PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สาธิต พาอดีตคนติดตามปฏิเสธไม่ใช่คนในคลิปปาปะทัดสน.ดินแดง

"คนบริสุทธิ์ไม่กลัวการใส่ร้าย"
วันนี้เวลา 13.00 น. นำนายอนุรักษ์ พูลทวีปที่ถูกระบอบทักษิณใช้เครื่องมือขี้ข้าตำรวจ อันํพาลคีย์บอร์ด และสื่อในสังกัดป้ายสีเพื่อให้เกลียดชังพรรคประชาธิปัตย์ และลดความชอบธรรมของกปปส. ใส่ร้ายว่าเป็นคนปาประทัดยักษ์ใส่สน.ดินแดง เอาข้อมูลพยานหลักฐานของจริงไปแสดงต่อตำรวจว่าไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตามที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวพยายามใส่ร้าย ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันคงถูกสังคมเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนใช้ความรุนแรง อนุรักษ์จะตกเป็นจำเลยในคดีอาญา นี่คือความเลวร้ายของระบอบทักษิณ


ป้ายปริศนาโผล่กลางกรุง “เทือกตั้ง หรือ เลือกตั้ง “

(25 ธ.ค.) มีรายงานว่าได้ปรากฎป้ายปริศนาขนาดยักษ์ที่บริเวณทางด่วนพระราม 4 ขาออกตรงทางลงซอยบ่อนไก่ ถนนพระราม 4 ซึ่งมองเห็นอย่างชัดเจนและมีการแชร์กันอย่างมากมาย

เนื่องจากป้ายขนาดยักษ์ดังกล่าวได้มีการติดข้อความด้วยตัวหนังสือสีขาวและพื้นหลังสีดำ ด้วยคำว่า " เทือกตั้ง หรือ เลือกตั้ง " สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่สัญจรไปมาบนทางด่วน จนต้องชะลอรถและถ่ายรูปกันเกือบทุกคัน ซึ่งหลายคนเมื่อเห็นข้อความแล้วต่างแสดงความคิดเห็นว่า น่าจะเป็นก่อกวนหรือประชดประชันจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากว่าข้อความดังกล่าวได้พาดพิงถึงผู้ชุมุนม กปปส. อย่างชัดเจน ซึ่งมีข้อเรียกร้องว่าต้องการสภาประชาชน ไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และแกนนำกลุ่มดังกล่าวคือนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ

อย่างไรก็ตาม ป้ายปริศนา" เทือกตั้ง หรือ เลือกตั้ง " ยังปรากฎอีกในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีใครเป็นผู้ดำเนินการและอยู่เบื้องหลังการติดตั้งป้ายปริศนาขนาดยักษ์ที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้


หมอประจักษ์ ศรีรพีพัฒน์ ดูแลมวลมหาประชาชน

รศ.นพ.ประจักษ์ ศรีรพีพัฒน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลอดเลือดสมองคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล หนึ่งในทีมแพทย์ที่ได้ถวายการดูแลในหลวงเมื่อทรงประทับที่ศิริราช ได้อาสาเข้าเป็นเสาหลักคนสำคัญของศิริราชที่มาก่อตั้งและดำเนินการระบบงานการแพทย์เพื่อดูแลมวลมหาประชาชน อาจารย์ประจักษ์เข้ามาช่วยตั้งแต่ยังไม่มีเต็นท์พยาบาลจนมีเต็นท์ขึ้นมา มีระบบอาสาจัดเวรหมุนเวียนจัดระบบ จนวันนี้เป็นเต็นท์ติดแอร์เกือบจะเป็นโรงพยาบาลกึ่งถาวรไปแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยวางระบบโรงพยาบาลสนามด้วยรถ ambulance อาจารย์เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ติดดินมาก มีพลังมีความมุ่งมั่นที่สูงยิ่ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของอาจารย์ประจักษ์ที่แพทย์พยาบาลเภสัชหรือวิชาชีพสุขภาพอาสาที่มาช่วยกันที่ราชดำเนินจะสัมผัสได้คือ อาจารย์จะใส่เสื้อที่เขียนว่า "ประชาชนของพระราชา" เสมอ แพทย์ชนบทขอคารวะด้วยใจครับ และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับอาจารย์ประจักษ์จนกว่าจะไปถึงจุดหมายครับ


สาวทอม เป่านกหวีดใส่นายกฯ เข้าแจ้งความ โดนตำรวจคุกคาม

จากกรณีที่วานนี้ (24 ธ.ค.)น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปที่จุดชมวิวเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์โดยมีประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับ และมีผู้หญิงบุคลิกคล้ายทอม เดินเข้ามาเป่านกหวีดใส่น.ส.ยิ่งลักษณ์ และได้พูดคุยกัน

ล่าสุดวันนี้ (25 ธ.ค.) สาวทอมรายนี้ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เขาค้อ เพื่อลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย เข้ามาสอบถามประวัติในเชิงลักษณะข่มขู่ จึงเกรงว่าจะมีอันตราย

อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางเข้าแจ้งความครั้งนี้มีนายเสถียร เม่นบางผึ้ง ประธาน กปปส.เพชรบูรณ์ เดินทางมาร่วมให้ปากคำด้วย


ธาริต แจ้นขอถอนประกัน9 แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ เข้าร่วมม็อบ สุเทพ ฝ่าฝืนเงื่อนไขประกันตัว

25 ธ.ค.56 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ตนมอบหมายให้พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เดินทางไปยื่นคำร้องขอถอนประกัน 9 แกนนำของพันธมิตร ซึ่งถูกฟ้องให้ตกเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันก่อความไม่สงบและความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและบุกรุกสถานที่ราชการ ประกอบด้วย นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายรัชต์ยุตม์ หรือนายอมรเทพ ศิรโยธินภักดี หรืออมรรัตนานนท์ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายพิชิต ไชยมงคล พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ

เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้ง 9 ได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลอาญา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใด ๆ กระทบต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน แต่ปรากฏจำเลยทั้ง 9 ได้ร่วมกันเป็นแกนนำชุมนุมสร้างความไม่สงบ รวมทั้งการปลุกระดมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย จึงถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของศาลอาญา

นายธาริต ระบุด้วยว่า เมื่อคดีที่แกนนำต่าง ๆ อันมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำหลัก พร้อมแกนนำคนอื่น ๆ อีกรวม 38 คน ร่วมกันกระทำผิดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้เป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อสั่งถอนประกันตัว

ที่มา คมชัดลึก
ธาริต แจ้นขอถอนประกัน9 แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ เข้าร่วมม็อบ สุเทพ ฝ่าฝืนเงื่อนไขประกันตัว
              
 25 ธ.ค.56 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ตนมอบหมายให้พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เดินทางไปยื่นคำร้องขอถอนประกัน 9 แกนนำของพันธมิตร ซึ่งถูกฟ้องให้ตกเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันก่อความไม่สงบและความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและบุกรุกสถานที่ราชการ ประกอบด้วย นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายรัชต์ยุตม์ หรือนายอมรเทพ ศิรโยธินภักดี หรืออมรรัตนานนท์ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายพิชิต ไชยมงคล พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ 

เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้ง 9 ได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลอาญา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใด ๆ กระทบต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน แต่ปรากฏจำเลยทั้ง 9 ได้ร่วมกันเป็นแกนนำชุมนุมสร้างความไม่สงบ รวมทั้งการปลุกระดมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย จึงถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของศาลอาญา
              
นายธาริต ระบุด้วยว่า เมื่อคดีที่แกนนำต่าง ๆ อันมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำหลัก พร้อมแกนนำคนอื่น ๆ อีกรวม 38 คน ร่วมกันกระทำผิดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้เป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อสั่งถอนประกันตัว

ที่มา คมชัดลึก

///คุณธาริต คุณพยายามเร่งรัดคดีต่างๆที่เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คุณคอยรับผลชะตากรรมของคุณที่ทำไว้ ไม่นานคุณคงได้ลิ้มรสของผลที่ตามมา

"ยักษ์" ใต้ทางด่วน ณ บางกอก



ตนแรก อยู่ที่เสาต้นแรกของแยกสุทธิสาร
- ตนที่สอง อยู่ก่อนข้ามแยกตรงเซ็นทรัลลาดพร้าว เดิมอยู่ตรงฝั่งตรงข้ามการบินไทย
แต่ถูกร้องเรียนมาว่า ทำให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตบ่อย เขาเลยย้ายไปไว้ตรงที่ก่อนข้ามแยกเซ็นทรัลลาดพร้าวแทน
 - - - - - - - - -  - - - - - - - - -  - - - - - - - - -  - - - - - - - - -  - - - - - - - - -
เรื่องราวเกิดขึ้นเนื่องจากมีการสร้างโทลเวย์เมื่อหลายปีก่อน ทุกอย่างราบรื่นไม่มีอะไร 
จนกระทั่งจะทำการยกเสาต้นนี้ขึ้น ซึ่งทำวิธีไหนยังไงก็ยกไม่ขึ้น
ประกอบกับ ดอนเมืองโทล์เวย์ตอนนั้นอยู่ในสภาวะขาดทุน ไม่ค่อยมีคนใช้บริการ
จึงมีคนแนะนำให้ทางโครงการปั้นรูปยักษ์ แบกถนนไว้แก้เคล็ด
โครงการจึงขอให้ "กรมศิลปากร" ช่วยปั้นยักษ์สองตนนี้มาโดยการแกะสลักทำท่าแบกเสา 
ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก......
พอแกะเป็นรูปยักษ์ เสาต้นนั้นจึงยกขึ้นอย่างง่ายดาย และสถานะการเงินของโครงการดีขึ้น
ผู้คนนิยมใช้เส้นทางขึ้นตามลำดับ (ครั้งนั้นทางสร้างไปและเปิดให้ใช้ไปเป็นส่วนๆ)
ผ่านไปแถวนั้น อย่าลืมสังเกตุดูครับ

ที่มา: http://www.vclassspecial.com

โฆษกกปปส. ชี้ ปฏิรูปฉบับยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบโจทก์ประชาชน ไม่ใช่ทางออกของปัญหาบ้านเมือง

โฆษกกปปส. ชี้ ปฏิรูปฉบับยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบโจทก์ประชาชน ไม่ใช่ทางออกของปัญหาบ้านเมือง เป็นเพียงเครื่องมือซักฟอกรัฐบาลชินวัตร

เมื่อเวลา 15.00 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกปปส. แถลงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีเสนอตั้งสภาปฏิรูปโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน เป็นเพียงการโหนกระแสเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ทั้งนี้ กปปส.มีข้อสังเกตว่า แม้จะตั้งชื่อสวยหรูว่า“สภาปฏิรูป” แต่สภาดังกล่าวไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ทำได้เพียงการเสนอแนะ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากสภาโจ๊ก เมื่อไม่มีอำนาจก็ต้องพึ่งใบบุญนักการเมือง บวกกับการที่นายกฯนำตระกูลตนเองไปอยู่ในอันดับส.ส.บัญชีรายชื่อต้นๆ ก็ชี้ให้เห็นว่าต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสภาปฏิรูป และอาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะการปฏิรูปต้องแก้ไขกฎหมายลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต วันนี้จะไปพึ่งหวังกับนักการเมืองให้ออกกฎหมายลงโทษตัวเองคงไม่ได้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตามข้อเสนอของนายกฯจะมีการปฏิรูปทั้งหมด 5 หัวข้อ หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางกปปส.เกรงว่าอาจมีนัยแอบแฝงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยแก้รัฐธรรมนูญเพื่อรวบอำนาจ หรือแก้เรื่องการสรรหาตุลาการและองค์กรอิสระ

นอกจากนี้เราเป็นห่วงว่าอาจบีบให้องค์กรต่างๆ เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เป็นต้น เข้ามาสมยอมรวมปฏิรูป ทั้งหมดเพื่อที่จะซักฟอกขบวนการที่ไม่ยุติธรรมและไม่เชื่อมั่นของประชาชน

“ขอย้ำว่าสภาของนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน วันนี้ต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่ปฏิรูปควบคู่การเลือกตั้ง เราต้องการความชัดเจน ไม่ใช่ว่าตั้งองค์กรปาหี่ สภาโจรที่ไม่มีอำนาจจริง และประชาชนไม่ไว้ใจให้นักการเมืองที่โกงบ้านเมืองมาปฏิรูปในครั้งนี้ เราเชื่อว่าการจัดตั้งสภาปฏิรูปของรัฐบาลไม่ได้มีความตั้งใจปฏิรูปจริง และมวลมหาประชาชนต้องการองค์กรที่ปราศจากการครอบงำของนักการเมือง” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ เรียกร้องให้นายกฯแสดงความรับผิดชอบ โดยการเสียสละลาออกจากรักษาการณ์ เพื่อปูทางไปสู่การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง พร้อมกันนี้ยังเป็นห่วงนายกฯเสพติดอำนาจ เพราะได้ต่อพ.ร.บ.มั่นคงถึงไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2557 เพื่อต่อสู้กับประชาชน แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลไม่ฟังเสียประชาชน นอกจากนี้ทางกปปส.ขอเป็นตัวแทนตำรวจชั้นผู้น้อยเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2556 จนถึงขณะนี้ตำรวจที่ดูแลทำเนียบรัฐบาลยังไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง และมีตำรวจบางรายแสดงความไม่พอใจถึงการที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ชักหัวคิวโดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายอาหาร ซึ่งเห็นชัดว่าอาหารไม่คุ้มค่ากับเงิน 200 บาท


2 สาวชูนิ้วกลางใส่ป้ายสตช. เข้าขอขมาพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.4

2ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ต่อป้ายหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าขอขมาพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว 

เฟซบุ๊ก Policespokesmen  โพสต์ข้อความว่า จากกรณีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556 ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเคลื่อนขบวนผ่านบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อมาปรากฎภาพถ่ายของกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ต่อบริเวณป้ายด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น 



วันนี้ 25 ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 14.30 น. บุคคลตามภาพทั้งสองได้เข้ามาขอขมา ต่อพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปธ.ทีดีอาร์ไอหนุนองค์กรปฏิรูปแท้จริง ทุกฝ่ายร่วมเน้นปมขัดแย้ง เกาะติดรัฐทำตาม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 ธันวาคม 2556 14:13 น.  

ปธ.ทีดีอาร์ไอ ย้ำทางออกชาติคือปฏิรูปครั้งใหญ่ ชี้รัฐ-กปปส.ชิงความได้เปรียบทำก่อนหลังเลือกตั้ง ย้อน รบ.ปู-มาร์ค ไม่สนปฏิรูป ปฏิรูป กปปส.ขัด ปชต.เสียเอง ยันต้องปฏิรูปอย่างแท้จริง มีทุกฝ่ายไม่ถูกครอบงำ มีกลไกให้คู่ขัดแย้งยอมรับและรัฐนำไปปฏิบัติ หนุนตั้งองค์กรปฏิรูปเป็น คกก. มติปฏิรูปเสียงต้องไม่ห่างกัน ทำแต่เรื่องสำคัญปมขัดแย้ง เสนอรัฐเป็นระยะ พร้อมจับตารัฐทำตามหรือไม่ 
     
       วันนี้ (24 ธ.ค.) นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพตส์เฟซบุ๊กให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ระบุว่า การเมืองไทยมาถึงทางตันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557  ส่วน กปปส.ก็ประกาศขัดขวางการเลือกตั้ง  และแม้ว่ารัฐบาลได้ประกาศที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศหลังเลือกตั้งแล้วก็ตาม ดูเหมือนว่าคู่ขัดแย้งและประชาชนจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ความเชื่อถือต่อกระบวนการปฏิรูปดังกล่าว   ดังนั้นแม้ว่าการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในที่สุด ฝ่ายผู้ต่อต้านก็คงจะชุมนุมคัดค้านรัฐบาลต่อไป ทำให้รัฐบาลใหม่ยากที่จะบริหารประเทศได้   ในขณะที่หากไม่มีการเลือกตั้งตามข้อเสนอของ กปปส. กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลก็คงไม่สามารถยอมรับได้เช่นกัน
     
       ทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันก็คือ การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ภายใต้วิถีทางประชาธิปไตย  แม้ว่ารัฐบาลและ กปปส.ต่างแสดงความเห็นที่ดูเหมือนจะตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง   ในความเห็นของตน  ท่าทีของทั้งสองฝ่ายล้วนมีปัญหา เพราะต่างมุ่งช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าที่จะร่วมมือกันให้เกิดการปฏิรูปขึ้นอย่างแท้จริง
     
       ท่าทีของรัฐบาลที่จะให้มีการปฏิรูปหลังเลือกตั้งถูกมองว่า เป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองเฉพาะหน้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองก็เคยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เคยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมา 2 คณะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นำข้อเสนอแนะใดๆ ของคณะกรรมการดังกล่าวไปปฏิบัติ ทั้งหมดนี้ชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลใดที่อยู่ในอำนาจอย่างมั่นคง ก็ไม่สมัครใจให้เกิดการปฏิรูปทั้งสิ้น   ส่วนท่าทีของ กปปส. นั้นถูกมองได้ว่า เสนอให้มีการปฏิรูปเพียงเพื่อเป็นข้ออ้างในการสร้างสูญญากาศทางการเมือง เพราะการปฏิรูปต่างๆ ที่เสนอขึ้นหลายเรื่องไม่สามารถทำได้สำเร็จในเร็ววัน และยังมีลักษณะปิดกั้นฝ่ายอื่นไม่ให้เข้าสู่กระบวนการด้วย  ซึ่งทำให้แนวทางการปฏิรูปเพื่อสร้าง “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” ของ กปปส. นั้นขัดกับหลักประชาธิปไตยไปเสียเอง
     
       “ผมมีความเห็นว่าประเทศไทยควรได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยเร่งด่วน ภายใต้กติกาที่เป็นประชาธิปไตย  ผมเห็นว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้จะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้

 หนึ่ง ต้องเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งเข้าร่วม แต่ไม่ถูกครอบงำโดยคู่ขัดแย้ง   สอง ต้องมีกลไกรับประกันว่าคู่ขัดแย้งจะยอมรับการปฏิรูป  และสาม ต้องมีกลไกรับประกันว่า รัฐบาลจะนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ
     
       ผมขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมแนวทางหนึ่งซึ่งมีองค์ประกอบข้างต้น และน่าจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้ดังนี้
     
       ประการที่หนึ่ง กระบวนการปฏิรูปต้องเริ่มต้นก่อนการเลือกตั้ง เพราะเมื่อได้อำนาจแล้ว รัฐบาลย่อมไม่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป  ในประเด็นนี้ ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของ 7 องค์กรภาคเอกชน ที่ให้รัฐบาลจัดตั้งองค์กรปฏิรูปขึ้นโดยทันทีก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งอาจออกเป็นพระราชกำหนดมารองรับฐานะทางกฎหมายขององค์กรดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการปฏิรูปได้จริงหลังเลือกตั้ง
     
       ประการที่สอง  องค์กรปฏิรูปควรเป็น “คณะกรรมการปฏิรูป” ที่มีองค์คณะไม่ใหญ่เกินไปจนกลายเป็น “สภาปฏิรูป” เช่น ควรมีกรรมการไม่เกิน 30 คน โดยประกอบด้วย ผู้ที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอชื่อหนึ่งในสาม  และผู้ที่คู่ขัดแย้งคือพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส. เสนอชื่ออีกหนึ่งในสาม   ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามคือ ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนของคนอาชีพต่างๆ เช่น นักวิชาการ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม เกษตรกร หรือแรงงาน ซึ่งเป็น “คนกลาง” ที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและคู่ขัดแย้งต่างยอมรับได้  ทั้งนี้เพื่อให้คู่ขัดแย้งมีส่วนร่วม แต่ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำการปฏิรูป  นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปควรสร้างกลไกเปิดรับความเห็นจากสาธารณะอย่างกว้างขวางด้วย
     
       ประการที่สาม มติของคณะกรรมการปฏิรูปในการเสนอมาตรการให้รัฐบาลดำเนินการ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าเสียงข้างมากเล็กน้อยเช่น สามในห้า (18 จาก 30 เสียง)  เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ข้อเสนอนั้นได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายหรือคนกลางด้วย ไม่ได้เกิดจากการใช้พวกมากลากไป  ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่สัดส่วนเสียงข้างมากที่สูงเกินไป จนทำให้การปฏิรูปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากถูกคัดค้านได้ง่ายเกินไปเช่นกัน
     
       ประการที่สี่  คณะกรรมการปฏิรูปควรมีภารกิจในการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปในขอบเขตที่ไม่กว้างขวางเกินไปเช่น ไม่ควรมีมากกว่า 4-5 เรื่องใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนและเป็นสาเหตุของความขัดแย้งในปัจจุบันเช่น กติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐ การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านคอร์รัปชัน ประชานิยมและวินัยทางการคลัง ตลอดจนระบบยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เป็นต้น  ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องอื่นๆ เช่น การปฏิรูปการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือระบบยุติธรรมในความหมายกว้าง จะไม่มีความสำคัญ แต่เป็นเพราะเรื่องเหล่านั้นต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว และควรดำเนินการโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสภาวะปรกติ
     
       ประการที่ห้า  คณะกรรมการปฏิรูปควรเสนอมาตรการปฏิรูปแก่รัฐบาลเป็นระยะ โดยเริ่มจากมาตรการที่มีความเห็นพ้องต้องกันสูง มีรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้ง่ายก่อน โดยเสนอแนะกรอบ
เวลาในการดำเนินการที่แน่นอนแก่รัฐบาลไปพร้อมด้วย เพื่อให้ประชาชนเห็นผลสำเร็จจากการปฏิรูปในเร็ววัน จากนั้นจึงเสนอมาตรการปฏิรูปที่มีความซับซ้อนมากขึ้นไปตามลำดับ
     
       ประการที่หก  นอกจากนำเสนอมาตรการปฏิรูปต่อรัฐบาลแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปควรมีหน้าที่ติดตามการปฏิรูปของรัฐบาลว่า เป็นไปตามข้อเสนอในกรอบเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่  ในกรณีที่รัฐบาลไม่ดำเนินการปฏิรูปตามข้อเสนอ โดยแสดงถึงเจตนาหน่วงเหนี่ยวหรือบิดพริ้ว  คณะกรรมการปฏิรูปสามารถเสนอให้รัฐบาล “ทำโทษตนเอง” โดยการยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่  ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีแรงจูงใจที่จะปฏิรูป มิฉะนั้น อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากประชาชนอีกครั้ง
     
