PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เครือข่ายนักวิชาการ ชี้ ปชช.มีสิทธิตรวจสอบทุจริต เปิดทางร่วมไขข้อกระจ่าง "ราชภักดิ์"

14ธันวาคม2558

เครือข่ายนักวิชาการฯ ยัน "ปชช.มีสิทธิตรวจสอบทุจริต" จี้ยุติละเมิดสิทธิ์ เปิดทางร่วมไขข้อกระจ่าง "ราชภักดิ์"
http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091765l.jpg
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง จัดแถลงข่าว "เรียกร้องให้ยุติการจับกุมคุมขังประชาชนที่ตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์" นำโดย นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์  โดย นายอนุสรณ์ อ่านแถลงการณ์ความว่า ในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมาได้ปรากฏข้อมูลทางสื่อมวลชนถึงความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม้ทางกองทัพจะได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วมีผลสรุปว่าไม่มีการทุจริตใดๆ แต่ก็ไม่อาจลดทอนความเคลือบแคลงในหมู่ประชาชนได้ เนื่องจากเป็นการตรวจสอบกันเองภายในหน่วยงานเดียวกัน ทำให้นักศึกษาและประชาชนกลุ่มต่างๆ รณรงค์ให้รัฐบาลและกองทัพบกตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส แต่ความพยายามดังกล่าวกลับถูกขัดขวางข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ปัจจุบันการข่มขู่คุกคามได้เพิ่มระดับความรุนแรง ถึงขั้นเพียงการส่งข้อมูลข่าวสารการตรวจสอบทุจริตหรือเพื่อการกดปุ่ม ไลค์ บนหน้าสื่อออนไลน์กลับถูกจับกุมคุมขังตั้งข้อหาร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีประชาชน 2 คนคือ นายฐนกร ศิริไพบูลย์ และนายธเนศ อนันตวงศ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจับกุมและลำตัวไปกักขังในสถานที่ไม่เปิดเผยรวมทั้งไม่อนุญาตให้ญาติและทนายความเข้าพบด้วยความผิดในข้อหาดังกล่าว

http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091768l.jpg
 
ด้วยเหตุนี้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองจึงเรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้

1. ยุติการขัดขวาง ข่มขู่ คุกคาม หน่วงเหนี่ยวนักศึกษาและประชาชนที่ตั้งข้อสงสัยและต้องการให้มีการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพราะการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนเป็นไปตามสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน อีกทั้งรัฐบาลเป็นหน่วยงานสาธารณะที่ประชาชนย่อมวิพากษ์วิจารณ์ติชมได้ หากการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นใด ไม่อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อหักล้างข้อสงสัย มิใช่การปิดกั้นคุกคามการตั้งคำถามและข้อสงสัยของประชาชน ด้วยการจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาที่รุนแรง

2. ยุติการดำเนินคดี "ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ต่อการแบ่งปันข้อมูลการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์และการกดปุ่ม "ไลค์" บนหน้าสื่อออนไลน์ และยุติการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 ในศาลทหารเป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีบุคคลที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์

3. ยุติการจับกุมโดยพลการและการควบคุมตัวที่ตัดขาดจากโลกภายนอก รวมทั้งยกเลิกเรือนจำชั่วคราวกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11   ทั้งนี้ ให้นำวิธีปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ อนุญาตให้ผู้ต้องหาเข้าถึงทนายและญาติตลอดจนการรักษาพยาบาลที่จำเป็น รวมทั้งเปิดให้ศาลพลเรือนตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว

http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091772l.jpg

"เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยืนยันว่า ′การตรวจสอบทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม′ และ ′ประชาชนที่กระตือรือร้นในการตรวจสอบทุจริตไม่ใช่อาชญากร′ ประชาชนไทยมีสิทธิสงสัยได้เรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการของรัฐ มีสิทธิตั้งคำถามและแบ่งปันข้อมูลความไม่โปร่งใสในโครงการนั้นๆ การข่มขู่ คุกคาม ดำเนินคดีร้ายแรงจะยิ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในโครงการดังกล่าวมากขึ้นไปอีก อีกทั้งมีแต่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้น" แถลงการณ์ ระบุ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า จากที่เฝ้าดูเหตุการณ์ 2-3 วันมานี้ สิทธิพลเมืองที่จะแสดงความเห็นโดยสุจริตได้ถูกลิดรอน ทางเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองจึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้ จากการจับกุมบุคคลที่เดินทางไปอุทยานราชภักดิ์โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ มีการขังตัวนายธนกร ศิริไพบูลย์ ผู้เผยแพร่ผัง ต่อที่ศาลทหารโดยไม่บอกว่านำตัวไปที่ใด ผิดหลักการควบคุมตัวตามปกติค่อนข้างรุนแรง แลนายธเนตร อนันตวงษ์ที่ป่วยรอผ่าตัดอยู่ถูกพาตัวไปโดยอนุญาตให้ญาตินำเพียงยาแก้ปวดชนิดพื้นฐานไปให้เท่านั้นลิดรอนสิทธิผู้ต้องหาอย่างรุนแรง รัฐบาลและคสช.ได้ก้ามข้ามทุกอาณาบริเวณการแสดงความเห็นของประชาชนไปอีกระดับ  ตอนนี้สังคมสับสนว่าเรื่องไหนวิจารณ์ได้ จึงอยากใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเรียกร้องให้รัฐบาลหรือคนที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงกับเราให้สังคมเกิดความกระจ่างชัด เพราะความสงสัยขยายตัวขึ้นแต่มีความกลัวกดไว้ไม่ให้ถาม ทางเครือข่ายนักวิชาการฯมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์และสิทธิออนไลน์ต่างๆที่จะร่วมชี้แจงพร้อมกับคนจากรัฐบาลเพื่อคลายความกลัว ความสงสัยและไม่เข้าใจในเรื่องนี้

"เราไม่สามารถบังคับให้รัฐบาลทำตามเราได้ ทำได้เพียงบอกให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง  และไม่ควรให้องค์กรในกำกับของรัฐบาลเป็นผู้ตรวจสอบ ควรเปิดโอกาสให้องค์กรอื่นและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม สำนึกพลเมืองขั้นพื้นฐานคือต้องช่วยกันตรวจสอบ เหตุผลที่คณะรัฐประหารขึ้นมาคือการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้แล้วจะอ้างความชอบธรรมในการขึ้นมาได้อย่างไร   ถ้าบริสุทธิ์ใจก็ไม่มีเหตุผลที่จะปิดกั้นคนอื่น" นายอนุสรณ์กล่าว 

“บิ๊กตู่” บอกบ้าหรือเปล่าเขียนอาชีพบนบัตร ปชช. ยันใส่ในชิป ชูกองทัพเหนียวแน่น

นายกรัฐมนตรีเปิดงานลดราคาจำหน่ายสินค้า “เทใจ...คืนสุขเทศกาลปีใหม่” 17-27 ธันวานี้ ลั่นโกหกไม่เป็น ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเดียว จวกพวกบิดเบือนอันตราย ถามคนอยู่กับคนหนีไปนอกจะเชื่อใคร ชูกองทัพเหนียวแน่นแม้มีปัญหาบ้าง ย้ำไม่ปกป้อง ผิดถูกตามกระบวนการ แต่ราชภักดิ์โครงการ ทบ. ให้ไปสอบ ไปลงโทษให้ถูกต้อง บ่นปวดหัว ต่อไปนี้ไม่ต้องไปไล่จับมัน สวนระบุอาชีพน่าอายตรงไหน ซัดบ้าหรือเปล่าคิดเอาใส่ไว้ในบัตรประชาชน บอกแค่ใส่ชิปอีกตัว โอ่คิดเชื่อมโยงไปถึงจ่ายค่าสาธารณูปโภคได้ 
       
       วันนี้ (14 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานลดราคาจำหน่ายสินค้า “เทใจ...คืนสุข เทศกาลปีใหม่” โดยมีห้างค้าปลีกส่ง ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต และร้านค้าสะดวกซื้อทั่วประเทศกว่า 13,000 สาขาเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 17-27 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะมีการลดราคาสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 80 เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน ลดค่าครองชีพเป็นของขวัญ พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวโครงการตลาดชุมชน “ตลาดต้องชม” ตลาดท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์สะท้อนวิถีชีวิตชุมชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนพัฒนาตลาดทั้งหมด 231 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะมียอดขายสินค้ารวม 50,000 ล้านบาท ที่จะช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ถึงร้อยละ 30 คิดเป็นเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท
       
       โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา ทั้งเศรษฐกิจโลกตกต่ำทำให้มีผลกระทบ เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม รายได้ปานกลาง มีสิทธิพิเศษน้อยจึงทำให้การแข่งขันกับประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ยาก แม้ตนจะเป็นทหารมาทั้งชีวิต แต่ก็ได้ติดตามงานต่างๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คิดนโยบายเป็นรูปธรรม เพราะหากมีแต่คนขัดแย้งเราก็ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้ จึงขอให้ร่วมมือกันแยกแยะความขัดแย้งให้ออกจากประเทศ ไม่ใช่เอามาปนกันหมดทั้งการปฏิรูป ปัญหาต่างๆ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการแก้ปัญหา จึงต้องมารื้อทุกเรื่อง ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่รู้ปัญหาเพราะรับฟังจากทุกส่วน และขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ไม่ใช่รัฐบาลคิดอะไรมาก็ขัดแย้งทั้งหมด
       
       นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้รู้สึกว่าตนไม่ใช่นักการเมือง เพราะพูดแต่ความจริง โกหกไม่เป็น พูดด้วยข้อเท็จจริง และแก้ปัญหาโดยการทบทวนทุกอย่าง ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเดียว เพราะถ้าใช้คงไม่ยุ่งแบบนี้ การสร้างความเข้าใจที่บิดเบือนถือว่าอันตราย เพราะทำให้คนไม่เข้าใจไปตลอด ตนเห็นประเทศไทยเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ชินกับสิ่งเหล่านี้และบังเอิญได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวแต่ทำไม่ได้ และมีคนมาบิดเบือนหลายอย่างที่ไม่เป็นความจริง แผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน เมื่อเขามอบแผ่นดินนี้มาให้ดูแลก็ต้องดูแลทุกคนในชาติให้มีความปรองดองอยู่ร่วมกันให้ได้ ขอให้เอ็นจีโอเข้ามาร่วมมือ เพราะจะมีคนเข้ามาทำลายทั้งเจตนาและไม่เจตนา เพราะอาจจะรู้ไม่ถึงการณ์ทำให้ปัญหาแก้ไม่ได้ มีการสร้างความรับรู้ที่ไม่ถูกต้อง เราทำลายตัวเองกันโดยไม่รู้ตัว มัวแต่ถกแถลงโดยไม่มีข้อมูล เรื่องที่ไม่ดีไม่ถูกก็ต้องให้กระบวนการดำเนินการ มัวแต่ยุแยงก็จะไปกันไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่แบบนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุดของอาเซียนในอนาคต ตามก้นประเทศอื่น เพราะทุกประเทศใช้กฎหมายได้ มีแต่ประเทศไทยที่ใช้กฎหมายไม่ได้หรือใช้ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาหนทางให้ได้
       
       นายกฯ กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดจากการอ้างประชาชน ขอให้ไปถามประชาชนว่ารู้เรื่องการเลือกตั้งมากแค่ไหน เรื่องที่ไปถึงต่างประเทศเราก็กำลังแก้ ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคน คนไทยขยันอดทน แต่อดทนกับความยากจน ขยันสร้างความขัดแย้ง ถ้าช่วยกันเปลี่ยนประเทศให้ดีกว่าเดิม ก็ไม่ต้องมีตนมาพูดให้รำคาญอยู่แบบนี้ ตนก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน
       
       “ถ้าทุกคนเลือกเสพข่าวต่อๆ กันแล้วนำมาตีกัน ก็ไม่ทำงานต่อหรืออย่างไร ใครมีปัญหาอะไรก็บอกมา แต่เวลาบอกก็ฟังเสียด้วย ไม่ใช้ให้คนใช้ประโยชน์จากการปลุกปั่น สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบนี้ ระหว่างผมยืนหยัดอยู่แบบนี้กับคนที่หนีไปต่างประเทศ จะเชื่อใคร ผมอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหน แต่คนที่หนีไปแล้วพูดให้ร้ายประเทศอยู่ ก็ทบทวนแล้วกันว่าเพราะอะไร เขาทำผิดกฎหมายหรือเปล่า ทุกคนใช้กฎหมายเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะให้เขาเข้ากระบวนการตรวจสอบหรือกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ถ้าไม่เข้ากระบวนการก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ก็หนีไป กลับมาก็โดนจับกุม ก็มีแค่นี้ มันยากตรงไหน มันจะเกี่ยวข้องกับการเมืองตรงไหน เกี่ยวกับ คสช. หรือเกี่ยวกับสถานภาพของ คสช. สถานภาพผม ผมไม่ได้กลัวเรื่องสถานภาพของรัฐบาลและ คสช. แต่กลัวเรื่องเสถียรภาพ ผมกลัวการใช้อำนาจของผม ไม่ใช่คนที่บ้าประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจไม่กลัวใครเลย ทุกคนอยู่กระบวนการและผมก็อยู่ในกระบวนการเช่นกัน ที่ผ่านมาทุกคนสนับสนุนการเลือกตั้ง คราวนี้ผมก็ต้องสนับสนุนอีก ก็ต้องเลือกตั้งอยู่ดี” นายกฯ กล่าว
       
       นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนถามคนที่สู้กันแต่เรื่องที่มาหรือการใช้อำนาจอะไรต่างๆ คิดหรือไม่ว่าจะช่วยเหลือคนจนอย่างไร ตนไม่อยากพูดจาให้ร้ายใครขี้เกียจทะเลาะด้วย เพราะจะหงุดหงิด บอกว่านายกฯ ต้องอดทน ถ้ามาเป็นตนแล้วจะเข้าใจ แต่ยังดี ข้าราชการหรือพี่ๆ ใน ครม.ให้ความร่วมมือดีอยู่ กองทัพก็ยังเหนียวแน่น ปัญหามีอยู่บ้าง คนเป็นล้านๆ คน มีก็มีไปทำไมต้องยึดโยง ตนไม่เข้าใจ ตนไม่ได้ปกป้องใครทั้งสิ้น แต่ตนบอกให้ยึดตามกระบวนการยุติธรรมไปสอบสวน ตรวจสอบ ดำเนินคดีมา ถ้าผิด ไม่ใช่บางคนผิดเต็มๆ แล้วยังไม่รับอีก ไปคิดเอาที่ตนพูดวันนี้อาจจะลืมนึกไปก็ได้ คิดว่ารัฐบาลนี้รังแกกัน เข้ามาแสวงหาอำนาจ ตนไม่อยากมีอำนาจสักวัน ถ้าจะมีอำนาจจริงๆ ทำแบบต่างประเทศเขาทำทั้งหมดเป็นของรัฐบาลหมด แจกคนจนไป แต่ตนไม่ได้ทำ มีแต่อำนวยความสะดวกให้ทุกคน ทำทุกอย่างให้เกิดความเป็นธรรม
       
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้าราชการต้องปรับตัวไปตามคนที่มีอำนาจ ทำเรื่องผิดแล้วบอกว่าประชาชนเป็นคนได้ วันนี้ตนจึงต้องขับเคลื่อนเรื่องหลักธรรมาภิบาลให้ได้ และไม่ปกป้องใคร ใครผิด ใครถูกก็ว่าตามกระบวนการยุติธรรม ให้โอกาสทุกคน คดีเดิมๆ ตนก็ให้หมดทุกอัน ทั้งที่ตนไม่ให้ก็ได้ ทุกวันนี้ทุกอย่างผิดไปหมด เพราะอะไร เพราะประชาชนได้ ตนถามว่าจะได้สักเท่าไหร่ ได้กี่สตางค์ เดี๋ยวก็สอบกันเจอหมด
       
       “สร้างอุทยานฯ ก็ไปสอบมา มันเป็นโครงการของกองทัพบก ไม่ใช่โครงการของผม เข้าใจเสียที คิดว่าผมเป็นน้องเขา เขาเป็นน้องผม ผมต้องเกี่ยวกับเขาทุกเรื่องจนตายถึงชาติหน้าหรือไง ทุกคนต้องทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง โครงการของกองทัพบกก็เป็นโครงการหนึ่ง เหมือนโครงการของกรมอีกหลายร้อยกรม กองทัพบกมีฐานะเท่ากรมเท่านั้น เพียงแต่มีคนเยอะ มีวินัย ผมไม่เคยสอนลูกน้องผมในทางที่เสียหาย แต่มันจะเสียเพราะอะไรไปสอบมา ไปลงโทษกันให้ถูกต้อง ใครผิดลงโทษแค่ไหนก็ไปว่ามา อีกข้างหนึ่งบอกว่าผิดตั้งแต่ต้น ไปฟ้องศาล เรื่องความผิด มันผิดตั้งแต่คนแรกไปถึงคนสุดท้าย แล้วมันถูกอยู่คนเดียว ผมถามมันใช่หรือ คิดอย่างนี้บ้าง ผมถึงปวดหัว คิดย้อนกลับไปมา ว่ามันอะไร ไม่รู้จะพูดอะไรกับคน อธิบายคนไม่ได้ วันนี้ก็ต้องไปตามจับไอ้พวกที่พูดโน้น พูดนี่ ผมเลยบอกต่อไปนี้ไม่ต้องไปจับมัน ปล่อยให้ไปไหนก็ไป เสียเวลา จับมาเดี๋ยวก็ต้องปล่อยอีก คนดีๆ คิดเป็น ถ้าคิดกันอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ประเทศไทยก็อยู่อย่างนี้ ข้าราชการ คนในพื้นที่บอกเขาไม่ได้หรือให้กลับบ้าน จะมาทำไม เขาก็ตรวจสอบกันอยู่แล้ว อีกหน่อย อีกพวกไม่พอใจก็ลุกมาไล่จำนำข้าวไปอีก ก็วนกลับมาที่เดิมอีก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
       
       นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 2 ปีมาแล้วที่ทุกเรื่องกลับไปสู่ที่เก่า ทั้งเรื่องจำนำข้าว ประชามติ ถ้าเลือกตั้งก็คงกลับมาที่เก่าอีก นักการเมืองจึงต้องเสียสละ คนเลวๆ ตนไม่นับถือ คนดีๆก็มีอยู่เยอะ ตนจมอยู่กับความคิดอย่างนี้มาแล้ว 2 ปี ชีวิตอยู่กับแบบนี้มาสองปีเพราะตนอาย วันนี้ไปไหนก็อาย เพราะต่างประเทศไม่เคยถามในสิ่งดีๆ ถ้าทำแบบเดิมก็ได้แบบเดิมจึงต้องมีกติกา มีใครกล้าสาบานไหม มีแต่ขอกลับไปที่เดิม หรือจะให้ตนขุดรูอยู่เพื่อที่จะได้ไม่เจอผู้คน คนไทยไม่เคยฟังคนอื่นพูด แต่โชคดีที่คนไทยยังให้โอกาสตนทำงาน
       
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนจะทยอยให้ของขวัญให้ประชาชนด้วยการมอบรอยยิ้มมอบความสุข โดยตนจะพยายามไม่โมโห ถ้าไม่มีใครมายั่ว เว้นแต่จะมีการถามคำถามให้หงุดหงิดใจ และตนเสนอว่าให้นำใบเสร็จซื้อสินค้าต่างๆ น่าจะนำมาจับของรางวัล ถ้านำของที่บางคนอาจจะทิ้งมาร่วมจับรางวัล สร้างความดีใจให้คนทุกระดับ และปีใหม่นี้อยากให้ทำกุศลร่วมกันเพื่อให้มีความสุขร่วมกันและฝากว่า อย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้ยิน อย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้เห็น แต่ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ซึ่งตนทำเพื่อคนไทยทุกคน
       
       พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงแนวคิดการระบุอาชีพและรายได้ลงในบัตรประชาชนว่า ตนบอกว่าให้ไปคิดมา ไปทำบัตรมาอย่างบัตรประชาชน แล้วก็มาตีตนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน มันละเมิดตรงไหน น่าอับอายตรงไหน การที่จะมีคำว่าทำอาชีพเกษตรกร มันอายเขาตรงไหน ตนถามสิ ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ในบัตรประชาชน มันใส่ไม่ได้ คิดโง่ๆ แบบนี้ได้ยังไง มันจะเอาใส่อะไร อาชีพ รายได้ เดือนนี้เท่าไหร่ ปีนี้เท่าไหร่ จะบ้าหรือเปล่าคนที่คิดแบบนี้ เขาเพียงแค่ใส่ชิปเพิ่มเข้าอีกตัวเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็เสียบการ์ดเข้าไปก็อ่านออกมาหมดว่าคนนี้ทำอะไร มันเสียหน้าตรงไหน กลัวเขาจะหาว่าเราจนหรืออย่างไร มันเสียหน้าตรงไหน ตนต้องการจะแยกแยะให้หมด แต่ไม่ต้องการไปแบ่งชนชั้น และตนต้องการที่จะคิดไปต่อถึงการเชื่อมโยงการเสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่าเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เป็นการ์ดใบเดียว หรือสองใบ คนจนก็ใช้ได้ 

นายกฯบัตรปชช.


