PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

EXCLUSIVE ! เปิด “3 ตัวละครลับ” ช่วย ป.ป.ช.จับโกงคดีรถดับเพลิง


เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม 2556 เวลา 08:00 น.
เขียนโดย
พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
"...คดีนี้เหมือนเราต่อจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์เริ่มต้นจากคุณยุทธพงศ์ จิ๊กซอว์ตัวที่สองคือผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือนักวิชาการหญิงท่านนี้ ที่บอกว่ายอมตาย และพร้อมจะให้ข้อมูล เพราะถ่ายเอกสารไว้ทุกชิ้น..."
firetruck1
ระหว่างงานเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “คดีรถดับเพลิง...โกงเหนือเมฆ” ที่จัดขึ้นโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2556
“วิชา มหาคุณ” กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. มูลค่า 6.6 พันล้านบาท
ได้เปิดเผยถึง “3 ตัวละครสำคัญ” เบื้องหลังการไต่สวนคดีคดีดังกล่าว จนทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกาฯ) พิพากษาจำคุก “ประชา มาลีนนท์” อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 12 ปี และ “พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ”
"วิชา" อุ่นเครื่องการเสวนา ด้วยการเกริ่นนำว่า “เรื่องที่ผมจะเล่านี้ ไม่เคยเปิดเผยเช่นนี้ ที่ไหนมาก่อน...”
จากนั้นก็ใช้เวลากว่า 40 นาที เล่าถึงเบื้องลึก-เบื้องหลังของคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้ามาเกี่ยวข้องของ “3 คีย์แมนสำคัญ” ที่บางคนเราอาจเคยพอได้ยินชื่ออยู่บ้าง...แต่กับบางคนเราก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน
คนแรกเป็น ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ไล่เก็บข้อมูลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 
คนที่สอง เป็นสื่อมวลชนที่เกาะติดเรื่องนี้ชนิดกัดไม่ปล่อย 
คนสุดท้าย เป็นนักวิชาการหญิงหน้าห้องจำเลยคดีนี้คนหนึ่งที่ซีร็อกซ์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เก็บไว้ทุกแผ่น
ทั้ง 3 คน มีส่วนช่วยต่อจิ๊กซอว์จนนำไปสู่คำตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด ในท้ายที่สุด !
00000
คดีรถดับเพลิงไม่ได้มาจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช.เอง แต่มาจากการร้องเรียนของคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมัยยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อปี 2548 เพราะรู้มาว่าการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม.ผิดปกติ ทั้งมีราคาแพงมากและอาจเกิดการฮั้วขึ้น แต่ปรากฏว่า ปชป.ไม่ฟังเขา หรือฟังแต่ไม่ให้ความสำคัญ ทำให้คุณยุทธพงศ์ผิดหวังมาก ซึ่งผมก็เห็นใจ เพราะข้อมูลทุกชิ้นเขาไปศึกษามาจริงๆ แล้วยังตามไปถึงต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนที่ร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริง หลังจากได้ข้อมูลจากคุณยุทธพงศ์ ก็เกาะติดมาโดยตลอด ขอพูดไว้เป็นเครดิตคือผู้สื่อข่าวของ นสพ.เดลินิวส์
เหตุที่คดีนี้หยุดหลังคุณยุทธพงศ์ยื่นคำร้องเข้ามา ก็เพราะ ป.ป.ช.ชุดก่อนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จากคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เมื่อ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามาเมื่อปี 2549 อำนาจในการค้นหาข้อมูลยังอยู่ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คดีนี้จึงไปอยู่ในมือของ คตส. ก็ต้องขอบคุณ คตส.ที่พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงจนถึงสิ้นสุด แต่ก็มีปัญหาว่า คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม.จะผิดหรือไม่ผิด ก็เลยคาราคาซังแล้วส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ โดยที่ยังไม่ได้ชี้มูลในกรณีคุณอภิรักษ์ ตอนแรกผมไม่ได้รับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กทม. แต่พูดกันไปกันมามาตกที่ผมยังไงได้ไม่รู้
ตอนที่คดีส่งมาถึงผม ผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ก็บอกว่ายังมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ผมก็บอกว่าขอให้มาให้ถ้อยคำ ซึ่งเขายินดีมาให้ถ้อยคำ ทั้งกับ ป.ป.ช.และกับศาล เป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนลุกขึ้นมาต่อสู้
ผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์รายดังกล่าว ยังลงไปในพื้นที่ ถ่ายรูปรถดับเพลิงไปจนถึงชัทซีเลย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าผลิตในเมืองไทย แต่ว่าไปตั้งราคาออสเตรีย เพราะส่งกลับไปแล้วนำเข้ามาอีกครั้ง ในชื่อบริษัทสไตเออร์ แล้วต่อมาผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์รายดังกล่าวก็ไปขอราคารถดับเพลิงจากสถานทูตสเปน ซึ่งปรากฏว่าราคาถูกกว่าที่ กทม.ซื้อจากบริษัทสไตเออร์มาก 
ขณะที่คุณยุทธพงศ์เดินทางไปออสเตรีย แล้วพบว่าบริษัทสไตเออร์ไม่ได้ผลิตรถดับเพลิงต่อไปแล้ว เพราะล้มละลาย แล้วถูกเทคโอเวอร์โดยบริษัทของสหรัฐ
คดีไหนถ้าได้รับความร่วมมือจากประชาชน โอกาสจะลงโทษคนผิดอย่างครบถ้วนก็จะมากขึ้น
หลังคุณยุทธพงศ์ยื่นเรื่องร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ยื่นเรื่องเข้ามา ปี 2551 คตส.ก็ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ดังนั้นคดีนี้จึงไม่ได้ช้า แต่ติดกรณีคุณอภิรักษ์ จากนั้นมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน ชี้มูล แล้วอัยการสูงสุด (อสส.) แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ มีการตั้งคณะทำงานร่วม ปี 2553 อสส.แจ้งมาว่าควรจะฟ้องเฉพาะนายประชา พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ต้องตัดข้อมูลบางส่วน เช่นการเริ่มต้นโครงการ ถ้าไม่มีคุณโภคิน พลกุล รมว.มหาดไทยสมัยนั้น ก็จะไม่รู้เลยว่ามีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อย่างไร
แม้ต่อมา อสส.จะอ้างว่าศาลฎีกาฯ ลงโทษแค่ 2 คนที่ อสส.ระบุว่าจะส่งฟ้อง แต่ถึงจะไม่ลงโทษ บางคนศาลก็มีมติ 5:4 เช่นคุณโภคิน คุณวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ส่วนนายอภิรักษ์ มี 7:2 มันก็ทำให้เห็นด้วยว่าศาลก็เห็นด้วยกับเรา สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่คนทำคดีจะต้องมองพฤติกรรมทั้งคดี ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างไร นี่คือเหตุที่ ป.ป.ช.ตัดสินใจฟ้องเองในปี 2554 โดยใช้สภาทนายความ มีคุณสิทธิโชค ศรีเจริญเป็นหัวหน้าทีม ซึ่งเป็นคนจริงจัง ส่งสำนวนให้ เชื่อมือได้เลย
ป.ป.ช.ส่งฟ้องเอง เมื่อปี 2555 พอถึงวันที่ 10 ก.ย.2556 ศาลฎีกาฯ ตัดสินคดี ถือว่าไม่ช้า ที่ช้าเพราะคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช.ตกลงกันไม่ได้ มีการยื้อกันไปกันมา
คดีนี้ยังต้องชมนักวิชาการ ม.มหิดลที่ไปนั่งหน้าห้องคุณประชา ที่เห็นรายละเอียดโครงการแล้วทนไม่ได้เลยส่งเรื่องมาให้ผม เพราะหลายครั้งที่นักวิชาการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริตโดยไม่รู้ตัว หรือเป็น innocent agent โดยนักวิชาการรายนี้ชี้ให้เห็นว่า มีการปลอมเอกสารส่งไปให้ ครม.พิจารณา เพราะคดีนี้ ขั้นตอนการจัดซื้อต่างๆ ทั้งทำ AOU หรือทำจีทูจี จะต้องผ่าน ครม.หมด
คดีนี้เหมือนเราต่อจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์เริ่มต้นจากคุณยุทธพงศ์ จิ๊กซอว์ตัวที่สองคือผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือนักวิชาการหญิงท่านนี้ ที่บอกว่ายอมตาย และพร้อมจะให้ข้อมูล เพราะถ่ายเอกสารไว้ทุกชิ้น
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ยังทำให้ผมทราบว่าหลายครั้ง ครม.พิจารณาเอกสารที่มีการสอดไส้ เพราะในการประชุม ครม. จะมีเอกสารเยอะมาก ไม่มีเวลาอ่าน ดังนั้นรัฐมนตรีที่มีทริกจะใช้วิธีนี้ วิธีประชุม ครม.ของเราจึงอันตรายมาก ซึ่งผมมารู้เรื่องนี้สมัยทำคดีเขาพระวิหาร ที่เป็น politic error อย่างสำคัญ เพราะหมายความว่าเราควบคุมการบริหารรายการแผ่นดินแทบไม่ได้เลย เป็นจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งตัวอดีตเลขาธิการ ครม.อย่างคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ยอมรับกับเรา ว่าแทบจะไปตรวจเอกสารที่เข็นเข้าครม.มาเป็นคันรถได้เลย เพราะบางเรื่อง พิจารณาเร็วมาก และเป็นวาระที่เสริมเข้ามา ไม่ได้บรรจุเป็นวาระปกติ
ความจริงคดีนี้ จะมีคนที่เกี่ยวข้องด้วยคือคุณวันนอร์ (วันมูฮะหมัดนอร์ มะทา) เพราะเป็น รมว.มหาดไทย มีการจัดฉากให้ไปพบกับทูตออสเตรียด้วย แต่ปรากฏว่าคุณวันนอร์ออกจากตำแหน่งเสียก่อน แล้วคุณโภคินเข้ามาแทน และคุณโภคินต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะจะเสนอเรื่องเข้า ครม.โดยไม่ผ่านคุณโภคินไม่ได้เลย เป็นเหตุให้ ป.ป.ช.ต้องส่งฟ้องคุณโภคินด้วย ทั้งๆ ที่ อสส.เสนอให้ตัดออก
ส่วนตัวเห็นว่า ผลการตัดสินคดีนี้ของศาลฎีกาฯ จะทำให้ข้อตกลงกับบริษัทสไตเออร์เป็นโมฆะ ซึ่งมีโอกาสที่ กทม.จะไม่ต้องจ่ายเงินด้วย เพราะเป็นกรณีที่บริษัทต่างประเทศมายำใหญ่ต้มคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศ โดยเวลานี้ กทม.จะต้องไปขึ้นศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยเรามีโอกาสจะเรียกค่าเสียหายอย่างมากจากบริษัทสไตเออร์ โดยเวลานี้เราอยู่ระหว่างเจรจากับอัยการสหรัฐ เพราะบริษัทสไตเออร์เปลี่ยนสัญชาติเป็นสหรัฐแล้ว ถ้าเขาเห็นด้วย ก็จะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจเลวทรามเช่นนี้ได้รับผล
คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องครบ ทั้ง 3 ฝ่าย นักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ สามารถนำไปเป็นบทเรียนได้เลย และมีการเอา กระบวนการต่างประเทศมาย้อมแม้วขาย
มีการวางแผนให้ทูตออสเตรียมาเข้าพบ รมว.มหาดไทย และไม่ใช่ขายรถดับเพลิง แต่มาขอตั้งสถาบันดับเพลิง โดยจะมีการบาร์เตอร์เทรด แลกกับไก่ต้มสุก เพื่อทำให้โครงการดูดี ให้คนใน ครม.มองว่าเป็นเรื่องความช่วยเหลือระหว่างรัฐกับรัฐ
ผมว่าจุดเริ่มต้น คิดจากเล็ก เสร็จแล้วขยายใหญ่ เพราะคนที่คิดวางแผนไว้แล้ว และมีความชำนาญมาก โดย พล.ต.ต.อธิลักษณ์มีสัมพันธ์กับบริษัทสไตเออร์มา สนิทกับนายหน้าของบริษัทสไตเออร์ ซึ่งจริงๆ ไอ้หมอนี่เป็นตัววางแผนด้วย แต่มันไม่มีหลักฐานว่าจ่ายเงินกันยังไง จึงไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากผมไม่ได้จับคดีนี้มาแต่ต้น แค่มองว่าหลักฐานเพียงพอเผด็จศึกแล้วหรือยัง ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ เราจะต้องดูเรื่องเส้นทางการเงินด้วย เพราะได้รับอาณัติจากสภาฯ คือให้ ป.ป.ช.สามารถใช้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรียกหลักฐานจากธนาคารได้ ในกรณีที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งตอนนี้เราก็ทำอยู่หลายเรื่อง เช่นคดี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม โดยสามารถอายัดทรัพย์สินไว้ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม คดีรถดับเพลิง ยังไม่ถือว่ายุติเสียทีเดียว เพราะเราตรวจสอบผู้บริหาร กทม.อยู่ โดยจะอาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ไปขยายผล เพราะถ้าไม่มีบุคลากร กทม.เกี่ยวข้อง มันไม่มีทางดำเนินการได้หรอก เพราะบริษัทสไตเออร์กำหนดเรื่องการวางคณะผู้บริหาร กทม.ไปดูงานด้วย สมัยคุณสมัคร วางแผนไว้ ทั้งๆ ที่ไม่มีแม้แต่ซากของบริษัทสไตเออร์ สุดท้าย นายประชาเป็นคนพาไปดู ศาลฎีกาฯจึงเห็นว่าผิดปกติ มีพิรุธ มีข้อสงสัย
จริงๆ เราตั้งใจดำเนินคดีอดีตทูตด้วย แต่ไม่พบว่าไปอยู่ตรงไหนแล้วเพราะท่านมีส่วนสำคัญในการเข้ามาทุจริตด้วย
00000 
 

