PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฝากขังสองสามีภริยา

ภายหลังจากที่ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับนายชอบ และนางติยะพรรณ ชิณประภา สองสามีภรรยา ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ และสามารถจับกุมตัวได้แล้วตั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นผู้ต้องหาคนที่ 11 และ 12 ที่ถูกจับกุมในคดีเดียวกับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ข้าราชการตำรวจและพลเรือนรวม 10 คน ที่ร่วมกันกระทำผิดหลายข้อหาหนัก รวมทั้งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรียกรับสินบน
ส่วนนางสวงศ์ (อ่านว่า สะ-หวง) มุ่งเที่ยง หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออหมายจับในข้อหาผิด พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามาตรา 19 และ 47 พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ภายในวันนี้ และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม
ล่าสุด วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ที่ร่วมกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบชก. รวม 8 ราย มาฝากขังผัดแรก โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวตั้งแต่เช้า
โดยทั้งหมดนั้น มีในความผิดหลายข้อหาแตกต่างกัน อาทิ หมิ่นสถาบันเบื้องสูง
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับและจูงใจให้ผู้
อื่นมอบผลประโยชน์ฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ
และข้อหาอื่นๆ เป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษเกิน 10 ปี พนักงานสอบสวนสามารถ
ยื่นคำร้องฝากขังได้ทั้งหมด 7 ผัด ผัดละ 12 วัน รวมทั้งสิ้น 84
วันhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416819500

ตร.สับขาหลอกนักข่าว

ตร.สับขาหลอกนักข่าวสื่อพิมพ์ทั่วประเทศ ให้กลับไปก่อน...จากตะกี้บอกว่าให้ประกันในชั้นสอบสวนแล้ว 4 นาย !!!!
.
(24 พย.) 18.10 น. ‪#‎ล่าสุดรายงานสด‬ จากศาลอาญาฯ จนท.ควบคุมตัว
1.พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.
2.พล.ต.ต.โกวิทย์ วงษ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. 
3.พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน.
4.พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร
ขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก 12 วันที่ศาลอาญา คัดค้านการประกันตัว
------------------------------.
ขณะที่ผู้ต้องหา 6 คนที่ฝากขัง ไปก่อนหน้านี้แล้ว
1.พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีตผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
2. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา
3. ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง สังกัดกองบังคับการปราบปราม
4. นางสวงค์ มุ่งเที่ยง
5. นายชอบ ชินประภา
6. นางติยะพรรณ ชินประภา
-----------------------
ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ที่ออกหมายจับเพิ่ม
1.นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล
2. นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช
ได้ติดต่อขอมอบตัวแล้ว โดยจะแถลงข่าว 10.30 น. พรุ่งนี้

ถอดบทเรียนไทยพีบีเอส! "ณาตยา" เปิดใจครั้งแรกกลัวพันเอก "ส." รับไปกินไอติม

"ณาตยา" เผยกลางวงเสวนาถอดบทเรียนเวทีสาธารณะ พ้อความปลอดภัยมีหรือไม่หลังถูกนายพัน ส. กดดัน รับกลัวถูกเชิญ "กินไอติม" จึงต้องขอถอนตัวจากการเป็นพิธีกร-เครือข่ายภาคปชช.จี้ไทยพีบีเอสแสดงจุดยืน 
1anatv
จากกรณีมีกระแสข่าวว่านายทหารกลุ่มหนึ่ง นำโดยพันเอกชื่อย่อ "ส." เดินทางมาพบผู้บริหารไทยพีบีเอส ขอให้เปลี่ยนตัวพิธีกรรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” หลังไม่พอใจการทำหน้าที่ของ น.ส.ณาตยา แววีรคุปต์ ในการอัดเทปรายการ “ฟังเสียงคนใต้ก่อนการปฏิรูป” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และมีการออกอากาศเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2557 ที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีการจัดเวทีเสวนาถอดบทเรียนกรณีดังกล่าว โดยมีนักวิชาการและภาคีเครือข่ายภาคประชาชนด้านต่างๆ จากทั่วทุกภาคของประเทศ,เครือข่ายองค์กรที่ร่วมจัดรายการ อาทิ สถาบันพระปกเกล้า ,ตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนจากภาคตะวันออก, ภาคใต้ ภาคเหนือตอนบน, ภาคเหนือตอนล่าง,กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงตัวแทนจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมรับฟังและเสนอความเห็น
นางสาวณาตยา กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนาครั้งนี้ ว่า นับแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น มีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยพูดเลย มีแต่ผู้บริหารบางส่วนเท่านั้นที่ทราบ แต่ไม่แน่ใจว่าหากพูดเรื่องนี้ในห้องนี้จะปลอดภัยหรือเปล่า
มีบางอย่างที่พูดไม่ได้ เอาเป็นว่า ยกเลิกกฏอัยการศึกก่อนสิแล้วจะพูดให้ฟัง แต่โดยส่วนตัวคิดว่า ตนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ประสบมานี้ เป็นลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นลูกชาวบ้านต่างจังหวัดประเมินได้ว่าจะเกิดอะไร ดังนั้น อย่าโทษผู้บริหารเลยที่มีนโยบายต่อกรณีนี้เช่นนี้ แต่ยังคงมีคำถามว่าในเวลานี้ ปลอดภัยดีพอหรือยัง
"สิ่งที่แววประสบมานี้ มันคือการคุกคามระดับไหน สำหรับแววเอง การที่จะขอให้แววไม่เป็นพิธีกร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแม้ไม่มีแวว เวทีที่ จ.นครปฐม หรือ จ.พิษณุโลก สามารถทำได้ ความสำเร็จของเราคือแม้ไม่มีไทยพีบีเอส แต่ประชาชนก็ยังทำต่อไปได้ ดังนั้น นี่ไม่ใช่ประเด็น แต่กรณีของแวว ประเด็นของแววคือเราตีความคำว่า “คุกคามผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าอย่างไร” การตัดสินใจในเรื่องนี้ เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ขณะที่แววเองตัดสินใจเอาตัวเองออกมา ซึ่งในที่ประชุมแววไม่ใช่คนนั่งหัวโต๊ะ แววว่าเรื่องนี้ไม่ปลอดภัยพอที่จะพูดทั้งหมด” นางสาวณาตยาระบุ
และกล่าวว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุมา ไทยพีบีเอสทำให้อบอุ่นใจที่สุด ถ้าไม่มีไทยพีบีเอส ก็คงไม่สามารถมั่นใจได้ตอนนี้ แต่ก็ยังมีคำถามว่าสำหรับเหตุการณ์นี้จะทำอย่างไร
“แววจึงจำต้องเสนอเองกับพันเอก ส. ไม่อย่างนั้นเขาจะมารับแววไปกินไอติม แววจึงต้องการ ความชัดเจนในเรื่องนี้” นางสาวณาตยาระบุ
นายจุมพล พูลภัทรชีวิน คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส กล่าวว่าที่อ้างถึงมาตรฐานสากลนั้น เนื่องจากสำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ NHK ในองค์กรสื่ออาชีพระดับสากลนั้น จะไม่เสี่ยงเรื่องนี้ เรารับทราบว่าถูกคุกคาม ก็ต้องปกป้องคนของเราไว้ก่อนเสมอและไทยพีบีเอสทำเพื่อปกป้องนางสาวณาตยา ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้อง
นายจุมพล กล่าวด้วยว่าได้ดูรายการดังกล่าวและในส่วนคำถามของนางสาวณาตยาที่ถามว่า ก็คนในนี้มิใช่หรือที่มีส่วนร่วมในการชุมนุมเรียกร้องนั้น ตนเห็นว่าคำตอบของคุณหมอที่ตอบในรายการชัดเจนมาก เข้าใจว่า คำตอบของคุณหมอนั่นแหละไปสะกิดเขา เพราะคุณหมอบอกว่าเขาไม่ได้อยากให้ทหารมานำประชาชน แต่เขาอยากให้ทหารมาตามประชาชน
"ผมว่านี่แหละทำให้สะเทือนเขา เมื่อผมดูรายการวันนั้นผมก็คุยกับเพื่อนกรรมการนโยบายฯ ว่า รายการดีมากๆ แต่อาจจะมีทหารมาเยี่ยม" นายจุมพลระบุ
และกล่าวว่าโดยส่วนตัว ชื่นชมเสียงประชาชนในตอนนี้เพราะตรงเวลา ตรงสถานการณ์ ตรงประเด็น กระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เป็นประชาธิปไตยปฏิบัติของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนอย่างแท้จริง
เพราะการปฏิรูปนั้นต้องเป็นของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ แค่เป็นเรื่องของสภาปฏิรูป ตนให้กำลังใจผู้จัดด้วย แต่ที่พูดกับกรรมการนโยบายฯก็คือ ตนบอกว่าทหารอาจจะออกมา เพราะมันเป็นเสียงประชาชนที่เสียงดังฟังชัด แต่สิ่งที่เขาทำกันอยู่นี้ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงสักเท่าไร
"ผมอยุู่ตรงนี้ผมก็เข้าใจ แต่เราเป็นกรรมการนโยบายฯ เราก็ต้องมีความสุขุม เราเป็นผู้ใหญ่ เราก็คุยกันมากพอว่าเราจะแสดงออกในลักษณะใด เพราองค์กรเราต้องสนับสนุนประชาชน ทำอย่างไรให้ปลอดการแทรกแซง ภาษาสื่อเขาเรียกว่าต้องมีลีลา เราก็ต้องมีลีลาของเราบ้าง ดังนั้น ในวันศุกร์ เราก็ออกแถลงการณ์ที่แม้จะดูเรียบร้อย แต่เราก็ส่งสัญาณออกไปว่าเราพร้อมจะปกป้ององค์กร เราสื่อ่ถึงความเป็นผู้ใหญ่ว่าเราไม่อยากทะเลาะ" นายจุมพลระบุ
ผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งกล่าวว่ากรณีของนางสาวนาตยา ทำอย่างไรที่เราจะทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างเสรีภาพของสื่อสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ทำให้เวทีของเราเดินต่อไปได้ และสำหรับทหารนั้น ประเด็น นายพัน ส. คงไม่สำคัญว่าจะต้องไปพูดคุยอะไร เพราะทหารเขาฟังนายคนเดียว แล้วแพทเทิร์นในวิธีคิดของเขา เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะคิดอย่างไร วันนี้ เราควรมีใครสักคนเป็นสะพานเชื่อมหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจกัน
ด้านตัวแทนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยกล่าวว่า ตนไม่กังวลว่านางสาวณาตยาจะพูดอะไร เพราะไม่ว่านางสาวณาตยาจะพูดอะไรก็อาจกลายเป็นประเด็นทั้งสิ้น เนื่องจากมุมมองจากสายทหารไม่เคยเปลี่ยน เช่น กรณีผู้นำแรงงานคนหนึ่ง ถูกยิงเป้าที่สนามหลวงในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ส่วนในสมัย รชส. ผู้นำแรงงานที่เคยมาวิพากษ์กระบวนการทำงานของ รสช. ก็หายตัวไป 23 ปีแล้ว ตนว่าวิธีคิดของทหารเขามีมุมมองของเขา แต่ขณะที่ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรนำของประชาชน ถ้าถามว่าแม่เหล็กของรายการนี้ คืออะไร ตนว่าก็คือนางสาวณาตยานั่นเอง และเมื่อสิ่งที่นำเสนอไม่ตรงกับแนวที่ที่เขาจะปฏิรูปก็ทำให้ทหารต้องออกมา
ตัวแทนจากลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ กล่าวว่า สภาวะบ้านเมืองขณะนี้ เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่กำลังเดือด แล้วมีคนนำฝามาปิดไว้ ซึ่งอันตรายมาก ดังนั้น ตนว่าเป็นความกล้าหาญมากที่มีคนเอาอะไรมาเจาะรูให้ไอน้ำที่กำลังเดือดนั้นมันทุเลา
"เหมือนรายการนี้เปิดรูระบายให้ไอน้ำออกมา ให้ประชาชนได้ระบายออกมาบ้าง ผมว่านี่เป็นระดับใหม่ สื่อเคยทำแบบนี้หรือเปล่า เพราะรายการนี้เป็นการร่วมกันของสื่อและประชาชน น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาล ผมว่าหลายฝ่ายน่าจะดีใจ แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์อย่างนี้ ผมว่าองค์กรต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้แตก ถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดมา แล้วองค์กรตีเรื่องนี้ไม่แตกแล้ว มันไม่ได้”
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจจะมาฟังข้อมูลเพื่อนำไปแก้ปัญหา ได้เห็นว่าแต่ละคนล้วนมีความต่างและมีจุดยืน ทหารเขาก็มีจุดยืนของเขา ทหารเขาก็มีความรับผิดชอบ เขาไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตนเห็นว่าในฐานะองค์กรสื่อควรให้นางสาวณาตยามาจัดรายการต่อได้แล้ว
"ก็ให้คุณแววจัดรายการต่อสิ ผมเสนอว่าคุณแววต้องจัดรายการต่อ แต่ให้ความร่วมมือภาครัฐ อย่างผมจะจัดเวทีทีหนึ่งก็ต้องถาม คสช. ว่าตกลงแล้วจะให้ทำยังไง ผมว่าฝ่ายบริหารก็ต้องฟังไว้ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรุนแรงเลยนะครับ เพียงแต่มันมีประเด็น ท่านก็จูนเข้าหากัน" นายเสรีระบุ 
ด้านเครือข่ายภาคประชนอีกรายกล่าวว่าการออกแถลงการณ์ของกรรมการนโยบาย ข้อที่ 3 คือ ทำให้กลายเป็นว่ากรณีนี้มีการโฟกัสไปที่นางสาวณาตยา ซึ่งตนเห็นว่าสถานีควรจะต้องคุยกับ คสช. อย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่ชัดเจนคืออะไร และขอถามว่าไทยพีบีเอสคิดถึงเรื่องที่จะปกป้องบุคลากรของท่านมากแค่ไหน ปกป้องนักข่าวอื่นๆ ด้วย ซึ่งผู้บริหาร ควรจะต้องให้ความคุ้มครองเขาด้วย กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ไทยพีบีเอสควรก้าวพ้นความเป็นปัจเจกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดกับนางสาวณาตยาเท่านั้น แต่องค์กรณ์ควรเห็นว่าเป็นปัญหาขององค์กร นอกจากนั้น รายการควรรีบกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
"ถ้าไทยพีบีเอสหยุดแววไว้ นั่นคือยอมรับว่าการขู่มีผล ควรหยุดยั้งการขู่ด้วยการนำแววกลับมา เพราะถ้าขู่ไทยพีบีเอสได้ผล ผู้บริหารไทยพีบีเอส ต้องรับผิดชอบ เพราะถ้าไทยพีบีเอส ยังถูกขู่ แล้วองค์กรชาวบ้านระดับผมล่ะ คือถ้าไทยพีบีเอส ถูกขู่แล้วหยุด ก็จบครับ ไทยพีบีเอส ต้องไม่หยุด ถูกขู่ก็ไม่หยุด นี่คือสื่อสาธารณะ นี่คือสื่อของประชาชน ผมคิดว่าไทยพีบีเอส ต้องเป็นสื่อกลางของสังคม ผู้บริหารควรชัดเจนว่าจะให้แววหยุดกี่วัน กี่สัปดาห์ ขณะที่คนทำงานที่เป็นแบรนด์ของช่องนี้ ของรายการนี้ตกเป็นเป้า" ผู้ร่วมเสวนารายนี้ระบุ 
ด้านนายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสกล่าวสรุปในช่วงท้ายของการเสวนาว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายเสรีและผู้ร่วมเสวนาบางท่านที่เห็นว่าควรหารือกับ สปช.
"คุณเสรี พาผมไปพบคุณเทียนฉาย ( กีระนันท์ ) ทีสิ ถ้าท่านบอกว่าไม่ให้ทำก็ไม่ให้ทำ ถ้าท่านบอกทำได้เราก็ทำ เพื่อให้มีความชัดเจนไปเลย" นายสมชัยระบุ และกล่าวด้วยว่าส่วนการจะให้ไปคุยกับทหารนั้น ตนคงไม่ไป
ขณะที่นายเสรีรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ เข้าไปเสนอต่อนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และในฐานะของสื่อ ไทยพีบีเอสควรต้องเคลื่อนประเด็นต่อและตนเห็นว่าควรต้องขับเคลื่อนประเด็นผ่านไปทาง สปช.
--------------
ทั้งหมดนี่ คือ บทเรียนที่ได้รับจากการจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ ส่วนเนื้อหาสาระที่เกิดขึ้น จะส่งต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะท่าทีของทหาร ที่มีต่อสื่อ คงต้องจับตากันต่อไป
แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศยืนยันว่า ไม่ทบทวน  ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 เนื่องจากกระทบกับการทำงานของสื่อมวลชน
ก็ชี้ให้เห็นอะไรบางอย่างที่ชัดเจนไปแล้ว 

พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ประวัติ เจ้าพ่อสอบสวนแห่งวงการตำรวจ

data24Nov14พงศ์พัฒน์

พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ data24Nov14พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ประวัติ เจ้าพ่อสอบสวนแห่งวงการตำรวจ

พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ประวัติ เดอะกิ๊ก เจ้าพ่อสอบสวนแห่งวงการตำรวจ กับผลงานการทำงานอันโชกโชน

กลายเป็นประเด็นร้อนของวงการสีกากีเลยทีเดียว เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ศาลได้ ออกหมายจับ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือ "เดอะกิ๊ก" ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบ

สวนกลาง พร้อมพวก ในข้อหาตามประมวลอาญามาตรา 112 และเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ มาตรา 148 และเรียกรับผล ประโยชน์ มาตรา 149 และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้า

พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

โดยข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องราวสั่นสะท้านวงการตำรวจ เนื่องจาก พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เป็นผู้มีฝีมือ อย่างมากในการทำงาน คดีคลายคดีใหญ่ ๆ มาหลายต่อหลายคดี โดยในวันนี้เราก็ขอพลิก

ประวัติ เดอะกิ๊ก พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ มาให้ได้ทราบกัน..

ประวัติ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เป็นคนจังหวัดสมุทรสาคร เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 จบการ ศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ ระดับมัธยมจากโรงเรียนสมุทรสาคร

วิทยาลัย จากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียน เตรียมทหารรุ่น 15 โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นคือ พล.ต.อ. พงศพัศ พงศ์เจริญ รอง ผบ.ตร, พล.ต.ท. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คนปัจจุบัน 

และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1

นอกจากนี้ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ยังจบการศึกษารัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการอบรมหลักสูตรสืบสวนราชการลับจากสหรัฐฯ และหลักสูตรด้านการบริหารตำรวจจาก

วิทยาลัยตำรวจแคนาดา ประเทศแคนาดา

ผลงานของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับการคลี่คลายคดีใหญ่หลายคดี

สำหรับประวัติการทำงานของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เพราะเคยเป็นสารวัตร ใหญ่ถึงหลายสถานี ทั้งนครบาลท่าพระและยานนาวา พร้อมกันนี้ยังเคยเป็นรองผู้กำกับการ

หัวหน้าสถานีตำรวจนครบาล บางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม, ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม, ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม, รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการ

แทนผู้การกองปราบปราม, ผู้บังคับการกองปราบปราม และดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง" ใน 

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2553

ส่วนผลงานของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ นั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นตำรวจมือปราบและมือสอบสวนที่เก่งฝีมือฉกาจคนหนึ่ง ทั้งคดียาเสพคิด คดีฉ้อโกงข้ามชาติ นอกจากนี้ยังเคยจัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม

ศาสตร์" โดยนำหลัก วิชาการมาใช้ในการสืบสวนเพื่อรองรับเทคนิตการสืบสวนสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้การสืบสวนเที่ยงตรงและแม่นยำขึ้น ซึ่งมี ผลงานสำคัญ ๆ ที่เป็นข่าวใหญ่ดังต่อไปนี้..

คดีปลอมแปลงเงินตรา พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ได้สืบสวนคดีธนบัตรดอลลาร์ปลอมที่ทำได้เหมือนที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา จับกุมผู้ต้องหาชื่อ "นายอาซินลี" เจ้าของฉายา "คิงคอง" สามารถยึด

แท่นพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ปลอมที่ปลอมได้เหมือนมากที่สุด ซึ่งคดีนี้กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศอเมริกา มีผลงานแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หน่วยสืบราชการลับ กรุงวอชิงตัน 

ดี.ซี. ด้วย

คดีเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ของโลก โดย พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ สามารถจับกุม "นายโรแลนด์ ลอสซิกมอล" และทำลายขบวนการและเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีเครือ

ข่ายหลายประเทศทั่วโลก ทั้งแคนาดา สหรัฐฯ และประเทศในกลุ่มยุโรป รวมถึงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยยึดทรัพย์สินได้ประมาณ 800 ล้าน ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของเมืองทรีออล ประเทศ

แคนาดาเลยทีเดียว

คดีทลายโรงงานผลิตยาบ้ารายใหญ่ 7 แห่ง (ในช่วงปี 2530-2531) โดยสามารถจับกุมนักเคมีชาวไต้หวัน ร่วมกับกลุ่มนายทุน ผลิตยาบ้า และยึดหัวเชื้อสำหรับผลิตยาบ้า ถือเป็นการทลายโรงงานผลิต

ยาบ้าได้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน จับกุมขบวนการของหนีภาษีศุลกากร มูลค่าหลายสิบล้านบาทด้วย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ (ขณะนั้นยศ ร.ต.อ.) ได้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจยศสูง ซึ่งเป็นระดับหัวหน้าตำรวจจังหวัดระดับสารวัตรใหญ่ 

รวมถึงเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

คดีข่มขู่ผู้บริหารบริษัท เทสโก้ โลตัส สำนักงานใหญ่ในประเทศอังกฤษ โดย พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ สามารถจับกุมนายอเล็กซานเดอร์จอห์น วินสโตน หรือ อเล็กซ์ สัญชาติอังกฤษ ซึ่งส่งอีเมลข้อความ

ข่มขู่ผู้บริหารบริษัทเทสโก้ โลตัส ประเทศ อังกฤษ เรียกเงินจำนวน 140 ล้านบาท โดยบอกว่าถ้าไม่ทำตามจะผสมสารพิษปนเปื้อนในอาหารที่วางขายในโลตัส สาขาใดสาขาหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่

หน่วยงานสกอตแลนด์ยาร์ด ประเทศสหราชอาณาจักร จึงได้ประสานให้ช่วยสืบสวน และได้สืบสวนจับกุมตัวนายอเล็กซ์ได้ในที่สุด

คดีปล้นทรัพย์ร้านทองนวนคร โดยสามารถจับกุม "นายยุทธนา นึกหมาย" และ "นายสุชาติ สิทธิทองหลวง" หรือ อัศวิน ผู้ต้องหาที่ได้ปล้นทองคำไปกว่า 500 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้มีการจับผู้ต้องหาผิด

ตัว 3 คน ทางด้าน พล.ต.ท. พงษ์พัฒน์ (ขณะนั้นยศ พ.ต.อ.) ได้สืบสวนรื้อคดีใหม่ จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาตัวจริงได้

คดีฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงรายแรกในประเทศไทย โดยสามารถจับกุม "นางณัฐกานต์ อนะมาน" ที่วางแผนจดทะเบียนสมรสกับ พล.อ.ต. กิตติพัฒน์ เมืองโคตร (พ.ศ. 2543) และนายอรุณ ครัว

กลาง (พ.ศ. 2545) เพื่อหวังเงินประกันชีวิตประมาณ 40 ล้านบาท โดยวางยาพิษและจัดฉากอำพรางคดีเป็นอุบัติเหตุ

คดีฉ้อโกงบริษัทประกันภัย สามารถจับกุม "นายพิเชษฐ์ พรตันติพงศ์" ในข้อหาร่วมกันพยายามฉ้อโกง โดยนายพิเชษฐ์ได้หลอกลวงบริษัทประกันภัยหลายแห่ง เพื่อเคลมเงินประกันอุบัติเหตุ จาก

กรณีสูญเสียอวัยวะจากการตัดนิ้วหัวแม่มือซ้ายของตัวเองที่ทำไว้ รวมมูลค่า 16 ล้านบาท

คดีร่วมกันจัดหาและรวบรวมทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย โดยจับกุมตัว "นายวิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท" ผู้ก่อการร้ายระดับชาติ ที่เป็นข่าวโด่งดัง ซึ่งนายวิกเตอร์เป็นหัวหน้าแก๊งค้าอาวุธสงคราม

