PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

“โว เหงียน ยัป” ตำนานวีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งเวียดนาม


15 ตุลาคม 2013
รายงานโดย…อิสรนันท์
“อสัญกรรมของ พล.อ.โว เหงียน ยัป ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ…ท่านได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับประเทศชาติและประชาชน จิตวิญญาณของท่านจะผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนชาวเวียดนาม มอบความเข้มแข็งให้กับพวกเขาเพื่อสร้างประเทศให้แข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรือง”
โว เดียน เบียน ลูกชายของ พล.อ.ยัป กล่าวไว้อาลัยผู้เป็นพ่อระหว่างเคลื่อนศพไปฝังท่ามกลางชาวเวียดนามราวสองแสนคนที่ร่วมส่งศพวีรบุรุษสงครามคนสุดท้ายผู้เป็นตำนานเล่าขานไม่มีวันลืมเลือน
อดีตทหารผ่านศึกผู้หนึ่งให้ความเห็นว่า “หลายคนร่ำไห้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพิธีศพผู้นำคนก่อนๆ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความรู้สึกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับ พล.อ.ยัป”
“พล.อ.โว เหงียน ยัป” หรือ “หว่อ เหงียน ย้าป” หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อของ “โว เหงียน เกี๊ยบ” วีรบุรุษคนสุดท้ายในยุคสงครามปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และจากการยึดครองของกองทัพสหรัฐอันเกรียงไกร สิ้นลมเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ด้วยวัย 102 ปี เรียกได้ว่าเป็นนายทหารเพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้เห็นประธานาธิบดีและนายทหารระดับสูงของฝรั่งเศสและสหรัฐทุกคนที่เคยเป็นคู่สงครามกันมาก่อนในช่วงสงครามกู้เอกราชและช่วงสงครามเวียดนามทะยอยลาลับไปก่อนหน้า
ในสายตาของนักการทหารและนักประวัติศาสตร์ทั้งตะวันตกหรือตะวันออกผู้มีใจเป็นธรรมปราศจากอคติในเรื่องเชื้อชาติหรือยึดติดกับความยิ่งใหญ่ของอดีตเจ้าอาณานิคมต่างยอมรับโดยปราศจากข้อดังขาใดๆ ว่านายพลโว เหงียน ยัป เจ้าของตำนานวีรบุรุษเดียนเบียนฟู และผู้พิชิตกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐว่าเป็นนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับท็อปเทนของนักการทหารระดับโลกในศตวรรษที่ 20 เทียบเท่ากับนายพลมอนต์โกเมอรีแห่งอังกฤษ จอมพลรอมเมล แห่งกองทัพนาซีเยอรมนี และพลเอกแมคอาเธอร์ของสหรัฐ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กระทั่งได้รับสมญาว่า “นโปเลียนแดง”
แต่เพราะความใจแคบของนักการทหารและนักประวัติศาสตร์ของตะวันตกจึงพยายามทำเป็นลืมเลือนชื่อของนายพลแห่งบูรพาทิศผู้นี้เพราะไม่อยากตอกย้ำปมด้อยที่แพ้การศึกกับนายทหารจากดินแดนใต้อาณานิคมผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนทหารแม้แต่แห่งเดียว นอกเหนือจากเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำสงครามกองโจรเพื่อปลดปล่อยประเทศโดยลอกตำรามาจากกลยุทธ์การทำสงครามประชาชนของอดีตประธานเหมา เจ๋อ ตุง แห่งแดนมังกรจีนผู้เปรียบเสมือนลูกพี่และผู้อุปถัมภ์รายใหญ่เท่านั้น
พล.อ.โว เหงียน ยัป
พล.อ.โว เหงียน ยัป
ขณะเดียวกัน การเมืองในแดนตระกูลเหงียนซึ่งเต็มไปด้วยศึกชิงอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ ก็พ่นพิษจนทำให้ชื่อของนายพลโว เหงียน ยัป แทบจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ของลุงโฮ หรือโฮ จิ มินห์ คู่กับฟาม วัน ดง ที่เป็นเสมือนฝ่ายบุ๋น หรือเหมือนกับแขนซ้าย-ขวา คู่บุญบารมีของลุงโฮมาตลอดช่วงทำสงครามขับไล่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสต่อเนื่องมาจนถึงขับไล่ทหารอเมริกันออกจากประเทศนี้ ที่สำคัญก็คือ เป็นขุนศึกผู้มีความรักชาติเป็นที่สุดแทบไม่ผิดแผกไปจากลุงโฮแม้แต่น้อย
ตำนานวีรบุรุษเดียน เบียน ฟู ผู้นี้เกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดกวางบินห์ ทางตอนกลางของประเทศเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2453 แค่อายุ 14 ปี ก็เข้าร่วมกับกองทัพใต้ดินของโฮ จิ มินห์ เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมฝรั่งเศศ แต่พออายุ 18 ปี ก็ถูกฝรั่งเศสจับกุมเป็นครั้งแรกในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จากการเป็นแกนนำการประท้วงของนักศึกษา กระนั้น ยัปก็อุตส่าห์เรียนต่อกระทั่งสำเร็จการศึกษา
นิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮานอย เมื่อ พ.ศ. 2480 ในตอนแรกยึดอาชีพเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์และนักหนังสือพิมพ์ ระหว่างนั้นได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของโฮ จิ มินห์ ก่อนจะหลบหนีการจับกุมของตำรวจไปยังภาคใต้ของจีนพร้อมกับโฮ จิ มินห์ และฟาม วัน ดง ขณะที่ภรรยาคนแรกถูกจับขังจนเสียชีวิตในคุก
แม้จะไม่เคยผ่านโรงเรียนทหารมาก่อน แต่ลุงโฮก็ไว้วางใจคนสนิทอย่างโว เหงียน ยัป ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุทธการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นยุทธการที่ลางเซินและยุทธการฮวาบิญห์ ให้เป็นคนวางแผนการรบแบบสงครามกองโจรต่อกรกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส แม้จะเสียเปรียบไปทุกด้าน ไม่ใช่แค่อาวุธที่ห่างกันหลายขุม ยังรวมไปถึงยุทธปัจจัยสำหรับทหารกองโจรซึ่งอัตคัดไปเสียทุกอย่าง ทหารกองโจรต้องสวมรองเท้าแตะที่ตัดมาจากยางรถยนต์ แต่ด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะขับไล่เจ้าอาณานิคมออกไปให้ได้ ทหารกองโจรซึ่งได้เปรียบในเรื่องของจำนวนและจิตใจอันฮึกเหิมไม่ย่อท้อ แม้ต้องลากปืนใหญ่ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าระหว่างการปิดล้อมและบดขยี้กองทัพฝรั่งเศสที่เดียน เบียน ฟู กระทั่งสามารถพิชิตชัยได้อย่างเหลือเชื่อที่สุดเมื่อปี 2497 ด้วยกลยุทธิ์ “อ่อนพิชิตแข็ง” ท้ายสุด เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสต้องยอมคืนเอกราชให้กับเวียดนามอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก จึงแอบหนุนหลังให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศนี้ในอีก 20 ปีให้หลัง ด้วยการสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ทุกๆ ด้าน
นายพลยัป ได้ชื่อเป็นผู้บัญชาการทหารที่เฉียบขาด อารมณ์ร้อน ได้เลียนแบบตำรารบของบรรดาขุนพลของจีนในอดีต นั่นคือมุ่งมั่นเอาชนะโดยไม่คำนึงถึงจำนวนไพร่พลที่จะต้องสูญเสียไป จึงได้รับความไว้วางใจจากลุงโฮอีกครั้งให้เป็นจอมทัพในการทำสงครามกับสหรัฐ ซึ่งได้เปรียบทุกด้านทั้งด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ และนายพลยัปก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นคนวางแผนเปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบในเทศกาลวันตรุษญวนหรือเท็ตซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม หรือรู้จักกันในชื่อของ “การรุกวันตรุษญวน” และ “การรุกวันอีสเตอร์” สร้างความเสียหายให้กับทหารอเมริกันซึ่งได้แต่โวยวายว่าทหารเวียดนามเหนือละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในวันตรุษ
ยอดขุนพลของเวียดนามเองยอมรับสารภาพระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างร่วมงานรำลึกวันครบรอบ 30 ปีการปลดปล่อยไซ่ง่อนว่า “ไม่มีสงครามปลดปล่อยครั้งใดที่จะรุนแรงและมีการสูญเสียทหารมากเท่ากับสงครามขับไล่ทหารอเมริกันออกจากไซ่ง่อน…แต่การยอมแพ้ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของข้าพเจ้า” ตำนานวีรบุรุษของเวียดนามเคยพูดอย่างอหังการ์ “ทหารที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ จะมีพลังพิเศษเพื่อให้บรรลุสิ่งที่มุ่งหวังไว้อย่างยากจะจินตนาการถึง”
ขณะที่เสนาธิการทหารของสหรัฐแก้ตัวที่ต้องเดินตามรอยทหารฝรั่งเศสพ่ายแพ้การรบในเวียดนามว่าถ้าเป็นการศึกแบบตะวันตกแล้ว หากนายทหารคนใดปล่อยให้ทหารเสียชีวิตมากถึงขนาดนี้ มีหวังถูกสั่งปลดทันที แถมยังอาจถูกนำตัวขึ้นศาลทหารด้วย
อย่างไรก็ดี แม้จะชนะในสนามรบจนได้รับยกย่องว่าเป็นยอดขุนพลผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ แต่ในสนามการเมืองแล้ว นายพลยัปกลับอ่อนหัดปราชัยยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า หลังปราศจากลุงโฮซึ่งถึงแก่อนิจธรรมเมื่อปี 2512 คอยเป็นกะลาคุ้มหัวให้แล้ว กระทั่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบกและสมาชิกอาวุโสของพรรคแรงงานเวียดนามหรือพรรคลาวด่อง แถมยังถูกเบียดให้ไปนั่งอยู่ข้างเวที ดูความรุ่งโรจน์ของนายพล 4 ดาว วัน เทียน ดุง ที่ตัวเองสนับสนุนและผลักดันให้ขึ้นมาเป็นทหารระดับแถวหน้าอีกทั้งยังช่วยวางแผนการรบอันยิ่งใหญ่รั้งสุดท้าย นั่นก็คือแผนยุทธการบัวบาน จนสามารถยึดกรุงไซ่ง่อนได้เมื่อปี 2518 แต่ประวัติศาสตร์ของเวียดนามไม่พูดถึงบทบาทของนายพลยัปแต่อย่างใด
กระนั้น ยอดขุนพลคู่บารมีลุงโฮก็ไม่สนใจ เพราะถือว่าบรรลุเป้าหมายสูงสุดของลุงโฮแล้ว นั่นก็คือรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จสมปรารถนา นายพลยัปจึงได้กล่าวคมวาทะไว้ประโยคหนึ่งหลังยึดไซ่ง่อนได้ใหม่ๆ ว่า “จากชัยชนะเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 บรรดาทาสทั้งหลายก็กลายเป็นเสรีชน เป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อที่สุด”
หลังจากเวียดนามรวมประเทศแล้ว นายพลยัปได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้ง แต่อิทธิพลทางการเมืองเริ่มลดลงตามลำดับ เนื่องจากคัดค้านที่เวียดนามจะกรีฑาทัพไปยึดกรุงพนมเปญเมื่อช่วงปลายปี 2521 โดยมองว่าเท่ากับเดินตามรอยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ทำให้สมาชิกระดับนำในพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนไม่พอใจ
ท้ายสุด อดีตบุรุษเดียน เบียน ฟู ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อปี 2519 ก่อนจะถูกปลดจากรัฐมนตรีกลาโหมในปี 2523 และถูกบีบให้พ้นจากโปลิตบุโรในปี 2525 ตามด้วยการลาออกจากตำแหน่งสุดท้ายคือรองนายกฯ ในปี 2534
น่าแปลกตรงที่ว่า ยิ่งหมดบุญวาสนาทางการเมืองนายพลยัปกลับยิ่งเป็นที่รักของประชาชนมากขึ้น มีโอกาสเดินทางไปเยือนถิ่นสมรภูมิรวมทั้งเยี่ยมเยือนมวลชนในท้องถิ่นต่างๆ และได้กล่าวปราศัยถึงยุคสมัยการต่อสู้ในอดีต รวมไปถึงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในหลายๆ เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการประสานทางการทูตกับจีนและสหรัฐอเมริกา ไม่นับรวมกรณีได้รับเชิญเดินทางเยือนต่างประเทศหลายครั้ง ตลอดจนออกต้อนรับแขกเมืองระดับสูงจากต่างประเทศหลายครั้ง
พล.อ.โว เหงียน ยัป ที่มาภาพ : http://www.cand.com.vn
พล.อ.โว เหงียน ยัป ที่มาภาพ : http://www.cand.com.vn
โว เหงียน ยัป เองได้ถ่ายทอดประสบการณ์การรบนอกตำราออกมาเป็นหนังสือหลายเล่ม อาทิ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่”, “ภารกิจอันยิ่งใหญ่”, “กองทัพประชาชน”, “สงครามประชาชน”, “เดียน เบียน ฟู” และ “เราจะชนะ” ซึ่งฝ่ายซ้ายและนักปฏิวัติทั่วโลกต่างต้องหาอ่านหากต้องการทำสงครามที่ไม่มีวันพ่ายแพ้บ้าง
ในส่วนของชีวิตครอบครัวปัจจุบัน อดีตขุนพลผู้ยิ่งใหญ่มีลูกสาว 3 คน และลูกชาย 2 คน จากภรรยาคนที่สอง หลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิต ระหว่างถูกจองจำในคุกของฝรั่งเศส เมื่อปี 2486
นักวิจารณ์หลายคนมองว่าการที่ชาวเวียดนามซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรับรู้ประวัติศาสตร์สมัยสงครามเดียน เบียน ฟู และสงครามกับสหรัฐต่างโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของวีรบุษเดียน เบียน ฟู ผู้นี้ เป็นสัญลักษณ์สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ล้วนแต่ไม่พอใจผลงานของรัฐบาลชุดหลังๆ ซึ่งมีแต่ข่าวฉาวโฉ่เรื่องการทุจริตฉ้อฉล ละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน และปล่อยให้เศรษฐกิจประเทศตกต่ำลง

