน

เมื่อสมการตัวเลขผันแปรไปตาม สูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงส่งผลต่อยอดรวม ส.ส.บัญชีรายชื่อกับ ส.ส.ระบบเขต ของแต่ละพรรค ที่ กกต.ประกาศรับรองผลไปก่อนหน้า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.

นั่นก็คือ สิริรวมเบ็ดเสร็จ พรรคเพื่อไทย มี ส.ส.136 คน พรรคพลังประชารัฐ 115 คน พรรคอนาคตใหม่ 80 คน พรรคประชาธิปัตย์ 52 คน พรรคภูมิใจไทย 51 คน พรรคเสรีรวมไทย 10 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคประชาชาติ 7 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรรคชาติพัฒนา 3 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน

ส่วนพรรคพลังปวงชนไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์พรรคประชานิยม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคละ 1 คน

งานนี้ เมื่อโฟกัสค่ายที่ประกาศสัตยาบันจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน 7 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย ยามนี้รวมได้แค่ 245 เสียง

ส่วนขั้วพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และพรรคจิ๋วพรรคละเสียงอีก 11 พรรค จึงรวมกันได้ประมาณ 200 เสียง

งานนี้ จึงต้องรอลุ้น 52 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ 15 พ.ค.นี้ ว่าจะตามแห่มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่???

นี่แหละ คือ ซุปเปอร์ตัวแปรตัวจริง!!!

“พ่อลูกอิน”

โมเดลตั้งยากอยู่ง่าย

ถือตั๋วรอขึ้นนั่งแท่นหัวขบวนรัฐบาลสายใหม่แล้ว

ถึงนาทีนี้ ชื่อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

มีโอกาสสูงที่จะคัมแบ็กกลับสู่เก้าอี้ผู้นำ เป็นนายกฯในระบบเลือกตั้งแบบเท่ๆ

อ่านทางว่าชัวร์ จากปากของไพร่พลนอกจากอดีตรัฐมนตรีคนกันเอง อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มั่นใจว่าพรรคจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หนุน “ลุงตู่” คัมแบ็ก

ล่าสุด 2 ส.ระดับคีย์แมน “กลุ่มสามมิตร” และแถวหน้าค่ายพลังประชารัฐ ทั้ง “สมศักดิ์ เทพสุทิน–สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ออกมาเพิ่มความมั่นใจให้มิตรรักแฟนเพลง

ขานชื่อ “นายกฯลุงตู่” สู่เก้าอี้ผู้นำชัด ขานแต้มพรรคร่วมรัฐบาลขั้ว พปชร.แจ่มแจ้ง

กุมแต้มไว้แล้ว 254-255 เสียงที่นั่ง

นั่นก็ดูจะสอดคล้องสมการตัวเลขที่เปิดกัน ขั้วเพื่อไทยถึงล็อกมัดข้าวต้มแน่นเหนียวกับอนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ พลังปวงชนไทย เพื่อชาติ

แต้มก็ยังแค่ 245 ไม่เกินครึ่งคือ 250 เสียง

ถึงแม้จะพลิกเกมได้ แต่ด่าน 250 ส.ว.เป็นกำแพงจังก้าขวางทาง

ที่หวังลุ้นเล็กๆ ตัวแปรค่ายประชาธิปัตย์ 52 เสียงพลิกข้างก็ได้เฮ แต่สถานการณ์จริง ก็ลุ้นได้อย่างมากแค่ประชาธิปัตย์แยกขั้วแบ่งข้างมาหนุน และถึงพลิกจริง จะลุ้นต่อให้แต้มขั้วเพื่อไทยไหลเกินครึ่ง 2 สภา

จะดีลแต้ม ส.ว.มาบวกเพิ่มเป็น 375 เสียงขึ้นยังมีโอกาสน้อย

อ่านโผ 250 ส.ว.ที่เริ่มโผล่ ชี้ถึง “ที่มา” ขั้วฝ่าย เกมไม่เปลี่ยนแน่

สำคัญเหนืออื่นใด สัญญาณบ้านเมืองเริ่มชัด เส้นทาง “บิ๊กตู่” สว่างวาบยิ่งกว่า

สะท้อนให้เห็นจากพรรคเล็กพรรคน้อย ค่ายที่ได้ปัดเศษได้ที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง สุดท้ายก็รวมตัวประสานเสียงเทข้างพลังประชารัฐ หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผลสุดหรู

แต่ก็ถือเป็นความจริง “เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้”

ไม่ติดล็อก ไม่ขึงพืดแล้วเดินไปสู่ทางตัน

ไม่เท่านั้น แม้แต่ปรากฏการณ์ดึงตัว “กบฏ” ค่ายใหญ่แหกคอกตามที่เดาทางกัน ไม่เฉพาะกับในขั้วอนาคตใหม่ ที่แว่วเสียงงูเห่าสีส้ม แม้แต่ในค่ายเพื่อไทยก็อ่านกันได้

ในภาวะที่พรรคในเครือข่ายนายใหญ่อุปถัมภ์ กับเส้นทางแสงสว่างริบหรี่ปลายอุโมงค์

เอาเข้าจริงก็เริ่มมีเสียงแว่ว ขุดบ่อรอช่วงฤดูแล้ง ไปทำไม

หนทางกลับคืนสู่กระดานอำนาจของนายใหญ่ ไร้วี่แวว สัญญาณตอบรับจากปลายทาง นอกจากนิ่งสนิท ยังมีปรากฏการณ์แปลกๆ ฟ้าฝนคำรามเป็นระลอก ในห้วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลบ้านเมือง

แผนเอ ชะงัก แผนบี แผนซี เกมสำรองยังไม่เข้าฝัก โอกาสเกิดรายการ “แหกคอก” กลางฤดูกาล ก็ไม่แน่

ฉะนั้นอย่างที่ระดับโคตรเซียน 2ส. “สุริยะ–สมศักดิ์” ประเมิน เสียงปริ่มน้ำไม่มีปัญหา ถ้าบริหารจัดการได้ดี

บริหารความสัมพันธ์ในพรรคร่วมให้ลงล็อกไปตลอดรอดฝั่ง อาจครบ 4 ปีก็เป็นได้

ทำนอง “ตั้งง่าย” ก็อาจ “อยู่ยาก” แต่ถ้า “ตั้งยาก” อาจ “อยู่ง่าย”

เหนืออื่นใด นาทีนี้โฟกัสการเมืองดูจะข้ามจากช็อตทุลักทุเล ยังมีอีกหลายด่านกว่าจะเข้าเป้า โดยเฉพาะการยื่นเรื่องตีความการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของขั้วเพื่อไทย–อนาคตใหม่

แต่ขั้วพลังประชารัฐ มองเลยไปถึงเรื่องการจัดแบ่งเก้าอี้ จัดการเกลี่ยแบ่ง ล็อกโควตา รมต.กันแล้ว

ในจุดที่มองว่าธรรมชาติของรัฐบาลผสม ก็เป็นเรื่องธรรมดาต้องต่อรองเจรจาเก้าอี้ เพียงแต่ถ้ามองยาวถึงการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ จากปมนี้ส่อแววไม่ราบรื่น ไม่มีดาบ ม. 44 เหมือนโหมด “ห้วงพิเศษ”

นอกจากภาวะที่ “บิ๊กตู่” ต้องเป็นฤาษีเลี้ยงลิง บริหารงานคน ทั้งในรัฐบาลและพรรคร่วมในสภาฯ

อีกเรื่องสำคัญที่คนจับตา กับภาวะอารมณ์ของผู้นำ เพราะบทหวานก็หยดย้อย บทของขึ้นใครก็ฉุดไม่อยู่ ปรอททะลุเม้งแตกกันได้ง่ายเหมือนกัน

ถึงเวลา “ฤาษีตู่” คงต้องบำเพ็ญตบะกันเข้มๆเลย.

ทีมข่าวการเมือง


วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

'เห็นปาร์ตี้ลิสต์=เห็นรัฐบาล'



ผลเลือกตั้งที่เอ้อเร้อ-เอ้อเต่อตั้งแต่ ๒๔ มีนา ๖๒
                "ลงเอย" ซะที!
                วานซืน "ส.ส.เขต ๓๕๐ คน" กกต.ประกาศรับรองรายชื่อไปแล้ว ๓๔๙ คน
                เมื่อวาน (๘ พ.ค.) "ส.ส.บัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน" หรือปาร์ตี้ลิสต์ กกต.ก็ประกาศรายชื่อออกมาให้หายคันกันแล้ว ๑๔๙ คน
                เบ็ดเสร็จ ณ บัดนี้.......
                ประเทศไทย มีผู้ทรงเกียรติจากเลือกตั้งเป็น "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" รวม ๔๙๘ คน ซึ่งไม่น้อยกว่า ๙๕% ตามรัฐธรรมนูญกำหนด
                เมื่อนาฬิกาการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเดิน
                ก็หมายความว่า........
                ทุกขั้นตอนไปสู่การมีรัฐสภา มีประธานสภา มีนายกฯ มีคณะรัฐบาลบริหารประเทศ
                นับจากนี้ ต้องเดินไปตาม "เทอมเวลา" ที่รัฐธรรมนูญระบุบ่งไว้ ถอยหลังไม่ได้ ถอยเป็นล้ม!
                ประเดิมตาม มาตรา ๑๒๑ ที่บอกว่า........
                "ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก"
                นั่นคือ.......
                เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงทำรัฐพิธี เปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีเป็นนัดแรกแล้ว
                จากนั้น สู่ขั้นตอนสำคัญ ๒ ขั้นตอน คือ การประชุม ส.ส.เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
                เมื่อได้ตัวประธานแล้ว......
                ก็สู่ขั้นตอน ประชุมร่วม ส.ส.-ส.ว. ๗๕๐ คน เลือกตัวนายกฯ อย่างที่ท่านผู้ชมยืดคอรอคอย!
                หยุดไว้แค่นี้ก่อน มาดู "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" ว่าเมื่อประกาศแล้วเมื่อวาน ผลตามมาเป็นอย่างไรบ้าง
                ผลขั้นแรก จะมี ๒๖ พรรค ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และเมื่อบวกกับ ส.ส.เขตแล้ว จะเป็นดังนี้
                -พรรคพลังประชารัฐ ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๘ + ส.ส.เขต ๙๗ = ๑๑๕ คน
                -พรรคอนาคตใหม่ ๕๐ + ๓๐ = ๘๐ คน
                -พรรคประชาธิปัตย์ ๑๙ +๓๓ = ๕๒ คน
                -พรรคภูมิใจไทย ๑๒ + ๓๙ = ๕๑ คน
                -พรรคชาติไทยพัฒนา ๔ + ๖ = ๑๐ คน
                -พรรคประชาชาติ ๑ + ๖ = ๗ คน
                -พรรครวมพลังประชาชาติไทย ๔ + ๑ = ๕ คน
                -พรรคชาติพัฒนา ๒ + ๑ = ๓ คน
                -พรรคเสรีรวมไทย ๑๐ คน
                -พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๖ คน
                -พรรคเพื่อชาติ ๕ คน
                -พรรคพลังท้องถิ่นไท ๓ คน
                -พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ คน
                -พรรคพลังปวงชนไทย ๑ คน
                -พรรคพลังชาติ ๑ คน
                -พรรคประชาภิวัฒน์ ๑ คน
                -พรรคไทยศรีวิไลย์ ๑ คน
                -พรรคพลังไทยรักไทย ๑ คน
                -พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ๑ คน
                -พรรคประชานิยม ๑ คน
 -พรรคประชาธรรมไทย ๑ คน
                -พรรคประชาชนปฏิรูป ๑ คน
                -พรรคพลเมืองไทย ๑ คน
                -พรรคประชาธิปไตยใหม่ ๑ คน
                -พรรคพลังธรรมใหม่ ๑ คน
                -พรรคไทรักธรรม ๑ คน
                พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ ๒๗ มี ส.ส.ระบบเขต ๑๓๖ คน "มากที่สุด" ซึ่งมากกว่าจำนวนพึงมีแล้ว  จึงไม่ได้รับจัดสรรให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม!
                กราดตาดูตัวเลขแวบแรก ๑ พรรค พรรคละ ๑ คน รวม ๑ ส.ส.กลายเป็น "เจ้าเมืองแปร" ไปโดยปริยาย
                ในเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างซีกเพื่อไทยกับซีกพลังประชารัฐ ๑ เสียงเข้าไปบวกซีกไหน
                ซีกนั้น "เสียงข้างมาก" ตั้งรัฐบาลได้ทันที!
                เอาแค่ "ตั้งได้" นะ........
                ส่วนจะอยู่ได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องอนาคต จะต้องเอามาคิดรอนปัจจุบันไปเพื่ออะไรล่ะ?
                แล้วแบบนี้ คิดว่าซีกไหนจะเป็นเสียงข้างมากตั้งรัฐบาล?
                ก็ดูซี ว่าฝ่ายไหนโวย?
                โวย คือ "อาการ" ที่บ่งบอกว่าฝ่ายนั้นรู้ตัวเป็นรอง และรอเวลาแพ้!
                พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ "ไม่สบอารมณ์" อย่างแรง
                กับการที่ กกต.ใช้สูตรคำนวณให้ "พรรคเล็ก" ที่คะแนนไม่ถึง ๗ หมื่น ได้จัดสรรปันส่วน ส.ส.ไปพรรคละ ๑ คน
                มองว่า เป็นการทำที่เอียงไปทางอำนวยให้ซีกรัฐบาล!
                เด็จพี่ปิยบุตร ขู่ กกต.ตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าใช้สูตรนี้ ทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เขาหายไป ๖-๗ คน
                ตกเย็น "เพื่อไทย" ฉุนขาด..........
                ส.ส.สอบตกนั่งเรียงเป็นพระอันดับ ออกแถลงการณ์
                 "....การดำเนินการดังกล่าวมาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่
                และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
                และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป"
                เพื่อไทยก็จะฟ้อง อนาคตใหม่ก็จะฟ้อง
                ๗ กกต.ของผม ตูดบวมแน่!
                ว่าแต่ว่า ทั้งเพื่อไทยและอนาคตใหม่ จะไปฟ้องที่ศาลไหนล่ะ?
                จะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเอง ที่เรียกว่า "ฟ้องตรง" ก็ทั้งไม่เข้าข่าย และไม่มีช่องให้ฟ้อง
                จะไปฟ้องที่ศาลปกครอง......
                เรื่องเช่นนี้ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
                ครั้นจะไปฟ้องศาลยุติธรรม ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะ กกต.ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
                คิดๆ แล้วก็ขำ.......
                ทั้ง "๒ พรรค" นี้ เหมือนคลอดจากทวารเดียวกัน คำก็ไม่เชื่อกฎหมายไทย สองคำก็ไม่เชื่อในระบบยุติธรรมไทย
                แต่..แม่เอ๊ย ใช้กฎหมายไทย และใช้ระบบยุติธรรมไทย เป็นเครื่องมือ เที่ยวขู่คนนั้น ฟ้องคนนี้ มากกว่าใครเขาเพื่อน!
                ใน ๒ พรรค จะว่าไปแล้ว.......
                เหมือนชุมทางนักกฎหมาย มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอังดรัว ถึงระดับอั้งโล่
                แต่ไม่ยักรู้ว่า รัฐธรรมนูญนอกจากให้ กกต.มีหน้าที่แล้ว ยังให้อำนาจ กกต.ด้วย
                ก็อยากเห็นเป็น "แบบเรียนเร็วใหม่" ในเรื่องนี้เหมือนกันว่า กกต.พิจารณาสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยเห็นว่าถูกต้องแล้วตามบทบัญญัติ และเผยแพร่ให้ทราบแล้ว
                แต่ปรากฏว่า มันไม่ตรงใจ ไม่ตรงประโยชน์บางพรรค ก็ไปฟ้องร้อง
                จะฟ้องได้มั้ย ฟ้องศาลไหน ก็อยากรู้ อยากเห็น?
                ถ้าฟ้องได้ พรรคอื่นๆ ทุกพรรค ก็จะฟ้อง "ตามใจอยาก" กันวุ่นไปหมด
                ทั้งปี-ทั้งชาติ จะนัวเนีย อยู่อย่างนี้ เดินหน้าไม่ได้ เพราะไม่มีอะไร-ตรงไหน ให้ยึดเป็นที่ยุติได้
                เรื่องฟ้อง เอาที่แน่ๆ ดีกว่า.......
                ตามรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ประกาศ "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" กกต.รับรองให้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ ๑ ของพรรคอนาคตใหม่
                นั่นไม่ได้หมายความว่า หนังเรื่อง "หุ้นสื่อ" จบแล้วนะ!
                เป็นแค่ กกต. "ปล่อยไปก่อน" เพราะยังมีเวลา ๑ ปีเช็กบิล
                เมื่อรวบรวมหลักฐานเรื่อง "ถือหุ้นสื่อ" เข้าลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งสมบูรณ์แล้ว
                กกต.ก็จะส่งฟ้องให้ศาลฎีกาตัดสิน!
                อันนี้เจ็บหนัก ถ้าศาลตัดสินว่าเข้าลักษณะต้องห้าม เรื่องจะออกดอก-ออกผล ลามถึงขั้นยุบพรรค
                เผลอๆ ไม่ใครก็ใคร "เข้าคุก" ว่าด้วยการทำเอกสารเป็นเท็จและแจ้งข้อมูลเท็จต่อทางราชการ
                ครับ......
                การเมืองเรื่องถนนลูกรัง ก็ต้องลุยฝุ่น ฝ่าดงโคกกระสุนตำมือ-ตำตีนกันไปอย่างนี้ ไม่ต้องวิตก-หวั่นไหวกันไปหรอก
                เพราะหลักใหญ่ เมื่อการเลือกตั้งถึงขั้นได้ตัวท่านผู้ทรงเกียรติครบแล้ว
                ประชาธิปไตยระบบ "รัฐสภา" เลือกตั้ง มันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป
                เดินไปไหนล่ะ?
                ก็เดินไปให้ "ลุงตู่" เป็นนายกฯ "ตั้งรัฐบาล" สู้กะมันอีกรอบนั่นแหละ. 