และมีเครือข่ายส่งอาวุธสงครามให้กับกลุ่มกบฏที่ต่อต้านรัฐบาลทั่วโลก ที่เข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย โดยผู้ต้องหาคนสำคัญที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมทั้งประเทศสหรัฐ

อเมริกาต้องการตัวมากที่สุด

คดีทุจริตการจัดซื้อของหลวงระดับชาติ โดยสามารถจับกุมนายตำรวจยศ พล.ต.ท. พร้อมพวกรวม 6 คน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ตน

เองหรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์ ด้วยฮั้วประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี จำนวน 19,147 คัน ในปี 2550

นอกจากนี้ พล.ต.ต. พงศ์พัฒน์ ยังเป็นอาจารย์ในการบรรยายวิชาสำคัญต่าง ๆ อาทิ อาจารย์บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายพิเศษให้กับ

นักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกับเขียนหนังสือตำราและเอกสารทางวิชาการมากมาย จัดพิมพ์

เพื่อใช้ประกอบการศึกษาด้านวิชาการตำรวจ อาทิ

ความรู้เบื้องต้นการเฝ้าสังเกตการณ์ และการสะกดรอยติดตาม พ.ศ. 2536
ความรู้เบื้องต้นการสืบสวนอาชญากรรม พ.ศ. 2537
วิธีปฏิบัติภาคสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อรับแจ้งเหตุอาชญากรรม พ.ศ.2539
ความรู้เบื้องต้นการปฏิบัติงานตำรวจชุมชนสัมพันธ์ และตำรวจผู้รับใช้ชุมชน พ.ศ. 2540
มุมมองใหม่การจัดการองค์กรตำรวจศตวรรษที่ 21 พ.ศ. 2542
การปฏิบัติงานสืบสวนคดีฆาตกรรมในศตวรรษที่ 22 พ.ศ. 2544
คิดเทคนิคใหม่ วิธีการสะกดรอยระยะไกลที่มีประสิทธิภาพโดยลดการใช้ยานพาหนะและกำลังคนให้วงการตำรวจทั่วโลกถึงปัจจุบัน

พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ประท้วง ผบ.ตร. ปมก่อสร้างแฟลตตำรวจ
พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ยังเป็นหัวหน้าที่ทุ่มเททำงานทุกอย่างเพื่อลูกน้อง โดยก่อนหน้านี้ได้นั่งประท้วง ผบ.ตร. หน้าลิฟต์นานร่วม 2 ชั่วโมง เพื่อทวงถามความคืบหน้าการก่อสร้างแฟลตตำรวจให้กับ

ตำรวจยศน้อย เมื่อปี 2554 ด้วย

และนี่ก็คือ ประวัติของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือเดอะกิ๊ก อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่มากประสบการณ์นั่นเอง

นักศึกษาโผล่โปรยใบปลิว สนามฟุตบอลมธ. ต้อนรับ "สมศักดิ์ เจียมฯ" ล่าสุดถูกจนท.คุมตัวแล้ว

วันที่ 24 พ.ย. 2557 มีรายงานข่าวว่าเมื่อเวลา 15.00 น ได้รวมตัวกันโปรยใบปลิว ณ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์โดยเฟซบุ๊ก ได้เผยแพร่ภาพเป็นใบปลิวที่เขียนข้อความของนายจิตรภูมิศักดิ์
http://www.matichon.co.th/online/2014/11/14168185051416818671l.jpg

มีรายงานว่าการแสดงออกในครั้งนี้ หลังจากคสช. ออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวและการกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งของนายสมศักดิ์เจียมธีรสกุลอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านทางสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นักศึกษาจำนวน 8 คนไปที่สน. ชนะสงครามและแยก 2 ใน 8 คนไปยังสน. สำราญราษฎร์

ระบอบผระยุทธ์ วิวัฒนาการของตัวแบบ

บทวิเคราะห์:'ระบอบประยุทธ์': วิวัฒนาการของตัวแบบ

กานต์ ยืนยง 05 กันยายน 2557

ขอบคุณภาพจาก http://www.bangkokvoice.com/

ขอบคุณภาพจาก http://www.bangkokvoice.com/
ผมมองว่างานชิ้นที่น่าอ่านที่สุดของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ไม่ใช่ “สองนคราประชาธิปไตย” หากแต่เป็น “มองเศรษฐกิจการเมืองไทย ผ่านการเคลื่อนไหวของสมาคมธุรกิจ” อเนกใช้งานชิ้นนี้เพื่อโต้ข้อเสนอตัวแบบ “อำมาตยาธิปไตย”(Bureaucratic Polity)ที่นำเสนอโดยFred W Riggsว่าการเมืองไทยได้เคลื่อนพ้นจากตัวแบบ“อำมาตยาธิปไตย”ไปอย่างเด็ดขาดแล้ว

ข้อสังเกตนี้มองผ่านรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปจนถึงรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งข้อสังเกตนี้เป็นทิศทางเดียวกับข้อเสนอของ แอนซิล แรมซีย์ ที่มองว่าแม้การเมืองไทยจะเป็น “ประชาธิปไตยแบบจำกัด” (restricted democracy) แต่ก็คลี่คลายพ้นจากการเมืองที่มีตัวแบบอำมาตยาธิปไตยและเทคโนแครต (ซึ่งเคยอธิบายได้ดีในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) เข้าสู่การเมืองแบบกระฎุมพี (bourgeois polity)

การก่อตัวของสมาคมธุรกิจที่เป็นที่นิยมในหมู่คนจีนนั้น เริ่มมาก่อนสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ยังมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางด้านนโยบายเศรษฐกิจอยู่น้อย แต่ภายหลังปี 2523 เป็นต้นมา สมาคมธุรกิจเหล่านี้ก็เริ่มมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น และอิทธิพลของสมาคมธุรกิจเหล่านี้ก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

หากวิเคราะห์ดูความสัมพันธ์เครือข่ายใน คสช. เราจะเห็นว่า คสช. มีแกนกลางของเครือข่ายอยู่ที่ นายทหารกลุ่ม “ทหารเสือราชินี” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) โดยเฉพาะแผงอำนาจ “สามปอ” (พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือบิ๊กป๊อก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จากเครือข่ายที่เชื่อมอยู่กับนายพลทั้งสามนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่าย มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด) และเครือข่ายหลักสูตรร่วมผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเครือข่ายนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.-ปรอ.) ทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่าง รายชื่อของสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และรายชื่อของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้ชัดเจนขึ้น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ขอบคุณภาพจาก http://www.tnnthailand.com/stocks/media/00b8e0.jpg)

อย่างไรก็ดี แม้เหล่าบรรดานายพลซึ่งเป็นแกนกลางของขั้วอำนาจในกองทัพจะเข้ามากุมตำแหน่งทั้งใน สนช. และคณะรัฐมนตรี ในสัดส่วนที่มากกว่าการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการกระชับอำนาจและการไม่ไว้ใจให้รัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ แต่จะด้วยความรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนคสช.จะเห็นว่าการใช้อำนาจบังคับ (coercion) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำการปกครองประเทศได้อย่างราบรื่น แม้ในระยะเริ่มแรกผู้อยู่ใต้ปกครองจะยอมเออออกับการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารไปก่อนก็ตาม ผู้ปกครองจำเป็นจะต้องใช้อำนาจที่เกิดจากการยินยอมของประชาชนด้วย (consent) การกำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จึงเท่ากับเป็นกลไกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้มีการยอมรับของประชาชนว่า คณะรัฐประหารมิได้ใช้อำนาจในการบังคับเพียงอย่างเดียว กติกาในการได้มาของสมาชิก สปช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นก็นับว่าน่าสนใจ โดยการที่ คสช. ได้แต่งตั้งให้มีคณะกรรมการเพื่อกลั่นกรองผู้สมัคร สปช. ในด้านต่าง ๆ กัน 11 ด้าน ก่อนจะส่งรายชื่อผู้สมัคร สมาชิก สปช. นั้นให้ คสช. ได้ทำการคัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันมีผู้สมัคร สมาชิก สปช. แล้วจำนวนกว่า 4,700 คน ผู้สมัครเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการเสนอชื่อจาก องค์กรไม่แสวงหากำไร อาทิ สมาคม มูลนิธิ พรรคการเมือง หรือแม้แต่ส่วนงานราชการต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาว่าองค์กรเหล่านี้สามารถเสนอชื่อได้ไม่เกินองค์กรละสองชื่อ ก็เท่ากับว่ามีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเข้าร่วมเสนอชื่อมากกว่า 2,300 แห่งขึ้นไป