"หม่อมอุ๋ย"ส่งจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จี้เลิก"จำนำข้าว"

(๑๕ต.ค.๕๖)ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ "ยกเลิกจำนำข้าว" พร้อมรายละเอียดชี้แจงความเสียหายต่อประเทศไทยในทุกมิติ ชาวนารายย่อยไม่ได้ประโยชน์จริง ขาดทุนมหาศาล เงินภาษีรั่วไหล !!


จม.เปิดหนึก"หม่อมอุ๋ย"



ปรับเพิ่มเงินเดือน/ค่าจ้าง 1 ม.ค.57 ( ขรก.พลเรือน+บุลากรทาง กศ.อื่น ม.38 ค.(2), ลูกจ้างประจำ, พนักงานราชการ )

         สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจหลายเรื่อง แต่ Gotoknow.org จำกัดความ
ยาวของแต่ละบันทึก ไม่สามารถลงได้หมดทุกเรื่องในบันทึกเดียว
         สัปดาห์นี้จึงขอเพิ่มอีก 1 บันทึก  โดยขอนำเรื่องการปรับเพิ่มเงินเดือน/ค้าจ้าง 
1 ม.ค.57 มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ดังนี้

         รัฐบาลหาเสียง ให้วุฒิปริญญาตรี ได้เงินเดือน 15,000 บาท  และกำหนดให้ปรับ
เพิ่มเงินเดือน 3 ปีติดต่อกัน จนเงินเดือนไม่รวมค่าครองชีพของวุฒิปริญญาตรี เป็น 
15,000 บาท ( วุฒิอื่น ๆ ก็ปรับเพิ่มตามลำดับ )    
         ในวันที่ 1 ม.ค.57 นี้ จะปรับเพิ่มเป็นครั้งสุดท้ายของ 3 ปีแล้ว ซึ่งในวันที่ 1 ม.ค.57 
นี้ ข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างจำที่วุฒิ ป.ตรี จะได้เฉพาะเงินเดือน/ค่าจ้าง 15,000 
บาท โดยไม่ได้ค่าครองชีพแล้ว  ( ใน 2 ปีที่ผ่านมา ใครที่วุฒิ ป.ตรี แล้วได้เงินเดือน
/ค่าจ้าง ไม่ถึง 15,000 บาท ก็จะได้ค่าครองชีพให้รวมเป็น 15,000 บาท  ฉะนั้นการ
ปรับเพิ่มเงินเดือน/ค่าจ้างแต่ละครั้ง ถ้ารวมแล้วยังไม่เกิน 15,000 บาท ก็จะไม่ได้เงิน 
เพราะจะถูกหักค่าครองชีพคืนหมด )
         สำหรับข้าราชการครู จะได้มากกว่า 15,000 บาทเล็กน้อย  ส่วนพนักงานราชการ 
(พรก.) จะได้มากกว่า 15,000 บาท อีก 20 % รวมเป็น 18,000 บาท เพื่อ
         - ชดเชยบำเหน็จบำนาญ 10 %   เมื่อ พรก.เกษียณจะไม่มีบำเหน็จบำนาญอีก 
แต่อาจมีบำเหน็จบำนาญจากเงินประกันสังคม )
         - ชดเชยสวัสดิการ 5 %  ( จะเบิกค่าสวัสดิการเช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจสุขภาพ 
ค่าช่วยเหลือบุตร ค่าการศึกษาบุตรไม่ได้  แต่ก็เบิกจากระบบประกันสังคมได้ )
         - ชดเชยเงินประกันสังคม 5 % 
         อัตรา 15,000 บาท หรือมากกว่า หรือ 18,000 บาท นี้  เป็นอัตราสำหรับผู้ที่บรรจุ
ใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค.57 เป็นต้นไป   ส่วนผู้ที่บรรจุอยู่ก่อนแล้ว ก็จะปรับเพิ่มให้ได้มากกว่า  
ดังต่อไปนี้

         1. พนักงานราชการ
             วันที่ 4 ต.ค.56 ผมเผยแพร่ข้อมูลเรื่องการปรับเพิ่มค่าตอบแทนแรกบรรจุของพนักงานราชการเป็น 18,000 บาท ลงในเฟซบุ๊ค  ว่า
             น่าอิจฉาพนักงานราชการ  ปีนี้อย่าให้ช้านะ.. )
             ในขณะที่ครู ศรช. กับ พนักงานจ้างเหมาบริการ ยังได้รับค่าจ้าง/ค่าตอบแทน
เท่าเดิมอยู่  แต่พนักงานราชการได้เลื่อนค่าตอบแทนในวันที่ ต.ค.56    และเดี๋ยว วันที่ ม.ค.57 ก็จะได้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนอีกครั้งหนึ่ง
             บางจังหวัดเร็วมาก เช่น จ.พัทลุง ออกคำสั่งเลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการ 
ได้ตั้งแต่วันที่ ต.ค.56 เลย เก่งมากจริง ๆ ขอชื่นชม
             จังหวัดไหนออกคำสั่งเลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการ ต.ค.56 เสร็จแล้ว  
ก็ร่างคำสั่งปรับเพิ่มค่าตอบแทน ม.ค.57 ไว้ได้เลย   ปีที่แล้วตอนปรับเพิ่ม ม.ค.56 บางจังหวัดไปได้ตกเบิกในเดือน มิ.ย.56 แน่ะ เพราะทุกฝ่ายไปเริ่มทำหลัง ม.ค.56
             ปีนี้รู้ล่วงหน้าแล้ว  รู้แล้วด้วยว่าปรับเพิ่มเป็นเท่าไร ( ทุกคนใช้สูตรเดียวกันเพราะ
ไม่ต้องประเมินผลงานอีก )  ปีนี้อย่าให้ช้านะ.. จังหวัดไหนสามารถทำให้ตกเบิกได้ภายใน มี.ค.57 ถือว่าเก่ง
             เรื่องปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2556 ที่  http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/files/GEIS/PrakardSalary6.pdf   กำหนดว่า 
             1 ม.ค.57 พนักงานราชการกลุ่มบริหารทั่วไป ที่จ้างด้วยวุฒิปริญญาตรีหลักสูต
ร 4 ปีทุกสังกัดทุกตำแหน่งทุกคน ให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนแรกบรรจุ เป็น 18,000 บาท  ( วุฒิอื่น ๆ ก็ปรับขึ้นตามลำดับ )
             สำหรับข้าราชการพลเรือน  ข้าราชการครู  บุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ม.38 ค. (2) ก็จะได้ปรับเพิ่มเช่นกัน  ของข้าราชการครู ตอนปรับ ม.ค.56 ยังไม่เสร็จเลย )
             วิธีคำนวณว่าพนักงานราชการ ( ที่บรรจุอยู่ก่อน ม.ค.57 ทุกคน ) คนใดจะได้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนใหม่ในเดือน ม.ค.57 ( ให้ได้มากกว่าผู้ที่บรรจุใหม่ ) เป็นเท่าไร 
             ให้นำค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 แล้ว ลบด้วย 15,960 แล้วคูณด้วย 0.67จากนั้นนำไปบวกกับ 18,000 ได้เท่าไรปัดเศษขึ้นให้ลงท้ายด้วย  ต้องปัด
เศษขึ้นไม่ถึง10 บาทนะ )  ก็จะเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 
             ตามสูตรคือ  =  [(ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น 
ต.ค.56 - 15,960) X 0.67] + 18,000 ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ( ปัดเศษก่อน )
             เช่น ถ้า น.ส.จุ๋มจิ๋ม ได้ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 เป็น 16,000 บาท คำนวณดังนี้
             =  [(16,000 - 15,960) X 0.67] + 18,000
             =  [(40) X 0.67] + 18,000
             =  26.8 + 18,000
             =  18,026.8 ปัดเศษเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 = 18,030 บาท
             ตัวอย่างที่ ถ้า นายหำแหล่ ได้ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 เป็น 16,310บาท
             =  [(16,310 - 15,960) X 0.67] + 18,000
             =  [(350) X 0.67] + 18,000
             =  234.5 + 18,000
             =  18,234.5  ปัดเศษเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57   18,240 บาท
             ปวส.  =  [(ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 - 12,240) X 0.67] + 13,800  
ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ( ปัดเศษขึ้นก่อน )
             หรือใช้ โปรแกรม Excel สำหรับคำนวณค่าตอบแทนพนักงานราชการ ม.ค.57  ดาวน์โหลดที่
             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/moneyJan57.xls              ( แค่ใส่ค่าตอบแทนหลังเลื่อน ต.ค.56 ลงไปในช่องสีเขียว  ก็จะได้ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ในช่องสีส้ม )
.
.

         2. ลูกจ้างประจำ
             ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของลูกจ้างประจำ ตั้งแต่ ม.ค.57  ตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ดังนี้
             1)  วุฒิไม่เกิน ม.ปลาย    = 8,690 บ.
             2)  วุฒิ ปวช.                 = 9,400 บ.
             3)  วุฒิ ปวท./ป.กศ.สูง   = 10,840 บ.
             4)  วุฒิ ปวส.                 = 11,500 บ.
             5)  วุฒิอนุปริญญาหลักสูตรไม่น้อยกว่า ปี เดือน   = 11,840 บ.
             6)  วุฒิปริญญาตรี         = 15,000 บ.
             7)  วุฒิปริญญาโท         = 17,500 บ.
             8)  วุฒิปริญญาเอก        = 21,000 บ.
             และ ปรับเพิ่มค่าจ้างลูกจ้างประจำ ที่บรรจุอยู่ก่อนวันที่ ม.ค.57  ตามรายละเอียด

        3. ข้าราชการพลเรือน และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เช่นบรรณารักษ์ข้าราชการใน สนง.กศน.จ.    เงินเดือนผู้ที่บรรจุตั้งแต่ ม.ค.57 เป็นต้นไป ดัง
นี้
             - ระดับ ปวช. 9,400 บาท/เดือน จากเดิม 8,300  บาท
             - ระดับ ปวส. 11,500 บาท/เดือน จากเดิม 10,200 บาท
             - ระดับปริญญาตรี หลักสูตร ปี 15,000 บาท/เดือน จากเดิม 13,300 บาท 
             - ระดับปริญญาโททั่วไป 17,500 บาท/เดือน จากเดิม 16,400 บาท
             - ระดับปริญญาเอก 21,000 บาท/เดือน จากเดิม 20,000 บาท
             สำหรับ ขรก.พลเรือนและบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่บรรจุอยู่ก่อน ม.ค.57 ก็
ปรับให้ได้เงินเดือนสูงกว่าผู้ที่จะบรรจุใหม่  ตั้งแต่ ม.ค.57 เช่นกัน  
             เช่น วุฒิปริญญาตรีจะเพิ่มให้ดังนี้
             - ถ้าเงินเดือนหลังเลื่อนขั้น 1 ต.ค.56 อยู่ระหว่าง 13,300 ถึง 15,00บาท ก็ให้
เพิ่มอีกไม่เกิน 1,70บาท รวมไม่เกิน 16,460 บาท
             หมายความว่าถ้าเงินเดือน 13,300 บาท ก็ให้เพิ่มอีก 1,70บาท รวมเป็น 15,000 บาท แต่ถ้าใครเพิ่ม 1,70บาทแล้วเกิน 16,460 บาท ก็ให้ได้แค่ 16,460 บาท  ( ซึ่งจะส่งผลให้บางขั้นเงินเดือนที่เคยต่างกัน กลายเป็นเงินเดือนเท่ากัน )
             - ถ้าได้ 15,010 – 16,700 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 1,45บาท รวมไม่เกิน 
17,910 บาท
             - ถ้าได้ 16,710 – 18,400 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 1,20บาท รวมไม่เกิน 
19,360 บาท
             - ถ้าได้ 18,410 – 20,100 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 950 บาท รวมไม่เกิน 
20,810 บาท
             - ถ้าได้ 20,110 – 21,800 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 700 บาท รวมไม่เกิน 
22,260 บาท
             - ถ้าได้ 21,810 – 23,500 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 45บาท รวมไม่เกิน 23,710บาท
             - ถ้าได้ 23,510 – 25,300 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 20บาท รวมไม่เกิน 25,310บาท
             ถ้าได้เกิน 25,300 บาทแล้ว ไม่ปรับเพิ่ม
             ( ดูรายละเอียดที่ cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/865/003/original_W20_2555_final.pdf?1357193271 )

         สำหรับหลักเกณฑ์การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการครู 1 ม.ค.57  ยังไม่ผ่าน ครม.
         ส่วน ลูกจ้างชั่วคราว เฉพาะที่จ้างด้วยเงินงบประมาณที่เป็นงบบุคลากร ( มีเลขที่อัตรา ) ก็จะได้ปรับขึ้นเช่นกัน โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรเงินมาให้  
         แต่ถ้าจ้างด้วยงบอื่น เช่น 
ครู ศรช. และพนักงานจ้างเหมาบริการ 35 ตำแหน่ง เช่น ครูประจำกลุ่ม ปวช. บรรณารักษ์ ครูสอนคนพิการ ครูสอนเด็กเร่ร่อน ฯลฯ  ให้แต่ละส่วนราชการใช้งบประมาณประจำปี   ทั้งนี้ ให้ไปฟัง ( หรือถาม ) ในวันที่ 18 ต.ค.56 นะครับ

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีโกงสร้างโรงพัก

นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องในคดีฉ้อโกงและคดีฮั้วประมูล ที่บริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นต์ แอนด์ คอนตรัคชั่น จำกัด พร้อมพวกผู้บริหาร ตกเป็นผู้ต้องหา ในโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศ ว่า ตนยังไม่เห็นสำนวนดังกล่าว เนื่องจากเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งในวันนี้ "ผมยังไม่ทราบในรายละเอียดจึงขอตรวจสอบสำนวนคดีก่อน" นายนันทศักดิ์ ระบุ

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุ ว่า สำหรับสำนวนคดีฉ้อโกงที่ บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นต์ แอนด์ คอนตรัคชั่น จำกัด ,นายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล ประธานบริษัท พีซีซีฯ , นายวิศณุ วิเศษสิงห์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พีซีซีฯ และนายจตุรงค์ อุดมสิทธิกุล กรรมการบริษัท พีซีซีฯ ผู้ต้องหาที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเงินค่าก่อสร้างผู้รับเหมาช่วง ในโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศ จำนวนกว่า 90 ล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อัยการฝ่ายคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

"อัยการพิจารณาสำนวนแล้วมีความเห็นว่า คดีดังกล่าวทางผู้รับเหมาช่วงได้เข้าร้องทุกข์ต่อดีเอสไอว่าไม่ได้รับเงินค่าจ้างและเงินค่าดำเนินการต่างๆจากบริษัทพีซีซี ซึ่งอัยการพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการหลอกลวง แต่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง เนื่องจากบริษัทพีซีซีไม่จ่ายเงินให้ผู้รับเหมาช่วงตามงวดสัญญา ทำให้ผู้รับเหมาช่วงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างสถานีตำรวจให้เสร็จสิ้นได้ และบริษัทพีซีซีก็เคยเป็นผู้รับเหมาและมีประวัติการทำงานก่อสร้างโครงการใหญ่มาก่อน เห็นว่าบริษัทพีซีซีไม่มีเจตนาฉ้อโกงและไม่มีมูลทางคดีอาญาจึงสั่งไม่ฟ้องคดีฉ้อโกง " แหล่งข่าว เผย


พระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉ.๑

แถลงการณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เรื่อง พระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ขณะประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ฉบับที่ ๑

ตามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ เป็นต้นมานั้น เช้าวันนี้คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้รายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงประชวร และ ทรงมีความดันพระโลหิตต่ำ เนื่องมาจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการตรวจพบว่า พระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) และพระอันตคุณ (ลำไส้เล็ก) ขาดพระโลหิตและมีแผลติดเชื้อ จึงได้ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัดพระอันตะและพระอันตคุณบางส่วนออก ภายหลังการผ่าตัดปรากฏว่าพระอาการโดยรวมดีขึ้น แต่ยังต้องติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


เสกสรรค์และธีรยุทธ คนวันนั้นกับคำถามวันนี้

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
-----------------------------------------------

ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ธีรยุทธ บุญมี เป็นตัวแทนนักศึกษาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่สวนจิตรลดา
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กุมมวลชนกุมไมค์ปราศรัยอยู่บนรถกระจายเสียง

40 ปีผ่านไป ทั้งสองคนกลับมาปาฐกถากันคนละเวที

อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี เก่งในเรื่องการใช้ถ้อยคำ ที่จะทำให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันรุ่งขึ้น

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เก่งในการใช้ถ้อยคำ ที่เหมาะนำไปรวมเล่มอ่านข้ามปี

ทั้งสองท่านมีดีไปคนละแบบ

และเป็นสองในหลายแบบของ 14 ตุลา ที่ไม่ได้มีอยู่หน้าเดียว

14 ตุลาจึงเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ที่คนรุ่นใหม่อาจเห็นแต่ภาพปก

ครั้นเปิดไปข้างในกลับเต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย

แม้ในหมู่นักศึกษาเองก็ยังมีทั้งฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษ์

