PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หนังสือจัดม็อบเชลียร์โรงไฟฟ้าถ่านหิน

เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ กำลังเป็นเรื่อง ก่อนการนัดมาชุมนุมของชาวบ้านวันที่ 17 ก.พ. ที่จะเป็นวันตัดสินใจของนายกฯ/เมื่อมีคนนำหนังสือสั่งการระดมมวลชนสนับสนุน มาเปิดเผยทางโลกโซเชียล
-----
๑.ลำดับหนังสือสั่งการจากส่วนกลางสู่หมู่บ้าน
๒.ตัวละครสำคัญที่หายไปจากกระบวนการขนคน
๓.ความคืบหน้าล่าสุด
............................................
ลำดับหนังสือรายละเอียดดังนี้
๑.มีหนังสือรายงานจากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งมายัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ หนึ่งในนั้นเป้นเรื่องการผลักดันเดินหน้าโรงไฟฟ้าในภาคใต้ (ตามเอกสารที่ ๑)
๒.มีหนังสือจากรองเลขาธิการ ครม.ถึงรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อแจ้งมติ ครม.และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการผลักดันโรงไฟฟ้าในภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ (ตามเอกสารที่ ๒)
๓.มีหนังสือจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดไปยังนายอำเภอเพื่อขอให้ผลักดันการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าจังหวัดกระบี่ โดยอ้างมติ ครม.และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ตามเอกสารที่ ๓)
๔.มีหนังสือจากอำเภอสู่กำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ขนคนไปสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินวันที่๑๖ กุมภาพันธ์ (ตามเอกสารที่๔)
.......................................
ตัวละครสำคัญที่หายไปจากกระบวนการขนคน เราไม่เห็นตัวละครที่ชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปรากฎอยู่แม้กระทั่งการลงนามในหนังสือสั่งการไปยังอำเภอ แต่ เรื่องนี้จะทำไม่ได้หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รับรู้หรือสั่งการ กำลังสงสัยว่าในกระบวนการทั้งหมดผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่กำลังเล่นบทอะไร แต่คงไม่ธรรมดาเพราะจะมีการขนคนกันผ่านกลไกการปกครองของรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะอยู่เฉยได้อย่างไร?
......................................
ความคืบหน้าล่าสุด ตอนนี้แต่ละอำเภอใช้วิธีการสั่งการไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น บางอำเภอเรียกมาคุย บางอำเภอใช้หนังสือ บางอำเภอสั่งทางไลน์
เป็นการชัดว่าเรื่องนี้รัฐบาลไฟเขียว เพราะจนถึงขณะนี้แต่ละอำเภอยังคงดำเนินการเช่นนี้อยู่ไม่มีคำสั่งห้ามแต่อย่างใด นายอำเภอแต่ละอำเภอต้องทำกันขนาดนี้เลยทำให้ผม นึกภาพบทของผู้ว่าราชการจังหวัดที่หายไปได้ชัดขึ้นว่ากำลังไปทำอะไรอยู่?

"มล.ฟ้างรุ่ง"อัดรัฐขวางกลุ่มต้านโรงไฟฟ้ากระบี่เข้ากรุง

(ข้อมูล)
จากกรณีวานนี้ (14 ก.พ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า ขอไม่ให้กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เคลื่อนไหวเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เนื่องจากผิดกฎหมายและจะถูกดำเนินคดีอีก
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร หรือ หม่อมโจ้ หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า
“ข้าจะเอาให้ได้ เพราะเดิมพันข้าสูง ข้าซื้อเหมืองไว้แล้วช่วงที่คนอื่นเขาไว้อาลัยกันอยู่ ราคาหุ้นขึ้นมาตั้ง 3 เท่าตัวก่อนข้าซื้อ ถ้าไม่ได้ทำแล้วใครจะซื้อสินค้า หุ้นดิ่งแน่ แล้วไหนจะค่าคอมฯ อภิมหาโปรเจ็กต์ขนาดหลายแสนบาทแบบนี้ มีค่าคอมฯ ตั้งเท่าไหร่” ม.ล.รุ่งคุณ กล่าว
และว่า “ทั้งที่เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตและสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ไปขู่จะจับประชาชน 3,500 คน ที่ได้ออกมาแสดงพลังต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากมีเคลื่อนไหวต่อที่ กทม. ตามที่เขาได้ประกาศไว้ ทั้งนี้ ในการขู่ ก็ได้บิดเบือนเอาว่าผู้คัดค้านอ้าง ‘ประชาธิปไตย’ จะให้เป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่ไม่ได้มีใครพูดถึง แต่สิ่งที่ทีเขาพูดถึงคือความเดือดร้อนของเขา ที่จะเกิดจากโครงการนี้ บิดเบือนเอาว่า ผู้คัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้า ให้ดูไม่มีเหตุมีผล ทั้งที่สิ่งที่เขาไม่เอาคือถ่านหิน บิดเบือนเอาว่าไฟไม่พอ ทั้งที่กำลังการผลิตเกินการใช้สูงสุดไปถึง 41% โดยมาตรฐานสากล (International Norm) คือ 15%”
ม.ล.รุ่งคุณ อ้างว่า “มีจดหมายทางราชการ ซึ่งได้มีการตรวจสอบถึงต้นตอแล้วว่าเป็นของจริง อ้างอิงคำสั่งนายกฯ สั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้ระดมมวลชนออกมาสนับสนุนโรงไฟฟ้า (ถ่านหิน-แต่ในจดหมายไม่บอกประเภทโรงไฟฟ้า) หมู่บ้านละ 20 คน รวมทุกอำเภอในกระบี่ 388 หมู่บ้าน ก็จะได้มากเกิน 7,000 คน ประมาณ 2 เท่าของผู้ที่ได้ออกมาคัดค้าน เพื่อที่จะเอาไปอ้างกันเมื่อประชุมพิจารณาตัดสินในวันที่ 17 ก.พ. นี้ ตามที่ได้ปักธงกันไว้แล้ว สรุปได้ว่าม็อบสนับสนุนถ่านหิน ก็คือม็อบจัดตั้งโดยรัฐบาลนั้นเอง ซึ่งก็อธิบายได้ดีว่าทำไมถึงมีขึ้นมาได้ เพราะจะมีมนุษย์ที่ไหนเดือดร้อนเพราะจะไม่ได้สูดดมสารพิษสารกัมมันตรังสีจากฝุ่นถ่านหิน ถึงขั้นออกมาชูป้าย หากยังมีสติสมบูรณ์ก็ย่อมไม่มีโดยธรรมชาติ”
และว่า “โสโครกสิ้นดีกับพฤติกรรมเหล่านี้ ซึ่งแสดงตนเองเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำความเดือดร้อนทารุณให้แก่ผู้อยู่ใต้การปกครองของตน เป็นศัตรูของประชาชนอย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากความเลวร้ายของโครงการแล้ว เป็นสร้างความแตกแยกให้ชาวกระบี่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แล้วยังจะลากข้าราชการซึ่งมีหน้าที่รับใช้ประชาชน ไปทำงานตามความประสงค์ส่วนตัวอีกตามเคย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะกระทำอยู่เป็นนิจ ใช้เครื่องบินและน้ำมันหลวงเฉียดล้านไปเปิดฝ่าย 7 พันบาท ซึ่งพังภายใน 1 สัปดาห์ตามสไตล์สติปัญญาของพวกตน ถามหน่อยสิ บริษัทของหลานชายคุณไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลย ไปก่อสร้างอะไรได้อย่างไร เกณฑ์ข้าราชการ กองทัพ เอาอุปกรณ์ของรัฐไปทำหรือ หรือว่าแค่กินหัวคิวจากงบของกองทัพ”
ม.ล.รุ่งคุณ กล่าวต่อว่า “เงินจากเกาะลึกลับที่โอนเข้าบัญชี 600 ล้าน ไม่ต้องอธิบายใช่ไหม ไม่ต้องอธิบายหรอก ก็มันเห็นอยู่แล้วจะต้องอธิบายทำไม นอกจากจะเห็นมีการต่อสัญญาโดยไม่มีการประมูล ซึ่งได้ให้ประโยชน์โดยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้เกี่ยวของนับหมื่นล้านไปแล้ว ยังเห็นเขามาเขียนนโยบายขับเคลื่อนประเทศโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็เห็นคุณเดินตามต้อยๆ โปรโมทให้ จึงไม่ต้องมาอธิบายหรอก มันไม่ใช่แค่โกงนะทุกวันนี้ แต่ยังจะเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนในการทำมาหากินของประชาชนทั่วสารทิศ ทำลายแผ่นดินเกิดของปู ย่า ตา ยาย ตัวเอง ถ่านหิน ระเบิดแม่น้ำ เหมืองแร่ต่างๆ ยึดที่ดินเกษตรกรไปประเคนให้ต่างชาติ โดยไม่แม้แต่จะคิดจัดสรรอะไรให้เขาเลย”
และว่า “วันที่ 17 ก.พ. นี้ เราจะไปเยี่ยมเยียนคุณ เข้าใจให้ถูกว่าเรายังไม่ได้ไปไล่คุณ เพียงแต่สิ่งที่คุณจะกระทำนั้นยอมไม่ได้แล้วจริงๆ ผมยังไม่อยากไล่คุณหรอก ผมอยากให้คุณอยู่จนมันพังโดยสมบูรณ์ใส่คุณ เมื่อถึงวันนั้นประชาชนคงเลิกทะเลาะกันเองและสามัคคีกันเพื่อที่จะขับไล่คุณ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการเพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาคุณก็ต้องรับกรรมของคุณอย่างสาสม”

กระแสต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน


ถ้ารัฐบาลอยากจะก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ผมว่ามันไม่ผิดอะไร
คุณก็ต้องเริ่มจากการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้จัดเวทีสนทนา ทำประชาพิจารณ์ ก็ว่ากันไป
แต่รัฐจะสั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เอาลูกบ้านๆละ 20 คน ไปสนับสนุน เอาไปเป็นม็อบเพื่อให้โครงการมีประชาชนสนับสนุน ผมว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมนะครับ แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเกณฑ์คน การซื้อคะแนนเสียงเลือกตั้งเลย
ประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศ มันไม่ควรเกิดขึ้นด้วยกระบวณการนี้
มันต้องเริ่มจากประชาชน ไม่ใช่โครงการจากฟ้า จากกทม สั่งลงมา นั่งวาดแผนที่ในห้องแอร์แล้วบอกกูจะทำโรงไฟฟ้าตรงนี้แหละ โดยไม่สนใจฟังเสียงประชาชนในพื้นที่เลย
แต่พูดด้วยเหตุผลกับรัฐบาลทหารก็คงจะยาก เค้าไม่ได้มาจากเสีบงของประชาชนอยู่แล้ว เค้าจะแคร์เสียงของประชาชนทำไม

อังคณา โยนคำถามกลางวงเสวนา “หากความขัดแย้งเกิดจากรัฐประหาร รัฐบาลจะปรองดองอย่างไร”

อังคณา โยนคำถามกลางวงเสวนา “หากความขัดแย้งเกิดจากรัฐประหาร รัฐบาลจะปรองดองอย่างไร”

ประชาชนตั้งวงเสวนาเรื่องปรองดอง ระบุหากรัฐบาลอยากเห็นความปรองดอง ประชาชนต้องเห็นความจริงและความยุติธรรมก่อน ด้านอังคณา นีละไพจิตร ชี้หากจะปรองดองต้องเปิดพื้นที่ให้ประชานได้แสดงความคิดเห็น ขอรัฐหยุดใช้กฎหมายที่ปิดกั้น
ภาพจาก Banrasdr Photo
14 ก.พ. 2560 เวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ได้มีการจัดเวทีเสวนา วาทกรรม ปรองดอง หรือลบลืม “แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย อังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ คณะกรรมการ ป.ย.ป พะเยาว์ อัคฮาค แม่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมพฤษภา 2553 วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่ ดาวดิน หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถูกจับกุม ดำเนินคดีจากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จาก เว็บไซต์ BBC Thai และมีเจนวิทย์ เชื้อสาวถี เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