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือบิ๊กป๊อก (ขอบคุณภาพจาก http://www.chaoprayanews.com/)

องค์กรเหล่านี้รวมถึงผู้ถูกเสนอชื่อหลายราย ต่างก็เคยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. ในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มากบ้างน้อยบ้างมาก่อน ภาพทั้งหมดนี้จึงเท่ากับเผยให้เห็นว่าเส้นสาย เครือข่ายอำนาจ และกลุ่มพลังที่กำลังกุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นเช่นไร

แม้โดยผิวเผิน ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วย “บริบท” บังคับ คนเหล่านี้ก็ต้องให้เหตุผลความชอบธรรมของการทำรัฐประหารว่า ทำไปเพื่อ “ประชาธิปไตย” อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น “ปกป้องประชาธิปไตย” บ้าง, ทำไปเพื่อ “แก้ไขระบอบประชาธิปไตยที่บกพร่อง” บ้าง หรือมีแม้กระทั่ง “รัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องทำให้ดีที่สุด” บ้าง คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า “ประชาธิปไตย” ไม่เหมาะสมกับเมืองไทย และบางเสียงถึงกับบอกว่าไม่ควรใช้ระบอบประชาธิปไตยในการปกครองเลย ก็คงมี แต่ก็มิได้มีอิทธิพลอย่างสำคัญในกลุ่มผู้นำคณะรัฐประหารมากนัก พูดโดยสรุป คนเหล่านี้ก็เชื่อเหมือนกับผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารว่า ในที่สุดแล้วเมืองไทยก็คงหลีกเลี่ยงการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยไปไม่พ้น การตอบโต้หรือต่อสู้กันของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอ้างอิงในสิ่งที่เหมือนกันคือวาทกรรม “ประชาธิปไตย” ข้อที่ต่างกันอยู่คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีผลประโยชน์โดยธรรมชาติที่ต้องอิงอยู่กับเส้นสายและเครือข่ายอำนาจเหล่านี้ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่แนบชิดอยู่กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและเครือข่ายระบอบราชการไทย) ผูกพันอยู่กับฐานเสียงของคนชั้นกลางโดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ มีจำนวนน้อยกว่า ฐานเสียงของคนชั้นกลางระดับล่างหรือคนรากหญ้าซึ่งมักเป็นคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ทำให้พวกเขาไม่มั่นใจว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งโดยกติกาตามปรกติ พวกเขาจะสามารถกำชัยชนะเอาไว้ได้ (พูดอย่างเป็นธรรม ก็ต้องบอกว่าพวกเขาเคยพยายามทดลองปล่อยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปมาสองครั้งแล้ว และก็แพ้ไปอย่างราบคาบทั้งสองครั้ง) นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าแม้พวกเขาจะเห็นด้วยกับประชาธิปไตย แต่ก็จำยอมให้การสนับสนุนการทำรัฐประหารที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และหวังว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการร่างกติกาใหม่เพื่อคงฐานอำนาจและความได้เปรียบที่เคยมีเอาไว้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ขอบคุณภาพจาก http://www.thairath.co.th/)

เมื่อพูดถึงเรื่องกำลังที่น้อยกว่าของฝ่ายหนุนรัฐประหาร และการทำใจยอมรับการทำรัฐประหารนี้ ทำให้ผมนึกถึงเอกสารในชุด British Documents on Foreign Affairs: Report and Paper from Foreign Office Confidential Print ของรัฐบาลอังกฤษซึ่งวิเคราะห์เหตุการณ์เมื่อคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เอกสารนี้มีการตีพิมพ์แจกจ่ายเฉพาะรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต่อมาได้เปิดให้เผยแพร่เป็นการทั่วไปเมื่อปี 2526 ในเอกสารดังกล่าว อังกฤษแบ่งกลุ่มในคณะราษฎรเป็นสองกลุ่มคือ Moderate กับกลุ่ม Extremist/radical/red/idealist กลุ่มหลังมี ปรีดี เป็นหัวหน้ากลุ่ม และมองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นกลาง ไม่เป็นศัตรูกลับกลุ่มใดอย่างชัดแจ้ง ในขณะที่มีเป้าประสงค์ทางการเมืองในการรักษาพระราชอำนาจและผลักดันทิศทางประเทศ ไปในทางที่พระองค์ต้องการ ซึ่งไม่ตรงกับทิศทางคณะราษฎร บทบาทของพระองค์จึงมักเป็นการเคลื่อนไหวหลังฉาก อาทิ สนับสนุนให้บางคนลงเลือกตั้ง หรือตำหนิฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีประสิทธิภาพและอ่อนข้อให้กับคณะราษฎรปีกซ้าย การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปภายใต้รัฐธรรมนูญและรัฐสภา ซึ่งเป็นระบอบการเมืองใหม่

ต่อมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช และมีการทำสงครามจิตวิทยาเพื่ออ้างความชอบธรรมของตนผ่านใบปลิวและการประกาศข่าวต่าง ๆ อย่างกว้างขวางแล้ว การที่ทั้งสองฝ่ายพยายาม “ช่วงชิง” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มาอยู่ข้างตน ก็เป็นเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่งด้วย หากแต่การตัดสินใจในขณะนั้นของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ตัดสินใจวางพระองค์เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (แม้ว่าตามข้อสังเกตในรายงานของรัฐบาลอังกฤษจะมองว่าพระองค์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของคณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางของคณะราษฎรปีกซ้าย) การวางพระองค์เป็นกลางของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าฯ นี้ ยังถูกระบุเอาไว้ในบันทึกของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีอีกด้วย

            “...วันหนึ่งขณะที่อยู่หัวหิน ท่านวิบูลย์ (หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์) ซึ่งเป็นราชเลขานุการในพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูลขอให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน...ในหลวงทรงรับสั่งว่าไปทำไมกันบางประอิน ไปให้บวรเดชจับหรือ ไม่ไป อยู่นี่แหละ แล้วก็เรียกหลวงศรสุรการฯ ให้ไปบอกว่า ไม่ยอมเข้ากับใครทั้งสองข้าง ไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉย ๆ ต่อมาทรงทราบข่าวว่าหลวงพิบูลสงครามฯ จะส่งรถไฟมาเชิญเสด็จกลับก็รับสั่งว่ายังไม่กลับ แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสงขลา...”

กล่าวได้ว่า การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่สงขลา เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กบฏบวรเดชเสียน้ำหนักในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับคณะราษฎรในการแย่งชิงอำนาจและนำไปสู่การสถาปนาอำนาจที่มั่นคงขึ้นของคณะราษฎรปีกขวาในเวลาต่อมา