       ข้อเสนอต่อกระบวนการปฏิรูปข้างต้นเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ผมขอฝากให้สังคมช่วยกันพิจารณา เพราะผมไม่เห็นว่า เราจะมีทางออกจากความขัดแย้งในปัจจุบันได้อย่างไร หากทุกฝ่ายทั้ง
รัฐบาลและคู่ขัดแย้งไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปร่วมกันอย่างแท้จริง”

คำแถลงเรื่อง สภาปฏิรูปประเทศ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


พี่น้องประชาชนไทยที่เคารพ

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ดิฉันต้องขอขอบคุณนักวิชาการ นักธุรกิจ และพี่น้องประชาชนผู้มีความหวังดีต่อประเทศจากหลายภาคส่วนที่ช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกจากวังวนแห่งความขัดแย้งให้กับประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน

และจากเวทีเสวนา สัมมนา หรือการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันประมวลได้ว่าส่วนใหญ่ก็คิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การสร้างความเข้มแข็งในทางการเมือง การพัฒนาการเมือง และการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในหลายเวทีมีการเสนอให้จัดตั้งองค์กรที่จะมาดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ไม่เป็นการขัดหรือแย้ง และสามารถทำคู่ขนานไปกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้เป็นที่แน่ชัดแล้ว

ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ถึงเวลาที่เราต้องช่วยกันพัฒนากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เกิดขึ้น ในโอกาสนี้ดิฉันจึงใคร่ขอเสนอรูปแบบองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นรูปแบบหนึ่ง โดยอาจเรียกว่าเป็น

“สภาปฏิรูปประเทศ”

พี่น้องประชาชนอาจสงสัยว่า ใครหรือจะมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ?

ดิฉันขอยืนยันแต่ต้นเลยว่า สภาปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่เวทีของรัฐบาล ซึ่งถ้าทุกฝ่ายเห็นร่วมกันรัฐเป็นเพียงผู้จัดตั้งโดยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเพื่อให้เรื่องนี้สามารถเดินหน้าได้ทันที

ทั้งนี้ สภาปฏิรูปประเทศจะเป็นสภาของตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง โดยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ จะเริ่มจากการสรรหาตัวแทนประชาชนจากสาขาอาชีพต่างๆ จำนวน ๒,๐๐๐ คน แล้วจึงให้ตัวแทนอาชีพจำนวน ๒,๐๐๐ คนดังกล่าว เลือกผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศจำนวน ๔๙๙ คน

คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสมัคร การสรรหา การคัดเลือก และการแต่งตั้งตัวแทนวิชาชีพ ตลอดจนการเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศในขั้นตอนต่างๆ จะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบดังนี้

๑. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้แทนซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ หรือผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นกรรมการ
๒. หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าซึ่งที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงเลือกจำนวน ๒ คน เป็นกรรมการ
๓. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เป็นกรรมการ
๔. อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่ง
ประเทศไทยเลือกจำนวน ๑ คน เป็นกรรมการ
๕. ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน เป็นกรรมการ
๖. ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน เป็นกรรมการ
๗. ประธานสมาคมธนาคารไทย หรือผู้แทน เป็นกรรมการ
๘. ประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒ คน ซึ่งกรรมการที่กล่าวถึงเบื้องต้นเป็นผู้เสนอชื่อ
คณะกรรมการชุดนี้จะมีกรรมการรวมทั้งสิ้น ๑๑ คน

สำหรับหน้าที่ของสภาปฏิรูปประเทศ ดิฉันขอเสนอดังนี้

-. ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งอาจรวมถึงการจัดเตรียมร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

- ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารภาครัฐ

-. ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งต่าง ๆ เพื่อให้การเลือกตั้งในทุกระดับ การสรรหา และแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ การใช้อำนาจรัฐและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

-. ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้มีประสิทธิภาพ

-. ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงการกระจายอำนาจ การสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมาย การเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนและท้องถิ่น โครงสร้างการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ การปรับปรุงระบบและวิธีการงบประมาณ และการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ทั้งนี้ เมื่อสภาปฏิรูปประเทศได้ดำเนินการในข้อใดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี และให้สภาปฏิรูปประเทศเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อที่จะได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการตามเจตนารมณ์ต่อไป โดยกรอบเวลาการดำเนินการขึ้นอยู่กับสภาปฏิรูปประเทศเป็นผู้กำหนดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

สำหรับผู้ที่เป็นห่วงถึงความต่อเนื่อง เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ และมีรัฐบาลหลังการเลือกตั้งแล้วนั้น จะมีการกำหนดไว้ด้วยว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การปฏิบัติงานตามคำสั่งนี้ดำเนินต่อไปอย่างสืบเนื่องตามเจตนารมณ์และแนวทางที่ทุกฝ่ายให้ความเห็นชอบแล้ว

ทั้งหมดที่ดิฉันกล่าวมานั้น เป็นรูปแบบที่เสนอเพื่อให้ได้มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงหารือ จากทุกฝ่าย ซึ่งรัฐบาลจะได้รวบรวมนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขและออกเป็นคำสั่งก่อนสิ้นปีนี้

ดิฉันขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงภาระกิจการปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันทำให้การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน เพื่อสังคมที่สงบสันติ มีความปรองดอง รักและสามัคคี และเพื่ออนาคตของลูกหลานของเราทุกคน

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นายกฯ เจอสาวขี่จยย.ตามเป่านกหวีดใส่ ปรี่เข้าไปขอจับมือด้วย

นายกฯ เจอสาวขี่จยย.ตามเป่านกหวีดใส่ ปรี่เข้าไปขอจับมือด้วย

Home> News> Thailand> นายกฯ เจอสาวขี่จยย.ตามเป่านกหวีดใส่ ปรี่เข้าไปขอจับมือด้วย

นายกฯ เจอสาวขี่จยย.ตามเป่านกหวีดใส่ ปรี่เข้าไปขอจับมือด้วย


 
"ยิ่งลักษณ์" ไปเพชรบูรณ์  เจอสาวขี่จักรยานยนต์ ตามเป่านกหวีดใส่ จึงเดินปรี่เข้าไปขอจับมือด้วย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปตรวจเยี่ยมอนุสรณ์ฐานยิงสนับสนุนพิธิภัณฑ์อาวุธและการต่อสู่รบเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย ระหว่างคณะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แวะชมสินค้าข้างทาง ปรากฏว่า มีผู้หญิงผมสั้น วัยประมาณ 30 ปี ขี่จักรยานยนต์ เป่านกหวีดใส่ โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยิ้มให้และเดินไปเรื่อยๆ ทำให้สาวห้าวดังกล่าวตามเป่าไปเรื่อยๆ

แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่หยุดเดินก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนดังกล่าวโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวแต่อย่างใด และเมื่อเผชิญหน้ากันผู้หญิงคนดังกล่าวก็กล่าวท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า"จะจับมั๊ยๆ" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวตอบทันทีว่า " ไม่ค่ะ ไม่มีการจับ เชิญตามสบาย ขอบคุณนะคะ ไม่เป็นไรอยากเป่าก็เป่าเลยค่ะ ขอจับมือหน่อยนะคะ"ทำให้ผู้หญิงคนดังกล่าวถึงกับอึ้งไป แต่ไม่ยอมให้จับมือ

ดิว โบกธง หรือ ดิว ปริญณภัทร สุภาพ ผู้โบกธงไตรรงค์ เหนืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2556




ภาพของ ดิว โบกธง ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2556 กลายเป็นภาพทางการเมืองที่ถูกนำมาแชร์ต่ออย่างมากมายบนโลกออนไลน์ และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 อัญชลี ไพรีรักษ์ ได้พูดคุยกับ ดิว โบกธง หรือ ดิว ปริญณภัทร สุภาพ บนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดย ดิว โบกธง เปิดใจว่า ได้เดินทางมาจาก จ.นครศรีธรรมราช เพื่อร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. โดยตนได้ขอลางานมาชุมนุมหลายวันแล้ว ส่วนธงที่ใช้ในการโบกที่ฐานอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น ก็ซื้อมากว่า 2 ปีแล้ว 

และเมื่อ อัญชลี ไพรีรักษ์ ตั้งคำถามว่า เหตุใด ดิว โบกธง จึงตัดสินใจขึ้นไปยืนโบกธงอยู่บนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. งานนี้ ดิว โบกธง ตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องการแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ เพื่อไล่คนชั่วออกจากประเทศ จึงได้ปีนขึ้นไปโบกธงที่ฐานอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ก่อนปีนขึ้นไป ตนก็ได้กราบขอขมาวิญญาณเหล่าวีรชนแล้ว ส่วนเหตุที่เลือกใช้ธงชาตินั้น เพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่า ชาติประกอบด้วย 3 สี ดังนั้น ในการนำพาประเทศให้เดินต่อไปเราไม่อาจขาดสีหนึ่งสีใดได้ และสำหรับคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัยว่าตนปีนขึ้นไปบนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้อย่างไรนั้น ตนขอตอบว่า ปีนขึ้นไปด้วยใจ และลงมาด้วยใจ

ซึ่งงานนี้ นอกจากเสียงชื่นชม ดิว โบกธง ในฐานะวีรบุรุษคนกล้าที่ปีนขึ้นไปยืนโบกธงเหนืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินานกว่า 6 ชั่วโมง แล้วก็ยังมีการตั้งคำถามว่า การกระทำ ดิว โบกธง สมควรเรียกว่า วีรบุรุษคนกล้า จริงหรือไม่ เพราะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถือเป็นสถานที่สำคัญ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์จากอุดมคติ>สื่อในโลกจริง

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรื่อง :อนันต์ ลือประดิษฐ์ภาพ : กุลพันธุ์ ศิริพิมพ์อัมพร

วิกฤตการณ์ทางการเมืองของสังคมไทย มิได้มีเพียงแต่นักการเมืองเท่านั้นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สื่อเองก็มีส่วนในความรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

นับเป็นนักวิชาการด้านสื่อ ที่ออกมาแสดงความเห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ที่จะมีส่วนอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อแวดวงวิชาชีพสื่อเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้รับข่าวสาร อย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน

จุดประกาย ทอล์ค วันนี้ พาคุณไปพบกับ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า ที่ออกมาสะท้อนมุมมองต่อแวดวงสื่อ กับความขัดแย้งในสังคมไทย และทิศทางของ การปฏิรูปคุณภาพสื่อที่พึงจะเกิดขึ้นในอนาคต

จากความขัดแย้งในสังคมเวลานี้ ด้านหนึ่งคนกล่าวโทษนักการเมือง อีกด้านหนึ่งมองว่าสื่อน่าจะมีบทบาทในการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ คุณมองบทบาทสื่อในตอนนี้อย่างไร?


ต้องดูก่อนว่า สื่อทุกวันนี้อยู่ในภูมิทัศน์สื่อแบบไหน เช่น วิทยุกับทีวี ต่อให้มีเรื่องของ กสทช. แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้หลุดเป็นอิสระ เหมือนอย่างที่รัฐธรรมนูญหรือตอนปฏิรูปการเมืองในยุคแรกๆ ต้องการให้เป็น เพราะฉะนั้นแล้ว คลื่นวิทยุหรือคลื่นทีวีทุกวันนี้ ยังสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามา ก็ใช้สื่อวิทยุกับทีวีเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะช่อง 11 หรือ NBT ช่อง 9 พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาก็ใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ พรรคเพื่อไทยหรือใครก็ได้ที่ขึ้นมา ไม่ยอมปล่อยให้มีพื้นที่ของความคิดเห็น ที่แตกต่างได้นำเสนอ ซึ่งตรงนี้ พอไปคุมมากๆ เลยทำให้คนไม่สามารถ นำเสนอข้อมูลอีกชุดหนึ่งออกมาได้

ถ้าเป็นสมัยก่อน พวกนี้ต้องออกไปในพื้นที่อื่น เช่น หนังสือใต้ดิน หรือว่าต้องพยายามทำตัวให้เด่นในเชิงของการประท้วง เช่น ปิดถนน ล้อมสถานที่ราชการ หรือแก้ผ้าปาอุจจาระ เพื่อชิงพื้นที่ว่างในหน้าหนังสือพิมพ์คือหน้าหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ มันมีความต่างตรงที่ว่า มันมีดาวเทียม มีทั้งเคเบิล สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย มันทำให้มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถหาได้จากสื่อปกติ

พอเขาไปหาจากสื่ออื่นๆ ก็ต้องยอมรับว่า มันกลายเป็นสื่อที่มีชุดความคิด ที่หลากหลาย ตั้งแต่ด้านซ้ายจัดจนขวาจัด หรือว่าสีใดสีหนึ่งไปอย่างเดียว แต่ว่าคนเขาจะเลือกดู ถ้าคนที่ไม่เลือกดูจากช่องทีวีปกติ ที่ไม่มีข้อมูลตรงนี้ เขาก็เลือกเสื้อบางเสื้อ พอเขาไปดูจากทีวีช่องสี มันก็ด้านเดียวไปเลยจริงๆ ข้อมูลจะชุดเดียวไปเลย อันนี้ทำให้คุณคล้อยตามไป โดยขาดมิติอีกด้านหนึ่ง พอขาดมิติอีกด้าน นั่นหมายความว่า ความคิดเห็นมันโดนจำกัด ข้อมูล และข้อเท็จจริงก็ถูกบิดไปในบางประเด็น เช่น บางเรื่องอาจจะมีความจริงอยู่ด้วย แต่ว่าอีกบางส่วนถูกขยายความหรือตีความ พอถูกขยายความหรือตีความ มันอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา

โดยสรุปคือ ตัวสื่อเองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งนี้ อย่างไม่อาจ หลีกเลี่ยง ในหลายๆ ครั้ง จริงๆ แล้ว สื่อน่าจะช่วยทำให้คนในสังคมได้มีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น กลับไม่ได้ทำ เช่น เรื่องของการปฏิรูปการเมืองที่มีการยกประเด็นขึ้นมา แล้วกลายเป็นเรื่องที่นักการเมือง ทุกฝ่ายต่างเห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปการเมือง มีงานสัมมนาหรืออภิปรายหลายชุด ไม่ว่าจะชุดของคนที่ต่อต้านรัฐบาล การอภิปราย ที่ธรรมศาสตร์ หรือแม้กระทั่งกับพวกที่รัฐบาลทำขึ้นมาเอง ฝ่ายกองทัพหรือฝ่ายไหน จัด สื่อเองน่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอ โดยเฉพาะการนำเสนอของ NBT ช่อง 9 หรือแม้กระทั่ง ไทยพีบีเอส ควรเปิดฟรี นำเสนอถ่ายทอดสดด้วยซ้ำไป เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่หลากหลาย

แต่ปรากฎว่า ที่ผ่านมา ไม่มีอย่างนั้น แต่เลือกที่จะนำเสนอเพียงข้อมูลบางชุด ผ่านเวทีบางเวที พอเป็นแบบนั้น ทำให้ประชาชนบางส่วน ถ้าเชื่อบางส่วนที่เห็นจากทีวีของรัฐก็จะมีความคิดความเห็นแบบหนึ่ง หรือ บางคนมองตรงนี้ว่า มันไม่ตอบสนอง เขาก็วิ่งไปหาข้อมูลอีกชุดหนึ่ง มันง่ายกับการรับเพียงด้านเดียว หรือขณะเดียวกัน มันก็ง่ายกับยุคที่มีวิกฤตเกิดขึ้น ข่าวลือต่างๆ ที่ผ่านพวกนี้เยอะ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ข่าวลือผ่านทวิตเตอร์ ข่าวลือผ่านเฟซบุ๊ค หรือกลุ่มไลน์ มันเกิดขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มไลน์ที่มีการแชทต่อๆ กันไป มันทำให้คนเชื่อได้ง่าย

ในเรื่องของวิทยาศาสตร์มีอยู่อย่างหนึ่งคือ ในโซเชียลมีเดีย คนพร้อมที่จะเชื่อ คนที่อยู่ในโลกสังคมออนไลน์ เพราะว่าสื่อในสังคมออนไลน์มีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า ผู้มีอิทธิพล เช่น ถ้าดูทีวี เห็นโฆษณาว่ามี หนังเรื่องหนึ่งสนุก หรือร้านอาหารร้านนี้อาหารอร่อย คนจะคิดว่าเป็นแค่โฆษณา แต่พอเป็นโซเชียลมีเดีย ที่เพื่อนบอกว่าไปกินแล้วอร่อย ไปดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก คนก็พร้อมที่จะเชื่อ มันเลยทำให้คนพร้อมที่จะเชื่อ หลายครั้งที่มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ยิ่งในช่วงวิกฤตที่ไม่สามารถหาข่าวสารได้จากสภาวะปกติ คนจะวิ่งไปหาของพวกนี้ ทีนี้บางคนบอกว่าพร้อมเชื่อ ถ้าถามว่าทำไมล่ะ ต้องบอกก่อนว่า บางทีในสังคมไทย ข่าวลือก็คือข่าวจริง ซึ่งบางทีมันก็ถูกนะ มันมีความถี่อย่างนั้น คนพร้อมที่จะเชื่อ เดี๋ยวนี้บางอย่างคนเชื่อโดยไม่ต้องกรอง สื่อออนไลน์ก็เลยเป็นช่องทางหนึ่งในการกระจายข่าว

คุณมองว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่ในกำกับของรัฐ แล้วกรณีหนังสือพิมพ์ ?

หนังสือพิมพ์เองมีอิสระมากกว่าสื่อวิทยุทีวี โดยประวัติศาสตร์และการต่อสู้ แต่ทุกวันนี้ ต้องบอกว่าสื่อหนังสือพิมพ์อาจจะมี ความแตกต่างอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างจะชัดเจนเลยว่า เชื่อในชุดความคิดชุดใดชุดหนึ่ง เหมือนเป็นกระบอกเสียงให้แก่ชุดความคิดนั้นไปเลย ส่วนสื่อหนังสือพิมพ์ที่อยู่กลางมีบ้างไหม ที่ให้พื้นที่ที่หลากหลาย อาจจะพอมีอยู่บ้าง แต่ว่าตัวหลักอันหนึ่ง คือเดี๋ยวนี้ประชาชนเสพสื่อหนังสือพิมพ์ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ในกระดาษอีกแล้ว แต่อ่านสื่อ ติดตามข้อมูลจากสื่อออนไลน์มากขึ้น ตรงนี้ทำให้การแสดงบทบาทผู้นำความคิด หรือผู้นำในเรื่องข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่างๆ ถูกลดทอนลงไป

ยิ่งประกอบกับสื่อหนังสือพิมพ์ที่เลือกข้างแล้ว มันปะทะกันในเรื่องข้อเท็จจริงบางเรื่อง เอาง่ายๆ คือ เรื่องศาลโลกตัดสิน (คดีเขาพระวิหาร) พอศาลโลกตัดสิน ก็มีพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ เลือกที่จะบอกเลยว่าใครเสียดินแดน หรือไม่เสียดินแดน ถามว่า พาดหัวข่าวผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่ทุกคนเลือกที่จะอธิบายบางแง่มุม ตัดประวัติศาสตร์ บางส่วนออกมา แล้วอธิบายในบางอย่าง ทุกคนถูกหมด แต่ประชาชนสับสน ประชาชนจึงเลือกเชื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ตอบสนองความคิดความเชื่อของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่อง ที่น่าเป็นห่วงนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ผู้รับข่าวสาร รับข้อมูลไม่รอบด้าน ?

ผู้รับข่าวสารอาจจะเลือกรับข่าวสาร ตามความคิดความเชื่อและประสบการณ์ ส่วนตัวของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งในสังคมไทยเราขาดในเรื่องของการเรียนรู้เท่าทันสื่อ ทำให้ โดยส่วนใหญ่พร้อมที่จะเชื่อตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ประกอบกับสิ่งที่เป็นประสบการณ์ภายใน แต่พออย่างอื่นที่มันไม่ใช่ข้อมูล ที่เขารับ เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธ คือเลือกที่จะละเลยหรือมองข้ามไป อันก็เป็นปัญหาอันหนึ่ง

ผมเป็นห่วงนะ เพราะถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ ประชาชนอาจจะได้รับข้อมูลชุดเดียวตลอดครับ และเลือกที่จะเชื่อ พอมากเข้า มันก็จะแบ่งฝ่ายว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง มีแต่แง่ลบอย่างเดียว ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือคลิปวีดิโอที่มีการ พูดคุยล่าสุด เรื่องของคนเสื้อแดงที่ถูกจ้างมาชุมนุม 200 คน ที่มีการเผยแพร่กัน ล่าสุดทางสำนักข่าวประเทศไทยเขาไปสัมภาษณ์มากลายเป็นความเห็น หรือข้อมูลอีกชุดหนึ่งเลยว่า โดนข่มขู่ โดนทำร้าย สมมุติว่าคนเลือกที่จะเชื่อข้อมูลด้านเดียว เขาก็จะเชื่อแบบนั้นไปเลย โดยที่ปฏิเสธความเชื่ออีกฝ่าย ต่อให้เป็นข้อเท็จจริงก็ตาม ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงว่า มันทำให้ไม่เห็นความผิด หรือความบกพร่องของฝ่ายตัวเอง ขณะเดียวกันก็โจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ควรที่จะมีการพูดคุยเพื่อที่จะให้เกิด การประนีประนอมหรือแก้ปัญหาต่างๆ มากกว่า

แกนหลักของคู่ขัดแย้ง ถึงที่สุดต้องประนีประนอมกันอยู่แล้ว แต่ในภาคพลเมือง ภาคที่เราสามารถจะคุยกันได้ ทำอย่างไรที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งตรงนี้สื่อน่าจะมีส่วนช่วย ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น มากกว่าการสาดโคลนเพียงอย่างเดียว

มันช้าเกินไปหรือไม่ ในเมื่อตอนนี้ทุกคน เลือกที่จะมีชุดความคิดของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

ความจริงก็คือว่ายังโชคดี ที่ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลตอนนี้ยังไม่ได้รับชัยชนะ มันน่าจะมีเวลาในการเรียนรู้กันและกันมากขึ้น คือ ถ้าชนะเลย มันจะก่อให้เกิดลักษณะย้อนกลับไปอีกฝ่ายหนึ่ง การที่สั่งสมยาวนาน น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ เรียนรู้ว่าการปฏิรูป คืออะไร ปฏิรูปอย่างไร ของเดิมดีหรือไม่อย่างไร มิติต่างๆ เป็นอย่างไร มันน่าจะลงลึกในเรื่องของรายละเอียด มากกว่าเรื่องของ วาทกรรมในการที่จะเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว


ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ควรจะนำไปสู่อะไรในอนาคต?

จริงๆ แล้วต้องร่วมมือกัน ระหว่างนักข่าวที่เป็นมืออาชีพ กับประชาชนคนทั่วไป ที่ผ่านมา นักข่าว ซึ่งอาจจะเรียกว่า โมโจมัลติมีเดีย หรือนักข่าวพันธุ์ใหม่ คอนเวอร์เจนซ์เจอร์นัลริสต์ แต่ไปเน้นที่เรื่องของความเร็วในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่เน้นความลึกหรือกว้างของข้อมูลข่าวสาร ที่สามารถใช้ผ่านสื่อต่างๆ ได้ ยังขาดการดึงมิติของการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการ จึงควรมีการทำข่าวเชิงสืบสวนมากกว่าการเร่งในการรายงาน เช่น สมมติว่ามีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทางสังคม ทำอย่างไรให้มีความคิดเห็นจากมุมของประชาชนทางสื่อออนไลน์ที่มีเหตุผลนะครับ ไม่ใช่มีแต่การใช้อารมณ์ แล้วก็พูดคุยกัน เปิดเวทีมาคุยกับ คนที่เดินบนท้องถนน ในวันที่ 9 (ธันวาคม) นั้น แต่ละความคิดเห็นเป็นอย่างไร ผู้คนที่อยู่ราชมังคลาฯ ในส่วนของคนเสื้อแดงมีอะไรที่เห็นร่วมกัน อะไรที่เห็นต่างกัน หรือมีเรื่องไหน มีอะไรที่ร่วมกันได้บ้าง

จริงๆ แล้ว ผมเชื่อว่าเมื่อพูดถึงความไม่เท่าเทียมของสังคม เรื่องของ 2 มาตรฐาน เป็นสิ่งที่ทั้งคนเมืองและคนชนบท หรือประชาชนทั่วไปเจออยู่แล้ว ทั้งเรื่องปัญหาตำรวจ ปัญหากระบวนการยุติธรรม ปัญหาสุขภาพ เรื่องการศึกษา เป็นประเด็นร่วมที่ทุกคนน่าจะตระหนักถึง จริงๆ แล้วคนทั้งสองฝ่ายมีปัญหาเดียวกันอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น เพียงแต่ให้น้ำหนักต่างกัน เทนที่เราจะหาทางออกอย่างไร มันกลายเป็นเรื่องเดียว เพื่อชนะ เพื่อให้เป็นเวทีของผู้นำบางคน ซึ่งผมว่าไม่ค่อยสนใจตรงนั้นเท่าไหร่ เราสนใจในเรื่องที่จะทำอย่างไรเรื่องของปัญหาโครงสร้างต่างๆ ที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมได้มากที่สุด

การมาถึงของดิจิทัลทีวี จะเป็นความหวัง แค่ไหน?

กสทช. เองก็เล่นบทบาทเดิม ๆ ในเรื่องของการกำกับ เราอาจจะได้ทีวีที่ชัดขึ้น เราอาจจะได้ทีวีที่มีความหลากหลายมากขึ้นใน ตัวรายการ แต่คุณภาพก็ต้องมากขึ้นด้วย ต้องดูกันต่อไปว่า จะเป็นอย่างไร คือมันต้องปรับในตัวของคนที่ผลิตรายการด้วย ผู้บริโภคด้วย ผมอยากให้ผู้บริโภค ถ้าไม่ชอบใจต้อง มีเสียงให้มากขึ้น ไม่ชอบรายการนี้เพราะอะไร เช่น รายการที่ดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ก็ต้องพร้อมที่จะออกมา บอกว่า ไม่เอา ไม่ดูเ เละต่อต้าน เพื่อที่จะให้ตัวคุณภาพของรายการมีการปรับ หรือว่าถ้ารายการนี้ต้องการที่จะออกมาแบบนี้เพื่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมมากขึ้น ต้องพร้อมที่จะบอกว่าไม่เอา

ระยะสั้น จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงแค่ไหน?

ตลาดสื่อคงจะบูม คนทำคอนเทนท์ก็บูม โอกาสตกงานน้อยลง แต่คุณภาพต้องเถียงกันหน่อยว่า จะพัฒนาแค่ไหน ระยะสั้นมันก็เหมือนว่าอยู่ช่วงฮันนีมูน ที่ทุกอย่างกำลังสวยงาม หลังจากนี้ไปประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นจะเหนื่อยแล้ว เพราะต่างทำกำไรเพื่อที่จะให้คุ้มกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ขณะเดียวกัน

คู่แข่งไม่ได้มีแค่ในฟรีทีวีหรือเคเบิล แต่ว่าคู่แข่งที่ต้องดึงสายตาจากผู้ชม อยู่ในโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ

คนประมูลได้ ก็ใช่ว่าจะโชคดี เพราะคนประมูลไม่สามารถทำผลกำไรได้อย่างที่คาดหวัง มันก็จะมีหนี้สินตามมา ผมว่าถ้าจะแข่งกัน ระยะแรกจะโอเค คุณภาพของรายการและพลังของผู้บริโภค น่าจะเป็นส่วนชี้วัด ถ้าผู้บริโภคเลือกที่จะบริโภคแบบไหน ถ้าเรายังเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสารแบบละคร คุณก็จะได้แต่รายการแบบวาไรตี้ แต่ถ้าเกิด คุณเลือกที่จะดูรายการที่มีคุณภาพมากขึ้น แล้วก็มีเสียงมีส่วนร่วมกับรายการ มันจะทำให้ผู้ผลิตเลือกที่จะผลิตรายการที่มีคุณภาพ มากขึ้น หรือผู้ผลิตที่เขาผลิตแล้วมีคนสนับสนุน ก็ให้กำลังใจกับคนตรงนั้นด้วย

ในฐานะนักการศึกษา บุคลากรที่เข้ามาในวิชาชีพสื่อควรปรับตัวอย่างไร คุณเคยพูดถึงหลักสูตรเก่าๆ ที่ไม่ค่อยปรับตัวนัก?

ตัวหลักสูตรมันต้องปรับ ทั้งในเรื่องของเทคนิคในการนำเสนอ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ตัวหลักสูตร สิ่งที่ต้องเน้นคือเรื่องกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคนทำงานให้มากขึ้น เด็กนักศึกษาที่จะเข้าไป ทำอย่างไรที่จะไม่ได้เก่งเฉพาะเทคนิคในเรื่องของสื่อใหม่อย่างเดียว เต่คุณต้องมีรากฐานของการคิด การเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ คิดวิเคราะห์ต่างๆ ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งตรงนี้ ดีไม่ดีจะมีความสำคัญมากกว่าในเชิงของเทคนิคด้วยซ้ำไป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาของไทยเรา กว่าเด็กจะเข้ามาถึงอุดมศึกษา มันอาจจะอยู่ตรงปลายๆแล้ว อาจช้าไปบ้าง มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น

ข้อสำคัญอีกอย่างนะ คือการเน้นในเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องที่มีเส้นบางๆ ที่แยกไม่ออกระหว่างธุรกิจกับเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ว่านักข่าวรับเงินตรงนี้ได้ไหม ผลประโยชน์การไปต่างประเทศ หรือผลประโยชน์อื่นๆ มันอาจจะไม่ได้ขาวดำเหมือนเมื่อก่อน แต่อะไรที่ควรหรือไม่ควร ควรจะมีการตั้งคำถามมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ระบบการศึกษาควรที่จะเทรนเด็กไว้ด้วย

ผมอยากให้ตัวขององค์กรสื่อทุกแขนง เน้นเรื่องของจริยธรรม โดยที่ผ่านมา เวลามีปัญหา เช่น สภาการหนังสือพิมพ์ สภาวิทยุโทรทัศน์ หรือองค์กรต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการจัดการได้จริง ซึ่งเขาก็รู้ปัญหา คือหลายปัญหา มันต้องจัดการกันตั้งแต่ในตัวองค์กรสื่อของตัวเอง เป็นไปได้ไหมว่า ในองค์กรก็ไม่ใช่ว่ามีแต่คนของตัวเอง แต่มีคนจากภายนอกเข้ามา เพื่อที่จะให้บริหารจัดการ เพื่อความเป็นธรรมของบุคลากรด้วย เช่น องค์กรภายในโดนฟ้องว่า นักข่าวคนนี้รับเงินหรือรับผลประโยชน์จริง ก็ตั้งคณะกรรมการภายในขึ้นมาเป็นองค์กรตรวจสอบ ให้ยืนยันว่าจริงไม่จริง ถ้าจริงคุณก็จัดตามกฎระเบียบของบริษัทให้เรียบร้อย แล้วก็บอกกับสาธารณชนด้วย ซึ่งในต่างประเทศหลายๆ ประเทศ ก็มีการตั้งองค์กร แล้วก็เป็นองค์กรที่ไม่ได้เป็นแค่สื่อในองค์กรของเขา เราต้องสื่อสารกับคนอ่าน คนชม คนฟังด้วยความเข้าใจ

มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?
ไม่เลย ผมว่าเป็นเรื่องที่ตัวองค์กรสื่อ ไม่ทำเอง ขณะที่องค์กรวิชาชีพเรียกร้อง อยากได้อิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ปีกหนึ่งพยายามควบคุมข่าวสาร แล้วเขาบอกว่าสื่อนำเสนอข่าวสารไม่ดี ทั้งสองฝ่าย ถ้าไม่ได้เข้ามาหากันเพื่อแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น มันก็สุดโต่ง ผมมักจะบอกว่า สื่อหาแต่เสรีภาพ แต่ไม่มีเรื่องของความรับผิดชอบ ไม่ได้แสดงตัวว่าต้องการรับผิดชอบ วันหนึ่งเมื่อประชาชนมาขอความช่วยเหลือ หลังจากที่โดนรัฐหรือองค์กร หรืออะไรต่างๆ คุณบอกว่าจะช่างเถอะ อย่างนั้นคุณจะหนาว

จากภาพสะท้อน สื่อไทยดูจะรับบทบาทเป็นผู้ร้ายค่อนข้างมาก ?

ในขณะเดียวกัน มันก็เปิดช่องให้เป็นพระเอกได้ ในช่องของการสร้างให้เกิดการประนีประนอมในสังคม หรือว่าสร้างพื้นที่ให้เกิดการถกเถียง สร้างสัมพันธ์สาธารณะที่มีการเจรจากันมากขึ้น สื่อเองยังได้เครดิตนั้นอยู่

ขณะเดียวกัน เราจะเห็นได้ว่า สื่อยังไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ เช่น การเจาะลึก การทำข่าวเชิงสืบสวนที่มันลงลึกลงไป เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ขาดหายไปบนพื้นที่สื่อ จากการที่พิจารณาข่าวของวิชาชีพสื่อ ด้านหนึ่งเพราะว่าสื่อไม่ให้น้ำหนักเรื่องนี้เท่าไหร่ มัวแต่ให้น้ำหนักข่าวที่เป็นข่าวทะเลาะกันไปมา ความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมมากกว่า แทนที่จะเลือกนำเสนอบางประเด็น แล้วเจาะลึกบางเรื่องไป ไม่แปลกใจว่าดูทีวีช่องไหนก็ตาม เปิดหนังสือพิมพ์หน้าไหนก็ตาม ข่าวจะคล้าย หรือใกล้เคียงกันหมด อาจจะเป็นนโยบาย ขององค์กรแต่ละแห่ง ว่าจะเลือกทำยังไงครับ ถ้าในส่วนของผม อยากให้ทำในส่วนที่เป็นข่าวสืบสวน เพราะมันจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่า
เป็นความจริงว่า สื่อเป็นองค์กรธุรกิจแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นให้น้ำหนักกับข่าวนี้อย่างไร คิดว่าข่าวพวกนี้ขายได้ไหม ขายได้มากเท่าไหร่ แต่ไปให้น้ำหนักที่ข่าวหวือหวาที่เรียกเรทติ้งเท่านั้นเอง ซึ่งตรงนั้นมองระยะสั้น อาจจะได้คนอ่าน คนดู คนชม แต่มองระยะยาวหนึ่ง คือประชาชนเอง ก็ไม่ได้ความรู้ หรือปัญหาต่างๆ ของสังคม ก็ไม่ได้คลี่คลายด้วย และขณะเดียวกัน ตัวของคนทำงานข่าวเอง ก็ไม่ได้พัฒนาทักษะในการทำข่าว ความเป็นนักข่าวก็ลดน้อยลง ศักดิ์ศรีของการทำข่าวก็ลดน้อยลง เพราะฉะนั้น องค์กรสื่อเองน่าจะมีการทบทวน ให้มากขึ้น ว่าข่าวเชิงสืบสวนน่าจะเป็น ธงหลักก่อนหรือเปล่า ถ้าเกิดได้ เครดิตคนทำก็ตามมาเอง

โอกาสที่จะเกิดสื่อมวลชนอิสระ ผลิตคอนเทนท์ดีๆ เหมือนในต่างประเทศ ?

อยากให้มีอย่างนี้เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าสังคมไทยต้องการอย่างนี้มากน้อยขนาดไหน นักข่าวที่เคยทำงานอยู่ในหนังสือพิมพ์หรือทีวีเอง ก็ออกมาในรูปแบบเว็บไซต์มากขึ้น อย่างสำนักข่าวอิสรา ทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถจะผลิตข้อมูลข่าวสารแล้วอยู่รอดได้ ไม่ต้องถึงขั้นรวยเหมือนสื่อใหญ่ เป็นความคาดหวัง แต่ขณะเดียวกันผมว่าประชาชนต้องสนับสนุนด้วย เรายังไม่มีพฤติกรรมการสนับสนุนเรื่องนี้อย่างดีพอ เช่น เราพร้อม ที่จะจ่ายเงิน 20 บาท ให้แก่ขอทานเพื่อ ทำบุญ แต่เราไม่ยอมจ่าย 20 นั้น เพื่อที่จะได้ข้อมูลข่าวสืบสวน หรือสนับสนุนองค์กรสื่อที่ทำงานดีๆ ถ้าเราฝึกในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้องค์กรสื่อทำงานเชิงสืบสวนสอบสวนได้ ผมว่าเป็นตัวหนึ่งที่สนับสนุนให้เขาทำงานอยู่รอดได้

ผมอยากให้ตัวขององค์กรสื่อทุกแขนง เน้นเรื่องของจริยธรรม โดยที่ผ่านมา เวลามีปัญหา เช่น สภาการหนังสือพิมพ์ สภาวิทยุโทรทัศน์ หรือองค์กรต่างๆ ไม่สามารถดาเนินการจัดการได้จริง ซึ่งเขาก็รู้ปัญหา คือหลายปัญหา มันต้องจัดการกันตั้งแต่ในตัวองค์กรสื่อของตัวเอง เป็นไปได้ไหมว่า ในองค์กรก็ไม่ใช่ว่ามีแต่คนของตัวเอง — กับ Mana Treelayapewat และ 4 อื่นๆ