PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหาร19ก.ย49

ลำดับเหตุการณ์ การเมืองไทย ประจำปี 2549

13 มกราคม 2549
เกิดเหตุกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ปะทะกับกลุ่มผู้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี มีการเปิดตัว นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รวมไปถึงสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน และต่อมา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ได้นำประชาชนที่มาร่วมฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี กว่า 3,000 คน เดินเท้ามายังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่ง อีกทั้งมีบางส่วนที่บุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย และเนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นวันเด็กแห่งชาติ จะมีเด็กและเยาวชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงมีการสลายการชุมนุมในคืนวันนั้น

20 มกราคม 2549
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศชุมนุมใหญ่ครั้งแรก ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งขณะจัดรายการได้มีผู้ไม่ประสงค์ดีจุดประทัดยักษ์ขึ้น 3 ลูก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

23 มกราคม 2549
ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ตระกูลชินวัตร และ ดามาพงศ์ ได้ขายหุ้นที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด ในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จำกัด (พีทีอี) ซึ่งเป็น กองทุนเพื่อการลงทุน ของ รัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487,740,000 หุ้น (หนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบเจ็ดล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นหุ้น) (คิดเป็น 49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท (เจ็ดหมื่นสามพันสองร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านสองแสนเก้าร้อยสิบบาทถ้วน) ซึ่งถือเป็นการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยที่ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายหุ้นเพียงไม่กี่วัน ก่อนหน้า และการที่ไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากผลกำไรในการขายหุ้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย แต่ทั้งที่ก่อน หน้านี้ ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี ได้ขายหุ้นบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ให้แก่กลุ่มเทเลนอร์ ของประเทศนอร์เวย์ โดยไม่เสียภาษี ซึ่งเป็นต้นแบบในการขายหุ้นชินครั้งนี้

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินการตรวจสอบการซื้อขายดังกล่าว โดยได้ผลสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และบุตรี พินทองทา ชินวัตร ปราศจากความผิด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการได้พบว่าบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ พานทองแท้ ชินวัตร ละเมิดกฎว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลและข้อเสนอการประมูลสาธารณะในการซื้อขาย ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2545 นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบการโอนภายในโดยผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป แต่ก็ไม่พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย

4 กุมภาพันธ์ 2549
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ยืนยันอีกครั้งว่าการขายหุ้นและโอนหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและถูกต้องตามกติกา
ทุกอย่าง ขณะเดียวกันเขายืนยันว่า "คนที่ให้ผมออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ มีอยู่คนเดียวเลยครับ ไม่ต้องหลายคน นั่นคือพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบรับสั่งคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่ครับ"

ในวันนี้ ม็อบพันธมิตรฯ นัดชุมนุมที่สนามหลวง แต่สนามหลวงถูกจองใช้ จึงย้ายมาจัดที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก จากด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมถึงสี่แยกสวนมิสกวัน การชุมนุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมยืดเยื้อข้ามคืน มีการถวายฎีกาแด่องค์พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ผ่านทางพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และสำนักราชเลขาธิการ โดยมี พล.ร.ท. พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นตัวแทนรับ และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารแสดงจุดยืนต่อ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทองทัพบก ในครั้งนี้มีการเปิดตัวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นแกนนำในการชุมนุมครั้งต่อ ๆ ไป นอกจากนี้การชุมนุมครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อว่า "การชุมนุมกู้ชาติ" การชุมนุมครั้งนี้มีผู้มาชุมนุมมากกว่าทุกครั้งเนื่องจากความไม่พอใจในข่าวการขายหุ้นทั้งหมดในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของครอบครัวนายกรัฐมนตรีให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์โดยไม่ต้องเสียภาษีโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย

9 กุมภาพันธ์ 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว กรุงเทพฯ โดยมีกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่มแรก ผู้ทรงคุณวุฒิทางสังคม มีนายสุเทพ อัตถากร เป็นแกนนำ
กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มวุฒิสภาเพื่อการปฏิรูปการเมืองขณะนี้ประกาศเข้าร่วม 9 คน มี น.พ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายการุณ ใสงาม และนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นอาทิ
กลุ่มที่ 3 คือเครือข่ายนักวิชาการเพื่อการปฏิรูปการเมือง นำโดย นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล และนายบรรเจิด สิงคะเนติ
กลุ่มที่ 4 เครือข่ายองค์กรชาวบ้านในต่างจังหวัดซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกในการประสานงาน
ทั้งนี้ นายระพี สาคริก นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ นายปราโมทย์ นาครทรรพ ได้รับเป็นที่ปรึกษาให้กับพันธมิตรประชาชนฯ ด้วย

11 กุมภาพันธ์ 2549
มีการชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกครั้งที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ใช้ชื่อว่า "ปิดบัญชีทักษิณ" มีผู้ร่วมชุมนุมหลากหลายขึ้น เนื่องจากเปลี่ยนผู้นำการชุมนุม พร้อมได้เปิดตัว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นครั้งแรก โดยมีแกนนำทั้งหมด 5 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ในครั้งนี้รัฐบาลได้พยายามขัดขวางเนื่องจากอ้างว่ามีความไม่เหมาะสมและไม่สมควร เพราะสถานที่ที่นี้เป็นเขตพระราชฐาน จึงมีการนัดชุมนุมใหญ่ครั้งต่อไป ที่สนามหลวงในวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 โดยจะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อไม่มีกำหนด จนกว่านายกรัฐมนตรีจะลาออกจากตำแหน่ง

24 กุมภาพันธ์ 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยุบสภา ตามที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำความกราบบังคมทูลฯ โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงเหตุผลในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 20.30 น. ว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย กดดันให้ตนลาออกจากตำแหน่ง

25 กุมภาพันธ์ 2549
พรรคประชาธิปัตย์ มีมติไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่า "เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 328 (2) อีกทั้งไม่มีกฎหมายฉบับใดระบุว่าการไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทำผิดกฎหมาย หรือล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วพรรคการเมืองที่ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งทุกพรรคต้องถือว่ากระทำผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน"

26 กุมภาพันธ์ 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุม ใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเป็นครั้งแรก เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

27 กุมภาพันธ์ 2549
3 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549 และรณรงค์ให้ผู้ไปใช้สิทธิ์กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพลล์ ระบุว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรกว่า 45.21% และเห็นด้วยเพียง 28.05%

3 มีนาคม 2549
พรรคไทยรักไทย จัดการปราศรัยใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ หัวหน้าพรรค ขึ้นปราศรัย ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ ในเวลา 20.00 น. มีผู้เดินทางมาฟังปราศรัย เป็นจำนวนหลายแสนคน จนเต็มท้องสนามหลวง และล้นออกไปถึงถนนราชดำเนินกลาง ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
4 มีนาคม 2549
คำเตือนครั้งสุดท้ายก่อนนองเลือดจากนักวิชาการ ราษฎรอาวุโส

สุรพล นิติไกรพจน์ ชี้ 5 ทางออกอันน้อยนิด เรียกร้อง "ทักษิณ" พึ่งบารมีในหลวงกราบทูลขอยุติการปฏิบัติหน้าที่นายก

ประเวศ วะสี ระบุว่า "การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง การชุมนุมประท้วง ก็ทำกันไป อย่าไปตกอกตกใจ เมื่อการเมืองภาคประชาชนดำเนินไปอย่างเข้มข้นและถูกต้อง ประเดี๋ยว "ธรรมะจัดสรร" เอง ให้มีทางออกอย่างมหัศจรรย์ โดยบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่าคืออย่างไร"

ปราโมทย์ นาครทรรพ กล่าว "การชุมนุมโดยสันติต่อต้านการใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม สามารถทำได้โดยชอบ และหากไม่ได้ผล พระมหากษัตริย์สามารถใช้พระราชอำนาจโดยจารีตประชาธิปไตยปลดนายกรัฐมนตรีได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ในอดีตมาใช้ว่าเคยเกิดขึ้นในกรณีการพระราชทานนายกฯ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ซึ่งสามารถใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 และสามารถยกเว้นรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นอุปสรรคได้"

โสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กทม. กล่าวว่า "หากจะพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เป็นทางออกวิกฤติการเมืองใช่หรือไม่ ต้องบอกว่าเป็นวิธีป้องกันไม่ใช่ทางออก เพราะทางออกมีทางเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณต้องลาอก แต่มาตรา 7 เป็นวิธีป้องกันไม่ให้กลับมาอีก หรือจะใช้มาตราไหนก็ได้ไม่ให้สิ่งเหล่านี้กลับมาแปดเปื้อนประเทศไทยอีก แต่มาตรา 7 เป็นมาตราที่คนไทยศรัทธาและทำให้เกิดความสามัคคีมากที่สุด"

นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี กล่าวว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ และระบอบทักษิณได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปแล้ว ดังนั้นอย่าไปพูดถึงเรื่องกฎหมาย เพราะถ้าพูดถึงเรื่องกฎหมายเราจะหลงกลทักษิณ ขณะนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เหนือกฎหมายนั่นคือธรรมะ ซึ่งคุณทักษิณขาดจริยธรรมในทางการเมือง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณพยายามใช้ความชอบธรรมโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์ เพื่อต่อย
อด สถาปนาอำนาจระบอบทักษิณให้เป็นนิรันดร์กาล"

พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ประธาน ชมรมแพทย์ชนบท ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีและประกาศเว้นวรรคทางการเมือง กล่าวว่า "การเสียสละเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของผู้นำประเทศ ชมรมแพทย์ชนบทขอเรียกร้องให้รักษาการนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ เสียสละเพื่อประเทศชาติ ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีและประกาศเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อให้
เกิดการปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง"

ในวันเดียวกันนี้ ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเปิดแถลงข่าวหัวข้อ "วิเคราะห์วิกฤติทักษิณ และข้อเสนอแนะต่อการเคลื่อนไหวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เวลา 10.00 น. ตึกโดม ม.ธรรมศาสตร์

5 มีนาคม 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยแกนนำทั้ง 5 ได้ นำประชาชนจำนวนหนึ่ง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กดดันทุกวิถีทาง เพื่อให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเว้นวรรคทางการเมือง อีกทั้งต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด แต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็ยืนยันว่า ตนจะลาออกจากตำแหน่งรักษาการไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 215 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ จึงไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งได้

14 มีนาคม 2549
7.00 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อน ย้ายที่ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี จากสนามหลวงไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก

21 มีนาคม 2549
นายธนกร ภักดีผล ผู้เคยมีประวัติอาการทางจิตและภาวะซึมเศร้า เข้าทำลายรูปปั้นท้าวมหาพรหมใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งในภายหลังได้ถูกชาวบ้านทุบตีจนเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกมากล่าวอ้างในการชุมนุมในวันรุ่งขึ้นว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้บงการให้เกิดการทำลายเทวรูปดังกล่าว และแทนที่เทวรูปพระพรหมด้วย "อำนาจมืด" ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเขา นายสนธิได้กล่าวอ้างว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ว่าจ้างนายธนกรให้กระทำการดังกล่าวผ่านทางชาแมนมนต์ดำเขมร เนื่องจาก "เป็นผู้หลงใหลอยู่ในความเชื่อที่ผิด" และ "เป็นการปัดเป่าลางร้าย"

บิดาของผู้เสียชีวิต นายสายันต์ ภักดีผล กล่าวว่า นายสนธิเป็น "คนโกหกคำโตที่สุดที่เคยเจอมา" ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ มองว่าการกล่าวอ้างของนายสนธิ "บ้า" และจนถึงปัจจุบัน นายสนธิก็ยังปฏิเสธจะให้ "ข้อมูลเชิงลึก" แก่สาธารณะชนในเรื่องดังกล่าว

24 มีนาคม 2549
พรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ชี้แจงถึงเหตุการคว่ำบาตรไม่ลงเลือกตั้ง
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอแนะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นำคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ และให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กราบบังคมทูลขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยความตามมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพื่อรักษาการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมือง สืบเนื่องจาก นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันลงนามทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยอ้างอิงความตามมาตรา 7 ซึ่งอภิสิทธิ์ไม่ใช่ผู้ร่วมลงนามในฎีกาดังกล่าวตามหลักฐานรายชื่อ ในฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ในภายหลังอภิสิทธิ์ถูกตั้งฉายาว่า "มาร์ค ม.7"
ซึ่งนอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแสดงความต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทรกแซงการเมือง โดยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อยุติความขัดแย้งแล้ว ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้คือ กลุ่มพันธมิตรฯ สภาทนายความ และสภาสื่อแห่งประเทศไทย 

25 มีนาคม 2549
พรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยใหญ่ที่สนามหลวง ท่ามกลางประชาชนประมาณ 30,000 คน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแจงถึงจะมี19 ล้านเสียง แต่ก็หลีกเลี่ยงการตรวจสอบไม่ได้ ระบุทางออก 3 แนวทางเรียกร้องคณะรัฐมนตรีออกยกชุด เปิดทางพระราชทานคณะรัฐมนตรี หลังปราศรัยจบ ประชาชนส่วนหนึ่งที่เดินทางมาฟังการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินขบวน ต้องไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อสมทบกับผู้ชุมนุมของเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
26 มีนาคม 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินขบวนเพื่อหาเสียงสนับสนุนจากประชาชนจากสนามกีฬาแห่งชาติไปยังสี่แยกราชดำริ และบางส่วนได้เดินเลยไปที่ห้างเอ็มโพเรี่ยมด้วย

29 มีนาคม 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ห้างสยามพารากอน

30 มีนาคม 2549
คาราวานคนจนทำการล้อมปิดอาคารเนชั่น ทาวเวอร์ที่ทำการ น.ส.พ.คมชัดลึก ตั้งแต่เช้าจนบ่าย ด้วยกล่าวว่า คมชัดลึก เสนอข่าวไม่เป็นกลางทางการเมือง
16.00 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ที่ทำการ กกต. เพื่อกดดัน กกต. ให้ลาออก

31 มีนาคม 2549
กลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้างและผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปที่อาคารบ้านพระอาทิตย์ ที่ทำการ น.ส.พ.ผู้จัดการ แต่ถูกพนักงานผู้จัดการและผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงขับไล่ออกไป

2 เมษายน 2549
ผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย เข้ามาเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนเสียง 16,246,368 นับเป็น 56% 
อ.ไชยันต์ ไชยพร ฉีกบัตรเลือกตั้งของตนเองที่หน่วยเลือกตั้งที่ 62 เขตสวนหลวง ตั้งอยู่ที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ให้เหตุผลว่า สิ่งที่เขากระทำลงไปนั้นก็เพื่อนำทางไปสู่การตั้งคำถามว่าประชาธิปไตยนำไปสู่สิ่งที่ดีงามหรือไม่ และการเป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กฎหมายเลือกตั้งนั้น เหตุใดจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับความเป็นคนดี และเหตุใดเราจึงต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ เขากล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์สอนด้านรัฐศาสตร์เขาก็ต้องเป็นตัวอย่างในการตั้งคำถามเหล่านี้ พร้อมระบุว่า เขาคิดว่าคดีที่เขาฉีกบัตรเลือกตั้งนี้ จะเป็นกรณีศึกษาของปรัชญาการเมือง

3 เมษายน 2549 
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการพบว่าพรรคไทยรักไทยได้รับที่นั่งในรัฐสภาถึง 460 ที่นั่ง ด้วยคะแนนเสียง 56% อย่างไรก็ตาม ผู้ลงสมัครพรรคไทยรักไทยใน 38 จังหวัดเลือกตั้ง โดยเฉพาะทางภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียงไม่ถึง 20% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชะลอผลของการเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ยื่นฎีกาต่อศาลปกครองกลางให้ยก เลิกการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการถ่วงเวลาการเปิดประชุมสภาและขัดขวางมิให้การจัด ตั้งรัฐบาลเสร็จทันกำหนดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เช่นเดียวกับ พธม. ที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศจะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้รับ "นายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง"

พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยอิสระเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง แต่พรรคประชาธิปัตย์และ พธม. ไม่เข้าร่วมกับคณะกรรมการดังกล่าว

4 เมษายน 2549
หลังจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า แม้พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้ง 2 เมษายน แต่ตนจะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์ และปรองดองในชาติ พร้อมขอโทษประชาชน 16 ล้านคนที่ลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทย โดยเหตุผลหลักคือเพื่อความสมานฉันท์ของชาติในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังจำเป็นจะต้องรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกว่าการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่จะแล้วเสร็จ
6 เมษายน 2549
เมื่อยังคงมีกระแสต่อต้านการที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้ลาราชการ และแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน
พรรคประชาธิปัตย์จัดงานครบรอบ 60 ปี ของพรรค และจัดงานเลี้ยงระดมทุนที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ บางนา

7 เมษายน 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเฉลิมฉลองกันที่ท้องสนามหลวง พร้อมกับประกาศว่า การกำจัดระบอบทักษิณเป็นเป้าหมายต่อไป

19 เมษายน 2549
มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2549

25 เมษายน 2549
17.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด มีพระราชดำรัสที่น่าสนใจดังนี้

"... ฉะนั้นขอฝาก ไม่อย่างนั้นยุ่ง เพราะถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีทางจะปกครองแบบประชาธิปไตย ของเรามีศาลหลายชนิดมากมาย แล้วมีสภาหลายแบบ และทุกแบบจะต้องเข้ากัน ปรองดองกันและคิดทางที่จะแก้ไขได้

ที่พูดอย่างนี้ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ขอร้องอย่างนี้ ก็เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้อง มาตรา 7 มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยันว่า มาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่

มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินได้ ทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งจริงๆ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ก็อ้างถึงก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่มีทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมีสภา มีประธานสภา รองประธานสภามีอยู่ ทำหน้าที่ แล้วมีนายกฯ ที่สนองพระบรมราชโองการได้ตามรัฐธรรมนูญ..."


"... ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ พระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองประชาธิปไตยกลับไปอ่าน มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด อ้างไม่ได้ มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้ นายกฯ พระราชทานเป็นต้น

จะขอนายกฯ พระราชทานไม่ใช่เรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ แบบมั่ว แบบไม่มีเหตุมีผล สำคัญอยู่ที่ท่านที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่แจ่มใส สามารถกลับไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ คือ ปกครองต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วนก็ว่าไม่ได้ แต่อาจจะต้องหาวิธีที่ตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน แบบตำนานได้ แต่ก็มั่ว ขอโทษอีกทีนะ ใช้คำมั่วไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว ปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดแบบว่าทำปัดๆ ไปให้เสร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็โยนให้พระมหากษัตริย์ทำ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอีก เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีหน้าที่ที่จะไป ก็เลยต้องมาขอร้องฝ่ายศาลให้คิดและช่วยกันคิด

เดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปหวังในศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ศาลอื่นๆ ก็ยังมองว่าศาลฎีกามีความซื่อสัตย์สุจริต มีเหตุมีผล มีความรู้ เพราะท่านได้เรียนรู้กฎหมายมา พิจารณาเรื่องกฎหมายที่จะต้องศึกษาดีๆ ประเทศจึงจะรอดพ้นได้ ถ้าไม่ทำตามหลักกฎหมาย หลักการปกครองที่ถูกต้อง ประเทศชาติไปไม่รอด อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่มีสมาชิกสภาถึง 500 คน ทำงานไม่ได้ก็ต้องพิจารณาดูว่าจะทำยังไงจะพลิกตำนานได้ จะมาขอให้พระมหากษัตริย์ตัดสิน เขาอาจจะว่ารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์เป็นคนพระปรมาภิไธยจริง ในหลวงลงพระปรมาภิไธย ก็เดือดร้อน

แต่ว่าในมาตรา 7 ไม่ได้บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่งได้ ไม่มี ลองไปดูมาตรา 7 เขาเขียนว่าถ้าไม่มีการบัญญัติแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ไม่ได้บอกว่ามีพระมหากษัตริย์สั่งการได้ แล้วก็ขอยืนยันว่าไม่เคยสั่งการอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติต่างๆ ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง อย่างที่เขาขอให้มีพระราชทาน นายกฯ พระราชทาน ไม่เคยมี มีนายกฯ แต่รับสนองพระบรมราชโองการอย่างถูกต้องทุกครั้ง มีคนที่เขาอาจจะมาบอกว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ทำตามใจชอบ ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบตั้งแต่เป็นมา รัฐธรรมนูญเป็นมาหลายฉบับหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ถ้าทำตามใจชอบ ก็เข้าใจว่าบ้านเมืองล่มจมมานานแล้ว..."