เมื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ในปัจจุบันเข้ากับเหตุการณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯแล้ว ผมเริ่มเกิดความสงสัย ว่า คำอธิบายในบทความ “Network Monarchy and legitimacy crises in Thailand” ของ ดันแคน แม็คคาร์โก ดูจะเริ่มอธิบาย “พลวัตใหม่” ของการเมืองไทยไม่ได้ แม็คคาร์โกอธิบายการเคลื่อนไหวของเครือข่ายราชสำนักดูประหนึ่งว่าจะเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน และในเครือข่ายนี้นั้นมีศูนย์กลางที่เปิดเผยคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แต่หากเราพิจารณาดูเคเบิ้ลของสถานทูตสหรัฐอเมริกาหมายเลข 09BANGKOK2967 เราจะเห็นว่ามีกลุ่มหรือเครือข่ายในราชสำนัก อย่างน้อย 5 กลุ่ม และจากการประเมินของ ทูต เอริก จี จอห์น ซึ่งเป็นทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ ในขณะนั้นมองว่าเครือข่ายองคมนตรีซึ่งนำโดย พล.อ.เปรม ดูจะมีอิทธิพลน้อยกว่าที่ภาพจากภายนอกเข้าใจมาก นอกจากนี้ในเคเบิ้ลฉบับอื่นของ สถานทูตสหรัฐฯ ก็ได้ระบุว่าการเมืองในราชสำนัก มีการใช้การ “อ้างบารมี” เพื่อผลักดันวาระของตนเองในทางการเมืองอยู่ บ่อยครั้ง จากประสบการณ์ที่ผมได้รับโดยตรง ก็พบว่ามีการ “อ้างบารมี” อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เราไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น“วาระ” ทางการเมืองของใครกันแน่ ผมขอหมายเหตุในตอนนี้เอาไว้ว่าด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้เราไม่สามารถอภิปรายเนื้อหาในเรื่องนี้ได้อย่างเปิดกว้างและมีการตรวจสอบข้อมูลในที่สาธารณะได้อย่างเพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตาม เราคงพอจะเห็น “พลวัต” ของเครือข่ายชนชั้นนำในการเมืองไทย ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากสมัย พ.ศ. 2523 ซึ่งชัยอนันต์ สมุทวณิช ระบุว่าเป็นหลักหมายสำคัญของยุคเริ่มต้นพันธมิตรระหว่างกองทัพและเทคโนแครต ภายใต้การนำของพล.อ.เปรม ซึ่งในยุคนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยนจากเศรษฐกิจผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า (import-substitution economy) มาเป็นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก (export-led economy) (ดูเพิ่มเติม http://bit.ly/1ltkMpE ) การเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้ เนื้อที่ใน “รายงานพิเศษ” ของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งมักจะรายงานการข่าวในแวดวงกองทัพกล่าวเป็นนัย ถึงการแข่งขันอำนาจระหว่าง “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” และ “มูลนิธิรัฐบุรุษ”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตมาแล้วจะเห็นว่า แม้การเมืองไทยจะย้อนยุคกลับไปเป็นตัวแบบ “อำมาตยาธิปไตย” และ “รัฐราชการ” แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ “อำมาตยาธิปไตย” และ “รัฐราชการ” อย่างที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัย พล.อ.เปรม หรือสมัยก่อนหน้า (เราควรจะเรียกว่า “นวอำมาตยาธิปไตย” หรือ “นวรัฐราชการ” ได้หรือไม่ ผมยังไม่ขอสรุปในที่นี้) ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งแกนนำของเครือข่ายอำนาจทั้งสองก็มีความแตกต่างกัน แต่การใช้อำนาจก็ต่างกันด้วย ดังจะเห็นได้จากคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันใช้ “กฎอัยการศึก” และ “ศาลทหาร” ในการบังคับใช้อำนาจ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาเป็นรัฎฐาธิปัตย์ด้วยตนเอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งสองประการก็ได้ แต่เหตุที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งสองก็เพราะ “บริบท” ของโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไปมาก (โดยเฉพาะการเข้ามามีอิทธิพลของชนชั้นกลางไทย ผ่านสมาคมทางการค้า และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่าง ๆ ดังที่เห็นเป็นรูปธรรมในการสมัครเข้ามีตำแหน่งใน สปช.) จากข้อมูลเท่าที่ผมทราบมา ภายในแกนนำของ คสช. ก็มีความสับสน เพราะขาดความชัดเจนทางหลักคิดทางหนึ่ง และเพราะความใหม่ของการทดลองใช้ “นวอำมาตยาธิปไตย” / “นวรัฐราชการ” อีกทางหนึ่ง ว่าควรจะใช้อำนาจโดยอ้างอิงกฎหมาย (คือกฎอัยการศึก) ดี หรือจะอ้างอิงอำนาจของตน (คืออำนาจรัฎฐาธิปัตย์) ดีกว่ากัน นอกจากนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนกลับไปกลับมาของการใช้คำสั่งของ คสช. ไปจนถึงการพยายามอะลุ่มอล่วยของ คสช. ต่อการการเคลื่อนไหวประท้วงเรื่องการปฏิรูปพลังงานของกลุ่ม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” อีกด้วย ปรากฎการณ์เหล่านี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ในทางความเป็นจริงที่ว่าอำนาจนั้นมีการถูกแบ่งออกไปจาก คสช. โดยพฤตินัยอยู่แล้ว

กล่าวได้ว่า การพยายามทดสอบตัวแบบการปกครองของรัฐไทย เพื่อพยายามรับเข้าและกีดกัน แนวคิดและอัตลักษณ์ใหม่ ๆ ของรัฐไทยที่ผูกอยู่กับชนชั้นผู้แปลกหน้า นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่มีมาตลอดในประวัติศาสตร์ อาทิเช่น การประกาศ “บุญราศี” (Beatification) ของคริตศาสนจักรแก่บุญราศีทั้งเจ็ดของไทย อันได้แก่ นายสีฟอง อ่อนพิทักษ์, ซิสเตอร์พิลา ทิพย์สุข, ซิสเตอร์คำบาง สีฟอง, นางพุดทา ว่องไว, นางสาวบุดสี ว่องไว, นางสาวคำไพ ว่องไว และเด็กหญิงพร ว่องไว ซึ่ง สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ได้ประกาศสดุดีให้ทั้ง 7 คน เป็น “บุญราศีมรณสักขีแห่งสองคอน” (Seven Blessed Martyrs of Songkhon) เมื่อปี 2532 เมื่อสอบทานประวัติและยืนยันได้ว่าบุญราศีทั้งเจ็ดยอมพลีชีพตนเองเพื่อยืนยันความเชื่อในศาสนามากกว่าจะละทิ้งศาสนาในสมัยรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เมื่อทำสงครามกับฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน ด้วยความเข้าใจของรัฐไทยในสมัยนั้นว่าศาสนาคริสต์เป็นเครื่องมือของฝรั่งเศสในการรุกรานประเทศไทย เรื่องนี้เมื่อพิจารณาจากมุมมองในปัจจุบันอาจเป็นเรื่องแปลก เพราะในสมัยนี้การนับถือศาสนาคริสต์ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดกฎหมายอะไร

โบสถ์คริสต์นักบุญอันนา อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร สถานที่เก็บอัฐิและหุ่นขี้ผึ้งของบุญราศีทั้ง 7 แห่งวัดสองคอน

ขอบคุณภาพจาก http://www.manager.co.th/

ผมควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า ในขณะที่การเมืองไทยกำลังมีปัญหา “การรับเข้าและการกีดกัน” รวมถึงความปวดเศียรเวียรเกล้าทำการทดลองทางการเมืองใหม่ ๆ เพื่อที่จะหาวิธีจัดสรรอำนาจ ให้กับชนชั้นใหม่ผู้แปลกหน้าให้เป็นที่ยอมรับ ในขณะที่ยังสามารถรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำเดิมเอาไว้ได้นั้น การเมืองของตะวันตกก็กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ทั้งในปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาดั้งเดิมจากอัตลักษณ์ของตน ซึ่งนักวิชาการตะวันตกมองรากเหง้าปัญหานี้ต่างกัน บ้างก็มองว่าเป็นปัญหาจากการผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำยอดสุดของปิรามิดทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านการเมืองแบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และบ้างก็มองว่าเป็นการ “เน่าเปื่อย” ของสถาบันทางการเมืองสมัยใหม่ที่ขาดความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ในขณะที่หนังสือ “The Fourth Revolution: The Global Race to Reinvent The State” ของ John Micklethwait และ Adrian Wooldrige กำลังมองว่าตะวันตกกำลังแสวงหาแนวคิดใหม่ ๆ หลังจากที่การเมืองตะวันตกได้ผ่านการปฏิวัติเพื่อการรังสรรค์ระบอบการเมืองมาแล้วสามรอบ คือ การสร้าง “รัฐชาติ” ภายหลังสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย, การสร้างรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะและการผงาดขึ้นของสิทธิมนุษยชนในช่วงศตวรรษที่ 18-19, และการปฏิวัติครั้งล่าสุดคือการสร้างรัฐสวัสดิการ อนึ่งการสร้างรัฐสวัสดิการนั้นทำให้รัฐมีการ “ขยายขนาดขึ้น” และสิ้นเปลืองงบประมาณในการบำรุงรักษาระบบจนทำให้มีความพยายาม “ปฏิรูป” โดยการลดขนาดของรัฐลงในสมัยมาร์กาแรต แธตเชอร์ และสมัยโรนัลด์ เรแกน แต่ล้มเหลว แม้จะยังไม่มีสูตรสำเร็จว่าการปฏิวัติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตรวจสอบและสร้างมุมมองใหม่ ๆ ต่อคำถามที่ปัญญาชนตะวันตกเฝ้าถามมาตลอดเวลา คือคำถามที่ว่าในท้ายที่สุดแล้ว “รัฐนั้นมีเพื่ออะไร”

และคำถามนี้คงมีความสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้าด้วยเช่นกัน.