คืบคดีฆ่าเอกยุทธ ไอ้บอล เปิดรับความจริง ว่าคนมีสีฆ่า เอกยุทธ จ้างอุ้ม 3 ล้าน !แถมถูกเบี้ยวค่าจ้าง

คืบหน้า คดีเอกยุทธ อันชัญชบุตร
ไอ้บอล เปิดรับความจริง ว่าคนมีสีฆ่า เอกยุทธ จ้างอุ้ม 3 ล้าน !แถมถูกเบี้ยวค่าจ้างอีก แฉหมดเปลือก ชี้ แม้ว อยู่เบื้องหลัง สั่งฆ่า เอกยุทธ 16 ส.ค.56 เมื่อเวลา 17.00 น. ที่บริษัท กฎหมายอรุณอัมรินทร์ จำกัด เลขที่ 109/12 ซอยลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร 
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ อดีตทนายความของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร พร้อมด้วย น.ส.อัจฉรา แสงขาว ทีมทนายความ ได้แถลงข่าว กรณีที่ออกมาเปิดเผยว่า นายสันติ เพ็งด้วง หรือบอล ผู้ต้องร่วมกันฆ่า นายเอกยุทธ ติดต่อมาไปพบ เพื่อเปิดเผยข้อมูลว่า ถูกว่าจ้างโดยกลุ่มคนมีสี ให้ฆ่านายเอกยุทธ แต่ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ก็ยืนยันว่า ไม่มีใครเข้าเยี่ยมนายบอล ที่เรือนจำ แต่อย่างใด 

โดย นายสุวัตร เปิดเผยว่า ตนไม่อยากแถลงข่าว เนื่องจากเลิกทำคดีนี้แล้ว แต่ที่ พล.ต.ต.อนุชัย ออกมาให้ข่าวว่า ตนไม่ได้ส่งทีมงานไปพบนายบอลจริงนั้น ทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง เหมือนตนเป็นคนโกหก และไม่ได้ตั้งใจคัดค้านพนักงานสอบสวน ยังคงแสวงหาความร่วมมือกันต่อไป โดยตนได้ส่ง น.ส.อัจฉรา ซึ่งเป็นคนจังหวัดพัทลุง และเป็นคนที่พูดกับนายบอล ที่บช.น.จน นายบอล ยอมบอกที่ฝังศพ นายเอกยุทธ นอกจากนั้น ตนยังทำหนังสือ เรื่อง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงและเสนอประเด็นให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม ถึง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. มีใจความว่า ตามที่ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ได้แถลงข่าวถึงกรณีที่ให้พนักงรานสอบสวน เข้าไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อสอบปากคำนายสันติภาพ เพ็งด้วง หรือบอล โดยมีการตอบเป็นข้อๆ โดยอ้างว่า ไม่เคยมีผู้แทน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ พบหรือพูดคุยกับนายบอล แต่อย่างใด และอ้างว่า ไม่เคยพูดว่ามีคนจ้าง ให้ฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นเงิน 3 ล้านบาท โดยปรากฏตามข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอ โดยมีการนำคำให้การที่อ้างว่า เป็นของนายบอลได้ให้การไว้มาแสดงต่อสื่อมวลชน ตนขอยืนยันว่า เมื่อประมาณ วันที่ 18 ก.ค. นายสันติภาพ ได้ให้คนติดต่อมาเพื่อจะบอกข้อมูลสำคัญ ต่อมาตนได้ส่งตัวแทน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความ คือ น.ส.อัจฉรา แสงขาว เข้าพบนายสันติภาพ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.โดยแสดงบัตรทนายความ เข้าเยี่ยม เวลา 13.00 น.และได้พบนายบอล เวลา 14.10 น.ซึ่งได้พูดคุยกันประมาณ 10–15 นาที 

ด้าน น.ส.อัจฉรา เปิดเผยว่า ตนขอยืนยันว่า วันที่ 26 ก.ค. ตนได้เข้าไปพบกับ นายบอล จริง โดยสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เรือนจำได้ เพราะถ้าจะเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องหาต้องยื่นบัตรประจำตัวทนายความ และต้องกรอกเอกสารว่าจะเข้าเยี่ยมใคร จากนั้นยังจะต้องนำเอกสารไปให้หัวหน้าเซ็นอีกที ก่อนจะมานั่งรออยู่กว่า 30 นาที จนเจ้าหน้าที่มาบอกว่ารอนานหน่อนนะ เพราะนายบอล เป็นนักโทษคดีสำคัญ ต้องมีผู้คุมเดินมาด้วย ซึ่งที่ตนจำวันที่ได้ เพราะตอนยื่นบัตรทนาย ในบัตรระบุวันหมดอายุวันที่ 26 ก.ค. เจ้าหน้าที่ยงถามว่า บัตรหมดอายุวันนี้แล้ว อย่าลืมไปต่อนะ ตนยังบอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็เร็วหน่อย จะได้รับกลับไปต่อบัตรทนาย ก่อนจะพบนายบอล ซึ่งวันนั้นเขาสวมเสื้อนักโทษสีน้ำตาล โดยเราพูดคุยกันเป็นภาษาใต้ เพราะเป็นคนพัทลุง ด้วยกัน 

โดยนายบอล บอกกับตนว่า ผลจะเล่าความจริงให้พี่ปุยฟังทุกอย่าง ซึ่งชื่อปุย เป็นชื่อเล่นของตน และอยากให้พี่บอกนายสุวัตร ช่วยตนด้วย พี่สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ผมเล่าเป็นความจริงหรือไม่ น.ส.อัจฉรา กล่าวต่อว่า ตนยังถามบอลว่า ไม่กลัวอันตรายหรือหากเล่าให้พี่ฟัง เพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกดักฟังหรือไม่ บอลยังตอบว่า ไม่กลัว เพราะกำลังลำบาก และเขาเบี้ยวค่าจ้างผม 3 ล้านบาท ผมรับมาเพียงหลักแสนในเบื้องต้น หากนายสุวัตร รับปากจะช่วยดูแลครอบครัวผม 

จากนั้นนายบอลได้ล่าให้ฟังว่า เคยทำงานที่บริษัท ซ๊ทีเอ็ม มาก่อนโดยตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นทรีวิว ตั้งอยู่สี่แยกอโศกเลี้ยวขวาไปทางคลองเตย อยู่ชั้น 22 หรือชั้น 23 อยู่ในตึก ซีทีไอทาวเวอร์ โดยมีเจ้านายเก่า ตนชื่อนายสมชาย เป็นเจ้าของบริษัท จำนามสกุลไม่ได้ มีภรรยาเชื่อ เกียว อยู่หมู่บ้านชิชา พระราม 2 และมีคอนโดเดอะเลค อยู่สี่แยกอโศกที่เดียวกับายเอกยุทธ และนายสมชาย ยังมีบ้านพักอยู่ประเทศอังกฤษ นอกจากนั้น นายสมชาย ยังอ้างว่า เป็นลูกน้องคนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) และเคยพาตนเข้าออกพรรเพื่อไทยเป็นประจำ เมื่อตนลาออกมาอยู่กับ นายเอกยุทธ นายสมชาย ได้ติดต่อมาว่า สนใจรับงานไหม จากนั้น ก็ให้ตนติดต่อทีมอุ้มซึ่งเป็นคนมีสี โดยก่อนหน้านี้มีการวางแผนกัน 2 ครั้งแต่ไม่สบโอกาส จนวันเกิดเหตุ นายเอกยุทธ ลืมปืนไว้ในรถตนจึงตัดสินใจทำวันนั้น โดยติดต่อทีมอุ้ม พี่ปุยคิดดูว่า จะเอาศพไปพัทลุงได้อย่างไร โดยไม่เจอด่านตำรวจ ตลอดเวลาที่ขับรถจะขับชิดขวาตลอด และมีรถนำขบวนตลอดทาง รวม 3 ช่วง นอกจากนั้น การทำงานคร้งนี้มีเบอร์พิเศษ และฮาร์ดดิสก์ ตนก็ไม่ได้ทุบทำลาย ตามที่ให้การกับตำรวจ แต่นำไปฝังดิน ดังนั้น หลักฐานทุกอย่างยังอยู่ สามารถสาวไปถึงผู้บงการได้ หากนายสุวัตร รับปากจะดูแลพ่อแม่ตน ตนก็ยินดีจะบอกทุกอย่าง 

น.ส.อัจฉรา กล่าวต่อว่า หลังจากพบนายบอล แล้วตนก็ให้ทีมงานเช็คว่า นายสมชาย มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ โดยคัดหนังสือรับรองบริษัท ทรีวิว จำกัด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. พบว่า บริษัททีซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด มี นายสมชาย (สงวนนามสกุล) เคยเป็นกรรมการ ส่วนคอนโดเดอะเลควิว ก็ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับที่นายบอล เล่าให้ฟัง 

นายสุวัตร กล่าวต่อว่า เพื่อจะได้เกิดความยุติธรรม กับ นายเอกยุทธ และจำเลย ตนจึงขอให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนในประเด็นดังต่อไปนี้ 1.นายบอล หรือสันติภาพ เคยทำงานอยู่ที่ บริษัท ซีทีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด จริงหรือไม่ 2.นายสมชาย เกี่ยวกับอย่างไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย 3.นายบอล และ นายสมชาย เคยไปที่ทำการพรรคเพื่อไทย หรือไม่อย่างไร 4.ฮาร์สดิสก์ฝังอยู่ใต้ดิน อยู่ที่ไหน เพราะฮาร์ดิสก์จะนำไปสู้ทีมฆ่าตัวจริง ขอให้พนักงานรสอบสวนค้นหาฮาร์ดิสก์ ดังกล่าวมาให้ได้ 5.ที่อ้างว่ามีรถนำนายบอล นำศพเอกยุทธไป จังหวัดพัทลุง 3 ช่วง เพื่อเป็นใบเบิกทางมีอยู่จริงหรือไม่ และเป็นรถของผู้ใด นายสุวัตร กล่าวต่อว่า หากเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนทั้ง 5 ประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็จะเป็นการคบลี่คลายปัญหาของคดีนี้ได้ อันจะไม่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่หลงทาง เนื่องจากบาดแผล จาการชันสุตรฃศพของ นายเอกยุทธ ขัดกับคำให้การของนายบอล และข้อสรุปของพนักงานสอบสวนและตนจะขอแถลงข่าวครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่ขอไปเยี่ยมนายบอล อีกแล้ว ขอยุติคดีของนายเอกยุทธ และส่งเอกสารที่ได้มาให้กับพนักงานสอบสวน และ กมส.ต่อไป แต่ถ้าญาติ นายเอกยุทธ เข้ามาขอให้ทำคดีอีก ก็ต้องคุยกันอีกที http://www.naewna.com/local/64624

อิตาลีสร้างกำแพงจักรกลป้องกันน้ำท่วมเมืองเวนิซ..

อิตาลีสร้างกำแพงจักรกลป้องกันน้ำท่วมเมืองเวนิซ..(ชมคลิปได้ในลิงค์ครับ)

เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคได้ทดลองใช้กำแพงจักรกล หรือกำแพงระบบไฟฟ้าเครื่องกลจุลภาค เพื่อใช้ป้องกันภาวะน้ำท่วมเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี จากการเพิ่มสูงของระดับน้ำทะเล ภายหลังเมืองนี้ต้องเผชิญน้ำท่วมเพิ่มขึ้นจากสภาพพื้นดินต่ำ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยกำแพงดังกล่าวถูกเลือกใช้สำหรับป้องกันเมืองนี้ จากหลายระบบที่ได้มีการศึกษากัน

ระบบดังกล่าวเป็นระบบประตูกันน้ำที่จะสามารถทำให้เมืองเวนิชถูกป้องกันจากน้ำทะเล โดยมีประตูกันน้ำ 4 ตัว สร้างจากแบริเออร์ถอดได้จำนวน 78 ชิ้น โดยแบริเออร์แต่ละตัวมีน้ำหนัก 300 ตัน ประตูกันน้ำจะถูกสร้าง 3 ช่องทางที่เชื่อมเมืองกับทะเล 3 แห่ง คือ

ทะเลลิโด้ ทะเลมาลาม็อคโค และช็อกเกีย ซึ่งในภาวะปกติตัวแบร์ริเออร์จะคอยกันน้ำจากชั้นก้นทะเลไว้ ขณะที่ในกรณีเกิดคลื่นน้ำสูง ตัวแบร์ริเออร์จะขยายตัวจากแรงอัดของอากาศ กลายเป็นกำแพงจักรกลป้องกันเมืองเวนิชจากทะเล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประโยชน์ของระบบกำแพงจักรกลนี้จะทำให้เมืองเวนิชไม่ต้องเผชิญน้ำท่วมอีก หลังจากที่ผ่านมาเมืองนี้ต้องถูกน้ำและคลื่นน้ำกัดเซาะทำลายมาโดยตลอด

http://www.telegraph.co.uk/travel/destinations/europe/italy/venice/10376184/Venice-tests-massive-movable-flood-barrier.html

by..@telegraph.co.uk/prachachart.net


EXCLUSIVE ! เปิด “3 ตัวละครลับ” ช่วย ป.ป.ช.จับโกงคดีรถดับเพลิง


เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม 2556 เวลา 08:00 น.
เขียนโดย
พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
"...คดีนี้เหมือนเราต่อจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์เริ่มต้นจากคุณยุทธพงศ์ จิ๊กซอว์ตัวที่สองคือผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือนักวิชาการหญิงท่านนี้ ที่บอกว่ายอมตาย และพร้อมจะให้ข้อมูล เพราะถ่ายเอกสารไว้ทุกชิ้น..."
firetruck1
ระหว่างงานเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “คดีรถดับเพลิง...โกงเหนือเมฆ” ที่จัดขึ้นโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2556
“วิชา มหาคุณ” กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. มูลค่า 6.6 พันล้านบาท
ได้เปิดเผยถึง “3 ตัวละครสำคัญ” เบื้องหลังการไต่สวนคดีคดีดังกล่าว จนทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกาฯ) พิพากษาจำคุก “ประชา มาลีนนท์” อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 12 ปี และ “พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ”
"วิชา" อุ่นเครื่องการเสวนา ด้วยการเกริ่นนำว่า “เรื่องที่ผมจะเล่านี้ ไม่เคยเปิดเผยเช่นนี้ ที่ไหนมาก่อน...”
จากนั้นก็ใช้เวลากว่า 40 นาที เล่าถึงเบื้องลึก-เบื้องหลังของคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้ามาเกี่ยวข้องของ “3 คีย์แมนสำคัญ” ที่บางคนเราอาจเคยพอได้ยินชื่ออยู่บ้าง...แต่กับบางคนเราก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน
คนแรกเป็น ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ไล่เก็บข้อมูลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 
คนที่สอง เป็นสื่อมวลชนที่เกาะติดเรื่องนี้ชนิดกัดไม่ปล่อย 
คนสุดท้าย เป็นนักวิชาการหญิงหน้าห้องจำเลยคดีนี้คนหนึ่งที่ซีร็อกซ์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เก็บไว้ทุกแผ่น
ทั้ง 3 คน มีส่วนช่วยต่อจิ๊กซอว์จนนำไปสู่คำตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด ในท้ายที่สุด !
00000
คดีรถดับเพลิงไม่ได้มาจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช.เอง แต่มาจากการร้องเรียนของคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมัยยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อปี 2548 เพราะรู้มาว่าการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม.ผิดปกติ ทั้งมีราคาแพงมากและอาจเกิดการฮั้วขึ้น แต่ปรากฏว่า ปชป.ไม่ฟังเขา หรือฟังแต่ไม่ให้ความสำคัญ ทำให้คุณยุทธพงศ์ผิดหวังมาก ซึ่งผมก็เห็นใจ เพราะข้อมูลทุกชิ้นเขาไปศึกษามาจริงๆ แล้วยังตามไปถึงต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนที่ร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริง หลังจากได้ข้อมูลจากคุณยุทธพงศ์ ก็เกาะติดมาโดยตลอด ขอพูดไว้เป็นเครดิตคือผู้สื่อข่าวของ นสพ.เดลินิวส์
เหตุที่คดีนี้หยุดหลังคุณยุทธพงศ์ยื่นคำร้องเข้ามา ก็เพราะ ป.ป.ช.ชุดก่อนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จากคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เมื่อ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามาเมื่อปี 2549 อำนาจในการค้นหาข้อมูลยังอยู่ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คดีนี้จึงไปอยู่ในมือของ คตส. ก็ต้องขอบคุณ คตส.ที่พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงจนถึงสิ้นสุด แต่ก็มีปัญหาว่า คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม.จะผิดหรือไม่ผิด ก็เลยคาราคาซังแล้วส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ โดยที่ยังไม่ได้ชี้มูลในกรณีคุณอภิรักษ์ ตอนแรกผมไม่ได้รับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กทม. แต่พูดกันไปกันมามาตกที่ผมยังไงได้ไม่รู้
ตอนที่คดีส่งมาถึงผม ผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ก็บอกว่ายังมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ผมก็บอกว่าขอให้มาให้ถ้อยคำ ซึ่งเขายินดีมาให้ถ้อยคำ ทั้งกับ ป.ป.ช.และกับศาล เป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนลุกขึ้นมาต่อสู้
ผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์รายดังกล่าว ยังลงไปในพื้นที่ ถ่ายรูปรถดับเพลิงไปจนถึงชัทซีเลย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าผลิตในเมืองไทย แต่ว่าไปตั้งราคาออสเตรีย เพราะส่งกลับไปแล้วนำเข้ามาอีกครั้ง ในชื่อบริษัทสไตเออร์ แล้วต่อมาผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์รายดังกล่าวก็ไปขอราคารถดับเพลิงจากสถานทูตสเปน ซึ่งปรากฏว่าราคาถูกกว่าที่ กทม.ซื้อจากบริษัทสไตเออร์มาก 
ขณะที่คุณยุทธพงศ์เดินทางไปออสเตรีย แล้วพบว่าบริษัทสไตเออร์ไม่ได้ผลิตรถดับเพลิงต่อไปแล้ว เพราะล้มละลาย แล้วถูกเทคโอเวอร์โดยบริษัทของสหรัฐ
คดีไหนถ้าได้รับความร่วมมือจากประชาชน โอกาสจะลงโทษคนผิดอย่างครบถ้วนก็จะมากขึ้น
หลังคุณยุทธพงศ์ยื่นเรื่องร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ยื่นเรื่องเข้ามา ปี 2551 คตส.ก็ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ดังนั้นคดีนี้จึงไม่ได้ช้า แต่ติดกรณีคุณอภิรักษ์ จากนั้นมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน ชี้มูล แล้วอัยการสูงสุด (อสส.) แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ มีการตั้งคณะทำงานร่วม ปี 2553 อสส.แจ้งมาว่าควรจะฟ้องเฉพาะนายประชา พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ต้องตัดข้อมูลบางส่วน เช่นการเริ่มต้นโครงการ ถ้าไม่มีคุณโภคิน พลกุล รมว.มหาดไทยสมัยนั้น ก็จะไม่รู้เลยว่ามีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อย่างไร
แม้ต่อมา อสส.จะอ้างว่าศาลฎีกาฯ ลงโทษแค่ 2 คนที่ อสส.ระบุว่าจะส่งฟ้อง แต่ถึงจะไม่ลงโทษ บางคนศาลก็มีมติ 5:4 เช่นคุณโภคิน คุณวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ส่วนนายอภิรักษ์ มี 7:2 มันก็ทำให้เห็นด้วยว่าศาลก็เห็นด้วยกับเรา สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่คนทำคดีจะต้องมองพฤติกรรมทั้งคดี ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างไร นี่คือเหตุที่ ป.ป.ช.ตัดสินใจฟ้องเองในปี 2554 โดยใช้สภาทนายความ มีคุณสิทธิโชค ศรีเจริญเป็นหัวหน้าทีม ซึ่งเป็นคนจริงจัง ส่งสำนวนให้ เชื่อมือได้เลย
ป.ป.ช.ส่งฟ้องเอง เมื่อปี 2555 พอถึงวันที่ 10 ก.ย.2556 ศาลฎีกาฯ ตัดสินคดี ถือว่าไม่ช้า ที่ช้าเพราะคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช.ตกลงกันไม่ได้ มีการยื้อกันไปกันมา
คดีนี้ยังต้องชมนักวิชาการ ม.มหิดลที่ไปนั่งหน้าห้องคุณประชา ที่เห็นรายละเอียดโครงการแล้วทนไม่ได้เลยส่งเรื่องมาให้ผม เพราะหลายครั้งที่นักวิชาการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริตโดยไม่รู้ตัว หรือเป็น innocent agent โดยนักวิชาการรายนี้ชี้ให้เห็นว่า มีการปลอมเอกสารส่งไปให้ ครม.พิจารณา เพราะคดีนี้ ขั้นตอนการจัดซื้อต่างๆ ทั้งทำ AOU หรือทำจีทูจี จะต้องผ่าน ครม.หมด
คดีนี้เหมือนเราต่อจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์เริ่มต้นจากคุณยุทธพงศ์ จิ๊กซอว์ตัวที่สองคือผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือนักวิชาการหญิงท่านนี้ ที่บอกว่ายอมตาย และพร้อมจะให้ข้อมูล เพราะถ่ายเอกสารไว้ทุกชิ้น
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ยังทำให้ผมทราบว่าหลายครั้ง ครม.พิจารณาเอกสารที่มีการสอดไส้ เพราะในการประชุม ครม. จะมีเอกสารเยอะมาก ไม่มีเวลาอ่าน ดังนั้นรัฐมนตรีที่มีทริกจะใช้วิธีนี้ วิธีประชุม ครม.ของเราจึงอันตรายมาก ซึ่งผมมารู้เรื่องนี้สมัยทำคดีเขาพระวิหาร ที่เป็น politic error อย่างสำคัญ เพราะหมายความว่าเราควบคุมการบริหารรายการแผ่นดินแทบไม่ได้เลย เป็นจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งตัวอดีตเลขาธิการ ครม.อย่างคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ยอมรับกับเรา ว่าแทบจะไปตรวจเอกสารที่เข็นเข้าครม.มาเป็นคันรถได้เลย เพราะบางเรื่อง พิจารณาเร็วมาก และเป็นวาระที่เสริมเข้ามา ไม่ได้บรรจุเป็นวาระปกติ
ความจริงคดีนี้ จะมีคนที่เกี่ยวข้องด้วยคือคุณวันนอร์ (วันมูฮะหมัดนอร์ มะทา) เพราะเป็น รมว.มหาดไทย มีการจัดฉากให้ไปพบกับทูตออสเตรียด้วย แต่ปรากฏว่าคุณวันนอร์ออกจากตำแหน่งเสียก่อน แล้วคุณโภคินเข้ามาแทน และคุณโภคินต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะจะเสนอเรื่องเข้า ครม.โดยไม่ผ่านคุณโภคินไม่ได้เลย เป็นเหตุให้ ป.ป.ช.ต้องส่งฟ้องคุณโภคินด้วย ทั้งๆ ที่ อสส.เสนอให้ตัดออก
ส่วนตัวเห็นว่า ผลการตัดสินคดีนี้ของศาลฎีกาฯ จะทำให้ข้อตกลงกับบริษัทสไตเออร์เป็นโมฆะ ซึ่งมีโอกาสที่ กทม.จะไม่ต้องจ่ายเงินด้วย เพราะเป็นกรณีที่บริษัทต่างประเทศมายำใหญ่ต้มคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศ โดยเวลานี้ กทม.จะต้องไปขึ้นศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยเรามีโอกาสจะเรียกค่าเสียหายอย่างมากจากบริษัทสไตเออร์ โดยเวลานี้เราอยู่ระหว่างเจรจากับอัยการสหรัฐ เพราะบริษัทสไตเออร์เปลี่ยนสัญชาติเป็นสหรัฐแล้ว ถ้าเขาเห็นด้วย ก็จะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจเลวทรามเช่นนี้ได้รับผล
คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องครบ ทั้ง 3 ฝ่าย นักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ สามารถนำไปเป็นบทเรียนได้เลย และมีการเอา กระบวนการต่างประเทศมาย้อมแม้วขาย
มีการวางแผนให้ทูตออสเตรียมาเข้าพบ รมว.มหาดไทย และไม่ใช่ขายรถดับเพลิง แต่มาขอตั้งสถาบันดับเพลิง โดยจะมีการบาร์เตอร์เทรด แลกกับไก่ต้มสุก เพื่อทำให้โครงการดูดี ให้คนใน ครม.มองว่าเป็นเรื่องความช่วยเหลือระหว่างรัฐกับรัฐ
ผมว่าจุดเริ่มต้น คิดจากเล็ก เสร็จแล้วขยายใหญ่ เพราะคนที่คิดวางแผนไว้แล้ว และมีความชำนาญมาก โดย พล.ต.ต.อธิลักษณ์มีสัมพันธ์กับบริษัทสไตเออร์มา สนิทกับนายหน้าของบริษัทสไตเออร์ ซึ่งจริงๆ ไอ้หมอนี่เป็นตัววางแผนด้วย แต่มันไม่มีหลักฐานว่าจ่ายเงินกันยังไง จึงไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากผมไม่ได้จับคดีนี้มาแต่ต้น แค่มองว่าหลักฐานเพียงพอเผด็จศึกแล้วหรือยัง ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ เราจะต้องดูเรื่องเส้นทางการเงินด้วย เพราะได้รับอาณัติจากสภาฯ คือให้ ป.ป.ช.สามารถใช้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรียกหลักฐานจากธนาคารได้ ในกรณีที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งตอนนี้เราก็ทำอยู่หลายเรื่อง เช่นคดี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม โดยสามารถอายัดทรัพย์สินไว้ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม คดีรถดับเพลิง ยังไม่ถือว่ายุติเสียทีเดียว เพราะเราตรวจสอบผู้บริหาร กทม.อยู่ โดยจะอาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ไปขยายผล เพราะถ้าไม่มีบุคลากร กทม.เกี่ยวข้อง มันไม่มีทางดำเนินการได้หรอก เพราะบริษัทสไตเออร์กำหนดเรื่องการวางคณะผู้บริหาร กทม.ไปดูงานด้วย สมัยคุณสมัคร วางแผนไว้ ทั้งๆ ที่ไม่มีแม้แต่ซากของบริษัทสไตเออร์ สุดท้าย นายประชาเป็นคนพาไปดู ศาลฎีกาฯจึงเห็นว่าผิดปกติ มีพิรุธ มีข้อสงสัย
จริงๆ เราตั้งใจดำเนินคดีอดีตทูตด้วย แต่ไม่พบว่าไปอยู่ตรงไหนแล้วเพราะท่านมีส่วนสำคัญในการเข้ามาทุจริตด้วย
00000 
 

"หม่อมอุ๋ย"ส่งจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จี้เลิก"จำนำข้าว"

(๑๕ต.ค.๕๖)ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ "ยกเลิกจำนำข้าว" พร้อมรายละเอียดชี้แจงความเสียหายต่อประเทศไทยในทุกมิติ ชาวนารายย่อยไม่ได้ประโยชน์จริง ขาดทุนมหาศาล เงินภาษีรั่วไหล !!


จม.เปิดหนึก"หม่อมอุ๋ย"



ปรับเพิ่มเงินเดือน/ค่าจ้าง 1 ม.ค.57 ( ขรก.พลเรือน+บุลากรทาง กศ.อื่น ม.38 ค.(2), ลูกจ้างประจำ, พนักงานราชการ )

         สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจหลายเรื่อง แต่ Gotoknow.org จำกัดความ
ยาวของแต่ละบันทึก ไม่สามารถลงได้หมดทุกเรื่องในบันทึกเดียว
         สัปดาห์นี้จึงขอเพิ่มอีก 1 บันทึก  โดยขอนำเรื่องการปรับเพิ่มเงินเดือน/ค้าจ้าง 
1 ม.ค.57 มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ดังนี้

         รัฐบาลหาเสียง ให้วุฒิปริญญาตรี ได้เงินเดือน 15,000 บาท  และกำหนดให้ปรับ
เพิ่มเงินเดือน 3 ปีติดต่อกัน จนเงินเดือนไม่รวมค่าครองชีพของวุฒิปริญญาตรี เป็น 
15,000 บาท ( วุฒิอื่น ๆ ก็ปรับเพิ่มตามลำดับ )    
         ในวันที่ 1 ม.ค.57 นี้ จะปรับเพิ่มเป็นครั้งสุดท้ายของ 3 ปีแล้ว ซึ่งในวันที่ 1 ม.ค.57 
นี้ ข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างจำที่วุฒิ ป.ตรี จะได้เฉพาะเงินเดือน/ค่าจ้าง 15,000 
บาท โดยไม่ได้ค่าครองชีพแล้ว  ( ใน 2 ปีที่ผ่านมา ใครที่วุฒิ ป.ตรี แล้วได้เงินเดือน
/ค่าจ้าง ไม่ถึง 15,000 บาท ก็จะได้ค่าครองชีพให้รวมเป็น 15,000 บาท  ฉะนั้นการ
ปรับเพิ่มเงินเดือน/ค่าจ้างแต่ละครั้ง ถ้ารวมแล้วยังไม่เกิน 15,000 บาท ก็จะไม่ได้เงิน 
เพราะจะถูกหักค่าครองชีพคืนหมด )
         สำหรับข้าราชการครู จะได้มากกว่า 15,000 บาทเล็กน้อย  ส่วนพนักงานราชการ 
(พรก.) จะได้มากกว่า 15,000 บาท อีก 20 % รวมเป็น 18,000 บาท เพื่อ
         - ชดเชยบำเหน็จบำนาญ 10 %   เมื่อ พรก.เกษียณจะไม่มีบำเหน็จบำนาญอีก 
แต่อาจมีบำเหน็จบำนาญจากเงินประกันสังคม )
         - ชดเชยสวัสดิการ 5 %  ( จะเบิกค่าสวัสดิการเช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจสุขภาพ 
ค่าช่วยเหลือบุตร ค่าการศึกษาบุตรไม่ได้  แต่ก็เบิกจากระบบประกันสังคมได้ )
         - ชดเชยเงินประกันสังคม 5 % 
         อัตรา 15,000 บาท หรือมากกว่า หรือ 18,000 บาท นี้  เป็นอัตราสำหรับผู้ที่บรรจุ
ใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค.57 เป็นต้นไป   ส่วนผู้ที่บรรจุอยู่ก่อนแล้ว ก็จะปรับเพิ่มให้ได้มากกว่า  
ดังต่อไปนี้

         1. พนักงานราชการ
             วันที่ 4 ต.ค.56 ผมเผยแพร่ข้อมูลเรื่องการปรับเพิ่มค่าตอบแทนแรกบรรจุของพนักงานราชการเป็น 18,000 บาท ลงในเฟซบุ๊ค  ว่า
             น่าอิจฉาพนักงานราชการ  ปีนี้อย่าให้ช้านะ.. )
             ในขณะที่ครู ศรช. กับ พนักงานจ้างเหมาบริการ ยังได้รับค่าจ้าง/ค่าตอบแทน
เท่าเดิมอยู่  แต่พนักงานราชการได้เลื่อนค่าตอบแทนในวันที่ ต.ค.56    และเดี๋ยว วันที่ ม.ค.57 ก็จะได้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนอีกครั้งหนึ่ง
             บางจังหวัดเร็วมาก เช่น จ.พัทลุง ออกคำสั่งเลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการ 
ได้ตั้งแต่วันที่ ต.ค.56 เลย เก่งมากจริง ๆ ขอชื่นชม
             จังหวัดไหนออกคำสั่งเลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการ ต.ค.56 เสร็จแล้ว  
ก็ร่างคำสั่งปรับเพิ่มค่าตอบแทน ม.ค.57 ไว้ได้เลย   ปีที่แล้วตอนปรับเพิ่ม ม.ค.56 บางจังหวัดไปได้ตกเบิกในเดือน มิ.ย.56 แน่ะ เพราะทุกฝ่ายไปเริ่มทำหลัง ม.ค.56
             ปีนี้รู้ล่วงหน้าแล้ว  รู้แล้วด้วยว่าปรับเพิ่มเป็นเท่าไร ( ทุกคนใช้สูตรเดียวกันเพราะ
ไม่ต้องประเมินผลงานอีก )  ปีนี้อย่าให้ช้านะ.. จังหวัดไหนสามารถทำให้ตกเบิกได้ภายใน มี.ค.57 ถือว่าเก่ง
             เรื่องปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2556 ที่  http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/files/GEIS/PrakardSalary6.pdf   กำหนดว่า 
             1 ม.ค.57 พนักงานราชการกลุ่มบริหารทั่วไป ที่จ้างด้วยวุฒิปริญญาตรีหลักสูต
ร 4 ปีทุกสังกัดทุกตำแหน่งทุกคน ให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนแรกบรรจุ เป็น 18,000 บาท  ( วุฒิอื่น ๆ ก็ปรับขึ้นตามลำดับ )
             สำหรับข้าราชการพลเรือน  ข้าราชการครู  บุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ม.38 ค. (2) ก็จะได้ปรับเพิ่มเช่นกัน  ของข้าราชการครู ตอนปรับ ม.ค.56 ยังไม่เสร็จเลย )
             วิธีคำนวณว่าพนักงานราชการ ( ที่บรรจุอยู่ก่อน ม.ค.57 ทุกคน ) คนใดจะได้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนใหม่ในเดือน ม.ค.57 ( ให้ได้มากกว่าผู้ที่บรรจุใหม่ ) เป็นเท่าไร 
             ให้นำค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 แล้ว ลบด้วย 15,960 แล้วคูณด้วย 0.67จากนั้นนำไปบวกกับ 18,000 ได้เท่าไรปัดเศษขึ้นให้ลงท้ายด้วย  ต้องปัด
เศษขึ้นไม่ถึง10 บาทนะ )  ก็จะเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 
             ตามสูตรคือ  =  [(ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น 
ต.ค.56 - 15,960) X 0.67] + 18,000 ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ( ปัดเศษก่อน )
             เช่น ถ้า น.ส.จุ๋มจิ๋ม ได้ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 เป็น 16,000 บาท คำนวณดังนี้
             =  [(16,000 - 15,960) X 0.67] + 18,000
             =  [(40) X 0.67] + 18,000
             =  26.8 + 18,000
             =  18,026.8 ปัดเศษเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 = 18,030 บาท
             ตัวอย่างที่ ถ้า นายหำแหล่ ได้ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 เป็น 16,310บาท
             =  [(16,310 - 15,960) X 0.67] + 18,000
             =  [(350) X 0.67] + 18,000
             =  234.5 + 18,000
             =  18,234.5  ปัดเศษเป็นค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57   18,240 บาท
             ปวส.  =  [(ค่าตอบแทนหลังเลื่อนขั้น ต.ค.56 - 12,240) X 0.67] + 13,800  
ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ( ปัดเศษขึ้นก่อน )
             หรือใช้ โปรแกรม Excel สำหรับคำนวณค่าตอบแทนพนักงานราชการ ม.ค.57  ดาวน์โหลดที่
             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/moneyJan57.xls              ( แค่ใส่ค่าตอบแทนหลังเลื่อน ต.ค.56 ลงไปในช่องสีเขียว  ก็จะได้ค่าตอบแทนใหม่ ม.ค.57 ในช่องสีส้ม )
.
.

         2. ลูกจ้างประจำ
             ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของลูกจ้างประจำ ตั้งแต่ ม.ค.57  ตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ดังนี้
             1)  วุฒิไม่เกิน ม.ปลาย    = 8,690 บ.
             2)  วุฒิ ปวช.                 = 9,400 บ.
             3)  วุฒิ ปวท./ป.กศ.สูง   = 10,840 บ.
             4)  วุฒิ ปวส.                 = 11,500 บ.
             5)  วุฒิอนุปริญญาหลักสูตรไม่น้อยกว่า ปี เดือน   = 11,840 บ.
             6)  วุฒิปริญญาตรี         = 15,000 บ.
             7)  วุฒิปริญญาโท         = 17,500 บ.
             8)  วุฒิปริญญาเอก        = 21,000 บ.
             และ ปรับเพิ่มค่าจ้างลูกจ้างประจำ ที่บรรจุอยู่ก่อนวันที่ ม.ค.57  ตามรายละเอียด

        3. ข้าราชการพลเรือน และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เช่นบรรณารักษ์ข้าราชการใน สนง.กศน.จ.    เงินเดือนผู้ที่บรรจุตั้งแต่ ม.ค.57 เป็นต้นไป ดัง
นี้
             - ระดับ ปวช. 9,400 บาท/เดือน จากเดิม 8,300  บาท
             - ระดับ ปวส. 11,500 บาท/เดือน จากเดิม 10,200 บาท
             - ระดับปริญญาตรี หลักสูตร ปี 15,000 บาท/เดือน จากเดิม 13,300 บาท 
             - ระดับปริญญาโททั่วไป 17,500 บาท/เดือน จากเดิม 16,400 บาท
             - ระดับปริญญาเอก 21,000 บาท/เดือน จากเดิม 20,000 บาท
             สำหรับ ขรก.พลเรือนและบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่บรรจุอยู่ก่อน ม.ค.57 ก็
ปรับให้ได้เงินเดือนสูงกว่าผู้ที่จะบรรจุใหม่  ตั้งแต่ ม.ค.57 เช่นกัน  
             เช่น วุฒิปริญญาตรีจะเพิ่มให้ดังนี้
             - ถ้าเงินเดือนหลังเลื่อนขั้น 1 ต.ค.56 อยู่ระหว่าง 13,300 ถึง 15,00บาท ก็ให้
เพิ่มอีกไม่เกิน 1,70บาท รวมไม่เกิน 16,460 บาท
             หมายความว่าถ้าเงินเดือน 13,300 บาท ก็ให้เพิ่มอีก 1,70บาท รวมเป็น 15,000 บาท แต่ถ้าใครเพิ่ม 1,70บาทแล้วเกิน 16,460 บาท ก็ให้ได้แค่ 16,460 บาท  ( ซึ่งจะส่งผลให้บางขั้นเงินเดือนที่เคยต่างกัน กลายเป็นเงินเดือนเท่ากัน )
             - ถ้าได้ 15,010 – 16,700 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 1,45บาท รวมไม่เกิน 
17,910 บาท
             - ถ้าได้ 16,710 – 18,400 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 1,20บาท รวมไม่เกิน 
19,360 บาท
             - ถ้าได้ 18,410 – 20,100 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 950 บาท รวมไม่เกิน 
20,810 บาท
             - ถ้าได้ 20,110 – 21,800 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 700 บาท รวมไม่เกิน 
22,260 บาท
             - ถ้าได้ 21,810 – 23,500 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 45บาท รวมไม่เกิน 23,710บาท
             - ถ้าได้ 23,510 – 25,300 บาท ก็ให้เพิ่มอีกไม่เกิน 20บาท รวมไม่เกิน 25,310บาท
             ถ้าได้เกิน 25,300 บาทแล้ว ไม่ปรับเพิ่ม
             ( ดูรายละเอียดที่ cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/865/003/original_W20_2555_final.pdf?1357193271 )

         สำหรับหลักเกณฑ์การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการครู 1 ม.ค.57  ยังไม่ผ่าน ครม.
         ส่วน ลูกจ้างชั่วคราว เฉพาะที่จ้างด้วยเงินงบประมาณที่เป็นงบบุคลากร ( มีเลขที่อัตรา ) ก็จะได้ปรับขึ้นเช่นกัน โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรเงินมาให้  
         แต่ถ้าจ้างด้วยงบอื่น เช่น 
ครู ศรช. และพนักงานจ้างเหมาบริการ 35 ตำแหน่ง เช่น ครูประจำกลุ่ม ปวช. บรรณารักษ์ ครูสอนคนพิการ ครูสอนเด็กเร่ร่อน ฯลฯ  ให้แต่ละส่วนราชการใช้งบประมาณประจำปี   ทั้งนี้ ให้ไปฟัง ( หรือถาม ) ในวันที่ 18 ต.ค.56 นะครับ