PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

พัลลภ ปิ่นมณี :"ผมลอบสังหารพี่ซัน (พล.อ.อาทิตย์) 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ"

พัลลภ ปิ่นมณี :"ผมลอบสังหารพี่ซัน (พล.อ.อาทิตย์) 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ"

เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม 2558 เวลา 18:00 น.
เขียนโดย
ทีมข่าวการเมืองพิเศษ
 “..ครั้งหนึ่งเคยลอบสังหารพี่ซันที่เชิงสะพานหน้าวัดเบญจมบพิตร ผมกับลูกน้อง 3 คน เตรียมปืนไปยิง คำนวณเวลา คำนวณความเร็วรถหมดแล้ว แต่เคราะห์ดีตอนที่ขบวนรถพี่ซันขับผ่าน มีพระ 3 องค์ มาเดินบิณฑบาตระยะที่ผมจะยิงพอดี ผมเลยไม่ได้ยิง ลองคิดดูช่วง 3 โมงเช้า ปกติพระจะไม่บิณฑบาตแล้ว ผมเลยคิดว่าพี่ซันเป็นคนมีบุญ เลยล้มเลิกความคิดลอบสังหารพี่ซันเสียตอนนั้น..”
twddddd
เช้าวันที่ 19 มกราคม 2558 วงการ “กองทัพไทย” สูญเสียบุคคลสำคัญชื่อ “พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตผู้บัญชาการทหารบก
“พล.อ.อาทิตย์” ถูกขนานนามว่า “บิ๊กซัน” ได้รับความไว้วางใจจาก “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก่อนที่จะถูก “พล.อ.เปรม” สั่งปลดในภายหลัง
โดยอ้างว่าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการลดค่าเงินบาท แต่แท้ที่จริงมีกระแสข่าวออกมาว่า “บิ๊กซัน” จะปฏิวัติ “ป๋าเปรม”
ฉากชีวิตที่โลดโผนในวงการ “ทหาร” ทำให้ “บิ๊กซัน” มีทั้งมิตร มีทั้งศัตรู
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ขอหยิบฉากชีวิตบางส่วนของ “บิ๊กซัน” จากปากคำบอกเล่าของ “พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” ถึงเหตุการณ์รอดตายจากการโดนลอบสังหารมาเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง
“พล.อ.พัลลภ” เปิดฉากเล่าว่า “ความจริงผมสนิทกับพี่ซันมาก เหมือนนายกับลูกน้อง ผมเคยตามท่านไปราชการที่ประเทศเวียดนาม ท่านชอบกินขนมชนิดหนึ่ง ผมก็เอาติดให้ท่านได้กินประจำ”
ทว่าชีวิตนายกับลูกน้อง ระหว่าง “น้องลภ” กับ “พี่ซัน” ต้องขาดสบั้นลง
เมื่อ “พล.อ.พัลลภ” เข้าร่วมกับเพื่อน “จปร. 7” นำโดย “พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร” เตรียมทำรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
โดย “พล.อ.เปรม” ใช้พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่ง “พล.อ.อาทิตย์” ดำรงตำแหน่งรองแม่ภาคที่ 2 เป็นสถานที่ต่อสู้กับ “กบฎเมษาฮาวาย”
“ผมก็ทะเลาะกับพี่ซันตั้งแต่ตอนนั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก เพราะเข้าใจบทบาทของพี่ซัน ที่ต้องช่วยป๋าเปรมปราบพวกผม"
“พล.อ.พัลลภ” เล่าต่อว่า หลังที่ได้รับการอภัยโทษแล้วกลับมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ ส่วนตัวก็คิดจะวางมือไปอยู่เงียบทำไร่ทำนา ซึ่งได้ปลูกไร่ข้าวโพดไว้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
“ตอนนั้นพี่ซันไปได้ข่าวมาจากไหนไม่รู้ว่าผมซ่องสุ่มกำลังปฏิวัติ ทั้งที่ผมปลูกข้าวโพด ฝักกำลังสวยเลย พี่ซันก็ส่งทหารขึ้นเฮลิคอร์ปเตอร์มา 2 ลำ มากัน 20 คน ดูแล้วคงจะมาจับผม แต่โชคดีผมไม่อยู่รถเสียอยู่ปากช่อง พอไปถึงไร่ข้าวโพดลูกน้องบอกว่าอย่าเพิ่งขึ้นไปทหารอยู่กันเต็ม พอไม่เจอผมทหารที่มามันก็เผาไร่ข้าวโพดทิ้งหมด นี่วันนั้นถ้าผมอยู่ไม่มันก็ผมต้องตายกันไปข้าง ผมไม่ยอมให้จับหรอก มาจับก็ต้องสู้กัน”
“หลังจากนั้นผมบอกกับตัวเองต้องเอาคืนพี่ซันให้ได้ ผมก็จัดการด้วยวิธีของผม ซึ่งผมลอบสังหารพี่ซัน 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เฝ้าอยู่ประตูนี้ แต่พี่ซันออกไปอีกประตู คลาดกันตลอด”
“พล.อ.พัลลภ” เล่าต่อว่า “ครั้งหนึ่งเคยลอบสังหารพี่ซันที่เชิงสะพานหน้าวัดเบญจมบพิตร ผมกับลูกน้อง 3 คน เตรียมปืนไปยิง คำนวณเวลา คำนวณความเร็วรถหมดแล้ว แต่เคราะห์ดีตอนที่ขบวนรถพี่ซันขับผ่าน มีพระ 3 องค์ มาเดินบิณฑบาตระยะที่ผมจะยิงพอดี ผมเลยไม่ได้ยิง ลองคิดดูช่วง 3 โมงเช้า ปกติพระจะไม่บิณฑบาตแล้ว ผมเลยคิดว่าพี่ซันเป็นคนมีบุญ เลยล้มเลิกความคิดลอบสังหารพี่ซันเสียตอนนั้น”
ในช่วงปี 2551 “พล.อ.พัลลภ” เดินทางไปหาเสียงให้กับเพื่อนที่จังหวัดเลย บังเอิญได้เจอกับ “พล.อ.อาทิตย์” อีกครั้ง
“ผมเจอพี่ซันที่จังหวัดเลย ผมก็เข้าไปทักสวัสดีครับนาย พี่ซันก็อ๋อไอ้ลภ มึงนี่ลอบฆ่ากู 7 ครั้งนะ ผมก็บอกว่าไม่ใช่พี่ ผมลอบฆ่าพี่แค่ 3 ครั้ง พี่ซันไม่ถือโกรธผม แค่บอกว่าไอ้ห่า แล้วเขกกบาลผมทีนึง ก็จบกันไป”
สุดท้าย “พล.อ.พัลลภ” บอกว่า “ผมโชคดีที่ฆ่าพี่ซันไม่ได้ พี่ซันก็โชคดีที่ฆ่าผมไม่ได้ เราทั้งสองคนต่างโชคดี แต่ทุกอย่างก็เป็นสัญจธรรม พี่ซันก็เป็นพี่ที่ดีของผม”
ทั้งหมดคือปากคำของ “พล.อ.พัลลภ” ผู้ลอบสังหาร “บิ๊กซัน” 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ !!!

105 ตุลาการเข้าชื่อเสนอปฏิรูปศาลปกครอง ปรับแก้หากเป็นครบ 2 ปีก่อนอายุ 65

105 ตุลาการเข้าชื่อเสนอปฏิรูปศาลปกครอง ปรับแก้หากเป็นครบ 2 ปีก่อนอายุ 65 โดยขยายเวลาไม่ได้ ป้องใช้อำนาจโดยไม่เหมาะสม ชี้นานกว่าศาลยุติธรรม-อัยการ
PIC-sanpokkrong-19-1-58 2
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 นายประสาท พงษ์สุวรรณ อธิบดีศาลปกครองจังหวัดระยอง พร้อมตัวแทนคณะตุลการศาลปกครอง ได้รวบรวมรายชื่อตุลาการศาลปกครอง 105 ชื่อ เสนอเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ และปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปศาลปกครอง ต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปศาลปกครอง มีเนื้อหาหลักอยู่ 6 ประเด็น เช่น ปรับปรุงระบบศาลและวิธีพิจารณาเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยควรเร่งรัดการพิจารณาคดีให้เร็วขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการฟ้องคดี ปรับปรุงเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เป็นต้น
และเสนอให้อายุในการดำรงตำแหน่งทางบริหารของตุลาการและประธานศาลปกครองสูงสุด โดยให้ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นเข้ารับราชการได้ตั้งแต่อายุ 35-70 ปี โดยให้พ้นจากตำแหน่งบริหารทุกระดับไปเป็นตุลาการอาวุโสเมื่ออายุ 65 ปี เพื่อไม่ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในขณะที่มีอายุมากเกินไป และทำให้การเลื่อนตำแหน่งในระดับล่าช้าเกินไป
สำหรับตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด หากดำรงตำแหน่งมาครบ 2 ปี ก่อนอายุ 65 ปี ก็ให้พ้นจากตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดไปเป็นตุลาการอาวุโสด้วย โดยไม่อาจขยายระยะเวลาได้ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่เหมาะสมหากดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานเกินไป จะยาวนานกว่าศาลยุติธรรม และอัยการที่เข้ารับราชการในอายุใกล้เคียงกัน จึงเป็นได้เพียง 1-2 ปีเท่านั้นในทางปฏิบัติ แต่ศาลปกครองอาจเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้ตั้งแต่อายุ 45-64 ปี จึงจำเป็นต้องกำหนดไว้เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต 
นอกจากนี้ยังเสนอแนะด้านระบบศาล อำนาจศาลปกครอง และคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ให้คงไว้เหมือนเดิม เพียงแต่ให้แก้ไขกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มจาก 4 คน เป็น 6 คน ด้านโครงสร้างศาลและการเลื่อนตำแหน่งตุลาการ 
ส่วนในเรื่องหลักประกันความเป็นอิสระของตุลาการ และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานธุรการกับศาลนั้น มีการระบุว่า ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน และลงโทษทางวินัยเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) เป็นต้น
ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า จะรับข้อเสนอของศาลปกครองไปพิจารณาต่อไป

PIC-ศาลปกครอง-1

PIC-ศาลปกครอง-2
PIC-ศาลปกครอง-3

สุริยาอัสดง "พล.อ.อาทิตย์"ถึงแก่อนิจกรรม

‘พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก’ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ที่รพ.พระมงกุฎฯ เช้านี้
วันที่ 19 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผบ.ทบ. ผบ.สส. และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเลย ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 06.20 น. ที่ผ่านมา ที่รพ.พระมงกุฎฯ
ประวัติ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2468 เป็น อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเลย
สำเร็จชั้นประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนพรหมวิทยามูล เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน) เลขประจำตัว 3827 สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 6 ในปี พ.ศ. 2484 และ โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมทหารบก รุ่นที่ 5 ระหว่าง พ.ศ. 2487 - 2491 รุ่นเดียวกับ พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์, พล.อ.บรรจบ บุนนาค และพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปะเตมีย์
พล.อ.อาทิตย์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2525 สืบต่อจาก พล.อ.ประยุทธ จารุมณี ที่เกษียณอายุราชการ จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2526 สืบต่อจาก พล.อ.สายหยุด เกิดผล โดยดำรงตำแหน่งทั้งสองควบคู่กัน
ขณะนั้นตรงกับรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลังโดย นายสมหมาย ฮุนตระกูลได้มีการลดค่าเงินบาท เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ถึง 14.8% จาก 23 บาท เป็น 27 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ พลเอกอาทิตย์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง [2] ทำให้เกิดความบาดหมาง และนำมาซึ่งการไม่ต่ออายุราชการของ พล.อ.อาทิตย์ และการปลด พล.อ.อาทิตย์ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก อย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 และแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งแทน [3]
หลังจากเกษียณราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อาทิตย์ ได้เข้ามาเล่นการเมือง โดยได้ก่อตั้งพรรคปวงชนชาวไทย สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ[note 1] แต่ยังไม่ทันได้ปฏิบัติหน้าที่ ก็ถูกจี้จับตัวโดยคณะ รสช. นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร ขณะกำลังเดินทางไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534[3]
ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พรรคปวงชนชาวไทยของ พล.อ.อาทิตย์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคชาติพัฒนา โดยมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณเป็นหัวหน้าพรรค
ชีวิตส่วนตัว พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก มีชื่อที่เรียกเล่นๆ โดยสื่อมวลชนว่า "บิ๊กซัน" เป็นบุตรของ ร้อยตรี พิณ และนางสาคร กำลังเอก ชีวิตครอบครัวสมรสกับ ท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก (3 กุมภาพันธ์ 2474 - 11 มีนาคม 2526)

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว16ม.ค.58

ถอดถอนยิ่งลักษณ์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมพิจารณาวาระถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชั้นกรรมาธิการซักถาม ปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นัดสมาชิกประชุมเวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนดำเนินกระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยวันนี้ อยู่ในขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่สมาชิก สนช. ส่งญัตติไปยังคณะกรรมาธิการซักถาม

จากนั้น พิจารณากระทู้ถามทั่วไป เรื่อง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. โดย น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ เป็นผู้ตั้งถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
-----------------
การประชุมสภานิตบัญญัติแห่งชาติ เริ่มเวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนดำเนินกระบวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง 

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยวันนี้ อยู่ในขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่สมาชิก สนช. ส่งญัตติไปยังคณะกรรมาธิการซักถาม โดยหรรมาธิการซักถาม มีหน้าที่นำคำถามมาพิจารณาคัดกรองไม่ให้ประเด็นซ้ำซ้อนกัน และซักถามทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการซักถามสำนวนคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์  เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ร่วมประชุมกับทีมทนายความ และอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม สนช. โดยที่ประชุมกรรมาธิการได้รับแจ้งว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ มีความมั่นใจและจะไปตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าตอบในรายละเอียดปลีกย่อย

ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นซักถาม เนื่องจากประเด็นคำถามมีจำนวนมาก จึงได้ตัดคำถามประเด็นที่ซ้ำซ้อนออก และสรุปให้ได้ไม่เกิน 50 คำถาม พร้อมจัดหมวดหมู่ความสัมพันธ์ของคำถามที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน

สำหรับวันนัดแถลงปิดสำนวนคดีของนายนิคมและนายสมศักดิ์ ประธานสภานิตบัญญัติแห่งชาติ นัดเป็นในวันที่ 21 มกราคม ขณะที่คดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว นัดแถลงปิดสำนวนคดีในวันที่ 22 มกราคม ส่วนการนัดลงมติถอดถอนทั้ง 3 คดี ทั้งนายนิคม นายสมศักดิ์และนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นวันที่ 23 มกราคม นี้ พร้อมกันนี้ ยังกล่าวย้ำอีกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำเนินกระบวนการถอดถอนที่ยึดหลักกฎหมาย
----------------
น.พ.เจตน์ ระบุทราบจากสื่อ กมธ.ตัดคำถาม ซัก ป.ป.ช. - ยิ่งลักษณ์ เหลือ 50 ข้อ เผย ลงมติถอดถอน หลังแถลงปิดคดี ใช้วิธีการลงคะแนนลับ  

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในการพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในชั้นกระบวนการซักถามวันนี้ ว่า รูปแบบจะเหมือนกับการพิจารณาในกรณีของ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ ซึ่งเบื้องต้นทราบจากสื่อว่า กรรมาธิการซักถาม ได้มีการสรุปประเด็นคำถามเหลือประมาณ 50 ข้อ จากทั้งหมด 83 ข้อ และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมาด้วยตัวเองหรือไม่ ทราบจากสื่อเท่านั้นว่าจะมาด้วยตนเอง ส่วนเรื่องเอกสารลับ ที่มีการแจกเพื่อการพิจารณานั้น ก็เป็นเพียงข้อมูลคำถาม ที่ กมธ.ซักถามสรุปมาแล้วเท่านั้น

พร้อมกันนี้ น.พ.เจตน์ ยังกล่าวด้วยว่า หลังจากมีการแถลงปิดคัดในวันที่ 21 และ 22 ม.ค.นี้แล้ว ในวันที่ 23 ม.ค. ที่จะมีการลงมติถอดถอนนั้น จะเป็นการลงมติแบบลับ เข้าคูหากาบัตร ทีละสำนวน โดยจะเป็นสำนวนของ นายนิคม กับ นายสมศักดิ์ ก่อน และจะนับคะแนนทันที ต่อด้วยในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทันที อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตอบได้ว่า สมาชิกส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอย่างไรกับการพิจารณาในครั้งนี้ ยอมรับมีการพูดคุยกันบ้าง แต่ก็คงไม่ถือเป็นข้อสรุปแต่อย่างใด
-----------
ยิ่งลักษณ์ไม่มาแจง

การประชุมสภานิตบัญญัติแห่งชาติ เริ่มเวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนดำเนินกระบวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง 

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยวันนี้ อยู่ในขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่สมาชิก สนช. ส่งญัตติไปยังคณะกรรมาธิการซักถาม โดยกรรมาธิการซักถาม มีหน้าที่นำคำถามมาพิจารณาคัดกรองไม่ให้ประเด็นซ้ำซ้อนกัน และซักถามทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การประชุม นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ขอใช้ข้อบังคับการประชุม สนช. ข้อที่ 154 มอบหมายให้อดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 คน มาตอบข้อซักถามแทน ประกอบด้วย นายวราเทพ รัตนากร นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นายยรรยง พวงราช นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายทนุ
ศักดิ์ เล็กอุทัย

ทั้งนี้ ยังเรียกร้องให้ สนช.พิจารณาอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติ พร้อมฟังข้อเท็จจริงที่อดีตรัฐมนตรีจะชี้แจง เพื่อให้ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เคยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งในวันแถลงปิดคดีวันที่ 22 มกราคมนี้ คาดว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมาด้วยตนเอง

สำหรับวันนัดแถลงปิดสำนวนคดีของนายนิคมและนายสมศักดิ์ ประธานสภานิตบัญญัติแห่งชาติ นัดเป็นในวันที่ 21 มกราคม ขณะที่คดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว นัดแถลงปิดสำนวนคดีในวันที่ 22 มกราคม ส่วนการนัดลงมติถอดถอนทั้ง 3 คดี ทั้งนายนิคม นายสมศักดิ์และนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นวันที่ 23 มกราคม นี้ พร้อมกันนี้ ยังกล่าวย้ำอีกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำเนินกระบวนการถอดถอนที่ยึดหลักกฎหมาย
----------------
"พิชิต" เผย "ยิ่งลักษณ์" ไม่มาตอบข้อซักถาม กมธ.ส่ง อดีต รมต. มาชี้แจงแทน ขอ สนช. เป็นกลาง ไม่มีอคดิ

นายพิชิต ชื่นบาน ทีมทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการชี้แจงตอบข้อซักถามต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ทีมทนายความ ได้ร่วมประชุมโดยเห็นว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางเข้าตอบข้อซักถามกับ สนช. ในวันแถลงเปิดคดีแล้วอย่างชัดเจนไปแล้ว รวมไปถึงวันนี้ขอใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับที่จะให้ผู้แทนคดีตอบข้อซักถามแทน จึงได้ส่งทีมทนายและอดีตรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว จำนวน 5 คน อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาชี้แจงตอบข้อซักถามในวันนี้ เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติงานในโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ขอให้ สนช. วางตัวเป็นกลาง และขอให้รับฟังข้อเท็จจริงที่อดีตรัฐมนตรีชี้แจง อย่างไม่มีอคติ
---------------------
"วัชระ" ยื่นหนังสือประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานของตำรวจ เผย ยุคนี้ซื้อตำแหน่งจำนวนมาก

นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีมีการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยืนยันว่า มีการซื้อขายตำแหน่งยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขั้นต่ำ 8 แสน - 30 ล้านบาท และขอท้าให้ตำรวจที่ออกมาปฏิเสธ ทำการสาบานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว

นอกจากนี้ ยังยื่นหนังสือต่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานของตำรวจ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรียกร้องให้แยกงานสอบสวนคดีอาญาออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างเด็ดขาด โดยอาจให้สังกัดในกระทรวงยุติธรรม หรือ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของ สตช. ซึ่งมีระบบการปกครองแบบทหาร ไม่สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติหน้าที่ และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
------------------------
กมธ.ยกร่าง ผ่าน มาตรา 1 ของหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตัดวรรค แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปไว้มาตราอื่น กำลังพิจารณาในมาตราที่ 2

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ขณะนี้ พิจารณาภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่มีการแก้ไขชื่อหมวดดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าจะต้องมีการจำแนกสิทธิให้ชัดเจน เพราะจะมีผลต่อการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจะต้องระบุหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจนในทุกด้าน กำหนดกลไกให้สามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งในมาตรา 1 นั้น ได้เทียบเคียงมาจากมาตรา 75 เดิมตามรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยตัดวรรค 2 ที่ระบุว่า "ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้ง ปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง" ออกไปไว้ในพระราชบัญญัติอื่น ซึ่งมองว่าที่ผ่านมา เป็นการเปิดโอกาสให้ ส.ส.แสดงโวหารต่อที่ประชุม อย่างไรก็ตาม และขณะนี้ ได้เริ่มพิจาราณามาตรา 2 แล้ว
----------------
กรรมาธิการซักถาม ชี้ ยิ่งลักษณ์ ควรมาตอบข้อซักถามเอง ขณะทนายความชี้แจงเหตุผล ขอสมาชิกเป็นกลาง

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด เปิดประชุมแล้ว และก่อนเข้าสู่การพิจารณาในขั้นกรรมาธิการซักถามของกระบวนการถอดถอนนางสวายิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ประธานได้ขอหารือ ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการและสมาชิก สนช. ระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ มาในวันแถลงเปิดคดี ต้องมาตอบข้อซักถามวันนี้ด้วย เพราะไม่อยากให้ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ให้อดีตรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนมาใช้ช่องทางตอบคำถาม อีกทั้งเปรียบเหมือนเป็นการล้วงข้อสอบเพื่อไปจัดทำสำนวนแถลงปิดคดี ขณะนายนรวิชญ์ ล้าแหล่ง ทีมทนายนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาชี้แจงเอง เนื่องจากใช้ข้อบังคับข้อที่ 154 ให้ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงแทน จึงขอให้สมาชิกมีความเป็นกลางด้วย
-----------------
มติ สนช. เอกฉันท์ให้ประชุมลับ หารือวิธีการซักถามของกรรมาธิการ หลัง "ยิ่งลักษณ์" ไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง

ภายหลังจากเปิดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาในขั้นกรรมาธิการซักถามของระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวแล้ว สมาชิกได้มีการถกเถียงกรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาชี้แจงข้อซักถามด้วยตนเอง ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานการประชุม ระบุว่า หากผู้ถูกกล่าวหาใช้ข้อบังคับการประชุมให้ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงแทน ก็ไม่สามารถบังคับที่จะให้มาหรือไม่ได้ จากนั้น นายสมชาย แสวงการ โฆษกกรรมาธิการซักถาม ใช้ข้อบังคับที่ 13 เสนอญัตติต่อที่ประชุมให้เป็นการประชุมลับ เพื่อหารือวิธีการซักถามของคณะกรรมาธิการ กรณีผู้กล่าวหาไม่มาตอบข้อซักถาม และที่ประชุม มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประชุมลับ ด้วยคะแนนเห็นด้วยมากถึง 153 เสียง
-----------------------
พล.อ.ประวิตร มั่นใจ วันลงมติถอดถอน จะไม่เกิดเหตุวุ่นวาย ขอทุกฝ่ายอย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการลงมติถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ในวันที่ 23 มกราคมที่จะถึงนี้ ว่าทางการข่าวยังไม่มีการรายงานว่าจะมีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากได้บอกไปแล้วว่าหากให้กำลังใจให้โทรศัพท์พูดคุย ขณะเดียวกันขอทุกฝ่ายอย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง เนื่องจากรัฐบาลกำลังทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่
---------------------
สนช. เริ่มพิจารณาขั้นตอนการซักถาม คดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" แล้ว "วิชา" ชี้ชัดนโยบายมีช่องโหว่และอาจก่อให้เกิดการทุจริต

ความเคลื่อนไหวการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาในขั้นตอนการซักถามประเด็นถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งการทุจริตและความเสีย
หายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุด ภายหลังจากที่สมาชิก สนช. ร่วมประชุมลับ เพื่อพิจารณากรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาด้วยตัวเอง โดยที่ประชุมมีมติให้เริ่มดำเนินการตามกระ
การซักถาม

โดย นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการซักถามว่า ป.ป.ช. เห็นว่านโยบายดังกล่าวมีช่องโหว่และอาจก่อให้เกิดการทุจริต จึงได้แจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีได้รับทราบและเสนอให้ยกเลิกโครงการแต่ รัฐบาลทำหนังสือยืนยันดำเนินการต่อไป เพราะโครงการดังกล่าวมีประโยชน์ต่อประชาชน และมีวิธีการป้องกันการทุจริตได้

อย่างไรก็ตาม ยืนยัน ว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ดำเดินงานสองมาตรฐาน เพราะขณะนี้กำลังดำเนินการไต่สวนคดีรับประกันราคาข้าวเปลือกสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยเช่นกัน
-------------------------
"วิชา" ชี้แจงข้อซักถาม กมธ. ระบุ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล-ไต่สวนคดีอาญาควบคู่

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด ยังอยู่ระหว่างคณะกรรมาธิการซักถาม ได้ซักถามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานะผู้กล่าวหา ในประเด็นความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงนอก
เหนือจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากถูกดำเนินการถอดถอน มีผลทำให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีแล้ว ยังมีความผิดอื่นหรือไม่ โดย นายวิชา มหาคุณ ตอบข้อซักถามว่า
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกระทบต่อระบบการเงิน การคลังของประเทศ ซึ่งยังไม่รวมข้าวที่เสื่อมสภาพและการขายข้าวที่ขาดทุน พร้อมยืน
ยันไม่เคยมีโครงการใดที่ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากเท่าโครงการนี้

นอกจากนี้ นายวิชา ชี้แจงอีกว่า ป.ป.ช. ได้มีการไต่สวนคดีอาญาควบคู่ไปด้วย เพื่อส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด ในการเอาผิดทางอาญา ที่กล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
-----------------
นิวัฒน์ธำรง เผย "ยิ่งลักษณ์" ไม่มาตอบข้อซักถามเนื่องจากติดภารกิจ ยันไม่ได้มาดูข้อสอบเพื่อเตรียมแถลงวันปิดคดี

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เสียดายโอกาสในการตอบคำถามของอดีตรัฐมนตรีและทีมทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความตั้งใจมาตอบข้อซักถามในวันนี้ เพราะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานในโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของ สนช.

ทั้งนี้ การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่สามารถเดินทางมาตอบข้อซักถามได้ด้วยตนเองเนื่องจากติดภารกิจ แต่ยืนยันว่าในวันที่ 22 ม.ค. ซึ่งแถลงปิดคดี นางสาวยิ่งลักษณ์จะเดินทางมาด้วยตนเองอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า การเดินทางมาในวันนี้ไม่เป็นการมาดูข้อสอบเพื่อเตรียมข้อมูลใช้ในวันแถลงปิดคดีแต่อย่างใด
--------------------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำเนินการประชุมต่อ โดยกรรมาธิการซักถาม ยิ่งลักษณ์ แบบไม่มีคำตอบ 35 คำถาม

ภายหลังจาก นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อให้กรรมาธิการและคู่กรณีไปหารือ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรให้การประชุมเดินหน้าได้ เนื่องจากกรรมาธิการซักถามมีมติไม่ให้ตัวแทนชี้แจงแทน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว แต่ท้ายที่สุด ที่ประชุมยึดตามมติกรรมาธิการซักถาม จากนั้น กรรมาธิการซักถามจึงอ่านคำถามจำนวน 35 ข้อโดยไม่มีคำตอบ อาทิ ตั้งคำถามถึงความรับผิดของผู้ถูกกล่าวหา ในฐานะผู้นำรัฐบาล เมื่อมีหลายหน่วยงาน ออกมาทักท้วง ว่าโครงการรับจำนำข้าวส่อให้เกิดการทุจริต แต่กลับไม่ยับยั่งโครงการ ปล่อยปละละเลยจนเกิดการทุจริตหลายแสนล้านบาท และมีการแสดงความรับผิดชอบต่อโครงการอย่างไร
--------------------
กรรมาธิการซักถามมีมติให้ซักถามแบบไม่มีคำตอบ และไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นชี้แจงแทน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว 

ขณะที่ทีมทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ระบุว่า เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการชี้แจงการประชุม สนช. โดย นายสิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการซักถาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แจ้งผลการหารือกรรมาธิการและสมาชิก สนช. จำนวน 13 คน ที่ยื่นญัตติซักถาม ได้มติว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องมาตอบข้อซักถามด้วยตนเอง ไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นชี้แจงแทน จึงใช้วิธีการถามแบบไม่มีคำตอบ ทั้งนี้ กรรมาธิการซักถาม ยืนยันว่า การพิจารณามีความเป็นธรรม อีกทั้งทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ประโยชน์ที่จะนำไปเขียนสำนวนแถลงปิดคดี ด้านทีมทนาย นางสาวยิ่งลักษณ์ ระบุว่า เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงจะได้รับ จากนั้น กรรมาธิการซักถามได้อ่านคำถามต่อที่ประชุม แต่ตัวแทนจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหากลับขอใช้สิทธิ์จะชี้แจงเพราะถือเป็นผู้ปฏิบัติ จนเกิดการถกเถียงกัน ประธานการประชุมจึงสักพักการประชุม 10 นาที และท้ายที่สุดที่ประชุมดำเนินการซักถามตามมติกรรมาธิการ

จากนั้น กรรมาธิการซักถาม จึงอ่านคำถามจำนวน 35 ข้อโดยไม่มีคำตอบ อาทิ ตั้งคำถามถึงความรับผิดของผู้ถูกกล่าวหา ในฐานะผู้นำรัฐบาล เมื่อมีหลายหน่วยงานออกมาทักท้วง ว่าโครงการรับจำนำข้าวส่อให้เกิดการทุจริต แต่กลับไม่ยับยั้งโครงการ ปล่อยปละละเลย จนเกิดการทุจริตหลายแสนล้านบาท และมีการแสดงความรับผิดชอบต่อโครงการอย่างไร

 ขณะเดียวกัน นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติดภารกิจ ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงการตอบคำถาม และเชื่อว่าจะไม่กระทบกับมติการถอดถอน ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย ที่อดีตรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ไม่มีโอกาสได้ตอบข้อซักถามที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ว่ามติของที่ประชุมจะออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า วันที่ 22 มกราคมนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมาด้วยตนเอง
----------------------
พล.อ.ประยุทธ์ เผย ต้องดูกฎหมาย "ยิ่งลักษณ์" ไม่ชี้เเจง สนช. ได้หรือไม่ - เชื่อ ไม่เกิดความรุนเเรง ไม่ยอมหากมีการสร้างสถานการณ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ไปชี้แจงเรื่องคดีถอนถอนต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ว่า ต้องไปดูตามกฎหมายว่าทาง สนช. สามารถให้ชี้แจงได้หรือไม่ ส่วนการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึง นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในวันที่ 23 มกราคม ที่จะถึงนี้ นายกรัฐมนตรี เชื่อว่าผลที่ออกมา ไม่น่าก่อจะเกิดความรุนแรง และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เกิดสถานการณ์ขึ้น โดยจะดูแลโดยใช้กฎหมายเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่ามีกลุ่มบุคคลเตรียมการเคลื่อนไหวในวันดังกล่าวหรือไม่ โดยระบุว่าเป็นความลับและไม่สามารถเปิดเผยได้
--------------------
พรเพชร ยันไม่ได้ปิดกั้นผู้จะตอบข้อซักถามเเทน "ยิ่งลักษณ์" ย้ำผู้ถูกซักถามควรมาตอบข้อซักถามด้วยตนเอง

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า ในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินการประชุม ดำเนินการไปตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับ เมื่อสมาชิกไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้แทน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามแทน กรรมาธิการจึงผ่อนปรนโดยให้มีการเปิดเผยคำถามต่อผู้ถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าการที่กรรมาธิการซักถามไม่เปิดโอกาสให้ผู้แทนของผู้ถูกกล่าวได้ตอบข้อซักถาม ไม่ใช่การปิดกั้นและไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาของ สนช. เนื่องจากสำนวนการถอดถอนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งมายัง สนช. มีความครบถ้วนทั้งพยานและหลักฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ สามารถตอบคำถามด้วยตัวเองในวันที่ 22 ม.ค. แถลงปิดคดีได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นายพรเพชร กล่าวอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาควรเดินทางมาตอบข้อซักถามด้วยตนเอง
///////////////

กมธ.ยกร่าง รธน.

