PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

" จากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 18 กรกฎาคม 2557 "

" จากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 18 กรกฎาคม 2557 "
เรียนพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน
จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดดิฉันว่า กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา ดิฉันนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอเรียนว่า
1.กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นการพิจารณาที่ เร่งรีบ รวบรัด โดยแจ้งข้อกล่าวใช้เวลาเพียง แค่ 21 วัน และหลังจากนั้นก็ชี้มูลความผิดอาญาต่อดิฉัน ภายใน 140 วันซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติกับคดีอื่น ๆที่ดำเนินการกับนักการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อดิฉัน เมื่อเทียบเคียงกับการดำเนินคดีกับการโครงการประกันราคาข้าว ที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการดำเนินการนานไม่น้อยกว่า 4 ปี คดี ปรส ที่ล่าช้า . โครงการทุจริตโรงพักทั่วประเทศ ป.ป.ช. กลับไม่มีความคืบหน้า อันถือว่ามิได้มีบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน
2. นอกจากนี้ ในการปฏิบัติ ของ ป.ป.ช. เมื่อเทียบกับคดีอื่น ๆ เห็นว่า คดีนี้มีพฤติการณ์ รวบรัด เป็นกรณีพิเศษดังนี้
- เลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวดิฉัน
- ตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ
- ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต็อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องสต็อกข้าว ทั้ง ๆที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปร่วมสังเกตการณ์แล้ว
- ไม่ไต่สวนในข้อเท็จจริง กรณีการลงบันทึกบัญชีที่ข้อขัดแย้งและแตกต่างกันของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี และ คณะกรรมการ กขช.ให้เป็นที่สิ้นสุด
- กรณีไม่พิจารณาการที่ดิฉันคัดค้าน นาย วิชา รวม 3 ครั้ง
3.นโยบาย รับจำนำข้าว เป็นนโยบายระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร เป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้นเป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน แต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. กลับฟังความข้างเดียว ในขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นไม่ตรงกันในข้อเท็จจริง
4. นอกจากนี้การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ต่อสาธารณะที่ผ่านมา ยืนยันว่า คดีในเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน ทำให้ไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้ และหักล้าง แต่ในข้อวินิจฉัยในการชี้มูลกลับนำ ข้อเท็จจริงในคดีระบายข้าวมาชี้มูลความผิดกับดิฉันด้วย
5. ที่ผ่านมาดิฉันพยายามชี้แจงและร้องขอให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน และสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งที่ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่อง เช่น ข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหาย หน่วยงานที่ควบคุมดูแล สต็อกข้าว ทั้ง องค์การ คลังสินค้า อ.ค.ส. และ องค์การ ตลาดเพื่อเกษตรกร อ.ต.ก.ได้ทำสัญญาต่าง ๆ กับเจ้าของคลังสินค้า และบริษัทประกัน รับผิดชอบค่าเสียหาย หากเกิดกรณีข้าวสูญหาย และการเสื่อมสภาพข้าวที่ผิดปกติธรรมชาติ ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องรัฐ มีความเสียหายจากข้าวหาย และข้าวเสื่อมคุณภาพ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อดิฉันในฐานะผู้ถูกกล่าวหา
6. ขอตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้นำพยานหลักฐานและไต่สวนพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อดิฉันและเลือกที่จะรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ ในขณะที่ดิฉันได้พยามเสนอพยานหลักฐานต่าง ๆแต่ ป.ป.ช.กลับละเลย และปฏิเสธที่จะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง
7. ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ดิฉันจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อที่จะหนีคดีต่างๆนั้น ขอยืนยันว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางส่วนตัว และมีกำหนดการไปกลับที่ชัดเจนและมีการเตรียมการล่วงหน้า แล้วก่อนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอย่างเร่งด่วน
วันนี้ดิฉันเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้วควรจะมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงประชาชนคนไทยทั่วไป ขอยืนยันว่า จะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทย และพร้อมจะกลับมาสู่ประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รวบอดีตเจ้าชายเนปาล พร้อมกัญชาในห้องพักโรงเเเรมกลางกรุง

รวบอดีตเจ้าชายเนปาล พร้อมกัญชาในห้องพักโรงเเเรมกลางกรุง
ตำรวจ สน.ทองหล่อ จับกุม ‘เจ้าชายปาราส’ อดีตเจ้าชายเพลย์บอยแห่งเนปาล ในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองอีกแล้ว นับเป็นครั้งที่ 2 ที่อดีตมกุฎราชกุมารเพลย์บอยคนดังแห่งเนปาลถูกจับด้วยข้อหาเดิมในประเทศไทย
สำหรับอดีตเจ้าชายปาราส ถือเป็นผู้ที่มีโอกาสขึ้นครองราชบัลลังก์กษัตริย์แห่งเนปาล ในฐานะมกุฎราชกุมาร หลังจากเกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นกับราชวงศ์ เมื่ออดีตเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมารองค์ก่อน ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ใช้ปืนกราดยิงกษัตริย์และพระราชินี ซึ่งทรงเป็นพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์เอง รวมทั้งบรรดาพระประยูรญาติ รวม 9 ศพ ที่พระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวง ก่อนจะปลิดชีวิตพระองค์เอง หลังจากทรงดื่มเหล้าผสมยาเสพติด จนสร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่ชาวเนปาลเป็นอย่างยิ่ง และจากนั้น ราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลก็ถึงกาลล่มสลายในปี 2551 ‪#‎nationtv‬ ‪#‎ข่าวข้นรับอรุณ‬

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สุทธิ อัชฌาศัย เสียชีวิตแล้ว หลังยิงขมับตัวเองอาการสาหัส

สุทธิ อัชฌาศัย เสียชีวิตแล้ว หลังยิงขมับตัวเองอาการสาหัส
สุทธิ อัชฌาศัย อดีตแกนนำต้านโรงไฟฟ้าระยอง เสียชีวิตแล้ว หลังยิงขมับตัวเองอาการสาหัส ที่ลานจอดรถบ้านแม่ เมื่อคืนวานนี้ (15 ก.ค. 57) พี่ชายเผยเครียดเรื่องเงิน
จากกรณีที่ เมื่อวานนี้ (15 กรกฎาคม 2557) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระยอง รับแจ้งว่า นายสุทธิ อัชฌาศัย อดีตแกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก วัย 49 ปี ซึ่งเคยออกมาต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยิงขมับตัวเองด้วยอาวุธปืน .38 จำนวน 1 นัด ภายในรถที่จอดในบ้านของมารดา ที่ ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง ก่อนบุตรชายมาเห็น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล เบื้องต้นอาการสาหัส
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (16 กรกฎาคม) เจ้าหน้าที่แจ้งว่า นายสุทธิ เสียชีวิตแล้ว โดยทางนายมณฑล อัชฌาศัย พี่ชายของนายสุทธิ เผยว่า นายสุทธิเคยบ่นให้ฟังว่าเครียดเรื่องเงิน หมุนเงินไม่ทัน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นายสุทธิคิดสั้นก็เป็นได้
สำหรับ นายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นเจ้าหน้าที่เอ็นจีโอและเคยเป็นประธานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แกนนำคนดังของจังหวัดระยอง นักต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อม และต่อต้านมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด อีกทั้งยังเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ระยอง นอกจากนี้ ยังทำร้านอาหาร แต่ไม่ประสบผลสำเร็จและปิดตัวลงไปปีกว่าแล้ว

งดเลือกตั้ง ใช้แต่งตั้ง......


งดเลือกตั้ง ใช้แต่งตั้ง......
คสช.คุมกำเนิด นักการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ฐานเสียงนักการเมือง งดเลือกตั้ง ใช้แต่งตั้ง แทน
ประกาศ ตสช.ฉบับที่ 85 เมื่อคืน 15 กค. เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว
เนื่องจากในปัจจุบันมีสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นหลายแห่งที่ได้ครบวาระหรือว่างลงหรือมีกรณีสิ้นสุดสมาชิกภาพ ซึ่งมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่บริหารงานและดูแลจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แต่โดยที่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่อาจจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้โดยเรียบร้อย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดำรงตำแหน่งครบวาระหรือพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ ให้งดการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นไปก่อนจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงโดยในระหว่างนี้ให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้
สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดที่มีสมาชิกสภาเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาที่เหลืออยู่นั้นเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่วันที่จำนวนสมาชิกสภาเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
ข้อ 2 เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นในระหว่างที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นตามข้อ 1 ให้ใช้วิธีคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และความสามารถด้านการบริหารงานท้องถิ่น การคลังท้องถิ่น การศึกษาท้องถิ่น การอนามัยและสาธารณสุข กฎหมาย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น โยธาธิการ ผังเมือง หรือโครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านอื่นตามที่คณะกรรมการสรรหาเห็นสมควร โดยอย่างน้อยสองในสามของจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งหมดต้องเป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 หรือเทียบเท่าขึ้นไป ทั้งนี้ให้คำนึงถึงพฤติกรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ ของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกด้วย
ข้อ 3 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทประกอบด้วยจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่น ดังต่อไปนี้
(1) องค์การบริหารส่วนตำบลมีสมาชิกสภาจำนวนสิบคน
(2) เทศบาลทุกประเภทมีสมาชิกสภาจำนวนสิบสองคน
(3) องค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละแห่งมีจำนวนสมาชิกสภากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งหมดที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ
ข้อ 4 สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์นับถึงวันประกาศแต่งตั้ง
(3) จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(4) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้ มิให้นำมาตรา 45 (12 ) (13) และ ( 14) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ และ
(5) รับราชการในเขตจังหวัดในระดับตำแหน่งตั้งแต่ระดับชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 หรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือ
(6) เคยรับราชการในเขตจังหวัดในระดับตำแหน่งตั้งแต่ระดับชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 หรือเทียบเท่าขึ้นไป และต้องพ้นหรือออกจากราชการแล้ว หรือ
(7) เป็นบุคคลในเขตจังหวัดนั้นและดำรงตำแหน่งประธานหรือหัวหน้าองค์กรภาคเอกชนหรือภาคประชาชนที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีการจดทะเบียนไว้กับส่วนราชการหรือมีหนังสือรับรองจากส่วนราชการ
ข้อ 5 เมื่อมีกรณีต้องเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่งทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลตามข้อ 2 ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ อัยการจังหวัดคนหนึ่งซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร) และประธานสภาหอการค้าจังหวัดหรือประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดหรือประธานสภาทนายความประจำจังหวัดซึ่งคัดเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคนเป็นกรรมการ
ให้ท้องถิ่นจังหวัดเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการสรรหาโดยอนุโลม
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาในตำแหน่งใด ให้กรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่
ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุให้มีการเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น ในการนี้ คณะกรรมการสรรหาจะเสนอชื่อตนเองเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นมิได้
ข้อ 6 เมื่อได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นแล้ว ให้ประธานคณะกรรมการสรรหาประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นภายในสามวัน และให้ถือว่าผู้ที่ได้รับการประกาศแล้วนั้นเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นนับแต่วันประกาศแต่งตั้ง
ข้อ 7 ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้การมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นตามประกาศนี้เป็นเหตุให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องเสียสิทธิหรือเป็นข้อห้ามหรือเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติหรือเป็นลักษณะต้องห้าม มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นตามประกาศนี้
เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานและดูแลจัดทำบริการสาธารณะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มิให้ถือว่าการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นของข้าราชการหรือผู้เคยเป็นข้าราชการเป็นการดำเนินกิจการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมหรือเป็นการกระทำอันอาจถูกกล่าวหาได้ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ข้อ 8 ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศนี้ดำรงตำแหน่งว่าจนกว่าจะมีการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ในระหว่างนี้มิให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับ
ข้อ 9 สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะกระทำ
ข้อ 10 ภายใต้บังคับข้อ 1 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศนี้ว่างลง ให้สภาท้องถิ่นประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่โดยไม่ต้องดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง
ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับว่างลง ให้สภาท้องถิ่นประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่โดยไม่ต้องดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง
ข้อ 11 ในกรณีผู้บริหารท้องถิ่นครบวาระหรือว่างลง ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การบริหารงานบุคคลเรื่องใดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่น ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำหน้าที่ตามวรรคหนึ่งได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการพนักงานเทศบาลหรือคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล แล้วแต่กรณีก่อน
ข้อ 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามประกาศนี้ และให้มีอำนาจออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับเพื่อปฏิบัติตามประกาศนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

เปิดชื่อ 6 อรหันต์สอบปมบิ๊กสื่อรับเงินซีพีเอฟ "กล้านรงค์-สัก-สิทธิโชค"มาครบ

เปิดชื่อ 6 อรหันต์สอบปมบิ๊กสื่อรับเงินซีพีเอฟ "กล้านรงค์-สัก-สิทธิโชค"มาครบ

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม 2557 เวลา 15:31 น.
เขียนโดย
isranews
2 สภาวิชาชีพสื่อ ลงนามในคำสั่งแต่งคณะกรรมการอิสระ สอบปม "ซีพีเอฟ" จ่ายเงินบิ๊กสื่อ 19 ราย เป็นทางการแล้ว  "กล้านรงค์" นั่งปธ. ดึง "สัก-สิทธิโชค-ดรุณี-เจษฎ์-เจษฎา" เข้าร่วม 
odsodsdddssddsdsdsds
จากกรณี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ในการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยมีนายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อกล่าวหาสื่อมวลชนรับเงินบริษัทเอกชนเพื่อปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพ ภายหลังจากที่ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนสิทธิพลเมือง (TCIJ) เผยแพร่เอกสารลับของฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจด้าน ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับรายงานการทำงานในหน้าที่ การแก้ข่าว การติดตามลบกระทู้เชิงลบในเว็บไซต์ และมีรายชื่อนักข่าวและตัวเลขการจ่ายเงินสื่อมวลชน 19 ราย ตลอดจนความเห็นต่อตัวนักข่าวและพูดถึงกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิด นักข่าว 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ก.ค.57 ที่ผ่านมา นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.orgว่า ได้ลงนามรับรองคำสั่งแต่งตั้งกรรมการอิสระคนอื่นๆ ในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว
โดยรายชื่อคณะกรรมการชุดนี้ มีจำนวน 6 ราย ประกอบไปด้วย
1.นายกล้านรงค์ จันทิก ประธานคณะกรรมการ 
2.นายสัก กอแสงเรือง กรรมการฯ
3.ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการ  
4.รศ.ดร. ดรุณี หิรัญรักษ์ กรรมการ
5.รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการ
6. นายเจษฎา อนุจารี กรรมการ
นายจักร์กฤษ กล่าวยืนยันว่า บุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดนี้ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นหลักประกันเรื่องความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง
"คณะกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่อย่างอิสระ ไม่มีการกำหนดเกฏเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น ไม่มีการเร่งรัดอะไร แต่เนื่องจาก เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจและต้องการทราบข้อเท็จจริง จึงให้กรอบกว้างๆ กับกรรมการว่าแม้เรื่องนี้กระทบกับหลายฝ่ายและอาจใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่โดยรวมแล้ว ขอให้ทำให้เร็วที่สุดจะดี เพราะสังคมรอคำตอบอยู่"
เมื่อถามว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จเมื่อใด นายจักร์กฤษ ตอบว่า "เราไปขีดเส้นไม่ได้หรอกว่าต้องเสร็จ ภายในเดือนหรือสองเดือน แต่ตามหลักการแล้ว ก็ควรต้องทำให้เร็วที่สุด”  
ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศราว่า ได้รับแจ้งจากนายจักร์กฤษแล้วว่าขอให้เป็นประธานกรรมการสอบเรื่องดังกล่าว 
(ดูคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระฉบับเต็ม)
dsdsdsdssddswewew

คำต่อคำ:ผอ.เว็บไซต์ TCIJ ตอบสื่อปม ‘บ.ธุรกิจยักษ์ใหญ่’ จ่ายเงินนักข่าว

คำต่อคำ:ผอ.เว็บไซต์ TCIJ ตอบสื่อปม ‘บ.ธุรกิจยักษ์ใหญ่’ จ่ายเงินนักข่าว

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม 2557 เวลา 20:25 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
‘สุชาดา จักรพิสุทธิ์’ บิ๊กบอสเว็บไซต์ TCIJ ตอบคำถามสื่อปมเผยแพร่รายงานบริษัทยักษ์ใหญ่จ่ายเงินสื่ออาวุโส ยินดีร่วมมือ ‘กล้านรงค์’ สืบสวนข้อเท็จจริง แต่จะไม่ยอมเปิดรายชื่อนักข่าว-ต้นสังกัด ระบุรับได้หากเกิดการฟ้องร้องเอาผิด 
1510757
จากกรณี ‘สุชาดา จักรพิสุทธิ์’ ผอ.ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนสิทธิพลเมือง (TCIJ) เผยแพร่เอกสารการลงทุนด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร โดยมีการจ่ายเงินรายเดือนแก่สื่อมวลชนอาวุโส การฝากข่าว แก้ไขข่าว หรือการอ้างชื่อนักวิชาการเพื่อความน่าเชื่อถือนั้น
สุชาดา เปิดเผยในเวทีเสวนา ‘อำนาจเหนือเกษตรกร-อำนาจเหนือสื่อ’ ซึ่งจัดขึ้นโดยเว็บไซต์ TCIJ ร่วมมือกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมถึงจุดประสงค์การเผยแพร่รายงานดังกล่าวว่า TCIJ เป็นสื่อกลางในการนำเสนอเรื่องราวที่มีผลกระทบต่อสาธารณะและชี้ให้เห็นคุณกับโทษ เพื่ออย่างน้อยคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นเตือนความจริงได้
“ดิฉันไม่อยากให้ใครบอยคอตสินค้าของบริษัทนี้ และไม่ต้องการให้เกลียดชังนักข่าว แต่ทั้งหมดมีจุดประสงค์เพียงการทำหน้าที่ในฐานะสื่อเท่านั้น ซึ่งดิฉันไม่สามารถจะนั่งดูข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้เฉย ๆ ได้ และเชื่อว่านักข่าวทุกคนก็เป็นเหมือนกัน พร้อมยืนยันได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งในเชิงเทคนิคและปรึกษาหารือกับผู้รู้แล้ว จนแน่ใจว่าเอกสารชุดดังกล่าวเป็นข้อมูลจริง”
ผอ.เว็บไซต์ TCIJ กล่าวถึงความคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน คือ 1.ทุน หากผู้บริโภคอ่านรายงานที่นำเสนอทุกบรรทัด จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นผลจากการเน้นลงทุนด้านภาพลักษณ์เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีความเข้าใจว่าการลงทุนนี้จะนำมาซึ่งผลกำไรและความนิยมในองค์กร
ยกตัวอย่างกรณีมีการนำเสนอข่าวคนกระโดดบ่อจระเข้ฆ่าตัวตาย ถามว่าเสียภาพลักษณ์ถึงขนาดต้องจ่ายเงินปิดข่าวหรือ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังสนับสนุนหรือปูทางให้เกิดการคอร์รัปชั่น เพราะคำว่า ‘คอร์รัปชั่น’ คือ ผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือศีลธรรม
“คอร์รัปชั่นลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคยเท่ากรณีนักการเมืองจ่ายใต้โต๊ะหรือนักธุรกิจกินหัวคิว” สุชาดา อธิบาย และว่าดิฉันต้องการให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันว่าการลงทุนเรื่องภาพลักษณ์เป็นหลักคือการคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง
2.ความสัมพันธ์ไม่ปกติกับนักข่าว ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรับรู้ดีเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อหวังนำไปสู่ความเกรงใจ ซึ่งดิฉันเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ โดยเปรียบเทียบเป็น ‘การเซ็นเซอร์เชิงวัฒนธรรม’ โดยไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวม ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติอาจมีมายาวนานแล้ว และเชื่อว่าสื่อรู้เท่าทันกลเม็ดเด็ดพรายของนักประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจ
ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่สื่อมวลชนไทยทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่ามาจากพรรคการเมืองใด แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบกลุ่มทุน
3.ผู้บริโภคข่าวจะต้องรู้เท่าทันสื่อและธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะที่ผ่านมามักคิดว่าสิ่งที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักคือความจริง แต่บางครั้งอาจไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้นผู้บริโภคข่าวจะต้องคิดใหม่
“การนำเสนอข่าวชิ้นนี้เพียงเพื่อต้องการชี้ให้เห็นประเด็นปัญหา มิได้ต้องการพูดถึงนักข่าวหรือหนังสือพิมพ์ฉบับใด ไม่เจาะจงธุรกิจใด” ผอ.เว็บไซต์ TCIJ กล่าว และว่าหากถอดบทเรียนแล้วจะเห็นปัญหาเชิงระบบที่ต่างคนต่างไม่รู้เท่าทันซึ่งกันและกัน หรือรู้ก็หลับตาด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและอำนาจแทรกแซง
สุชาดา ยังกล่าวถึงการใช้ทฤษฎี ‘ขุดหลุมดักควาย’ ภายหลังมีการเผยแพร่รายงานไปไม่ถึง 48 ชั่วโมง ด้วยการโทรศัพท์หรือส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊ค เพื่อสอบถามถึงเอกสารฉบับเต็ม โน้มน้าวให้เปิดเผยให้หมด หรือสอบถามถึงผู้เขียน การได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของรายงานที่นำเสนอได้บ่งชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบของ 2 สถาบัน คือ สื่อและบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งความสำคัญเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้ในห้วงเวลาปัดกวาดประเทศชาติ อีกด้านหนึ่งกลุ่มธุรกิจและสื่อก็ควรคิดใหม่เช่นกัน
“มีโทรศัพท์ถามเข้ามาเยอะมากว่า มีฉันหรือไม่ และคาดคั้นจะเอาให้ได้ ซึ่งต้องยืนยันกับทุกคนว่าแม้จะสนิทสนมส่วนตัวอย่างไรก็บอกไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้คือจรรยาบรรณของสื่อ” ผอ.เว็บไซต์ TCIJ ระบุ
สุชาดา จึงตั้งคำถามว่าคุณต้องการเพียงอยากรู้ว่ามีคุณหรือไม่ เพื่อความสบายใจแล้วกลับไปนั่งที่เก่าเท่านั้นหรือ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเก่า ดังนั้นโอกาสนี้จึงคาดหวังองค์กรสื่อกลับไปดูแลนักข่าวให้กินดีอยู่ดี เพื่อไม่ต้องสนใจกลเม็ดเด็ดพรายจากกลุ่มธุรกิจ ซึ่งมีวิธีการมากมายที่จะแก้ไขปัญหาในองค์กร มิใช่เพื่อความสบายใจอย่างเดียว
ส่วนที่ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อสื่ออาวุโสนั้น ผอ.เว็บไซต์ TCIJ บอกว่า ได้ทำหน้าที่ปกป้องสื่อด้วยกัน เพียงแต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสื่อที่มีตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป เพราะบางครั้งนักข่าวอาจไม่ได้รับเงินจริง ๆ ก็ได้ หรือบางทีอาจมีการยอกย้อนซ่อนเงื่อนในข้อมูลเหล่านี้
สำหรับรายชื่อที่เปิดเผยนั้น ตัวเองได้ยึดถือหลักการ “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น” ฉะนั้นรายชื่อที่ถูกยกเว้นจึงไม่ใช่ผู้เสียหายและเป็นคนที่น่านับถือด้วยซ้ำ เพราะยืนยันจะแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีบนพื้นฐานวิชาการ
เมื่อถามว่าข้อมูลที่เผยแพร่มีการสอบถามไปยังบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟหรือไม่ สุชาดา ตอบว่า เรื่องเอกสารนั้นไม่ได้เอ่ยชื่อใคร และไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนหรือนักข่าว เพียงแต่เป็นการชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบที่มีมายาวนาน ซึ่งเพิ่งจะมีหลักฐานและจังหวะในการนำเสนอ ฉะนั้นเมื่อไม่ได้ตั้งใจจะเล่นงานใคร จึงไม่จำเป็นต้อง ‘จับให้มั่น คั้นให้ตาย’ นอกจากการทำหน้าที่สื่อกลางให้ความจริงทำงานของตัวเองภายใต้สิทธิการรับรู้
“ดิฉันมีความสง่างามพอที่จะรับผลจากการกระทำของตัวเอง และหากบริษัทคิดว่าได้รับความเสียหายจากการนำเสนอรายงานหรือการเสวนาครั้งนี้ จนนำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อเป็นตัวอย่างแก่สื่ออื่น ๆ นั้นก็พร้อมยอมรับ เพราะได้คิดมาดีแล้ว”
เมื่อถามต่อว่าบริษัทธุรกิจได้ติดต่อขอชี้แจงกับเว็บไซต์ TCIJ หรือไม่ สุชาดา อธิบายว่า ทันทีที่รายงานถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เมื่อวันอาทิตย์ ประมาณ 21.00 น. หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง มีสายโทรศัพท์เข้าขอร้องให้หยุดการเผยแพร่ทันที หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย แต่บอกไม่ได้ว่าผู้นั้นคือใคร และเป็นตัวแทนบริษัทหรือบุคคลก็ไม่แน่ใจ เพราะแทนชื่อตัวเองในการสนทนา ทั้งนี้ ยืนยันไม่ใช่อดีตพนักงานบริษัทธุรกิจที่ถูกพาดพิง แต่เป็นพนักงานปัจจุบันหรือไม่ ตัวเองไม่ทราบ .
เมื่อถามอีกว่าจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายกล้านรงค์ จักทิก เป็นประธานหรือไม่ ผอ.เว็บไซต์ TCIJ ระบุว่ายินดีให้ความร่วมมือเท่าที่ทำได้ แต่จะไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อทั้งหมดเพื่อปกปิดแหล่งข่าว ทั้งนี้ จะไว้วางใจได้อย่างไรว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่ ‘การขุดหลุมดักควาย’ เพราะปัจจุบันนี้องค์กรวิชาชีพสื่อยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นที่พึ่งของคนในวิชาชีพได้แท้จริงด้วยกฎกติกามาตรฐานและเป็นธรรม
สุชาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความจริงแล้วตัวเองยังมีข้อมูลประเด็นอื่นอีกเยอะ โดยเฉพาะกรณีนักวิชาการ แต่คิดว่าคงไม่ทำแล้ว ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้บริษัทเกิดความคิดเรื่องการจัดการภาพลักษณ์และกิจกรรมเพื่อสังคมจริง ๆ ได้ ฉะนั้นต่อให้นำเสนออีกคงไม่เป็นผล
"สิ่งที่คาดหวังมากกว่านี้อยากให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารของราชการ ให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจเอกชน และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบองค์กรสื่อมวลชนด้วย" ผอ.เว็บไซต์ TCIJ ทิ้งท้าย .

อ้างเป็นทหารยัน"ตั้ง อาชีวะ"โดนเก็บโดยทหารไทยที่ไปไล่ล่าในเขมรแล้ว

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557, 11.01 น.
16 ก.ค.57 ผู้ที่ใช้ชื่อว่า ชายชัย ชีพยงค์ โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัว ยืนยันว่า นายเอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ ผู้ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง ได้เสียชีวิตแล้วที่ประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ ชายชัย ชีพยงค์ ระบุว่า ตนเองเป็นข้าราชการทหาร พร้อมยืนยันว่า กองทัพ มีภาพหลักฐานการเสียชีวิตของ ตั้ง อาชีวะ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่ยืนยันได้ว่า ตั้ง อาชีวะ ถูกยิงที่ศีรษะ และเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ชายชัย ยังอ้างว่า ชาวกัมพูชาที่ชื่อ Ko Hong มีอาชีพเปิดเช่าเรือมันอยู่สีหนุวิลล์ เป็นคนพา ตั้ง อาชีวะ หลบหนี ได้เสียงคลิปเสียงปฎิเสธไม่รู้จัก ตั้งอาชีวะ และไม่ได้ให้ความชื่อเหลือใดๆ แม้แต่น้อย แต่ ชายชัย ได้โพสต์ภาพถ่ายนายตั้ง อาชีวะ และ Ko Hong ขณะนั่งเรือโดยสารด้วยกัน
โดย ชายชัย ชีพยงค์ โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว กรณีของนายตั้ง อาชีวะ ไว้เป็นระยะๆ ดังนี้
-ลือลั่น สนั่น! กองทัพ สายในรายงานมาว่า ตั้ง อาชีวะ หรือ นายเอกภพ เหลือรา หนุ่มนักโทษคดีหมิ่นเบื้องสูง ถูกเก็บแล้ว จริงไม่จริงอย่างไร แชร์กันให้กระหน่ำไปเลยครับ ดูปฏิกิริยาของมัน ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้ามันไม่ออกคลิปหรือเคลื่อนไหวอะไร ขอฟันธงว่าโดนเก็บสมองไหลไปแล้วแน่นอน ถึงว่าผมถึงไม่ค่อยได้ข่าวคราวของมันเลย สะใจมากคนที่เก็บมัน สมควรตายแล้วครับ สะใจ!!!!
-ในที่สุดก็ สิ้น ตั้ง อาชีวะ อย่างถาวร
เรารู้จักกันดีในนาม ตั้ง อาชีวะ หรือนายเอกภพ เหลือรา เป็นเด็กหนุ่มที่โด่งดังในหมู่ของคนเสื้อแดง ดังจนหนีแทบเป็นแทบตาย เพราะไปพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง จนถูกออกหมายจับในวันที่13ธันวาคมปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น ตำรวจในรัฐบาลของ นส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่สามารถจับตัวได้ เกือบห้าเดือน จนถึงในช่วงที่คณ คสช.เข้ามายึดอำนาจ จนตามเบาะแสและสามารถรู้แหล่งกบดานและสามารถอวสานตั้งอาชีวะได้ หลังจากนั้น ทางวงในก็รายงานการครอบครองทรัพย์สินอีกหลายรายการ เช่น รถบิ๊กไบท์ยี่ห้อKawasaki 650 หนึ่งคัน Honda sport bike หนึ่งคัน รถเก๋งยี่ห้อดังนำเข้าจากต่างประเทศ อีกหนึ่งคัน
และข้อมูลการบินภายในประเทศ 18 ครั้ง ต่างประเทศ 9 ครั้ง และเคยเป็นอดีตพนักงานในบริษัทยานยนต์ระดับโลกชื่อดังในตำแหน่งวิศวกรรมซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่ก็ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนที่จะมาขึ้นเวทีเสื้อแดง บัญชีธนาคารอีกสี่ธนาคาร ของภรรยาอีกสอง แต่ทุกบัญชี ถูกถอนเงินออกจนหมดทุกบัญชีในวันที่ 4 ธันวาคม มีประวัติการทำพาสปอต และประวัติการขอวีซ่าไปประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ไม่แปลกเลยที่เด็กหนุ่มคนนี้จะพริ้วไหวและระวังตัวตลอดในการหนีการจักุม เพราะหนุ่มคนนี้ ได้รับการฝึกหน่วยรบพิเศษมาในการดูลาดราวตรวจตราข้าศึก เพราะเข้าร่วมการฝึกในช่วงศึกษาวิชาทหารของกองทัพอากาศ(ผมไม่แน่ใจว่าไอตั้งอาชีวะมันมียศว่าที่เรืออากาศตรีหรือไม่) สุดท้าย เด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่รอดจากการตามล่าตัวเพื่อมาดำเนินคดีเพราะทางการได้สืบและเฝ้าติดตามจนสามารถรู้แน่ชัดว่ากบดานอยู่ที่นี่กับสาวไม่ซ้ำหน้า ล่าสุดเจ้าตัวปล่อยคลิปออกว่าอ้างว่าอยู่น้ำตกระดับโลก
แต่หลังจากปล่อยคลิปเจ้าตัวก็เงียบหายไปเกือบสองเดือน จนได้ทราบบทสรุปที่แท้จริงแล้วว่าที่มันเงียบไปเพราะมันเจอของจริงเข้าแล้ว สุดท้ายก็อวสานตั้งอาชีวะอย่างเป็นทางการด้วยวัยเพียง 23 ปี
-ไอคนนี้ เป็นชาวกัมพูชา มันเป็นคนพาไอตั้งหลบหนี มีอาชีพเปิดเช่าเรือมันอยู่สีหนุวิลล์ประเทศเขมร จำได้ไหมตอนที่ไอตั้งมันโดนถ่ายรูปที่เขมร นั่นแหละบ้านของไอคนนี้ และคอยส่งข่าวให้ไอตั้ง มันชื่อว่า Ko Hong มันเป็นคนที่เข้ามาในประเทศไทยบ่อยมาก ต่อไปนี้มึงอย่ามาเหยียบบนแผ่นดินพ่อกูอีก ไม่งั้นตาย เฟสบุ๊ค มันชื่อ Ko Hong มันพูดไทยได้ อ่านภาษาไทยได้
-เรื่องตั้ง อาชีวะ ตัดไปได้เลย เพราะมันตายไปแล้วเรียบร้อย และนี่เป็นคลิปเสียงที่คนเขมรที่ชื่อ Ko Hong มันส่งมาหลังข้อความผมเรื่องตอนที่พวกผมจะไปล็อกตัวไอตั้ง มันฝากบอกว่ามันไม่รู้เรื่องไอตั้ง แต่ด่าพวกผมว่าไม่มีปัญญาไปจับมัน เอ๊ะไอเขมรนี่ยังไง นี่แหละคือเหตุผลที่เป็นเหตุให้ไอตั้งต้องโดนยิงกะบาล ลองฟังดูครับ
-ชาวเขมร ที่ชื่อ Ko Hong มันมาอ้างและบอกว่า ไม่รู้จักตั้ง อาชีวะ มันไม่รู้เรื่อง มันไม่เกี่ยว แต่รูปนี้ มันคืออะไร ที่ สีหนุวิลล์เสื้อน่าจะตัวเดียวกับที่โดนแอบถ่ายได้ และโดนเป่ากะบาลในเวลาไม่กี่วัน

-มันด่าประเทศของพ่อเรา มันดูถูกเรา ไอคนที่ชื่อ Ko Hong ชาวเขมรมันบอกว่ามันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักตั้ง อาชีวะ แต่มันบอกว่าจะเอาตัวไหม จะส่งตัวไปให้ เอ๊ะ ยังไง บอกให้ไปถึงสุไหโกลก บอกให้ไปถึงเชียงราย ตะโกนให้ถึงหนองคาย ว่าไอเขมรคนนี้ ไม่มีสิทธิ์ มาเหยียบ แผ่นดินของพ่อหลวงอีกต่อไป มึงมาเมื่อไหร่มึงตาย (คลิปพวกนี้เป็นหลักฐานเก่าแล้วน่ะครับ แต่เพิ่งจะได้เปิดเผยหละงจาก นายเอกภพ เหลือรา เสียชีวิตแล้ว เพราะได้รับอนุญาตจากทางการแล้วครับ)
-ผมต้องขอชี้แจงก่อนน่ะครับ ไอตั้ง อาชีวะมันตายจริงๆน่ะครับ แต่คำสั่งก็คือคำสั่ง ผมมีภาพสภาพศพทุกอย่าง แต่จะไม่เปิดเผยภาพใดๆจนกว่านายท่านจะสั่งลงมา และ ที่นายท่านไม่ออกสื่อกรณีของตั้งอาชีวะ เพราะมันจะคุมสื่อไม่ได้ ถ้ามันรู้ถึงหูครอบครัวเขาเขาก็ต้องเศร้าที่คนในครอบครัวเขาตาย ถึงไอตั้งมันจะเป็นคนเลวก็เหอะ แต่ญาติเขาก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดาเหมือนที่เราๆสูญเสียญาติ ผมสามารถนำข้อมูลมาชี้แจงให้หลายๆท่านได้เพียงเท่านี้ เพราะนายสั่งไว้ มีคนส่งข้อความมาหาผมว่า โกหก ผมบอกเลยว่าคุณจะคิดยังไงผมไม่สน เพราะผมคือทหาร คำสั่งคือคำสั่ง นอกคำสั่งก็ทรยศนาย หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจน่ะครับ หน้าที่ของข้าราชการทหารคือ พิทักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอขอบคุณทุกๆท่าน ใครไม่เข้าใจโดนซ่อม100ยกน่ะครับ
-ไอเขมรที่มันพาไอตั้งหนีและที่ทีมงานไปขอเจรจากับมันจนทะเลาะกันในคลิปเสียงที่มันส่งมาหาผม มันเล่นผมไปแล้วครับ ไอเขมรคนนี้มันพูดไทยได้ มันเขียนและอ่านภาษาไทยได้ ลองไปดูในเฟสมันสิ แต่นับจากนี้ไป มันมาเหยียบแผ่นดินไทยเมื่อไหร ด่าน ตม. ทุกด่านทั่วประเทศไทย จะมีปฏิกิริยากับมันทันที
อย่างไรก็ดี ทางทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ กำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และจะรายงานความคืบหน้าต่อไป