รฟม. เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)
วันนี้ (9 ธันวาคม 2559) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธา สัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4
และสัญญาที่ 6 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยมีนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง)ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้มฯ พร้อมด้วยผู้แทนผู้ยื่นข้อเสนอประกวดราคางานโยธา เข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอและเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนี้คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) งานสัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 6 ซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอฯ ทั้งหมดได้ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกราย และได้เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) โดยเชิญผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคาฯ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและร่วมเป็นพยาน โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอฯ แต่ละสัญญาดังนี้
• สัญญาที่ 1 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – รามคำแหง 12 ราคากลาง 20,735 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 20,698,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT เสนอราคา 20,963,800,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 20,733,049,340.88 บาท
• สัญญาที่ 2 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 – หัวหมาก ราคากลาง 21,604 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 21,572,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 21,852,400,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 21,602,568,983.82 บาท
• สัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงหัวหมาก – คลองบ้านม้า ราคากลาง 18,655 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 18,653,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 18,845,000,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 18,589,664,634.83 บาท
• สัญญาที่ 4 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 10,025 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 10,022,000,000 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 10,121,106,150.80 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคา 9,999,000,000.01 บาท
(มหาชน)
• สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบราง ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 3,790 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 3,780,077,510.87 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 3,785,000,000 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคา 3,750,000,000 บาท
(มหาชน)
ทั้งนี้ราคาที่เปิดจากซองราคาทั้งหมดข้างต้นเป็นราคาในเบื้องต้นต้องผ่านการตรวจสอบรายการคำนวณเพื่อประเมินหาผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด (Lowest Evaluated Tender) สำหรับขั้นตอนต่อไปของ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ คณะกรรมการฯ จะตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอราคาทั้งหมด และหลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะเจรจาต่อรองราคากับผู้ที่ประเมินแล้วเสนอราคาต่ำที่สุดของแต่ละสัญญาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมกราคม 2560 จะเจรจาได้ข้อยุติด้านราคา และจะสามารถเสนอคณะกรรมการ รฟม. เห็นชอบผลการประกวดราคาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และลงนามในสัญญาว่าจ้างฯ ได้ภายในเดือนมีนาคม 2560
8 ธ.ค. 2559 ศาลอาญาพิพากษาคดีหมิ่นประมาทผู้ตายของธนพร อุดมสิน ที่ถูกฟ้องจากการโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพภาคที่ 3 ตกที่ จ.พะเยา มีนายทหารเสียชีวิตรวม 9 นาย ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี โดยวินิจฉัยให้การควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกของทหารชอบด้วยกฎหมาย แม้ความผิดของธนพรจะไม่ใช่ความผิดตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.กฎอัยการศึกก็ตาม
เหตุแห่งคดี