28 เมษายน 2549
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับการเลือกตั้งซ่อม ที่กำหนดให้มีใน 14 เขตเลือกตั้ง ของ 9 จังหวัดภาคใต้ ในวันเสาร์ ที่ 29 เมษายน ทั้งนี้ ถือเป็นการน้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติเพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมือง

6 พฤษภาคม 2549
ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นัด สุรยุทธ์ จุลานนท์, อักขราทร จุฬารัตน, ชาญชัย ลิขิตจิตถะ, จรัญ ภักดีธนากุล มาพูดคุยกันที่บ้านสุขุมวิท 103 ของนายปีย์ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีพัลลภ ปิ่นมณี และปราโมทย์ นาครทรรพ ตามมาสมทบด้วย จากการสัมภาษณ์ของมติชน (มีนาคม 2552) ปีย์ กล่าวขัดแย้งกับความเป็นจริง ว่า

"มติชนถาม : ทำไมเชิญ พล.อ.พัลลภและนายปราโมทย์เข้าร่วม และร่วมในฐานะอะไร
ปีย์ตอบ : มีความสนิทสนมกับคนทั้งสองมานานแล้ว และตอนนั้น พล.อ.พัลลภกำลังดังเรื่องคาร์บอมบ์ (คดีวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ) ส่วนคุณปราโมทย์นั้นเขียนหนังสือเกี่ยวกับปฏิญญาฟินแลนด์ และมีความรู้ทางด้านกฎหมายเลยเชิญมาร่วม"

8 พฤษภาคม 2549
นายอุระ หวังอ้อมกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าที่ประชุมลงมติให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 6 เสียง และควรให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 5 โดยให้เพิกถอนการเลือกตั้งและจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ซึ่งกำหนดไว้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนยังได้เรียกร้องให้สมาชิกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออกจากตำแหน่ง และเมื่อสมาชิกดังกล่าวปฏิเสธ ศาลอาญาจึงได้สั่งจำคุกและปลดคณะกรรมการการเลือกตั้งออกจากตำแหน่ง
17 พฤษภาคม 2549หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ผู้จัดการ ได้ตีพิมพ์บทความ “ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์: แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย?” โดยกล่าวหา ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีแผนสมคบคิดเพื่อโค่นล่มราชวงศ์จักรีและยึดอำนาจการปกครองประเทศ

พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ได้ฟ้องต่อนายสนธิ บรรณาธิการ คอลัมนิสต์ และฝ่ายบริหารอีกสองคนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งคดีนี้ ต่อมาศาลได้ตัดสิน ในวันที่ 25 มี.ค. 2552 ดังนี้ กรณี ‘สนธิ-เจิมศักดิ์-ชัยอนันต์-ปราโมทย์’ เสวนาปฏิญญาฟินแลนด์ แม้ใช้ถ้อยคำเกินเลยไปบ้าง แต่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ประชาชนจะแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีผลกระทบ ต่อประชาชนและประเทศได้ จึงยกฟ้อง อีกคดีตัดสิน ‘ปราโมทย์-บก.ผู้จัดการ’ คุก 1 ปีปรับ 1 แสน หลังแพร่บทความปฏิญญาฟินแลนด์ แต่จำเลยสร้างคุณงามความดีมาก่อน-กระทำผิดเพราะต้องการปกป้องสถาบันที่เคารพ ให้รอลงอาญา 2 ปี
18 พฤษภาคม 2549
ปราโมทย์ นาครทรรพ นำเสนอบทความ "ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์:แผนเปลี่ยนการปกครองไทย?" ปรากฏสู่สาธารณะเผยแพร่ในสื่อผู้จัดการ

20 พฤษภาคม 2549
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร จัดขึ้นอีกครั้งที่สวนลุมพินี ในชื่อ " รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง "

21 พฤษภาคม 2549
ประชาชนจำนวนมาก ร่วมสักการบูชาองค์ท้าวมหาพรหมองค์ใหม่ ณ ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ

23 พฤษภาคม 2549
มีฝนตกหนักในภาคเหนือตอนล่าง ทำให้น้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนเสียหายหนัก และมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน หมู่บ้านที่ถูกดินถล่มใน อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
9 มิถุนายน 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล และให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด

13 มิถุนายน 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่พระราชอาคันตุกะ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ในพระบรมมหาราชวัง

27 มิถุนายน 2549
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง มีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายุบพรรคการเมือง 5 พรรค คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย กรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ "แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549" เพื่อชี้แจงต่อกรณีที่ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ส่งคำร้องถึงอัยการสูงสุด กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่ากระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66(2) และ (3) ระบุว่า "เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือ
ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพรรคการเมืองใหญ่ว่าจ้างพรรคการเมืองเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ของสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีนายชัยเกษม นิติศิริ เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำร้อง"

14 กรกฎาคม 2549
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปที่หน้าสถานทูตอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ที่ถนนวิทยุ เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองในเมืองไทย

20 กรกฎาคม 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 15 ตุลาคม คณะแพทย์ศิริราช ถวายการผ่าตัดขยายช่องทางเดินประสาทของพระปิฐิกัณฐกัฐิ (กระดูกสันหลัง) ระดับบั้นพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

24 กรกฎาคม 2549
ผลการเลือกตั้ง ส.ก. ส.ข. อย่างไม่เป็นทางการ ปชป. ได้ ส.ก. 36 เขต ทรท. 17 เขต ส่วน ส.ข. ปชป.ได้ยกทีม 20 เขต ทรท. 7 เขต

กลุ่มคนร้าย 4 คน ปลอมตัวเป็นนักศึกษา บุกโรงเรียนบ้านบือแรง หมู่ 1 ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ยิงครูเสียชีวิตขณะสอนหนังสือเด็ก ผู้บริหารสั่งปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด

25 กรกฎาคม 2549
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 กกต. คนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี ในคดีที่นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต.นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต. ร่วมเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157และกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 24 และ มาตรา 42 สืบเนื่องจากกรณี กกต.ทั้ง 3 ได้ร่วมจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตรอบใหม่เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2549 โดยไม่มีอำนาจ และออกหนังสือเวียนถึง ผอ.กต.เขตเลือกตั้งให้รับผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 20 เปลี่ยนเขตลงสมัครในรอบใหม่ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครรายเดิม เวียนเทียนลงรับสมัครเลือกตั้งรอบใหม่เพื่อช่วยให้ให้ผู้สมัครรายเดียวพรรคไทยรักไทย หลีกเลี่ยงเกณฑ์ ร้อยละ 20

10 สิงหาคม 2549
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติคัดเลือกผู้สมควรเป็นคณะกรรมการการเลือก ตั้งจำนวน 10 คน เพื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ 5 คน

19 สิงหาคม 2549
ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปเปิดงานในฐานะประธานเปิดตัวหนังสือและซีดีที่ระลึก นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ได้มีเสียงประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนประมาณ 20 - 30 คน ได้ตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า "นายกฯ....คน เลว...ออกไป" จนในที่สุดเกิดเหตุการณ์ชุลมุนจากทั้งกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงเชิญตัวให้ออกไปจากสถานที่

20 สิงหาคม 2549
ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ แกนนำเครือข่ายประชาสังคม หยุดระบอบทักษิณ ร่วมกับสมาชิกเครือข่ายจำนวนหนึ่ง ได้จัดแถลงข่าว ที่อาคารสำนักวิทยบริการ ชั้น 8 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และได้ให้ประชาชน 6 คน ที่ถูกกลุ่มสนับสนุนนายกรัฐมนตรีรุมทำร้าย ขณะเกิดเหตุการเปิดงานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนมาแสดงตัว ขณะที่ประชุม ที่ลานข้างล่างหน้าอาคารได้มีกลุ่มผู้สนับสนับสนุนนายกรัฐมนตรีใช้ชื่อว่ากลุ่มตัวแทนองค์กรประชาชนรักความสงบ ราว 50-60 คนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนถือป้ายผ้าและโปสเตอร์ด้วยความสงบเพื่อต่อต้าน ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และมีการปะทะคารมกัน

21 สิงหาคม 2549
ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบอารักขานายกรัฐมนตรี ขณะไปเปิดงานอุทยานเรียนรู้ - ดิจิตอล ทีเคปาร์ค ที่ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ได้มีการปะทะคารมกันของฝ่ายผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีและฝ่ายต่อต้าน จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มไม่ทราบสังกัดทำร้ายร่างกาย เป็นชนวนให้เกิดการปะทะกันรุนแรงขึ้น ผลคือมีการบาดเจ็บกันหลายคน ทั้งกลุ่มผู้ที่ต่อต้านนายกรัฐมนตรีและกลุ่มที่สนับสนุน
24 สิงหาคม 2549
รถคันหนึ่งซึ่งขนวัตถุระเบิดกว่า 67 กิโลกรัม โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเกิดระเบิดจะมีรัศมีทำลาย 1 ก.ม. ได้หยุดบริเวณใกล้ที่พักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเขตธนบุรี โดยมี ร.ต.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ อดีตคนขับรถส่วนตัวของ พล.ต.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รักษาการผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นพลขับ โดยการสืบสวนของตำรวจพบว่า รถคนดังกล่าวได้ออกจากสำนักงานใหญ่ของ กอ.รมน. เมื่อเช้าวันเดียวกัน

พล.ต.อ.พัลลัภ ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และกล่าวว่า "ถ้าผมทำ นายกฯ หนีไม่พ้นผมหรอก..." และกล่าวอ้างว่า "วัตถุระเบิดอยู่ระหว่างการขนส่ง ไม่ได้เก็บรวบรวมมาจุดระเบิด" ในขณะที่ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นแผนสมคบคิดของรัฐบาล

ร.ต.ท.ธวัชชัย ถูกจับกุมตัว และ พล.ต.อ.พัลลภ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในทันที ในภายหลังได้มีการจับกุมนายทหารเพิ่มอีก 5 นาย เนื่องจากสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่นายทหาร 3 นาย รวมทั้ง ร.ต.ท.ธวัชชัย ถูกปล่อยตัว ภายหลังการก่อรัฐประหารในเดือนกันยายน

ซึ่งคดีนี้ในตอนแรก ได้มีการทำลายความน่าเชื่อถือของคดี โดยมีการกล่าวหาว่าเป็น "คาร์บ๊องส์"์

29 สิงหาคม 2549
ครม. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ศึกษาความเป็นไปได้ในการรวม อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี และ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ กับ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นจังหวัดใหม่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสฉลองครบรอบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว

31 สิงหาคม 2549
เกิดเหตุการณ์วางระเบิดธนาคาร พร้อมกัน 22 แห่งใน จ.ยะลา

2 กันยายน 2549 
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าเครือข่ายแพทย์ เภสัช พยาบาล อาจารย์มหาวิทยาลัย 43 องค์กร 11 มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มคนบางส่วนของหน่วยงานที่อ้างเหล่านั้น ทำการล่าชื่อ ปลุกกระแส ต้าน"ทักษิณ" ออกแถลงการณ์ให้ยุติบทบาทนายกรัฐมนตรีในทันที มีการเสวนาโต๊ะกลมเรื่องการร่วมกันแก้ไขวิกฤตปัญหาของบ้านเมือง เน้นการต่อต้านทักษิณตามแนวทางอหิงสาด้วยกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการถวายสัตย์ปฏิญญาในฐานะข้าราชการต่อพระบรมรูป 2 รัชกาลที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8 กันยายน 2549
ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติคัดเลือกกกต.ชุดใหม่ ประกอบด้วย นายประพันธ์ นัยโกวิท, นายสุเมธ อุปนิสากร, นายอภิชาต สุขัคคานนท์, นายสมชัย จึงประเสริฐ และนางสดศรี สัตยธรรม ส่วนนายแก้วสรร อติโพธิ ที่ไม่ได้รับเลือก กล่าวว่าจะขอสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.

9 กันยายน 2549พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เริ่มออกเดินทาง เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ โดยแวะเยือนประเทศอื่นๆ ก่อนไปมหานครนิวยอร์ ได้ไปขึ้นเครื่องที่บน.6 ท่ามกลางการอารักขาของหน่วยทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์สงครามครบมือ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องที่ว่าอาจมีรัฐประหาร และชี้ว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหาร
คณะนักวิชาการไปยื่นหนังสือถึงพล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาเพื่อประกาศเจตนารมณ์หยุดระบอบทักษิณ พร้อมชู"ป๋าเปรม"เป็นแบบอย่างของคนไทยอีกด้วย
10 กันยายน 2549
กลิ่นปฏิวัติเริ่มโชยหนักขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเดินทางไปถึงกรุงเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ เพื่อเข้าร่วมประชุมอาเซ็มได้พูดกับนักข่าวว่า ไม่ได้เป็นผู้พูดเรื่องปฏิวัติด้วยตัวเอง ถือเป็นเรื่องของข่าวลือและการปล่อยข่าว แต่ที่เมือง ไทย พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหมปฏิบัติการดับเครื่องชน รัฐบาลและพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ฐานยุ่มย่ามโผย้ายทหาร โดยที่พล.อ.ธรรมรักษ์ประกาศจะเล่นงานตามกฎหมาย ขณะที่จ่ายักษ์ ตัวละครสำคัญคดีคาร์บอมบ์ระบุว่า มีนายพล 3 นายแห่งกองทัพบก เข้าร่วมขบวนการลอบสังหารนายกฯ

11 กันยายน 2549
เสร็จสิ้นการประชุมอาเซ็ม ที่ประเทศฟินแลนด์ พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดเป็นไข้ขึ้นมากะทันหัน จึงพาคณะเดิน ทางไปพักผ่อนที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเตรียมเข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ประเทศคิวบา พ.ต.ท.ทักษิณ พูดติดตลกกับนักข่าวว่า ที่ยังไม่กลับประเทศไทยนั้น "ไม่ใช่ เพราะขอลี้ภัย"

12 กันยายน 2549
อุณหภูมิการเมืองในเมืองไทยร้อนระอุขึ้น เป็นลำดับ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเสร็จภารกิจที่ฟินแลนด์ แล้วมาพำนักอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยกลุ่มอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวว่าจะนัดชุมนุมกันในวันที่ 14 กันยายน เพื่อกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยุติบทบาททางการเมือง ขณะที่ตัวแทน อาจารย์จุฬา และ เครือข่ายด้านสุขภาพเข้าพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยที่หนังสือพิมพ์เริ่มเปิดประเด็น พ.ต.ท.ทักษิณพูดผ่านรายการสถานีสนามเป้าว่า อาจจะเว้นวรรคการเมือง

13 กันยายน 2549
พ.ต.ท. ทักษิณใช้เวลาระหว่างอยู่ที่อังกฤษ เขียนจดหมายจากต่างประเทศถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทย และประชาชน ขณะที่เทปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มออกอากาศทางช่อง 5 เป็นตอนแรก ในวันเดียวกันนี้ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์ว่า ทหารไม่คิดปฏิวัติ กระแสที่ออกมาเป็นการปล่อยข่าวเพื่อกันไม่ให้ทหารปฏิวัติมากกว่า

14 กันยายน 2549
เครือข่ายจุฬาเชิดชูคุณธรรมชุมนุมภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกดดันให้พ.ต.ท. ทักษิณยุติบทบาททางการเมือง พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ โฆษกกองทัพบกแถลงยืนยันว่า ทหารไม่คิดปฏิวัติ ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลประกาศว่าจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 22 กันยายนเพื่อกดดันไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ
ที่ประชุมกกต. มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน กกต.

15 กันยายน 2549
รายการเมืองไทยราย สัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง จัดใหญ่เป็นวาระครบรอบ 1 ปี รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ แถลงข่าว ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 20 กันยายน

พ.ต.ท. ทักษิณให้สัมภาษณ์นักข่าวระหว่างเดิทางไปประชุมกลุ่มนามที่ประเทศคิวบาว่า อาจจะเว้นวรรคทางการเมือง โดยอาจจะประกาศในวันรับสมัครเลือกตั้ง สอดคล้องกับเทปรายการที่ออกอากาศทางช่อง 5 ว่าด้วยเรื่องอาจเว้นวรรคพอดิบพอดี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพูดเลยไปด้วยว่า เขานั้นเปรียบเหมือนพล.อ.เปรม ที่เคยถูกประชาชนขับไล่เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี ทำให้ทหารคนสนิทพล.อ.เปรม และหลายฝ่ายไม่พอใจ ในวันเดียวกันนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีมติชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนเป็นต้นไปเพื่อกดดันไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศจะเรียกฝันร้ายใน คิวบา ของ พ.ต.ท.ทักษิณก็คงไม่ผิดนัก

16 กันยายน 2549 
คนร้ายวางระเบิดในย่านศูนย์กลางการค้า และการท่องเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยใช้วิธีซุกระเบิดไว้ในรถจักรยานยนต์แล้วนำไปจอด ทิ้งไว้ เกิดระเบิดในเวลาประมาณ 21.30 น. ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บร่วม 30 คน

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันจัดชุมนุมยืดเยื้อถึงวันที่ 20 กันยายน ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มมีการเกณฑ์ประชาชนในอีสานหลายหมื่นคนเพื่อจุดหมายให้ เผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชน

17 กันยายน 2549
สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงยืนยันมติไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทย ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณเขียนจดหมายถึงประชาชนฉบับที่ 2 พ.ต.ท.ทักษิณบอกกับนักข่าวว่าได้สั่งการให้ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร.ให้ลงไปดูแลแก้ไขปัญหาภาคใต้แล้ว

18 กันยายน 2549
พ.ต.ท.ทักษิณแสดง ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ออกทางสีหน้า ระหว่างเดินทางจากคิวบามาแวะพักที่แคนคูน เม็กซิโก ก่อนจะต่อไปยังนิวยอร์ค และวาระสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 สมัยที่ 2 ก็มาถึง

19 กันยายน 254908.00 น. มีคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เรียกผู้นำทุกเหล่าทัพเข้าประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนใดเข้าร่วม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. อ้างว่ากระชั้นชิดเกินไป ทำให้ต่อมามีกระแสข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหาร แพร่สะพัดไปทั่วทำเนียบรัฐบาลและเริ่มกระจายสู่ภายนอก โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์
09.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยใช้ web camera จากห้องพักที่โรงแรม Grand Hyatt นิวยอร์กมายังห้องประชุมครม. พ.ต.ท.ทักษิณ อาจไม่ทันได้สังเกตว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพที่จะต้องมาร่วมประชุมครม.นัดพิเศษเพื่อรับทราบแนวทาง แก้ปัญหาภาคใต้พากันหายหน้าไปหมด ส่งเพียงตัวแทนเข้ามาร่วม กระทั่งค่ำ วันนั้นตามเวลาในไทยหรือตอนสายๆวันที่ 18 ที่นิวยอร์ค พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเริ่มรู้ข่าวว่า ถูกคณะนายทหารก่อรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ออกแถลงการณ์ตัดหน้าประกาศคณะปฏิวัติ แต่ทุกอย่างก็สายไปหมดแล้ว และสายไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งจะเดินทางจากนิวยอร์ค ไปพำนักที่อังกฤษ ก็ยังต้องใช้เวลานานนับวัน

12.00 น. หลังการประชุมครม. โดยผ่านระบบweb camera รัฐมนตรีหลายรายได้สอบถามผู้สื่อข่าวถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างตื่นเต้น

18.30 น. มีข่าวกำลังทหารหน่วยรบพิเศษจาก จ.ลพบุรี เคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ มีข่าวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ข่าวระบุว่า เป็นเรื่องการทำบุญหม่อมหลวงบัว มีข่าว ลือสะพัด กำลังทหารเตรียมเคลื่อนกำลังพล โดยมีรายงานว่าหน่วยรบพิเศษจากลพบุรีราว 1 กองพันเคลื่อนกำลังด่วนเข้ากรุงแล้ว
18.55 น. สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ประกาศเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้นจากวันที่ 22 กันยายน เป็น 05.00 น. วันที่ 21 กันยายนแทน
ช่วงค่ำ รัฐมนตรีหลายรายต่างโทรเช็คข่าว
19.00 น. ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ยืนยัน ไม่มีการเคลื่อนไหวกำลังพล

19.30 น. แม่ทัพภาค 3 ยืนยัน ไม่มีการเคลื่อนกำลัง ยังฝึกปกติ
20.00 น. ตำรวจ 191 เบิกอาวุธเอ็ม 16 ไปรอเตรียมพร้อมที่กองกำกับการ 2 (ป้องกันและปราบปรามจลาจล) ถ.วิภาวดีรังสิต 

21.00 น. กำลังทหารจากพลร่มป่าหวาย หน่วยสงครามพิเศษลพบุรี เข้ามาประจำการที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) สองคันรถบัส สั่งปิดไฟสลก. มีผู้โพสต์ข้อความถามถึงข่าวลือปฏิวัติในเวป พันทิป พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางกลับโรงแรมที่ นิวยอร์ค และได้เรียกกลุ่มผู้สื่อข่าวที่ตามไปคุยเป็นการส่วนตัว โดยในการพูดคุยกับนักข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทราบกระแสข่าาวรัฐประหารในประเทศไทย พร้อมทั้งมีการติดต่อกับผู้บริหารของ ช่อง 9 อสมท. เพื่อจะขอถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เนต เพื่อชี้แจง ในเวลา 23.00 น.

21.10 น. รถถ่ายทอดสด (โอบี) สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) เข้า บก.ทบ. 

21.20 น. มีทหารเฝ้าประตูวังสุโขทัย มากกว่า 20 นายกฯ สั่งช่อง 11 เตรียมการถ่ายทอดสดทางโทรศัพท์ จากนิวยอร์ค

21.30 น. สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ตัดรายการปกติ เปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี กลุ่มผู้สื่อข่าวได้เข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ตำรวจยังคงรักษาทำเนียบรัฐบาลเป็นปกติ ท่ามกลางข่าวลือว่ามีการนำกำลังเข้าควบคุมตัว พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รักษาการ รมว.กลาโหม ขณะที่มีอีกกระแสข่าวว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีคำสั่งห้ามคนนอกเข้าไปเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้สื่อข่าวบางส่วนออกมา ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องไปรอจับกลุ่มออกันอยู่บริเวณหน้าทำเนียบเป็นจำนวนมาก น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลด้านหลังตึกไทย ไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม ได้เดินทางตามเข้ามาแต่ไม่ได้ลงจากรถ ก่อนที่น.พ.พรหมินทร์ จะหอบเอกสารปึกใหญ่เดินขึ้นรถ พล.ต.อ.ชิดชัย และเคลื่อนออกไปจากทำเนียบด้วยกัน กำลังคอมมานโดตำรวจกองปราบปรามได้เดินทางไปรักษาความปลอดภัยที่บ้านจันทร์ ส่องหล้า มีนายทหารกลุ่มที่รัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้ายึดช่องการสื่อสารดาวเทียมทางสถานีไทยคมแล้ว นอกจากนี้ นายทหารอีกกลุ่มก็ได้เข้ายึดช่อง 11 ด้วยเช่นกัน22.00 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลสั่งปิดประตู พร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือประจำการประมาณ ขบวนรถถังเคลื่อนเข้าคุมเชิงที่สะพานมัฆวาน รังสรรค์ และ ถ.ราชดำเนิน สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นรายงานสด (เบรกกิ่งนิวส์) สถานการณ์ในเมืองไทย หลังมีผู้เห็นกองกำลังทหารออกคุมกำลังตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ 

22.10 น. ทหารเตรียมเคลื่อนกำลังออกจากม.พัน 4
22.13 น. ยานหุ้มเกราะ 20 คันเคลื่อนจากเกียกกายสู่ลานพระรูป ขณะที่รถถัง 3-4 คันเคลื่อนไปทำเนีย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท พ.ต.ท.ทักษิณ ออกประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควบคุมพื้นที่กรุงเทพฯ ระบุอยู่ในขั้นรุนแรง และให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้รายงานตัวต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย และตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. คุมอำนาจแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน ทหารเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบ รัฐบาลแล้ว รถถัง 3 คันประจำการแยกเกียกกาย บ้านสี่เสาเทเวศน์ รถถังสองคันพร้อมรถบรรทุกกำลังพล 5 คันเคลื่อนออกจากกองพันทหารปืนใหญ่ มีทหารจำนวนมาก ออกมาตรึงกำลังตามถนนต่างๆ ตั้งแต่แยกเกียกกาย ผ่านมาถึง ถ.ราชสีมา บริเวณสวนรื่นฤดี สี่แยกราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) โดยมีทหารแต่งกายลายพรางเต็มยศเป็นผู้ควบคุมกำลัง พ.ต.ท.ทักษิณ รักษาการนายกฯ ได้โทรศัพท์สั่งการไปยังสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เตรียมการถ่ายทอดสดเสียงตนเองผ่านทางโทรศัพท์จากนิวยอร์ก แต่ขณะที่กำลังรอสาย ทหารได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในช่อง 11 ได้ก่อน โดยได้นำเจ้าหน้าที่ช่อง 11 ทั้งหมดไปควบคุมไว้ยังห้องโถง ตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึงเวลา 00.30 น. จึงปล่อยตัวออกจากสถานี

22.17 น. สัญญาณช่อง 9 อสมท ถูกตัดลง หน้าจอโทรทัศน์ดับสนิทชั่วครู่ โดยมีรายงานว่า เพราะทหารตัดไฟสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ขณะ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนจะตัดเข้าโฆษณาสินค้าประมาณ 2 ตัว ก่อนจะตัดเข้าสู่รายการปกติ โดยมีรายงานข่าวว่ากำลังทหารบุกเข้าควบคุมที่ห้องส่งสัญญาณออกอากาศ พร้อมควบคุมตัวนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.อสมท
22.20 น. วิทยุและโทรทัศน์ทหารเปิดเพลงมาร์ชกระหึ่ม ทหารยึดอสมท.
22.24 น. ทหารเคลื่อนกำลังพลปิดบ้านนายกฯ ขณะที่นายกฯประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินต้านทันควัน พร้อมสั่งย้าย ผบ.ทบ.เข้ารายงานตัวกับชิดชัย ตั้งผบ.สส.เป็นผู้มีอำนาจสั่งการตามพรก.
22.25 น. สถานีโทรทัศน์เกือบทุกช่องตัดเข้ารายการเพลง เปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี ยกเว้นช่อง 9 และช่อง 3 ที่นำเสนอรายการปกติ โดยมีรายงานข่าวว่า มีกำลังทหารเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง โดยเฉพาะช่อง 9 อสมท และไอทีวี ทหารสั่งตัดไฟสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ขณะนายกฯกำลังประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน
22.30 น. สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเริ่มเชื่อมสัญญาณกับ ททบ.5 และเปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี แม้แต่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอย่างเอเอสทีวี ยกเว้นเนชั่นแชนนัล ทางสถานีโทรทัศน์ไททีวี ช่อง 1 ที่ยังคงรายงานสถานการณ์ได้ตามปกติ มีรายงานข่าวว่า มีรถถ่ายทอดสดไปที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์เพื่อเตรียมถ่ายทอดสด และ กำลังทหารส่วนหนึ่งได้เข้าควบคุมตัว พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.กองปราบปรามและ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์) ที่ปรึกษากองทัพบก

22.35 น. เนชั่นแชนนัลถูกเชื่อมสัญญาณเหมือนทุกช่อง
22.40 น. มีการตัดสัญญาณ ฟรีทีวีทุกช่อง CNN รายงานสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทย ถูกปิดหมดแล้ว และมีรายงานการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน
22.44 น. ทหารสั่งกักบริเวณ ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล
22.54 น. สถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้ขึ้นโลโก้สถานีรวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย พร้อมขึ้นคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก พร้อมเปิดเพลง "ความฝันอันสูงสุด"
22.55 น. ทหารปล่อยให้สื่อมวลชนกลับบ้านแล้ว
22.57 น. สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นแพร่รถถังและกำลังทหารควบคุมสถานการณ์ภายใน กทม. ช่วงหนึ่งได้แพร่ภาพกลุ่มชาวบ้านใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปกำลังทหารเหล่า นั้น โดยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
23.00 น. ทหารควบคุมตัวพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว
23.05 น. มีประกาศจากคณะปฏิรูปการเมืองซึ่งประกอบด้วยสี่เหล่าทัพขอความร่วมมือจาก ประชาชนหลัง ควบคุมสถานการณ์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลไว้ได้โดยไม่มีการต่อต้าน
23.10 น. เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารสั่งสถานีวิทยุ ในเครือกองทัพ( ๑๐๑ ) เตรียมรับสัญญาณถ่ายทอดสดจากสถานีวิทยุ ๙๙.๕
23.15 น. พล.ต.ประพาส ศกุนตนาถ อดีตโฆษก ททบ.5 อ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่แสดงไว้ในหน้าจอก่อนหน้านี้ซ้ำถึงสองครั้ง ทหารสั่ง ปลดอาวุธเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล และกักบริเวณไว้หน้าตึกไทยคู่ฟ้า
23.30 น. เอเอสทีวีออกอากาศได้ตามปกติอีกครั้ง ขณะที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องยังคงเชื่อมสัญญาณกับ ททบ. 5 ขณะเดียวกันทหารจาก ป.พัน 21 สังกัด ร.21 ประมาณ 30 นาย พร้อมอาวุธครบมือเดินทางมายังอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ที่สถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนนัล โดยยืนยันว่า มาดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป ขณะที่เนชั่นแชนนัล เริ่มออกอากาศได้อีกครั้งในเวลา 23.44 น. มีข้อความแพร่ไปทางมือถืออ้างพลเอกเปรมปฏิวัติแต่ในหลวงไม่เอาด้วย
23.31 น. ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลที่ทำการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง
23.40 น. มีการสั่งปลดอาวุธ ตำรวจหน่วยอรินทราชและคอมมานโดทั้งหมด
23.50 น. มีประกาศจากคณะปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๒ แจงก่อเหตุเพราะมีการบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวาง องค์กรอิสระถูกครอบงำไม่เป็นไปตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมีอุปสรรค หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์อยู่หลายครั้ง คณะปฏิรูปไม่ประสงค์จะยึดอำนาจเพื่อบริหารเอง แต่จะคืนอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขให้ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด
23.55 น. มีการตัดสัญญาณโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก ( ยูบีซี ) ช่อง ๕๓ ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น

23.59 น. ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชวังดุสิต
20 กันยายน 254900.19 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ และพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายรายงานสถานการณ์ การปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
00.24 น. มีรายงานการปะทะกันที่บริเวณกองพันทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์บางเขน

00.28 น. พลตรี ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.๕ อ่านแถลงการประกาศกฎอัยการศึกบังคบใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ ๒๑.๐๕ น.ของวันที่ ๑๙ กันยายน ๔๙ โดยมีพลเอก สนธิบุญรัตนกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ

00.30 น. มีประกาศคณะปฎิรูป การปกครองฯฉบับที่ ๒ สั่งห้ามเคลื่อนย้ายกำลังทหาร โดยไม่ได้รับคำสั่งจากคณะปฏิรูป
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ประกอบด้วย

พลเอก เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารทหารสูงสุด
เป็น ประธานที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก
เป็น หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พลอากาศเอก ชลิต พุกพาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ
เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนที่ 1

พลเรือเอก สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
เป็นรอง หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนที่ 2

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เป็น รองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนที่ 3

พลเอก วินัย ภัทธิยะกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เป็น เลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในวันนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาให้กำลังใจทหารที่จุดต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณกองบัญชาการกองทัพบก ภายหลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปฯ โดยแสดงความชื่นชมเหล่าทหาร ด้วยการมอบดอกไม้ ส่งยิ้ม ถ่ายรูปด้วย แม้กระทั่งมีการพ่นสีข้อความว่า "พล.อ.สนธิ วีรบุรุษชาวไทย" และ"กองทัพเพื่อประชาชน" บนตัวถังรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 เป็นต้น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนหนึ่ง ในบริเวณถนนราชดำเนิน ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ตื่นตะหนก และร่วมถ่ายรูปกับทหารและรถถัง (ซึ่งประดับด้วยดอกไม้ที่ประชาชนมอบให้)เป็นที่ระลึก หรือ มอบน้ำ อาหาร ให้แก่ทหารด้วย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวชื่นชมว่า "จากที่ดูภาพในซีเอ็นเอ็น เป็นการยึดอำนาจที่เรียบร้อยที่สุด ไม่มีเสียเลือดเสียเนื้อ เราก็รู้สึกสบายใจว่ามันคงไม่กระทบความเชื่อมั่น เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประชาชนยอมรับ ขณะที่ต่างชาติก็รู้สึก ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุน"

สวนดุสิตโพล ได้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,019 คน ในวันที่ 20 ก.ย. 49 พบว่าประชาชน 83.98% จากกลุ่มสำรวจ เห็นด้วยกับรัฐประหารในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าจะการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนประชาชนที่ไม่เห็นด้วย มีความเห็นว่าภาพลักษณ์ของประเทศอาจตกต่ำลง ผลสำรวจแตกต่างจากโพลสำรวจการเลือกตั้งเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยถึง 49%

กลุ่มนักธุรกิจทั่วประเทศแสดงความคิดเห็นโดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการ ปฏิรูปการปกครองครั้งนี้ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจกระทบบ้างแต่ชั่วคราว และจะสยบความวุ่นวายของประเทศ นักธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น นายสุรศักดิ์ วงศ์มังกร อดีตประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม, นายทวิสันต์ โลณารักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายนิพนธ์ สุวรรณนาวา ที่ปรึกษาหอการค้า จ.ประจวบคีรีขันธ์, นายรุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ, นายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย, นายประทีป พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี, นายชุมพร เตละวัฒนะวรรณา ประธานศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคใต้, นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคใต้, นายอาทิตย์ ลิ้มอุดมพร ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร, นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย เป็นต้น

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เห็นด้วยต่อการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปฯ เนื่องจากประเทศมีปัญหาจากผู้นำที่ไม่ชอบธรรม และบริหารด้วยระบอบเผด็จการประชาธิปไตย จึงควรหยุดระบอบเผด็จการนั้น เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศน้อยที่สุด การปฏิรูปฯครั้งนี้เป็นการดีที่ไม่เสียเลือดเนื้อ

นายสมภพ บุนนาค แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น กล่าวเห็นชอบกับ คปค.ว่า "การยึดอำนาจของ คปค.ครั้งนี้ แม้จะขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นชอบ เพราะเป็นการปลดล็อกปมปัญหาของชาติ เพื่อสะสางอุปสรรคสังคมการเมืองให้สามารถเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง การต่อสู้ของภาคประชาชนที่ผ่านมาเพื่อล้มระบอบทักษิณ ไม่สามารถผ่าทางตันได้ จำเป็นที่ทหารต้องเข้ามาจัดการหาทางออกให้ อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนต้องติดตามต่อว่า ภายหลัง เข้ามาแก้ปัญหาของ คปค.ครั้งนี้จะคืนอำนาจให้ประชาชนได้เร็ว ตามที่หัวหน้าคณะฯได้ประกาศไว้หรือไม่" และแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า อาจมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของ คปค.ว่า "กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ว่าประชาชนใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง แล้วก็จบ มีบริบทแวดล้อมหลายประการที่ประกอบเป็นระบอบประชาธิปไตย"

ในช่วงเที่ยงวัน ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ นายทวี ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำการประท้วงการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณถนนราชดำเนิน นายทวีกางป้ายขนาดใหญ่สองป้ายระบุว่า "กระผม นายทวี ไกรคุปต์ ขออดข้าวประท้วงผู้ที่ล้มล้างประชาธิปไตย ทำให้บ้านเมืองถอยหลังและแตกแยก" พร้อมทั้งทำการแจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกของตนให้กับบรรดาสื่อมวลชนด้วย ในเวลาต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัว ร.ต.ฉลาด ขึ้นรถมิตซูบิชิ ที่มีรถบัสทหารติดตามระบุ ร.๑ พัน๑ รอ. ไปที่หน่วยบังคับบัญชา จากนั้น 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 7 นาย ได้ล็อกตัวนายทวีขึ้นรถตู้สีขาวและขับออกไปทันที โดยระหว่างขึ้นรถนายทวีมีอาการขัดขืน จากนั้นทหารบางส่วนได้เข้าเก็บป้ายประท้วงออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษาประณามรัฐบาลเผด็จการทหารว่าเป็น การ "ฉีก" รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันการร่างมากที่สุด การปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ, รวมไปถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและได้เรียกร้องประชาชนร่วมกันใส่ ชุดดำหรือปลอกแขนดำเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตย

กลุ่มนักศึกษาล้อการเมืองธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นป้ายคัตเอาต์ขนาดใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คัดค้านการรัฐประหาร
21 กันยายน 2549 
นายยงยุทธ ติยะไพรัชและนายเนวิน ชิดชอบ ทั้งสองคนได้เข้ารายงานตัว และถูกควบคุมตัวไว้ ก่อนที่ทั้งหมด ยกเว้นนายสมชาย จะได้รับการปล่อยตัวภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 นอกจากนั้น คณะรัฐประหารเริ่มการสอบสวนข้าราชการซึ่งถูกแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณ และในการแต่งตั้งนายทหารประจำปี พ.ศ. 2550 นายทหารซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของระบอบใหม่ก็ถูกแต่งตั้งแทนที่นายทหารซึ่งภักดีต่อรัฐบาลเก่า

คปค. ได้เรียกประชุมผู้บริหารสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ที่กองบัญชาการทหารบก และสั่งให้หยุดเผยแพร่ข้อคิดเห็นของสาธารณชน รวมถึงการแสดงความคิดเห็นผ่านบริการส่งข้อความที่ด้านล่างของจอโทรทัศน์ด้วย คปค. ไม่ได้กล่าวว่าการห้ามนี้มีผลถึงหนังสือพิมพ์และเว็บบอร์ดบนอินเทอร์เน็ต แต่มีผลหลายอย่างตามมา เช่น ไม่มีสถานีโทรทัศน์ไทยช่องใดรายงานการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร เช่น การประท้วงครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่หน้าสยามสแควร์ , เคเบิลทีวีช่อง CNN, BBC, CNBC, NHK และช่องข่าวต่างประเทศอีกหลายช่องถูกเซ็นเซอร์ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกตัดออก , หนังสือพิมพ์ The Guardian เปิดเผยว่า มีทหารติดอาวุธนั่งอยู่ในห้องข่าวและห้องควบคุมของสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง

22 กันยายน 2549
18.00 น. กลุ่มองค์กรที่เรียกตัวเองว่า "เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร" มีการชุมนุมและกล่าวแถลงการณ์ที่หน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษาได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วยและกล่าวว่าพวกเขา จะยื่นแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อเรียกร้องให้ปกป้องสิทธิ์ในการชุมนุมที่หน้า สยามพารากอน โดยเห็นว่ารัฐบาลชั่วคราวขาดความชอบธรรม และเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริง

หลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร การประท้วงครั้งแรกมีขึ้นที่หน้าห้างสยามเซ็นเตอร์ เมื่อเย็นวันนี้ โดยมีผู้ประท้วงประมาณ 20-100 คนหรือมากกว่า ผู้ประท้วงแต่งชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตย และได้เชิญชวนให้ประชาชนที่คัดค้านการรัฐประหารใส่เสื้อดำในการประท้วง) ป้ายประท้วงมีข้อความ "No to Thaksin. No to coup" ("ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาร") และ "Don't call it reform - it's a coup" ("นี่ไม่ใช่การปฏิรูป แต่เป็นการรัฐประหาร") มีป้ายหนึ่งเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกำกับว่า "On vacation again" ("งดใช้ชั่วคราว") รองศาสตราจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในผู้ประท้วง กล่าวว่า "เราเชื่อว่าเราเป็นกระบอกเสียงของคนไทยอีกมากที่ยังเป็นห่วงหรือที่ยังกลัว ที่จะพูดออกมา" การประท้วงครั้งนี้ไม่มีผู้ใดถูกจับกุม แต่ตำรวจนายหนึ่งกล่าวว่า "ตำรวจได้บันทึกวิดีโอการประท้วงไว้เป็นหลักฐาน และจะตรวจสอบเทปเพื่อหาผู้ที่ละเมิดกฎอัยการศึก คือ มีการชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คน" ไม่มีใครรู้ว่าตำรวจหรือทหารได้จับกุมเขาเหล่านั้นในเวลาต่อมาหรือไม่ ไม่มีสถานีโทรทัศน์ไทยช่องใดรายงานเรื่องการประท้วงครั้งนี้ หนังสือ พิมพ์ The Independent รายงานว่าตำรวจติดอาวุธหลายนายได้ฝ่าฝูงชนและผู้ชุมนุมเข้าจับกุมผู้ประท้วง ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงไม่ทราบชื่อคนหนึ่งซึ่งนับเป็นผู้ประท้วงคนแรก ขณะกำลังอ่านแถลงการณ์ต่อต้านการทำรัฐประหาร โดยมีตำรวจนายหนึ่งได้ใช้ปืนกระแทกเข้าที่บริเวณท้องของเธอและทำการจับกุม ในขณะที่ผู้ประท้วงหลายคนต่างพยายามฉุดเธอกลับ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ใครทราบชะตากรรมของเธอ

23 กันยายน 2549
ในที่ประชุมแกนนำ คปค. ได้กล่าวถึงการติดต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จากประเทศอังกฤษ เข้ามายังคณะปฏิรูปการปกครองฯ ด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้การยืนยันทางโทรศัพท์กับพลเอกสนธิ โดยระบุว่าพร้อมจะยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกกรณี และได้แจ้งให้รัฐมนตรีและสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนรับทราบ พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ ทุกประการ และจะพักผ่อนกับครอบครัวในต่างประเทศ จนกว่าจะมีการตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงจะเดินทางกลับประเทศไทย

24 กันยายน 2549
กลุ่มนักวิชาการสิทธิมนุษยชนจำนวน 23 คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ร่วมกันลงชื่อคัดค้านการรัฐประหาร และทวงคืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน ภายใต้หัวข้อ "แถลงการณ์ ทวงคืนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน"

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง "ความคิดเชิงประเมินผลของประชาชนต่อสังคมไทยและคุณลักษณะของนายกรัฐมนตรีคน ใหม่ที่ประชาชนต้องการ : กรณีศึกษาประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล" โดยสอบถามประชาชนจำนวน 1,550 คน ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน พบว่า
ร้อยละ 92.1 รู้สึกว่าทหารเป็นที่พึ่งได้
ร้อยละ 89.1 รู้สึกปลอดภัย
ร้อยละ 87 รู้สึกทหารเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ร้อยละ 82.6 รู้สึกอบอุ่น
ร้อยละ 24.9 รู้สึกกังวล
ร้อยละ 20.5 รู้สึกไม่สะดวก
ร้อยละ 19.7 รู้สึกตกใจ
ร้อยละ 7.6 รู้สึกไม่ชอบ
ร้อยละ 6.5 รู้สึกกลัว

25 กันยายน 2549 
มีการจำกัดสิทธิ์ในการเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยในภาคเหนือและภาคอีสาน ครูจากจังหวัดเชียงรายประมาณ 100 คนได้นั่งรถเพื่อไปร่วมงานสังคมที่จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังผ่านด่านตรวจ ทหารได้สั่งให้หยุดรถและไม่อนุญาตให้ไปต่อ เพราะผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงรายไม่อนุญาต ส่วนประชาชนที่จะเดินทางพร้อมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นจำนวนมากเข้ามาในกรุงเทพฯ จะต้องให้ที่ว่าการอำเภอทำหนังสือรับรอง

17.00 น. กลุ่มประท้วงกลุ่มที่สองซึ่งประกอบด้วยผู้ประท้วงจำนวน 50-60 คน ได้มาชุมนุมกันที่ลานปรีดี หน้าตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่ออภิปรายคัดค้านการรัฐประหาร และจัดเสวนาในหัวข้อ "ทำไมเราต้องคัดค้านรัฐประหาร?" ซึ่งจัดโดยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของ ม.ธรรมศาสตร์ในชื่อ"กลุ่มโดมแดง", เครือข่ายนิสิตจุฬาฯ เพื่อเสรีภาพ, นิสิตนักศึกษาจาก ม.มหิดล, ม.รามคำแหง, ม.เกษตรศาสตร์ โดยระบุว่าเป็นการอารยะขัดขืนภาคปฏิบัติ อุเชนทร์ เชียงแสน ผู้ก่อตั้งกลุ่มโดมแดงกล่าวว่า "ถ้าพวกเขา [ทหาร] จับกุมหรือทำร้ายเรา เราจะไม่สู้ แต่นี่แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปทางการเมืองตามที่ คปค.กล่าวอ้างเป็นเรื่องโกหก" การชุมนุมครั้งนี้กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยมีการขึงป้ายผ้าที่มีข้อความว่า "Council of Demented and Ridiculous Military" การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ปราศจากวี่แววของเจ้าหน้าที่

26 กันยายน 2549 
ได้มีผู้กล่าวโทษพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน กับพวกในฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทางดีเอสไอได้รับเรื่องไว้ดำเนินการตามกฎหมาย ตามเลขรับ ที่ 03614 พอทางกองทัพบกและรัฐบาลได้ทราบ จึงได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องดังกล่าว โดยยึดถือตามรัฐธรรมนูญ ชั่วคราวที่ได้นิรโทษกรรม การกระทำความผิดไม่ว่ากรณีใด ๆ ของคณะปฏิรูปฯ แต่ทางดีเอสไอได้แย้งว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษต่างจากกฎหมายอย่างอื่น ที่กฎหมายแม่สามารถหักล้างกฎหมายลูกได้ กล่าวคือ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาทางกฎหมายกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นสนธิสัญญาความ ร่วมมือแนวนโยบายและปฏิบัติระหว่าง FBI และหน่วยงานสอบสวนกลางของประเทศในกลุ่มภาคีสมาชิกเพื่อต่อต้านการกระทำผิด กฎหมายอย่างร้ายแรง การนิรโทษกรรมตามรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถกระทำได้

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และบอร์ดคณะกรรมการบริหารช่อง 9 อสมท แสดงความรับผิดชอบลาออกจากช่อง 9 อสมท เพราะออกอากาศคำประกาศกฎอัยการศึกของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่เกิดการรัฐประหาร

27 กันยายน 2549 
16.00 น. "เครือข่ายนิสิตจุฬาฯ เพื่อเสรีภาพ" จัดเสวนากลางแจ้งในหัวข้อ "ทำไมเราต้องคัดค้านรัฐประหาร" ที่ลานหน้าตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์, รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์, ประภาส ปิ่นตบแต่ง และที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ร่วมอภิปราย ภายในวันเดียวกันนี้ "เครือข่ายนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย เชียงใหม่" ได้จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ "เราจะทำความเข้าใจกับการเมืองไทยได้อย่างไร" ที่บริเวณลานสนามหญ้า หน้าคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่การเสวนาดำเนินไประยะหนึ่ง ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภต.ภูพิงค์ พร้อมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ประมาณ 20 นาย ได้ขอความร่วมมือให้ผู้จัดยุติการเสวนา เนื่องจากขัดต่อประกาศกฎอัยการศึก แต่การเสวนาก็ดำเนินต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด กระทั่งผู้จัดประกาศเลิกการเสวนา เมื่อเวลา 19.40 น.

28 กันยายน 2549
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ


29 กันยายน 2549
ประชาชนเกาหลีใต้กลุ่มหนึ่ง ได้มีการรวมตัวต่อต้านรัฐประหารในไทย หน้าสถานทูตไทยในกรุงโซล

30 กันยายน 2549
12:46 น. นายนวมทอง ไพรวัลย์ อายุ 60 ปี ได้ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กทม. ของบริษัทสหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัดพ่นสีคำว่า "พลีชีพ" ที่กระโปรงท้าย ส่วนบริเวณด้านข้างประตูรถทั้งสองข้างพ่นเป็นตัวหนังสือจับใจความว่า "พวกทำลายประเทศ"​พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า​จนรถพังยับเยิน และตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงซ้ายหัก คางแตก ปากแตก และ ตาซ้ายบวมเป่ง หลังจากนั้นแท๊กซี่จำนวนหลายร้อยคันรีบรุดไปเยี่ยมแต่ถูกห้ามไม่ให้เข้าเยี่ยม เรื่องราวการรวมตัวของกลุ่มแท๊กซี่ไม่ได้ถูกรายงานข่าวต่อสาธารณะชน
ประกาศคณะ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประกาศตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ในเรื่องที่ได้กระทำการให้รัฐเสียหายเฉพาะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น
ประกอบด้วย
นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานกรรมการตรวจสอบ
นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ
นาย สัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบ
นายกล้านรงค์ จันทิก
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา
นายจิรนิติ หะวานนท์
นาย บรรเจิด สิงคะเนติ
นาย วิโรจน์ เลาหะพันธุ์
นาย สวัสดิ์ โชติพานิช (ลาออก)
นาง เสาวนีย์ อัศวโรจน์
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง
นายอำนวย ธันธรา
1 ตุลาคม 2549
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) แปรสภาพเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 แต่งตั้งให้สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24

2 ตุลาคม 2549
17:00-18:00 น. เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร จัด ‘อารยะขัดขืนภาคปฏิบัติสัญจร’ ด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน บริเวณหน้ากองบัญชาการทหารบก ถนนราชดำเนินนอก (ตรงข้ามเวทีมวยราชดำเนิน)มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟัง และในช่วงท้ายยังมีการจุดไฟเผารัฐธรรนูญชั่วคราวของ คปค. เพื่อแสดงความไม่ยอมรับในการเข้ามาทำหน้าที่ของ คปค.

6 ตุลาคม 2549 
นักศึกษาและญาติวีรชนร่วมพิธีเวียนประทีปจากลานโพธิ์ไปรอบสนามฟุตบอลในงาน "30 ปี 6 ตุลา" เพื่อรำลึกการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ณ สวนประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ช่วงเวลา 14.00 น.ที่หอประชุมเล็ก มธ. มีการจัดเสวนาในหัวข้อ เรื่อง "ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้ชำระ" โดยมี รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.(พิเศษ)ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ร่วมเสวนา โดยมีการเปรียบเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 กับ 19 กันยา 2549 ว่า เมื่อมีการนำมาพูดคุยกันก็เกิดการทะเลาะกันตลอด แต่ไม่มีการนองเลือดเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา

9 ตุลาคม 2549
พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

11 ตุลาคม 2549
พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 242 คน โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในปี 2550 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาได้ตั้งฉายาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า "ขัน-ที สีเขียว" เนื่องจากหลังจากที่สนช.ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง ชาติ(คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหารและข้าราชการประจำ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา "สีเขียว" ทำให้สนช.ชุดนี้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคมช.และเพิ่มอำนาจทหารมาก ขึ้น ผ่านการพิจารณาหลายฉบับ โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และอนุมัติกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สนช. มีกริยาเปรียบได้กับ "นกเขา" เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม "ขัน" ตอบรับตามสัญชาตญาณทันที
14 ตุลาคม 2549
การรวมตัวกันอีกครั้งในงานรำลึกวีรชน 14 ตุลาฯ โดยเครือข่าย 19 กันยาฯ เดินขบวนใหญ่ครั้งแรกฉลองวันประชาชน มีผู้ชุมนุมประมาณ 200 - 300 คน รวมผู้สังเกตการณ์และนักข่าวเครือข่าย 19 กันยาฯ

16:30 น. เริ่มงานใช้สัญลักษณ์คือชุดดำ เพื่อไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตย มีการอภิปรายโจมตีการรัฐประหารสลับกับการแสดงดนตรี และมีการจัดกิจกรรม "ลากตั้ง" เพื่อให้เลือกระหว่าง คปค 1 และ คปค 2 (คือไม่มีตัวเลือก) ผลปรากฎว่าคนส่วนใหญ่กาไม่ลงคะแนนเสียง
19.50 น. มีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมกว่า 200 คน จากสนามฟุตบอลหน้าตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเริ่มขบวนหัวแถวอยู่ประตูใหญ่ท้ายแถวอยู่หน้าตึกคณะวารสารฯ เคลื่อนมาหยุดยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินเพื่อประท้วงรัฐประหาร ระหว่างทางร้องตะโกนว่า "คปค.ออกไป" จากนั้นตั้งแผ่นป้าย "ขอไว้อาลัยแด่ รธน.ฉบับประชาชน" และป้ายผ้า "ไม่มี ปชต.ในระบบเผด็จการ" มีการประกาศแถลงการณ์ และจุดเทียนไว้อาลัย เพื่อปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย

20 ตุลาคม 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

23 ตุลาคม 2549
กลุ่มผู้เข้าร่วมงานสมัชชาสังคมไทย เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายแรงงาน กว่า 200 คน ได้เดินขบวนจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อประกาศเจตนารมณ์และข้อเสนอในการปฏิรูปการเมือง ตลอดจนการประกาศยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยภาคประชาชน ผู้ชุมนุมถือป้ายผ้าข้อความเรียกร้องต่าง ๆ เช่น "ยกเลิกกฎอัยการศึก" "ค่าแรงขั้นต่ำ 7,000 บาท" "Right Base not Charity Base" โดยมีทหารราว 20 นายเฝ้าจับตาอยู่ ทั้งหมดมีอาวุธพร้อมรบและกระจายกำลังจุดละ 2 นายในมุมตึกต่าง ๆ ก่อนที่ขบวนจะเดินทางกลับสู่อนุสรณ์สถานฯ ทหารนายหนึ่งได้ขอเชิญตัวผู้แจกใบปลิว โดยระบุว่าข้อความในใบปลิวขัดต่อกฎอัยการศึก ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้ามาห้อมล้อม ทหารนายนั้นจึงกล่าวว่า "ถ่ายรูปไว้ก่อน ค่อยเชิญตัววันหลัง"

24 ตุลาคม 2549
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเลือก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยมีรองประธานอีกสองคน คือ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช

29 ตุลาคม 2549
นวมทอง ไพรวัลย์ เขียนจดหมายประหนึ่งว่าเป็นจดหมายลาตาย จดหมายฉบับดังกล่าวขณะนี้ถูกนำไปใส่กรอบวางอยู่หน้าโลงศพของนายนวมทอง ณ ศาลา 1 วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี
จดหมายจากใจนวมทอง ไพรวัลย์

"เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐทหารและรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้ เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า

ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่
ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ

สวัสดีครับ
29 ตุลาคม 2549
(นายนวมทอง ไพรวัลย์) "

31 ตุลาคม 2549
เมื่อกลางดึกของคืนวันนี้ นายนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ผูกคอเสียชีวิต บนสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พร้อมด้วยจดหมายประท้วงรัฐบาลโดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า "เหตุที่ผมกระทำการพลีชีพครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเอง เพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค. (พ.อ.อัคร ทิพย์โรจน์) ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า 'ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้'"

ครม. มีมติเห็นชอบให้นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ไปนั่งเก้าอี้ ผอ.ศอ.บต.
1 พฤศจิกายน 2549
พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก และอดีตรองโฆษก คปค.กล่าวเรื่องนี้ว่า สิ่งที่นายนวมทองกล่าวหาผม ผมต้องขอขมาต่อวิญญาณของคุณลุง และจะหาโอกาสทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ รวมทั้งไปร่วมในพิธีศพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคุณลุงที่มุ่งมั่น ทุ่มเท หรือคิดด้านเดียว โดยขาดคำชี้แจงตามลำดับ จนทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณบุญชู ภรรยาของคุณลุง ก็ทราบว่าเขาไม่ได้ผิดปกติอะไร ไม่มีท่าทีที่บอกว่าคิดมากหรือกลุ้มใจ พ.อ.อัคร กล่าว

ประชาชนจำนวน 200 คน ได้มาชุมนุมกันเพื่อขับไล่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. โดยเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และจัดการเลือกตั้งภายใน 2 เดือน ชนาพัทธ์ ณ นคร และวรัญชัย โชคชนะ ผู้นำกลุ่มพิราบขาว ได้กล่าวโจมตีคณะรัฐประหาร และเชิดชูวีรกรรมของ นวมทอง ไพรวัลย์ ช่วงค่ำแกนนำกลุ่มเครือข่าย 19 กันยาฯ ตามมาสมทบการชุมนุม

7 พฤศจิกายน 2549
ในวาระฉลองครบรอบ 60 ปีของไทม์เอเชีย นิตยสารไทม์ สดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของเอเชีย ที่ทรงใช้ทศพิธราชธรรมเพื่อยุติความขัดแย้งและทรงนำประเทศ ผ่านวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

8 พฤศจิกายน 2549
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สั่งเผาทิ้งบัญชีดำอุสตาช หลังครู-น.ร.ธรรมวิทยา โอดครวญถูกขึ้นบัญชีดำถึง 90% ศาลนราธิวาสถอนฟ้อง 56 จำเลยคดีตากใบ และถอนหมายจับผู้ต้องหา 40 คนในคดีเดียวกัน ผบ.ทบ.มั่นใจมาตรการ รบ.ได้ใจชาวบ้านบริสุทธิ์ถึง 99% มท.1เชื่อ"ใกล้ถึงจุดสุดท้าย"ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มคนร้ายไม่ต่ำกว่า 20 เข้าโจมตีทหารพรานที่คุ้มกันโรงเรียนในบันนังสตา ทหารสังเวย 1 คนร้ายโดนยิงสวนดับ 2

เลขาธิการโอไอซีได้แสดงความชื่นชมเป็นพิเศษที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้กล่าวขอโทษต่อชาวไทยมุสลิมในพื้นที่เกี่ยวกับความผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึง การแสดงความตั้งใจที่จะให้สอบสวนคดีบุคคลสูญหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทั้งยังยินดีที่ พล.อ.สุรยุทธ์แสดงความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยหารือ รวมถึงการรื้อฟื้นศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือศอ.บต.

กระทรวงกลาโหมยอมชดใช้ญาติคดีตากใบ 42 ล้านบาท

9 พฤศจิกายน 2549
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมาชี้แจงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธานในพิธีแล้ว เช่นเดียวกับนายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติใน ขณะนั้น ได้สนับสนุนและอ้างว่าสำนักพระราชวังออกแบบพิธีทั้งหมด รวมทั้งการจัดตำแหน่งเก้าอี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ได้ระบุว่า ในวันดังกล่าวไม่มีพระบรมราชานุญาติให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธานในพิธีแต่อย่างใด

11 พฤศจิกายน 2549
มีการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักรบไซเบอร์ ผู้รักประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร ที่บิดเบือนข่าวสารและปิดหูปิดตาประชาชน มีชื่อกลุ่มว่า คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

14 พฤศจิกายน 2549
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีความรุนแรงมากขึ้นความตอนหนึ่งว่า "ทุกเรื่องต้องใช้เวลาทั้งนั้น ผมยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ให้มันยุติภายในระยะสั้นๆ ถ้าเผื่อผมทำได้ เหมือนอย่างที่ทุกคนต้องการ คือผมสั่งวันนี้ พรุ่งนี้เลิก ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ จะให้ผมไปขอโทษ ให้ไปกราบเท้าใครก็ได้ ผมยินดีที่จะทำอย่างนั้น ทุกๆ คนเลย ว่าขอให้เลิกเถอะ ผมยินดีกราบเท้า ปูผ้ากราบเลย"

17 พฤศจิกายน 2549ศาลแพ่งมีคำสั่งให้นายสนธิหยุดการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่ม ในเดือนเดียวกัน พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตราชองครักษ์ ได้ร้องทุกข์ต่อตำรวจในกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายวิษณุ เครืองามกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน กรณีการทำบุญวัดพระแก้ว แต่ได้มีการถอนฟ้องในภายหลัง

คนร้ายวางระเบิดรถกระบะเสียหายทั้งคัน ที่ อ.ธารโต จ.ยะลา แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ
คนร้ายขี่ จยย.ขว้างระเบิดใส่หลังคาบ้านชาวบ้านเสียหาย ใน อ.เมือง จ.ยะลา
คนร้ายเผาบ้านชาวบ้านใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ไหม้หมดทั้งหลัง
คนร้ายยิง พนง.บริษัท ขณะขี่ จยย.ใน อ.เมือง จ.ยะลา บาดเจ็บสาหัส
คนร้ายยิงลูกจ้างโครงการพระราชดำริจุฬาภรณ์ 9 ขณะขี่ จยย.ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เสียชีวิต
คนร้ายยิงลูกจ้างโครงการฟาร์มตัวอย่าง ขณะยืนซื้อปลาที่ตลาดนัด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เสียชีวิต
คนร้ายขโมยปืน ชรบ.ใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้ไป 1 กระบอก
คนร้ายยิงพ่อค้าขณะขี่ จยย.ขายไอศกรีม เสียชีวิตที่ อ.เมือง จ.ยะลา
คนร้ายวางระเบิด 2 จุด หน้าร้านกาแฟใน อ.เมือง จ.นราธิวาส เวลาไล่เลี่ยกัน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 23 ราย
คนร้ายระเบิดรถทหารขณะวิ่งผ่านถนนใน ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ทหารบาดเจ็บ 7 ราย
คนร้ายวางระเบิดหน้าร้านขายกาแฟ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แต่ จนท.เก็บกู้ได้ก่อน
คนร้ายขว้างขวดน้ำมันจุดไฟ ใส่บ้านทหารพรานที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา รถกระบะเสียหายทั้งคัน แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ

18 พฤศจิกายน 2549 
19.00 น. กลุ่มพันธมิตรต่อต้านรัฐประหารซึ่งนำโดยเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร ได้เคลื่อนขบวนจาก ม.ธรรมศาสตร์ สมทบด้วยกลุ่มพิราบขาว 2006 รวมทั้งมวลชนบางส่วนที่ท้องสนามหลวง สนธิกำลังกันเดินไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปจนถึงหน้ากองทัพบก เพื่อประกาศเจตนารมย์ต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ และให้ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยทันที การชุมนุมในครั้งนี้มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 700 คน โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายกลุ่มมวลชน อาทิเช่นกลุ่มกรรมกรปฏิรูป, ตัวแทนนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, กลุ่มพิราบขาว 2006 และประชาชนผู้สนใจ การชุมนุมยุติลงในเวลา 20.00 น.

28 พฤศจิกายน 2549
ครม. ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกใน 41 จังหวัด (รวมกรุงเทพฯ) คือ กำแพงเพชร ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ชัยภูมิ นราธิวาส นครราชสีมา บุรีรีมย์ ปัตตานี มหาสารคาม ยะลา ร้อยเอ็ด เลย ศีรษะเกษ สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ตราด ตาก น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี แม่ฮ่องสอน ราชบุรี ระนอง สตูล สระแก้ว อุตรดิตถ์ และ สงขลา แต่ยังคงไว้ 35 จังหวัด ที่ยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง

9 ธันวาคม 2549สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 1,982 คน
การปาฐกถาพิเศษ และการเปิดตัวหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : ๖๐ ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” เรียบเรียงโดย รศ. ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นองค์ปาฐกฯ
วิจารณ์หนังสือ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ณ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

10 ธันวาคม 2549
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร นัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันรัฐธรรมนูญเพื่อระลึกถึงรัฐธรรมนูญที่เสียไป นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มพิราบขาวที่มีเป้าหมายต่อต้านรัฐประหารเช่นกันมาสมทบ ระหว่างนั้นมีการปราศรัยด้วยคนกลุ่มต่างๆ เช่น วรัญชัย โชคชนะ อุเชนทร์ เชียงแสน สมบัติ บุญงามอนงค์ นพรุต วรชิตวุฒิกุล (แกนนำกลุ่มพิราบขาว) ฯลฯ จ

18.30 น. ได้มีการเดินขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคาดว่ามีผู้ร่วมเดินขบวนไป จำนวน 1,000 คน (เครือข่ายอ้างว่ามีถึง 3,000-4,000 คน) เครือข่าย 19 กันยาฯ ได้อ่านประกาศวันรัฐธรรมนูญ “ต้านการสืบทอดอำนาจ - ต้านรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ” มีส่วนที่น่าสนใจคือ

"... ทางเครือข่าย 19 กันยาฯเชื่อว่าเป้าหมายการยึดอำนาจที่แท้จริง คือความต้องการเข้ามาเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้าง-จัดขั้วอำนาจหรือความ สัมพันธ์เชิงอำนาจกันใหม่ในหมู่ชนชั้นนำ หลังจากชนชั้นนำจารีตประเพณี ระบบราชการ และชนชั้นกลางที่มีปากเสียงเหนือชาวบ้านทั่วไปมานานถูกสั่นคลอนด้วยการเติบโตและก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยและพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งสูญเสียบทบาทนำในฐานะอภิสิทธิ์ทางสังคมลง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ พ.ค.2535 ที่ทำให้ทหารต้องเกือบตายไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร ระบบราชการ เสียอำนาจให้เอกชนและพรรคการเมือง ปัญญาชนนักวิชาการเสียบทบาทในการชี้นำสังคม ฐานเสียงสังคมในชนบทกลายเป็นตัวชี้ขาดการเข้าสู่อำนาจของพรรคการเมือง ตลอดจนการเติบโตของประชาชนชั้นล่างของสังคม การกลับมาครั้งนี้ของเผด็จการจึงเป็นรื้อฟื้นสถานะอภิสิทธิ์กลับมา ดังนั้นความสำเร็จในการรัฐประหาร (ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ - สืบทอดอำนาจ) ย่อมหมายถึงความล้มเหลวของสังคมไทยโดยรวม

หลักสำคัญประการหนึ่งในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้ คือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้ไม่ใช่ทั้งหมดของอำนาจในสังคมการเมืองไทย แต่ก็คือแกนกลางของการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน สถาบันการเมืองกับสถาบันการเมือง สถาบันการเมืองกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน อีกนัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญคือข้อตกลงแม่บทที่จะบอกว่า ใครควรมีอำนาจมากน้อยเพียงใด และใช้อำนาจนั้นได้อย่างไร การเข้าไปจัดการกับรัฐธรรมนูญก็คือการจัดการกับอำนาจทั้งในระดับบนที่เป็น สถาบันการเมืองหลักกับระดับล่างที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพหรือวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนไปพร้อมๆ กัน

แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเปิดโอกาสให้คณะเผด็จการแทรกแซงได้ทุกขั้น ตอน แนวโน้มการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจคือประชาชนจะมีอำนาจน้อยลง กลุ่มอำนาจประเพณี เช่น ทหาร ศาล ระบบราชการ องคมนตรี กลุ่มทุนที่อิงกับอำนาจประเพณีนั้น จะมีอำนาจเพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดจะนำไปสู่สังคมการเมืองภายใต้การบงการของกลุ่ม สถาบันการเมืองบางกลุ่มเท่านั้น

เครือข่ายฯไม่เห็นด้วยในการเข้าไป มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ หรือการมีส่วนร่วมทางอ้อมด้วยการตั้งเวทีคู่ขนาน ซึ่งเป็นการพยายามต่อรองแบบหนึ่งโดยหวังว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะดีหรือไม่เลวร้ายเกินไป แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ การกระทำเช่นนั้นเท่ากับยอมรับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่กระทำโดยเผด็จการ ทันที ผลร้ายที่ตามมาคือ จะยิ่งทำให้เผด็จการมีความชอบธรรมเต็มที่ นั่นคือการตอกย้ำความจำเป็นที่ระบบการเมืองไทยต้องมีเผด็จการต่อไปอย่างไม่ สิ้นสุด ผลสุดท้ายก็ได้เพียงรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการอำพรางเท่านั้น..."

หลังอ่านประกาศจบ ทางเครือข่าย 19 กันยาฯ ได้เผารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พร้อมทั้งจุดเทียนร่วมกันจากนั้นจึงร้องเพลง “คำตอบในสายลม” ก่อนจะแยกย้ายกันกลับในเวลา 20.00 น. มีการกำหนดไว้ว่าการชุมนุมครั้งต่อไปจะจัดทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00น. ณ สนามหลวง

17 ธันวาคม 2549 
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติ ณ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่

18 ธันวาคม 2549
มีการประชุมเลือกสมาชิกด้วยกันเองจำนวน 200 คน เพื่อส่งให้ คมช. คัดเลือกเหลือ 100 คนเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนบทความวิเคราะห์ว่าถึงท่าที 2 อย่างในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

"...แนวทางแรก ปฏิเสธการรัฐประหารและสิ่งที่ตามมาโดยสิ้นเชิง (รัฐบาล, สนช., คมช., สมัชชาแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญใหม่) คือไม่ยอมรับ และไม่พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆในการผลักดันเสนอความเห็นต่อรัฐธรรมนูญใหม่ อาศัยการเคลื่อนไหวประนามต่อต้านคัดค้านจากภายนอก
แนวทางที่สอง นอกจากปฏิกิริยาที่ค่อนข้างคลุมเครือ ลังเล ต่อการรัฐประหารโดยเฉพาะในระยะแรกแล้ว แนวทางนี้เสนอให้พยายามวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็น เพื่อผลักดันส่งอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (รวมทั้งเคลื่อนไหวในรูปแบบการร่าง "รัฐธรรมนูญทางเลือก", "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"...)

ซึ่งเขาวิพากษ์แนวทางแรกว่า
... คณะรัฐประหารชุดนี้คงพยายามผลักดันให้การเมืองมีลักษณะแบบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" เหมือนสมัยเปรม (รัฐธรรมนุญ 2521) นั่นคือ การเมืองที่เปิดโอกาสให้ราชสำนักและกองทัพมีอิทธิพลและบทบาทในการกำหนดอย่างประจำ เครื่องมือสำคัญของการเมืองแบบนี้คือ นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาแต่งตั้ง (แต่ล่าสุด ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้เสนอให้มีองค์กรอย่าง คมช. และ สตช. ด้วย)

ในความเห็นผม การประเมินเช่นนี้ น่าจะมีผลต่อการทบทวนท่าทีต่อรัฐประหารข้างต้น กล่าวคือ ถ้าการประเมินเช่นนี้ถูกต้อง ความพยายามที่จะ "ส่งอิทธิพล" ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ตามแนวทาง ม.เที่ยงคืน ก็เป็นความพยายามที่เกือบจะแน่นอนว่าจะล้มเหลว...

และมีข้อเสนอว่าควรจะมีการชักชวนให้นักวิชาการที่มีชื่อเสียงทางสังคมทั้งหลาย ให้มาเห็นด้วยกับท่าทีต่อการรัฐประหารแบบบอยคอต"

19 ธันวาคม 2549
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดที่ระดับ 622.14 ลดลง 108.41 จุด หรือ 14.84% ซึ่งต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี เป็นผลกระทบจากมาตรการสกัดเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย

31 ธันวาคม 2549
เกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดนนทบุรี

อ้างอิง : 
กรุงเทพธุรกิจ, คม-ชัด-ลึก, ผู้จัดการ, ข่าวสด, มติชน, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, INN, Sanook, ประชาไท
http://th.wikipedia.org/wiki/พ.ศ._2549
http://th.wikipedia.org/wiki/ทักษิณ ชินวัตร
ฟังเสียงวิทยุได้จาก http://www.managerradio.com/Radio/DetailRa...program_id=2770 อ้างจาก http://www.cityvariety.com/index.php?cmd=n...d=11&cate=2
ประชาไทออนไลน์. "เปิดตัวแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" http://www.prachatai.com/05web/th/home/pag...emLanguage=Thai(10 กุมภาพันธ์ 2549)
"แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์_27_มิถุนายน_พ.ศ._2549" http://th.wikisource.org/wiki/แถลงการณ์พรร...ุนายน_ พ.ศ._2549
"เตือน'ทักษิณ'ถอยก่อนนองเลือด" http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=8431 (5 มีนาคม 2549)
http://th.wikipedia.org/wiki/อภิสิทธิ์_เวชชาชีวะ
ประชาไทออนไลน์. "พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องครม. ออกยกชุด เปิดทางมาตรา 7" http://www.prachatai.com/05web/th/home/pag...Key=HilightNews (25 มีนาคม 2549)
สาระสนเท่ห์. "ผลการเลือกตั้ง 2549" http://sanpaworn.vissaventure.com/?pg=2 (5 เมษายน 2549)
ประชาไทออนไลน์. "ไชยันต์ ไชยพร ฉีกบัตรเลือกตั้ง เปิดประเด็น ต้องเลือกระหว่างการเป็นพลเมืองดีกับการเป็นคนดี" http://www.prachatai.com/05web/th/home/pag...Key=HilightNews (2 เมษายน 2549)
ประชาไทออนไลน์. "ตราไว้ในดวงจิต : พระบรมราโชวาท “นายกฯ พระราชทาน ไม่ใช่ประชาธิปไตย”" http://www.prachatai.com/05web/th/home/pag...Key=HilightNews (26 เมษายน 2549)
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!...B!738.entry อ้างถึง มติชนรายวัน วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11342
ปราโมทย์ นาครทรรพ. "http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000065158" http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.as...D=9490000065158 (18 พฤษภาคม 2549)
หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก. "ศาลอาญา พิพากษา 3 กกต. จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และไม่ให้ประกันตัว" http://news.sanook.com/politic/politic_10841.php (25 กรกฎาคม 2549)
"พลิกตำนาน"ลอบสังหาร"บุคคลสำคัญจาก"เปรม" ถึง "ทักษิณ"ในสถานการณ์ระอุ"เรื่องจริง"หรือ"ปาหี่" "http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1239200860&grpid=00&catid=01 (9 เมษายน 2552)
http://th.wikipedia.org/wiki/คณะปฏิรูปการป...ย์ทรงเป็น ประมุข
http://th.wikipedia.org/wiki/สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
http://www.palawat.org/twiki/tiki-pagehist..._style=sideview
ประชาไทออนไลน์. "จดหมายจากใจแท็กซี่พลีชีพ “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”" http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php? mod=mod_ptcms&ContentID=5657&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai
ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 http://th.wikisource.org/wiki/ประกาศ_คปค._ฉบับที่_๒๗ (22 กันยายน 2550)
http://th.wikipedia.org/wiki/คตส.
http://th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์
http://tnews.teenee.com/politic/5203.html (2 พฤศจิกายน 2549) อ้างจาก หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก
"ข่าวประชาสัมพันธ์ มธ.โดยงานประชาสัมพันธ์ กองกลาง" http://www.tu.ac.th/news/2006/12/04.htm (4 ธันวาคม 2549)
"รายงานสดเหตุการณ์ชุมนุมต้านรัฐประหาร 10 ธันวาคม 2549" http://www.palawat.org/twiki/tiki-index.ph...10_field_report (ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด 25 มิถุนายน 2550) และ ประชาไทออนไลน์ "ชุมนุมต้านรัฐประหารนับพัน “เรามาล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยถูกขโมย”" http://www.prachatai.com/05web/th/home/pag...emLanguage=Thai (11 ธันวาคม 2549)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล."อะไรต่อไป? สองแนวทางในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารในขณะนี้ และข้อสังเกต-ข้อเสนอบางประการ" http://somsakcouppostings.blogspot.com/200...-post_2504.html (18 ธันวาคม 2549)http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=30312
http://www.komchadluek.com/2006/09/20/a001_49076_report.php?news_id=49076
http://th.wikipedia.org/wiki/การขับไล่ทักษิณ_ชินวัตร_จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
http://th.wikipedia.org/wiki/เครือข่าย_19_กันยา_ต้านรัฐประหาร
http://th.wikipedia.org/wiki/สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย_พ.ศ._2548-2549
http://th.wikipedia.org/wiki/ทักษิณ_ชินวัตร

-------------------------------------------------------------

FfF

ความเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากรัฐประหาร

ประมวล เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของไทย (ล้มล้างรัฐบาล)
หลังพ.ศ. 2475 – ก่อนคณะปฏิรูป

1. กบฏบวรเดช (2476)
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ถิ่นท่าราบ)
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยและนำประเทศกลับสู่การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง
ผลของการเปลี่ยนแปลง คือ ปฏิวัติครั้งนี้ล้มเหลว พวกกบฏถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามได้สำเร็จ

2. การรัฐประหาร พ.ศ. 2490
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พันเอกหลวงกาจสงครามและพลโทผิน ชุณหะวัน
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง กรณีสวรรคตของ รัชกาลที่ 8 และปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง
ผลของการเปลี่ยนแปลง ทำให้จอมพลป.พิบูลย์สงครามกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง และกลุ่มซอยราชครูมีบทบาทสำคัญทางการเมืองมากขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาแน่นแฟ้นมาก

3. การรัฐประหาร พ.ศ. 2501
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง อ้างสาเหตุจาก ภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์
ผลของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม

4.วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ประชาชน นิสิต นักศึกษา
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารที่ครอบงำและลิดรอนสิทธิ์เสรีภาพทาง การเมืองของประชาชน
ผลของการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 (ที่ถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง)

5. เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง อ้างว่านิสิตนักศึกษาที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน วันที่ 14 ต.ค. 2516 ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์
ผลของการเปลี่ยนแปลง ระบอบประชาธิปไตยถูกล้มล้างและกลับไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยมอีกครั้ง สภาพการเมืองขาดเสถียรภาพและเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง

6. การรัฐประหาร พ.ศ. 2520
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง การคัดค้านนโยบายแบบขวาจัดของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร(เผด็จ การโดยพลเรือน)
ผลของการเปลี่ยนแปลง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา

7. การรัฐประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์, พลเอกสุจินดา คราประยูร, พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง การฉ้อราษฎร์บังหลวงของคณะรัฐบาลที่มีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี
ผลของการเปลี่ยนแปลง นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี

8. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (17-19 พ.ค. 2535)
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง นักศึกษา ประชาชน และนักการเมืองบางกลุ่ม ร่วมกันต่อต้านการเข้าดำรง ตำแหน่งผู้นำของพลเอกสุจินดา คราประยูร
ผลของการเปลี่ยนแปลง เกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้ง และนายอานันท์ ปันยารชุนกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯอีกวาระหนึ่ง

สรุปความจาก Road to University (สังคม ศึกษา)

กบฏ 12 ครั้ง-ปฏิวัติ 1 ครั้ง - รัฐประหาร 9 ครั้ง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลหรือคณะผู้ปกครองหรือการเปลี่ยนกติกาการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศปกติรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ย่อมกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงไว้ เช่น ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี หรือ 5 ปี หรือ เลือกประธานาธิบดีทุก 4 ปี หรือ 6 ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนติดสินใจว่า จะให้บุคคลใดหรือกลุ่มพรรคการเมืองใดได้เป็นผู้ปกครอง และกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงหลักการหรือสาระของรัฐธรรมนูญหรือแม้กระทั่ง สร้างรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับเดิม

การเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี และเป็นวิถีทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าเป็นวิธีการรุนแรงและไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย นั่นก็คือการใช้กำลังเข้าข่มขู่ เช่น ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเดิมไล่คณะรัฐมนตรีออกไป และตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยกลุ่มของคนที่ยึดอำนาจเข้ามาแทนที่ หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วางกฎและกติกาตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีนี้จะต้องมีกอง กำลังติดอาวุธเข้าปฏิบัติการ มิฉะนั้นแล้ว ก็ยากที่จะสำเร็จ และถึงมีกำลังก็ไม่อาจไม่สำเร็จเสมอไป เพราะมีองค์ประกอบการสนับสนุนหรือต่อต้านจากประชาชนเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบ ด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือว่า การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศมักไม่เป็นไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันข้ามมักเกิดการแย่งชิงอำนาจด้วยการใช้กำลังอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคำเหล่านี้เหมือนกันในแง่ที่ว่าเป็นการใช้ กำลังอาวุธยึดอำนาจทางการเมืองแต่มีความหมายต่างกันในด้านผลของการใช้กำลัง ความรุนแรงนั้น หากทำการไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า กบฏ จลาจล (rebellion) ถ้าการยึดอำนาจนั้นสัมฤทธิผล และเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกว่า รัฐประหาร (coupd etat) แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง ก็นับว่าเป็น การปฏิวัติ

การปฏิวัติครั้งสำคัญๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ.1917 การปฏิวัติของจีนในปี ค.ศ.1949 การปฏิวัติในคิวบา ค.ศ.1952 เป็นต้น

ในการเมืองไทยคำว่า ปฏิวัติ กับ รัฐประหาร มักใช้ปะปนกัน แล้วแต่ผู้ยึดอำนาจได้นั้นจะเรียกตัวเองว่าอะไร เท่าที่ผ่านมามักนิยมใช้คำว่า ปฏิวัติ เพราะเป็นคำที่ดูขึงขังน่าเกรงขามเพื่อความสะดวกในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่ ได้มานั้น ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การยึดอำนาจโดยวิธีการใช้กำลังครั้งต่อๆ มาในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเพียงการรัฐประหารเท่านั้น เพราะผู้ยึดอำนาจได้นั้นไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลักการมูลฐานของระบอบการ ปกครองเลย

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเมืองและมิให้สับสนกับการใช้ชื่อเรียกตัว เองของคณะที่ทำการยึดอำนาจทั้งหลาย อาจสรุปความหมายแคบๆ โดยเฉพาะเจาะจงสำหรับคำว่าปฏิวัติ และรัฐประหารในบรรยากาศการเมืองไทยเป็นดังนี้คือ

"ปฏิวัติ" หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ อาจมีหรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง เช่นเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ ฯลฯ

ส่วน "รัฐประหาร" หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมฉบับใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก

ในประเทศไทย ถือได้ว่ามี การปฏิวัติ เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2547 โดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการกบฏเกิดขึ้น 12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้

กบฏ 12 ครั้ง

1. กบฏ ร.ศ.130

2. กบฏบวรเดช (11 ตุลาคม 2476)

3. กบฏนายสิบ (3 สิงหาคม 2478)

4. กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482)

5. กบฏเสนาธิการ (1 ตุลาคม 2491)

6. กบฏแบ่งแยกดินแดน (พฤศจิกายน 2491)

7. กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์2492)

8. กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494)

9. กบฏสันติภาพ (8 พฤศจิกายน 2497)

10. กบฏ 26 มีนาคม 2520

11. กบฏยังเติร์ก (1-3 เมษายน 2524)

12. กบฏทหารนอกราชการ (9 กันยายน 2528)

รัฐประหาร 9 ครั้ง

1. พ.อ.พระยาพหลฯ ทำการรัฐประหาร (20 มิถุนายน 2476)

2. พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทำการรัฐประหาร (8 พฤศจิกายน 2490)

3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหาร (29 พฤศจิกายน 2494)

4. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (16 กันยายน 2500)

5. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2501)

6. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514)

7. พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2520)

8. พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ทำการรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ์ 2534)

9. คณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ ผบ.ตร.(นำโดยพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน) ทำการรัฐประหาร (19 กันยายน 2549)

10.คณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ (นำโดย พล.อ.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา)ทำการรัฐประหาร (22 พฤษภาคม 2557)




วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ศึกตำนานเลือด อุเทนฯ-ปทุมวัน

พลิกแฟ้มคดีดัง : สืบทอดศึกตำนานเลือด อุเทนฯ-ปทุมวัน

ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานถึง 77 ปี ตำนานศึกสองสถาบัน ปทุมวัน-อุเทนถวาย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพียรพยายามหาทางออกอย่างไรก็ไร้ผล

ตรงกันข้ามกลับทวีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ 2 เหตุการณ์ล่าสุด ยกพวกตะลุมบอนที่หน้าสถาบันนิติเวชวิทยาและหน้าห้างมาบุญครอง

อะไรคือสาเหตุอันเป็นจุดก่อกำเนิดและการดำรงอยู่ของปัญหาของสองสถาบัน ?

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เดิมทีชื่อ "โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวาย" เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2475 เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี รมว.ศึกษาธิการ ดำริให้ก่อตั้งขึ้น

ในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบนเนื้อที่ 2 ไร่ ระยะแรกเปิดรับนักเรียน 3 แผนก คือ ประถมวิสามัญ มัธยมวิสามัญ และช่างฝีมืองานไม้

ตลอดเวลาการเรียนการสอนมีการเปลี่ยนหลักสูตรเรื่อยมา กระทั่งปี 2542 ได้เปิดการสอนในระดับปริญญาตรีต่อเนื่องจากระดับ ปวส.ในสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาการจัดการงานก่อสร้าง

สาขาวิศวกรรมโยธา และยุบการสอนระดับชั้น ปวช.ออกไป เนื่องจากเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เชื่อกันว่าทำให้ปัญหาการยกพวกตะลุมบอนดำรงอยู่

"จากการสำรวจพบว่า ระดับ ปวช.เป็นระดับชั้นที่เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทบ่อยที่สุด จึงยุบการสอนไปแล้วมาเปิดการสอนระดับปริญญาตรีแทน แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม" สาคร สิธิเดชากุล อายุ

44 ปี ศิษย์เก่าอุเทนถวาย รุ่น 51 เจ้าของบริษัทซีวิว โซลูชั่น จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างใน จ.ภูเก็ต เท้าความ

ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เป็นโรงเรียนช่างกลแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2475 ในนามโรงเรียนอาชีพช่างกล ณ ตึกพระคลังข้างที่ ตรอกกัปตันบุช ถนนสีลม

เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยคณะนายทหารเรือนำโดย น.อ.พระประกอบกลกิจ ด้วยต้องการให้ปลูกฝังอาชีพช่างให้เยาวชนไทย

หลังจากนั้นได้ย้ายไปตั้งแทนที่กรมแผนที่ทหารบก และต่อมาปี 2480 ได้เช่าที่ดินตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ แล้วย้ายโรงเรียนมาตั้งอยู่ที่นี่ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2482 ตั้งชื่อใหม่ว่าอาชีวศึกษาชั้นสูงแผนกช่างกลและเป็น ช่างกลปทุมวัน จนปี 2541 ได้ยก
ฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

สาคร เล่าว่า ตั้งแต่เข้ามาศึกษาที่อุเทนถวายก็พบเห็นความขัดแย้งและยกพวกตะลุมบอนระหว่างสองสถาบันแล้ว โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่ส่วนตัวเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องของวุฒิภาวะและ
ความคึกคะนองของวัยรุ่น ประกอบกับปทุมวัน-อุเทนถวายมีที่ตั้งอยู่ใกล้กัน จึงมีเหตุขัดแย้งกันบ่อย ยิ่งห้างมาบุญครองและสยามสแควร์เปิดแรกๆ เป็นจุดศูนย์รวมของกลุ่มวัยรุ่น เลยเห็นว่าทั้งสองสถาบันมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันบ่อย อย่างไรก็ตามหลังๆ มานี้ สาครรู้สึกหดหู่ใจทุกครั้งเมื่อเห็นการทะเลาะวิวาทของทั้งสองสถาบัน มีความสูญเสียเกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามจะมีอีกหลายคนที่เสียใจ

ขณะที่อีกหลายคนก็จะสูญเสียโอกาสในชีวิตไป

 ศิษย์เก่าอุเทนฯ ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา รุ่นพี่ไม่มีการสั่งสอนให้ทำร้ายห้ำหั่นสถาบันใด ไม่มีใครอยากให้เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น แต่จะพยายามสอนให้รักเพื่อน รักพี่ รักน้อง มี
อะไรให้ช่วยเหลือกัน

"ไม่ว่าสถาบันไหนๆ ก็รักสถาบัน รักเพื่อน รักพี่ รักน้องไม่แตกต่างกัน ถ้าผมไม่ได้อยู่อุเทนฯ ถ้าเพื่อนโดนทำร้ายผมก็ต้องช่วย"

สาครยกตัวอย่างหนึ่งเมื่อครั้งจบออกมาแล้วสมัครงาน เขาได้งานทำทันทีทั้งที่เจ้าของบริษัทยังไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลเพียงว่าจบจากอุเทนถวาย ซึ่งทำให้มีทุกวันนี้ได้ก็ด้วยความรักเพื่อน
พ้องและพี่น้องนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สาครเฝ้ามองรุ่นน้องอยู่ทุกวันนี้เห็นว่า การยกพวกตีกันของสองสถาบันไม่ได้มากไปกว่าเมื่อครั้งอดีต เพียงแต่ปัจจุบันรุนแรงมากขึ้น มีการใช้ระเบิด ใช้ปืน ต่างกับสมัยก่อนที่มีอย่างดีก็แค่มีด ไม้ และคัตเตอร์ ประกอบกับยุคนี้สื่อเข้าถึงและแพร่กระจายข่าวได้รวดเร็วกว่าเท่านั้น

มุมมองของปัญหาของสาครส่วนหนึ่งไม่ต่างอะไรกับ "ชนินทร์ นุ่มศิริ" ศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน รุ่น 43 อดีตอาจารย์สอนช่างกลปทุมวันมายาวนานถึง 22 ปี มองว่าปัญหาของปทุมวัน-อุเทนฯ ก็เหมือนกับสถาบันอื่นๆ เพียงแต่ทั้งสองสถาบันนี้อยู่ใกล้กัน อยู่ใจกลางเมือง ใจกลางชุมชน เมื่อเกิดอะไรขึ้นจึงเป็นที่จับตามองมากกว่า อย่างไรก็ดีปัญหาการต่อยตีของสองสถาบันสั่งสมมานาน

สำหรับเขามองว่าสมัยยังเรียนอยู่การทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ไม่มีการรุมทำร้ายหรือใช้อาวุธรุนแรงเหมือนสมัยนี้ตรงกันข้ามกับสมัยนี้ที่มีความเชื่อผิดๆ ต้องเก็บแต้ม ทำคะแนน ถึงจะเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนฝูง !?!

"ผมไม่อยากเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ทำไมถึงยอมรับความคิดและค่านิยมผิดๆ จากรุ่นพี่ที่สั่งสมมา ทั้งที่ตัวเองเรียนระดับปริญญาตรีแล้ว ผมเห็นกับตาว่าเด็กเชื่อรุ่นพี่มากกว่าครู เขายอมยกมือไหว้รุ่นพี่ แต่ไม่ไหว้ครู หนำซ้ำครูผู้หญิงเห็นตั้งวงเหล้าในสถาบันว่ากล่าวตักเตือน เขาไม่พอใจโยนระเบิดปิงปองใส่ก็มี"

สำหรับแนวทางแก้ไขนั้น อาจารย์ชนินทร์ เชื่อว่า ทุกคนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว เนื่องจากครูจะดูแลได้ในช่วงหนึ่งเท่านั้น คนที่อยู่ใกล้เด็กมากที่สุดคือเพื่อนและรุ่นพี่ บางครั้งชวนกันไปทำสิ่งผิด เด็กก็คิดว่าเพื่อนและรุ่นพี่ของเขาคือคนที่เป็นห่วงเขาและเขาไว้ใจได้ที่สุด นอกจากนี้ การยกระดับการศึกษาด้วยการยุบ ปวช.แล้วมาสอนปริญญาตรีก็มีส่วนด้วย ปริญญาตรีสอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิต แต่ระดับ ปวช.ต้องมีครูคอยจ้ำจี้จ้ำไช รวมถึงการบริหารการศึกษาโดยเน้นเรื่องธุรกิจเป็นหลัก

เมื่อไรจะเลิกตีกัน ?

"ไม่รู้ว่าความขัดแย้งจะจบลงตรงไหน ผมอยากให้มันยุติลงเร็วๆ เพราะสถาบันก็ยกระดับเป็นปริญาตรีแล้ว หมายถึงพวกเราอยู่ในระดับปัญญาชน" เก่ง นักศึกษาปี 1 อุเทนฯ

"ตอบยาก เพราะถ้าอุเทนฯ หยุดปทุมวันจะหยุดหรือเปล่า มันเป็นเรื่องความหวาดระแวง ที่ผ่านมาจับมือยุติความขัดแย้งแล้ว แต่ก็มีคนตายคนเจ็บตลอด" ต้น บัณฑิตใหม่หมาดจากรั้วอุเทนฯ

"อยากจะจบนะ แต่ใครจะรับรองความปลอดภัย ไปถามใครก็อยากให้จบความขัดแย้งทั้งนั้น ทุกวันนี้จะมาเรียนหรือไปไหนมาไหนก็ระแวง ไม่เป็นสุขเหมือนกับนักศึกษาที่อื่น" พจน์ นักศึกษาปทุมวัน

"มันมีมานานแล้วจะให้หยุดทันทีคงไม่ได้ ใครจะรับรองความปลอดภัยให้ ไม่นานมานี้ผมกับเพื่อนขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ใส่ชุดยูนิฟอร์มของบริษัท แค่เห็นสวมแหวนรุ่นปทุมวันก็ตามมาเอามีดแทง

แล้ว" ติ๊ก บัณฑิตปทุมวันที่เตรียมเข้ารับปริญญาปลายปีนี้

ทางแก้-ทางออก

แอ๊ด คาราบาว ศิษย์เก่าอุเทนถวาย

สาเหตุที่ตีกันอย่างทุกวันนี้ เป็นค่านิยมและความเข้าใจผิดๆ ถูกปลูกฝังโดยพวกรุ่นพี่ตัวดี เข้าไปยุแหย่ให้น้องๆ คล้อยตาม อยากให้ครูคอยเข้มงวดดูแล อย่าให้รุ่นพี่เหล่านี้มาคอยเสี้ยมรุ่นน้อง สมัยผมเรียนก็มีรุ่นพี่พวกนี้มาชักจูงให้รักษาเกียรติสถาบัน เป็นรุ่นน้องก็ทำตามๆ กันไป พอจบออกมาก็คิดได้ว่าที่ทำมันไร้สาระ จึงอยากจะฝากบอกต่อกับรุ่นน้องๆ จงยึดถือสิ่งที่ถูกต้อง ออกไปทำงานให้สังคมจะดีกว่ามัวมานั่งทะเลาะเบาะแว้งกัน สถาบันเองก็ต้องเอาตัวหัวโจกออกไป รวมถึงรุ่นพี่ที่จบไปแล้วอย่าให้มามีส่วนเกี่ยวข้องอีก

สมบัติ เมทะนี ศิษย์เก่าอุเทนถวาย

สมัยที่ผมเรียนไม่มีเหตุการร์รุนแรงแบบนี้ สมัยก่อนมีการปลูกฝังทำกิจกรรมร่วมกันของทั้งสองสถาบันอยู่เป็นประจำ ทำให้นักเรียนรักกัน การชกต่อยมีบ้างในกลุ่มเด็กผู้ชาย แต่ไม่ได้ใช้มีดแทงกันหรือไล่ยิงกันเหมือนทุกวันนี้ ครูต้องเป็นคนโน้มน้าวจิตใจให้เด็กๆ ได้คิด ปัจจุบันทั้งสองสถาบันลืมเรื่องนี้ ลืมที่จะปลูกฝังเรื่องของความรัก ความสามัคคีกัน ถ้าครูสามารถดึงตรงนี้กลับมาได้ จะช่วยลดการทะเลาะวิวาทของเด็กลงได้

มนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก

ปัญหาความรุนแรงกระจายไปทั่วทุกที่ สะท้อนว่าวัยรุ่นนิยมใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธมากขึ้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมการจำหน่ายอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นมีดสปาร์ตาไปจนถึงปืน ซึ่งหาซื้อได้

ง่ายมาก เมื่อควบคุมได้โอกาสในการใช้ความรุนแรงก็จะน้อยลง แล้วหากิจกรรมให้เด็กมารวมกลุ่มกัน ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำๆ เลิกๆ ส่วนสื่อเองก็อย่ากระพือปมขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
///////////////
วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2552
ศึก"อุเทนฯ-ปทุมวัน" ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ..!
Posted by ..ปาปารัสโซ่.. , ผู้อ่าน : 13240 , 15:13:35 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม
 พิมพ์หน้านี้     โหวต 0 คน


  กับช่องว่างที่เหลือน้อยที่สุดระหว่าง 2สถาบัน

การเสียชีวิตของ"นศ.อุเทนฯ"ที่ถูกจ่อยิงหน้าเซเว่นฯอย่างอุกอาจ-โหมเหี้ยมคือภาพบาดตา- ของเหล่า"ชาวถิ่นสีน้ำเงิน"ทุกคนและหลายคน-รวมทั้งสังคมก็ด่วนสรุปร่วมกันว่า ..ต้องเป็นฝีมือคู่อริเก่าอย่าง"ปทุมวัน" มิมีผิด

และคล้อยหลังเพียง 4 วันจากนั้นได้เกินเหตุการณ์กับ "นศ.ปทุมวัน" และถูกยิงตายเช่นกัน..

ภาษานักเลงจะบอก "เลือดแลกเลือด"

เหล่าชาว"ฟันเฟืองทอง" ก็สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้เช่นกันว่า นี่คือฝีมือริเก่าคู่แค้นเดิมอย่าง "อุเทนฯ"แน่นอน

 ความเขม็งเกลียวระหว่าง 2 สถาบันอีกครั้ง รอเพียงแต่ว่า..ใครจะเริ่มก่อน...(อีกครั้ง)

ยิ่งไปดูประวัติศาสตร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสำหรับ 2 สถาบัน..เพราะก่อตั้งสถาปนาสถาบันในยุค 2475 โน่น

ชื่อเสียงเก่าๆคือ
-อุเทนถวาย หรือ ( โยธา-พญาไท)
-ปทุมวัน (นายร้อยเจริญผล)

ในสายตาเด็กช่าง 2 สถาบันนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ในสายตาคนภายนอก..จะมอง"อุเทนฯ"มุมบวกกว่า เพราะคนมีชื่อเสียง ดารา-นักร้อง จะประกาศตัวเสมอว่าข้าคือ "ศิษย์เก่า" ตัวจริง-เสียงจริง

ขณะที่"ปทุมวัน"จะโด่งดังในสายวิชาชีพมากกว่า

โปรดจับตา"วันบลูเดย์" หรือชาววันสีน้ำเงินจะรวมตัวในวันสถาปนา"อุเทนฯ" คือ 1 ก.พ.ของทุกปี ...
ข่าวแว่วๆว่า ร.ร.ปิดยาว 28-30 ม.ค. แต่วันที่ 1 ก.พ.ศิษย์เก่า-ปัจจุบันจะรวมตัว...
ต้องดูว่าของจะขึ้น -องค์จะลงหรือไม่...

ขณะที่" ปทุมวัน" 1 สิงหาฯ คือวันสถาปนาของทุกปี

ตำนานนักเลง-นักเรียน คือสิ่งที่เราพบในเมืองกรุงฯขณะที่นักเรียน-นักเลงในต่างจังหวัด..น้อยๆมาก
แทบจะนับคดีได้...

มีภาษานักเลงที่เขียนไว้บนรถเมลล์สายหนึ่งว่า

" ใครขอซื้อชีวิต ยอมปลิดให้
เอาชีวิตนั้นไซร้ เป็นมูลค่า
มรึงกล้าซื้อ กูขายตามราคา
หากเสียท่า นั้นอีกเรื่องไม่เคืองกัน.."

ยิ่งมองลึกลงไปในสายตาของชาวอาชีวะ
เรามีพ่อองค์เดียวกัน -สายวิชาชีพเหมือนกัน
แต่ทำไมแค่สีเสื้อที่ต่างกัน..
เราจะนั่งรถเมลล์คันเดียวกันไม่ได้
เราจะนั่งผ่านหน้าสถาบันอื่นๆไม่ได้
เราจะปรองดองกันไม่ได้

เพราะว่า "ศักดิ์ศรี" หรือขัวโขน ใช่หรือไม่
แต่หากเป็นอัตลักษณ์ที่ถ่ายทอดจากรุ่น-สู่รุ่นต่างหาก
ประวัติศาสตร์ที่...กดทับความถูกต้อง-ดีงาม
เหยียบศพเพื่อนต่างสถาบัน...เพื่อให้กรูโดดเด่น

แต่ลืมไปว่า ....
ชีวิตเด็กช่าง -ช่างบัดซบสิ้นดี
(ในสายตาที่คนอื่นมองเข้าไป)
/////////////////
"ปทุมวัน-อุเทน" มะเร็งร้ายดื้อยา

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
20 มกราคม 2553 11:27 น.

ในช่วงเปิดศักราช 2553 ต้องยอมรับเลยว่าปีขาล นั้นดุๆสมชื่อจริงๆ โดยเฉพาะกรณีนศ. ช่างกลปทุมวัน กับ ก่อสร้างอุเทนถวาย ตีกันข้ามภพข้ามชาติ มาจนถึงทุกวันนี้ ต่างพาเหรดกันขึ้นหน้าหนึ่งเป็นข่าวเด่นประเด็นดังต่อเนื่องกันหลายวัน และมีทีท่าว่าจะไม่หยุด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงของลักษณะสังคมไทยที่รักพวกพ้อง รักสถาบัน เป็นลักษณะนิสัยแบบอิงหมู่ของคนไทย
     
       มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เดิมทีชื่อ "โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวาย" เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2475 เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี รมว.ศึกษาธิการ ดำริให้ก่อตั้งขึ้นในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบนเนื้อที่ 2 ไร่ ส่วนสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เป็นโรงเรียนช่างกลแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2475 ในนามโรงเรียนอาชีพ
ช่างกล ณ ตึกพระคลังข้างที่ ตรอกกัปตันบุช ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยคณะนายทหารเรือนำโดย น.อ.พระประกอบกลกิจ ด้วยต้องการให้ปลูกฝังอาชีพช่างให้เยาวชนไทย ก่อนย้ายมาตั้งอยู่ที่ตั้งในปัจจุบันเมื่อปี 2482 ตั้งชื่อใหม่ว่าอาชีวศึกษาชั้นสูงแผนกช่างกลและเป็น ช่างกลปทุมวัน จนปี 2541 ได้ยกฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
     
       มหากาพย์ของ 2 สถาบันแห่งนี้ถ้าจะให้สาวไส้ละก็ยาวเป็นหางว่าวแน่ๆ ว่ากันว่าสมัยก่อนความขัดแย้งของทั้งสองสถาบันไม่ทราบเกิดจากสาเหตุอันใด แต่น่าเชื่อเป็นเรื่องของวุฒิภาวะและความคึกคะนองของวัยรุ่น ประกอบกับทั้งสองสถาบันอยู่ใกล้กัน จึงมีเหตุขัดแย้งกันบ่อย แต่ ณ ตอนนี้ทุกฝ่ายคงต้องลงมาดูเป็นการด่วน เพราะนับวันเริ่มจะทวีความรุนแรงขึ้น แม้ครั้งหนึ่งการกระทบกระทั่งของทั้งสองสถาบันอาจเป็นแค่การขีดพ้นสีตามผนังกำแพง ประกาศศักดาว่า "กูพ่อใคร" "ใครใหญ่" จนเริ่มค่อยๆพัฒนาขึ้นเป็นการชกต่อย ยกพวกตะลุมบอน ตามประสาวิธีชีวิตของลูกผู้ชายในยุคนั้น
     
       แต่ปัจจุบันเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม วันเวลาเวียนผ่านเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น ทั้งสองเริ่มคิดกลวิธีต่างๆที่จะทำให้อีกฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตาย แม้หลายฝ่ายจะเพียรพยายามให้ทั้งสองสถาบันหย่าศึกลงก็ตาม สุดท้ายมันก็แค่เป็นการจัดฉากสร้างภาพให้ดูดีขึ้นในสายตาของสังคมเท่านั้น "ขอโทษนะครับไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหารนะท่าน" มาตราการสั่งห้ามโน่นห้ามนี้ ทำอะไรทรชนเหล่านี้ไม่ได้หรอก ประเภทจับมือออกสื่อบอกให้คนทั้งโลกว่ารักกันแล้วนะ หรือออกมาแสดงเจตนารมย์ว่าจะยุติศึก "แล้วเห็นเปล่า..ทำได้ไหม" ตอนเค้าทำกันเหล่าทรชนพวกนี้อยู่หรือมาร่วมกะเค้าหรอ พวกมันจะมาร่วมทำแมวน้ำอะไร
     
       คดีความของทั้งสองในปีที่ผ่านมามากมายก่ายกองเต็มโรงพัก สน.ปทุมวัน เจ้าของท้องที่ไปหมด ว่ากันว่าคดีส่วนใหญ่ยังจับผู้กระทำผิดไม่ได้ มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายในเหตุนองเลือดของทั้งสองสถาบันอยู่โข แม้กระทั่งประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับเหตุการณ์ก็ผลอยโดนลูกหลงไปกับเค้าด้วย เพราะอะไร? ทำไมต้องตีกัน? ตีกันแล้วได้อะไร? สะใจหรอ? บาดเจ็บล้มตายใครละที่เสียใจ? เคยคิดได้ไหม? คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำหลังเกิดเรื่องราวการทะเลาะวิวาทขึ้น
     
       มาที่เหตุการณ์ปมขัดแย้งล่าสุดที่ทำให้ศึก"ปทุมวัน-อุเทน"ระอุขึ้นอีก จนทำให้หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ลงข่าวอยู่หลายสัปดาห์ติด จนทำให้ประเด็นเป็นที่สนใจของสังคมมากขึ้น เริ่มจากช่วงปีส่งท้าย เมื่อวันที่10 ธ.ค.52 เมื่อเวลา 05.00 น.นายณัตถพันธุ์ คลองรอด นศ.ชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนจิสติกส์ นอนจมกองเลือด เสียชีวิตอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย หลังการสอบสวนทราบภายหลังว่าผู้ก่อเหตุในครั้งนี้เป็นฝีมือของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่ขี่ จยย.และใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาภายในสถาบัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต แม้จะสามารถจับคนร้ายที่ร่วมกันลงมือได้แล้ว 1 ราย แต่ยังเหลืออีก 2 รายที่ยังหลบหนี
     
       มาวันที่ 12 ม.ค.53 เวลา 11.00 น. สองคนร้ายควบ จยย.กราดยิงนักศึกษาเทคโนฯ ปทุมวัน ขณะเดินบนฟุตปาธหน้าสถาบัน ทำให้มีนักศึกษาปทุมวันบาดเจ็บ 3 ราย โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้ขณะที่คนร้ายก่อเหตุ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสืบพบว่าจยย.ที่คนร้ายใช้เป็นของนักศึกษาอุเทนถวาย โดยคดีอยู่ระหว่างตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ไม่ถึงสัปดาห์ตำรวจปทุมวันสามารถรวบ 17 นักศึกษาปทุมวัน รุมแทงช่างซ่อมมือถือห้างมาบุญครองได้รับบาดเจ็บ โดยอ้างเตรียมยกพวกตะลุมบอนกับนักศึกษาคู่อริ แต่นึกว่าช่างซ่อมมือถือเป็นนักศึกษาคู่อริจึงเข้าทำร้าย
     
       จนกระทั่งพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.มีมาตราการควบคุมสถานศึกษาทั้งสองสถาบันเตรียมนำกฎหมายอั้งยี่ซ่องโจรมาใช้ในการดำเนินคดีกับรุ่นพี่ทั้ง 2 สถาบันที่ให้การสนับสนุนในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท พร้อมประกาศ"เคอร์ฟิว" ห้ามนักศึกษาอยู่ภายในสถาบันหลังเวลา 20.00 น.และเข้าตรวจค้นสถาบันทั้งสอง โดยเริ่มที่เทคโนฯ ปทุมวัน จากการตรวจค้นพบเพียงอุปกรณ์การนอนรถเข็นของห้างเทสโก้โลตัสจำนวน 2 คัน เหล้า เบียร์ น้ำแข็ง โซดา ภายในอาคารสโมสรนักศึกษา และประทัดยักษ์ ส่วนที่อุเทนถวายก็โดนตรวจค้นเช่นกันพบอาวุธมีด 13 เล่ม กระสุนปืนสำหรับซ้อมขนาด .38 1 นัด มีดคัตเตอร์ 1 เล่ม ประทัดยักษ์ 7 ดอก ไพ่ 2 สำรับ น้ำเต้าปูปลา 2 คู่ โซดา 1 ขวด กระป๋องเบียร์ที่ทุบจนแบน 1 กระสอบ และถุงนอน
     
       แม้มาตราการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทของทั้งสองสถาบันจะถูกนำมาใช้ หรือใช้กำลังตำรวจเข้าไปตั้งกองรักษาการณ์อยู่ภายในทั้งสองสถาบันก็ตาม อาจเป็นไปได้ที่ต้องการหยุดไฟที่กำลังร้อน ให้เบาลงแค่ชั่วคราว แต่สังคมมองปัญหาที่เกิดขึ้นมันซ้ำซากจำเจ จนเอือมระอาเต็มที่กับการกระทำของทั้งสองสถาบัน ใครต่อใครหลายคนต้องมาจบชีวิตกับแค่สีเสื้อไม่เหมือน ศักดิ์ศรีของสถาบัน ที่ถูกปลังฝังมาแบบผิดๆ
     
       สุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดก็คือพ่อแม่ ที่ต้องร้องไห้มารับศพลูก แปลกชะมัดโตๆกันแล้วพูดคุยก็ภาษาเดียวกัน ชื่อนำหน้าก็เป็น"นาย"อยู่บนแผ่นดินเดียวกันที่ชื่อ"ไทย" รักเคารพ"พ่อหลวง"องค์เดียวกัน แต่ใยมาย่ำยีกันเองถึงเลือดตกยางออก ฤาจะให้ต้องงัดมาตราการเด็ด"ยุบ"ทิ้งทั้งสองสถาบันจะดีไหมจะได้หมดปัญหาจะได้ปิดตำนานศึก"ปทุมวัน-อุเทน"และเหลือไว้เป็นความทรงจำที่(ไม่)น่าจำอีกต่อไป.

       "หนุ่มน้อย"
       เขาเดินเข้าออกในซอยทุกวัน เพื่อนฝูงทุกคนต่างรักใคร่เขา
       ทุกๆ ตอนเช้าแต่งตัวไปเรียน ไม่เคยจะเกจะขาด
       พ่อแม่ภูมิใจ มีลูกผู้ชายเอาการเอางานเอาเรียน
       ก็ชีวิตนี้ดั่งไม้ใกล้ฝั่ง หวังพึ่งพาลูกชายคนเดียว
       โอ.โฮ๊ะ.โอ...เจ้าเด็กหนุ่มของพ่อ... โอ.โฮ๊ะ.โอ...เจ้าเด็กหนุ่มของแม่
       ตกเย็นเลิกเรียนกลับบ้านตามเคย ห้อยโหนรถเมล์อย่างเก่า
       คิดถึงกับข้าว บนจานใบเก่ามีแม่กับพ่อล้อมวง
       แต่แล้วทันใด โลกมืดดับไป มีสัตว์ร้ายมองดูคล้ายว่าเป็นคน
       ทำร้ายร่างกายรุมตีจนตาย แล้วสลายร่างหายในหมู่คน
       พ่อแม่รู้ข่าวร้ายร่ำร้องแทบวางวายกลิ้งเกลือกลงกับกองเลือดของลูก
       ลูกฉันทำอะไร เขายังไม่ควรตาย หนุ่มน้อยผู้มีอนาคตไกล
       แค่สีเสื้อไม่เหมือนคำสอนแต่ปางไหน นี่สีใครนั่นสีมึง นี่สีกู
       ความหวังพังทลายแต่นี้จะอยู่อย่างไร เพราะหัวใจเพียงดวงเดียวแหลกสลาย
       ตั้งแต่บัดนี้ ไม่มีอีกแล้ว เด็กหนุ่มคนดีประจำซอย
       พ่อแม่ก็หายครอบครัวสลาย ไม่สายทุกคนก็ลืม
     
       เนื้อร้องในบทเพลง "หนุ่มน้อย" ของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ น่าจะสะท้อนภาพศึกช่างกลปทุมวันกับช่างก่อสร้างอุเทนถวายได้เป็นอย่างดี

สถานการณ์ข่าว17ก.ย.57

@นายกมอบนโยบายห้ามขรก.พลาดทุจริต ร่วมยุติขัดแย้งทำปรองดองลุยปฏิรูปปัดต่างตอบแทน-ยันไม่คิดตั้งพรรคการเมือง
@ประยุทธ์อารมณ์ดีร้องเพลงคืนความสุข-จับตากริชสุดาขอคนเห็นต่างคุย
@คุมพล.ท.มนัสพวกอีก7ฟ้องอัยการศาลทหารคดียึดอาวุธล่าอีก4รวมจักรภพ
@นายกฯขู่ถ้านร.ตีกันจะสั่งปิดรร.จนกว่าตร.สอบเสร็จ
@ผลผ่าศพ2ฝรั่งพบคราบอสุจิ,แผลต่อสู้รอผลDNA1วัน-ตร.คาดฝีมือเพื่อน
///////

นายกรัฐมนตรี เตรียมประชุมส่วนราชการ มอบนโยบายทำงาน 1 ปี บ่ายนี้ คาด ช่วงเช้าเข้า ทบ. ประชุมหน่วยขึ้นตรง

ภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ เวลา 13.30 น. เตรียมเป็นประธานการประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการ หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือถึงแผนปฏิบัติการดำเนินงานที่แต่ละกระทรวงจะต้องไปจัดทำให้สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลและดำเนินการตามแผนให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนช่วงเช้า คาดว่า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้ากองบัญญาการกองทัพบก เนื่องจาก วันนี้มีประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ที่ต้องมอบหมายงานให้ทำงานควบคู่ทั้ง คสช. และรัฐบาล ขณะที่บรรยากาศการรักษาความปลอดภัยทั้งในและโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ยังคงมีการวางกำลังตำรวจและทหารดูแลอย่างเข้มงวด
----
นายกรัฐมนตรี เตรียมประชุมข้าราชการระดับสูง พร้อมมอบนโยบายการทำงาน ขณะถ่ายทอดสดช่อง 11

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด บรรดารัฐมนตรี รวมถึงข้าราชการระดับสูง เริ่มทยอยรวมตัวที่ห้องประชุม ตึกสันติไมตรีแล้ว โดยในเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เตรียมเป็นประธานการประชุมชี้แจงนโยบายรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ต่อผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวง หัวหน้าผู้ตรวจราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ภายหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้ว ขณะเดียวกัน จะมีการมอบหมายแผนปฏิบัติงาน หรือ Action Plan ให้หน่วยงานแต่ละด้าน สานต่อนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร และต้องทำตามแผนให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ช่วงที่นายกรัฐมนตรีมอบนโยบาย จะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์
-------
นายกมอบนโยบาย ขรก.ร่วมขับเคลื่อนประเทศ ยุติความขัดแย้ง รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย พร้อมเร่งลุยแก้เศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มอบนโยบายรัฐบาลต่อข้าราชการระดับสูง เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพราะข้าราชการเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ และที่ผ่านมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งมานาน ทำให้สภาพเศรษฐกิจชะงักลง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทำความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ

ซึ่งตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช. หลังควบคุมอำนาจการปกครอง สามารถแก้ปัญหาได้หลายส่วนและสภาวะบ้านเมืองปัจจุบันสงบสุข ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าปฏิรูปประเทศที่กำหนดไว้ 11 ด้าน ตามโรดแมประยะที่ 2 ของรัฐบาล ส่วนการแต่งตั้งตำแหน่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่มีสัดส่วนของทหารนั้น ไม่ได้เป็นการตอบแทนใคร แต่ไม่ต้องการให้เกิดการทุจริต
--------
นายกฯ ขอคนเห็นต่างที่อยู่ต่างประเทศกลับมาคุยกัน ตามความเคลื่อนไหวกลุ่มต้านต่อเนื่อง เตรียมนำ ครม. ลงพื้นที่ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบายของรัฐบาลแก่ผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการ ว่ายังคงมีการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต่อต้านที่อยู่ในต่างประเทศ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน รวมถึง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ส่วนตัวอยากขอให้กลุ่มผู้เห็นต่างที่อยู่ในต่างประเทศเดินทางกลับมาพูดคุยกันเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้า

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า จะมีการนำคณะรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนตัวจะมีการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมร้องเพลงคืนความสุขให้ประชาชนกับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางเข้าถึงตึกไทยคู่ฟ้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
-----------
พล.อ.ประยุทธ์ ยัน ใช้งบประมาณคุ้มค่า ลุยปราบโกง แก้ค้ามนุษย์ แจง ครม. ทุก 3 ด. - รอผลสอบไมค์

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยืนยันกับข้าราชการระดับสูง ว่า การเข้ามาของรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ทำเพื่อชาติ พร้อมย้ำการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญ ทั้งยาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาอาชญากรรม การค้ามนุษย์ เป็นปัญหาน่ากลัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำงานที่ต้องร่วมมือกัน และรายงานผลสัมฤทธิ์ของแต่ละหน่วยงานและหน่วยงานต่อคณะรัฐมนตรีทุก 3 เดือน

ทั้งนี้ ทุกกระทรวง ทุกฝ่ายต้องมีความอดทน เพราะประชาชนมีความเดือดร้อน จึงต้องลงพื้นที่เข้าหาประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุมอีก ส่วนความขัดแย้งในโรงเรียนที่ยกพวกตีกัน ต่อไปต้องสั่งปิดทันที

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้กำลังรอผลตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อไมโครโฟนของห้องประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่
////////////
วินธัย เผย คสช. ปรับโครงสร้างสอดคล้องรัฐบาล ขณะยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ด้านคดีชุดดำให้เป็นหน้าที่ตำรวจ

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในการปรับโครงสร้างใหม่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นการปรับเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของรัฐบาล โดยจะดูแลด้านความมั่นคงพร้อมกับเป็นที่ปรึกษา ทั้งนี้ การยกเลิกกฎอัยการศึก ไม่ได้มีการวางกรอบระยะเวลา แต่จากที่ผ่านมาถือว่ามีความสงบเรียบร้อยขึ้น ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวอยู่และมีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งขอร้องให้เห็นแก่ประเทศชาติ เพื่อให้มีการเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ทาง คสช. และรัฐบาล จะเร่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้แก่นานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม กรณีการจับกุมตัวชายชุดดำนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะมีการดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างแน่นอน
//////////
"พล.อ.สมเจตน์" เป็น ปธ. ประชุม กมธ.ร่างข้อบังคับ สนช. แทน "พีระศักดิ์" หลังติดภารกิจต่างประเทศ 

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการแทน นายพีระศักดิ์ พอจิตร ที่ติดภารกิจประชุมในต่างประเทศ

โดยที่ประชุมมีการเชิญสมาชิก สนช. ที่เสนอคำแปรญัตติเข้าร่วมประชุม ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อร่างพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่างข้อบังคับชุดเดิมเพื่อพิจารณา รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ โดยสรุปคือให้รับคำแปรญัตติโดยสมาชิกที่ประสงค์จะแปรญัตติต้องแสดงความจำนงภายในวันที่ 12-15 กันยายนที่ผ่านมา จากนั้นได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมและประมวลคำแปรญัตติ

ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะต้องจัดทำรายงานการพิจารณาเสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งในวันศุกร์ที่ 19 กันยายนนี้
---------
วิป สนช. ประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่ คสช. เสนอให้สภาพิจารณา เตรียมบรรจุเข้าสู่วาระ

บรรยากาศที่รัฐสภาล่าสุด ได้เริ่มต้นการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชั่วคราว หรือ วิป สนช. โดยมี พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ รองประธานคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และมีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาจำนวน 2 ฉบับ

รวมทั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งที่ประชุมได้เชิญตัวแทนตุลาการศาลปกครองเข้าร่วมประชุม เนื่องจากก่อนหน้านี้ตุลาการศาลปกครองได้รวมรายชื่อ 101 รายชื่อยื่นต่อประธาน สนช. ขอให้ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะเห็นว่าเนื้อหาบางส่วนยังไม่ครอบคลุม อีกทั้งยังไม่มีการส่งร่าง พ.ร.บ. ให้กับผู้พิพากษาของศาลปกครองให้พิจารณาก่อนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่คณะตุลาการศาลปกครองเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมาธิการนั้น ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามรับฟังด้วย
///////////
"วิษณุ" เตรียมร่วม ป.ป.ช. ชี้แจงขั้นตอนบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยในภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 10.00 น. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย จะร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. การร่วมชี้แจงขั้นตอนการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรี ภายหลังรับตำแหน่งต่อ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน ซึ่งประชุมร่วมกับรัฐมนตรีหรือตัวแทนรัฐมนตรีของทุกกระทรวง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้ยืนยันภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ว่า จะต้องชี้แจงทั้งหมด เพราะไม่มีอะไรปิดบัง
---
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ชี้แจงขั้นตอนแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ครม. ยัน ต้องยื่นภายใน 30 วัน หมดเขต 3 ต.ค. นี้

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวภายหลังการเข้าชี้แจงรายละเอียดการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะรัฐมนตรี ว่า การชี้แจงในวันนี้เพื่อให้รัฐมนตรี และข้าราชการทางการเมืองเข้าใจหลักเกณฑ์ และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งตามกฎหมาย จะต้องยื่นภายใน 30 วัน คือวันที่ 3 ตุลาคม และในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 ป.ป.ช. จะเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยบุคคลที่จะต้องยื่นบัญชี คือ คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส รวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยขณะนี้ ยังไม่มีรัฐมนตรีคนใดยื่นเข้ามา รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะเดียวกัน ได้มีการยื่นในตำแหน่งอื่นตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ให้ข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ อธิบดี ปลัดกระทรวง รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยข้อห้ามคือถือหุ้นเกินร้อยละ 5 แต่หากประสงค์ที่จะถือหุ้น ต้องแจ้งต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยจะต้องโอนให้นิติบุคคลที่มีอำนาจบริหารหลักทรัพย์แทน ภายใน 90 วัน และแจ้งกลับมายัง ป.ป.ช. ภายใน 10 วัน หลังจากนั้น ป.ป.ช. จะเป็นผู้เปิดเผยกับสาธารณชนต่อไป
/////////
"ภุชงค์" เผย สรรหา สปช. คกก.ตัดเหลือด้านละ 50 คน ครบทั้ง 11 ด้านแล้ว ส่วนภูมิภาคเสร็จแล้ว 49 จังหวัด

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มีการประชุมเพื่อคัดสรรสมาชิก สปช. อีก 7 ด้านที่เหลือ โดยตอนนี้เสร็จสิ้นครบทั้ง 11 ด้านแล้ว ซึ่งจะมีการนำรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป ส่วนในระดับจังหวัดแล้วเสร็จ 49 จังหวัดแล้ว กำหนดวันสุดท้ายคือวันที่ 22 กันยายนนี้

ทั้งนี้ นายภุชงค์ กล่าวว่า ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ องค์กรนิติบุคคลเสนอชื่อได้เพียง 2 คนเท่านั้น ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบมีองค์กรนิติบุคคลที่ยื่นเสนอรายชื่อบุคคลมากกว่า 2 คน มี 20 องค์กร ส่วนบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเพื่อรับการสรรหาทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัดนั้น มีเพียง 220 คนเท่านั้น

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวว่า สมาชิก สปช. ทั้ง 11 ด้าน จำนวนด้านละ 50 รายชื่อ และสมาชิก สปช. จังหวัด จำนวน 5 รายชื่อ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีรายชื่อรั่วไหลอย่างแน่นอน
---------------
รองเลขาธิการ กกต. เผย วันนี้ ที่ ร.1 พัน.4 รอ. มีการประชุมของกรรมการสรรหาใน 7 ด้าน คาดจะดำเนินคัดเลือกบุคคลครบทั้ง 7 ด้าน

นายบุญยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (17 ก.ย.) ที่ ร.1 พัน.4 รอ. มีการประชุมของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ใน 7 ด้าน เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการเมือง ด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ด้วยตนในฐานะเลขานุการ ในการสรรหา สปช. ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม และอำนวยความเรียบร้อยตลอดการประชุมของคณะกรรมการสรรหา สปช. วันนี้

ทั้งนี้ นายบุญยเกียรติ กล่าวอีกว่า การประชุมของคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 ด้านวันนี้ คาดว่าจะได้ตัวบุคคลครบทั้ง 7 ด้าน ซึ่งภายหลังจากนี้ เมื่อคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 ด้าน คัดเลือกบุคคลได้แล้ว ก็จะนำรายชื่อปิดผนึก ส่งต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แบบลับ
-----------
  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. วันนี้ (17กย) บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ภายหลังการปิดรับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ซึ่งช่วงเวลานี้ อยู่ใน
กระบวนการคัดเลือกบุคคล ส่วนของจังหวัด และในส่งกลางทั้ง 11 ด้าน

   โดยในวันที่ เมื่อเวลา 9.00 น ที่ผ่านมา ที่ร1 พัน 4 รอ. ได้มีการประชุมของคุณกรรมการสรรหา ใน 7 ด้าน อาทิ คือด้านการศึกษา ด้านการเมือง ด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม และด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น

   ด้านของการสรรหา สปช. ส่วนของจังหวัด ขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 49 จังหวัด และในอีก 28 จังหวัด จะดำเนินการคัดเลือกในช่วงระหว่างวันที่ 17-22 กันยายน 2557 นี้

   ขณะที่ นายภุชงค์ นุตราวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ด้านอื่นๆ ที่ได้ตั้งขอสังเกตุ โดยโพสข้อความเฟสบุ๊กส่วนตัว ถึงการสรรหาสมาชิก สปช. ส่วนของข้อผิดพลาดของการส่งบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. ขององค์กรและนิติบุคคลว่า มีบางองค์กร นิติบุคคล ที่ส่งรายชื่อบุคคลมากกว่ากำหนด ตามที่ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สปช. กำหนดไว้

  โดยเชื่อว่าการกระทำที่ขัดต่อกฏหมายในครั้งนี้    ด้านของนิติบุคคล และบุคคลนั้น ไม่มีเจตนากระทำผิด หรือเอาเปรียบบุคคลเข้ารับการสรรหา สปช. รายอื่นๆ โดยเกิดขึ้นจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน และการรู้เท่าไม่ถึงการ

  อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลเสนอชื่อเข้ารับการสรรหา สปช. พบว่ามีองค์กร และนิติบุคคลเสนอชื่อเกินกว่า 2 ด้าน มีถึง 20 องค์กร และบุคคลเสนอชื่อ เกินกว่า 1 ด้าน มี 203 คน
---------
เลขาธิการ กกต. เผย วันนี้ คกก. สรรหา สปช. 11 ด้าน ประชุมเคาะ 50 คน ใน 7 ด้าน พร้อมกัน ขณะ สปช. ส่วนจังหวัด เคาะแล้ว 49 จว.

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ว่า ในวันนี้ (17 ก.ย.) มีการประชุมของคณะกรรมการสรรหาใน 7ด้าน อาทิ คือ ด้านการศึกษา ด้านการเมือง ด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้เริ่มการประชุมแล้ว ที่ ร.1 พัน.4 รอ. เวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ภายหลังการประชุมหากคณะกรรมการสรรหา สปช. ได้คัดเลือกบุคคลได้ครบแล้วทั้ง 11 ด้าน คาดว่าในวันที่ 19 กันยายน นี้ จะนำบัญชีรายชื่อเสนอต่อคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อพิจารณาคัดเลือกต่อไป

ขณะเดียวกัน ส่วนการสรรหาในส่วนของจังหวัด ได้ดำเนินการครบแล้ว 49 จังหวัด และในอีก 28 จังหวัด จะมีการดำเนินการคัดเลือกในช่วงระหว่างวันที่ 17 - 22 กันยายน 2557

พร้อมกันนี้ ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในบางจังหวัด ที่ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลแล้ว ก็ได้เข้ายื่นบัญชีรายชื่อซองเอกสารปิดผนึกเป็นความลับ ต่อสำนักงาน กกต. ในส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งคาดว่า เช้าของวันที่ 23 กันยายน นี้จะรวบรวมรายชื่อทั้ง 77 จังหวัด เสนอต่อ คสช. ต่อไป

---------
/////////////
กสทช. ยังไม่คุ้มครองช่อง 3 เสี่ยงจอดำ 28 ก.ย. ระหว่างนี้รอฝ่ายกฏหมายพิจารณา ย้ำจะหาทางออกร่วมกันให้ดีที่สุด 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม กสทช. ได้รับทราบเรื่องที่ช่อง 3 ขอให้ กสทช. ทบทวนมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่ให้ช่อง3 สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นฟรีทีวี และมติที่ให้ผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวีถอดช่อง3 อนาล็อก ออกจาก
ผังรายการของช่อง

โดยที่ประชุม ได้ให้ช่อง 3 ทำหนังสือยืนยันว่าผู้ที่ลงนามในหนังสือมีอำนาจในการลงนามหรือไม่ เนื่องจากหนังสือที่ส่งมารายชื่อไม่เหมือนกัน ซึ่งหากเป็นผู้มีอำนาจลงนามจริง จะนำเรื่องส่งให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาให้ความเห็นว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับแล้วจะมีมาตรการคุ้มครองหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ ในระหว่างที่อยู่ในการพิจารณา มติ กสท. จะยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งช่อง 3 อนาล็อกจะต้องจอดำในวันที่ 28 ก.ย. นี้ หลังครบ
กำหนด 15 วันที่สำนักงานได้ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้บริการโครงข่ายทราบ

อย่างไรก็ตาม กรรมการ กสทช. ทุกคนเชื่อและจะพยายามไม่ทำให้เกิดปัญหาจอดำ โดยจะหาทางออกร่วมกันให้ดีที่สุด ซึ่งคาดว่าจะมีการ
พิจารณาอีกครั้งในการประชุมบอร์ดสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีที่เครือข่ายภาคประชาชนเฝ้าระวังสื่อวิทยุและโทรทัศน์ มายื่นหนังสือขอให้
กสทช. เพิกถอนสัมปทานและใบอนุญาตของช่อง 3 ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ กสท. พิจารณาต่อไป
//
กสทช. อนุมัติเงินชดเชยบอลโลกให้อาร์เอสเพิ่มอีกกว่า 369 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช.
เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ พ.ศ. ....

นายฐากร ตัณฑสิทธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า
ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้จ่ายเงินชดเชยกรณีการถ่ายทอดการแข่งขันบอลโลก 2014 ให้บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล
บรอสคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด (อาร์เอส) เพิ่มเติมอีก 369.859 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งลดลงจากวงเงินที่ กสทช. อนุมัติไว้เดิมกว่า 57 ล้านบาท ทั้งนี้ หากบริษัท อาร์เอส เห็นว่าวงเงินดังกล่าวยังไม่เหมาะสมสามารถอุทธรณ์ต่อ กสทช. ได้

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช. ยังได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามมาตรา 28 ได้ โดยหากร่างประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ประชาชนสามารถรับชมฟรีทีวีทั้ง 24 ช่อง และช่องบริการสาธารณะ ได้ในลำดับช่องที่ 1-36
ในทุกระบบ (ทุกแพลตฟอร์ม) เหมือน ๆ กัน ส่วนช่องรายการอื่น ๆ จะเรียงตั้งแต่ลำดับช่อง 37 เป็นต้นไป
///////////
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สมยศ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. มีผล 1 ตุลาคม

ประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 183 ลงวันที่ 17 กันยายน 2557
//////
รองผู้บังคับการกองปราบ เผยส่งสำนวนให้อัยการศาลทหาร จ.สระบุรี ในคดี พล.ท.มนัส พกปืนไม่มีใบอนุญาตตามหมายจับศาล

พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองปราบ เปิดเผยว่า ตามที่พนักงานสอบสวน ได้นัดหมายให้ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 กับพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงคราม ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย มาพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องต่ออัยการศาลทหารจังหวัดสระบุรี ที่กองปราบปราม

ในวันนี้ ล่าสุด พนักงานสอบสวน กองปราบปราม ได้นัดหมาย พล.ท.มนัส กับพวก ไปพบที่อัยการศาลทหารจังหวัดสระบุรี แล้ว โดยพนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนให้อัยการศาลทหารจังหวัดสระบุรีแล้ว

สำหรับคดีนี้ ถือเป็นคดีสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับการใช้อาวุธสงคราม และนำไปสู่การจับกุม ซึ่งจากพยานหลักฐานพบความเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องรวม 11 คน และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้แล้ว สามารถจับกุมได้แล้ว 7 คน และหนีหมายจับ 4 คน หนึ่งในนั้น มี นายจักรภพ เพ็ญแข รวมอยู่ด้วย ซึ่งฝ่ายสืบสวนของคณะทำงาน จะได้เร่งติดตามผู้ที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป
/////////
ผลผ่า 2 ศพ พบคราบอสุจิ และบาดแผลต่อสู้ รอผลตรวจ DNA คาดรู้ผลภายใน 24 ช.ม.

พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผย ผลการผ่าชันสูตพลิกศพ 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เสียชีวิต ที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ว่า เบื้องต้นศพของ นางสาวฮานนาห์ วิคตอเรีย อายุ 24 ปี เสียชีวิตจากการถูกของแข็งที่ศีรษะ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนเสียชีวิต เนื่องจากพบคราบอสุจิในบริเวณช่องคลอด แต่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด ส่วน นายเดวิด วิลเลียม พบร่องรอยซึ่งเกิดจากการถูกของแข็งกระทบศีรษะ และพบบาดแผลที่บริเวณหลังฝ่ามือทั้งสองข้าง อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นการต่อสู้ รวมถึงมีน้ำในปอด จึงเชื่อว่าผู้ตายอาจถูกทำร้ายและลากลงน้ำก่อนเสียชีวิต ส่วนกรณีพบคราบอสุจิบริเวณทวารหนักของผู้ตายนั้น จากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยดังกล่าว ส่วนของแข็งที่ทุบบริเวณใบหน้าและศีรษะของผู้ตายคาดเป็นของแข็งไม่มีคม

ทั้งนี้ ผู้บังคับการนิติเวชวิทยา กล่าวด้วยว่า การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ จากหลักฐานเส้นผมในมือและคราบอสุจิที่อยู่ในช่องคลอดของฝ่ายหญิง ซึ่งจะมีการนำหลักฐานดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนนำผลดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย เพื่อหาตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในคดีต่อไป
/////////////////
เจ้าที่ตำรวจ นำผู้ต้องหา ยิง น.ศ.เทคนิคกรุงเทพ และ น.ศ.ช่างปทุมวัน ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ ซ.วัดศรีบุญเรือง  


เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก กว่า 200 นาย นำผู้ต้องหายิงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

โดยจุดแรกเป็นบริเวณซอยวัดศรีบุญเรือง ถนนรามคำแหง ผู้ต้องหาก่อเหตุยิง นายพชร กัมพลาศิริ อายุ 21 ปี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา สำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะมีทั้งครอบครัวผู้เสียหาย และเพื่อนร่วมสถาบันมามุงดูจำนวนมาก ซึ่งต่างอยู่ในอารมเศร้าเสียใจ และโกรธแค้น

ขณะที่บิดาของผู้เสียชีวิตกล่าวว่า หากเป็นไปได้ก็อยากทำให้ตายตามบุตรชายไปและย้อนถามไปถึงพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ ว่าเลี้ยงลูกอย่างไรถึงให้มีจิตใจโหดร้ายถึงเพียงนี้ พร้อมระบุว่าอยากให้กรณีของลูกชายตนเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง โดยจากนี้ เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปทำแผนต่อที่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ


////////
นายกสมาคมรถร่วม ขสมก.  เข้าพบ "ประจิน" พรุ่งนี้ ถกขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท ให้รัฐช่วยหาแหล่งเงินทุน 

นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน หรือ รถร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันพรุ่งนี้ เวลา 08.00 น. ตนเองพร้อมด้วยสมาคมรถร่วม ขสมก. จะเข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะมีการหารือเรื่องให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การพัฒนารถโดยสาร รวมทั้งการขอขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท ซึ่งรถเมล์ร้อน ก็จะมีอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 10 บาท จากปกติ 8 บาท รถเมล์ปรับอากาศปรับขึ้นระยะทางละ 2 บาท เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ
หลังจากที่ต้นทุนด้านแรงงานและอะไหล่รถปรับขึ้น