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

 


ป้ายคำ :    พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ  ,   พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา  ,   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ,  มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด  ,   มูลนิธิรัฐบุรุษ  
 

 

ภาพ พงศ์พัฒน์ ถูกสอบ

ชาวเน็ตแชร์ภาพ "พงศ์พัฒน์" ผู้ต้องหาหมิ่นม.112  ให้ปากคำจนท.  โยงถึงคนขับรถส่วนตัว มีทรัพย์สินกว่า 50 ล.  พร้อมพ่วงความผิดพรบ.ฟอกเงินด้วย


วันนี้ ( 23 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   ในโซเชียล เน็ตเวิร์ก ได้มีการเผยแพร่และแชร์ภาพของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ระหว่างการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรรท.ผบช.ก. นั่งฟังคำให้การ ซึ่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์สวมเสื้อยืดสีขาวนั่ง ลักษณะเคร่งเครียดและอิดโรย โดยมีกำลังทหารกระจายอยู่รอบๆ


          รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนและตรวจค้นบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั้น พบเงินสดเป็นธนบัตรดอลลาร์รวมทั้งสิ้นหลายสิบล้านดอลลาร์กับทองคำแท่ง ทองรูปพรรณจำนวนมาก ส่วนที่บ้านพัก พล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. พบธนบัตรและทองคำในบ้านพักจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังพบวัตถุโบราณล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งประเมินว่าทรัพย์สินทั้งหมดนั้นมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ 2 ดาบตำรวจที่เป็นคนขับรถประจำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และ พล.ต.ต.โกวิท มีทรัพย์สินกว่า 50 ล้านบาท
 

          ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า ในส่วนของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกนั้น เมื่อดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ แล้ว ยังมีความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันการฟอกเงินด้วย ทำให้ทรัพย์สินที่ยึดมาทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
 

          นอกจากนี้ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ยังให้การรับสารภาพว่า รับส่วยจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนช่วงปีที่ผ่านมาประมาณเดือนละ 2-3 ล้านบาท แต่หลังเคลียร์กันเรียบร้อยทุกเจ้ามีรายได้ตกเดือนละ 12-15 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งให้ใครในเครือข่ายอิทธิพลตำรวจสอบสวนกลางในอดีตฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว

น้ำมันเถื่อนเกลื่อนเมืองโยงแนงร่วมไฟใต้กับคำถามจี้ใจ ถาวร

Astvผู้จัดการ
18 มีนาคม2554

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

       2 ปีที่ผ่านมา เป็น 2 ปีทองของขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ของภาคใต้ตอนล่างอย่างแท้จริง เพราะส่วนต่างของราคาน้ำมันในประเทศไทยกับในประเทศมาเลเซียต่างกันลิตรละ 12-20 บาท โดยราคา “ดีเซล” ของเพื่อนบ้านจำหน่ายที่ลิตรละ 18 บาท และ “เบนซิน” ลิตรละ 20 บาท ส่วนของบ้านเรา “ดีเซล” ลิตรละ 30.60 บาท และ “เบนซิน” ลิตรละ 41.30 บาท
       
       ราคาที่ต่างกันอย่างมากคือ เหตุจูงใจให้เกิดขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็น “นายทุน” ซึ่งจับมือกับผู้มีอำนาจที่เป็น “นักการเมือง” และคนใน “เครื่องแบบ” และประชาชนทั่วไป ละทิ้งอาชีพอื่นๆ กระโจนเข้าสู่การลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามแดน และเปิดร้านค้าและปั๊มเถื่อนเพื่อขายน้ำมันเถื่อนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

       ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนที่จะเห็นร้านค้าและแผงลอย ตลาดสด ทุกมุมเมือง ต่างนำน้ำมันเถื่อนบรรจุขวด บรรจุแกลลอน และบรรจุถัง 200 ลิตรวางขายกันมากมายชนิดถนน 1 สาย มีร้านขายน้ำมัน 10 กว่าแห่ง ในขณะที่ถนนทุกสายมีปั๊มเถื่อน มีซาเล้งบรรทุกน้ำมันเร่ขาย และมีแท็งเกอร์บรรจุน้ำมัน 5,000-10,000 ลิตร ให้บริการรถยนต์ทุกชนิด โดยไม่มีการจับกุมหรือตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศุลกากร หรือสรรพสามิต

       
       ทั้งที่ทุกหน่วยงานต่างรู้ว่า นั่นคือการค้า “ขาย” น้ำมันเถื่อน
       
       ใน จ.สงขลามีพื้นที่ 2 อำเภอที่เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำมันเถื่อนที่ใหญ่และท้าทายกฎหมายที่สุดคือ จุดที่ 1 พื้นที่ อ.สะเดา จุดใหญ่ที่สุดคือ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่บ้านไทยจังโหลน เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม ซึ่งมีแท็งเกอร์เก็บกักน้ำมันเถื่อนจำนวนหลายสิบแท็งๆ ละ 20,000 ลิตร และมีห้องแถว บ้านเช่า ที่กักเก็บน้ำมันในถัง 200 ลิตรอีกกว่า 100 แห่ง เพื่อรอการขนขึ้นรถบรรทุกและนำน้ำมันเถื่อนเหล่านี้ไปส่งให้ลูกค้า
       
       จุดที่ 2 คือ อ.สิงหนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ค้าน้ำมันเถื่อนทางทะเล ที่ขนทางเรือมาจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยในพื้นที่เกือบทุกตำบลของ อ.สิงหนคร มีแท็งเก็บกักน้ำมันเถื่อนกว่า 50 แห่ง ตั้งแต่ 8,000-30,000 ลิตร มีรถบรรทุกตั้งแต่ 6-10 ล้อและ 18 ล้อ รอรับน้ำมันเถื่อนไปส่งให้แก่ลูกค้าในอำเภอต่างๆ ของ จ.สงขลาและพื้นที่ จ.พัทลุง จ.ตรังและ จ.กระบี่
       
       ปริมาณน้ำมันเถื่อนจากพื้นที่ 2 อำเภอใน จ.สงขลา มีการตรวจสอบจากปั๊มน้ำมัน 5 แห่งของประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบจากจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนในชายฝั่งทะเลสงขลา พบว่า รวมกันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน นั่นหมายถึงรัฐเสียรายได้จากภาษีลิตรละ 5 บาท วันละ 5 ล้านบาท โดยขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนได้กำไรจากการค้าน้ำมันเถื่อนโดยไม่ต้องเสียภาษีวันละ 15 ล้านบาทด้วยกัน
       
       ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนที่ จ.สงขลา ถ้าตัดกลุ่มผู้ค้ารายเล็กๆ ออกไปจะพบว่า รายใหญ่ๆ ทั้งหมดกว่า 100 รายล้วนเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยตรงคือ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งระดับ อบต. ส.ท. และ ส.จ. ค้าเองขายเองโดยตรง ส่วนโดยอ้อมคือ เป็น “คน” ในสังกัดของ “นักการเมือง” ทั้งระดับผู้บริหารท้องถิ่น และนักการเมืองระดับชาติ บางคนมีตำแหน่งทางการเมือง และส่วนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องและคนร่วมห้องกับนักการเมือง 

       ผลระโยชน์จาก “น้ำมันเถื่อน” คือเงินที่ใช้ในการ “เล่น” การเมืองและสร้างอิทธิพลทางการเมือง
       
       ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หน่วยงานความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานมาโดยตลอดว่า มีการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจาก อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสนั้นมีรถบรรทุก 10-18 ล้อจาก จ.เพชรบุรีและพื้นที่อื่นๆ มารับน้ำมันเถื่อนวันละ 10 กว่าเที่ยว ส่วนที่ อ.สุไหงโก-ลกและ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัด
       
       และ ที่น่าตกใจคือ ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนทั้งหมดโยงใยกับ “แนวร่วม” ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้ในการ “ก่อวินาศกรรม” และก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ ซึ่ง

        ผลประโยชน์จาก “น้ำมันเถื่อน” คือเงินที่ใช้ในการ “เล่น” การเมืองและสร้างอิทธิพลทางการเมือง
       
       ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หน่วยงานความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานมาโดยตลอดว่า มีการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจาก อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสนั้นมีรถบรรทุก 10-18 ล้อจาก จ.เพชรบุรีและพื้นที่อื่นๆ มารับน้ำมันเถื่อนวันละ 10 กว่าเที่ยว ส่วนที่ อ.สุไหงโก-ลกและ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัด
       
       และ ที่น่าตกใจคือ ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนทั้งหมดโยงใยกับ “แนวร่วม” ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้ในการ “ก่อวินาศกรรม” และก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ ซึ่งสภาพของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันนี้ไม่ได้แตกต่างกับพื้นที่ จ.สงขลา เพราะน้ำมันเถื่อนกลายเป็น “สินค้า” ที่วางขายในร้านชำ และปั๊มเถื่อนก็ยึดพื้นที่ริมถนนทั้งในเมืองและชนบทไปหมดแล้ว
       
       ธุรกิจเถื่อนเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐ ไม่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาต แต่สร้างความสูญเสียด้านภาษีเงินได้อย่างมหาศาล และที่สำคัญคือ มีส่วนสนับสนุนขบวนการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้เติบโตและทำร้ายประเทศชาติ
       
       อะไรเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ “กลไก” ของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการปราบปรามน้ำมันเถื่อน ตั้งแต่ตำรวจ ศุลกากร สรรพสามิต และชุดปราบน้ำมันเถื่อน ทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ “วางเฉย” กับขบวนการทำลายชาติ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนๆ
       
       มีเพียงเหตุผล 2 ประการที่ทำให้ “กลไก” ของรัฐไม่ทำหน้าที่คือ 1.ผลประโยชน์จากการค้าน้ำมันเถื่อนจำนวนมากถูก “แจกจ่าย” ให้กับส่วน “หัว” ของหน่วยงานของรัฐ จนไม่มีหน่วยไหนกล้าที่จะจับกุม เพราะ ไม่กล้าที่จะทุบ “หม้อข้าว” ของ “นาย” และของ “ตนเอง” และ 2.เกิดจากอิทธิพลทางการเมืองของ “นักการเมือง” ที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้ “บงการ” ให้อำนาจรัฐ “บิดเบี้ยว” ไม่สามารถที่จะรักษาความเป็น “นิติรัฐ” เอาไว้ได้ จึงไม่เหลือ “นิติธรรม” เอาไว้ได้
       
       เพราะหากไม่ใช่ 2 อย่างนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ “หน่วยงานของรัฐ” ทั้งหมดจะไม่กล้าแตะต้องขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้
       
       ล่าสุดมีผู้ร้องไปยัง “ถาวร เสนเนียม” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบ้านพักที่ จ.สงขลา และมีหน้าที่กำกับดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาการค้าน้ำมันเถื่อนที่เกิดขึ้น โดย “ถาวร เสนเนียม” ได้ระบุว่า ได้สั่งการให้ “ผอ.ศุลกากรภูมิภาคที่ 4” ปราบปราม จับกุมให้จริงจัง แต่ผ่านมานับเดือนจนถึง ณ วันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนกล้า “แตะ” กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มนี้แต่อย่างใด
       
       แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่มีรายการ “ปาหี่” ต้องมีผู้ที่มี “อำนาจ” มากกว่า “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จึงไม่มีหน่วยงานไหน “เชื่อฟัง” คำสั่งของ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” แต่อย่างใด
       
       และใครคือ “ไอ้โม่ง” คนนั้น และปัญหาขบวนการน้ำมันเถื่อนบ่อนทำลายชาติที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะให้ใครเป็นคนแก้ 

นำ2รมต.ถวายสัตย์

(23/11/57)16.29น.นายกฯนำ2รมต.ใหม่เข้าเฝ้าในหลวงถวายสัตย์ปฏิญาณที่รพ.ศิริราชแล้ว


ขุดรากถอนโคน มาเฟีย ตร.?



เกาะติด คดีขุดรากถอนโคนมาเฟียสีกากีอ้างเบื้องสูง “อึ้ง”ค้นบ้านพัก “พงศ์พัฒน์ – โกวิท”เจอขุมทรัพย์นับพันล้าน ธนบัตรดอลล่าร์ซุกไว้เป็นฟ่อน ทองคำแท่ง-รูปพรรณ กับวัตถุโบราณล้ำค่าเพียบ แฉแค่นายดาบคนขับรถมีสมบัติอย่างต่ำคนละ 50 ล้าน สารภาพสิ้นร่วมรับส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้เดือนละ 15 ล้าน เตรียมยัดคุก-ยึดทรัพย์ปิดตำนานเจ้าพ่อสอบสวนกลาง 

ความคืบหน้าคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก.กับพวกที่ตกเป็นผู้ต้องหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลอาญามาตรา 112 และเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ มาตรา 148 และเรียกรับผลประโยชน์ มาตรา 149 และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีรายงานว่าช่วงสายวันที่ 22 พ.ย.นี้มีภาพพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กำลังถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนอยู่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง บุคคลที่ปรากฏในภาพคือพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.เพื่อนร่วมรุ่น 31 ส่วนพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ สวมเสื้อยืดสีขาวนั่งอยู่ข้างๆลักษณะเคร่งเครียดและอิดโรย นอกจากมีนายตำรวจระดับสูงกำลังสอบปากคำแล้วยังมีกำลังทหารกระจายอยู่รอบๆ 

รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และผู้ต้องหาทุกคนให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาทั้งนี้สืบเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐานที่ถูกค้นพบในบ้านพักส่วนใหญ่เป็นรายการทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ที่ไม่สามารถอธิบายถึงความเป็นไปได้เช่น 2 นายดาบตำรวจที่เป็นคนขับรถประจำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์และพล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก.มีทรัพย์สินกว่า 50 ล้านบาท 

ส่วนอดีต ผบช.ก ค้นคฤหาสน์บ้านพักพบเงินสดเป็นธนบัตรดอลล่าห์รวมทั้งสิ้นหลายสิบล้านดอลล่าร์กับทองคำแท่ง ทองรูปพรรณอีกจำนวนมาก 

เช่นเดียวกับพล.ต.ต.โกวิท ที่พบว่ามีการซุกซ่อนธนบัตรและทองคำในบ้านพักจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังพบวัตถุโบราณล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งประเมินว่าทรัพย์สินทั้งหมดนั้นมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาทเลยทีเดียว 

สำหรับคำสารภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็คือในส่วนของผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจน้ำยอมรับว่า รับส่วยจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนช่วงปีที่ผ่านมาประมาณเดือนละ 2-3 ล้านบาทแต่หลังเคลียร์กันเรียบร้อยทุกเจ้ามีรายได้ตกเดือนละ 12-15 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งให้ใครในเครือข่ายอิทธิพลตำรวจสอบสวนกลางในอดีตฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว 

มีรายงานด้วยว่าผลการเอาจริงเอาจังกับขบวนการอิทธิพล โดยแอบอ้างเบื้องสูงโดยไม่มีใครกล้าแตะต้องมาเป็นเวลานั้น นับเป็นผลงานของทางการไทยที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะมีบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งยังนับว่านี่คือการเปลี่ยนโฉมสังคมไทยกันอย่างแท้จริง เพราะทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาแม้คนไทยจะรังเกียจการทุจริตคอรัปชัน อีกทั้งรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองทุกพรรค ก็ให้สัญญาจะปราบปรามขบวนการทุจริต แต่ในที่สุดเป็นเพียงลมปากกับนโยบายสวยหรูโดยไม่มีการเอาจริงเอาจังแม้แต่ครั้งเดียว ผลของการขุดรากถอนโคนขบวนการแอบอ้างเบื้องสูงในแวดวงสีกากีแก๊งนี้ จึงนับเป็นสัญญาณที่ดีของรัฐบาลทหาร เพราะเชื่อว่ายังมี “เหลือบ”ที่แอบอ้างบุคคลสำคัญหากินในหน่วยงานอื่นกันอยู่ 

อย่างไรก็ตามในส่วนของอดีต ผบช.ก.กับพวกนั้นขั้นตอนต่อจากนี้เมื่อสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาต่างๆแล้วจะมีความผิดฐานฟอกเงินเป็นการปิดท้ายเพื่อยึดทรัพย์ทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป