PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อลเวงแล้ว..!!!ขายเงินดอลลาร์สหรัฐทิ้งกันอุตลุต

อลเวงแล้ว..!!!
ขายเงินดอลลาร์สหรัฐทิ้งกันอุตลุต
ไปถือเงินดอลลาร์ฮ่องกง ฝากธนาคารจีน
บริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซียหลายแห่ง
ได้ย้ายเงินทุนมายังธนาคารในเอเชีย
เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
และสหภาพยุโรป หรือ อียู
โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน
บริษัทเมกาฟอน
ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ
อันดับสองของรัสเซีย
แปลงเงินสดสำรองราวร้อยละ 40
เป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกง
และฝากไว้กับธนาคารจีน
ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 60
อยู่ในรูปเงินรูเบิล
ส่วนบริษัท โนริลสค์ นิกเกิล
และโนวาเทค ผู้ประกอบการด้าน
ก๊าซธรรมชาติอันดับสองของรัสเซีย
ก็แปลงเงินเช่นกัน โดยธนาคารตะวันตก
ขนาดใหญ่ในกรุงมอสโก ของรัสเซีย
ได้รับคำขอจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก
ให้แปลงเงินไปเป็นดอลลาร์ฮ่องกง
โดยไม่ยอมให้แปลงไปเป็นเงินยูโร
การเลือกถือเงินดอลลาร์ฮ่องกง
เพราะเงินฮ่องกง เป็นตัวแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ
ที่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ในยามที่ตลาดวุ่นวาย
และทำให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาและธนาคาร
ขนาดใหญ่ของรัฐบาลรัสเซีย ประกาศห้ามขาย
หุ้น หรือ พันธบัตรใหม่ที่มีอายุไถ่ถอนนานกว่า
90 วันให้แก่บริษัท และ ประชาชนที่มีสัญชาติในอียู
คนที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ จะบอกให้รู้ว่า
นี่คือสัญญาณหายนะของเงินสกุล
ดอลลาร์สหรัฐ และเงินยูโร
เพราะรัฐเซียไม่ใช่แค่มีเงินรูเบิ้ล
แต่รัสเซียมีทองคำในสต็อคมหาศาล
แต่สหรัฐไม่มี
ช่วงแรกๆ ที่สหรัฐ และ EU คว่ำบาตรนี้
ธุรกิจบริษัททัวร์ในรัสเซีย
คงมีอาการย่ำแย่ ลูกทัวร์คงเดือดร้อน
และคนไทยที่ทำทัวร์กับรัสเซีย
ก็อาจปั่นป่วนบ้างเพราะเขาคงขาด
สภาพคล่อง ต้องเตรียมการรับตรงนี้
แต่ในภาพรวมมันจะทำให้เงินดอลลาร์
สหรัฐค่อยๆ เฟ้อในตลาดโลก
เพราะความต้องการหายไปจากตลาดอย่าง
ฉับพลัน มันเหมือนเงินดอลลาร์สหรัฐท่วม
ตลาดโลก แต่ไม่มีใครอยากได้
เพราะค่ามันต่ำ และไม่มีเสถียรภาพ
คอยดูเถอะ นับแต่นี้ บริษัทใหญ่ๆ
อีกหลายประเทศ รวมถึงรัฐบาลด้วย
จะทะยอยแปลงเงินสดสำรองของตนเอง
ไปเป็นเงินสกุลอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ
และ ไม่ใช่ยูโร ยิ่งที่ทำให้เงิน 2 สกุลนี้
ปั่นป่วนอย่างหนัก
เราอาจได้เห็นบริษัทใหญ่ๆ ที่ถือเงินสกุล
ดอลลาร์สหรัฐ และ ยูโร สำรองไว้มาก
และดื้อดึงไม่ยอมแปลงค่าเงิน ต้องหายนะ
ล้มละลายเป็นโดมิโน..
เมื่อนั้นการประกาศสงครามสู้รบกัน
ด้วยอาวุธจริงจะอุบัติขึ้นทันที
เสธ น้ำเงิน

'ทนายสนธิ ลิ้มทองกุล' เดินหน้า ยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาสู้คดีคุก 20 ปี

'ทนายสนธิ ลิ้มทองกุล' เดินหน้า ยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาสู้คดีคุก 20 ปี ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก่อนลุ้นยื่นประกันใหม่
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นฎีกา และขอปล่อยชั่วคราว นายสนธิ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 20 ปี ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หลังจากศาลฎีกา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่ให้ประกันเนื่องจากเห็นว่าจำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา ว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาข้อเท็จจริงแล้วซึ่งศาลมีคำสั่งให้ส่งคำร้องและฎีกาพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาพิจารณาเซ็นรับรองในวันนี้ (13 ส.ค.) ตนจึงมอบหมายให้เสมียนทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาอีกครั้งโดยขอให้ส่งสำนวนไปให้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ เซ็นรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยเร็ว โดยขอให้ส่งวิธีพิเศษด้วยวิธีส่งแฟกซ์ หรือ ขอให้นำเจ้าหน้าที่ของศาล นำสำนวนไปให้ผู้พิพากษาเซ็นรับรอง หรือวิธีส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน EMS โดยจำเลยจะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดเพราะการส่งด้วยวิธีปกติจะล่าช้า ซึ่งอย่างเร็วอาจ 2 สัปดาห์ หรืออย่างช้าอาจจะ 1 เดือน ที่จะส่งผลให้ นายสนธิ ต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน ทั้งนี้ หลังจากเรายื่นคำร้องแล้ว ในวันนี้ศาลอาญายังไม่มีคำสั่งใด ๆ ขณะที่เรื่องประกันตัววันนี้ ก็ยังไม่ได้ยื่นแต่อย่างใด

อุ้มบุญพ่อ"ยุ่น"ไม่ธรรมดาเป็นทายาทมหาเศรษฐี สงสัยเอาเด็กไปทำ"อะไหล่มนุษย์"

ไม่ธรรมดาสำหรับข่าว “อุ้มบุญ” ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจเวลานี้ หาใช่แค่สื่อไทยหลายค่ายที่เกาะติดกระชั้นชิด สื่อต่างประเทศจำนวนมากโดยเฉพาะสื่อแดนปลาดิบเกือบทุกสำนัก พากันแห่เข้ามาติดตามข่าวในเมืองไทย เพื่อนำกลับไปเสนอที่ญี่ปุ่นอย่างครึกโครม เพราะมีแง่มุมลึกลับซับซ้อน ชวนสงสัยยิ่ง...

ประเด็นที่สื่อยุ่นพยายามขุดคุ้ยหาเบื้องหลัง คือ วัตถุประสงค์แท้จริงที่หนุ่ม “ชิเกตะ มิตซูโตกิ” ทายาทอภิมหาเศรษฐีญี่ปุ่น ทำไมถึงต้องการเด็กทารกจำนวนมากที่เกิดจากการจ้างสาวๆ ในประเทศไทย “อุ้มบุญ” ข้อมูลเริ่มแรก 
เจ้าหน้าที่จับได้มีเด็ก 9 คน แต่ยิ่งคุ้ย ยิ่งพบมีเด็กเพิ่มขึ้นรวม 14-15 รายแล้ว...จากที่ วิเคราะห์ดูเบื้องต้น ตัดไปได้เลยเรื่องที่สงสัยเป็นขบวนการค้ามนุษย์ จะนำเด็กไปขายต่อ เพราะด้วยฐานะหนุ่มยุ่นที่พ่อร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อเงินแบบนี้แน่

ส่วนที่มองแง่ดี คาดต้องการปั๊มทายาทเยอะๆ เอาไปสืบทอดธุรกิจที่มีอยู่มากมายมหาศาลนั้น ยิ่งเหลวไหลใหญ่ เพราะญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ถือตัวเองมีสายเลือดสูงส่ง เป็นลูกพระอาทิตย์ ไม่ง่ายที่จะรับสายเลือดมั่วซั่วมาเป็นทายาทแน่ แม้สเปิร์มมาจากหนุ่มชิเกตะ มิตซูโตกิ ก็ตาม... มีข้อสงสัยกันมากเรื่องที่อาจจะนำเด็กเหล่านี้ไปเป็น “อะไหล่มนุษย์” เพราะสันดานคนที่ร่ำรวยล้นฟ้า มักกลัวตาย ต้องการมีชีวิตยืนยาวเป็น “อมตะ” ให้ได้นานที่สุด เพื่ออยู่ใช้เงินและอำนาจ...เมื่อแก่ตัวร่างกายทรุดโทรม อวัยวะสำคัญๆ เช่น หัวใจ ม้าม ตับ ไต ฯลฯ เจ็บป่วย เสียหาย เวลาต้องการเปลี่ยนเพื่อยืดชีวิตออกไป 

แม้สำหรับมหาเศรษฐีอาจซื้อหาเปลี่ยนอวัยวะได้ไม่ยาก แต่ที่เป็นปัญหาคือ อวัยวะที่จะเข้ากันได้กับร่างกายของตนนั้น ไม่ง่ายเลย ซึ่งจะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าเป็นอวัยวะที่มาจากสายเลือดที่มี DNA เดียวกัน..

นี่จึงเป็นปมที่น่าคิดมาก...คดีนี้ ไม่เชื่อว่า ตำรวจไทยจะสามารถสาวถึงเบื้องหลังแท้จริงได้ แต่ก็หวังว่า จะเป็นคดีอุทาหรณ์ เพื่อออกกฎหมายดูแลป้องกัน ไม่ให้มีการกระทำที่ส่อเป็นการทำลายศีลธรรมอย่างร้ายแรง ดังที่สงสัยกัน

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ยิ่งลักษณ์ ช็อปปิ้ง หลังกลับไทย





มีการถ่ายคลิปอดีตนายกรัฐมนตรี"ยิ่งลักษณ์"กำลังช็อปปิ้งที่โลตัสเลียบด่วนรามอินทราใกล้บ้านพัก นี้มาเผยแพร่ในเช้าวันจันทร์ที่ 11 ส.ค.57 หลังจากที่มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเดินทางกลับมายังประเทศไทย ที่สนามบินดอนเมืองเมื่อ 22.00น.คืนที่ผ่านมา โดยผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ไปรอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีเพียง ผสข.มติชน ที่ไปรอที่ดอนเมือง และมีภาพไม่ชัดเจนออกมา นอกจากระบุว่าเป็นการเดินทางกลับมาโดยเครื่องบินส่วนตัว

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เบื้องหลังปลดผู้พากษา

คุ้ย “เรื่องลับๆของท่านผู้พิพากษา” จุดเริ่มต้นมติลงโทษบิ๊กตุลาการ 7 ราย

เขียนวันที่
วันเสาร์ ที่ 09 สิงหาคม 2557 

"...มีการยืนยันข้อมูลว่า ก่อนหน้าที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) จะมีคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 7 ราย ดังกล่าวออกมา ในช่วงปี 2553 มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติการณ์ฉันชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้วและเรียกรับผลประโยชน์ และกรณีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่การขยายผลตรวจสอบข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในเรื่องต่างๆ และขยายผลมาถึงข้อมูลในส่วนของผู้พิพากษา 7 นายที่ถูกลงมติลงโทษทางวินัย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไป.."

bookkk8-8-14

นับเป็นข่าวใหญ่ในรอบหลายปีของวงการยุติธรรมประเทศไทย!

เมื่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติสั่งลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นใหญ่ 7 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่าให้ประกันตัวจำเลยในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และคดียาเสพติดผิดระเบียบและกฎหมาย

ประกอบไปด้วย

1. นายองอาจ โรจนสุพจน์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตรองประธานศาลฎีกา,นายสิงห์พล ละอองมณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ไล่ออก)

2.ให้ นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ,นายสิทธิชัย พรหมศร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ให้ออก)

3. ให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 นาย

4.ให้ภาคทัณฑ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1(อดีตรองอธิบดีศาลอาญา)

ทั้งนี้ ทันทีที่ข่าวชิ้นนี้หลุดรอดออกมา คนในแวดวงยุติธรรม ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า การให้ไล่ออก – ให้ออกผู้พิพากษาจากการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ถือ เป็นการลงโทษทางวินัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งและเป็นผู้พิพากษาที่มีตำแหน่งสูงซึ่งศาลยุติธรรมมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้ซึ่งจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรมมากขึ้นว่า เป็นไปอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันข้อมูลว่า ก่อนหน้าที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) จะมีคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 7 ราย ดังกล่าวออกมา

ในช่วงปี 2553 มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติการณ์ฉันชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้วและเรียกรับผลประโยชน์

และกรณีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่การขยายผลตรวจสอบข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในเรื่องต่างๆ และขยายผลมาถึงข้อมูลในส่วนของผู้พิพากษา 7 นายที่ถูกลงมติลงโทษทางวินัย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไป

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลในหนังสือ "เมนูคอร์รัปชัน และการแสวงหาผลประโยชน์" ที่เรียบเรียงจากโครงการ ‘คู่มือประชาชนรู้ทันคอร์รัปชันและการแสวงหาผลประโยชน์’ ที่จัดทำโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

พบว่า มีการระบุถึงข้อมูล “เรื่องลับๆ ของท่านผู้พิพากษา” เอาไว้ด้วย

หนังสือเล่มนี้ให้ปูมหลังว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 สบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เพื่อพิจารณาลงมติกรณีมีผู้ร้องเรียนว่า สมศักดิ์ จันทกุล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มีพฤติการณ์ฉันชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้วและเรียกรับผลประโยชน์

โดยที่ประชุม ก.ต.เห็นว่า สมศักดิ์กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามที่มีผู้ร้องเรียนจริง จึงมีมติให้ไล่ออกจากราชการ โดยให้สำนักงานศาลยุติธรรมทำหนังสือเสนอโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นยศ พร้อมกับพิจารณาเรื่องการดำเนินคดีอาญา

รายงานการสอบสวน

คณะกรรมการสอบสวนเริ่มต้นจากการวินิจฉัยว่า สมศักดิ์ จันทกุล มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้วจริงหรือไม่

นาง ก. ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางสาว น. คือผู้กล่าวหาว่า สมศักดิ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว น. โดยนาง ก. ให้การว่า ตนทำหน้าที่เป็นเลขานุการของนางสาว น. มีหน้าที่ช่วย จัดทำเอกสาร ติดต่องาน และช่วยเลี้ยงบุตรของนางสาว น. ต่อมา เมื่อนาง ก. รับรู้ว่า สมศักดิ์และนางสาว น. เข้าไปในโรงแรมด้วยกัน จึงนำทะเบียนสมรสของนางสาว น. กับสามี รวมทั้งสูติบัตรของบุตรนางสาว น. กับสามี ให้สมศักดิ์ดู เนื่องจากสงสารสามีของนางสาว น. และบุตร ก่อนที่ตนจะถูกนางสาว น. ไล่ออกจากงานในสำนักงานกฎหมาย ซึ่งมีที่ทำการอยู่ภายในอู่รถของนางสาว น. และสามี

กรณีดังกล่าวคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉัยว่า สมศักดิ์รู้ว่านางสาว น. มีสามีแล้ว ประกอบกับแผ่นบันทึกภาพ (ดีวีดี) ของนักสืบที่รับจ้างติดตามพฤติกรรมของนางสาว น. ก็ปรากฏภาพรถของนางสาว น. โดยมีสมศักดิ์เป็นผู้ขับพาเข้าไปในโรงแรมม่านรูด หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง รถ คันดังกล่าวจึงออกจากโรงแรม และเมื่อพิจารณาร่วมกับพฤติกรรมที่แสดงถึงความสนิทสนมและความไว้วางใจระหว่างสมศักดิ์กับนางสาว น. คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่าสมศักดิ์กับนางสาว น. มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินกว่าในฐานะลูกค้ากับเจ้าของอู่รถ (ตามที่สมศักดิ์ให้ถ้อยคำ)

กรณีสืบเนื่องจากเรื่องชู้สาว คือพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์จากคู่ความในคดี เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือในคดีความ โดยสมศักดิ์ถูกกล่าวหาว่าให้นางสาว น. เป็นผู้ติดต่อในการเรียกและรับเงินสินบน

กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่นางสาว จ. ทนายความ ซึ่งมีสำนักงานกฎหมายที่พัทยา รับดำเนินการขอประกันตัว ‘คาร์ล’ ชาวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งถูกดำเนินคดี 3 คดี โดยนางสาว จ. ยื่นขอประกันตัว 3-4 ครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาต คาร์ลจึงต้องการหาทนายความคนใหม่

นางสาว น. ให้ถ้อยคำว่า ได้รับการติดต่อจากนางสาว จ. ให้ช่วยหาทนายความประกันตัวคาร์ล โดยนางสาว น. ตอบตกลง จากนั้นจึงมีการทำบันทึกข้อตกลง ใจความว่า คาร์ลได้โอนเงินจำนวน 3.5 ล้านบาท ให้นางสาว จ. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการยื่นขอประกันตัวในคดีอาญา 3 คดี ซึ่งนางสาว จ. นำเงินจำนวนดังกล่าวฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารแห่งหนึ่ง และระบุชื่อหลานของนางสาว น. เป็นเจ้าของบัญชีร่วม โดยหากสามารถดำเนินการให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ทั้ง3 คดี นางสาว จ. จะร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินทั้งหมดให้แก่หลานของนางสาว น. ทันที

ต่อมา หลังจากคาร์ลได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ก็มีการถอนเงินจำนวน 3.4 ล้านบาท(ก่อนหน้านั้นมีการถอนเงินไปแล้ว 100,000 บาท) จากบัญชีของนางสาว จ. และหลานของนางสาว น. ก่อนที่เงินจำนวนนี้จะถูกฝากเข้าบัญชีของนางสาว น. ในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนของคณะกรรมการ พบว่า ในสำนักงานกฎหมายของนางสาว น. มีภาพถ่ายของสมศักดิ์ในเครื่องแบบข้าราชการตุลาการประดับสายสะพายติดไว้อย่างเปิดเผย โดยนางสาว น. รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านคดีให้แก่ลูกความทั้งที่ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย แต่ทำบันทึกข้อตกลงรับประกันตัวคาร์ลซึ่งเป็นจำเลยคดีอาญา 3 คดี ในอัตราค่าจ้างสูงถึง3.5 ล้านบาท (ซึ่งเป็นค่าจ้างที่สูงผิดปกติสำหรับการขอประกันตัวจำเลยในคดีอนาจารเด็ก ตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน) และมีข้อตกลงว่าหากไม่สามารถประกันตัวได้จะคืนเงินให้ โดยก่อนหน้านั้นไม่มีทนายความคนใดดำเนินการให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ แสดงว่าต้องมีผู้รู้กฎหมายให้คำปรึกษาแนะนำ ทำให้นางสาว น. มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าคาร์ลได้รับการประกันตัว โดยมีสมศักดิ์เป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว 2 คดี คณะกรรมการสอบสวนจึงเชื่อว่า สมศักดิ์เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำนางสาว น. ในการดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว

เมื่อพิจารณาประกอบกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาวน. จึงเชื่อได้ว่า สมศักดิ์เป็นผู้สนับสนุนนางสาว น. ในการเรียก รับผลประโยชน์จากคาร์ล เพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อันเกิดจากคำสั่งอนุญาตของสมศักดิ์

คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่า การกระทำของสมศักดิ์ “เป็นการไม่รักษาความลับของทางราชการมิให้รั่วไหล ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ไม่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดอยู่ในกรอบศีลธรรม จริยธรรม และประเพณีอันดีงามของตุลาการให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไป ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ รับประโยชน์จากบุคคลอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และเป็นการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียและผลประโยชน์เกี่ยวกับคดีความอันกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา ดังนี้ เป็นการกระทำผิดวินัยฐานไม่รักษาวินัยโดยเคร่งครัด ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่รักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว และไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการและจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่คณะกรรมการตุลาการกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาลยุติธรรมและทางราชการอย่างร้ายแรง”

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมของผู้พิพากษาบางคน บางกลุ่ม ในวงการยุติธรรมของเมืองไทย ที่คนในสังคมไทย อาจจะยังไม่เคยรับรู้มาก่อน!

แต่เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว อาจจะต้องอึ้งไปตามๆ กัน   

 

 

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ก.ต.ไล่ออก-ให้ออก 4 ผู้พิพากษา รวมอดีตรองปธ.ศาลฎีกา

ด่วน!ก.ต.ไล่ออก-ให้ออก 4 ผู้พิพากษา รวมอดีตรองปธ.ศาลฎีกา
ก.ต.ลงมติ ไล่ออก-ให้ออก อดีตรองประธานศาลสูง หน.คณะในศาลฎีกา อดีตประธานศาลอุทธรณ์ รวม4 นาย งดขึ้นเงินเดือน-ภาคทัณฑ์ 3 ผู้พิพากษาศาลฎีกา-อุทธรณ์กรณีให้ประกันจำเลยคดีข่มขืน-ยาเสพติดไม่ชอบ
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว ว่า ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)เมื่อเร็วๆนี้ ได้พิจารณาลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นใหญ่ 7 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่าให้ประกันตัวจำเลยในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และคดียาเสพติดผิดระเบียบและกฎหมาย ซึ่งก.ต.มีมติให้ลงโทษผู้พิพากษาแต่ละรายดังนี้
1.ให้ นายองอาจ โรจนสุพจน์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตรองประธานศาลฎีกา,นายสิงห์พล ละอองมณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ไล่ออก)ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 32(7)
2.ให้ นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ,นายสิทธิชัย พรหมศร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ให้ออก)ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 32 (7)
3.ให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 นาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 76 (4)
4.ให้ภาคทัณฑ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1(อดีตรองอธิบดีศาลอาญา)ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 76 (5)
แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้พิพากษากลุ่มนี้ ประธานศาลฎีกาได้สั่งให้พักราชการนายองอาจ โรจนสุพจน์ อดีตรองประธานศาลฎีกา,นายสิงห์พล ละอองมณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมมาตรา74 ที่ระบุว่า เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา ถ้า ก.ต. เห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้พักราชการก็ได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า การให้ไล่ออก-ให้ออกผู้พิพากษาจากการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ถือเป็นการลงโทษทางวินัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งและเป็นผู้พิพากษาที่มีตำแหน่งสูงซึ่งศาลยุติธรรมมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้ซึ่งจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรมมากขึ้นว่า เป็นไปอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและรอบคอบ
"หลังจากที่ ก.ต.มีมติให้ไล่ออกนายสมศักดิ์ จันทกุล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ซึ่งถูกกล่าวหาในทำนองเดียวกัน ในเรื่องการให้ประกันตัวจำเลย ก็เริ่มมีการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องเรื่อยมา"แหล่งข่าวกล่าว
ข่าว - โพสต์ทูเดย์

พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?

พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?

Thu, 07/08/2014 - 16:57
Printer-friendly version
Views: 2,043
พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?
สืบประวัติ “นวน เจีย” อาชญากรสงครามเขมรแดงที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชากว่าสองล้านคนเป็นอดีตคนไทย อดีตศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แต่เขาก้าวไปเป็นใหญ่ในกองกำลังที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดแห่งศตวรรษได้อย่างไร ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์สืบค้นและเรียบเรียงข้อมูลมาให้ติดตาม
เอ่ยชื่อ “นวน เจีย” หลายคนคงรับรู้ข่าวคราวที่เขาถูกศาลศาลพิเศษกัมพูชา โดยการสนับสนุนของสหประชาชาติลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจพร้อมกับ “เคียว สมพอน”อดีตประธานาธิบดีเขมรแดง โดยช่วงที่นวน เจียมีอำนาจในกองกำลังเขมรแดง เขาเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นหมายเลข 2 รองจากพอล พต อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา จนได้รับการเรียกขานจากกองกำลังเขมรแดงว่า “พี่ชายหมายเลข 2”
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่านวน เจียคือใคร มีประวัติอย่างไร เพราะอย่างที่รู้กันว่า กองกำลังเขมรแดงเป็นขบวนการที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดในโลก อดีตนายทหารระดับนำที่หลุดพ้นช่วงเวลาแห่งการถูกแย่งชิงอำนาจคืนจากพรรคประชาชนปฏิวัติกัมพูชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามที่เป็นคอมมิวนิสต์สายโซเวียต ในขณะที่เขมรแดง เป็นสายเหมาอีสต์ หรือจีน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตที่เหลือจนชราพร้อมครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ตา ม๊อก, เอียง สารี นางเอียง ทิริธ ฯลฯ
ส่วน “พอล พต” ถูกนักข่าวต่างชาติมาพบขณะที่ใช้ชีวิตในวัยบั้นปลายอย่างเงียบๆ กับครอบครัวที่ จ.ไพลิน ใกล้ชายแดนไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุของเขาย่างเข้า 80 กว่าปี หลังจากนั้นรัฐบาลกัมพูชาจึงถูกนานาชาติกดดันให้ดำเนินการเอาผิดกับคนเหล่านี้ ทางการกัมพูชาจึงส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัวพอล พตไปขังกระทั่งเขาจะเสียชีวิตในคุก ก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น เมื่อปี 2541 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชาเองก็ไม่อยากรื้อฟื้นเอาเรื่องกับคนเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่จำเป็นต้องทำ เพราะการกดดันของนานาชาติที่ยากจะยอมรับการสังหารโหดชาวกัมพูชานับหมื่นๆ คน และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการล้มตายของผู้คนราว2-3ล้านคนในอดีตของคนเหล่านี้
ย้อนกลับไปที่นวน เจีย หลังจากที่ทางการกัมพูชาสืบสวนหาตัวจนเจอก็พบว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวใหญ่อันแสนจะอบอุ่นอยู่ที่ จ.ไพลินใกล้เคียงกับบ้านของพอล พต โดยนวน เจียยืนยันกับนักข่าวมาตลอดว่าเขาไม่มี"เอี่ยว" ในเรื่องฆ่าฟันประชาชน แต่จากข้อมูลในหนังสือ Candidates for Prosecution ของสตีเฟน เฮดเดอร์ กับไบรอัน ทิทเทอมอร์ สองผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขมรแดง ระบุชัดเจนว่า นวน เจียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายเรื่องประหารชีวิตของรัฐบาลเขมรแดง และการปรับใช้นโยบาย อีกทั้งหลักฐานมัดตัวเขาที่สุด มาจากคำให้การของนายคัง เก็ก เอียบ หรือ"สหายดุจ" อดีตผู้บัญชาการคุกโตน สเลง ที่ถูกจับกุมตัวได้และให้ข้อมูลกับ "เน็ต เทเยอร์" นักข่าวชาวเนเธอแลนด์เมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า "ไม่ใช่พอล พต แต่เป็นนวน เจีย ผู้ออกคำสั่งโดยตรงให้ฆ่า"
นักวิเคราะห์มองว่าเขาเป็นคนมีบุคลิกหยิ่งยะโส ชอบข่มขู่ และไม่สำนึกเสียใจในความผิดที่ทำลงไป เขาบอกเพียงว่า นับจากเขายอมเข้ามอบตัวกับรัฐบาลกัมพูชา เมื่อปี 2541 ภายใต้ข้อตกลงที่ปิดฉากเขมรแดงลง นวน เจีย ยอมรับเรื่องการตายของประชาชน ภายใต้รัฐบาลที่เขาเป็นคนควบคุม แต่อ้างว่าเขาไม่ได้ใหญ่พอที่จะยุติการฆ่าฟันกันได้ และเคยกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เขาไม่รู้ว่าใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการตายของประชาชนเหล่านั้น
จากการสืบค้นประวัติ พบว่านวน เจีย เคยเป็น “คนไทย” มาก่อนโดยสิทธิอาณาเขตแห่งรัฐ เพราะเขาเกิดในครอบครัวเชื้อสายจีนที่จังหวัดพระตะบองในห้วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามไปยึดคืนจากฝรั่งเศสและจัดตั้งเป็นมณฑลบูรพา (โดยมีจังหวัดพิบูลสงครามอีกจังหวัดภายใต้มณฑล ) ก่อนที่ไทยต้องยกให้ฝรั่งเศสอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2489
นวน เจียมีชื่อเป็นไทยคือ “ลอง บุญรอด” หรือ “รุ่งเลิศ เหล่าดี” เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2469 ด้วยความที่ยุคนั้นเขาถือเป็นคนไทย จึงได้เข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร ต่อจากนั้นเข้าเรียนที่ โรงเรียนเตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ เตรียมธรรมศาสตร์ (ต.มธก.) รุ่นปี พ.ศ.2488
หลังจบการศึกษาเข้าทำงานที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในระหว่างนั้นก็ไปเข้าฟังบรรยายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเขาชื่นชอบวิชานิติศาสตร์มากที่สุด จนกระทั่งถึงปี 2493 ชีวิตการทำงานย้ายมาสังกัดแผนกอินโดจีน ในกระทรวงการต่างประเทศ ได้เงินเดือน 24 บาท
แต่ในระหว่างที่เรียน มธก. และเป็นข้าราชการไทยอยู่นั้น รุ่งเลิศ เหล่าดี ก็เข้าร่วมกับ องค์กรยุวชนไทย อันเป็นองค์กรของฝ่ายซ้าย หลังได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือพิมพ์มหาชน ของฝ่ายซ้ายในยุคนั้น รวมถึงบทความของอุดม ศรีสุวรรณ เรื่อง "ทางออกของไทย" และ "ชีวทัศน์" ของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ต่อมาเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อย่างเต็มตัวในปี ปี 2493 และโอนเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดจีน แต่ในเวลาไม่นาน หลังได้ทราบข่าวว่า เกิดเหตุฝรั่งเศสสังหารชาวลาวที่เรียกร้องเอกราช เขาจึงแอบหนีออกจากไทยที่บึงกาฬ ผ่านเข้าลาวที่ปากซัน แล้วไปรับการรฝึกโดยเวียดมินห์ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู จนกระทั่งเดินทางถึงกัมพูชา อันเป็นบ้านกิดในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น รุ่งเลิศ เหล่าดี กลับไปใช้ชื่อเดิมในภาษาเขมรว่า "นวน เจีย" เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกัมพูชา กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการพรรค เป็นรองแต่เพียง “พอล พต” เลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาเท่านั้น ซึ่งเขาถือเป็นผู้นำเขมรแดงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เรียนจบจากฝรั่งเศสเหมือนคนอื่น
วันที่ 7 สิงหาคม 2557 ศาลพิเศษของกัมพูชาโดยการสนับสนุนของสหประชาชาติก็ตัดสินจำคุกเขาตลอด ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และเป็นไปได้สูงที่เขาจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับพอล พต พี่ใหญ่ของเขา นั่นคือเสียชีวิตในคุก และนำศพกลับไปฌาปนกิจอย่างเรียบง่ายที่บ้านเกิดต่อไป.
ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล

ย้อนรอยเบื้องหลังคดี "สนธิ ลิ้มฯ” ก่อนศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 20 ปี

ย้อนรอยเบื้องหลังคดี "สนธิ ลิ้มฯ” ก่อนศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 20 ปี

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 07 สิงหาคม 2557 เวลา 14:15 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"..คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน.."
sonntte7-8-14
พลันที่ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา ยืนโทษจำคุก 20 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้บริหารกลุ่มแมเนอร์เจอร์ มีเดีย ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับ นายสุรเดช มุขยางกูร ,นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ นางสาวยุพิน จันทนาอดีตผู้บริหาร และ กรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.57 ที่ผ่านมา
สปอร์ตไลท์ทุกดวงในสังคมไทย ต้องหันกลับมาให้ความสนใจในตัวของ "เจ้าพ่อสื่อ" ผู้นี้ทันที
เพราะต้องยอมรับกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บทบาทและท่าทีของนายสนธิ ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ในฐานะแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน
ขณะที่นายสนธิ ก็เคยประกาศลั่นกลางศึกครั้งนั้น ว่าจะสู้ไม่ถอย ชนิด "เจ๊งเป็นเจ๊ง"
มาวันนี้ชะตากรรมของ นายสนธิ กำลังเข้าขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ!
หากจะย้อยกลับไปถึงสาเหตุสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เผยแพร่ข่าว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) (“IEC”) จำนวน 1,178.25 ล้าน บาท
กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อลวงให้ IEC หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะ ที่เป็นทรัพย์สินของ IEC และกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเอง
ถ้าอ่านผ่านๆ ก็เหมือนคดีทั่วไปที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ฯกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้บริษัทเสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่ติดตามคดีนี้มาตลอด10 ปีจะรู้ว่า คดีนี้โยงถึง(อดีต?)เจ้าพ่อในวงการสื่อสารมวลชนคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือเอเอสทีวีผู้จัดการและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ด้วย
ทั้งนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร(จำแลยคดี IEC) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป (ถูกพิพากษาล้มละลายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 คดีหมายเลขแดงที่ ลฟ. 5/2541 )เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน จำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ ได้รับทราบ
ต่อมา เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ได้ผิดนัดชำระเงินกู้ส่งผลให้ MGR ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้ ให้กับธนาคารกรุงไทยฯ เป็นจำนวนเงิน 259 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง
คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารและเป็นบริษัทแม่ของ IEC) ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทาง IEC ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการ IEC ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ
ขณะที่นายสุรเดช อดีตกรรมการผู้อำนวยการ IEC ยอมรับกับสำนักงาน ก.ล.ต.ว่า IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท IEC เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัท IEC มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท IEC เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย
สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีต กรรมการบริษัท MGR ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัท MGR มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัท MGR
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268
หลังจากนั้นคดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่ศาลชั้นต้น จะพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลยที่ 1 และ นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ จำเลยที่ 3 คนละ 85 ปี และนางสาวยุพิน จันทนา จำเลยที่ 4 จำคุก 65 ปี ส่วนนายสุรเดช มุขยางกูร จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี
แต่จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 1 และ นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน และนางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน ส่วนนายสุรเดช จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน
แต่โทษสูงสุดในความผิดฐานดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 , นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 และ นางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 คนละ 20 ปี แต่ต่อมานายสนธิ พร้อมด้วยนางเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน ยื่นอุทธรณ์
ล่าสุดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่า
การกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน
ขณะที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ให้สัมภาษณต่อสื่อมวลชนว่า จะใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์เดิม มูลค่า 10 ล้าน เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ส่วนชะตากรรมของนายสนธิ และผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องไปรอลุ้นในชั้นศาลฏีกา
เป็นคำตอบสุดท้าย!
---------
รายละเอียดคดีจำคุกอดีตผู้บริหาร IEC
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษนายสุรเดช กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทยฯในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อน ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,178 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 307 311 312(2) ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ศาลอาญาฯพิพากษาว่านายสุรเดช มีความผิดตามมาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษ (1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท
และ (2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล
และ (3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 2,356,000,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ปรับกระทงละ 250,000 บาท และ1,178ล้าน บาท ตามลำดับ รวมลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลจาก prasong.com,รูปประกอบจาก Google