17 พ.ย. 2557 เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพภาคที่ 3 ตกที่ จ.พะเยา มีนายทหารเสียชีวิตรวม 9 นาย ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน และสำนักข่าวออนไลน์ ธนพร อุดมสิน พนักงานธนาคาร ซึ่งเคยอยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 เคยเห็นทหารยิงใส่ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจนเป็นภาพติดตา และตัวเข้าเองถูกกระสุนยางยิงใส่จนเป็นแผลเป็น ได้แชร์ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์พร้อมแสดงความเห็นว่า “เสียดายตายแค่เจ็ดน่าจะตายสักห้าพันแผ่นดินจะได้สูงขึ้น” ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นด่าทอ จนเขาต้องปิดบัญชีเฟซบุ๊ก
ควบคุมตัวโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก
3 ธ.ค. 2557 ธนพรถูกทหารควบคุมตัวจากที่ทำงานไปที่ค่ายทหาร โดยอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก ยึดโทรศัพท์มือถือไม่ให้ติดต่อญาติ หรือบุคคลที่ไว้ใจ หลังจากธนพรถูกทหารควบคุมตัว มีนายทหารนำญาติของทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในวันที่ 6 ธ.ค. 2557
9 ธ.ค. 2557 หลังทหารควบคุมตัวธนพรครบ 7 วัน ทหารนำตัวเขาไปที่ บก.ปอท. เพื่อแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทผู้ตายด้วยการโฆษณาฯ และข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก่อนพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข
คดีขึ้นสู่ศาล
29 ต.ค. 2558 คดีของธนพรถูกฟ้องขึ้นสู่ศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายโดยการโฆษณา หรือทำโดยการกระจายภาพ หรือโดยป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 327, 328, และ 332 โดยเหลือเพียงข้อหาหมิ่นประมาทผู้ตายโดยการโฆษณาฯ ไม่มีข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในคำฟ้องแต่อย่างใด ก่อนศาลจะนัดสืบพยานวันที่ 11-13 ต.ค. 2559
ก่อนการสืบพยานจะเริ่มต้น ผู้พิพากษาได้เรียกธนพรเข้าไปพูคุยพร้อมทนายความเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ แต่ธนพรยืนยันที่จะต่อสู้คดี อัยการจึงนำพยานผู้เสียหาย 6 ราย ได้แก่ นายสรสิช ทองจีน, นางพิมพ์สุรางค์ สุวรรณเจริญ, นางนิตยา เพื่อนฝูง, ร.ต.กุลภาณุ สุระเสนา, นางสาวพินันดา ชมเชียงคำ, และนายจิรัฎฐวัฒน์ มาลัยวงศ์ ซึ่งเป็นญาติของนายทหารที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพภาคที่ 3 เกิดอุบัติเหตุตกที่ จ.พะเยา
พยานทั้งหกปากให้การในทำนองเดียวกันว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์กองทัพบกตกขณะที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการเมื่อ 17 พ.ย. 2557 ทราบว่าเฟซบุ๊กของธนพรได้แชร์ข่าวอุบัติเหตุดังกล่าวจากเพจเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์ พร้อมแสดงความเห็นประกอบว่า “เสียดายตายแค่เจ็ดน่าจะตายสักห้าพันแผ่นดินจะได้สูงขึ้น” ซึ่งข้อความดังกล่าวตั้งค่าเป็นโพสต์สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้ามาอ่านได้ เมื่อบุคคลทั่วไปมาอ่านก็อาจเข้าใจไปว่าผู้ตายเป็นคนเลวและสมควรตาย
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายทั้งหกคนตอบคำถามค้านของทนายความว่า จนถึงปัจจุบันนายทหารที่เสียชีวิตต่างก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นนายทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยดีเสมอมา ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ได้ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชังจากบุคคลอื่น รวมถึงโพสต์ของธนพรมีแต่คนแสดงความเห็นเชิงต่อว่าธนพร และให้กำลังใจญาติผู้ตาย และบางความเห็นยังยกย่องให้ผู้ตายเป็นฮีโร่ นอกจากนี้ จำเลยยังได้พยายามติดต่อไปยังผู้เสียหายเพื่อแสดงความสำนึกผิด ขอขมา และขออโหสิกรรมต่อผู้ตายและครอบครัวของผู้ตายอีกด้วย
พยานนายทหารผู้ควบคุมตัว
จากนั้นอัยการจึงนำ ร.ต.ปรัชญา จันรอดภัย นายทหารที่เชิญตัวจำเลยไปกักตัวตามกฎอัยการศึก มาให้การต่อศาล
ร.ต.ปรัชญาให้การว่า 2 ธ.ค. 2557 ได้รับข้อมูลจากผู้บังคับบัญชา ว่ามีบุคคลโพสต์ข้อความเหยียดหยามเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่ จ.พะเยา ผู้บังคับบัญชาจึงมอบภาพถ่ายหน้าจอเฟซบุ๊กดังกล่าว ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงานของเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก แล้วนำไปคัดถ่ายทะเบียนราษฎร์พบว่าเป็นคนเดียวกัน