จึงไม่น่าแปลกที่เดือนตุลาปีนี้ จะมีการจัดงานจากคนทั้งสองปีก

เป็นสองปีกที่พยายามนำพาประเทศไทยให้โผบินไปข้างหน้าด้วยสองวิธีคิดใหญ่

ทำให้นกแอร์ลำนี้บินไปได้ไม่ราบรื่นนัก หรืออาจจะมีหยุดพักเป็นช่วงๆ

ถ้าตัดลีลาแห่งถ้อยคำออกเสีย

อาจารย์ธีรยุทธพยายามชี้ให้เห็นความไม่มีธรรมาภิบาลของระบอบทักษิณ

อาจารย์เสกสรรค์พยายามชี้ให้เห็นความไม่เป็นประชาธิปไตยของการโค่นทักษิณ

ผู้เป็นตัวแทนของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ซึ่งจับมือกับชนชั้นล่างและชนชั้นกลางใหม่ผ่านนโยบาย

จนกลายเป็นคู่ต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่าที่อาจารย์ธีรยุทธเรียกว่า พลังอนุรักษ์

ความแตกต่างในการมองปัญหานั้นมีแต่ประเด็นที่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันก็คือ เรื่องการรัฐประหาร
อาจารย์เสกสรรค์สรุปชัดเจนว่า
“ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหารปี 49 นั้น มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้นหากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาลที่ประกอบกันเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมือง มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและชนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย มองไม่เห็นศักยภาพในการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับทุนนิยมโลกาภิวัตน์เรื่องจึงไม่จบลงง่ายๆ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยได้ลุกลามลงสู่ระดับมวลชน
และหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเมือง”

สงครามกลางเมืองนี่แหละ ที่นักคิด และปัญญาชนทุกคนหวั่นเกรงมากที่สุด

ในขณะที่อาจารย์ธีรยุทธฟันธงว่า

“รัฐประหารไม่อาจเกิดขึ้นได้แล้วในประเทศไทยเพราะจะมีคนต่อต้านมากขึ้น ไม่มีคนสนับสนุน
ถึงแม้รัฐประหารโดยใช้กำลัง พลังอนุรักษ์ก็ไม่มีทั้งบุคลากร วิสัยทัศน์ กระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง
ที่จะนำพารัฐไทยต่อไปได้”

อาจารย์ธีรยุทธสรุปว่า
พลังอนุรักษ์ต้อง remodernize ตัวเองใหม่

ในขณะที่อาจารย์เสกสรรค์เตือนให้ฝ่ายก้าวหน้าเข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอันเป็นเนื้อดินในจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ที่ประชาธิปไตยอันเป็นของใหม่ต้องฝังราก

อาจารย์ธีรยุทธตั้งคำถามสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้นว่าการเน้นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของความมั่นคงทางการเมืองเป็นใจกลางของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และเป็นใจกลางของคุณธรรมอย่างล้นเกินนั้น คล้ายการสุ่มเสี่ยง เพราะนี่เป็นลักษณะเฉพาะของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันจึงควรคำนึงถึงความต่อเนื่องเชิงสถาบันว่า พระมหากษัตริย์องค์ถัดๆ ไป ซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจะสามารถดำเนินภารกิจและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้หรือไม่
“ถ้าไม่ได้จะส่งผลสะท้อนกลับอย่างไร”

นี่เป็นหนึ่งในหลากหลายประเด็นใหญ่ จากสองนักคิดไทย ผู้เป็นหนึ่งในหลากหลายหน้า
ของหนังสือที่ชื่อว่า 40 ปี 14 ตุลาคม
ลองหาอ่าน หาชมฉบับเต็มกันเองนะครับ

ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง

บันทึกการกล่าวปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ณ อาคารรัฐสภา, วันที่ 11 ตุลาคม 2556
ถอดเทป แปลและเผยแพร่โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงนานาชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

..............................

ขอให้ "ดอกไม้แห่งมิตรภาพ" จีน-ไทยเติบโตจนเกิดผลที่งดงาม

—บทกล่าวปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ณ อาคารรัฐสภาไทย

(วันที่ 11 ตุลาคม 2556)

17:22 เรียนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาที่เคารพ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุขภาพสตรี สุภาพบุรุษ และเพื่อนๆ ทั้งหลาย

17:23 สวัสดีครับ

17:23 วันนี้ ผมพอเข้าถึงรัฐสภาไทย ก่อนที่เข้าที่ประชุมรัฐสภาไทย มีเพื่อนคนไทยทักทายผมด้วยภาษาจีนว่า 你好 ผมก็เลยทักทายคนไทย และคนในรัฐสภาว่า สวัสดีครับ ด้วยภาษาไทย "

17:25 ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบทุกท่านในรัฐสภาในวันนี้ เมื่อ 30 ปีก่อน ผมเคยมาเยือนประเทศไทยในช่วงที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน มีความประทับใจอย่างลึกซึ้งกับ "ประเทศแห่งรอยยิ้ม"
แห่งนี้ เมื่อผมได้เหยียบแผ่นดินนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็มีความรู้สึกเหมือนมาเป็นแขกในบ้านของญาติ ซึ่งมีความสนิทสนมกัน เพื่อนๆ สมาชิกสภาฯ ทุกท่านเป็นตัวแทนของประชาชนไทย 64 ล้านคน ผมขอถือโอกาสนี้ทักทายและส่งความปรารถนาดีมายังเพื่อนๆ และมิตรชาวไทยทุกท่าน

17:27 จีนมีสุภาษิตว่า "ปลูกแตงได้แตง ปลูกถั่วจะได้รับถั่ว" ส่วนไทยก็มีสุภาษิตเช่นกันว่า "หว่านพืชย่อมหวังผล" การสะสมเพิ่มพูนทางประวัติศาสตร์และการเพาะปลูกอย่างขยันหมั่นเพียรของประชาชนทั้งสองประเทศ ได้กระชับมิตรภาพระหว่างจีนกับไทยที่มีมาช้านานนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทย ประชาชนทั้งสองประเทศต่างก็รู้จักประโยคหนึ่ง ก็คือ "จีนไทยพี่น้องกัน" ประโยคนี้ได้ฝังลึกอยู่ในใจของประชาชนทั้งสองประเทศแล้ว เป็นการกล่าวถึงมิตรภาพจีนไทยที่แน่นแฟ้นอย่างแท้จริง

17:29 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติยาวนาน มีความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ และมีชีวิตชีวา พระบรมมหาราชวังที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โบราณสถานหลากหลายรูปแบบ ศิลปะพื้นเมืองที่งดงาม
แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและมนต์เสน่ห์อันมีเอกลักษณ์พิเศษของประเทศไทย ช่วงเวลานับพันปีที่ผ่านมานี้ ประชาชนไทยได้สร้างปาฏิหาร์ยครั้งแล้วครั้งเล่าโดยใช้ความขยันหมั่นเพียร
และสติปัญญาของตน เมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศไทยได้รับการขนามนามว่า " 1 ใน 4 เสือแห่งเอเชีย" เป็นประเทศดีเด่นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายปีมานี้ ไทย
ได้เอาชนะวิกฤตการเงินเอเชีย สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย อุทกภัยครั้งรุนแรง ตลอดจนวิกฤตการเงินระหว่างประเทศ ประสบความสำเร็จจนเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ

17:30 ประเทศไทยมีภูมิประเทศทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ขนาดของเศรษฐกิจ พื้นที่ และจำนวนประชากรอยู่เป็นอันดับที่ 2 อันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 ตามลำดับในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แสดง
บทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเขตเอเชียตะวันออก ขณะนี้ สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างมั่นคง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ผมเชื่อมั่นว่าภายใต้ร่มพระบารมีของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัฐบาลไทยจะนำประชาชนไทยพร้อมใจกันสร้างความรุ่งโรจน์ให้ประเทศได้ต่อไป

17:32 การติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างจีนกับไทยใกล้ชิดผูกพันกันมายาวนานเหมือนกระแสน้ำที่แหล่งกำเนิดต้นกำเนิดแม่น้ำอยู่ไกล ดังนั้นกระแสน้ำย่อมไหลยาว สองประเทศมีภูมิประเทศใกล้กัน มีความผูกพันทางสายเลือด มีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน "เส้นทางสายไหมทางทะเล" ได้เชื่อมโยงจีนและไทยแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ระหว่างศตวรรษที่ 14-17 สมัยราชวงศ์หมิงของจีนกับสมัยอยุธยาไทยได้ส่งทูตไปเยือนกันและกันบ่อยครั้ง เจิ้ง เหอ นักเดินเรือของจีนนำกองเรือเดินทางข้ามมหาสมุทรเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยา ได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ กับประชาชนท้องถิ่น เช่น การทำนา และการทำเครื่องถ้วยชาม ซึ่งเป็นเรื่องดีงามที่แพร่หลายจนถึงปัจจุบัน เครื่องสังคโลกอันสวยงามที่มีชื่อเสียงและวัดพนัญเชิงวรวิหารหรือวัดซำปอกง ที่อยู่ในจังหวัดอยุธยา ต่างก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรระหว่างจีนกับไทยเป็นเวลายาวนาน มีชาวจีนจำนวนมาก "เดินทางไปสู่มหาสมุทรใต้" บางคนก็มีครอบครัว ตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย หลังจากจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 1975 เป็นต้นมาได้เปิดหน้าใหม่ให้กับความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ ช่วงเวลา 38 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสภาพภายในประเทศของแต่ละฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงพัฒนามาด้วยดีโดยตลอด เช่นเดียวกันคำพูดของนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน ที่เคยเล่าว่า ความสัมพันธ์จีน-ไทยเป็นตัวอย่างของความร่วมมือฉันมิตรระหว่างประเทศที่มีระบอบสังคมต่างกัน

17:34 จีนกับไทยได้สร้างความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน มีความไว้วางใจทางการเมืองแก่กันมากยิ่งขึ้น ได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง และกระชับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมใกล้ชิดยิ่งขึ้น ปี 2012 ยอดมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8 เท่าภายในเวลา 10 ปี ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนมากที่สุด ได้ส่งออกสินค้ายังจีนมากที่สุด โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทย ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน และไทยก็ยังส่งออกสินค้ารวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรและยางพารามายังจีนมากที่สุดอีกด้วย ไทยยังเป็นประเทศที่จีนตั้งสถานกงสุลมากที่สุด มิตรภาพระหว่างจีนกับไทยได้นำผลดีที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

17:36 ผู้นำระดับสูงของสองประเทศติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ไปมาหาสู่กันเหมือนญาติพี่น้อง ผู้นำทุกรุ่นของจีนส่วนใหญ่เคยเยือนไทย พระบรมวงศานุวงศ์ไทยเคยเสด็จเยือนจีนหลายครั้ง ผู้นำรัฐบาล รัฐสภา และฝ่ายทหารก็เคยเยือนจีนด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเคยเสด็จเยือนจีนกว่า 30 ครั้ง ตั้งแต่เมืองหลวงเจริญรุ่งเรืองของจีนจนถึงเขตชายแดนที่อยู่ห่างไกลในชนบททุรกันดาร พระองค์ทรงเป็นที่รักของประชาชนจีน ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือแนะนำประเทศจีนกว่า 10 เล่ม และทรงแปลวรรณกรรมสมัยใหม่ของจีนด้วย ประชาชนไทยชื่นชอบหนังสือเหล่านี้ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ทรงชื่นชอบกู่เจิง และทรงเชี่ยวชาญในการเล่นกู่เจิงด้วย งานแสดงดนตรีที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มเป็นงานที่มีชื่อเสียงในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

17:37 สำหรับการไปมาหาสู่กันของภาคเอกชนเป็นไปด้วยความจริงใจ เมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขประชาชนที่ไปเยือนแต่ละฝ่ายมีเกือบ 3 ล้านคน ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา จำนวนครั้งของการติดต่อกันเพิ่มขึ้นประมาณ 25% แหล่งท่องเที่ยวต่างประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนชอบที่สุดคือประเทศไทย ภาพยนตร์เรื่อง "แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์" ซึ่งใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทยสามารถทำรายได้สูงสุดในปีที่ฉาย และดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้ไปเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ประชาชนจีนรักภาษา และวัฒนธรรมจีน สองประเทศได้ร่วมมือกันสร้างสถาบันขงจื่อ และห้องเรียนขงจื่อกว่า 20 แห่ง ครูภาษาจีนอาสาสมัครกว่า 7,000 คนมาสอนภาษาจีนในประเทศไทย วัฒนธรรมและพุทธศาสนาก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ละปีมีการแลกเปลี่ยนคณะวัฒนธรรมระหว่างกันกว่า 200 คณะ อาหารไทยที่อร่อย ละครไทยที่สนุกสนาน และการกีฬาไทยที่พัฒนาขึ้นล้วนสร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนจีน

17:38 ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขณะเผชิญกับความยากลำบาก ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา จีนไทยฝ่าฟันความทุกข์ต่างๆมาด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอดในเหตุการณ์ฉุกเฉินรวมทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น วิกฤตน้ำมันปิโตรเลียม วิกฤตการเงินเอเชีย ภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย วิกฤตการเงินโลกปี 2008 แผ่นดินไหวในอำเภอเวิ่นชวน และอุทกภัยร้ายแรงในไทย ชาวประมงไทยที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากจีนในภัยสึนามิ พวกเขาไม่เคยลืมเลย เมื่อได้ยินว่าจีนประสบแผ่นดินไหว ก็รีบบริจาคเงินให้ผู้ประสบภัยชาวจีน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซาบซึ้งใจและแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างเรา

17:38 ท่านสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ

17:39 ทุกวันนี้ สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจคึกคักที่สุด และมีศักยภาพมากที่สุดในโลก นับวันเอเชียตะวันออกจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น ทั้งจีนและไทยต่างก็อยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงควรแสดงบทบาทในกิจการสันติภาพ และการพัฒนาของภูมิภาคนี้ เราควรใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อผลักดันความร่วมมือยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ยกระดับความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ทำให้"ดอกไม้แห่งมิตรภาพ" ระหว่างจีน-ไทยเติบโตและงอกงามกลายเป็น "ผลแห่งความร่วมมือ" มากยิ่งขึ้นข้าพเจ้ามีข้อเสนอดังต่อไปนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายของเรา

17:40 ประการแรก มุ่งการพัฒนาในอนาคตร่วมกัน สืบทอดธรรมเนียมการเยือนและการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำระดับสูงอย่างสม่ำเสมอต่อไป จีนยินดีต้อนรับ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้นำรัฐสภา และคณะรัฐบาลที่จะไปเยือนจีนทุกเมื่อ พร้อมกันนั้นจะจัดส่งคณะผู้แทนระดับสูงมาเยือนไทยบ่อยๆ ด้วย ความร่วมมือระหว่างสองประเทศนอกจากต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามโครงการที่ได้กำหนดไว้อย่างจริงจังแล้ว ยังต้องวางแผนทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว โดยพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐบาล และภาคเอกชน จีนยินดีที่จะร่วมมือด้านการคมนาคม ชลประทาน พลังงาน และการศึกษากับไทยโดยพิจารณาจากแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทย

17:41 ประการที่สอง กระชับความร่วมมืออย่างจริงจัง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และการค้าเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยทำตามแผนปฏิบัติการ

ว่าด้วยความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ฯ ทั้งสองประเทศควรใช้กลไกคณะกรรมการเศรษฐกิจการค้าจีน-ไทยให้เป็นประโยชน์ พยายามทำให้ยอดการค้าสองฝ่ายบรรลุเป้าหมาย 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2015 ไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยผลิตผลการเกษตร โดยเฉพาะข้าว จีนจะสนับสนุนให้วิสาหกิจจีนนำเข้าข้าวไทย 1 ล้านตันภายใน 5 ปีข้างหน้า และสร้างกลไกใหม่เพื่อหารือความร่วมมือด้านการซื้อขายยางพารา มันสำปะหลัง รวมทั้งผลิตผลการเกษตรอื่นๆ พร้อมไปกับการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จีนจะพิจารณาจัดตั้งธนาคารเพื่อการชำระเงินด้วยเงินหยวนในประเทศไทย สนับสนุนให้ธุรกิจจีนในไทยใช้เงินหยวนชำระเงินทางการค้าระหว่างสองประเทศ

17:42 ประการที่สาม เร่งการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่เพียงแต่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หากแต่ยังเป็นสายสัมพันธ์ที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้าน ความร่วมมือด้านการรถไฟระหว่างจีน-ไทยสามารถกลายเป็นจุดเด่นในความร่วมมือของทั้งสองประเทศ จีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมากกว่า 10,000 กิโลเมตร มีศักยภาพระดับแนวหน้าในการก่อสร้างและประสบการณ์สูงในการควบคุมงาน การที่ประเทศไทยเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง จะทำให้การขนส่งสะดวก และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในฐานะศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค จีนยินดีที่ไทยให้ความสนใจโครงการนี้กับเรา การเดินทางครั้งนี้ ข้าพเจ้ากับนายกฯยิ่งลักษณ์จะร่วมงาน"นิทรรศการรถไฟความเร็วสูงจีน" หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเริ่มความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว จีนกับฝ่ายไทยยังจะมีความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้า การจำหน่ายไฟฟ้า พลังงานทดแทนและโครงการชลประทานด้วย

17:43 ประการที่สี่ กระชับการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและบุคลากร การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและบุคลากรหยั่งรากลึกในหมู่ประชาชนและมีอนาคตที่สดใส จีนมีคำกล่าวเก่าแก่ว่า เป็นญาติกันยิ่งต้องไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด สำหรับเรื่องข้อเสนอการยกเว้นวีซ่าให้กับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของทั้งสองประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการไปมาหาสู่กันนั้น จีนยินดีหารือเบื้องต้นกับไทยในเรื่องนี้

17:43 นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและภาษาจีนผ่านสถาบันขงจื๊อและโรงเรียนขงจื๊อ จีนพร้อมสนับสนุนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทยในประเทศจีนเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและมนต์เสน่ห์ของไทย จีนพร้อมช่วยยกระดับอาชีวศึกษาโดยใช้วิธีการจัดโรงเรียนร่วมกันและฝึกอบรมระยะสั้น เป็นต้น อีกทั้งจะผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความร่วมมือทางทะเลและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความผาสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

17:44 หลายปีมานี้ ความสัมพันธ์จีน-ไทยได้พัฒนามากไปกว่าความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี กลายเป็นต้นแบบและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยโครงการความร่วมมือในศตวรรษที่ 21 กับจีน เป็นประเทศแรกที่ขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ประเทศแรกที่ยกเว้นภาษีผักและผลไม้เป็นศูนย์กับจีน ประเทศแรกที่สร้างศูนย์วัฒนธรรมจีน อีกทั้งยังเป็นชาติแรกที่สร้างกลไกเจรจาด้านการป้องกันและการซ้อมรบร่วมกันเป็นระยะเวลา 2 ปีกับจีน ดังนั้นจีนยินดีร่วมกับไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคีภายใต้จีน-อาเซียน การเจรจาความร่วมมือเอเชีย การประชุมฟอรั่มโป๋อ๋าว การประชุมเอเปคและกรอบกลไกส่วนภูมิภาคและสากลอื่น ๆ

17:44 สุภาพสตรี สุภาพบุรุษ

17:45 เมื่อเผชิญกับสถานการณ์โลกที่ซับซ้อนมากขึ้น จีนยืนยันเดินบนเส้นทางการพัฒนาด้วยสันติวิธีอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มาโดยตลอด ใช้ยุทธศาสตร์เปิดประเทศที่อำนวยประโยชน์แก่กัน ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณูปการ ส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ จีนเร่งปฏิรูปเปิดประเทศพร้อมปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างมั่นคง ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ คาดว่า จีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 7.5 รักษาแนวโน้มการเติบโตที่เร็วระดับปานกลางจนถึงระดับสูง เราคาดหวังต่อตลาดในอนาคตเพิ่มขึ้นด้วย เราไม่เพียงแต่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ตามที่คาดไว้ ยังมีปัจจัยเอื้ออำนวยที่ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาด้วยดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จะสร้างโอกาสการพัฒนาให้แก่ไทย และประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ มากขึ้น

17:46 ในเวลานี้ความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่แล่นด้วยความเร็วบนทางด่วน มิตรภาพระหว่างจีน-ไทยได้หยั่งรากลึกลงสู่สายเลือดของประชาชนสองประเทศรวมทั้งการติดต่อไปมาหาสู่กันของภาคเอกชนทุกๆด้าน เมื่อ 10 ปีก่อน หมีแพนดาคู่หนึ่งย้ายบ้านมาที่เชียงใหม่ จากนั้น 4 ปีที่แล้ว ลูกหมีแพนดาหลินปิงเกิด กลายเป็นผลผลิตแห่งมิตรภาพ และความร่วมมือจีน-ไทย เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนๆ ชาวไทยได้จัดพิธีส่งหลินปิงกลับบ้านเกิดเพื่อหาคู่อย่างยิ่งใหญ่ ได้ยินว่ามีเพื่อนๆ จากรัฐสภา รัฐบาล และวงการต่างๆ ในสังคมไทยกว่า 200 คนส่งหลินปิงถึงอั่วหลง มณฑลเสฉวน บ้านเกิดของมันโดยจ่ายค่าเดินทางเอง เป็นภาพที่ประทับใจมาก อีกไม่นาน หลินปิงก็จะพาคู่รักกลับเชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อนำความสุขและความปรารถนาดีให้แก่ประชาชนไทย