กมธ.ยกร่าง รธน. เตรียมพิจารณารายมาตรา ต่อเป็นวันที่ 4 เริ่มภาค 2 หมวด 2 "ไพบูลย์" มั่นใจเสร็จตามกรอบ

บรรยากาศก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด สมาชิกกรรมาธิการฯ เริ่มทยอยเข้าเตรียมตัวประชุมที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. แล้ว  ซึ่งมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะได้พิจารณาในภาค1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวด 2 ประชาชน ครบทุกมาตราแล้ว และในวันนี้จะเริ่มพิจารณาภาค2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมี 18 มาตรา ทั้งนี้ คาดว่า จะพิจารณาเสร็จทันตามกรอบระยะเวลาแน่นอน

นอกจากนี้ นายไพบูลย์ ยังได้กล่าวเรื่องการทำประชามติ ว่า ได้มีการเพิ่มเรื่องประชามติเป็น 2 ระดับ คือ ระดับของการทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ และระดับท้องถิ่น เนื่องจากต้องให้มีการกระจายอำนาจ ซึ่งจะเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณารายมาตราส่วนเป็นการปรับแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีผลเป็นรูปธรรมและให้ความสำคัญแก่ประชาชน
------------------
กมธ.ยกร่าง เริ่มพิจารณา ภาค 2 หมวด 2 แนวนโยบายแห่งรัฐแล้ว มีทั้งหมด 18 มาตรา คาดเสร็จวันนี้ 

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุม ล่าสุด ได้เริ่มต้นการประชุมแล้ว ในวันนี้จะเป็นการพิจารณาในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมืองที่ดี เป็นรายมาตรา โดยจะนำหมวดที่ 2 แนวนโยบายแห่งรัฐ โดยเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับหน้าที่พื้นฐานของรัฐ เพื่อเป็นหลักในการกำหนดการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ที่มีทั้งหมด 18 มาตรา ขึ้นมาพิจาณาก่อน คาดว่าจะพิจารณาให้ครบทุกมาตราภายในวันนี้

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นการประชุมได้มีการเสนอให้ปรับชื่อหมวดเป็นแนวนโยบายและหน้าที่แห่งรัฐ แต่กรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงไว้ซึ่งชื่อเดิม เพราะมีความเหมาะสมอยู่แล้ว
----------------
"อลงกรณ์" แถลงผลหารือ สปช. - ตัวแทน รัฐบาล ระบุ นายกฯ หนุนการทำงานเต็มที่ พร้อมใช้ ม.44 เพื่อให้เกิดการปฏิรูป

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษาและเลขานุการคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลการหารือกับตัวแทนรัฐบาลนำโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นาย
สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ประธาน สปช. และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า นายกรัฐมนตรี ฝากมายัง สปช. โดยให้ส่วนราชการสนับสนุน
การทำงานของ สปช. เต็มที่ และพร้อมที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ รัฐบาลจะจัดทีมจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและยกร่างกฎหมายใหม่ อีกทั้งสนับสนุนสถานที่ทำงานของ สปช. โดยเสนอให้ใช้ที่สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เนื่องจาก ปัจจุบันพื้นที่ ในการจัดประชุมไม่เพียงพอ
-----------------
กมธ.ยกร่าง รธน. พิจารณาถึง ม.5 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอปรับให้สั้นกระชับมากกว่า ปี 2550

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม โดยได้พิจารณาหมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา 4 รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาชาติ ทั้งนี้ โดยมาตราดังกล่าว เห็นควรให้ไว้ตามร่างเดิม ซึ่งเทียบเคียงตามมาตรา 81 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550

จากนั้น ได้พิจารณามาตรา 5 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กรรมาธิการฯ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า มาตราดังกล่าว ครอบคลุมยุทธศาสตร์ และผลประโยชน์ชาติแล้ว เป็นการวางระบบให้เอื้อต่อการสร้างความเป็นพลเมือง และจะต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ เสนอให้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำให้ครอบคลุม กระชับ และชัดเจน กว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่นต่อการมีส่วนร่วม ไม่มีการย้ายไปไว้ในส่วนอื่น
--------------------
กมธ.ยกร่าง พิจารณารายมาตรา หมวดแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐต่อเนื่อง ถึงมาตรา 7 แล้ว

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม โดยได้พิจารณาหมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา 7 รัฐต้องดำเนินตามนโนบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และตัดสินใจทางการเมืองวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการบริการสาธารณะ

โดยก่อนหน้านั้น ในมาตราที่ 6 ซึ่งเทียบเคียงตามมาตรา 35 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 โดยคงไว้ตามร่างเดิม ทั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ ขอให้แก้ไขข้อความให้กระชับและชัดเจน พร้อมเพิ่มเติมในการบันทึกเจตนารมณ์เอาไว้
-------------------
คำนูณ เผยพิจารณาร่างภาค 2 เสร็จตามกำหนด วางหลักใหม่ประเด็นถอดถอน เพิ่มการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราวันที่ 5 ว่าได้พิจารณาภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ในหมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 18 มาตรา ประกอบด้วย แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรม  และการต่างประเทศ ทั้งนี้ ยืนยันว่า วันนี้จะต้องพิจารณามาตราที่เหลือให้แล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 90 มาตรา ส่วนในวันที่ 19-23 ม.ค. จะเริ่มพิจารณาภาค 3 นิติธรรม ศาล หมวด 1 กระบวนการยุติธรรม หมวด 2 การใช้อำนาจรัฐ มีทั้งหมด 28 มาตรา

นอกจากนี้ นายคำนูณ ได้กล่าวถึงการพิจารณาในส่วนที่ 3 การมีส่วนร่วมทางการเมือง และส่วนที่ 4 การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ว่า มีหลายมาตราที่วางหลักการถอดถอนใหม่ โดยแบ่งเป็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น หากกรณีที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว จะตัดสิทธิ์ทางการเมือง และไม่ให้ดำรงตำแหน่งอื่น รายละเอียดอื่น ๆ จะอยู่ในหมวดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
--------------------
โฆษก กมธ.ยกร่าง เผย ใน รธน.ฉบับใหม่ กำหนดกลไกป้องกันทุจริตเข้ม - 17 ม.ค. บวรศักดิ์ ร่วม "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ"

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูนฉบับนี้ได้เสนอให้มีการกำหนดกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ พลเมืองย่อมมีสิทธิร้องขอ ติดตามการตรวจสอบการดำเนินงานหรือ การปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ รวมถึงการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้าง การรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ตลอดจนผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกจังหวัด พร้อมกันนี้ จะต้องเปิดเผยรายรับรายจ่ายให้สาธารณะชนได้รับทราบ

อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. นี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเดินทางไปร่วมโครงการสัมมนา เวทีการประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ" และในวันที่ 19 ม.ค. จะมีการประมวลผลการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ผ่านไปแล้วทั้งหมด
---------------------
กมธ.ยกร่าง ถึง ม.11 ลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม ม.8 เพิ่มคุ้มครองลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาคนไทยในต่างประเทศ

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด อยู่ในระหว่างการพิจารณาในมาตรา 11 ว่าด้วยเรื่องรัฐต้องจัดให้มีการพัฒนาการทางกฎหมายให้ทันสมัย ลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยก่อนหน้านี้ในการพิจารณา มาตรา 8 ว่าด้วยเรื่องรัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม โดยมีกรรมาธิการอภิปรายขอให้เพิ่มเติมถ้อยคำในส่วนของ
การคุ้มครองและสนับสนุนการจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยในต่างประเทศด้วย และมาตรา 10 ว่าด้วยเรื่องรัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง มีกรรมาธิการเสนอให้มีการปรับแก้ถ้อยคำ แต่ประธานเห็นควรให้ระบุไว้ในเจตนารมณ์

ส่วนในมาตรา 9 ว่าด้วยเรื่องรัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการให้พักการพิจารณาไว้ชั่วคราว
เพื่อให้คณะอนุกรรมาธิการปรับแก้ให้มีความกระชับมากขึ้น
---------
ประธาน กมธ.ยกร่าง พร้อมรับฟังควรามคิดเห็น ปชช. ตู้ ปณ.9 ปณฝ.รัฐสภา 10350 ผ่านไปรษณีย์ 1,300 แห่งทั่วประเทศ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รับมอบกล่องรับความเห็นของประชาชน ที่ส่งผ่านทางบริษัท ไปรษณีไทย จำกัด ในการร่วมสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดจุดวางกล่องรับฟังความคิดเห็น ณ ที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างหลากหลาย พร้อมรวบรวมความคิดเห็นส่งให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไปยังตู้ ปณ.9 ปณฝ.รัฐสภา 10350

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2558 โดยหลังจากนี้ไปรษณีย์ไทยจะกระจายกล่องรับฟังความคิดเห็นไปยังที่ทำการไปรษณีย์ทั้ง 1,300 แห่งทั่วประเทศ
----------------
กสม.ออกประกาศชื่นชมและสนับสนุนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรณีบัญญัติคำว่าเพศสภาพไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ

ตามที่โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต่อสื่อมวลชนว่า ที่ประชุมได้พิจารณา มาตรา (1/2/2) 7 กำหนดให้บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีการบัญญัติคำใหม่ คือ คำว่า เพศสภาพ นั้น

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและการสาธารณสุข ขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้พิจารณากำหนดคำว่า เพศสภาพ ไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มบุคคล อันหมายรวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยไม่เจาะจงเฉพาะเพศกำเนิดเท่านั้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการประกาศบังคับใช้แล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งเสริมให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐที่คำนึงถึงเพศสภาพอย่างแท้จริง

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยินดีให้การสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐต้องการข้อมูล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมกันสร้างสังคมที่มีความเสมอภาค เท่าเทียม และ เคารพสิทธิมนุษยชน

/////////////
สัมปทานปิโตเลียม

"อลงกรณ์" ระบุ คุย "วิษณุ" ส่วนใหญ่เน้นเรื่องประสานงาน เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม แนะทุกฝ่ายรอนายกฯ ตัดสินใจหลังรับรายงาน สปช.

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมาธิการกิจการ สปช. (วิป สปช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในการหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่จะเป็นแนวทางในการทำงานและการประสานงาน ระหว่างคณะรัฐมนตรี กับ สปช. เพื่อให้เป็นไปตามแผนโรดแมป จึงได้มีมติที่จะตั้งวิปทำงานร่วมกัน และ รองนายกฯ วิษณุ ก็ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วง และยืนยันจะให้การสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่ด้วย

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณี มติ สปช. ไม่ให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ว่า เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถามความเห็นมา ในระหว่างนี้ สปช. กำลังรวบรวม รายงาน เพื่อส่งไปยังนายกฯ หน่วยงานอื่นๆ หรือผู้รับผิดชอบใดๆ ก็ไม่ควรที่จะออกมาแสดงความเห็น ควรรอให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจ ดำเนินการอย่างไรต่อไป จะดีกว่า เช่นเดียวกับเรื่องการคิดค่าโทรศัพท์มือถือเป็นวินาที ก็ควรจะรอให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาข้อเสนอก่อนเช่นกัน หน่วยงานรับผิดชอบอื่นๆ ก็ไม่ควรดำเนินการใดๆ เพราะอาจจะขัดแย้ง และเกิดผลกระทบได้
-------------------
อลงกรณ์ แจง หารือตัวแทน รัฐบาล ไม่ได้กดดัน ให้ทำตามความเห็น สปช. เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษาและเลขานุการคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลหลังการหารือกับตัวแทนรัฐบาล นำโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในกรณีที่ สปช. มีมติว่าไม่ควรเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 21 นั้น นายกรัฐมนตรี จะนำความเห็นของ สปช. ไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า การหารือดังกล่าวไม่ได้เป็นการกดดันจากฝ่ายรัฐบาล ในการเร่งรัดให้ สปช. ดำเนินงานในการปฏิรูปแต่อย่างใด ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความชื่นชมว่า สปช. ทำงานดีกว่าที่คาดไว้ พร้อมย้ำว่าจะทำอย่างไรให้มีการปฏิรูปเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญ และมีการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ
---------------------
นายกฯ ยันโปร่งใสปฏิรูปพลังงาน ไม่อยากให้เคลื่อนไหวปลุกระดม - ย้ำทำความเข้าใจโรงเรียนสอนให้ น.ร. เกลียด คสช.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีมติไม่เห็นชอบในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ว่า ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานที่ต้องดำเนินการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมาถือเป็นการแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

อย่างไรก็ตาม ประเทศจะต้องมีความมั่นคงด้านพลังงาน ดังนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนในเรื่องพลังงานสำหรับอนาคต จึงขอให้ประชาชนพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านและมองถึงประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลยืนยันดำเนินการทุกอย่างให้มีความโปร่งใสมากที่สุด

ทั้งนี้ จะไม่ให้ทุกฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวให้เกิดความขัดแย้งและขออย่าปลุกระดม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า มีข้อมูลด้านความมั่นคงระบุว่ามีบางโรงเรียนสอนให้เด็กนักเรียนเกลียดชัง คสช. แต่พบว่ามีจำนวนไม่มาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจ จึงอยากสร้างความเข้าใจว่า คสช. เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับประเทศ เดินหน้าปฏิรูปและจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง จึงขออย่าสร้างความเกลียดชังให้กับเด็ก
-----------------------
ธีระชัย ขอรัฐชะลอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21แนะปฏิรูปการคลังปิโตรเลียมให้เหมาะสม

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยยังต้องระวังปัจจัยการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายดูแลปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากการเมืองไม่มีเสถียรภาพก็อาจทำให้โครงการลงทุนชะงักได้ จึงเสนอให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชุมชน ส่วนกรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เห็นว่าควรชะลอออกไปก่อน โดยควรจะปฏิรูปการคลังปิโตรเลียมให้เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศไทย เนื่องจากการจัดเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐจากสัมปทานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 3-4 ล้านพันบาท เทียบกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหลักแสนล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วนการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐจากระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีอยู่ที่ร้อยละ 62 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 64
///////////
ความเคลื่อนไหวนายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์ ยก ในหลวง-พระราชินี เป็นครูของแผ่นดิน ฝากครูช่วยสอนเด็กให้เป็นคนดี เคารพกฎหมาย รัฐบาลสัญญาจะทำให้ทุกคนมีความสุข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปราศรัยเนื่องในพิธีการวันครูประจำปี 2558 ว่า วันนี้เป็นวันครู ซึ่งมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงถือเป็นครูแผ่นดิน โดยในช่วงเช้าส่วนตัวคิดถึงพระคุณของแม่ซึ่งเป็นครูเหมือนกัน และดีใจที่พบกับคุณครูที่เคยสอนทั้งสองท่าน

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้การจะทำให้การศึกษาของประเทศก้าวหน้านั้น ต้องคิดตามให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยต้องทำอย่างตั้งใจ เสียสละ และอดทน และต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ขอฝากให้ครูทุกคนเตรียมการสร้างบุคลากรในอนาคต สอนเด็กให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ให้ขัดแย้งและมีเหตุผลไม่ถูกชักนำและมีระเบียบวินัย อีกทั้งต้องพัฒนาครูและนักเรียนให้สอดคล้องกัน โดยรัฐบาลพยายามทำให้ทุกคนมีความสุขและขอให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาด้วย
------------------
พล.อ.ประวิตร แจงหน้าที่ คกก.ขับเคลื่อนนโยบาย คสช. แค่ช่วยเหลือดูแลการทำงานแต่ละกระทรวง ไม่ใช่การจับ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงคณะกรรมการขับเคลื่อนทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธาน ว่า การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว เป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนติดตามงานของ คสช. และรัฐบาล โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมการเข้าไปช่วยเหลือดูแลการทำงานของแต่ละกระทรวง ซึ่งไม่ใช่การจับผิดเพราะการทำงานของรัฐมนตรี ทุกคนทำได้ดีอยู่แล้ว ทั้งนี้ จะเร่งใหัเกิดการประชุมครั้งแรกโดยเร็วที่สุด

ส่วนความคืบหน้าการพูดคุยเจรจาสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายงานให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ในฐานะหัวหน้าทีมพูดคุยสันติสุขเป็นตัวแทนไปพูดคุยและทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลและวางแผนการเจรจาอยู่แล้ว
/////////////
อญก.คดี

โฆษก ตร. ชี้ทราบข้อมูล "บอส" คดียักยอกเงิน สจล. แล้ว ลั่นมีมากกว่า 1 คน เชื่อหากได้ตัว กิตติศักดิ์ มา จะมีความชัดเจนกว่าเดิม

พลตำรวจโท ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดียักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยยอมรับว่า ตำรวจพอจะทราบข้อมูล
ของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หรือที่ นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีในคดีนี้ มักอ้างถึง "บอส" แต่ยังไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดได้ โดยระบุว่า อาจมีมากกว่า 1 คน ซึ่งหากได้ตัว นายกิตติศักดิ์ มา เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากกว่านี้ แต่มั่นใจว่า ถึงไม่ได้ตัว นายกิตติศักดิ์ แต่ตำรวจกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เชื่อว่าจะสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังแน่นอน ซึ่งหากพบข้อมูลเงินไปถึงบัญชีบุคคลใด ก็จะเรียกตัวมาสอบปากคำ โดยยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วน นายเกียรติศักดิ์ พบว่า ล่าสุดเดินทางออกจากฮ่องกงแล้ว แต่ยังไม่พบเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ ตามที่ นายภาดา บัวขาว ผู้ต้องหาอีกรายให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีอายุความ 10-15 ปี
-------------------

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่ง "พ.ต.ท." ลูกชายยายยัดดอกไม้พาแม่ตรวจสภาพจิต ระวังไม่ให้ก่อเหตุซ้ำ

พล.ต.อ.ชัยยง กีรติขจร ที่ปรึกษา (สบ 10) สั่งการในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.ตร. ให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรณี นางจำเนียร โพธิ์กลัด ยัดเยียดขายดอกไม้ โดยผู้ซื้อไม่เต็มใจตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยให้ พ.ต.ท.อนุวัฒน์ โพธิ์กลัด พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.หัวหมาก ซึ่งเป็นลูกชายเกลี้ยกล่อมมารดาให้เข้ารับการตรวจสอบทางจิตและบำบัดรักษาโดยเร่งด่วน รวมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้ก่อเหตุซ้ำอีก

นอกจากนี้ สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เร่งรัดสืบสวนสอบสวนติดตามตัวคนร้ายฆ่านักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ท้องที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ กำชับให้ตรวจสอบพยานหลักฐานให้มีความชัดเจน รวมทั้งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก รวมทั้งสั่งการให้ ภ.จว.สมุทรสาคร เร่งรัดสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมคนร้าย ฆ่านักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน ท้องที่ สภ.กระทุ่มแบน และได้เร่งรัดให้สืบสวนสอบสวนคดีฆ่า ผอ.โรงเรียนวิริยะเธียรวิทยา ในพื้นที่ สภ.หาดใหญ่ กำชับพิสูจน์ทราบช่วงเวลาที่เสียชีวิตเชื่อมโยงไปในเวลาที่คนร้ายใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ตาย

ขณะเดียวกัน ยังสั่งกำชับให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ประสานฝ่ายปกครองในพื้นที่กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาโรงงานทำดอกไม้ไฟระเบิด เนื่องจากเกิดเหตุขึ้นบ่อยมาก นอกจากนี้ ได้ชมเชย

การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกองร้อย ตชด.414 ที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางยาบ้าและไอซ์ ได้เป็นจำนวนมาก ในท้องที่ สภ.สลุย จ.ชุมพร รวมทั้งเร่งรัดสืบสวนขยาย
ผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
----------------
//////////////
เศรษฐกิจผันผวน

"ธีระชัย" มองปี 58 เศรษฐกิจผันผวน แนะรัฐรักษาเสถียรภาพการเมือง หนุนเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2558 เชื่อว่าจะเป็นปีแห่งความผันผวนในหลาย ๆ ด้าน ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าที่ปรับตัวลดลง แต่ในส่วนของแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี นั้น จะขยายตัวได้มากกว่าในปี 2557 อย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ ยังมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะยังคงชะลอตัวโดยเฉพาะในสหภาพยุโรป รวมทั้งแนวโน้มค่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลงโดยเห็นได้จากธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์มีการประกาศลอยตัวสกุลเงินฟรังก์ ให้เงินฟรังก์แข็งค่าขึ้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการประกอบด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งจะต้องมีการวางแนวทางในการป้องกันและแก้ไขเพื่อไม่ให้ประชาชนหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนรวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
---------------------
เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดข้าวนาปี ปี 57/58 มีผลผลิตรวม 27.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.06% จากน้ำฝนมีเพียงพอ

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2557/58 โดยภาพรวมผลผลิตมีปริมาณ 27.1
ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.06 จากปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว และไม่ประสบภัยหนาวอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เมล็ดลีบและอุทกภัยเหมือนเช่นในช่วงปลายปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงตั้งท้องถึงเก็บเกี่ยว ส่วนเนื้อที่เพาะปลูกนั้น พบว่า ลดลงทุกภาค เนื่องจากการปรับเปลี่ยนนโยบายภาครัฐ และราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และเกษตรกรในภาคใต้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ ในภาพรวมเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมากในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2557 เนื่องจากปีนี้ฝนมาล่าช้า

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการและโฆษก สศก. กล่าวว่า เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ปี 2557 ซึ่งเป็นเดือนที่ผลผลิตออกมาก ราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยตันละ 7,878 และ 7,862 บาท โดยราคาลดลงเมื่อเทียบกับช่วงกันยายนถึงตุลาคม 2557 ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งราคาอยู่ที่ตันละ 8,000 บาท และลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งอยู่ที่  ตันละ 8,130 บาท เนื่องจากสต๊อกข้าวของรัฐมีจำนวนมาก และมีผลผลิตออกมาต่อเนื่องสำหรับราคาข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิความชื้นไม่เกิน 15% ที่เกษตรกรขายได้ พบว่า ลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนตุลาคม 2557 ที่ตันละ 14,179 บาท เหลือเพียงตันละ 11,649 บาทในเดือนธันวาคม 2557

อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวมีโอกาสปรับตัวลดลงอีกหากความต้องการข้าวลดลง ทั้งนี้ เกษตรกรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางพื้นที่มีการปรับตัวโดยปลูกข้าว Rice Berry แทนข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นข้าวที่มีความต้องการของตลาดมาก และขายได้ราคาดี ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับราคาข้าวในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าต้นทุน และอาจทรงตัวอยู่ในระดับนี้ในปี 2558 จึงขอให้เกษตรกรพยายามลดต้นทุนการผลิตและผลิตข้าวที่มีคุณภาพ โดยเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม
----------------------
คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า มอง เศรษฐกิจไทยปีนี้ โต 4% ส่งออก 3.2% จับตาราคาน้ำมันดิบ มอง NPL ไม่เป็นปัญหารุนแรง 

นางณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบัณบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เปิดเผยกับ รายการ ไอ.เอ็น.เอ็น.โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4 โดยมีแรงขับเคลื่อนมาจากการบริโภค การลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่ การส่งออก มองว่า จะดีกว่าปี 57 โดยคาดว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 3.2 สำหรับกรณีที่อียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP นั้น มองว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกไม่มาก เพราะผู้ประกอบการไทย ได้มีการปรับตัวและรู้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมัน ซึ่งหากปรับลดลง ก็จะกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

นางณดา กล่าวอีกว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหารุนแรง เพราะเศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว ส่วนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนนั้นจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ลงทุนเกินตัว มีการวางแผนการเงิน การตลาด การผลิตอย่างรอบคอบ
-----------------
กระทรวงพาณิชย์ เลื่อนประกาศราคาแนะสินค้าต้นสัปดาห์หน้า รอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ กรมฯ ยังไม่สามารถประกาศราคาแนะนำประเภทอาหารสด อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ แก๊สหุงต้ม ได้ทันตามกำหนดภายในวันนี้ เนื่องจากขอเวลาติดตามต้นทุนราคาอาหารดังกล่าวอีกระยะ คาดว่าจะสามารถประกาศราคาแนะนำอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า ซึ่งราคาแนะนำที่จะประกาศจะเป็นราคาขึ้นลงตามสถานการณ์ โดยจะไม่เป็นราคาตายตัว

และสำหรับน้ำมันหล่อลื่น บริษัทค้าน้ำมันปรับราคาลงบ้างแล้ว ส่วนสินค้าอื่นไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะปรับราคาลงภายในปลายเดือนมกราคม นี้ จึงอยากให้ประชาชนสบายใจว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจะปรับตัวลดลงด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว15ม.ค.58

ถอดถอน

"สุรชัย" พูดชัดขั้นตอนซักถาม เหมือนการเบิกความในศาล ผู้ร้อง-ถูกร้อง ไม่รู้คำถามล่วงหน้า ยัน ส่วนตัวไม่เคยพูดคุยกับ "นิคม" เรื่องถอดถอน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในการประชุมวันนี้ จะเป็นการพิจารณา เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในขั้นตอนของการซักถาม โดยคณะกรรมาธิการซักถาม เบื้องต้น จะใช้หลักการเดียวกันกับซักถามของศาล ที่ผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง จะไม่รู้คำถามล่วงหน้า เพราะถือว่า การพูดความจริง สามารถพูดได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าแต่อย่างใด โดยที่จะเริ่มจากการซักถามผู้ร้องก่อน และตามด้วยผู้ถูกร้องจนครบถ้วน ตามที่กรรมาธิการได้จัดเรียงลำดับไว้

ทั้งนี้ นายสุรชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า สนช. มีอำนาจหรือไม่ว่า เป็นการยึดตามติของสมาชิก ก่อนที่จะมีการรับเรื่องมาพิจารณา รวมถึงยืนยันว่า ส่วนตัวไม่เคยพบปะ หรือพูดคุยกับ นายนิคม ในเรื่องดังกล่าว
---------
พล.อ.มารุต เผย กรรมาธิการซักถามชุด "นิคม-สมศักดิ์" คัดกรองคำถามทั้ง 2 คดี เหลือเพียง 30 คำถาม

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด ประธานการประชุมกดสัญญาณเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้ว ขณะที่ พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะ

กรรมาธิการซักถามคดี นายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เปิดเผยว่า กรรมาธิการคัดกรองข้อซักถามของสมาชิก สนช. ที่ต้องถามคู่ความทั้ง 2 คดี สรุปแล้วเหลือเพียง 30 คำถาม

จากทั้งหมด 61 คำถาม โดยคำถามทั้งหมดจะแบ่งเป็นคดีละ 15 คำถาม ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ จะซักถามคดีของ นายนิคม โดยเป็นคำถามถึง นายนิคม จำนวน 7 คำถาม คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จำนวน 8 คำถาม ส่วนคดีของ นายสมศักดิ์ มีคำถามถึง นายสมศักดิ์ จำนวน 6 คำถาม และคณะกรรมการ ป.ป.ช. 9 คำถาม โดยได้แบ่งแนวทางคำถามเป็น 3 ส่วน คือ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และ

ความเห็น ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับสำนวนคดีเท่านั้น
-----------
"นิคม" ถึงสภา ยันพร้อม ตอบข้อซักถาม ย้ำไม่รู้สึกกังวล มอง ไม่แจ้งข้อซักถามก่อน ถือว่าผิดขั้นตอนไปจากเดิม

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เดินทางเข้าตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถาม ในกรณีแก้ไขที่มา ส.ว. พร้อมให้สัมภาษณ์ ว่า มีความพร้อมและไม่รู้สึกกังวล ในการตอบข้อซัก

ถามในวันนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำถามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นเป็นญัตติต่อคณะกรรมาธิการซักถาม ทำให้ไม่ทราบว่า คำถามมีอะไรบ้าง จึงมองว่าขั้นตอนผิดไป

จากกระบวนการถอดถอนเดิมจากที่เคยผ่านมา อย่างไรก็ตาม พร้อมจะชี้แจงทุกสิ่งเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการหักล้างข้อกล่าวหา และเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรมจาก สนช.

นายนิคม กล่าวอีกว่า ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายนัดกลุ่ม 38 ส.ว. เพียงได้รับการเชิญจากกลุ่ม 38 ส.ว. ให้ไปพูดคุยในส่วนของการถอดถอนเท่านั้น
------------------
"พรเพชร" ยัน สนช. ลงมติถอดถอน "ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม" 23 ม.ค. ย้ำยึดตามข้อกฎหมาย 

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด เข้าสู่การพิจารณาวาระถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดย นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมและนัดแถลงปิดสำนวน
คดีของ นายนิคม และ นายสมศักดิ์ ในวันที่ 21 มกราคม ขณะที่คดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว นัดแถลง

ปิดสำนวนคดี ในวันที่ 22 มกราคม ส่วนการนัดลงมติถอดถอนทั้ง 3 คดี ทั้ง นายนิคม นายสมศักดิ์ และ นางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นวันที่ 23 มกราคม นี้ พร้อมกันนี้ ยังกล่าวย้ำอีกว่า
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำเนินกระบวนการถอดถอนที่ยึดหลักกฎหมาย
--------------------
กมธ. เริ่มซักถาม ป.ป.ช. "วิชา" ยัน แม้ รธน.50 จะถูกยกเลิก แต่ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ยังมีผลบังคับใช้ จึงมีสิทธิ์ ส่งเรื่องถอดถอน 

ความเคลื่อนไหวในการตอบข้อซักถามคณะกรรมาธิการต่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีแก้ไขที่มา

ส.ว. โดยคณะกรรมาธิการซักถาม ได้ตั้งข้อซักถามไปของ นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า เหตุใด ป.ป.ช. จึงได้ให้ สนช. ดำเนินการถอดถอน นายนิคม เพราะขณะรัฐธรรมนูญปี 2550

ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่ง นายวิชา กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ นายนิคม ยังกระทำผิดต่อรัฐโดยใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการป้องกัน

แะปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ม.58 คงมีผลบังคับใช้อยู่

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมาธิการยังซักถามต่อการกระทำของ นายนิคม เป็นการกระทำความผิดอาญาด้วยหรือไม่ และการดำเนินการถอดถอนจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่

อย่างไร

โดย นายวิชา ตอบว่า สำหรับมีความผิดตามอาญาด้วยหรือไม่ ตามสำนวนที่ได้ส่งมายัง ป.ป.ช. เป็นเรื่องกระบวนการถอดถอนไม่ใช่กระบวนการอาญาแต่อย่างใด ส่วนจะมีผลกระทบต่อการ

ปรองดองหรือไม่นั้น ในการดำเนินคดี ป.ช.ช. เห็นความสำคัญต่อการปรองดองเป็นหลัก แต่ขณะนี้ ในความปรองดอง ประชาชนทั้งหลายยังต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมอีกด้วย เพราะ

กระบวนการทางกฎหมายจะยุติลงตามใจชอบไม่ได้ ส่วนมติ สนช. จะถอดถอนหรือไม่ ก็อยู่กับดุลพินิจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สนช. จะพิจารณา โดยแยกหลักนิติรัฐและนิติธรรมออกจากความ

ปรองดอง
---------------------

 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีพิจารณาวาระถอดถอนนายนิคม ไวรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา 

และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งนายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมและนัดแถลงปิด

สำนวนคดีของนายนิคมและนายสมศักดิ์ ในวันที่ 21 มกราคม ขณะที่คดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว นัด

แถลงปิดสำนวนคดีในวันที่ 22 มกราคม ส่วนการนัดลงมติถอดถอนทั้ง 3 คดี ทั้งนายนิคม นายสมศักดิ์และนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นวันที่ 23 มกราคม นี้ พร้อมกันนี้ ยังกล่าวย้ำอีกว่า สภานิติบัญญัติ

แห่งชาติ ดำเนินกระบวนการถอดถอนที่ยึดหลักกฎหมาย

ทั้งนี้ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เดินทางเข้าตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถาม ในกรณีแก้ไขที่มา ส.ว. พร้อมให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมว่า มีความพร้อมและไม่รู้สึก

กังวล ในการตอบข้อซักถามในวันนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำถามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นเป็นญัตติต่อคณะกรรมาธิการซักถาม ทำให้ไม่ทราบว่า คำถามมีอะไรบ้าง จึงมอง

ว่าขั้นตอนผิดไปจากกระบวนการถอดถอนเดิมจากที่เคยผ่านมา อย่างไรก็ตาม พร้อมจะชี้แจงทุกสิ่งเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการหักล้างข้อกล่าวหา และเชื่อว่าจะได้รับความเป็น

ธรรมจาก สนช.

นายนิคม กล่าวอีกว่า ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายนัดกลุ่ม 38 ส.ว. เพียงได้รับการเชิญจากกลุ่ม 38 ส.ว. ให้ไปพูดคุยในส่วนของการถอดถอนเท่านั้น
--------------------
"สมศักดิ์" เดินทางถึงสภา ตอบซักถามด้วยตนเอง ยืนยัน ไม่กังวล เชื่อ สนช.เป็นธรรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้าตอบข้อซักถามต่อกรรมาธิการซักถามในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ไม่ได้มาในวันแถลงเปิดคดี

เพราะได้ส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ครบถ้วนมาแล้ว และที่ไม่ได้มา ไม่ได้ปัญหาสุขภาพแต่อย่างใด ทั้งนี้ หลังจากฟังแถลงเปิดคดีจาก ป.ป.ช. พบว่า ยังมีหลายประเด็นที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน

อาจทำให้สังคมเข้าใจผิด วันนี้ จึงต้องเข้าตอบข้อซักถามด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความชัดเจนอย่างไรก็ตาม มั่นใจจะตอบข้อซักถามได้ทุกประเด็น โดยผ่านมา ได้ทำหน้าที่ประธานตามข้อบังคับการ

ประชุม จึงไม่มีเหตุผลใดต้องกังวล และเชื่อว่า สนช. จะพิจารณาอย่างเป็นธรรม ส่วนในวันแถลงปิดสำนวนต้องรอดูข้อสรุปในการซักถามอีกครั้งว่า ในแต่ละประเด็นมีความชัดเจนแล้วหรือไม่ จึง

ค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
---------------------
"นิคม" ตอบข้อสงสัย กมธ.ซักถาม ยันจำเป็นต้องทำหน้าที่ หลังมีสมาชิกทักท้วง ย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เคยใช้อำนาจตัดสิทธิ์ผู้อภิปราย

บรรยากาศการประชุมสภานิติแห่งชาติ เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอน นายนิคม ไวรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจาก

ตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ล่าสุด คณะกรรมาธิการซักถาม ได้ซักถาม นายนิคม ในประเด็นข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ซึ่ง นายนิคม ยืนยันว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ประธานการ

ประชุมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้มีสมาชิกทักท้วงว่า อาจไม่เป็นกลาง เพราะเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม อีกทั้งไม่เคยลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ด้วย

พร้อมย้ำว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ได้เร่งรีบพิจารณา เนื่องจาก ไม่เคยคิดจะกลับมาเป็น ส.ว. อีก ยกเว้นแต่ประชาชนเรียกร้อง นอกจากนี้ ยังยืนยันอีกว่า ไม่เคยใช้อำนาจตัดสิทธิ์การ

อภิปรายสมาชิกแต่อย่างใด
---------------------
วิชา ตอบกรณี รธน. 50 ยกเลิก แต่ พ.ร.บ.ประกอบ รธน. 54 ยังบังคับใช้ สามารถถอดถอนได้

ความเคลื่อนไหวในการตอบข้อซักถามคณะกรรมาธิการซักถาม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

(ป.ป.ช.) ในกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นแก้ไขที่มา ส.ว. โดย คณะกรรมาธิการซักถามได้ ตั้งข้อซักถามไปยัง คณะกรรมาการ ป.ป.ช. ว่า เพราะขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
เหตุใด ป.ป.ช. จึงได้ ส่งเรื่องมายัง สนช. ให้ดำเนินการถอดถอน นายสมศักดิ์

นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้สิ้นสุดลงแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปี 2554 ยังคงมีผลบังคับใช้ ซึ่งได้เขียนเรื่องกระบวนการถอดถอน

อย่างครบถ้วนชัดเจน โดยสามารถนำมาประกอบใช้ในกระบวนการถอดถอนครั้งนี้ได้

โดยเฉพาะในเรื่องหลักนิติธรรมทุกที่องค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติ รวมถึงผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นกลาง ดังนั้น การที่แสดงให้เห็นว่าได้ดำเนินงานโดยเข้าข้าง

ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
---------------------
สมศักดิ์ แจงกรรมาธิการซักถาม ปฏิเสธข้อกล่าวหาบรรจุร่างปลอม ยันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังอยู่ระหว่างคณะกรรมาธิการซักถามสำนวนถอดถอนของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่

มา ส.ว. ซึ่งกรรมาธิการซักถามมีคำถามถึงนายสมศักดิ์ 6 คำถาม

โดยนายสมศักดิ์ตอบข้อซักถามพร้อมปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในกรณีที่บรรจุร่างปลอมแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มา ส.ว. เพราะมีการแก้ไขรายละเอียดบางส่วน ก่อนบรรจุระเบียบวาระการประชุม ซึ่ง

ในขั้นตอนนี้อยู่ในขั้นงานธุรการที่สามารถกระทำการแก้ไขได้ และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมา และเมื่อร่างถึงมือประธานรัฐสภาแล้ว ได้มีการเชิญประธานสำนักการประชุม เข้าชี้แจงเหตุผล
ในการแก้ไขร่างดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าไม่ผิดข้อบังคับการประชุมหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ระบุว่าต้องบรรจุระเบียบวาระภายใน 15 วัน
------------------
สมศักดิ์ ย้ำไม่ผิดปมแก้ รธน. โต้จงใจใช้อำนาจขัดกฎหมาย พร้อมขอความเป็นธรรมจาก สนช.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงต่อกรรมาธิการซักถามว่าไม่ทราบกรณีการเสียบบัตรแทนกัน มาทราบภายหลังจากข่าว จึงได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงทันที โดย

หากเกิดขึ้นจริง ก็ถือเป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับตนและนำมาซึ่งการถอดถอนได้ นอกจากนี้ยังอธิบายข้อซักถามในการตัดสิทธิ์การอภิปรายของสมาชิกว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์

ซึ่งหากเกินเวลา ประธานจะต้องขอมติจากที่ประชุมว่าจะปิดการอภิปรายหรือไม่ และถือเป็นอำนาจโดยชอบของประธานที่จะวินิจฉัยได้ทันที จึงยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

ไม่ได้จงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย

ทั้งนี้ ช่วงท้ายก่อนตอบข้อซักถาม นายสมศักดิ์ ยืนยัน ตนเองไม่มีอะไรผิด ไม่เคยแม้แต่วินิจฉัยผิดพลาด และต่อให้ผิดจริง ก็ไม่มีเจตนา ซึ่งไม่เข้าข่ายกระบวนการถอดถอน ตามมาตรา 270 และการ

ที่มาชี้แจงวันนี้ เพื่อหาความเป็นธรรม หากไม่ได้จากสภาแห่งนี้ ก็ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหน ซึ่งก็เชื่อมั่นจะได้รับความเป็นธรรม
-----------------------
"วิษณุ" ยันรัฐบาลลุยสร้างความปรองดองไม่จำกัดแค่นิรโทษ ขอทุกคนช่วยแก้ปัญหา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการสร้างความปรองดอง ว่า การสร้างความปรองดองถึงแม้ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่ไม่ใช่การมอบหมาย

เฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในการสร้างความปรองดอง แต่ทุกหน่วยงานต้องช่วยกัน ขณะเดียวกันมองว่าศูนย์ดำรงธรรมเป็นการสร้างความปรองดองแบบหนึ่ง เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ

ให้กับประชาชน ส่วนมาตรการหรือยาเม็ดใหญ่ที่รัฐบาลจะทำเพื่อสร้างความปรองดองนั้น ขณะนี้ก็มีการคิดทั้งในส่วนของรัฐบาล และในส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ต้อง
ฟังทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่อาจมีแนวทางที่ดีและรอบคอบรัดกุมกว่า ซึ่งแผนปรองดองไม่จำเป็นต้องเป็นการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีหลายวิธี
////////////
กมธ.ยกร่าง

พล.อ.เลิศรัตน์ มั่นใจ สามารถพิจารณาเนื้อหา ได้ทันตามกรอบ ของสัปดาห์นี้แน่นอน ถกสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชน แล้ว 3 มาตรา

บรรยากาศก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

เปิดเผยถึงภาพรวมการประชุมวานนี้ ว่า สมาชิกได้เตรียมเนื้อการอภิปรายมาอย่างครบถ้วน และได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้ได้อภิปรายใน ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวด 2

ประชาชน ในส่วนสิทธิและเสรีภาพสื่อมวลชนจบไปแล้วทั้ง 3 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้จะเริ่มอภิปรายในมาตราที่ 27 ซึ่งคาดว่า ภายในวันศุกร์นี้ จะอภิปรายเสร็จตามกรอบที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน
---------------------
กมธ.ยกร่าง รธน.พิจารณา ถึง ม.28 หมวด สิทธิเสรีภาพพลเมือง คาดวันนี้ ผ่านหมวด 2 เข้าสู่หมวด 3

บรรยากาศการประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมาธิการเพื่อพิจารณายกร่างเป็นรายมาตรา โดยเริ่มพิจารณาในภาค 1 พระมหากษัตริย์และ

ประชาชน ในส่วนของมาตราที่ 27 ที่ว่าด้วยเรื่องการรับรองการวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองที่ไม่ได้มุ่งหวังทางการเมือง เพื่อดำเนินการทางการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมี

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสมาชิกได้ให้บันทึกเจตนารมณ์เรื่องดังกล่าวไว้ และขณะนี้ได้อภิปรายมาตราที่ 28

อย่างไรก็ตาม สำหรับการพิจารณาขณะนี้ ยังอยู่ในภาค 1 หมวด 2 ประชาชน ซึ่งมีทั้งหมด 36 มาตรา และคาดว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จที่ 2 และเริ่มหมวด 3 ภายในวันนี้
--------------------
กมธ.ยกร่าง รธน. พิจารณารายมาตราผ่าน ม.30 หมวด สิทธิเสรีภาพ ว่าด้วยเรื่องบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอภาคกันในการรับบริการทางสาธารณสุขแล้ว

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ทีมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาราย

มาตรา หมวด 2 ประชาชน มาตรา 30 ว่าด้วยเรื่องบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอภาคกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่ม

เติมข้อความ เพื่อให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จะต้องมุ่งเน้นการเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอแนะของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูป

แห่งชาติ และพรรคการเมือง
------------------
กมธ.ยกร่าง พิจารณาถึง ม.33 หมวดสิทธิเสรีภาพ เสนอเพิ่มเติมข้อความ "ได้รับข้อมูลข่าวสารโดยเร็ว" และเรื่องความมั่นคงของรัฐให้ใช้กับหน่วยงานทหาร 

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

รายมาตราในส่วนสิทธิเสรีภาพพลเมือง มาตรา 33 บุคคลย่อมมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะในหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นกระทบต่อควมมั่นคงของรัฐ ความ

ปลอดภัยประชาชนได้รับความเสียหายและควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ได้อภิปรายว่ามาตราดังกล่าวเป็นปัญหามาเป็นระยะเวลายาวนาน ควรมีปรับปรุงกฎหมายให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐและประชาชน พร้อมขอให้เพิ่มในข้อความ "ได้รับข้อมูลข่าว

สารโดยเร็ว" และเรื่องความมั่นคงของรัฐให้ใช้กับหน่วยงานทหาร หากไม่ต้องการเปิดเผยต้องระบุไว้ให้ชัดเจน
----------------------
กมธ.ยกร่าง พักการพิจารณาชั่วคราว "บวรศักดิ์" พร้อมตัวแทน ร่วมอัดรายการเดินหน้าประเทศไทย 

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ได้พักการประชุมชั่วคราวเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทานอาหารกลางวัน โดยพร้อมกันนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ พร้อมตัวแทนคณะ

กรรมาธิการยกร่างฯ ในแต่ละด้านจะร่วมอัดรายการเดินหน้าประเทศไทย เพื่อผู้ชี้แจงผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อความครบถ้วน ถูกต้องของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม สำหรับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 3 วัน พิจารณาไปแล้วทั้งหมด 53 มาตรา โดยมี 2 มาตรา 3 วรรค ที่ยังมีข้อถกเถียงไม่ยุติ และคงเหลือพิจารณาอีก 34 มาตรา ซึ่งในวันนี้ ต้อง

พิจารณาให้ได้ 16 มาตรา และในวันพรุ่งนี้จะเป็นการพิจารณาเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 18 มาตรา
----------
กมธ.ยกร่าง รธน. กลับมาพิจารณาต่อ ผ่าน ม.34 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ-รัฐวิสาหกิจฯ โดยไม่การแก้ไข

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ในช่วงบ่าย เริ่มพิจารณาราย

มาตราในส่วนสิทธิ เสรีภาพของพลเมือง มาตรา 34 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงส่วนท้องถิ่น ก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบต่อ

คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือชุมชน และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา จากนั้นต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

ก่อนดำเนินการ

ขณะที่ สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขข้อความ และให้คงไว้ตามเดิม พร้อมให้เจ้าหน้าที่บันทึกเจตนารมณ์ไว้ เพราะมีความหมายที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
---------------
กมธ.ยกร่าง เร่งพิจารณามาตรา ม.35 ม.36 หวังบรรจุสิทธิพลเมือง กระจายอำนาจสูชุมชน

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด อยู่ในระหว่างการพิจารณามาตราที่ 36 เรื่อง สิทธิพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐ ชุมชุน หรือท้องถิ่น ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และ

รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่อย่างปกติ ซึ่งในมาตรานี้มีข้อคิดเห็นจาก สปช. พรรคการเมือง และประชาชน มาประกอบการพิจารณาด้วย

ส่วนในการพิจารณา ม.35 เรื่อง บุคคลที่รวมตัวกันเป็นชุมชนย่อมมีสิทธิ์อนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดย สปช. เสนอให้บัญญัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับชุมชนจัดการตนเอง โดยควรเขียนนโยบายของรัฐให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน้นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ขณะภาคประชาชน

เสนอให้ผู้มีที่อยู่ดั่งเดิมแต่ไม่มีทะเบียนบ้านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนได้
---------------------------
กมธ.ยกร่างฯ ถึงส่วนที่ 4 การมีส่วนร่วมทางการเมือง ปชช. เข้าชื่อร้องรัฐสภาให้พิจารณาเสนอกฎหมายได้

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายสุจิต บุญบงการ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณารายมาตรา ส่วนที่ 4 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

มาตราที่ว่าด้วยประชาชนผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิ์เข้าชื่อร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาการเสนอกฎหมายได้ โดยสมาชิกกรรมาธิการได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสนอ

ให้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและให้กำหนดระยะเวลาในการบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมหลังจากได้รับเรื่อง พร้อมชี้แจงจนจบกระบวนการเสนอกฎหมายภาคประชาชน ทั้งนี้ จะ

ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณา ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชนให้จบทุกมาตรา และในวันพรุ่งนี้จะเริ่มพิจารณาภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง

หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพื่อให้ทันตามกรอบระยะเวลา
//////////
ปิโตเลียม

"สุวพันธุ์" ระบุ คุย สปช.วันนี้ มีเรื่องมติไม่ให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียม เชื่อได้แนวทางที่ชัดเจน ยังตอบไม่ได้ รบ. ตัดสินใจอย่างไร

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นวันนี้ ตนและ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเข้าหารือกับ

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ถึงความเห็นของรัฐบาลที่มีต่อการทำงานของ สปช. รวมถึงการประสานงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานทั้งสองส่วนราบรื่น เกิดผลสำเร็จ
ตามแผนการปฏิรูปประเทศไทย ขณะเดียวกัน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ จะเข้าร่วมบรรยายความเห็นของส่วน

ราชการต่าง ๆ ที่มีต่อการปฏิรูปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ให้ สปช. ได้รับฟังด้วย

ส่วนกรณีการส่งรายงานมติของ สปช. เรื่องการไม่เห็นด้วยกับการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้น เห็นว่า เรื่องนี้ จะต้องนำไปคุยกับ สปช. ว่ารัฐบาลควรจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งวันนี้น่าจะเห็น

แนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ อยากให้คนไทยช่วยกันให้ข้อคิดเเละกำลังใจ โดยความเห็นของ สปช. นั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นคำสั่ง แต่เป็นเพียงความเห็น ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรก็ยังไม่สามารถ

ตอบได้ ซึ่งต้องเลือกทางที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน
////////////
นายกฯ

///////////
คดีตำรวจ

ฟิตเนส
/////////////////
เศรษฐกิจ

ธปท. ห่วง NPL ปี 57 พุ่งแตะ 2.4% เหตุเศรษฐกิจชะลอ มั่นใจพื้นฐานธนาคารพาณิชย์แกร่ง รับมือได้

นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้สินเชื่อชะลอลง

โดยโตเพียงร้อยละ 5 ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2557 และคุณภาพสินเชื่อด้อยลงบ้าง โดยระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.15 ในปี 2556 เป็นร้อยละ 2.34 ในปี 2557

โดยเฉพาะ NPL สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.20 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.65 ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอลง โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่ม

การกันสำรองให้มากขึ้นโดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 1.35 เท่าต่อ NPL ดังนั้น จึงมีเพียงพอสำหรับการดูแลคุณภาพ NPL ในอนาคต
--------------
ณรงค์ชัย ยันเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบ 21 แม้ สปช. คัดค้าน ชี้ระบบดังกล่าวเหมาะสม

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบ 21 หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ

กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมาก ที่เสนอให้รัฐบาลเดินหน้าเปิดสัมปทาน ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังรอเอกสารอย่างเป็นทางการจาก สปช. เกี่ยวกับมติเรื่องข้อเสนอปิโตรเลียมของไทย

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของ สปช. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 27 คือทำหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษาแก่ฝ่ายบริหาร ดังนั้น จึงสามารถนำเสนอความเห็นต่อรัฐบาลเพื่อประกอบการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ในหลักการของกระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าเปิดสำรวจระบบสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ตามเงื่อนไขเดิมที่ประกาศไว้ โดยจะเปิดให้เอกชนยื่นขอสำรวจปิโตรเลียมยังคงกำหนด

เดิมคือภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ เพราะเป็นระบบที่ผ่านการศึกษาและเห็นควรว่ามีความเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด เพราะไทยเป็นประเทศที่มีปิโตรเลียม คือ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน

ค่อนข้างน้อย นักลงทุนมีความเสี่ยงมาก ระบบดังกล่าวจึงเป็นระบบที่เหมาะสม โดยหากใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์นักลงทุนจะมีความเสี่ยงมาก และอาจไม่สนใจเข้าลงทุนในไทย ขณะที่ข้อ

เสนอเรื่องระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หรือพีเอสซีนั้น เนื่องจากมีขั้นตอนการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์ที่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นหากมีการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ หรือ รอบ 22 ก็อาจใช้ระบบ

พีเอสซี เนื่องจากเมื่อถึงเวลาดังกล่าวระบบนี้อาจจะเหมาะสมกับไทยได้
----------------------
อารีพงศ์ ยืนยันระบบสัมปทานมาตรฐานสากล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เดินหน้าเปิดสัมปทานรอบ 21 โดยจะคัดเลือกองค์ประกอบให้เข้มข้นขึ้น

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวชี้แจงว่า ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 โดยเฉพาะความเหมาะสม

ระหว่างการใช้ระบบสัมปทาน และระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น ขอยืนยันว่า ระบบสัมปทานของไทยเป็นระบบมาตรฐานสากล โปร่งใส สามารถตรวจสอบความถูกต้อง (Cross Check) ภายใต้หลัก

เกณฑ์การแบ่งผลประโยชน์ ระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน และหลักเกณฑ์ด้านการตรวจสอบควบคุมการดำเนินงานของผู้รับสัมปทานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 นี้ กระทรวงพลังงานจะพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการปิโตรเลียมให้มีความเข้มข้นขึ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมและรักษาผล

กระโยชน์ของประเทศ โดยจะดำเนินการ 2 ส่วน คือ การคัดเลือกกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิจะคัดจากผู้มีประสบการณ์ด้านภาษี กฎหมาย อุตสาหกรรม และมีตัวแทนจาก
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมด้วย รวมถึงจะมีการปรับรูปแบบการทำบัญชี การตรวจสอบ เพื่อให้ประโยชน์ตกกับไทยมากขึ้น โดยจะมีการว่าจ้างบริษัทด้านการทำบัญชี 1 ใน 4 ของโลกเข้ามาทำ

ดำเนินการ เพื่อพิจารณาด้านค่าใช้จ่าย หรือกระบวนการใดต้องปรับปรุงบ้าง โดยเริ่มเปิดคัดเลือกแล้วในเดือนมกราคมนี้
//////////////////////////
คดีตำรวจ

"เด่น ดอกประดู่" พบตำรวจยันเอบิ ฟิตเนส จ้างเป็นพิธีกร ภาพโอบกอดเป็นเพียงการแสดงตลก

นายบรรพต วีระรัฐ หรือ เด่น ดอกประดู่ ตลกรุ่นใหญ่ พร้องภรรยาเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง เพื่อให้ปากคำหลังพบว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในคลิป เอบิ ฟิตเนส ซึ่งมีหญิงสวมใส่ชุด

อนาจาร ออกมาเผยแพร่ โดยได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในวันเกิดเหตุได้ทำซาวหน้าอยู่ที่ฟิตเนสดังกล่าว ซึ่งก็เป็นลูกค้าประจำที่นั้นอยู่แล้ว ขณะเดียวกันได้มีผู้มาติดต่อให้ไปเป็น
พิธีกรช่วงเย็น เนื่องในวันปีใหม่ แต่ตนก็ไม่ทราบว่าใครมาติดต่อ เพราะขณะนั้นได้ยินแค่เสียงเท่านั้น

ด้านภาพ และคลิปที่ออกมานั้นยืนยันเป็นเพียงการแสดง และไม่คิดว่าจะเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ เพราะก่อนเข้างานผู้หญิงที่เห็นในคลิปก็ได้สวมใส่ชุดปกติ พองานเริ่มสักพักก็ได้มีการถอดเสื้อ

ผ้าออก ตนก็ตกใจแต่ก็ยังทำหน้าที่ของตนต่อ ตนก็ได้เล่นตลกตามสถานการณ์ แต่ไม่นานก็ได้ขอตัวกลับ

โดย นายบรรพต ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกเสียใจและขอโทษประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติแล้วที่ฟิตเนสดังกล่าวก็ไม่เคยมีงานเลี้ยงในลักษณะนี้

โดยหลังจากให้สัมภาษณ์ก็ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ซึ่งทางพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง ก็เปิดเผยเพียงว่า ต้องรอให้สอบปากคำให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะสามารถบอกได้ว่า นาย

บรรพต เป็นผู้ต้องหา หรือเป็นพยาน
-------------------
ปปง. เตรียมเชิญ "บอย ปกรณ์" แจง ทรัพย์สิน และรถยนต์หรู สัปดาห์หน้า

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าคดียักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ

สจล. ว่า ในสัปดาห์หน้า จะเชิญ นายปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือ บอย ปกรณ์ นักแสดงชื่อดัง เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน และรถยนต์หรู ซึ่งต้องส่งมอบให้ ปปง. ภายในสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยระบุ

ว่า เป็นหน้าที่ของ นายปกรณ์ ที่ต้องชี้แจงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวให้ได้

ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีนี้ เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบมีกลุ่มเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นศูนย์

กลางในการยักย้ายถ่ายโอนเงินทั้งหมดในคดีแต่ขณะนี้ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดย ปปง. อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน
----------------------------
ปปง. อายัดทรัพย์สิน อดีต ผบช.ก.เพิ่มเติมอีก 105 รายการ มูลค่ากว่า 25 ล้านบาท 

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการยึดทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบและความผิดอื่นๆ ว่า ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมทางการเงิน หรือ ปปง. ได้อายัดเพิ่มเติมอีก 105 รายการ มูลค่ากว่า 25 ล้านบาท โดยทรัพย์ในส่วนนี้ มีทั้งเงินสด ทั้งสกุลไทยและสุกลต่างประเทศ ทองรูปพรรณ รวมทั้งวัตถุโบราณอีกหลายรายการ ซึ่งการอายัดครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินเฉพาะในส่วนของ
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เพียงบุคคลเดียวเท่านั้น ส่วนกลุ่มผู้ต้องหาคนอื่น ยังไม่พบความผิดปกติ ที่ ปปง. จำเป็นต้องเข้าไปอายัด

นอกจากนี้ เลขาธิการ ปปง. ยังแถลงผลการตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของ นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาหลบหนีคดีศาลจังหวัดปัตตานี โดยเป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 33 แปลง ในจังหวัดสงขลา และปัตตานี มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท โดยมีชื่อภรรยานอกสมรสของ นายสหชัย เป็นผู้ถือครอง ซึ่งกรณี ปปง. ได้ข้อมูลจากฝ่ายมั่นคงใน
จังหวัดปัตตานี ให้ตรวจสอบธุรกิจ และเส้นทางการเงินทั้งหมดของ นายสหชัย ที่เชื่อว่า น่าจะเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำธุรกิจค้าน้ำมันเถื่อน