09:00 INDEX การต้อนรับ ส.ว.คนใหม่ กรณี “ปรีชา จันทร์โอชา”

09:00 INDEX การต้อนรับ ส.ว.คนใหม่ กรณี “ปรีชา จันทร์โอชา”



การออกมายอมรับของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ว่าจะ”ได้เป็นส.ว. และได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งสนช.ไปแล้ว” ได้ก่อให้เกิดสภาพกระเพื่อมอย่างรวดเร็วในทางการเมือง

แม้ว่าหากมองในด้านความเหมาะสมในทางตำแหน่ง หน้าที่ ราชการแทบไม่มีอะไรเรียกได้ว่าไม่เหมาะ
เห็นได้จากการเป็น “แม่ทัพภาคที่ 3”

เห็นได้จากการเป็น “ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก” และการเป็น “ปลัดกระทรวงกลาโหม”ก่อนเกษียณจากราชการ

ยิ่งกว่านั้นยังเคยเป็น “สนช.”

กระนั้น กรณีการได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน ส.ว.ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง

กลายเป็นเรื่องประเภท”ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์”

กระแสเชิง”ลบ”ที่มีต่อการดำรงตำแหน่งเป็น 1 ใน ส.ว.ด้านหลักไม่น่าจะเป็นเพราะนามสกุล”จันทร์โอชา” และเป็นน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หากแต่น่าจะมาจากกรณีของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นด้านหลัก

1 คือกรณีอันเกี่ยวกับ”ครอบครัว”


นั่นก็เนื่องมาจากการที่คนในครอบครัวมีข่าวการประมูลการ ก่อสร้างโครงการของกองทัพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กอง ทัพภาคที่ 3

1 กรณีอันเนื่องจากบทบาทของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ในห้วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นสนช.

ปรากฏว่าได้ลาการประชุมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เป็นการลาจำนวนมากถึง 300 กว่าครั้ง ทั้งระหว่างดำรงตำ แหน่งเป็นปลัดกระทรวงและเมื่อพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้ว

จึงสงสัยกันว่ามีความดีเด่นอะไรจึงได้เป็นส.ว.อีก

ความละเอียดอ่อนในกรณีของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ยิ่งอึกทึก ครึกโครมเมื่อมีข่าวปรากฏออกมาว่าไม่มีคนในตระกูล”วงษ์สุ วรรณ”ได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.

ทั้งๆที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคัดสรร

จึงเกิดปรากฏการณ์ยกย่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

และมองโอกาสของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา แปลกๆ

ข่าวต้นชั่วโมง 14.00 น. (09-05-62)





ได้ส.ส.แล้วแต่ยังไม่รู้ประชุมสภาที่ไหน/พปชร.รอลุ้นปชป.เอาไง15พ.ค.

เกาะสถานการณ์ 13.30 น. (09-05-62)





พลังท้องถิ่นไทยรับซื่อๆคุยกันมานานแล้วยังไงก็หนุน"ลุงตู่" ่ส่วนชาติไทยพัฒนาเริ่มออกอาการ..ทำท่าจะต้องขึ้นค่าตัวซะแล้ว....

ใจหายแต่ยังหายใจไปต่อ?





รายงานพิเศษTopStory8/5/62
ใจหายแต่ยังหายใจไปต่อ?

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ปล่อยผีส่อป่วนยาว

ผ่านบรรยากาศห้วงเวลาพิเศษ 3 วันผ่านไป การเมืองกลับสู่โหมดระทึกใจ

ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 349 คน จากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง

นั่นหมายถึงมีแค่นายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย เพียงคนเดียว ที่เป็นผู้โชคดีทางบ้าน ได้รับแจก “ใบส้ม” ไปก่อนหน้านี้

และเป็นอะไรที่แนวโน้มเหมือนกัน กับคิวการประกาศรับรองผล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

ที่จะตามมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ก็น่าจะได้รับไฟเขียวผ่านตลอดเหมือน ส.ส.เขตเลือกตั้ง

เพราะไม่มี “แต้มพลิก” จาก ส.ส.เขต ต้องคำนวณสัดส่วนกันใหม่

ก็ขนาดคนที่ลุ้นมากสุดคือ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ติดชนักปมหุ้นสื่อตกอยู่ในสถานการณ์ “ลิงแก้แห” ยังมีกระแส “นำร่อง” แพลมออกมาล่วงหน้า

กกต.จะ “ปล่อยผี” ไปก่อน แล้วค่อยตามไปสอยภายหลัง

ประเมินตามจังหวะ “ปล่อยผี” แบบเหมาเข่งของ กกต. ตัวเลข ส.ส.เขตแต่ละพรรคแทบไม่เปลี่ยน

แต่ปัจจัย “ตัวแปร” ที่จะทำให้เกิดการพลิกผัน มันอยู่ที่การ “คำนวณปาร์ตี้ลิสต์” ตามที่ กกต. ยืนยัน “ยึด” สูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ล้อเจตนารมณ์ของผู้ร่างกติกามาตั้งแต่ต้น ต้องการให้คะแนนของประชาชนทุกเสียงมีค่า “ไม่ตกน้ำ”

โอกาสพรรคเล็กคะแนนต่ำกว่า 7 หมื่นแต้ม ได้รับปัดเศษทศนิยม

และนั่นก็จะมีผลทำให้สมการการจัดรัฐบาลพลิก จากแต้มของพรรคอนาคตใหม่ที่ยึดตามสูตรของแนวร่วม “ทักษิณ” ได้ปาร์ตี้ลิสต์บวก ส.ส.เขต ที่ว่าจะปาเข้าไป 87–88 ที่นั่ง

รวมตัวเลขกันได้ 254-255 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ชิงเล่นเกมเร็วจับขั้วกับฝั่งหนุน “นายใหญ่” ตั้งได้แค่ “รัฐบาลลม” แต่ตามผลอย่างเป็นทางการ ผสมตัวเลข ย้ายข้างสมการกันใหม่ ตามสูตรของ กกต.ที่ยึดตามกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้แต้ม ส.ส.สัดส่วนของทีม “ธนาธร” หายไป 7–8 เก้าอี้

โดยคะแนนจะตกเป็นของพรรคเล็ก 10 กว่าพรรคที่ได้แชร์พรรคละ 1 ที่นั่ง

และโอกาสก็จะเป็นฝั่งของทีมงานของพรรคพลังประชารัฐที่ส่ง “นายหน้า” ไปล็อบบี้ไว้หมดแล้ว แนวโน้มตัวเลข 10 ที่นั่งของพรรคเล็ก ล็อกแขนจะสวิงมาทางขั้วพลังประชารัฐ เทแต้มพลิกสมการฝั่งหนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี “ตีตั๋วต่อ”

ปาดหน้า “แซง” ทีมงาน “เพื่อไทย” ไปแบบฉิวเฉียด

แน่นอนถ้ามองในมุมของเซียนเขี้ยวการเมือง ผลจาก กกต. “ใจไม่ถึง” จะทำให้คะแนนปริ่มสูสีกันมาก และสถานการณ์ “งูเห่า” ที่ส่อเพ่นพ่านจากผลใบส้ม ใบเหลือง ใบแดง จะกลายเป็นแค่ “ไส้เดือน” ไม่กล้าขยับ

ทีมดูไบจะ “ตรึง” กำลัง ส.ส.ไว้ได้ในระดับที่เบียดหายใจรดต้นคอทีมหนุน “ลุงตู่”

ตามรูปการณ์การเมืองจะแกว่งมาก จากเกมชิงตัวเลขจัดรัฐบาล

แต่การเมืองแบบไทยๆหลายยุคก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กับปรากฏการณ์ต่อให้เสียง “ปริ่มน้ำ” แค่ไหน ถึงขั้น ส.ส.ลุกเข้าห้องน้ำขี้เยี่ยวไม่ได้ ก็ฉุดกระชากลากถูกันไปจนได้

ขั้วพลังประชารัฐต้องล็อกเสียงตั้งประธานสภาผู้แทนฯให้ได้ก่อน เพื่อกุมสภาพ

ที่เหลือค่อยไปลุ้นแก้กันแบบช็อตต่อช็อต

ตามรูปการณ์รัฐบาลหลังเลือกตั้งเดินหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐบาลแห่งชาติมาทำให้กลไกพิกลพิการ พาลให้ต่างชาติงง ตกลงประเทศไทยจะเอายังไงแน่

เลือกตั้งแล้ว แต่ต้องกลับไปใช้บริการ “นายกฯ” พิเศษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันยังมีจุดสำคัญต้องลุ้นวันที่ 8 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคิวนัดวินิจฉัยคําร้อง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาว่า พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 128

วิธีการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

ถ้าผลออกมาว่า ไม่มีปัญหา ขั้วพลังประชารัฐก็เดินหมากชิงแต้มหนุน “ลุงตู่” ต่อไป

แต่ถ้าผลออกมาหักมุม การคำนวณแต้มปาร์ตี้ลิสต์จะ “สะดุด” ทันที ไม่รู้จะใช้สูตรไหน และนั่นก็จะเข้าเหลี่ยมทีม “ทักษิณ” และ “ธนาธร” ชิงตีปี๊บโหมกระแสความชอบธรรมในการนับแต้มตามสูตรตัวเอง

เพิ่มแรงสั่นสะเทือนการเมืองอีกหลายแมกนิจูด

สถานการณ์ลำบาก เกมจะยื้อกันไปยื้อกันมา รวมแต้ม ส.ส.จัดรัฐบาลไม่ได้

เผลอๆ “นายกฯลุงตู่” กับรัฐมนตรีที่เหลืออยู่แค่ 10 กว่าคน ต้องประคองเกมบริหารแบบลากยาวต่อไป

ประเทศหยุดนิ่งเป็นอัมพาตแน่.

ทีมข่าวการเมือง


กรงกรรม..กกต.?





รายงานพิเศษ2พ.ค.62 กรงกรรม..กกต.?

กลับมาลุ้นสูตรศาลรธน.?





รายงานพิเศษ 7พ.ค.ุ62 กลับมาลุ้นสูตรศาลรธน.?

เลือกตั้ง 2562 : กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. 349 เขต

สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตอย่างเป็นทางการ 349 คน จากทั้งหมด 350 คน ยกเว้น จ. เชียงใหม่ เขต 8 ที่ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดจากพรรคเพื่อไทย (พท.) โดน "แจกใบส้ม" ก่อนหน้านี้
ล่าสุด กกต. ได้นำประกาศ กกต. เรื่อง ผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ที่ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา แล้ว
การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ชนิด "ยกล็อต" ถือเป็นการดำเนินการเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งให้รับรองผลร้อยละ 95 หรือจำนวน 333 คน เพื่อให้เปิดประชุมรัฐสภานัดแรกได้ นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า เป็นเพราะ กกต. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นตามกฎหมาย และ "ที่ประกาศไปเลย เพราะเมื่อมีการกล่าวหา เขายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด ก็ให้เขามีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐาน"
รองเลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า ขณะนี้มีกรณีร้องเรียนราว 400 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่องคุณสมบัติราว 50 เรื่อง ซึ่งแม้ประกาศรับรองผลไปแล้ว แต่ กกต. ก็ยังมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องเป็นเวลา 1 ปี และถ้า กกต. สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ก็อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวน "ส.ส. พึงมีได้"
พรรคที่มี ส.ส. เขตในสภามีทั้งสิ้น 9 พรรค ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ครองที่นั่ง ส.ส. เขตในสภาสูงสุด ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างไรก็ตามที่นั่งของ พท. ได้ลดลงไป 1 ที่นั่ง เหลือ 136 ที่นั่ง หลัง กกต. สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว 1 ปี หรือ "แจกใบส้ม" ว่าที่ ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 จากพฤติกรรม "สัญญาว่าจะให้" และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่หลังจากนี้
BBC
ในประกาศของ กกต. ฉบับนี้ ไม่ได้เปิดเผยคะแนนมหาชน (ป๊อบปูลาร์โหวต) ที่จะนำไปใช้คำนวณหาจำนวน "ส.ส. พึงมี" และจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรค
ขณะเดียวกัน นายแสวงไม่ยืนยันว่า ในวันที่ 8 พ.ค. จะมีการแถลงผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าจะเปิดเผยไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. อีกทั้งต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งไม่ว่ามีคำวินิจฉัยอย่างไร "ในทางบริหารของสำนักงาน กกต. ได้เตรียมไว้ทุกอย่าง"
วันลต.Image copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
รองเลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า คะแนนมหาชนที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับ จะมีความแตกต่างจากข้อมูลชุดที่ กกต. เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ เนื่องจากในระหว่างนี้ กกต. ได้พิจารณาข้อร้องเรียนต่าง ๆ และมีมติสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่และสั่งนับคะแนนใหม่ในหลายเขตที่เกิดปัญหา "บัตรเขย่ง" รวมถึงสั่งเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนด้วย
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า กกต. ได้มีมติรวม 13 กรณี ทำให้คะแนนเสียงในภาพรวมที่จะนำไปคิดคำนวณหาจำนวน "ส.ส. พึงมี" หายไปอย่างน้อย 151,132 คะแนน ดังนี้
  • แจกใบส้มผู้สมัคร ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย - คะแนนหายไป 134,446 เสียง
  • เพิกถอนสิทธิผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชาติ 6 คน เพราะขาดคุณสมบัติ - คะแนนหายไป 3,520 เสียง
  • เพิกถอนสิทธิผู้สมัครอื่น ๆ 11 คน จาก 7 พรรค เพราะขาดคุณสมบัติ - คะแนนหายไป 12,292 เสียง
  • นับคะแนนใหม่ขอนแก่น เขต 3 หน่วย 1 - ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • นับคะแนนใหม่ขอนแก่น เขต 3 หน่วย 5 - คะแนนหายไป 1 คะแนน (ของ พปชร.)
  • นับคะแนนใหม่นครปฐม เขต 1 - มีการเปลี่ยนแปลงคะแนนของ ปชป. ซึ่งลดลง 51 เสียง และ อนค. ได้เพิ่มขึ้น 92 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ ลำปาง เขต 4 หน่วย 3 - คะแนนหายไป 94 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ ลำปาง เขต 4 หน่วย 6 - คะแนนหายไป 74 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ ยโสธร เขต 2 หน่วย 6 - คะแนนหายไป 37 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ เพชรบูรณ์ เขต 1 หน่วย 12 - คะแนนหายไป 316 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ พิษณุโลก เขต 2 หน่วย 6 - คะแนนหายไป 39 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ กทม. เขต 13 หน่วย 32 - คะแนนหายไป 185 เสียง
  • จัดการเลือกตั้งใหม่ ชุมพร เขต 2 หน่วย 9 - คะแนนหายไป 128 เสียง
ที่มา บีบีซีไทยรวรวมโดยเปรียบเทียบคะแนนที่ กกต. เปิดเผยเมื่อ 28 มี.ค. กับคะแนนใหม่ที่เปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้งใหม่ 21 และ 28 เม.ย. และการนับคะแนนใหม่
บรรยากาศหลังปิดหีบเลือกตั้งที่ จ. อุดรธานี เมื่อ 24 มี.ค.Image copyrightSTR/BBC THAI
คำบรรยายภาพบรรยากาศหลังปิดหีบเลือกตั้งที่ จ. อุดรธานี เมื่อ 24 มี.ค.
ถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ยอมเปิดเผยสูตรคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ แต่มีรายงานว่า กกต. เลือกใช้สูตรคำนวณแบบมี "พรรคจิ๋ว" หรือพรรคที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าคะแนนในการมี ส.ส. ได้ 1 คน มีสิทธิเข้าไปนั่งในสภาด้วย
เช้าวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาตรา 128 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องไป ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สำนักงาน กกต. นัดประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