"ผมบอกว่าให้ไปคิดมา ไปทำบัตรมาอย่างบัตรประชาชน แล้วก็มาตีตนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน มันละเมิดตรงไหน น่าอับอายตรงไหน การที่จะมีคำว่า ทำอาชีพเกษตรกร มันอายเขาตรงไหน ผมถามสิ ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ในบัตรประชาชน มันใส่ไม่ได้หรอก คิดโง่ๆ แบบนี้ได้ยังไง มันจะเอาใส่อะไร อาชีพ รายได้ เดือนนี้เท่าไหร่ ปีนี้เท่าไหร่ จะบ้าหรือเปล่าคนที่คิดแบบนี้ เขาเพียงแค่ใส่ชิพเพิ่มเข้าอีกตัวเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็เสียบการ์ดเข้าไป ก็อ่านออกมาหมดว่าคนนี้ทำอะไร มันเสียหน้าตรงไหน กลัวเขาจะหาว่าเราจนหรืออย่างไร มันเสียหน้าตรงไหน ตนต้องการจะแยกแยะให้หมด แต่ไม่ต้องการไปแบ่งชนชั้น และตนต้องการที่จะคิดไปต่อถึงการเชื่อมโยงการเสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่าเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เป็นการ์ดใบเดียว หรือสองใบ คนจนก็ใช้ได้"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
14 ธันวาคม 2558

บทเรียนประชาธิปไตยจากอาร์เจนตินา ต่อการก้าวผ่านจุดบอดการเมืองไทย

13 ธันวาคม 2015
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
อาร์เจนตินา เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยหลายอย่าง มีเมืองหลวงชื่อ กรุงบัวโนสไอเรส ที่มักจะแข่งขันกับกรุงเทพฯ เป็นเมืองขวัญใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศอาร์เจนตินามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของอเมริกาใต้ คล้ายกับขนาดเศรษฐกิจไทยในบริบทอาเซียน
การเมืองของอาร์เจนตินาก็มีส่วนคล้ายคลึงกับประเทศไทยไม่น้อย และจะถูกเปรียบเทียบกับการเมืองไทยอยู่บ่อยครั้งในวงการวิชาการรัฐศาสตร์ (อีกประเทศที่ถูกเปรียบเทียบกับไทยอยู่บ่อยๆ คือ ตุรกี) ประชาธิปไตยของอาร์เจนตินามีบทเรียนหลายอย่างให้กับการเมืองไทย โดยเฉพาะ 1) บทบาทของพรรคที่มีประชาชนสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน 2) บทบาทและอิทธิพลของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน 3) ปัญหาคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึก
แต่ทั้งสองประเทศก็มีข้อแตกต่างอยู่หลายประการเช่นกัน คือ 1) วิวัฒนาการของฝ่ายอนุรักษนิยม 2) การ “ลด” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือนปัจจุบัน 3) การเดินหน้าทางประชาธิไตยในสถานการณ์ที่ปัญหาคอร์รัปชันรุมเร้า ซึ่งความคล้ายคลึงของการเมืองทั้งสองประเทศ แต่กลับเลือกทางออกของปัญหาทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น ทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นกรณีศึกษาที่ดี สำหรับทุกๆ ฝ่ายที่ต้องการให้ประเทศไทยหลุดพ้นวงจรการเมืองที่ล้มเหลว

ความคล้ายคลึงที่ 1: การยึดครองอำนาจผ่านการเลือกตั้งอันยาวนานของพรรคเดียว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายเมาริซิโอ มาครี ตัวแทนของพรรคอนุรักษนิยมของอาร์เจนตินา (PRO) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเหนือความคาดหมาย โดยเอาชนะพรรค Justicialist Party ของนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ (Cristina Kirchner) ซึ่งกำลังจะเป็นอดีตประธานาธิบดีที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน พรรคของนางเคิร์ชเนอร์ก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นประชานิยม โดยนายฮวน โดมิงโก เปรอน (Juan Dominco Peron)ในปี 1947 (2491) โดยได้รับชับชนะถึง 9 ครั้งจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งหมด 12 ครั้ง ก่อนที่จะพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด พรรค Justicialist Party ครองอำนาจติดต่อกันมายาวนานถึง 12 ปี ตั้งแต่ปี 2003 โดยนางเคิร์ชเนอร์ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำอาร์เจนตินาแทนสามีนายเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ ที่ได้เสียชิวิตลง
นายฮวน โดมิงโก เปรอน ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/09/ Discurso_de_Per%C3%B3n.jpg
นายฮวน โดมิงโก เปรอน ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/09/
Discurso_de_Per%C3%B3n.jpg
การขึ้นมาครองอำนาจของพรรค Justicialist Party ในช่วงแรก นอกจากอยู่บนพื้นฐานความเป็นประชานิยมแล้ว ยังใช้ความเป็นชาตินิยมปลุกเร้าประชาชนให้อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ประเทศอาร์เจนตินาภายใต้การปกครองของพรรค Justicialist Party หรือที่สังคมโลกเรียกกันติดปากว่า “ระบอบ Peronism” เป็นขวัญใจของกลุ่มสหภาพแรงงานต่างๆ ในอาร์เจนตินา และมีฐานเสียงแข็งแกร่งในชนบท มีมาตรการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ และจ่ายเงินเดือนในวันหยุด
“ระบอบ Peronism” ใช้เงินจากภาครัฐอุดหนุนโครงการต่างๆ อย่างกว้างขวาง มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ สภาวะเศรษฐกิจมีทั้งขึ้นทั้งลง มีการพยามยามคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นเผด็จการแบบที่นักวิชาการเรียกว่า Competitive Authoritarianism คือ มีการแข่งขันเลือกตั้งแต่มีฝ่ายหนึ่งที่มีชัยชนะเกือบจะตลอดเวลา การคุมอำนาจอย่างยาวนานของพรรค Justicialist Party ทำให้ระบอบ Peronism มีศัตรูทั้งจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน และฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือความสำเร็จอย่างยาวนานของระบอบ Peronism ในสนามเลือกตั้ง

ความคล้ายคลึงที่ 2: การ “มี” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน

ตามประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา มีการพยายามทำรัฐประหารทั้งหมด 11 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ 6 ครั้ง (สำหรับประเทศไทย หลังจากมีการเปลี่ยนการปกครองปี 2475 มีความพยายามทำรัฐประหาร 19 ครั้ง สำเร็จ 12 ครั้ง และอีกข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยมีสถิติการพยายามทำรัฐประหารมากที่สุดเป็นที่ 2 ของโลก รองจากประเทศเฮติ ส่วนอันดับที่ 3 คือประเทศกรีซ) การรัฐประหารครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 1955 หลังจากนายเปรอนครองอำนาจมา 8 ปี ปัญหาเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด และการที่ความนิยมในตัวนายเปรอนได้พัฒนากลายเป็นเหมือนลัทธิบูชาบุคคล ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างกลุ่ม Peronist และกลุ่มอำนาจเดิม ที่นำโดย ผู้นำนิกายคาทอลิก (ซึ่งมีบทบาทคล้ายๆ กับสถาบันพระมหากษัตริย์) และกลุ่มนักธุรกิจภาคเอกชน ส่วนฝ่ายค้านในทางการเมืองในขณะนั้นก็เรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลของนายเปรอน โดยที่นักเขียน นักข่าว นักคิดทางสังคม ที่คิดต่างจากนายเปรอนนั้นถูกจับเข้าคุกเป็นว่าเล่น บ้างก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ
การยึดอำนาจของทหารในครั้งนั้นดูเหมือนจะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายๆ สถาบันทางการเมืองและชนชั้นกลางของอาร์เจนตินา หลังจากรัฐประหารครั้งนั้น ตัวนายเปรอนเองก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1958 ฝ่ายทหารที่ยึดครองอำนาจก็จัดการเลือกตั้ง โดยพรรค Justicialist Party ของนายเปรอนนั้นถูกห้ามลงแข่งขัน และพรรค Radical Civic Union Party ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มนายเปรอนได้ครองอำนาจ นำมาซึ่งความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง และเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในปี 1962, 1966 และ 1976
รัฐประหารปี1976 ที่มาภาพ : http://www.irishtimes.com/polopoly_fs/1.1583538.1383588933!/image/image.jpg_gen/derivatives/box_620_330/image.jpg
รัฐประหารปี1976 ที่มาภาพ: http://www.irishtimes.com/polopoly_fs/1.1583538.1383588933!/image/image.jpg_gen/derivatives/box_620_330/image.jpg
รัฐประหารในปี 1976 นั้นมีความสำคัญที่ควรถูกพูดถึง กล่าวคือ เป็นรัฐประหารที่ทำการยึดอำนาจจากนางอิสเบล เปรอน ภรรยาคนที่สามของนายเปรอน ที่ขึ้นสู่อำนาจหลังจากนายเปรอนเสียชีวิตลง (นายเปรอนกลับมาครองอำนาจได้อีก 2 ครั้งหลังจากรัฐประหารปี 1955) ถึงแม้ว่ารัฐบาลพลเรือนของนางอิสเบล เปรอน ในช่วงก่อนการปฏิวัติปี 1976 ได้มีการข่มขู่และทำร้ายผู้เห็นต่าง แต่การยึดอำนาจของทหารกลับทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมตลอดช่วงปี 1976-1983 ที่กองทัพครองอำนาจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การท้าทายของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น ทำให้การปกครองของกองทัพเต็มไปด้วยการใช้กำลังกับผู้ที่กองทัพเห็นว่าอาจฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ กลายเป็นเหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ของอาร์เจนตินา

ความคล้ายคลึงที่ 3: ปัญหาคอร์รัปชัน

นายเนสเตอร์ และนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ จากพรรค Justicialist Party ที่มาภาพ : http://infolitica.com.ar/wp-content/uploads/2015/10/nestor-y-cristina.jpg
นายเนสเตอร์ และนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ จากพรรค Justicialist Party ที่มาภาพ: http://infolitica.com.ar/wp-content/uploads/2015/10/nestor-y-cristina.jpg
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศอาร์เจนตินานั้นย่ำแย่พอๆ กับปัญหาของประเทศไทย หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ ปัจจุบันอาร์เจนตินาได้ 34 คะแนน อยู่อับดับที่ 104 ของจาก 175 ประเทศจากการจัดอับดับขององค์กรความโปร่งใสสากล ส่วนไทยได้ 32 คะแนนอยู่อันดับที่ 85 ปัญหาคอร์รัปชันในอาร์เจนตินาเกิดในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นในยุคของระบอบ Peronism หรือ รัฐบาลทหาร หรือภายในองค์กรภาครัฐต่างๆ คอร์รัปชันได้หยั่งรากฝังลึกอยู่คู่กับการเมืองอาร์เจนตินาไปแล้ว
ในยุคของครอบครัวเคิร์ชเนอร์ที่กำลังจะหมดลงมีเหตุการณ์น่าสงสัยหลายอย่าง ตลอดระยะเวลาที่นางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ และอดีตประธานาธบดี นายเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ สามีของเธอ ครองอำนาจนาน 12 ปี ทรัพย์สินของเธอเติบโตขึ้น 7 เท่า หรือจาก 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 17.7 ล้านเหรียญสหรัฐ มีคดีอื้อฉาวหลายคดี เช่น การพยายามฟอกเงิน 65 ล้านเหรียญสหรัฐของนายลาซาโร บาเอซ เศรษฐีผู้รับเหมาก่อสร้างที่ตั้งบริษัทรับเหมาก่อนหน้านายเนสเตอร์ขึ้นรับตำแหน่งในปี 2003 เพียงไม่กี่อาทิตย์ แต่หลังจากครอบครัวเคิร์ชเนอร์เข้าสู่ตำแหน่ง บริษัทของนายบาเอซก็ได้สัมปทานมากมาย
ปัญหาคอร์รัปชันทั้งในรัฐบาลของนายและนางเคิร์ชเนอร์แย่เสียจนเคยมีนักข่าวเปรียบเปรยว่า ปรัชญาการจัดการปัญหาคอร์รัปชันของรัฐคือ “ถ้ามีการคอร์รัปชัน ก็ให้กลบเกลื่อนการกระทำนั้นไว้ ถ้ากลบเกลื่อนไม่ได้ ก็อย่าให้มีการพิสูจน์ได้ ถ้าเป็นเรื่องที่สาธารณะรับรู้และสามารถพิสูจน์ได้ ข้าราชการผู้นั้นต้องลาออก แต่ไม่ใช่เพราะความไม่ซื่อสัตย์ แต่เพราะเลินเล่อปิดไม่มิดชิดเอง”
ก่อนหน้านั้น ในยุคที่ฝ่ายทหารเรืองอำนาจในปี 1976-1983 ปัญหาคอร์รัปชันก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ารัฐบาลพลเรือน คดีคอร์รัปชันอื้อฉาวที่สุดในช่วงนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1982 ขณะกำลังเกิดสงครามสำคัญระหว่างกองทัพอาร์เจนตินากับกองทัพประเทศอังกฤษ เพื่อแย่งชิงเกาะ Falkland รัฐบาลทหารของอาร์เจนตินาได้เรี่ยไรเงินบริจาคจากสาธารณชนเพื่อซื้ออาวุธยุธโทปกรณ์สนับสนุนกองทัพ การบริจาคจากชาวอาร์เจนตินาในครั้งนั้นได้เงินมากถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงทองหลายร้อยกิโลกรัม แต่เรื่องที่ทำให้อื้อฉาวก็คือ กองทัพอาร์เจนตินากลับประกาศยอมแพ้ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และไม่มีใครทราบว่าเงินบริจาคที่เหลือนั้นหายไปไหน มีการสืบค้นภายหลังว่าเงินส่วนหนึ่งไปอยู่ในบัญชีลับที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ท่านผู้อ่านที่ติดตามการเมืองไทย น่าจะสามารถเปรียบเทียบได้เองถึงความคล้ายคลึง ของการเมืองอาร์เจนตินาและการเมืองไทย แต่ในความคล้ายคลึงนี้ มีหลายประการสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าการเมืองของทั้งสองประเทศกำลังเดินหน้าไปคนละทาง ประเทศหนึ่งยังดูเหมือนจะยังไม่เห็นทางออก ส่วนอีกประเทศจะดูมีความสดใสมากกว่า

ความแตกต่าง 1: วิวัฒนาการของฝ่ายอนุรักษนิยม

การที่นายเมาริซิโอ มาครี ตัวแทนพรรคอนุรักษนิยมของอาร์เจนตินา (PRO) สามารถคว้าชัยชนะเหนือตัวแทนจากพรรค Justicialist Party ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาธิปไตยในอาร์เจนตินานั้นน่าจะให้บทเรียนกับประเทศไทยได้ในหลายๆ เรื่อง ช่วงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งมีผู้สังเกตการณ์ว่า นายเมาริซิโอ มาครี นั้นน่าจะต้องได้รับความปราชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผลโพลต่างๆ ที่ออกมาก่อนการเลือกตั้งให้คะแนนของนายมาครีตามหลังตัวแทนจากพรรค Justicialist Party แต่เมื่อการเลือกตั้งจริงเกิดขึ้น นายมาครีกลับได้รับชัยชนะไปอย่างฉิวเฉียด เขาได้คะแนนมากกว่าคู่แข่งเพียงแค่ 3% ของผลโหวตทั้งหมด ชัยชนะครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีหลายๆ อย่างที่นายมาครีทำระหว่างหาเสียงที่อาจจะเป็นประโยชน์ ให้บทเรียน และการปรับใช้ของฝ่ายต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ในบ้านเรา
นายเมาริซิโอ มาครี ที่มาภาพ : http://www.internationalpolicydigest.org/wp-content/uploads/2015/11/1593710112511.jpg
นายเมาริซิโอ มาครี ที่มาภาพ: http://www.internationalpolicydigest.org/wp-content/uploads/2015/11/1593710112511.jpg
ในบริบทการเมืองขวา-ซ้าย ฝ่ายขวา คือ กลุ่มอนุรักษนิยม มีจุดยืนที่ว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ หรือบริการทุกๆ อย่างทางสังคมให้กับประชาชน รัฐบาลไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป และไม่ควรเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน เพราะพวกเขาจะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ส่วนฝ่ายซ้าย คือ กลุ่มที่ได้รับแรงสนับสนุนจากรากหญ้า มีความเป็นสังคมนิยมและประชานิยม คิดว่ารัฐบาลควรตอบโจทย์ทุกอย่างเพื่อสังคม จะให้อำนาจในการทำทุกอย่างกับรัฐบาลมาก รัฐจะใช้จ่ายมากเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ จะค่อนข้างไม่ลงรอยกับภาคเอกชนมากนัก
นายมาครีวางตนเองในฐานะนักการเมืองกลางเอียงขวา เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นลูกของผู้อพยพ นายมาครีเป็นผู้นับถือคริสต์ศาสนาที่เคร่งครัด ในระหว่างการหาเสียงเขาพยายามไม่พูดถึงเรื่องมรดกตกทอดจากยุคของนายเปรอน ผู้เป็นฮีโร่ของของชาวชนบท และกลุ่มสหภาพแรงงานต่างๆ ในเชิงลบมากนัก มิหนำซ้ำเขากลับพยายามเข้าถึงกลุ่มผู้ที่ยังรำลึกถึงยุคของนายเปรอน เขาเข้าร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญนายเปรอน และร่วมพิธีเปิดอนุสรณ์สถานของนายเปรอน มีการหาเสียงอยู่ครั้งหนึ่ง นายมาครีพูดกับกลุ่มสหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานเสียงของนางเคิร์ชเนอร์และกลุ่ม Peronist ถึงขนาดว่า เขานั้นเป็น “Peronist 100%”
สโลแกนของนายมาครีในการหาเสียงคือ “Let’s change” แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าเขาต้องการการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพแรงงาน ข้อความการหาเสียงจึงเน้นไปทางเชิงปรองดอง กล่าวคือ เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดเลิกการขัดแย้ง และเขาไม่ได้เรียกร้องให้มีการ “ปิด” เพื่อเปลี่ยนแปลง วิธีการหาเสียงของนายมาครีดูเหมือนว่าจะสามารถก้าวข้ามความบาดหมางในอดีตและพูดถึงเรื่องอนาคตเสียมากกว่า ในเชิงนโยบาย นายมาครีจะกล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลาในช่วงหาเสียงว่า นโยบายอะไรที่ดีของประธานาธิบดีเคิร์ชเนอร์ ที่ดีอยู่แล้วเขาก็จะเก็บไว้และทำให้ดีกว่าเดิม ฐานเสียงของนายมาครีคือคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาก่อน เขาใช้อาสาสมัครวัยรุ่นที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงและเบื่อหน่ายการเมืองเก่าๆ เป็นคนช่วยหาเสียงผ่านทางโลกโซเชียล ก่อนการเลือกตั้ง พรรค PRO ของนายมาครีได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับพรรค Radical Civic Union Party ซึ่งเป็นพรรคกลางเอียงซ้าย (ในอดีตเป็นพันธมิตรกับพรรคในระบอบ Peronism) ทำให้ฐานเสียงของนายมาครีนั้นได้รับการขยายออกจากเมืองใหญ่ไปในชนบทด้วย
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี (Steven Levitsky) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Competitive Authoritarianism และเป็นผู้เชี่ยวชาญการเมืองอาร์เจนตินา ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายมาครีได้รับชัยชนะคือการที่เขา “break the polarization” หรือ การทำลายขั้วการเมือง ศาสตราจารย์เลวิตสกีให้ความเห็นว่า ท่านไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่านายมาครีนั้นมีความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมตามประเพณีและฐานเสียงเดิมของพรรคที่เขาสังกัดหรือไม่
ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิสกีที่มาภาพ : https://oslofreedomforum.com/uploads/listings/_splash/Steven-Levitsky-Web-Speaker.jpg
ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี ที่มาภาพ: https://oslofreedomforum.com/uploads/listings/_splash/Steven-Levitsky-Web-Speaker.jpg
นายมาครีมีจุดยืนทางการเมืองแบบทางสายกลางที่มีพื้นฐานมาจากฝั่งอนุรักษนิยม นั่นเป็นทิศทางการเมือง ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายๆ ประเทศในอเมริกาใต้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาฝ่ายค้านของประเทศเวเนซุเอลาก็พึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเหนือฝ่ายซ้ายที่เป็นพรรคที่มีแนวทางประชานิยมและครองอำนาจมายาวนาน นักการเมืองในประเทศชิลี โคลัมเบีย เปรู และบราซิล ที่มีจุดยืนแบบกลางเอียงขวานั้นก็กำลังทำผลงานได้ดีในสนามเลือกตั้ง การที่ประเทศเหล่านี้มีชนชั้นกลางมากขึ้น ทำให้สามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น รัฐจึงมีความจำเป็นต้องอุดหนุนน้อยลง แต่รัฐก็สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น จึงทำให้ประชาชนจะค่อนข้างใส่ใจกับการใช้จ่ายเงินของรัฐ แต่พรรคการเมืองสายกลางที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ในอเมริกาใต้ก็ต้องหาเสียงเอาใจประชาชนในชนบทและสหภาพแรงงานต่างๆ เช่นกัน
กลับมาดูประเทศไทย ทางออกที่สำคัญของบ้านเราคือการมีพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและเป็นตัวเลือกของประชาชนได้ พรรคประชาธิปัตย์ของไทยเป็นพรรคที่ใกล้เคียงกับจุดยืนทางการเมืองของพรรค PRO ของนายมาครีมากที่สุด แต่พรรคประชาธิปัตย์ของเรานั้นยังดูหลงทางอยู่มาก การที่พรรคให้ท้ายผู้สนับสนุนของตัวเองที่มีอุดมการณ์ขวา/อนุรักษนิยมสุดโต่งในการประท้วงตอบโต้กลุ่มฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายผู้สนับสนุนทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงและเล็งหาพันธมิตรที่พรรคเองสามารถสร้างได้กับบุคคลเหล่านี้ หรือการที่บุคคลในพรรคยังยึดติดกับการตอบโต้ระบอบทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้พรรคนั้นมองไปข้างหน้าได้ไม่เต็มที่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการที่พรรคประชาธิปัตย์จะประสบชัยชนะในสนามเลือกตั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำก็คือ การ “break the polarization” และสิ่งแรกที่ต้องทำคือการก้าวผ่านจุดมุ่งหมายที่จะโค่นระบอบทักษิณให้หมดสิ้น

ความแตกต่าง 2: การ “ลด” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน

ผู้เขียนขอย้ำว่าประชาธิปไตยในอาร์เจนตินานั้นยังมีปัญหาอยู่มาก แต่ก็มีหลายๆ สิ่งที่ประสบการณ์ของอาร์เจนตินานั้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองของประเทศไทย หลังจากรัฐบาลทหารพ้นอำนาจในอาร์เจนตินาเมื่อปี 1983 ได้มีความพยายามก่อรัฐประหารหลายครั้งของกองทัพอาร์เจนตินา ครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในปี 1990 แต่ก็ไม่มีครั้งไหนประสบความสำเร็จในระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือการที่ประชาชนค่อนข้างตื่นตัวกับการบังคับให้ทหารนั้นเล่นเกมการเมืองภายใต้กรอบประชาธิปไตย การตื่นตัวเหล่านี้ทำให้ในปี 1994 รัฐธรรมนูญของอาร์เจนตินานั้นประกาศชัดเจนในหมวดที่ 22 และ 36 ว่าจะไม่ยอมรับการแทรกแซงทางการเมืองโดยการใช้กำลัง และรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจจะถูกฉีกได้และจะยังคงอยู่ต่อไปหากมีการแทรงแซงทางการเมือง
ประเทศอาร์เจนตินามาถึงจุดนี้ได้เพราะประชาชนโดยทั่วไปนั้นไม่ปล่อยและเปิดช่องว่าง ไม่สร้างสถานการณ์ และปัจจัยทางการเมือง เพื่อเชื้อเชิญกองทัพ และไม่สร้างเงื่อนไขความจำเป็นและความชอบธรรมให้กับกองทัพขึ้นมามีอำนาจได้ ประชาชนทั้งฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนระบอบ Peronism และฝ่ายขวาที่เป็นพรรคของชนชั้นกลางนั้น ได้สร้างสัญญาประชาคมว่าทุกสถาบันการเมืองต้องเคารพหลักประชาธิปไตย
ย้อนกลับมาดูเมืองไทย ผู้เขียนเชื่อว่าตัวกองทัพเองนั้นไม่ได้อยากเข้ามามีอำนาจ กองทัพไทยมองตนเองเป็นผู้พิทักษ์ความมั่นคงทั้งภายในและภายนอก การสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะฝ่ายที่ทำการเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ได้มอบความชอบธรรมให้กับกองทัพ การที่ประเทศของเราจะก้าวข้ามพ้นวงจรทางการเมืองที่แสดงถึงความล้มเหลวนี้ ประชาชนโดยทั่วไปต้องตระหนักเสียก่อนว่าการคงไว้ซึ่งสถาบันประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะมีปัญหา หรือไม่สมบูรณ์เพียงใด ก็ดีกว่าไม่มีอยู่เลย
การพัฒนาทางประชาธิปไตยนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าหากใช้การแก้ไข เพิ่มเติม ดีกว่าการล้มหมากทั้งกระดาน ฝ่ายที่เคยคุมอำนาจอยู่ และแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการทำงานบริหารประเทศ ก็ควรจะรับรู้ถึงการที่ฝ่ายตนทำลายความชอบธรรมที่ประชาชนเคยได้ให้ผ่านการเลือกตั้ง ลดความหยิ่งทะนงในอำนาจที่ประชาชนได้มอบให้ลงบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลดปัจจัยและข้ออ้างที่จะทำให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจได้

ความแตกต่าง 3: ปัญหาคอร์รัปชันไม่เคยเป็นเหตุผลในการ “หยุด” การเมืองอาร์เจนตินา

ดังที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาคอร์รัปชันในอาร์เจนตินานั้นอาจจะเลวร้ายกว่าประเทศไทยเสียอีก ในยุคการครองอำนาจของครอบครัวเคิร์ชเนอร์ 12 ปีนั้นมีเรื่องอื้อฉาวมากมายหลายสิบเรื่อง ประชาชนก็ออกมาประท้วง โดยหลายครั้งพวกเขาได้ใช้ช้อนตีก้นหม้อเพื่อให้เกิดเสียงดังเป็นสัญลักษณ์การประท้วง แต่ที่น่าสังเกตคือชาวอาร์เจนตินาที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบ Peronism นั้นไม่เคยเรียกร้องให้มีการปิดประเทศหรือให้ทหารเข้ามาแทรกแซง พวกเขาดูเหมือนจะทราบดีว่าการพัฒนาการเมืองและการปฏิรูปไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยการหยุดเดินทั้งระบบ
การประท้วงเดือนกันยายน ปี 2012 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่มาภาพ : http://www.thetimes.co.uk/tto/multimedia/archive/00354/116259819__354239c.jpg
การประท้วงเดือนกันยายน ปี 2012 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่มาภาพ: http://www.thetimes.co.uk/tto/multimedia/archive/00354/116259819__354239c.jpg
การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในยุคของนางเคิร์ชเนอร์นั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2012 หลังจากนางเคิร์ชเนอร์ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ปัญหาคอร์รัปชันที่หยั่งลึก และการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เธอกลับมาเลือกตั้งได้เป็นครั้งที่สาม (รัฐธรรมนูญอาร์เจนตินากำหนดให้บุคคลหนึ่งสามารถเป็นนายกฯได้ 2 สมัย) การประท้วงในครั้งนั้นเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของอาร์เจนตินาและในหลายประเทศที่มีชาวอาร์เจนตินาอาศัยอยู่ จำนวนประชาชนที่ออกมาประท้วงนั้นประมาณ 500,000-2,000,000 คน (ขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ประมาณการ)
นายเมาริซิโอ มาครี นักการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น ก็ได้ร่วมประท้วงด้วย ผลสรุปของการประท้วงครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงพลังประชาชนที่พร้อมจะตรวจสอบและเรียกร้องความชอบธรรมจากรัฐบาลของนางเคิร์ชเนอร์ ในที่สุดพรรคของนางเคิร์ชเนอร์ก็ล้มเลิกความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นางลงเลือกตั้งอีกสมัย การที่ประชาชน ผู้ประท้วง และนักการเมืองฝ่ายค้าน ออกมาชุมนุมประท้วงตามสิทธิที่พึงมีตามประชาธิปไตย และยังยึดมั่นกับหลักการประชาธิปไตย แม้ว่าพวกเขาจะเกลียด โกรธ และไม่พอใจต่อระบอบ Peronism เพียงใด นั่นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่ทำให้ประชาชนผู้เห็นต่างเหล่านี้ ผู้ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของครอบครัวเคิร์ชเนอร์นานเป็นเวลา 12 ปี สามารถโค่นล้มระบอบ Peronism ผ่านการเลือกตั้งอย่างใสสะอาดได้ในที่สุด
ความอดทนอดกลั้นของชนชั้นกลาง ที่ไม่สิ้นหวังกับกระบวนการประชาธิปไตยและกับการเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยของเราก้าวพ้นวงจรที่ล้มเหลวทางการเมืองในปัจจุบันนี้ไปได้ การเก็บพลังไว้เพื่อนำไปใช้ในการปฏิเสธ Competitive Authoritarianism ในสนามเลือกตั้งนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและได้ผลมากกว่า อันเป็นวิธีการที่ถูกพิสูจน์มาแล้วในประเทศอาร์เจนตินาและอีกหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้
ในกรณีนี้ ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี ได้กล่าวกับผู้เขียนว่า “Patience” หรือ “ความใจเย็นทางการเมือง” คือสิ่งที่ชาวอาร์เจนตินามี แต่ชนชั้นกลางของเมืองไทยไม่มี และ “ความใจเย็นทางการเมือง”นั้นคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งสำหรับการทำงานของกลไกระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ หวังจะสื่อเพียงว่า ปัญหาของประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ประเทศเดียว และเราสามารถจะเรียนรู้สิ่งดีๆ จากประเทศอื่นๆ ที่ (เคย) ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน และเขาดูเหมือนกำลังก้าวพ้นปัญหานั้นไปแล้ว

สงคราม & สันติภาพ

Cr:Thanong Fanclub
มินิซีรีส์
20. สงคราม & สันติภาพ
โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โต้กลับฮิลลารี่ คลินตัน อย่างดุเดือดเผ็ดมันด้วยการกล่าวว่า คลินตันฆ่าคนตายหลายแสนคนด้วยความงี่เง่าในขณะที่ดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ
"เธอเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สร้างปัญหาด้วยนโยบายที่งี่เง่าของเธอ คุณดูซิว่าเธอได้ทำอะไรลงไปในลิเบีย เธอได้ทำอะไรลงไปในซีเรีย ดูที่อียิปต์ เกิดอะไรขึ้นกับอียิปต์ เละตุ๊มเป๊ไปหมด" ทรัมป์กล่าวอย่างมีอารมณ์
“เธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ฮ่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ เธอบอกว่าผมเป็นบุคคลอันตราย แต่เธอฆ่าคนตายนับแสนคนด้วยความงี่เง่าของเธอ"
ทรัมป์พูดในสื่อFox Televisionในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อตอบโต้คลินตันที่กล่าวหาว่าเขาล้ำเส้น เมื่อทรัมป์พูดเร็วๆนี้ว่า สหรัฐควรที่จะห้ามวีซ่าไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศชั่วคราวจนกว่าจะมีการจัดการปัญหาเรื่องการก่อการร้ายได้อย่างมั่นใจ
คลินตันบอกว่า สิ่งที่ทรัมป์พูดเข้าทางพวกก่อการร้ายพอดี
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาของทรัมป์ต่อคลินตันไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเลย เพราะว่าการรุกรานลิเบียในปี คศ. 2011โดยกองทัพสหรัฐในสมัยที่คลินตันเป็นรมว.ต่างประเทศทำให้่ชาวลิเบียโดนฆ่าตาย30,000คน หรืออาจจะมากกว่า100,000คน
คลินตันให้สัมภาษณ์อย่างพากภูมิใจทีหลังว่า กองทัพสหรัฐสามารถโค่นล้มผู้นำลิเบียนายมูมมาร์ กัดดาฟี่และฆ่าเขาตายได้
เธอพูดว่า "We came. We Saw. He died."
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ลิเบียกลายเป็นรัฐล้มเหลว มีผู้ก่อการร้ายเต็มไปหมด ชาวลิเบียต้องกลายเป็นผู้อพยพหลังจากเคยอยู่ดีกินดีภายใต้กัดดาฟี่ที่โดนสื่อตะวันตกวาดภาพว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่โหดเหี้ยม จำต้องกำจัดออกไปเพื่อให้ลิเบียมีประชาธิปไตยและมีหลักมนุษยธรรม
ตอนนี้ไม่มีใครใส่ใจไปดูความทุกข์ยากของชาวลิเบีย
คลินตันดำเนินโยบายที่ต้องการล้มรัฐบาลซีเรียของนายบาซ่าร์ อัล อัสซาดด้วยการสนับสนุนพวกนักรบจีฮัดให้เข้าไปทำสงครามล้มรัฐบาลซีเรีย พวกนักรบจีฮัดเหล่านี้หลังจากได้การฝึกอบรม และได้รับการติดอาวุธจากสหรัฐแล้่ว ก็ย้ายไปเข้าพวกกับพวกอัล นุสรา และพวกไอซิส
คลินตันเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังไอซิสทางอ้อมนั้นเอง และเธอกำลังจะมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ
thanong
14/12/2015
http://www.infowars.com/trump-clinton-killed-hundreds-of-t…/

"เด็กเพื่อไทย"โดนอีก! เจอทหารเรียกเข้าค่าย-หลังบ่นราคาข้าวไม่ได้ดั่งใจ

"เด็กเพื่อไทย"โดนอีก! เจอทหารเรียกเข้าค่าย-หลังบ่นราคาข้าวไม่ได้ดั่งใจ

Cr:ทีนิวส์
ทหารเรียก "สมคิด เชื้อคง" ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย มาปรับทัศนคติหลังจากโพสต์เฟช เรื่อง "ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ" วอนอยากได้ราคาเหมือนสมัยยิ่งลักษณ์
วันนี้ ( 14 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พล.ต.อชิร์ฉัตร โรจนะภิรมย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 และ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดอุบลราชธานี สั่งการให้ร.ท.ธีระศักดิ์ สืบพงษ์ หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 6 จ.อุบลราชธานี เชิญตัว นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี เขต 10 พรรคเพื่อไทย มาปรับทัศนคติ กรณี นายสมคิด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ อยากได้จำนำข้าวเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นายสมคิด ยินยอมที่จะลบข้อความดังกล่าวในเฟซบุ๊กออก และได้ทำหนังสือสัญญาจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง หากมีการกระทำอีก ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

กำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราช

กำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราช
Cr:kapook
วันที่ 14 ธันวาคม 2558 เว็บไซต์ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เผยแพร่กำหนดการบำเพ็ญกุศลโดยพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในวันที่ 14-20 ธันวาคม โดยมีหมายกำหนดการทั้งหมด ดังนี้
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
เวลา 13.30 น. พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานโดยเสด็จพระราชกุศล ในการออกพระเมรุฯ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 600 รูป รับทักษิณานุประทาน
- บรรพชิตจีน อนัม 40 รูป สดับปกรณ์
เวลา 19.00 น. สวดพระอภิธรรม
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
เวลา 10.30 น. พิธีบำเพ็ญกุศลโดยเสด็จพระราชกุศลในการออกพระเมรุฯ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ ณ ตำหนักเพ็ชร และถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุและสามเณร 1,000 รูป ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร โดยเสด็จพระราชกุศล
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00 น. เชิญพระโกศจากตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร โดยขบวนพระอิสริยยศไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
เวลา 16.30 น. พระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
เวลา 07.00 น. พิธีเก็บพระอัฐิ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส
เวลา 08.00 น. เชิญพระอัฐิจากพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส มาประดิษฐานยังตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00-18.00 น. เปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00-14.00 น. เปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
เวลา 16.30 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558
เวลา 10.30 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร และบรรจุพระสรีรางคาร ณ พระวิหารเก๋ง วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 10 รูป ถวายพรพระ แล้วรับพระราชทานฉัน
- ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุและสามเณร 1,000 รูป ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร โดยเสด็จพระราชกุศล
เวลา 12.00 น. เชิญพระโกศพระอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ ตำหนักเดิม วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 5 รูป สดับปกรณ์
เชิญผอบพระสรีรางคารไปยังพระวิหารเก๋ง
- พระสงฆ์ 10 รูป สดับปกรณ์
- บรรจุพระสรีรางคาร

ว่าด้วการสื่อสารของรัฐบาล

CR :Fb Kittitouch

วันนี้มีเรื่องที่ผมทั้งอยากจะชมรัฐบาล
และขอตำหนิรัฐบาลไปพร้อมๆ กันเลย
โดยจะขอเริ่มด้วยเรื่องทีจะขอชมก่อนนะครับ

- การทำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร
ที่มีการ #ระบุอาชีพและรายได้ นั้นเป็นเรื่องดีครับ
จะช่วยทำให้เราสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง
และประเทศอื่นๆหลายประเทศ เค้าก็ทำกันไปแล้ว
ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และในยุโรปหลายประเทศ 
อย่างในเอเชียก็เกาหลีใต้ที่ใช้ระบบ E-Government

(หมายถึงรัฐบาลที่ดำเนินการบริหารข้อมูลด้วยระบบ
คอมพิวเตอร์ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การประกวดราคา
การเสียภาษี การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และอื่นๆ
https://en.wikipedia.org/wiki/E-Government
http://www.openbase.in.th/node/2251)

- เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงการคลัง
ไปดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2558 แล้ว
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1440994544
รมว. คลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ก็ออกมาประกาศว่า
จะทำเรื่องระบบการชำระเงินผ่านอิเลคทรอนิกส์ 
หรือ E-payment ให้เสร็จสิ้นภายในปีหน้านี้
รวมถึงที่อธิบดีกรมสรรพากรออกมาประกาศ
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมานี้ ว่า..

"...มั่นใจด้วยระบบนี้จะช่วยรัฐอุดรูรั่ว
เก็บภาษีได้เพิ่ม ๑ แสนล้านบาทต่อปี 
โดยกรมสรรพากรจะเร่งนำระบบใบกำกับ
ภาษีอิเลคทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) 
และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Receive) 
มาใช้ให้ทันตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน"
http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/item/43238-open_43238.html

*** ล่าสุดรัฐบาลประกาศจะทำฐานข้อมูล
โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1. ทำฐานข้อมูลรายได้+อัตราเสียภาษี 
เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างเหมาะสม
และทุกคน (ที่รายได้ถึงเกณฑ์) ต้องจ่ายภาษี
(ประเทศเราเก็บภาษีได้น้อยมากและมีการรั่วไหล
ของเงินภาษีเยอะ จากการคอรัปชั่นและสินบน)

2. จากการทำฐานข้อมูลจะทำให้ระบุได้ว่า
ใครคือผู้มีรายได้น้อย และใครควรจะได้รับสิทธิ
ที่ทางภาครัฐจัดหาให้ เช่น สิทธิการใช้บัตรทอง, 
ขึ้นรถเมล์ฟรี, ขึ้นรถไฟฟรี, หรือลดหย่อนค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ไม่ใช่ว่าให้คนมีเงินอยู่แล้ว มาแย่งภาษีที่จะนำไปช่วยคนจน
(แบบที่เป็นอยู่กันตอนนี้)

- ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ "ดีและน่าสนับสนุนมาก" ครับ 
ซึ่งผมคิดว่าประเทศเราควรจะทำมาตั้งนานมากแล้ว
ต่อไปประชาชนก็จะสามารถเช็คภาษีที่ต้องจ่ายและ
จ่ายภาษีผ่านระบบออนไลน์หรือผ่านธนาคารได้
รวมถึงทำให้ประเทศมี #ระบบจัดเก็บภาษี ที่ 
#ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาอื่นๆ ได้เสียที!!!
-------------------------------

*** แต่ปัญหาคือ การที่นายกรัฐมนตรี
ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการคืนความสุข
ในวันที่ 12 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ว่า...

"ตนได้เน้นว่าปี 2560 บัตรประชาชนน่าจะมีการ
ระบุอาชีพและรายได้ เพื่อแยกแยะให้ได้ว่ารัฐบาล
จะได้ใช้งบประมาณอย่างไรให้เหมาะสม"
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000136883
http://www.dailynews.co.th/politics/366543

*** ท่านควรจะพูดในมันชัดเจนนะครับว่า
คำว่า #ระบุ ที่ผ่านว่ามานี้ มันหมายถึงอะไร?
เพราะตอนนี้หลายๆคนในสังคมไป #ตีความ
เอาว่าจะหมายถึงการเขียนอาชีพและรายได้
"ลงบนหน้าบัตรประชาชนเลย" -_-"

(ซึ่งตามข้อกฎหมายมันทำไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล)

- และวันนี้แม้ว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้ออกมา
ให้สัมภาษณ์ว่า "การระบุอาชีพและรายได้"
ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน" นั้น
ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความสงสัยว่า
ไอ้คำว่า "ระบุ" นั้นมันคืออะไรกันแน่....
http://www.dailynews.co.th/politics/366790

*** ส่วนตัวจากข่าวสารทั้งหมดผมไม่คิดว่าจะให้
มีการระบุอาชีพและรายได้ #บนหน้าบัตร นะครับ
(มันน่าจะเป็นการระบุในฐานข้อมูลอิเล็คทรอนิค)
เพราะในความเป็นจริงนั้น ต่อให้ไม่นับข้อกฎหมาย
การระบุข้อมูลบนหน้าบัตรฯ มันทำไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะบัตรประชาชนมีอายุ 8 ปี ในระหว่าง 8 ปีนี้ 
คนเราต้องเปลี่ยนงาน และรายได้อยู่ตลอดเวลา
(คงไม่มีใครทำงานตำแหน่งเดิมรายได้เท่าเดิมตลอด)
ดังนั้นสมมุติรายได้ขยับ หรือมีการเลื่อนขั้นช่วง 2-3 ปี
ประชาชนไม่ต้องเปลีย่นบัตรใหม่ทุกครั้งหรือครับ? 

อันนี้ใช้สามัญสำนึกทั่วไปก็คิดกันได้แล้วว่า
มันไม่น่าจะเป้นไปได้อยู่แล้วตั้งแต่แรก....

*** อัพเดทข้อมูลนะครับ:
ล่าสุดเวลา 3 ทุ่มวันนี้ เนชั่นลงข่าวว่า
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กฤษฎา บุญราช
ชี้แจงแล้วว่าเป็นการ #ใส่ข้อมูลลงในไมโครชิพ
http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=774935
-------------------------------

*** แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยาก "เตือน" ก็คือ 
รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นั้น
มีปัญหาเรื่อง #การสื่อสารกับประชาชน มากๆ!!

- หลายๆครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าพวกท่าน
ปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ได้อย่างไร?
บางเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง แต่ก็มามีประเด็นปัญหา
เพราะการสื่อสารของคนในรัฐบาลเองที่พูดจาไม่ชัดเจน
หรือพูดไม่รู้เรื่อง จากเรื่องหนึ่งก็ให้คนตีความไปอีกเรื่อง

- ผมอยากจะขอแนะนำว่าถ้าพวกท่าน
บรรดาทหารทั้งหลาย ไม่มีความเชี่ยวชาญ
ในเรื่อง #การประชาสัมพันธ์ในวงการการเมือง 
(ในวงการทหารกับการเมืองนั้นคนละอย่างนะครับ)
กรุณาใช้งาน #มืออาชีพ ที่เค้ามีความสามารถด้านนี้
(อย่างที่พรรคการเมืองบางพรรคเค้าใช้) กันเถอะครับ
ไม่งั้นพวกท่านตกเป็นประเด็นให้สื่อตีข่าวจนเละเทะ
และต้องมานั่งแก้ข่าวแบบนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที...

คสช.ติดหล่มการเมือง

ติดหล่มการเมือง ทายท้ายวิชามาร : ใบตองแห้ง
2015-12-14 



โฆษกรัฐบาลแถลงเมื่อวันเสาร์ เร่งรัดหน่วยงานให้จูงใจบริษัทต่างชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย น่าชื่นชมรัฐบาลขยันกระตุ้นการลงทุน ออกมาตรการ Tax Holidays จนแทบจำไม่ได้ ก้าวหน้ากระทั่งให้เช่าแผ่นดิน 99 ปี ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง มีหวังโดนถล่มยับ อ้าว ก็ไหนว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร

แต่นักลงทุนก็ไม่โง่ ไม่เพียงปัจจัยเศรษฐกิจโลก ไม่เพียงความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพแรงงาน การศึกษา ฯลฯ ลดน้อยถอยลง ข้อสำคัญการเมืองไทยยังอยู่ในโค้งอันตราย ไม่มีใครตอบได้ว่าจบอย่างไร

ถึงวันนี้ถ้ามีเดิมพัน ว่าการเมืองจะราบรื่นตามโรดแม็พไหม 6-4-6-4 เลือกตั้งเดือน ก.ค.ปี 60 หลายคนกล้าต่อ 100 เอา 1 ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าถามว่าจะพลิกผันอย่างไร ลงเอยท่าไหน ก็ไม่มีใครตอบได้ มืดแปดด้าน เพราะหลายปัจจัยเกินคาดการณ์

เอากันง่ายๆ ในขณะที่รัฐบาลชวนต่างชาติลงทุน ทางการเมืองกลับวิวาทะทูตอังกฤษทูตสหรัฐ ทั้งที่ไม่นานมานี้เพิ่งประโคมความสัมพันธ์อันดีหลังประชุมสหประชาชาติสัมผัสมือโอบามา

จะเชิญชวนต่างชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ เขาไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ทางภาษี เขาต้องมองบรรยากาศประชาธิปไตย เสรีภาพในการสื่อสารการใช้ชีวิต สิทธิมนุษยชน ซึ่งเมื่อก่อนประเทศไทยมีเหลือล้น แต่วันนี้ไม่แน่ใจ

ในทางเศรษฐกิจ ไม่ปฏิเสธหรอกรัฐบาลทุ่มเททำงานหนัก ยิ่งหลังปรับ ครม. ทีมสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ออกมาตรการกระตุ้นขวัญกำลังใจ รวมไปถึงเอาจริงปราบค้ามนุษย์ เรือประมงผิดกฎหมาย (แม้มีปัญหานายตำรวจลี้ภัย)

แต่ในทางการเมือง กลับไม่ไปด้วยกัน ความขัดแย้งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งไม่ปรักปรำหรอกว่าทุจริตจริงไหม แต่วิธีจัดการคนต่อต้านนี่สิ ทำให้บานปลาย แทนที่จะมุ่งเคลียร์ข้อครหาให้กระจ่าง กลายเป็นนักศึกษาถูกคุมตัว กลายเป็นคนโพสต์ผังทุจริต ซึ่งแม้ผิดฐานหมิ่นประมาท กลับเจอข้อหาหนัก เป็นภัยความมั่นคง พ่วงกด like ข้อความ “ไม่เหมาะสม” ก็ผิด 112 กระทั่งอุ้มไปจากโรงพยาบาล

การใช้อำนาจครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งนะครับ ที่ผ่านมา ท่านอาจบอกว่าใช้เพื่อรักษาความสงบของสังคม แต่ครั้งนี้ใช้กับคนที่กล่าวหาท่าน

แน่ละ ไอ้พวกที่เย้วๆ อยู่นี่ไม่มีปัญญาสู้รบปรบมือกองทัพหรอก แต่ถ้ามองย้อนไป 22 พ.ค. 2557 คสช.เริ่มต้นด้วยคำประกาศว่า “เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” ปีครึ่งผ่านไป  โดยเฉพาะในปี 2558 ถามว่าท่านสามารถรักษาสถานภาพดังกล่าวได้ไหม

ถ้ารัฐประหารเข้ามายุติความขัดแย้งชั่วคราว หาทาง “ปรองดอง” แล้วจากไป ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ถ้าคณะรัฐประหารถลำเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ก็จะหาทางออกไม่ได้ เป็นใครก็ต้องกลัวว่าหมดอำนาจเมื่อไหร่กระแสจะตีกลับ จริงไหม

นี่ยังไม่นับการยกร่างรัฐธรรมนูญ “ทางลง” ของรัฐประหาร ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นทุกวัน มีแต่นักเทคนิคกฎหมายกลุ่มหนึ่งไปนั่งงึมงำ สภาปฏิรูปเป็นข่าวแต่ละครั้งก็เสนอความคิดหลุดโลก ชวนหัวร่องอหาย

ไว้รัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาปลายเดือนม.ค.คงพอเห็น ว่าไปสู่ประชามติได้ไหม ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร การเมืองขัดแย้งหนักจะทำประชามติได้ไง หรือจะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว หาทางออกใหม่ ฯลฯ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนที่คิดจะลงทุนขนาดใหญ่รอดูหลังสงกรานต์ยังไม่สาย ถึงตอนนั้นถ้ามองไม่เห็น ก็รอไปอีกๆๆๆ

เปลวสีเงิน:ทักษิณเมิงตายแล้ว

เปลว:ทักษิณเอ็งตายแล้ว:25/5/58
////

และแล้วก็ ‘ถลกหนังหน้า’ ตัวเอง

เปลว สีเงิน 
Monday, May 25, 2015

ไทยโพสต์ – อิสรภาพแห่งความคิด

๒๒ พฤษภา ๕๘ นอกจากครบรอบ “วันเกิด” ๑ ปี คสช. สัญญาณครบรอบ “วันแห้งตาย” ของระบอบทักษิณก็ปรากฏ!
ก็ดูซี….

แกนนำหลักทักษิณ มีใครฉวยโอกาสคำว่า “รัฐบาลทหาร” ออกมาต้านต่อในวันครบรอบ คสช.เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ เป็นการแสดงถึงสวามิภักดิ์ “ขยะแผ่นดิน” ตัวพ่อ ดังเดิมบ้าง?

นปช.ส่วนใหญ่ ถึงไม่มีใครชอบ คสช. แต่การที่ทักษิณออกอาการ “สั่งสมุนไปตาย…ให้กูรอด” ด้วยการ…….

กล่าวหาในวัง กล่าวหาองคมนตรี ว่ารู้เห็นเป็นใจกับกปปส.และทหารให้ยึดอำนาจประเทศ

นปช.เขาก็โตๆ กันแล้ว……..!

แต่ละคน มีประสบการณ์ในผิด-ถูกมาพอสมควรแล้ว เมื่อลูกพี่เห่าเกาขี้เรื้อนระยะสุดท้ายจากนอกประเทศ

ลูกพี่ทำอย่างนั้น…ตัวลูกพี่รอด

แต่ลูกน้องที่อยู่ในประเทศ ถ้า “หอนรับ”….ไม่รอด!

ดังนั้น การส่งสัญญาณรบรอบใหม่ของไอ้ขี้เรื้อน จึงไม่ได้รับการตอบสนองจากแกนนำ-แกนนอน

ต้องไปใช้บริการ “ขนอุย” ในคราบนักศึกษาออกมาทำบ้าๆ บอๆ!

ทำยังไง…?

ก็อย่างที่เห็นหน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ ย่านสยามสแควร์บ้าง ที่ขอนแก่นบ้าง ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเข้าใจบทเริ่มต้น-ลงท้ายได้อยู่ เพียงดูผ่านๆ ทางโซเชียล มีเดีย ที่เขาโพสต์กัน ก็ครบรส-ครบด้าน

เพลินดี อย่างที่พวกขนอุยออกมาแสดงนั่น-นี่ ก็มีคนนำ “แผนรับจ้าง” มาปูด ด้วยการโพสต์ว่อนไปหมด

จริง-ไม่จริง ผมไม่ทราบ ลองอ่านแผนที่รุ่นใหญ่ “กำกับบท” ให้รุ่นขนอุยแสดงดูก็ได้ เขาสั่งว่างี้….

แผนการวันนี้ (อย่าส่งคนนอกกลุ่ม)

1.ใช้แนวร่วมที่ปลุกระดมและติดต่อไว้ โดยเอากลุ่ม นศ.นำ แล้วยุให้ไปสร้างสถานการณ์ในวันนี้ (22 พ.ค.) ตามสถานที่สำคัญ แล้วติดตามดูสถานการณ์อีกที

2.ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามที่คาดไว้ ให้ระดมคนมาเพิ่ม และใช้ชื่อปลุกกระแสให้ นศ.เกลียดชัง คสช.และรัฐบาล

3.ถ่ายภาพตอนชุลมุนไว้ให้มากๆ ถ้ามีสภาพคนเจ็บ มีภาพเลือด ให้รีบเอาลงเฟซหรือสื่อโซเชียล เพื่อเรียกให้คนมาชุมนุมเพิ่ม

4.ให้มีคนเป็นแกนคอยตอบโต้ตำรวจหรือทหารในด้านกฎหมาย และอย่าลืมอ้างสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน เพื่อความได้เปรียบ เพราะ จนท.จะได้ไม่กล้าทำอะไร จะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า จนท. 2 มาตรฐาน หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้อีกเรื่อง

5.ถ้าคนมามากๆ ให้กดดันเรียกร้องด้วยข้อเสนอที่ยากๆ และชุมนุมยืดเยื้อ แล้วเรียกสื่อมาตีข่าว แล้วให้บอกว่าตำรวจหรือทหารที่มาทำร้ายประชาชน

6.ถ้ามีสื่อต่างชาติ ให้เรียกมาถ่ายในวงที่ชุมนุม เพื่อให้ได้ภาพข่าวฝั่งเราออกไปต่างประเทศมากๆ จะได้ใช้ประโยชน์ เป็นการกดดันองค์กรต่างชาติมาสนใจมากขึ้น

7.ทีมแต่งภาพ ให้เก็บภาพมาทำกราฟิก และปล่อยให้เร็ว ปล่อยในเฟซกลุ่ม นศ.ที่คัดไว้ให้มากๆ และบอกว่า จนท.เจตนาทำร้าย นศ. เล่นหนักๆ ให้ออกมาเพิ่มให้ได้

เนี่ย…อ่านแล้วขำดี แผนจริง-ไม่จริงไม่รู้ รู้แต่ว่าที่ขบวนการกวนเมืองระบอบทักษิณ ในซีกที่ใช้นักศึกษา ใช้มวลชนเปลี่ยนหน้า-เปลี่ยนเสื้อที่ผ่านมาทุกครั้ง

เป็นไปตามนั้นเปี๊ยบ!

พวกนี้เขารับงานเป็นทอดๆ จ้างสำนักข่าวและนักข่าวต่างประเทศไว้แก๊งหนึ่ง พวกขนอุยยั่วให้ตำรวจ-ทหารจับ แล้วพวกสำนักข่าวก็ถ่ายภาพ-รายงานข่าว

“รัฐบาลเผด็จการคุกคามสิทธิมนุษยชน”!

แล้วก็ถึงคิว ไอ้พวกอัมเนสตวย พวกหิวหมา สมุนรับใช้ไอ้กันทั้งนั้น รับลูกต่อ แสดงบทผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล

นี่คือแพตเทิร์นสร้างข่าว-สร้างกระแสหวังกำจัดรัฐบาลคสช.เพื่อให้รัฐบาลตามใบสั่งไอ้กันเข้ามาแทน!

ที่ผมบอกว่าเป็นสัญญาณ “วันแห้งตาย” ของระบอบทักษิณก็คือ เป็นที่ประจักษ์ชัด………

การฉวยโอกาสออกมาแสดงเป็นสัญลักษณ์ต้านรัฐบาลคสช.ของแก๊งไอ้ขี้เรื้อนวานซืนนี้

สังคมประเทศ “ไม่เอาด้วย”!

แม้กระทั่งผู้นิยมชมชอบทักษิณ ก็ไม่มีใครออกมาร่วมป่วนบ้าน-ป่วนเมือง มีแต่ขนอุยกระจุกเดียว ลูกหลานใครบ้างก็ดูเอา ทำตัวเป็นขยะสังคมน่ารังเกียจ

แต่อ้อ…เห็นอยู่ ๒ คน ออกไปแสดงตนเป็นผู้อภิบาลขนอุย

ส.ศิวลักษณ์

กับ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล

เมื่อดูกระแสทางโซเชียล มีเดีย จะมีทัศนคติต่อการทำบ้าๆ บอๆ ของพวกอ้างเป็นนักศึกษาที่โพสต์กันประมาณนี้……….

-รู้จักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ….แต่ไม่รู้จักเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประเทศ
-โหยหาการเลือกตั้ง…..แต่ไม่เคยถามหาคนรับผิดชอบที่ทำให้ประเทศเสียหาย
-เรียกร้องประชาธิปไตย….แต่ไม่เคยถามหาความผิดคนโกงกิน
-รู้จักต่อสู้กับทหาร….แต่กับทรราชไม่กล้าแตะ
ถ้าประเทศชาติจะล่มจม ก็เพราะมีเยาวชนโง่ๆ อย่างนี้แหละ

อีกเจ้า โพสต์จั่วหัวว่า “อีกมุมความจริง ที่สื่อหลักไม่ค่อยนําเสนอ”!!

๐ เมื่อบอดบื้อสื่อใบ้ไม่ขายข่าว
ความก้าวร้าวนักศึกษา หน้าแก่
ไม่เผยภาพอันธพาลอันยอดแย่
กูจึงช่วยเผยแผ่ให้โลกรู้

๐ ให้โลกเห็นขี้เหงื่อ เด็กเหลือขอ
มันก็แค่กํามะลอรับจ้างสู้
ไม่มีหรอกอุดมการณ์ในพานชู
แค่หาอยู่หากินกับสินบน

๐ ให้โลกเห็นความร้ายกาจ ผงาดหมัด
เหมือนท่วงท่าถนัดสัตว์หน้าขน
จิกขยํ้า คํ้ากะโหลก เถอะโลกยล
เจ้าหน้าที่แทบปี้ป่นไปกับมือ

๐ มันก็แค่ผีห่าในผ้าขาว
พวกหนุ่ม-สาวสาไถย แสร้งใสซื่อ
พวกรับจ้างขายแรงแข่งกระบือ
ออกมาถือความหมายทําร้ายแผ่นดิน

๐ อยากเป็นข่าว กูจะช่วยอํานวยโชค
โฆษณาความโสโครกไม่รู้สิ้น
ให้โลกรู้ความตอแหลเด็กทมิฬ
เห็นเจตจินต์โปรเจ็คเด็กระยํา
………เพลงผ้า ปรพากย์

เนี่ย…ปรอท สำหรับวัดไข้ โซเชียล มีเดีย สำหรับวัดกระแสสังคม สรุปได้เลย ถึง ณ ขณะนี้ ทักษิณ….มึงตายแล้ว!

มีแต่คนออกมาโกนขนอุยและก่นด่าหมาขี้เรื้อน อย่าว่าแต่ในประเทศเลย ที่สหรัฐฯ ข่าวว่า นายสุนัย นายสุรพงศ์ นังดา และใครต่อใคร ขายบัตรจัดงานถล่ม คสช.ที่ชิคาโก

แต่กลับกลายเป็นว่า ถูกคนไทยในสหรัฐฯ รุมถล่มพวกจัญไรจนเวทีล่ม ….เลิกจัด!

เห็นมั้ย….ทักษิณ ไม่มีใครเอากะมึงแล้ว นี่ เมื่อวาน (๒๔ พ.ค.) เห็นซื้อพื้นที่ CNN ขององค์การ CFR ออกคำสัมภาษณ์ เป็นการส่งสัญญาณ

ดิ้นครั้งสุดท้ายตามสันดานเดิม ก่อน “ตายทั้งพี่-ทั้งน้อง”…………

“กระบวนการพิจารณาที่ขัดหลักยุติธรรมทำให้ผู้สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหว ผมก็ได้เรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนอดทนไว้ แต่หากถึงจุดที่จำเป็นก็ขอให้เป็นไปด้วยความสงบ อย่าให้กลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรง เชื่อว่า

กลุ่มผู้สนับสนุนจะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหว จนกว่าสถานการณ์จะเลวร้ายจริงๆ ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังทดสอบ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่รอ”

เห็นมั้ย…สุดท้ายก็ กระชากหน้ากากตัวเองให้เห็นว่า…ไอ้หน้าหมาตัวไหน ที่บงการทำลาย-ทำร้ายบ้านเมืองมาตลอด?

“ผมเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนอดทนไว้…….สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่รอ”!