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พร้อมๆไปกับการติดต่อกันระหว่างสองประเทศที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น มิตรภาพจีน-ไทยจะมีความต่อเนื่องไปอย่างไม่ขาดสายดุจดังแม่น้ำแยงซี และแม่น้ำเจ้าพระยา ความร่วมมือที่อำนวยประโยชน์ต่อกันอย่างรอบด้านระหว่างจีน-ไทยจะเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ใหม่ที่ดีงาม และประทับใจยิ่งขึ้น

จบการถ่ายทอดสด

ปาฐกถาธีรยุทธ บุญมี: สารพัด ‘ขี้’ ในการเมืองไทย-หัวใจคือกระจายอำนาจ

Mon, 2013-10-14 16:42


14 ต.ค. 56  มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาปันปรีดี พนมยงค์, สถาบันพระปกเกล้า, เครื่อข่ายองค์กรประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมจัดงานรำลึก 14 ตุลาคม 2516  โดยในงานนี้มีการปาฐกถาของอดีตผู้นำนักศึกษา 2 คน คือ ธีรยุทธ บุญมี และเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (อ่านปาฐกถาเสกสรรค์ที่นี่
ปาฐกถาของธีรยุทธชื่อ "40 ปี 14 ตุลา : อุดมการณ์ประชาธิปไตย 40 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516" มีเนื้อหาโดยสรุปถึงความเข้าใจผิดของผู้คนเกี่ยวกับความหมายของ “ประชาธิปไตย” ,อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ไม่มีอยู่จริงในสังคม, ผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ต.ค., สภาพวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสารพัดขี้ ทักษิณ-ขี้ขำ ยิ่งลักษณ์-ขี้แบ๊ะ ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์-ขี้หักถ่อง พร้อมเสนอก้าวต่อไป สังคมไทยไม่ควรมองเรื่องทักษิณหรือเสื้อแดง-เหลืองเป็นวิกฤต , ปัญหาทักษิณไม่ใช่วิกฤตประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาธรรมภิบาล, นโยบายประชานิยมที่ทำให้เพื่อไทยชนะเลือกตั้งเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ, สถาบันอนุรักษ์นิยมต้องปรับตัวให้เข้าสมัย เลิกเน้นการรวมศูนย์ความเป็นไทยและชาติไทยในทุกด้าน การเน้นสถาบันกษัตริย์เป็นใจกลางของทุกสิ่งอย่างล้นเกินเป็นการสุ่มเสี่ยง ควรคำนึงถึงความต่อเนื่องของสถาบันระยะยาว
“ผมมองว่าปัญหาใหญ่หรือภารกิจใหญ่ของประเทศในอนาคตก้าวพ้นเกินปัญหาประชาธิปไตยธรรมดาๆ ไปแล้ว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันหลายๆ ด้าน ถึงที่สุดแล้วก็คือปัญหาในระดับความเป็นรัฐไทย ทั้งในประเด็นว่ารูปแบบรัฐไทยควรเป็นอย่างไร โครงสร้างอำนาจการเมืองและอำนาจการปกครองควรเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรขบคิดเพื่อสร้างสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่า ในอนาคตก็คือ การพิจารณาว่าจะลดอำนาจรัฐส่วนกลางลงอย่างไร เพิ่มอำนาจภูมิภาค ท้องถิ่น และชุมชนในการกำหนดผลประโยชน์ทางทรัพยากร เศรษฐกิจ การศึกษา ในด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีของตนอย่างไร”  ในการขบคิดปัญหานี้อาจต้องยอมรับร่วมกันในจุดหนึ่งว่า กระบวนทัศน์แนวรวมศูนย์อย่างอนุรักษ์ของเราแต่ดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถนำมาใช้นำพาการเคลื่อนตัวของรัฐไทยได้อีกต่อไป”
“บางทีการแก้ปัญหาความขัดแย้งเหลือง-แดงอาจอยู่ตรงจุดนี้ นั่นคือการมีภารกิจร่วมกันในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ให้พ้นไปจากศูนย์กลางชนชั้นนำและชนชั้นกลางไปสู่ชาวบ้าน ภูมิภาค และท้องถิ่นให้ได้”
“ถ้ามองว่าขบวนเสื้อแดงเป็นตัวแทนของชาวบ้านและพลังชาวรากหญ้าที่แท้จริงแล้ว เหตุใดแกนนำเสื้อแดงจึงจะไม่ขบคิดเสนอต่อพรรคเพื่อไทย เพื่อกระจายอำนาจลงสู่ชาวรากหญ้าอย่างแท้จริงด้วย รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์แง่ดีแง่เสียของนโยบายประชานิยม ติติงขอบเขต ปริมาณ และปัญหาที่สัมพันธ์กับนโยบายการเงินการคลังต่อพรรคเพื่อไทยด้วย? ขณะเดียวกัน “เสื้อเหลือง” ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพลังอนุรักษนิยม ก็ควรผลักดันให้พลังอนุรักษ์ไทยยอมรับการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ยอมสลายการตีกรอบความคิดและองค์ความรู้ที่คับแคบด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการเสนอแนะให้พลังอนุรักษ์ได้พิจารณาข้อจำกัดของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ remodernize ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือสมานฉันท์ปรองดองอย่างแท้จริงของสองขั้วนี้นั่นเอง” ส่วนหนึ่งของการปาฐกถา
รายละเอียดฉบับเต็มอยู่ด้านล่าง
00000
มีคำถามยอดนิยมที่มีคนถามพวก 14 ตุลา เป็นประจำก็คือ “ผ่านมาตั้ง 40 ปีแล้ว ทำไมประชาธิปไตยไทยยังไปไม่ถึงไหน” ที่แรงหน่อยก็ว่า “ทำไมการเมืองไทยยังเฮงซวยอยู่” “อุดมการณ์ของพวก 14 ตุลา หายไปไหนหมด?”
ถ้าจะตอบอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ผู้ถามไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร ยังไม่เข้าใจความจริงของการเมืองและประวัติศาสตร์ ประการแรก ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องเกิด มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ซึ่งเจริญทางเศรษฐกิจ การศึกษากว่าไทย ปัจจุบันยังไม่เป็นประชาธิปไตย เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดในปี 2516 ฟิลิปปินส์ซึ่งคุ้นเคยกับประชาธิปไตยมาก่อนไทย เพิ่งมาล้มล้างเผด็จการมาร์กอสได้ในปี พ.ศ. 2529 เกาหลีใต้ล้มเผด็จการทหารได้ในปี 2530 ปัจจุบันพม่ายังอยู่ใต้เผด็จการทหาร อินโดนีเซียยังเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบอยู่
ประการที่สอง ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้เป็นกฎหมายแล้วจะเกิดขึ้น ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่พวกคณะราษฎร 2475 และ 14 ตุลา อัญเชิญมาจากฟากฟ้ามาประดิษฐาน แล้วประชาธิปไตยก็บังเกิดขึ้นในประเทศไทย ประชาธิปไตยเป็นการเมืองซึ่งเกิดจากการรับรู้และสำแดงพลังอำนาจของคนกลุ่มต่างๆ เพื่อขอแบ่งปันสิทธิในการมีกินมีอยู่ในการจัดการทรัพยากร ตัดสินชะตากรรมของตนและส่วนรวม เมื่อได้มาแล้วก็ต้องรักษาสิทธิเหล่านี้ของตนเองไว้ให้ได้ 
ในประเทศตะวันตกซึ่งเป็นแม่แบบประชาธิปไตยทั้งหลาย ก่อนการปฏิวัติประชาธิปไตยในอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 18 ทั้งขุนนาง ชนชั้นนำ ปัญญาชน ชาวบ้าน มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองมาก่อนหน้าอย่างยาวนาน 
ในศตวรรษที่ 13 อัศวินและขุนนางอังกฤษต่อสู้ให้กษัตริย์ลงนามในกฎหมายสิทธิยอมรับและการสืบทอดมรดกเหนือปราสาทและที่ดินของตน ทำให้เกิดกฎหมาย Magna Carta ขึ้น ปัญญาชน บาทหลวงยุโรปจำนวนมากเผยแพร่ความคิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิธรรมชาติ ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน สิทธิในการต่อต้านผู้นำที่ไม่เป็นธรรมมาตลอด ส่วนชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวนา ก็มีการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน การเลิกข้อจำกัดไม่ให้ชาวบ้านล่าสัตว์ ตัดฟืน การต่อสู้ให้เลิกล้มระบบไพร่ติดที่ดินของชาวนาในฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ และเยอรมัน ในศตวรรษที่ 14, 15, 16 การต่อสู้เพื่อประกาศถึงสิทธิในการชุมนุม เสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพในชีวิต ทรัพย์สิน เสรีภาพในการต่อต้านผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ การต่อสู้เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะพ่ายแพ้ กองกำลังฝ่ายต่อต้านหรือชาวบ้านเสียชีวิตจำนวนมาก บางครั้งกองกำลังหลายพันคนถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น เมื่อสิ่งที่ได้มาต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วเช่นนี้ คนตะวันตกจึงเห็นคุณค่าของประชาธิปไตย พยายามรักษาให้มันทำงานให้มันดำรงความเป็นระบบที่ดีเอาไว้ จนไม่มีทหารหรือนักการเมืองคนใดจะกล้ามาเบี่ยงเบนหรือบิดเบือน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยนั่นเอง
แต่ในสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่มีใครได้ใช้ประชาธิปไตยนอกจากทหาร พลเรือน และนักการเมืองจำนวนหยิบมือ หรือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน ชนชั้นกลางเสรีภาพของคนไทยเป็นเหมือนส้มหล่น ที่จะใช้กันอย่างเพลิดเพลิน เป็นโอกาสที่กลุ่มทุนไทยซึ่งปลดแอกจากทหาร ตำรวจ เก็บเกี่ยวดอกผลจากมัน ไม่มีความพยายามจะรักษาให้ระบบการเมืองทำงานไปได้ หรือรักษาความเป็นระบบที่ตั้งไว้ได้ กลับส่งเสริมสนับสนุน (ให้ทุนในการซื้อเสียง เมินเฉยเรื่องการขายเสียง) 
(ก) ในเรื่องอุดมการณ์ ข้อเท็จจริงก็คือ ในสังคมไทยไม่มีใครยึดมั่นในประชาธิปไตยหรืออุดมการณ์ที่จะยอมรับ สิ่งเสริมอำนาจสิทธิของประชาชนตาดำๆ จริงๆ นอกจากประชาชนฝ่ายซ้ายจำนวนไม่มาก ซึ่งก็มักโน้มเอียงไปในการโจมตีล้มล้างทางชนชั้น ปัญญาชนชั้นนำของฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยสื่อหรือขยายความหมายเรื่องสิทธิอำนาจของประชาชน กลับพร่ำบอกว่าประชาชนขาดการศึกษา ยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย จาก พ.ศ. 2475 จนถึง 14 ตุลาคม 2516 สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหลักก็คือ กองทัพและสถาบันอนุรักษ์แย่งชิงการเป็นอธิปัตย์ ซึ่งก็คือการดำรงอำนาจสูงสุดทางการเมือง ทั้งสองส่วนนี้หันมาผนึกแน่นกันมากขึ้นในภารกิจการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนในที่สุดในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 กองทัพซึ่งมีบทบาทเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2475 ก็ได้ยอมกลับมาอยู่ใต้สถาบันพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง สังเกตได้จากคำขวัญของกองทัพซึ่งในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ใช้คำขวัญ “ชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ” มาเป็นจะปกป้องเทิดทูน “ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์” ในปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่า ตลอด 50-60 ปีที่ผ่านมาสองสถาบันนี้ไม่ได้เน้นไปที่ประชาธิปไตย แต่โฟกัสอยู่ที่ความมั่นคงของชาติ ซึ่งก็คือความมั่นคงของ “สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” นั่นเอง
กลุ่มทุนดั้งเดิมของไทยนอกจากไม่สนใจประชาธิปไตยแล้ว ยังกลัวอันตรายการผูกพันกับการเมือง แต่ก็เกาะอาศัยสถาบันกษัตริย์ กองทัพ เพื่อการอยู่รอดมาตลอด เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการกำกับและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทางตำรวจ ข้าราชการ จึงมีความคึกคักและความเพลิดเพลินในการขยายตัวและแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจของตนอย่างเต็มที่ และพยายามเกื้อกูลทั้งข้าราชการ กองทัพ พรรคการเมือง สถาบันอนุรักษ์ ให้เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจตน
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ได้เปิดพื้นที่ใหม่คือการเมืองแบบรัฐสภาและการเลือกตั้งให้กับพรรคการเมือง จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วงต้นที่อำนาจรัฐยังอยู่ในมือของกองทัพและราชการ และอำนาจเศรษฐกิจอยู่กับทุนเก่าซึ่งมีรากเหง้าอยู่กับศูนย์กลางประเทศ พรรคการเมืองจึงเกิดจากทุนท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งเคยถูกกีดกันออกจากการเมืองพื้นฐาน อำนาจของภาคการเมืองจึงมาจากภาคชนบท และมีจุดมุ่งหมายในการหาผลประโยชน์จากการพึ่งพาและเกาะกับรัฐและระบบราชการ โดยไม่มีจิตสำนึกเรื่องประชาธิปไตยแท้จริงอยู่เลย พรรคการเมืองไทยทุกพรรคอาศัยทุนเก่า ทหาร และราชการอยู่ตลอด จนเมื่อถึงช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทุนเก่าและสถาบันอื่นๆ ทรุดโทรมลง พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหม่ขนาดใหญ่ เน้นความว่องไว และการจัดการความเสี่ยง ได้ยกระดับฐานอำนาจและผลประโยชน์ของภาคการเมืองจากการเป็นกาฝากเกาะกินรัฐ มาเป็นการควบคุมรัฐและภาคชนบทโดยตรง จนเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์ที่เคยกุมอำนาจรัฐมาแต่เดิม กับกลุ่มทุนใหม่เก็งกำไรทางอำนาจซึ่งอยู่ในรูปของพรรคการเมือง ทำให้เกิดวิกฤติต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
(ข) ในประเด็นเรื่องวัฒนธรรมการเมือง สังคมไทยมีวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ หรือถ้าจะใช้คำแรงๆ ก็คือ สังคมขี้ข้า ที่คนส่วนใหญ่เสาะหาผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนที่มีอำนาจเส้นสาย (สังเกตได้จากนักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่หลั่งไหลไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณทุกวันนี้ คนไทยนิยมมองสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองเรื่องขี้ เช่น เรื่องนี้ขี้ปะติ๋ว ขี้ผง มองคนคนเต็มไปด้วยขี้จากหัวจรดเท้า เช่น ขี้หัว ขี้รังแค ขี้หู ขี้ตา ขี้มูก ขี้ฟัน ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ขี้เต่า ขี้เล็บ ขี้ตีน มองอุปนิสัยพฤติกรรมคนด้วย “ขี้” ขี้เกียจ ขี้คร้าน ขี้เหร่ ขี้หลี ขี้อาย ขี้ดื้อ ขี้ตืด ขี้เหนียว ขี้กะโล้โท้ ขี้เป้ ขี้อิจฉา ขี้ฟ้อง ขี้ตัวะ ขี้จุ๊ มองฐานะคนด้วยคำว่า “ขี้” เช่น ขี้ข้า ขี้ครอก ขี้ทึ้ง ขี้ถัง ขี้โอ่ ขี้อวด ขี้อ่ง  คนเลวทรามผ่าน “ขี้” เช่น ขี้โกง ขี้ฉ้อ ขี้จาบ ถ้าจะมอง พ.ต.ท.ทักษิณผ่านมุมมองว่าด้วยขี้ ก็ต้องเรียกทักษิณเป็น “ขี้ขำ” ของการเมืองไทย เพราะขี้ขำแปลว่า อุจจาระที่ค้างคารูทวารอยู่ แม้จะออกแรงแคะก็ยังเอาออกลำบาก ส่วนนายกยิ่งลักษณ์นั้นอาจจะมองว่าเป็นนายกฯ “ขี้หย้อง” กับ “ขี้แบ๊ะ” คำแรกหมายถึง หญิงสาวที่ชอบแต่ตัวสวยงาม ชอบสำรวย สำอาง ส่วนคำที่สองหมายถึง พวกที่ไม่ทำอะไรจริงจังเป็นล่ำเป็นสัน ทำตัวอีล่อยป้อยแอ หรือทำไปอย่างเสียไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์ของไทยก็อาจมองได้ว่าเป็นพวก “ขี้หักถ่อง” ซึ่งแปลว่าพวกทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ปากว่าตาขยิบ ปากพูดให้คนทำดี แต่ไม่กล้าลงมือแก้ปัญหาเอง เพราะกลัวจะกระทบกระเทือนตัวเอง กองทัพมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นของนักการเมือง มีโอกาสและอำนาจจะแก้ได้ 2 หนคือ การรัฐประหาร รสช. และ 19 กันยายน 2549 แต่ก็ทำแค่ครึ่งๆ กลางๆ เพราะกลัวจะเข้าเนื้อหรือถูกแว้งกัดได้ในภายหลัง แม้จะนำเอาคนมีฝีมือของตน เช่น พลเอกสุรยุทธ์ ก็ทำอย่างโหย่งโย่ย ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน)
ดังนั้น เมื่อกลุ่ม องค์กร สถาบันสำคัญๆ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไม่มีใครตั้งใจเปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้คนไทยส่วนใหญ่ได้รู้จักใช้อำนาจ ใช้สิทธิของตน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยแล้ว จะกล่าวโทษชาวบ้านที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤติการเมืองไม่ได้ เพราะทุกฝ่ายต่างมุ่งรักษาผลประโยชน์หรือแสวงผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น 
ประชาธิปไตยไทยจะไปทางไหน?
ความฝันที่ยังเหลือของ 14 ตุลา คนหนึ่ง
14 ตุลาคม 2516 ผมเองก็ไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่อย่างใด ผมเป็นเพียงคนหนุ่มที่มีความฝัน เป็นคนไฟแรงที่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม ไม่อดทนต่อพวกใช้อำนาจบาตรใหญ่ มาถึงวันนี้ที่วันเวลาผ่านไป 40 ปี ผมก็ยังไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นคนมีอุดมการณ์ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน และไม่แน่ใจว่าการอ้างถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือการปฏิรูปการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญ การเขียนกฎหมายใหม่ การเรียกร้องความปรองดองระหว่างเสื้อเหลือง-เสื้อแดง จะช่วยให้ปัญหาลึกๆ ของประเทศดีขึ้นมาได้อย่างไร
ถ้าผมจะยังมีความหวังในความฝันอยู่ ผมอยากจะหวังอย่างเดียวคือ จากโอกาสที่เสียไป 40 ปี ผมอยากให้ทุกส่วนช่วยกันมองปัญหาให้ถูก จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกได้
1. สังคมไทยจะทุ่มเทพลังงานไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ไม่ควรมองเรื่องของทักษิณหรือเสื้อเหลือง-เสื้อแดงเป็นวิกฤติอีกต่อไป ทั้งหมดเป็นเพียงปัญหาที่ยังค้างคารอการแก้ไขอยู่เท่านั้น
2. ปัญหาเรื่องทักษิณไม่ใช่วิกฤติประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล คือการขาดความโปร่งใส ตรวจสอบ และการคอร์รัปชั่นทำผิดกฎหมาย ซึ่งต้องใช้มุมคิดของธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล และกลไกสำหรับปัญหาของมันมาแก้ไข การแก้ปัญหาโดยวิธีการรัฐประหารพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการที่ผิดพลาด ผู้ที่คิดจะแก้ไขโดยวิธีที่ไม่ใช้กฎหมาย เช่นจะนำเอาการเมืองมาแก้ไขก็ต้องพร้อมรับปัญหา หรือพวกที่จะนำเอารัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหาก็ต้องพร้อมรับผิดชอบเช่นกัน ทักษิณก็ต้องพร้อมรับผิดชอบถ้าดึงดันใช้วิธีหักดิบ ไม่ยอมแก้ปัญหาไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น เพราะทักษิณคือตัวปัญหา “ขี้ดัน” ของการเมืองไทย คนที่มีปัญหาขับถ่ายไม่ออกจะหงุดหงิดอย่างมาก คงจะออกมาประท้วงต่อต้านอย่างมากมายแน่นอน
3. นโยบาย “ประชานิยม” หรือการที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ นักวิชาการมีหน้าที่ออกมาแสดงทัศนะตักเตือนข้อดีข้อเสีย และถ้าจะถึงขั้นทำให้เกิดวิกฤติจริงๆ กลุ่มธุรกิจใหญ่ต่างๆ ที่ประสบความเดือดร้อนก็จะต้องออกมาคัดค้านด้วยตัวเอง หรือประชาชนอาจต้องเจอปัญหาเงินเฟ้อไปเรื่อยๆ ก็จะต้องลุกขึ้นมาประท้วงเรียกร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง
4. ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะแม่แบบความคิดและกระบวนทัศน์เดิมของตัวเอง ทำให้รัฐไทยโดยเฉพาะกองทัพ สถาบันอนุรักษ์ และภาคธุรกิจไทยมองปัญหาและตั้งยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอย่างยิ่งในการไม่ช่วยกันป้องปรามไม่ให้ปัญหาการซื้อเสียง การคอร์รัปชั่นทางการเมืองจนบานปลายจนมีสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
การมองปัญหาและกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงมากอีกประการหนึ่ง และซ้ำเติมปัญหาการไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทยก็คือ การที่รัฐไทยโฟกัสปัญหาอยู่ที่การรักษาความเป็นชาติ หรือความมั่นคงของชาติอย่างผิดๆ ผิวเผิน หรือสุ่มเสี่ยงมากเกินไป คือ (ก) เน้นการรวมศูนย์ความเป็นไทยและความเป็นชาติไทยในทุกๆ ด้าน (ข) การเน้นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นใจกลางของศูนย์กลางนี้ในทุกๆ ด้าน คือพยายามอาศัยท่านให้เป็นใจกลางของความมั่นคงการเมือง เป็นใจกลางของการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นใจกลางของคุณธรรม อย่างล้นเกินจนคล้ายการสุ่มเสี่ยง เพราะพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันมีลักษณะเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างเป็นประวัติการณ์ ควรคำนึงถึงความต่อเนื่องของสถาบันว่า พระมหากษัตริย์อีหลายพระองค์ถัดๆ ไป ซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต่างไป จะสามารถดำเนินภารกิจและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะส่งผลสะท้อนกลับอย่างไร (ค) ทั้งสองประเด็นข้างต้นส่งผลให้ความรับรู้ของคนไทยที่มีต่อประวัติศาสตร์ของตัวเอง ภาษา ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ประเพณี ถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่คับแคบมากที่สุด การสำแดงออกซึ่งสัญลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณีเหล่านี้ก็อยู่ในลักษณะที่คับแคบเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ประวัติศาสตร์ก็เน้นศูนย์กลางและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อย่างล้นเหลือ ละเลยประวัติศาสตร์เชิงสังคมว่า ทหาร แพทย์ พยาบาล วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย นักการเมือง นักร้อง นักแสดง พ่อค้า นักธุรกิจ ชาวบ้าน แรงงาน ได้มีส่วนร่วมสร้างบ้านเมืองมาอย่างไร ละเลยประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ย่อย ประวัติศาสตร์เชิงภูมิวัฒนธรรม เชิงนิเวศ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ชาวบ้านหรือชุมชน ฯลฯ ความรับรู้ทางประวัติศาสตร์ ความรับรู้เชิงสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ต่างๆ ของคนไทยก็คับแคบตามไปด้วย
ผลเสียร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้วคือ กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถ้าเราจะลองถามตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ว่า ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา นอกจากกรณีโจรจีนมลายูแล้วเรารับรู้อะไรบ้าง ทั้งที่เป็นความเจริญก้าวหน้า การอยู่ดีมีสุข หรือเป็นปัญหาคับคาใจ ที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ คำตอบก็คือไม่มีเลย หรือเกือบไม่มีเลย ที่ไม่มีไม่ใช่เพราะไม่มีปัญหาความทุกข์ความสุข ความก้าวหน้าหรือความเสื่อมทราม แต่เป็นเพราะกรอบความรับรู้อันคับแคบที่รัฐไทยได้ตีไว้จนไม่สามารถมีการสื่อสารใดๆ เกิดขึ้นได้ ถ้าเราจินตนาการว่า ได้มีการรับรู้ มีความชื่นชม จนทำให้เกิดการท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนรอยยิ้ม พูดจาปราศรัยกันด้วยภาษาไทยปนภาษายาวีระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน มีภาพข่าวเรื่องราวของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ มีภาพสุเหร่า มัสยิด ภาพสถานที่สวยงาม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมที่สวยงาม ภาพผู้หญิง ผู้ชาย ในเครื่องแต่งกายท้องถิ่นของพวกเขา มีนิยาย ละคร เพลง ปรากฏในสื่อต่างๆ สม่ำเสมอตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างมากมายทุกวันนี้อาจไม่สามารถเกิดขึ้นเลยก็ได้
การไม่ยอมรับส่งเสริมสิทธิอำนาจของชาวบ้านก็ซ้ำเติมให้ปัญหานี้เลวร้ายลงไปอีก เพราะชุมชนและชาวบ้านไม่มีช่องทางใดๆ ที่จะโต้เถียงหรือแสดงออกได้ ซึ่งเป็นปัญหาทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะเพียงภาคใต้เท่านั้น คนไทยทุกคนไม่ควรประมาท และไม่ควรคิดว่าความขัดแย้งบางอย่างอาจเกิดขึ้นได้กับภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือแม้แต่ภาคใต้ส่วนบนเอง เพราะทิศทางใหญ่ของโลกยุคโลกาภิวัตน์และอาเซียนภิวัตน์คือการตื่นตัวทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ของผู้คนทั่วโลกผ่านทางข่าวสารและ Social network ต่างๆ ความสนใจใคร่รู้ การเดินทางท่องเที่ยว แสวงหาสิ่งแปลกใหม่ต่างถิ่นต่างวัฒนธรรม ย่อมเพิ่มพูนขึ้นยิ่งกว่าอย่างทวีคูณ ท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆ จะได้ประโยชน์ก็ต้องรับรู้ รื้อฟื้น หรือสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของตนขึ้นมา นี่เป็นทิศทางที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจการลงทุนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การเคารพกัน ชื่นชมกัน ให้การยอมรับกัน (recognition) อย่างแท้จริงของการเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน
ผมมองว่าปัญหาใหญ่หรือภารกิจใหญ่ของประเทศในอนาคตก้าวพ้นเกินปัญหาประชาธิปไตยธรรมดาๆ ไปแล้ว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันหลายๆ ด้าน ถึงที่สุดแล้วก็คือปัญหาในระดับความเป็นรัฐไทย ทั้งในประเด็นว่ารูปแบบรัฐไทยควรเป็นอย่างไร โครงสร้างอำนาจการเมืองและอำนาจการปกครองควรเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรขบคิดเพื่อสร้างสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่า ในอนาคตก็คือ การพิจารณาว่าจะลดอำนาจรัฐส่วนกลางลงอย่างไร เพิ่มอำนาจภูมิภาค ท้องถิ่น และชุมชนในการกำหนดผลประโยชน์ทางทรัพยากร เศรษฐกิจ การศึกษา ในด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีของตนอย่างไร ในการขบคิดปัญหานี้อาจต้องยอมรับร่วมกันในจุดหนึ่งว่า กระบวนทัศน์แนวรวมศูนย์อย่างอนุรักษ์ของเราแต่ดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถนำมาใช้นำพาการเคลื่อนตัวของรัฐไทยได้อีกต่อไป ที่ชัดเจนก็คือการรัฐประหารไม่อาจมีขึ้นได้แล้วในประเทศไทย เพราะจะมีคนต่อต้านมากขึ้น ไม่มีใครสนับสนุน ถึงแม้จะรัฐประหารโดยใช้กำลังได้ พลังอนุรักษ์ก็ไม่มีทั้งบุคลากร วิสัยทัศน์ และกระบวนทัศน์ที่ถูกต้องที่จะนำพารัฐไทยต่อไปได้ ผมไม่คิดว่าเพียงบุคคลหรือคณะบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นนำเดิม ที่จะสามารถนำพารัฐไทยต่อไปได้ ผมคิดว่าแนวความคิดในการปรับเปลี่ยนใหญ่ครั้งหน้าจะเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของนักการเมือง นักคิด NGOs และขบวนการรากหญ้าของภูมิภาคและท้องถิ่น หรือมีพวกเขาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ บางทีการแก้ปัญหาความขัดแย้งเหลือง-แดงอาจอยู่ตรงจุดนี้ นั่นคือการมีภารกิจร่วมกันในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ให้พ้นไปจากศูนย์กลางชนชั้นนำและชนชั้นกลางไปสู่ชาวบ้าน ภูมิภาค และท้องถิ่นให้ได้
ในอีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าพิจารณาท้าทายยิ่งก็คือ ถ้ามองว่าขบวนเสื้อแดงเป็นตัวแทนของชาวบ้านและพลังชาวรากหญ้าที่แท้จริงแล้ว เหตุใดแกนนำเสื้อแดงจึงจะไม่ขบคิดเสนอต่อพรรคเพื่อไทย เพื่อกระจายอำนาจลงสู่ชาวรากหญ้าอย่างแท้จริงด้วย รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์แง่ดีแง่เสียของนโยบายประชานิยม ติติงขอบเขต ปริมาณ และปัญหาที่สัมพันธ์กับนโยบายการเงินการคลังต่อพรรคเพื่อไทยด้วย? ขณะเดียวกัน “เสื้อเหลือง” ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพลังอนุรักษนิยม ก็ควรผลักดันให้พลังอนุรักษ์ไทยยอมรับการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ยอมสลายการตีกรอบความคิดและองค์ความรู้ที่คับแคบด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการเสนอแนะให้พลังอนุรักษ์ได้พิจารณาข้อจำกัดของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ remodernize ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือสมานฉันท์ปรองดองอย่างแท้จริงของสองขั้วนี้นั่นเอง
มีแต่เดินทางดังกล่าวข้างต้น จึงจะเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประเทศไทยได้ เป็นการสืบเนื่องกับประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลา อย่างน้อยก็เสี้ยวหนึ่งได้
00000