ร.ต.ปรัชญา พร้อมทหาร 5 นายในเครื่องแบบ เดินทางไปทำงานของธนพรในเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันที่ 3 ธ.ค. 2557 ได้เชิญตัวธนพรมาซักถามที่กองพลทหารม้าที่ 2 สนามเป้า โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก ก่อนจะยึดโทรศัพท์ของธนพรและไม่อนุญาตให้ติดต่อใคร ในตอนแรก ร.ต.ปรัชญา เบิกความว่า เขาและพวก 5 นายไม่มีอาวุธ แต่เมื่อทนายความจำเลยให้ดูภาพถ่ายจึงยอมรับว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถ
นอกจากนี้ เมื่อทนายความจำเลยให้ ร.ต.ปรัชญา ดูบัญชีท้ายกฎอัยการศึก และถามว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจควบคุมตัวบุคคลในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหมิ่นประมาทใช่หรือไม่ ร.ต.ปรัชญา ตอบว่าไม่ทราบ เนื่องจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาซึ่งเห็นว่าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งให้ ร.ต.ปรัชญาไปเชิญตัว ไม่ใช่การจับกุม ทั้งศาลยังไม่บันทึกคำให้การพยานในส่วนที่เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมในปี 2553 ด้วย
พนักงานสอบสวนให้การ
ต่อมา พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวน ปอท. ได้ให้การเป็นพยานต่อศาลว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปรามปรามได้นำตัวธนพร และโทรศัพท์ของกลางมามอบให้พร้อมหนังสือส่งตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารในวันที่ 9 ธ.ค. 2557 หลังจากมีการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด 7 ปาก ที่มาร้องทุกข์ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้ตาย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไปแล้ว
หลังจากได้รับตัวธนพรแล้ว พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรได้แจ้งข้อกล่าวหา ข้อเท็จ และสิทธิของผู้ต้องหา แต่ธนพรให้การปฏิเสธ ไม่ประสงค์จะให้การในชั้นสอบสวน และขอปรึกษาทนายความก่อนจะมาให้การภายหลัง พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร จึงส่งโทรศัพท์ของกลางไปพิสูจน์ มอบหมายเจ้าหน้าที่ให้สืบสวนหาข้อมูลประกอบคดี และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องคดีในข้อหาหมิ่นประมาทผู้ตาย แต่ไม่ฟ้องในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากธนพรแชร์ข่าวมาจากไทยรัฐออนไลน์โดยไม่ได้ปลอมแปลงข้อมูล
พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร ตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยว่า พนักงานสอบสวน ปอท. มีอำนาจสอบสวนทั่วราชอาณาจักร และมีการแจ้งความในข้อหาที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แม้ในที่สุดจะมีความเห็นไม่สั่งฟ้องในข้อหาดังกล่าวก็ตาม และจากการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ามีผู้มาแสดงความเห็นในทำนองไม่เห็นด้วย และสาปแช่งการกระทำของธนพร
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังไม่ได้สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมด้วยว่าได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้เสียหายถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชังจากใคร และอย่างไร รวมถึงข้อความของธนพรไม่มีข้อเท็จว่า ผู้ตายมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นคนไม่ดีอย่างไร เมื่อตายแล้วแผ่นดินจึงจะสูงขึ้น แต่เห็นว่าเป็นการนำคำโบราณมาพูดใส่ความทหารว่าเป็นคนเลว
จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน
ในส่วนของพยานจำเลย ธนพรอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว โดยให้การต่อศาลว่า ที่เขาโพสต์ข้อความ “เสียดายตายแค่เจ็ดน่าจะตายสักห้าพันแผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เพราะเคยเข้าร่วมการชุมนุมในปี 2553 เจ้าหน้าที่ทหารสลสยการชุมนุมโดยใช้กระสุนจริงและกระสุนยาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้เขาคิดว่าความสูญเสียที่เกิดกับประชาชนในวันนั้นมากกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ทหารในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก
ธนพร ให้การว่า เขาอยู่ร่วมในเหตุการณ์การสลายชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และได้เห็นภาพขณะนายวสันต์ ภู่ทองถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้า และอยู่ในบริเวณเดียวกับที่นายฮิโรยูกิ นักข่าวรอยเตอร์ นายสยาม และนายจรูญ ไม่ทราบนามสกุล เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของทหาร เพราะวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารกับผู้ชุมนุมตั้งแนวคนละฝั่งกัน ส่วนตัวเขาเองนั้นถูกยิงด้วยกระสุนยางที่หน้าอกและสีข้าง ทำให้เนื้อบางส่วนหลุดหายไป ปัจจุบันยังเป็นแผลเป็นอยู่
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ธนพรรู้สึกเกลียด กลัว และอึดอัด เมื่อต้องพบเจอหรืออยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ทหาร เพราะทำให้นึกถึงการตายของนายวสันต์ เป็นเหตุให้เขาพิมพ์และเผยแพร่ข้อความดังกล่าว หลังแสดงความเห็นไปแล้วบุคคลอื่นเกือบทั้งหมดแสดงความเห็นต่อว่าเขา เขารู้สึกกดดันจึงปิดบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวหลังจากเผยแพร่ข้อความไปแล้ว 1 วัน ก่อนจะมีผู้บันทึกภาพหน้าจอไปเผยแพร่ ซึ่งเขาไม่มีส่วนรู้เห็น
จากนั้น ธนพรถูกทหารควบคุมตัวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2557 ไว้ที่กองร้อยสารวัตรทหารที่สนามเป้า และสโมสรตำรวจ โดยยึดโทรศัพท์และไม่ให้โอกาสติดต่อบุคคลที่ไว้วางเกี่ยวกับสถานที่ที่ถูกควบคุมตัว ระหว่างควบคุมไม่มีการสอบถาม มีเพียงการต่อว่าทำนองว่า คิดว่าเก่งนักหรือ คิดว่าแน่ใช่ไหม ซึ่งธนพรคิดว่าทหารควบคุมตัวไปเพื่อให้หลาบจำ
หลังเกิดเหตุ ธนพรได้พยายามติดต่อญาตินายทหารผู้เสียชีวิตทั้ง 7 นาย ซึ่งติดต่อได้เพียงบางท่าน เพื่อขอโทษและสำนึกในการกระทำที่ได้ทำไปแล้ว โดยได้เสนอไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับการโฆษณาขอโทษ และบวชเพื่อขอขมา ญาติของผู้ตายบางคนขอให้ไปขอขมาผู้ตายในที่เกิดเหตุ ซึ่งเขาก็ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นอัยการได้ถามค้านธนพร โดยเขาไม่ทราบว่าทหารที่มาสลายการชุมนุมจะมาจากกองทัพภาคที่ 3 หรือไม่ และไม่ทราบว่าศาลพิพากษาเกี่ยวกับการตายของนายฮิโรยูกิว่าเกิดจากระสุนความเร็วสูง แต่ไม่ทราบว่าเป็นกระสุนของฝ่ายใด และเท่าที่ทราบ สื่อโดยทั่วไปลงข่าวในเชิตำหนิการกระทำของเขา
ธนพรยังเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีอำนาจควบคุมตัวเขาตามกฎอัยการศึก แต่ที่ไม่ได้แจ้งความตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะอาจถูกปฏิเสธแจ้งความ หรือต่อให้รับแจ้งความก็เป็นที่ทราบกันดีว่าผลจะออกมาในทางเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ทหาร และเขาได้สำนึกว่าได้กระทำสิ่งที่ไม่สมควร ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์
แถลงการณ์ปิดคดี
หลังการสืบพยานเสร็จสิ้นในวันที่ 13 ต.ค. 2559 ทนายความจำเลยได้ยื่นแถลงการณ์ปิดคดี โดยระบุว่า ข้อความของธนพรไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากเป็นการกล่าวเปรียบเทียบที่เลื่อนลอย คาดคะเนเอาเองโดยไม่ยืนยันข้อเท็จจริง และคำว่า “แผ่นดินจะสูงขึ้น” เป็นคำเปรียบเปรยโบราณอันเป็น “ข้อความที่ไม่อาจเป็นจริงได้” ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อญาติผู้เสียชีวิต เมื่อรวมกันตลอดข้อความแล้วเป็นเพียงข้อความในทำนองสมน้ำหน้า ซ้ำเติมผู้ตาย ซึ่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมในทางศีลธรรมอัดีของประชาชน แต่ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องโจทก์
พยานต่างก็เบิกความถึงข้อความของธนพรในทำนองว่า เป็นข้อความหยามเหยียดไม่ให้เกียรติผู้ตาย ย่อมเป็นไปตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 578/2550 ว่า ข้อความที่เป็นถ้อยคำเปรียบเทียบที่ไม่สุภาพ หรือเหยียดหยาม ไม่เป็นใส่ความ ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท
ธนพรยังไม่ได้มีเจตนาใส่ความผู้ตายและผู้เสียหาย เนื่องจากใจความที่เขาต้องการจะสื่อสารคือ เสียดายตายน้อยไป น่าจะตายมากกว่านี้ ส่วนคำว่า “แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เป็นเรื่องที่ธนพรคาดเดาเอาเองจากประสบการณ์เลวร้ายที่เคยถูกกระทำจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร จึงโพสต์ระบายความรู้สึกด้วยความคับแค้นใจในลักษณะดังกล่าว
แถลงการณ์ปิดคดียังระบุอีกว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังได้ว่า ข้อความของธนพรน่าจะเป็นเหตุให้ภรรยา หรือบุตร หรือบิดามารดาของผู้ตาย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังหรือไม่ อย่างไร แต่กลับเห็นว่า ประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชน นำเสนอข่าวไปในทางตำหนิ ว่ากล่าว ด่าทอ และประณามการกระทำของธนพร และพยานผู้เสียหายทุกปากให้การสอดคล้องกันว่า ไม่ได้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 2777/2545 ชี้ให้เห็นว่า การที่จำเลยโพสต์ข้อความทำนองว่า ตายมากกว่านี้แผ่นดินจะได้สูงขึ้น ประชาชนทั่วไปไม่อาจเชื่อได้ว่าจะเป็นเช่นนั้น และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่เป็นประชาชนทั่วไปมาเบิกความต่อศาล เพื่อยืนยันว่าอ่านข้อความของธนพรแล้วเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคนเลว สมควรตาย ความคิดเห็นของคนทั่วไปในโพสต์ของจำเลยก็ไม่มีใครเชื่อเช่นนั้น รวมถึงเวบไซต์ข่าวก็ลงข่าวในทำนองต่อว่า และประณามจำเลย จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิญญูชนทั่ไปไม่ได้เชื่อ หรือเห็นว่าผู้ตายเป็นคนเลว สมควรตายตามที่จำเลยโพสต์
นอกจากนี้ ทนายความยังยื่นคำร้องคัดค้านหนึ่งในผู้พิพากษาคดีนี้ คือ นายเทวัญ รอดเจริญ ผู้ซึ่งไกล่เกลี่ยให้จำเลยรับสารภาพก่อนเริ่มสืบพยาน ไม่อนุญาตให้ทนายความถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 2553 และไม่บันทึกคำให้การของพยานโจทก์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ในสำนวน
พิพากษา
8 ธ.ค. 2559 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา โดยศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์เพียงข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงรายละเอียดพฤติการณ์ของจำเลยที่โพสต์แสดงความดูหมิ่นผู้ตาย แสดงเจตนาให้จำเลยได้รับโทษตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดี
ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหาเหตุใส่ร้ายผู้ตาย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ยิ่งมีทหารตายมากเท่าใด แผ่นดินก็จะยิ่งสูงขึ้น แม้ไม่ให้รายละเอียดและยืนยันข้อเท็จจริง แต่การเปรียบเปรยว่า “น่าจะตายสักห้าพันแผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เป็นการทำให้บุคคลทั่วไปทราบว่า นายทหารผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดิน เป็นเสนียดของสังคม
ศาลเห็นว่า ผู้เสียชีวิตเสียชีวิตขณะปฏิบัติราชการ ซึ่งอาชีพททารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เสียสละควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ แต่ข้อความของจำเลยมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามเกียรติ และใส่ความผู้ตาย โดยโพสต์ให้บุคคลทั่วไปเห็นและเข้าใจได้ว่าผู้ตายเป็นคนเลว เป็นเหตุให้ญาติผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง แม้ผู้เสียหายไม่อาจแสดงพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลได้ว่า ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชังอย่างไร แต่หากวิญญูชนทั่วไปเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกดูหมิ่นได้ การกระทำของจำเลยก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว
ศาลได้ยกข้อความแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ของจำเลย ที่เข้ามาต่อว่า ด่าทอจำเลย แสดงให้เห็นว่าวิญญูชนเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิด และครบองค์ประกอบความผิด
กรณีที่จำเลยจ่อสู้เรื่องที่จำเลยเคยเห็นเจ้าหน้าที่ทหารใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมจนเสียชีวิต เป็นเหตุให้กระทำความผิดนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายเป็นญาติสนิทกับจำเลย รวมถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นนานกว่า 4 ปี จึงไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดความคับแค้นใจ นายทหารที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม จำเลยจึงควรใช้วิจารณญาณ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ซ้ำเติมผู้เสียหาย
กรณีอำนาจควบคุมตัวของทหารตามกฎอัยการศึก ศาลเห็นว่าบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.กฎอัยการศึกเป็นเพียงความผิดที่อาจนำคดีขึ้นพิจารณาในศาลทหาร แต่มาตรา 8 ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจเต็มที่ที่จะตรวจค้น, ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้าม, ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย, ที่จะทำายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่ และตามมาตรา 15 ทวิ ถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจที่จะกักตัวบุคคลไว้เพื่อสอบถามตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ จึงถือว่าการควบคุมตัวของ ร.ต.ปรัชญาชอบด้วย พ.ร.บ.กฎอัยการศึก
ศาลเห็นว่าพยานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัย แต่เนื่องจากจำเลยได้สำนึกผิดต่อการกระทำของตน มีความพยายามติดต่อผู้เสียหายหลังเกิดเหตุเพื่อขอโทษ การกระทำของจำเลยเกิดจากความหลงผิด จึงให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี


