PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปฏิบัติการ “2 ยุทธ์” เมื่อ “บิ๊กตู่” จัดทัพเอง “บิ๊กเจี๊ยบ” ศิษย์ “บิ๊กแอ้ด” แซงโค้ง

ปฏิบัติการ “2 ยุทธ์” เมื่อ “บิ๊กตู่” จัดทัพเอง “บิ๊กเจี๊ยบ” ศิษย์ “บิ๊กแอ้ด” แซงโค้ง สี่เสาฯ จับตาอนาคต “บิ๊กป้อม” และบูรพาพยัคฆ์

เรื่องไม่คาดฝัน เกิดขึ้นได้เสมอ ในยุครัฐบาลทหาร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเรียกว่า ไม่ปกติ
โดยเฉพาะเมื่อ เกิดเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ที่ถูกฝ่ายรัฐบาล และ คสช. ให้น้ำหนักไปในเรื่องการเมืองมากกว่าการขยายพื้นที่ของกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ หรือการแทรกแซงจากประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจ

หรืออย่างมาก ก็เข้าทฤษฎี กลุ่มการเมืองยืมมือกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่อยู่ในสังกัดให้มาก่อเหตุ
ทำให้ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประเมินแล้วว่า สถานการณ์แบบนี้เขาจะต้องเลือก ผบ.ทบ. ที่จะมาเป็น เลขาธิการ คสช. มาเป็นมือเป็นไม้มาจากทหารรบพิเศษ ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการข่าว การปฏิบัติการพิเศษ ปฏิบัติการลับ
เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะประเมินคู่ต่อสู้ และฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป
นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การหารือกันครั้งล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ และ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มีการตัดสินใจร่วมกันใหม่
จนมีข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคาะแล้ว ให้ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. จากสายรบพิเศษ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่
ด้วยหลายเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ ก็ต้องยอมให้พลเอกประยุทธ์เป็นคนตัดสินใจ
อย่าลืมว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ผ่านประชามติ ก็เป็นการสะท้อนความนิยมที่มีต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.
อีกทั้ง คำถามพ่วงที่ผ่านความเห็นชอบนั้น ก็เปรียบประหนึ่ง การที่ประชาชนส่วนใหญ่ไฟเขียวให้ ส.ว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย และอาจหมายถึงนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ก็เชื่อกันว่า ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง
นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าที่จะเอ่ยปากเจรจากับ พล.อ.ประวิตร แบบตรงๆ แบบเปิดอก
เมื่อ น้องตู่ กล้าพูด กล้าเสนอ พี่ป้อม ในฐานะพี่ใหญ่ และพี่ชายที่แสนดี ก็ยอมที่จะทำตามข้อเสนอของ น้องตู่ แม้ในใจพี่คนนี้ มี “งอน” บ้างก็ตาม
อีกทั้งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้แฮปปี้ กับ พล.อ.พิสิทธิ์ เท่าใดนัก เพราะเมื่อครั้งที่เป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ตั้ง พล.อ.พิสิทธิ์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1
ไม่แค่นั้น พล.อ.พิสิทธิ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ช่วยสนับสนุนผลักดัน ด้วยการเอาออกมาจากกรุผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ให้มาเป็น เสธ.ทบ. จึงถูกจัดให้เป็น “สายราชภักดิ์” ไปโดยพลัน
อีกทั้งเกิดรอยร้าวใน “ราบ 11 คอนเน็กชั่น” จึงทำให้ พล.อ.พิสิทธิ์ ขาดกองหนุน เพราะแม้จะเป็นสายเลือดบูรพาพยัคฆ์ แต่ก็มาอยู่ ร.11 รอ. เพราะเคยเป็นทั้งผู้พัน ผู้การ ร.11 รอ. ก็ตาม แต่เพราะแยกขั้วกับ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาฯ เพื่อนรัก ตท.12 ของนายกฯ และ บิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม คีย์แมนรัฐประหารคนสำคัญที่บิ๊กตู่เกรงใจ
นั่นจึงทำให้ตอนที่ พล.อ.ประวิตร เลือก พล.อ.พิสิทธิ์ เป็น ผบ.ทบ. นั้น เขาจึงไม่เอา บิ๊กแดง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 มาเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 ทั้งๆ ที่ อยู่ ร.11 รอ. มาด้วยกัน
แล้วอย่าลืมว่า ในช่วงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้น พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.นสศ. ทำงานลับให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. มาตลอด โดยมี บิ๊กโชย พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.ผบ.ทบ. น้องรักนายกฯ ในฐานะเพื่อน ตท.16 ของ พล.อ.เฉลิมชัย ช่วยประสานอีกแรง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ข่าวที่ออกมาจากตึกไทยคู่ฟ้ายังคงมาแรงว่า “ยังไง นายกฯ ก็เลือกบิ๊กเจี๊ยบ”
แต่เพราะที่ผ่านมา นายกฯ ยังไม่อยากจะเอ่ยปากกับ พล.อ.ประวิตร แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่นายกฯ ต้องพูด ก็จึงต้องพูด
แต่ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นเรื่องของสมการอำนาจ เพราะแม้แผงอำนาจทหารเสือราชินีและบูรพาพยัคฆ์จะหยั่งรากลึกและแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา และมารุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดในยุคนี้
แต่ต้องไม่ลืมว่า ขั้วอำนาจบ้านสี่เสาเทเวศร์นั้นเป็นขั้วอำนาจที่แสนอมตะ และไม่มีวันตาย และยังมี “พิษสง” อยู่เสมอ อาจเรียกได้ว่าหยั่งรากลึกและแตกแขนงกว้างไกลไปในทุกวงการ
ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อาจปฏิเสธ…
เพราะการไม่เลือก พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. อาจหมายถึง การส่งสัญญาณ “ปฏิเสธ” บารมีของขั้วอำนาจสี่เสาฯ ด้วย
แล้วนั่นอาจจะส่งผลต่อทางเดินนับจากนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ที่อาจจะต้อง “อยู่ยาว” ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด แม้แต่ในรูปแบบนายกฯ คนนอกของรัฐบาลผสม หรือรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ก็ย่อมต้องการ กองหนุนสายบ้านสี่เสาฯ ด้วยแน่นอน
ยิ่งหากมองย้อนประวัติศาสตร์ในหลายยุคที่ผ่านมาแล้วจะเห็นได้ถึง อำนาจบารมีของบ้านสี่เสาเทเวศร์
ไม่ว่านักการเมืองหรือแม้แต่ทหาร หากใครเดินคู่ขนานหรือสวนทางกับแผงอำนาจบ้านสี่เสาฯ ก็จะพบจุดจบที่ไม่สวยงาม เช่นที่ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือแม้แต่ บิ๊กสุ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และนายทหาร จปร.5 เคยพบเจอมาแล้วนั่นเอง
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารเสือราชินีที่ทำงานใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาตลอดตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ เพราะติดตามเสด็จฯ และให้ความเคารพ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ อดีต ผบ.ทบ. อย่างมาก
เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ มักจะไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ ในโอกาสสำคัญๆ ต่างๆ อยู่เนืองๆ
หากแต่ในการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิบัติการด้วยตนเอง และทีมคีย์แมน ซึ่งแตกต่างจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกพาดพิงว่ามีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย
แต่เมื่อขึ้นมาสู่อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร จึงต้องพบ ครม. และ ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาฯ ในทุกเทศกาลสำคัญๆ เสมอ
พล.อ.เฉลิมชัย นั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นนายทหารรบพิเศษที่เป็นน้องรักของ พล.อ.สุรยุทธ์ เลยทีเดียว
ส่วน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็เป็น ลูกป๋าคนโปรด ที่ถูกมองว่าเป็นทายาทอำนาจของป๋าเปรมด้วยนั่นเอง
สถานการณ์การเมืองที่เข้มข้น และสภาวการณ์แห่งขั้วอำนาจและบารมีในเวลานี้ จึงมีส่วนที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจ
กลายเป็นปฏิบัติการของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ ร่วมด้วย แรงหนุนจากในแวดวงที่ล้วนรู้จักสนิทสนมกับบิ๊กตู่ตั้งแต่สมัยเป็นทหารเสือฯ ตามเสด็จฯ
อันเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่ใช่แค่อนาคตทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ” ที่ได้มีการเตรียมวางแผนรองรับได้แล้ว
พล.อ.สุรยุทธ์ นั้นเป็นนายทหารรบพิเศษที่มีความลุ่มลึก ประกอบกับบารมีของป๋าเปรมที่หยั่งรากลึกยาวนาน ก็ทำให้เป็นขั้วอำนาจที่ไม่อาจมองข้าม
ไม่แค่นั้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็น่าจะมีการสื่อสารถึงกันเสมอมา
เพราะแม้แต่วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร นัด ครม.ทหารแต่งเครี่องแบบทหารนอกราชการไปร่วมงาน วันพระราชทานกำเนิด ร.ร.นายร้อย จปร. 129 ปี เมื่อ 5 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น พล.อ.สุรยุทธ์ก็แต่งเครื่องแบบทหารมาด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่ปีที่ผ่านๆ มา พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไม่ค่อยได้มาร่วมงาน
นี่เป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาในกองทัพไม่น้อย เพราะทำให้ต้องลุ้นกันต่อว่า อะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้
หาก ผบ.ทบ. คนต่อไป เป็น ทหารรบพิเศษ อีกคราในรอบ 10 ปี หลังจากที่ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยนั่งมาแล้ว ก่อนที่จะนำการรัฐประหาร
แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วแผงอำนาจบูรพาพยัคฆ์ จะเป็นเช่นไรต่อไป…
โดยเฉพาะ บิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่จะขึ้นมาเป็น ผช.ผบ.ทบ. นั้น ก็ถูกมองว่า จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในอนาคต ในฐานะน้องรักสายบูรพาพยัคฆ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร รวมทั้ง บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย หรือ 3 ป.
แต่ พล.อ.เฉลิมชัย มีอายุราชการถึงกันยายน 2561 เกษียณพร้อม พล.ท.เทพพงศ์ ที่แม้จะเป็นรุ่นน้อง ตท.18 ก็ตาม
จึงมีข่าวออกมาจาก ร.1 รอ. ว่า พล.อ.ประวิตร จะยอมตาม พล.อ.ประยุทธ์ ให้ พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. แค่ปีเดียวเท่านั้น โดยโยกย้ายกันยายน ปี 2560 จะให้ขยับไปเป็น ผบ.สส.
ข่าวนี้คงทำให้นายทหารใน บก.กองทัพไทย ไม่ค่อยแฮปปี้นัก เพราะจะทำให้แผนการวางตัวนายทหารที่จะขึ้นเป็น ผบ.สส. ต้องได้รับผลกระทบ
แต่อีกคำถามที่ตามมาคือ แล้วสายรบพิเศษและบ้านสี่เสาฯ จะยอมให้มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ. ให้ย้าย พล.อ.เฉลิมชัย ข้ามไปเป็น ผบ.สส. งั้นหรือ อีกทั้งในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งในปลายปี 2560 อีกด้วย
หรือว่าถึงเวลาอำนาจเปลี่ยนมือจากบูรพาพยัคฆ์ มาสู่มือทหารรบพิเศษ สายบ้านสี่เสาฯ บ้างแล้ว
ท่ามกลางการจับตามองด้วยว่า แล้วเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ใครจะเป็นคนตัดสินใจ เพราะในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเลือก พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเลือก “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 นายทหารสายวงศ์เทวัญ น้องรัก ที่เป็นนายทหารสายบู๊ มารับมือสถานการณ์นับจากนี้
แทนที่ บิ๊กตู่ พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 น้องรักสายบูรพาพยัคฆ์ของบิ๊กป้อมที่เป็นเต็งหนึ่งมาตลอด จนทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ตท.20 ของทั้งคู่ ได้รับผลสะเทือนไม่น้อย
เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทุบโต๊ะเลือกเอง ตัดสินใจเอง รับผิดชอบเอง ในการเลือกทั้ง ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 1 เช่นนี้แล้ว บิ๊กป้อม ยอม
จากนี้อำนาจในกองทัพก็จะขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะเป็นบิ๊กป้อม เพราะที่ผ่านมา ถนนทุกสายมุ่งสู่บ้าน ร.1 รอ. ของบิ๊กป้อมตลอดจนเรียกกันว่า บารมีเฟื่องฟูที่สุด
โดยเฉพาะวันเกิด 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน มาอวยพรกันแบบมือฟ้ามัวดิน ไม่นับ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. และแคนเดิเดตในทุกวงการ
จนอาจทำให้กระแสตีกลับมาจับตามองความสัมพันธ์ของบิ๊กตู่กับบิ๊กป้อมอีกครั้ง และจะถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประวิตร ท้อใจ เหนื่อยกาย จากที่เคยบ่นทีเล่นที่จริงว่าเหนื่อย และอยากจะลาออกมาแล้วนั้น จะเอาจริงหรือไม่
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในยุคนี้ ใครๆ ก็วิ่งเข้าหาบิ๊กป้อม จนเจ้าตัวต้องประกาศกลางงานวันเกิดว่า“ตำแหน่งมีน้อย ใครไม่ได้ ก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจ ขอให้นึกถึงส่วนรวม ทำงานเพื่อกองทัพ และให้กลมเกลียว กองทัพจะเข้มแข็ง และเดินหน้าประเทศ ต่อไปได้”
เพราะบิ๊กป้อมก็เกรงว่า จะเกิดความขัดแย้งกันในกองทัพจากการแต่งตั้งโยกย้ายนั่นเอง
แต่หาก พล.อ.ประวิตร ยอมถอยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จัดแถวทหาร กุมบังเหียนกองทัพเอง ก็จะถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่ทหารเสือราชินี บูรพาพยัคฆ์ ยอมปล่อยมือจากอำนาจ ผ่องถ่ายให้ รบพิเศษ สายบ้านสี่เสาฯ
รวมทั้ง แชร์อำนาจให้วงศ์เทวัญเพื่อการรักษาดุลอำนาจในกองทัพไม่ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก
แล้วไปรอลุ้นเอาข้างหน้าว่า อะไรจะเกิดขึ้น…

ครม-คสช. มติเคาะเพิ่มตำแหน่งสนช.อีก30 ที่นั่ง หวังเร่งออกกม. รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร

ครม-คสช. มติเคาะเพิ่มตำแหน่งสนช.อีก30 ที่นั่ง หวังเร่งออกกม. รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร


นายกฯ เผย ประชุมวาระพิเศษ ครม.-คสช. ทำความเข้าใจ 2 ประเด็น เรื่อง รธน.และคำถามพ่วง ชี้ เสนอนายกฯรอบแรก ใช้รายชื่อจากนักการเมือง ส่นรอบสองชื่อนอกตระกร้าได้ แต่ที่มาเป็นหน้าที่กรธ.เคาะ ย้ำคนเข้ามาต้องเป็นคนมีธรรมาภิบาล และคนถูกเลือกต้องยินยอมส่วน ประเด็นสองแก้ รธน.ชั่วคราว มาตรา6 เพิ่มสนช. อีก 30 ที่นั่ง รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร ย้ำ ไม่เกี่ยวสืบทอดอำนาจ หรือเลือกนายกฯ มีวาระงานแค่ มีเลือกใหม่เท่านั้น
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมทั้งครม.และประชุมวาระพิเศษของ ครม.และคสช.ซึ่งในที่ประชุมก็ครบองค์ประกอบที่เพียงพอ โดยมีการพูดถึงความเข้าใจของครม.และคสช. ในเรื่องการทำประชามติ คือการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถมพ่วง ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นความเข้าใจของตน ครม.และคสช.ทุกคน ว่าเข้าใจแบบนี้คือ
“5 ปีแรกในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาฯ คือส.ส.500 คนและส.ว. 250 คน จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรี จากเดิมให้สส.ฝ่ายเดียวเลือก เปลี่ยนไปให้ส.ส.และส.ว.รวม 750 คน เลือกตั้งแต่ต้น จากรอบแรกที่จำเป็นต้องเลือกจากรายชื่อในตะกร้าที่แต่ละพรรคเสนอมาพรรคละ 3 คน ซึ่งรอบแรกต้องเลือกจากรายชื่อนี้เท่านั้น ถ้าใครได้ถึงครึ่งคือ 376 คนจาก 750 คน ก็เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ายังไม่ได้ก็เลือกรอบสอง คือ แก้ปัญหาเดิมที่เคยบอกว่าไปไม่ได้ก็ใช้มาตรา 7 ซึ่งแก้ตรงนี้ถ้าหากเลือกรอบแรกไม่ได้ก็เลือกใหม่ โดยคราวนี้จะสามารถเลือกจากนอกตะกร้าได้ ส่วนใครเสนอชื่อผมไม่รู้เป็นเรื่องกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปพิจารณา ที่ไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสนช.ต้องไปดูมติของสนช.ด้วย และหลายอย่างที่มีการชี้แจงว่าคำถามพ่วงทำมาเพื่ออะไร ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมด มาพูดันไปพูดกันมาอย่างนี้อย่างโน้นไม่ได้ ต้องเป็นไปตามตัวบทอักษร และตามความมุ่งหมายที่ออกคำถามพ่วงไป ในเรื่องของ 5 ปีที่ว่าจะเลือกกี่ครั้งก็คือในระยะเวลา 5 ปี ส.ส.และส.ว.ต้องเลือกภายใน 5 ปี” นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ประเด็นของตนถ้าได้คนดีมาและส.ส.เสนอมา ใครจะไปปฏิเสธเขาได้ เขาก็ต้องยินยอมและใช้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งของสองสภา นี่คือความเข้าใจของตนและครม.ทั้งหมด ซึ่งชี้แจงโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นผู้เชื่อมต่อเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ไปเชื่อมต่อกับกรธ. ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ต่อไปจะได้หยุดสักทีว่าจะยังไง แต่ตนยืนยันว่าเป็นไปตามที่พูดมาคือสิ่งที่เราเข้าใจ
นายกฯกล่าวต่อว่า ในการประชุมวาระพิเศษของครม.และคสช. ในวาระที่ 2 คือ เรื่องความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เดิมมีสนช.ไม่เกิน 220 คน จะเพิ่มอีก 30 คน ซึ่งต้องไม่เกิน 250 คน ทั้งนี้เหตุผลไม่เกี่ยวเรื่องนายกฯ เพราะวันนี้ต้องเร่งรัดการทำกฎหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออยู่กว่า 50 ฉบับ และมีเรื่องกฎหมายอื่นตามนโยบายของรัฐบาลอีกหลายสิบฉบับ
“สนช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องและจะอยู่ไปถึงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมาเป็นสว. เพราะต้องมีกรรมการสรรหา มีวิธีการอีกมากและคุณสมบัติก็ต่างออกไป เช่น วันนี้สนช.เป็นข้าราชการประจำได้ สว.เป็นข้าราชการประจำไม่ได้ ไปเก็บไส้แบบนี้สิ ใส่เข้าไปจะได้เข้าใจกันสักที ที่ผ่านมาเรียนไปแล้วว่า ผมไม่เข้าไปคาบเกี่ยว มีอะไรก็เสนเข้าไป ให้กรธ.พิจารณา ถ้ากรธ.เห็นชอบก็ทำใส่ไปในร่าง ส่วนเรื่องคำถามพ่วง เป็นเรื่องของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนเริ่มมาด้วยซ้ำไปและเสนอสนช.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เพิ่มไปประเด็นคำถามพ่วง และคำถามพ่วงก็ต้องไปดูว่าเขากำลังตีกรอบให้อยู่แค่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องกรธ. กรธ.คือผู้ที่จะยุติทั้งหมด อย่าไปฟังคนอื่น เพราจะตีกันไปเองหมด ประเด็นของผมคืออย่าเอาผมไปเกี่ยวข้องอะไรเลยตรงนี้ ของร้องเถอะ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ระยะเวลาการแต่งตั้งสนช. ให้ครบ 250 คนเมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งการตั้งสนช.เพิ่ม เพราะบางคนก็ตายบ้าง ลาออกบ้าง แล้ววันนี้ในส่วนของความมั่นมีหลายคนกฎหมายที่ต้องทำ และวันนี้ความขัดแย้งต่างก็มีออกมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นทหารด้วย
”หลังการประชุมวันนี้ นายวิษณุ จะประสานไปอีกครั้งหนึ่ง และยืนยันว่า สนช.จะมีระยะเวลาในกาทำงานแต่มีการเลือกตั้งใหม่ และการตั้งสนช.เพิ่มไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ พอได้แล้ววันนี้ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบหมายไว้ใจผมมาทำงานต่อให้ได้” นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า จะมอบหมายให้ นายวิษณุ ไปหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ประธานกรธ. อีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาคุยกันอยู่แล้ว เพราะเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล จะทำงานไม่คุยกับใครได้อย่างไร และจะทำข้อเสนอขึ้นไปว่าที่ประชุม ครม. คสช.ในวาระพิเศษรับทราบแบบนี้ ดูว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ตรงก็ให้ว่ากันมา ต้องคุยกันทุกวันนี้ตนก็ฟังกรธ.คุย และไม่ได้ไปขัดแย้งท่านจะพูดอะไรก็พูดไป คสช.พูดมาก็พูดไป
“ทั้งหมดอำนาจอยู่ที่กรธ. จะทำหรือไม่ทำอยู่ที่กรธ.และคนจะตัดสินว่าถูกหรือไม่ถูกอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ตีกรธ.เข้าไป ตีคสช. ตีครม. ตีผม เข้าไปแล้วประเทศชาติจะไปตรงไหนได้ อยู่ที่เดิมนั่นแหล่ะ ทำไมไม่มองว่าจะเปลี่ยนผ่านกันได้อย่างไร จะอย่างไรให้บ้านเมืองสงบสุข ทำอย่างไรให้บ้านเมืองมีการพัฒนา ให้ปัญหาเก่าๆไม่กลับมา เขาคิดกันแบบนี้อยู่ วันนี้วุ่นวายไปหมด ทุกคนหวังดี ทุกคนอยากได้นี่อยากได้โน่น เพราะเขาไม่ไว้ใจ ไว้ใจหรือยังคุณไว้ใจหรอ ไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ใครจะมาจะไปก็ช่าง ประเทศไทยเก่งอยู่แล้วหรือไง คุณไว้ใจเขาหรือเปล่า ผมไว้ในคนที่มีธรรมาภิบาล คนที่ไม่กระทำผิดกฎหมาย ผมต้องการคนเหล่านี้เข้ามา แต่ถ้าไม่ต้องการก็เรื่องของท่าน ผมต้องการแค่นั้น ไอ้ที่เขาเขียนคำถามพ่วง เพื่อต้องการแก้ปัญหาที่ทะเลาะกันแต่เดิมว่าทำอะไรไม่ได้ จะไปมาตรา 7 เขาชี้แจงมาอย่างนี้ไม่ใช่หรือ จึงมีทางออกมีรู มาให้ตรงนี้ แต่ก็สุดแล้วแต่ว่าจะมาจะไปยังไง ใครจะเลือก เลือกจะจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนก็ไปเลือกมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ว่าคนถูกเลือกยอมหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะส่งใครมาก็ได้ คนถูกเลือกก็ต้องยอมด้วย เขาจะมาหรือไม่แบบนั้น ไม่รู้เป็นเรื่องของกรธ. ให้เกียรติเขาบ้าง เขาทำงานกันแทบตาย ไปทวงบุญคุณอะไรเขาอีก เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงใช้เปลือง ปัดโธ่ ไอ้ที่ก่อนๆทำไมไม่ทวง ใช้มากกว่านี้หรือไม่ นี่เขาทำงานงกๆทุกวัน กฎหมายออกมาเท่าไหร่ 7 ปีออกกฎหมายกัน 120 ฉบับ นี่ 2 ปี กฎหมายออกมา170 ฉบับ มันก็แตกต่างกันแล้วและกฎหมายต่างๆก็ออกมาในรัฐบาลบางอย่างที่ทำไม่ได้ก็แกะออกมาและเดินหน้าไปให้ได้ ทำให้เสร็จต้องแก้ไขทุกอย่างไม่ให้ติดเหมือนเดิม เพราะวันหน้าจะติดอยู่แบบเก่าหากไม่รื้อวันนี้ แต่ตนไม่ได้ต้องการไปรังแกใครทั้งสิ้น

ศาลยกคำร้อง ไม่ปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน' ครอบครัวห่วงสุขภาพ-การศึกษาตัดสินใจยื่นประกัน

ศาลยกคำร้อง ไม่ปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน' ครอบครัวห่วงสุขภาพ-การศึกษาตัดสินใจยื่นประกัน
เวลาประมาณ 15.00 น. ที่ศาลทหารขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลไต่สวนคำร้องและอ่านคำสั่งยกคำร้องตามที่ทนายความนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดินยื่นขอปล่อยตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลมีความเห็นว่า กระบวนการที่พนักงานสอบสวนได้ประสานเพื่อขอนำจำเลยส่งฟ้องต่อศาลมีมาในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 20 ส.ค. และได้มีการประสานงานระหว่างกันโดยตลอด แต่ความล่าช้าเกิดจากอุปสรรคในการเดินทาง ประกอบกับไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ศาลทหารพิจารณาคดีนอกเวลาราชการ ดังนั้น การพิจารณารับฟ้องคดีดังกล่าวในเวลา 19.30 น. จึงสามารถทำได้
ส่วนที่ทนายร้องขอให้ปล่อยตัวจำเลยโดยไม่ต้องใช้เงินประกันเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษต่ำนั้น ในการพิจารณาคดีของศาลทหาร ไม่มีแนวทางในการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยหรือผู้ต้องขังโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ส่วนที่ทนายร้องว่าจำเลยมีอาการป่วยนั้น ทนายได้ยื่นเอกสารยืนยันการเจ็บป่วยโดยนำมาจากข่าวเท่านั้น และในเนื้อข่าวได้ระบุว่ามีการรักษาพยาบาลในเรือนจำเเล้ว ประกอบกับผู้ร้องไม่สามารถหาหลักฐานเอกสารที่สามารถยืนยันได้ว่าการคุมขังจำเลยจะมีผลกระทบถึงชีวิตของจำเลย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวศาลจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องของทนายจำเลย และเมื่อสอบคำให้การจำเลยแล้วจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ขอต่อสู้คดี จึงนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในวันที่ 27 ต.ค. 2559 เวลา 08.00 น.
อานนท์ นำภา ทนายความจำเลยกล่าวภายหลังการไต่สวนและฟังคำสั่งศาลว่า ด้วยความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพและสถานะการศึกษาของนายจตุภัทร์ ทางครอบครัวและเพื่อนจึงตัดสินใจจะยื่นประกันตัวเขาโดยจะวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 10,000 บาท แม้ว่าก่อนหน้านี้ไผ่ยืนยันที่จะไม่ประกันตัวก็ตาม ขณะนี้ทนายกำลังดำเนินการยื่นประกันและรอฟังผลว่าศาลทหารจะอนุญาตหรือไม่ คาดว่าจะรู้ผลภายในช่วงเย็นนี้
ทั้งนี้ คดีนี้สืบเนื่องจากไผ่และเพื่อนกลุ่มดาวดินไปจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2558 ในวาระครบรอบ 1 ปีรัฐประหารที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ทำให้ตำรวจขอนแก่นอายัดตัวเขาจากเรือนจำภูเขียว(คดีประชามติ) มาส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นต่อ อย่างไรก็ตาม ทนายได้ยื่นคำร้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่นเพื่อขอให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ระหว่างพิจารณาคดีนี้ โดยระบุว่า ตำรวจได้รับตัวจตุภัทร์จากเรือนจำภูเขียวเพื่อส่งฟ้องต่อศาลนี้ในเวลา 19.30 น.เป็นการดำเนินคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นฟ้องต่อศาลเลยเวลาราชการ จึงขอให้ศาลยกฟ้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนี้มีความจำเป็นต้องไต่สวนทนายประกอบและจะรอสั่งในคำพิพากษา ทนายความจำเลยขอศาลได้โปรดมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลยในระหว่างการพิจารณาตามมาตรา 71 วรรคสาม และมาตรา 110 วรรคสองของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากจำเลยได้อดข้าวประท้วงในคดีของศาลจังหวัดภูเขียวอันเกิดมาจากการจับกุมดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยมีอาการป่วย จากการสอบถามจำเลยจำเลยยังยืนยันการอารยะขัดขืนต่อ เพื่อสวัสดิภาพของจำเลยและหากยังคุมขังจำเลยต่ออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจึงเรียนมาเพื่อขอศาลปล่อยตัวจำเลยระหว่างพิจารณาโดยไม่ต้องมีหลักประกันและไม่มีประกัน

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปิดบ้าน สี่เสาฯ...ป๋าเปรม งดเปิดให้อวยพรวันเกิด96 ปี

ปิดบ้าน สี่เสาฯ...ป๋าเปรม งดเปิดให้อวยพรวันเกิด96 ปี ทส.เผย เปล่าส่งสัญญาณใดๆ
ป๋าเปรม พลเอกเปรม งดเปิดบ้าน วันเกิด26สค.นี้ ขออยู่ส่วนตัว และ ไปทำบุญ96ปี
พลโทพิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท ยันไม่มีนัยะ หรือส่งสัญญาณใดๆทางการเมือง อย่าโยงการโยกย้ายตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ชี้ทุกปี จะเปิดแค่ ปีใหม่ และ สงกรานต์ ส่วนวันเกิด มักจะขออยู่ส่วนตัว ไม่อยากรบกวนใคร จึงแจ้งของด เปิดบ้าน แต่มีคนใกล้ชิด อวยพร เป็นการภายใน เท่านั้น

บิ๊กป้อม ชี้จับ 15 นปป.ทำผิดมานาน เป็นของเก่า ขัดรธน.ไม่ใช่แพะ จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ



บิ๊กป้อม ชี้จับ 15 นปป.ทำผิดมานาน เป็นของเก่า ขัดรธน.ไม่ใช่แพะ จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ชี้ จับ 15นปป.สูงวัย เพราะทำผิดกม.และทำมานานแล้ว ไม่ว่า จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ เผย เป็นของเก่า ด้วย แต่ ขัดรธน.ปัจจุบัน ชี้เราตามมานาน มีหลักฐาน ไม่ใช่แพะ ชี้ แนวคิดและพฤติกรรม แรงขึ้นๆ.....แจงจับ"มีนา พริกแกง" 1ใน15 นปป. ยันมีหลักฐานไม่งั้นคงไม่จับ ยกเทียบทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลก ก็มาขายของ แล้วที่สุด ก็แต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่น

บิ๊กป้อม เผย คืบหน้า90%ระเบิด7จ.ใต้ จับได้บางคนแล้ว

บิ๊กป้อม เผย คืบหน้า90%ระเบิด7จ.ใต้ จับได้บางคนแล้ว ตามจับอีก ขออย่าเพิ่งรู้ แล้วจะแถลง ยอมรับเป็นโจรใต้ แต่ไม่โยงไฟใต้ ไม่เกี่ยวอุยกูร์
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝายความมั่นคง และ รมว.กห. กล่าวว่า มีความคืบหน้า เหตุระเบิด7 จ.ภาคใต้ตอนบน ไปมาก 90% สื่ออย่าเพิ่งถาม รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ รอเจ้าหน้าที่ทำงานก่อน แล้วจะแถลง เพราะตอนนี้ก็จับได้ บางคนแล้ว ตามจับอีก
ส่วนคนก่อเหตุ เป็นผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า. ก็ใช่. แต่ไม่เกี่ยวกับ ไฟใต้ แต่จะโยงกลุ่มไหน การเมืองหรือไม่ รอก่อน
เมื่อถามว่า เกี่ยวข้องกับ กลุ่มอุยกูร์ หรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เกี่ยว อุยกูร์

บิ๊กป้อม ยัน คสช.ไม่ซ้ำรอย รสช. ดันนายกฯคนนอก จนเกิดพค.ทมิฬ



บิ๊กป้อม ยัน คสช.ไม่ซ้ำรอย รสช. ดันนายกฯคนนอก จนเกิดพค.ทมิฬ ยันไม่เหมือนอย่ามโน เลอะเทอะ อย่าเปิดประเด็น ยันสนช. เสนอ สว.เสนอชื่อนายกฯ ไม่เกี่ยวปูทางให้ คสช. เชื่อต้องยึดตามรธน. เมื่อสส.เสนอแล้ว ไปไม่ได้ สว.จึงเสนอ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ. รองนายกฯและ รมว.กลาโหม. กล่าวถึงกรณีที่ บิ๊กกี่ พลเอกนพดล อินทปัญญา สนช.เพื่อนตท.6 เสนอให้สว. สามารถเสนอนายกฯว่า แม้จะเป็นเพื่อน แต่คนละความคิด คนละหัว ไม่เกี่ยวกัน ผมไม่ยุ่งกับมันหรอก เขามีสมองของเขา มีความคิดของเขา
แต่เชื่อว่า พลเอกนพดล หมายถึงเมื่อสส.เสนอแล้วไปไม่ได้ เชื่อ สว.เสนอชื่อนายกฯ เลยไม่ได้ ต้องยึดตามรธน. เมื่อสส.เสนอแต่ไปไม่ได้ ค่อยให้ สว.ร่วมเลือก อย่าเพิ่งโวยวาย
เมื่อถามว่า สนช.เสนอเช่นนี้ อาจมองว่าเป็นการปูทางให้ คสช. เป็นนายกฯคนนอก นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยวปูทางคสช. เพราะเป็นแนวคิดของ สนช. ไม่เกี่ยว คสช. อย่าเพิ่งโวยวาย และเชื่อว่า ไม่กระทบต่อแผนการปฏิรูป
เมื่อถามว่า การดันคนในคสช.เป็นนายกฯคนนอก กลัวจะเหมือน พลเอกสุจินดา จนเกิดพฤษภาทมิฬ หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เหมือน คสช. ไม่เหมือน รสช. อย่ามโน เลอะเทอะ อย่าเปิดประเด็น

สภากห.อนุมัติ แผนแม่บทไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามด้านCyber

สภากห.อนุมัติ แผนแม่บทไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามด้านCyber ให้ ศูนย์เทคโนโลยี่ สารสนเทศและอวกาศ กห.เป็นแม่งาน เขื่อมโยงศูนย์Cyber บก.ทัพไทย เหล่าทัพ ปี60-64
พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบ ร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560 – 2564” เพื่อ รองรับ “ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ เพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม” ซึ่งผ่านความเห็นชอบสภากลาโหมแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.พ.59 ที่ผ่านมา
โดยสรุปสาระสำคัญ คือ
��ร่างแผนแม่บทฯ นี้ จะครอบคลุมแผนงานหลัก 6 แผนงาน ได้แก่ แผนการจัดองค์กรด้านไซเบอร์ แผนการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน แผนการพัฒนาความพร้อมการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกและการปฏิบัติการสงครามไซเบอร์ แผนการดำรงและพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์ แผนการสนับสนุนศักยภาพทางไซเบอร์ระดับชาติ และแผนงานความร่วมมือและผนึกกำลังด้านไซเบอร์
��โดยจะดำเนินการ จัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ในระดับกระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดย ศูนย์เทคโนโลยี่ สารสนเทศและอวกาศ กห.(ศทอ.)ภายในปีงบประมาณ 2560 โดยจะเชื่อมโยงกับ การตั้ง ศูนย์Cyber ของ บก.ทัพไทย และ3เหล่าทัพ
โดยมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ ในการประสานนโยบายไซเบอร์กับระดับชาติ รวมทั้งรับผิดชอบด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ในระดับยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม

บิ๊กป้อม ถกสภากห.สั่งผบ.เหล่าทัพดูแลที่ตั้ง เตรียมพร้อมรับภัยคุกคาม หลังเหตุระเบิด7จ.ใต้



ทำลายชาติ ทำขาดความเชื่อมั่น
บิ๊กป้อม ถกสภากห.สั่งผบ.เหล่าทัพดูแลที่ตั้ง เตรียมพร้อมรับภัยคุกคาม หลังเหตุระเบิด7จ.ใต้ ชี้เป็นพวกทำลายชาติ ชี้สถานการณ์ อ่อนไหวต่อการแทรกแซงกิจการภายใน วอนรัฐ-เอกชนร่วมมือ สร้างเครือข่ายภาคประชาชน รับภัยคุกคาม หลายรูปแบบ วอนสื่อ ขอให้เวลา จนททำงาน อีกไม่นาน กระจ่าง และให้กำลังใจ จนท.
พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้สั่งการเรื่อง การดูแลความปลอดภัยประชาชนและการรักษาความสงบภายในประเทศ
ทั้งการก่อเหตุร้าย ในพื้นที่ท่องเที่ยวของหลายจังหวัดทางภาคใต้ที่ผ่านมา เป็นความตั้งใจของกลุ่มขบวนการ ทำลายชาติ ที่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก สับสนและไม่ปลอดภัย เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยประสงค์ให้รัฐขาดความเชื่อมั่น จากประชาชนและการยอมรับจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวต่อกิจการภายในประเทศ
พลเอกประวิตร ได้กำชับให้ นขต.กห. และเหล่าทัพ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพิ่มความเข้มงวดต่อมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญในความรับผิดชอบ
รวมทั้งประสานและส่งเสริมการทำงานร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ให้ร่วมกันสร้างและขยายเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมกัน ในการรักษาความปลอดภัยเมืองร่วมกับภาครัฐให้มากขึ้น ควบคู่กับ การศึกษาเป็นบทเรียนและขยายการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวทางปฏิบัติร่วมกันให้มากขึ้น
โดยเฉพาะการส่งต่อภาพและข้อความที่ไม่สมควร โดยขาดการไตร่ตรอง ผ่าน Social Media ที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ สิทธิส่วนบุคคล หรือภาพลักษณ์ของประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ ปรับตัวและมีส่วนร่วมกัน ดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของสังคมเมือง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างสงบสุขได้ ในภาวะสังคมของการมีภัยคุกคามที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ทั้งนึ้ขอให้สื่อ ให้เวลา จนท.ทำงาน เชื่อว่าอีกไม่นาน คงกระจ่าง และขอให้กำลังใจ จนท.ด้วย

"พลเอกธีรชัย" สั่ง กกล.รส.-คสช. ดูแลความสงบเรียบร้อย ลาดตระเวณร่วมทหาร-นอกเครื่องแบบ



"พลเอกธีรชัย" สั่ง กกล.รส.-คสช. ดูแลความสงบเรียบร้อย ลาดตระเวณร่วมทหาร-นอกเครื่องแบบ เผย ปชช.สนับสนุนและความไว้วางใจ คสช. ต่อเนื่อง2ปี ชี้เป็นผลจากการลงพื้นที่พบปชช.และ โพลล์ต่างๆ และการช่วยเหลือประชาชน
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ลธ.คสช.)
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พลเอกธีรชัย ขอบคุณและพอใจ ในการทำงานของคสช. ที่ได้เข้าช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้สังคมด้วยการจัดระบบรักษาความปลอดภัยร่วมกับส่วนราชการและภาคเอกชน การเพิ่มจุดตรวจ การลาดตระเวนร่วมทั้งในและนอกเครื่องแบบ
การตรวจสอบสภาพความพร้อมของกล้องวงจรปิด ให้คำแนะนำกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมให้มีความปลอดภัย
ส่วนการสร้างความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนนั้น กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ในขณะเดียวกันจะตรวจสอบและป้องปรามมิให้มีการบิดเบือนหรือสร้างข้อมูลเท็จ เพื่อให้สังคมมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในบริบทของบ้านเมือง ในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสม
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง
" ประเมินได้จากการพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ และจากผลการสำรวจของโพลล์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ในบทบาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการเข้าไปผลักดันและสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ ผ่านโครงการหรือมาตรการที่รัฐบาลกำหนด "
โดยในขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังคงเดินหน้าสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญๆ เช่น โครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ ๕ ล้าน), โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (หมู่บ้านละ ๒ แสนบาท), การตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์ม
การตรวจสอบปริมาณและคุณภาพยางพาราในโกดังของรัฐ, การช่วยระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐ, โครงการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว, โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
รวมทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมายและงานจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะใน กทม. ให้เข้าสถานีขนส่ง โดยล่าสุดได้จัดทำแผนปฏิบัติการนำรถเข้าสถานีและแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และจะปฏิบัติจริงในปลายเดือนตุลาคมนี้
ทั้งนี้ในส่วนภูมิภาคก็ได้ดำเนินการคู่ขนานในลักษณะเดียวกับพื้นที่ กทม.ด้วย
โดยที่ประชุมวันนี้ ได้รับทราบถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติงานของส่วนต่างๆ ทั้ง การสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ป่าไม้ เครื่องกระสุน การพนัน สินค้าหนีภาษี
โดยมีผลการจับกุม รวม ๒๖๗ ครั้ง ได้ผู้ต้องหา ๖๐๘ คน ได้เข้าจัดระเบียบสังคม ๖๒๑ ครั้ง ใน ๔๙ จังหวัด มีผู้กระทำความผิด ๑๗๒ คน
นอกจากนี้ยังได้เร่งสร้างแหล่งกักเก็บน้ำทั้งในรูปแบบของฝายชะลอน้ำ การจัดทำภาชนะเก็บน้ำในลักษณะต่างๆ การขุดลอกแหล่งน้ำ ๑,๓๐๕ โครงการที่มีความคืบหน้าโดยเฉลี่ยร้อยละ ๙๕
ในขณะนี้ได้ใช้ในการกักเก็บน้ำแล้ว การกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะยังประสานกับส่วนราชการในจังหวัดต่างๆ ทำการกำจัดผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการปั้นโอ่งเพื่อใช้เป็นภาชนะรองรับน้ำในฤดูฝนนี้ได้ปั้นโอ่งไปแล้ว ๙,๘๑๕ ใบ สามารถจุน้ำได้ถึง ๑๘ ล้านลิตร
พลเอกธีรชัย ได้กล่าวขอบคุณทุกส่วนงานที่ปฏิบัติตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในทุกด้าน ทำให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความห่วงใยในภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยเฉพาะดินโคลนถล่ม และน้ำท่วม กำชับให้มีการประสานการใช้กำลังและเครื่องมือบรรเทาภัยระหว่างจังหวัดและหน่วยทหารประจำพื้นที่ให้เตรียมการ มีความรอบคอบในทุกด้าน ซึ่งในส่วนกลางพร้อมที่จะสนับสนุนเครื่องมือพิเศษ อากาศยาน หรือความต้องการเฉพาะ เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์มีความพร้อมที่สุด
ย้ำว่าเรื่องภัยพิบัติทุกส่วนต้องเข้าดำเนินการทันที ยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก และหน่วยงานในส่วนกลางจะต้องสนับสนุนส่วนภูมิภาคในทุกเรื่อง เพื่อให้ภัยพิบัติได้รับการบริหารจัดการอย่างเต็มประสิทธิภาพ

“บิ๊กตู่” ฉุน "บ้ารึเปล่า" คนสนใจแค่ ประเด็นนายกฯคนนอก รธน.

“บิ๊กตู่” ฉุน "บ้ารึเปล่า" คนสนใจแค่ ประเด็นนายกฯคนนอก รธน. เผย อ่าน นสพ.แล้ว อารมณ์เสีย แนะสื่อหยุดเสนอข่าวเชิงขัดแย้ง ชี้ขนาดผมพูดตลอด แต่คนสนใจเพียงเรื่องนายกฯคนนอก รัฐธรรมนูญ บ้ารึเปล่า ยัน ไม่สืบทอดอำนาจ/ เปรย "รัฐบาล โดนอยู่ทุกวันทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่เหมือนที่ผ่านมาทำถูกทุกเรื่อง"/ เหน็บ สร้างรัฐสภาใหม่จะสร้างเสร็จชาตินี้หรือไม่ ยังไม่รู้ มัวแต่ทะเลาะกันทุกเรื่อง แฉวันนี้ผมก็เห็นนั่งกันสบาย เป็นเรื่องของคุณท่าน รัฐบาลหน้าเข้ามาก็นั่งกันให้สบายกว่าเดิม ขอทำงานกันให้ครบเวลาก็แล้วกัน"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างประธานพิธีในเปิดทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ว่า วันนี้นอกประเทศจัดอันดับให้ไทยเป็นอันดับหนึ่งในหลายเรื่อง แต่คนในประเทศกลับไม่มีความสุข เพราะมัวแต่ทะเลาะกันในทุกๆวัน ทุกๆเรื่อง
"เราจึงต้องพัฒนาไปในสิ่งที่ต้องการ อย่าให้ใครมาปั่นหัว หลายอย่างที่ผ่านมาไม่อยากพูดถึง เพราะอาจจะมีเรื่องที่ผิดหรือถูก หรืออาจจะทำให้การพัฒนาช้าไปตามลำดับขึ้นศาลบ้าง แต่ก็อยากให้เกิดความยุติธรรมและความสงบสุขของทุกคน
รัฐบาลโดนอยู่ทุกวันทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่เหมือนที่ผ่านมาทำถูกทุกเรื่องหรืออย่างไร วันนี้จึงต้องทำให้ถูกต้องเร็ว อย่าให้มีปัญหาในวันหน้าและมองปัญหาที่เหลืออยู่จัดการโครงการทุกอย่างให้อยู่ภายในงบประมาณปี 60 และแผนยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ ยืนยันว่า งบในการพัฒนาจะต้องบูรณาการกับทุกกระทรวง
"ยืนยันว่าให้อำนาจประชาชนในการทำงานในกรอบที่วางไว้ ไม่ได้สืบทอดอำนาจ ส่วนใครจะเข้ามาต้องอยู่ในกรอบ"
ส่วนการสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้น ฝากจะฝากให้คิดว่า หากไทยไม่สร้างแต่เพื่อนบ้านกำลังดำเนินการจะทำอย่างไร
“รัฐสภาใหม่จะสร้างเสร็จชาตินี้หรือไม่ ยังไม่รู้ มัวแต่ทะเลาะกันทุกเรื่อง
วันนี้ผมก็เห็นนั่งกันสบาย เป็นเรื่องของคุณท่าน รัฐบาลหน้าเข้ามาก็นั่งกันให้สบายกว่าเดิม ขอทำงานกันให้ครบเวลาก็แล้วกัน"
ยืนยันว่า ปัญหาวันนี้ไม่โทษใคร แต่โทษผมที่เข้ามาเอง บางคนบอกว่ารัฐบาลทำอะไร ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ผมพูดทุกเรื่อง แต่คนสนใจเพียงเรื่องนายกฯคนนอก รัฐธรรมนูญ บ้ารึเปล่า ฟังเขาอยู่ได้ แต่ผมไม่บังอาจ ไปว่าคนดีๆทั้งหลาย ผมเป็นผู้ใหญ่ และเป็นทหารเลยขี้โมโหไปหน่อย แต่ผมไม่ใช่นักการเมืองอย่าหวังว่าผมจะพูดเพราะ พูดเพราะแล้วโกหกผมไม่ทำ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผู้สื่อข่าวมีอะไรจะถามหรือไม่
"เห็นมีแต่ถามกันว่าวันนี้ตกลงอย่างไรดี จะมีการสืบทอดอำนาจหรือไม่ ถามกันอยู่แค่นี้ ทะเลาะกันอยู่แค่นี้ ที่เหลือจะเป็นจะตายเยอะแยะไปหมด
วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ผมไม่มีความสุข ท่านต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างนั้นหรือ ความสงบสุขอยู่ตรงไหน ใครจะเป็นคนทำให้ท่าน ผมก็ทำให้ไม่ได้ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ทุกคนจะพูดกันไปมาอย่างนี้ไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมก็ว่ากันมา อย่าทำผิดอีก ผมจะใช้อำนาจของผมก็ได้ แต่ผมไม่เคยใช้แบบนั้น ไม่เคยต้องสั่งว่าผิดถูกแล้วติดคุก เพราะมีทั้งศาลและกระบวนการยุติธรรม
" วันนี้ผมอยากให้สื่อมวลชนลดการนำเสนอข่าวในเชิงความขัดแย้ง ไม่ใช่ด่ากันไปมา แล้วกลับมาด่านายกฯ จะได้ไม่ต้องเสียอารมณ์ และเอาสมองไปคิดอย่างอื่น ไม่ต้องตอบคำถามที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมมีเวลาอยู่ตามโรดแมพ วันหน้าถ้ายังมีความทะเลาะเบาะแว้งคนไทยทุกคนต้องรับผิดชอบ" นายกฯ กล่าว

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ร้องศาลขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในการฟ้องแพ่ง สตช. กองทัพบก และสำนักนายกฯ

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ร้องศาลขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในการฟ้องแพ่ง สตช. กองทัพบก และสำนักนายกฯ
บ่ายวันนี้สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่จำนวน 12 คนเดินทางไปยังศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อร้องขอให้ศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมที่พวกเขาร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 16,468,583 บาท โดยมีจำเลยคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองบัญชาการกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-3
นายรังสิมันต์ โรม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การฟ้องละเมิดดังกล่าวมีโจทก์ทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ร่วมกันฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองบัญชาการกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเรียก 16,468,583 บาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เจ้าหน้าที่ใช้กำลังควบคุมตัวโจทก์ด้วยความรุนแรง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการละเมิดต่อร่างกายและเสรีภาพ ขณะที่พวกเขาทำกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปีรัฐประหารที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่มีคำสั่งในวันนี้ว่าจะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทั้ง 13 คนหรือไม่ เนื่องจากในการไต่สวนวันนี้ โจทก์รายหนึ่งไม่สามารถมาได้เพราะติดภารกิจที่ต่างประเทศ โดยศาลจะนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย. นี้

ไฟไหม้โรงฟีนอล พีทีที โกลบอล ดับแล้ว

ไฟไหม้โรงฟีนอล พีทีที โกลบอล ดับแล้ว
บริษัท พีทีที โกลบอลฯ แจงเหตุไฟไหม้ถังเก็บน้ำเสียโรงฟีนอล จ.ระยอง ชี้ระงับเหตุได้ภายใน 2 ชั่วโมง พร้อมนำพนักงานส่งโรงพยาบาล 1 ราย อาการปลอดภัยแล้ว เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุร่วมกับ กนอ. และชุมชน บ่ายวันนี้
รายงานข่าวจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ (22 ส.ค. 2559) เมื่อเวลา 02.17 น. ได้เกิดไฟไหม้ถังเก็บน้ำเสียที่โรงฟีนอล ของบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด จ.ระยอง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ พีทีที โกลบอลฯ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก อ.มาบตาพุด จ.ระยอง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถระงับเหตุได้เรียบร้อยเมื่อเวลา 04.13 น. และประกาศยุติภาวะฉุกเฉินเวลาประมาณ 05.00 น.
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้อยู่ที่ถังเก็บน้ำเสียขนาดสูง 13.1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 เมตร ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตตามปกติ โดยบริษัทฯได้เข้าระงับเหตุเพลิงลุกไหม้ในทันที ซึ่งเพลิงไม่ได้ลุกลามออกนอกบริเวณที่เกิดเหตุ และกระบวนการผลิตไม่ได้รับความเสียหายใดๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้หยุดเดินเครื่องทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย และพบพนักงานที่เข้าระงับเหตุมีอาการแน่นหน้าอก 1 รายและได้นำส่งโรงพยาบาลทันที ขณะนี้ปลอดภัยและแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว
บริษัทฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมในทันทีที่เกิดเหตุทั้งภายในและภายนอกโรงงาน บริเวณทิศทางใต้ลมร่วมกับทีม สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (กนอ.) และบ่ายวันนี้(22 ส.ค. 2559 )จะลงพื้นที่พบกับชุมชนหนองแฟบ ชุมชนมาบชลูด และชุมชนมาบชลูด-ชากกลาง เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ย้ายทหาร จาก “รุ่น จปร.ตท.” สู่ “คอนเน็กชั่นต้นสังกัด”

ย้ายทหาร จาก “รุ่น จปร.ตท.” สู่ “คอนเน็กชั่นต้นสังกัด”

วันคล้ายวันเกิด ครบ 71 ปี ก้าวทะลุสู่ 6 รอบเต็มของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” ที่เปิดบ้านพักมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) รับแขก
รั้วบ้านเปิดตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 11 สิงหาคม สีสันบรรยากาศคึกคักกว่าปีก่อน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยังเสมอต้นเสมอปลาย เดินทางไปอวยพรด้วยตนเอง ตามด้วยเหล่าคณะรัฐมนตรีที่เป็นเครือข่ายนายทหารเก่า
อาทิ “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ขุนศึกในสังกัดกลาโหม หนักแน่นมั่นคง ผู้ดำรงอยู่ใน “ตำแหน่งหลัก” ไปกันครบครัน ตั้งแต่ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ปลัดกระทรวงมหาดไทย “พล.อ.สมหมาย เภาฏีระ” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด “พล.อ.ธีรชัย นาควานิช” ผู้บัญชาการทหารบก “พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง” ผู้บัญชาการทหารอากาศ “พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ” ผู้บัญชาการทหารเรือ และ “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2 คู่ชิงดำ เก้าอี้ ผบ.ทบ.คนใหม่ “พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร” เสนาธิการทหารบก และ “พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท” ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ยิ่งต้องมาปรากฏตัว
คล้อยหลัง มหกรรมตบเท้าไม่กี่อีดใจ บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำฤดูกาล 2559 ที่กึกกัก ยักท่า ยังหาจุดลงตัวไม่ได้อยู่หลายวัน ก็หลั่งไหลออกมา ปูพรมผ่านสื่อสู่สาธารณะ แม้เป็นเพียง “โผ” ยังไม่ใช่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คอนเฟิร์มได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว
“พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร” หรือ “บิ๊กแกละ” จาก ตท.17 เบียดโค้งสุดท้ายเข้าป้าย นั่ง ผบ.ทบ. “พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท” หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” ตท.16 ที่เติบโตมาจากสายรบพิเศษ หรือ “เบเร่ต์แดง” ถูกโยกพ้นทางปืน เป็น “รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด”
เป็น “บูรพาพยัคฆ์” เฉือนจมูก “วงศ์เทวัญ” เข้าป้ายศูนย์อำนาจใหญ่สุดอีกคำรบ
พร้อมกับเปิดพื้นที่ตำแหน่ง “5 เสือ ทบ.” ให้ “พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์” จาก ตท.18 แม่ทัพภาคที่ 1 อีกหนึ่ง “บูรพาพยัคฆ์” ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. กันยายน พ.ศ.2560 พลันที่ “บิ๊กแกละ” เกษียณ “บิ๊กเข้” ก็เข้าสวมตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนใหม่ ในลำดับถัดไป
เรียงลำดับไหล่ “5 เสือ” กองทัพบกเวอร์ชั่นใหม่ คาดว่า จะประกอบด้วย 1. “พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร” เป็น ผบ.ทบ. 2. “พล.อ.สิงหศักดิ์ อุทัยมงคล” ตท.17 จากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพ เป็นเชนคัมแบ็ก นั่ง รอง ผบ.ทบ. 3. “พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน” ผู้บัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. 4. “พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์” เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ 5. “พล.ท.สสิน ทองภักดี “รอง เสธ. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.17 ของ “บิ๊กแกละ” เป็น เสธ.ทบ.
ขณะที่ตำแหน่งหลักในส่วนอื่นๆ ลงตัวเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกันคือ “พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล” รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นปลัดกระทรวงแทน “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ที่เกษียณ “พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัต” เสนาธิการทหาร เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แทน “พล.อ. สมหมาย เภาฏีระ”
กองทัพอากาศ “พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง” เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ แทน “พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง” ปาดหน้า “พล.อ.อ.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์” ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ และ “พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเยมะ” รองปลัดกระทรวงกลาโหม โดยที่ “กองทัพเรือ” หัวไม่ส่าย เนื่องเพราะ “พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ” ยังมีอายุราชการอยู่ในตำแหน่งอีก 1 ปี
หัสเดิม ทหารที่เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง พลังไฮเพาเวอร์ยกพวงมาจากเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ “จปร.รุ่น 7” หรือ “ยังเติร์ก” ที่ประกอบด้วย “พล.ต.มนูญ รูปขจร-พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต-พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี-พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” เคยใช้กำลังภายในกดดัน “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” อดีตนายพลตาหวาน ตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและหันมาสนับสนุน “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ขึ้นลิฟต์เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ ซึ่งกาลต่อมา “ลูกรัก” เกิดพยศ ไปยืนคนละมุม และนายทหารยังเติร์กกลุ่มนี้ พยายามก่อรัฐประหาร 2 ครั้ง แต่ล้มเหลวทั้ง เมษาฮาวาย เมื่อต้นปี พ.ศ 2524 และ กบฏ 9 กันยายน 2528
เปิดพื้นที่ให้ขั้วอำนาจในกองทัพผลัดใบมาอยู่ในกำมือของ “จปร.5” รุ่น “พล.อ.สุจินดา คราประยูร-พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี” และได้แผ่อิทธิพลกว้างใหญ่ไพศาล คุม 4 เหล่าทัพไว้เสร็จสรรพ ภายใต้รหัสลับ “ชาว 0143” คุมทุ่งดอนเมือง โดย “พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล” กองทัพเรือ มี “พล.ร.อ.ประพัฒน์ กฤษณจันทร์” กุมบังเหงียน
แต่ทศวรรษหลังๆ ศูนย์อำนาจในกองทัพเปลี่ยนโมเมนตั้ม ผ่องถ่ายจาก “รุ่น จปร.ตท.” มาเป็นคอนเน็กชั่น “ต้นสังกัด”
มีสองเครือข่ายที่โดดเด่นสุดเวลานี้คือ “บูรพาพยัคฆ์” กับ “วงศ์เทวัญ”
“บูรพาพยัคฆ์” คือรหัสเฉพาะที่ใช้เรียกขานกลุ่มนายทหารของกองทัพบก ที่เติบโตมาจากกองพลทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “ทหารเสือราชินี” ซึ่งเป็นหน่วยสังกัดอยู่ในกองพลทหารราบที่ 2 หรือ “พล.ม.2” ที่ตั้งค่ายคือจังหวัดชลบุรี
“บูรพาพยัคฆ์” มีบทบาทโดดเด่นทางการเมือง มีส่วนสำคัญยิ่งกับรัฐประหารในประเทศไทย ทั้ง พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2557 รวมทั้งยังเป็นขั้วอำนาจที่เหนียวแน่นที่สุดในกองทัพบกในเวลานี้
แตะมือกันดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ติดต่อกันมาแล้วประกอบด้วย 1. “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” 2. “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” 3. “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 4. “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” 5. “พล.อ.ธีรชัย นาควานิช” กับน้องนุชสุดท้าย ล่าสุด 6. “พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร” และวางลำดับไหล่ จะผงาดด้วยคนที่ 7. “พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์”
ขณะที่ “วงศ์เทวัญ” คือเอกลักษณ์ของเหล่าขุนศึก ที่เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ สังกัดกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ “พล.1 รอ.” มีฐานที่มั่นอยู่ใน กทม.
ไม่ว่าจะ “บูรพาพยัคฆ์” หรือ “วงศ์เทวัญ” มีความผูกพันกันในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น และอุดมคติเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีข่าวคราวปราฏถึงความขัดแย้ง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

‘ยูเอ็นเอชอาร์ซี’เรียกร้องไทยปล่อยตัวกลุ่มเห็นต่างร่างรธน. พร้อมถอนข้อหาทั้งหมด


0
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ราวีนา ชัมดาซานี โฆษกหญิงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ออกแถลงการณ์ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งในเรื่องข้อจำกัดด้านประชาธิปไตยในไทยที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและขอเรียกร้องให้ไทยกลับสู่การปกครองโดยพลเรือนโดยเร็ว โดยภายหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่มกันในระดับร้ายแรงผ่านการใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายทหาร
แถลงการณ์ระบุว่า ในช่วงก่อนหน้าการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวมีความเข้มข้นรุนแรงยิ่งขึ้น โดยรวมแล้ว มีการเรียกพบ จับกุมและแจ้งข้อหาบุคคลต่างๆ กว่า 1,300 คน และมีพลเรือน 1,629 คนที่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร
“นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา มีอย่างน้อย 115 รายที่ถูกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาโดยใช้กฎหมายทหาร ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จากการแสดงความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือรายงานถึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ขอเรียกร้องให้ยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และให้ปล่อยตัวบุคคลกลุ่มดังกล่าวที่ถูกจับกุมคุมขังจากการแสดงความไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา และขอเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการใช้ศาลทหารในการพิจารณาคดีของพลเรือน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนจากการที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ที่มีเป้าหมายเพื่อฟื้นการปกครองแบบประชาธิปไตยกลับมาตามโร้ดแมปที่รัฐบาลชุดนี้ได้วางไว้
ทั้งนี้ แถลงการร์ระบุว่า การเลือกตั้งในปีหน้าเป็นโอกาสที่ไทยจะได้แสดงให้เห็นว่าสามารถทำได้ตามที่เสนอรายงานทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไกยูพีอาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ในการให้ความเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และรับประกันถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง ทั้งฝ่ายการเมือง ภาคประชาสังคมและสื่อ ในบรรยาการที่เปิดกว้างปราศจากการคุกคาม

แอบปล่อยตัว “ศักรินทร์” ต้องสงสัยเผาโลตัสนครศรีฯ ขอกลับบ้านบวชล้างซวย 7 วัน

แอบปล่อยตัว “ศักรินทร์” ต้องสงสัยเผาโลตัสนครศรีฯ ขอกลับบ้านบวชล้างซวย 7 วัน
.
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า ทางตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ปล่อยตัวนายศักรินทร์ คฤหัสถ์ อายุ 32 ปี ชาว อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องสงสัยในคดีวางเพลิงเผาห้างเทสโก้โลตัส สาขานครศรีธรรมราช เมื่อคืนวันที่ 12ส.ค. ที่ผ่านมา และตำรวจปล่อยตัวในคืนวันที่ 18 ส.ค. โดยซื้อตั๋วเครื่องบินจากนครศรีธรรมราช-ดอนเมือง แล้วซื้อตั๋วต่อเครื่องไปยังสนามบินนานาชาติเชียงใหม่
.
โดยมีการจัดกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบไปส่งนายศักรินทร์ ถึงสนามบินนครศรีธรรมราช แบบเงียบๆ ไม่มีใครรู้ และรายงานข่าวแจ้งว่าหลังได้รับการปล่อยตัวนายศักรินทร์ ก็เดินทางกลับบ้านเกิดที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้นายศักรินทร์ได้รับอิสรภาพโดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นนายศักรินทร์บอกกับตำรวจชุดคลี่คลายคดีว่า อาจจะบวชพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว เพื่อล้างซวยที่บ้านเกิด 7 วัน แต่ต้องปรึกษาญาติก่อนว่าจะบวชกันที่วัดไหน หลังจากนั้นจะกลับไปทำงานตามเดิม
.
ในส่วนของการคลี่คลายคดีล่าคนร้ายที่วางเพลิงเผาห้างเทสโก้โลตัสนครศรีธรรมราช ในภาพจากกล้องวงจรปิดคาดว่า น่าจะหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งทางตำรวจชุดกองปราบปราม และกก.สส.ภาค 8 ประสานกับตำรวจทุกส่วนรวมทั้งภาค 9 เร่งไล่ล่าติดตามผู้ต้องสงสัยแล้ว ในส่วนของสำนวนคดีเผาห้างเทสโก้โลตัส ชุดคลี่คลายคดีนี้ โดยสภ.เมืองจะนำขึ้นกทม.ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อมอบให้กับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เพื่อรวมสำนวนกับคดีอื่นๆ ในการติดตามคนร้ายต่อไป

อายัดตัว 'ไผ่ ดาวดิน' หลังได้ประกัน โดนคุมตัวต่อคดีชูป้ายต้านประหารที่ขอนแก่น

อายัดตัว 'ไผ่ ดาวดิน' หลังได้ประกัน โดนคุมตัวต่อคดีชูป้ายต้านประหารที่ขอนแก่น ด้านแม่ คุกเข่าหน้าเรือนจำขอให้ลูกได้เซ็นชื่อลงทะเบียนเรียน จนท.ยังไม่อนุญาต
19 ส.ค. 2559 เวลาประมาณ 17.30 น. ที่หน้าเรือนจังหวัดภูเขียว หลังจากที่ศาลจังหวัดภูเขียวได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน จากคดีแจกเอกสารรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2559 โดย ทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ผู้เป็นพ่อ ได้ใช้ตำแหน่งทนายความค้ำประกันและวางเงินสดอีก 30,000 บาทเป็นหลักทรัพย์
แต่ในขณะที่จะทำการปล่อยตัว จตุภัทร์ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ขอนแก่น เข้าอายัดตัวต่อ สืบเนื่องจากคดีต้านรัฐประหารโดยการชูป้ายผ้า ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำตัว จตุภัทร์ขึ้นรถกระบะ โดยไม่เปิดโอกาสให้ไผ่ได้ออกมาพบหน้าครอบครัวและเพื่อน
ด้านแม่ของ จตุภัทร์ ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยลูกชายมาเพื่อเซ็นชือให้เอกสารลงทะเบียนเรียน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาต แม่ของจตุภัทร์พร้อมด้วยลูกสาว และเพื่อนกลุ่มดาวดินจึงได้นั่งคุกเข่าเพื่อขวางทางไม่ให้รถออก เพื่อเป็นการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยให้ จตุภัทร์ ออกมาเซ็นชื่อในเอกสาร
"ขออนุญาตดีๆ แล้วไม่ให้เข้าพบมันเกินไปหรือเปล่า ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน คุณบอกให้ฉันประกันลูก พอฉันประกันลูกคุณมาอายัดลูกของฉันอีก... ไม่เป็นไรถ้าไม่ให้คำตอบก็จะนั่งอยู่แบบนี้แหละ" แม่จตุภัทร์กล่าว
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ยอมให้ แม่ของจตุภัทร์ เข้าไปเพื่อเอาเอกสารให้ลูกชายเซ็นแล้ว เมื่อเวลา 18.00 น.