พะเยาว์ อัคฮาค: การปรองดองไม่มีวันสำเร็จ หากทหารมองไม่เห็นว่าตัวเองเป็นคู่ขัดแย้ง

พะเยาว์ เริ่มต้นด้วยการระบุว่า รู้สึกยินดีที่วันนี้มี พล.อ. เอกชัย ศรีวิลาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานด้านการสร้างความปรองดอง ของ ป.ย.ป เข้ามาร่วมวงเสวนาด้วย เพราะจะได้นำความคิดเห็นของประชาชนในเวทีวันนี้เป็นรายงานให้ผู้มีอำนาจในการจัดกระบวนการสร้างความปรองดองทราบ
พะเยาว์ มองว่า การปรองดองที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ ไม่ได้มีพื้นที่ให้ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะมีเพียงแต่การเชิญนักการ แกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าไปให้ความเห็น แต่ในแง่ของการฟังเสียง ฟังความต้องการของประชาชนยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และหากยังเป็นเช่นนี้กระบวนการสร้างความปรองดองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการจะสร้างให้เกิดความปรองดองขึ้นได้ในสังคม สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ
สิ่งหนึ่งที่พะเยาว์เห็นว่า ยังคงเป็นปัญหาสำคัญคือ ประธานคณะกรรมการด้านการสร้างความปรอง และรองประธาน ซึ่งคือพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงมีท่าทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และนอกจากที่จะไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นแล้ว ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และคณะกรรมการปรองดองที่ตั้งขึ้นมาก็มีสัดส่วนของทหารเข้านั่งไปเกินครึ่ง ฉะนั้นนี่อาจจะไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นเพียงการต่อเวลาของ คสช. ไปเรื่อยๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พะเยาว์เห็นว่ามีความพยายามสร้างการปรองดองให้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนมาครั้งนี้ที่นำโดย ป.ย.ป. เธอก็มองอีกเช่นกันว่า อาจจะเป็นเพียงการปรองดองกันเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอาจจะมาไม่ถึงประชาชนจริง และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ประชาชนควรที่จะลุกขึ้นมาพูดความจริง ลุกขึ้นมาบอกความต้องการของตัวเองให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้
“ที่ผ่านมามีการเสนอให้ใช้ 66/23 ฉันบอกเลยว่า อย่าลืม 99/53 ด้วยเพราะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้สั่งการสลายการชุมนุมก่อน ประชาชนถึงจะยอมรับกระบวนการปรองดองได้” พะเยาว์กล่าว

อังคณา นีละไพจิตร: แล้วถ้าความจริงความขัดแย้งเกิดจากการรัฐประหาร รัฐบาลจะสร้างการปรองดองอย่างไร

อังคณา เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร ส่วนหนึ่งก็เป็นการอ้างว่าเข้ามาเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น กระบวนการปรองดองที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงถือเป็นพันธสัญญาที่รัฐบาลเคยให้ไว้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปรองดองคือ การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแต่ละฝ่ายได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยปราศจากความหวาดกลัว แต่ปัจจุบันภายใต้สถานการณ์ที่กระบวนการปรองดองกำลังเกิดขึ้น ก็ยังคงมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีลักษณะของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ ฉะนั้นสิ่งแรกที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และรัฐบาลต้องอดทน รับฟัง แม้ประชาชนจะพูดในสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการจะฟังก็ตาม
อังคณา กล่าวต่อว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือ ประชาชนต้องได้รับรู้ความจริง และในหลักการสากลเองก็ระบุว่า การรับรู้ความจริงเป็นสิทธิของผู้สูญเสีย จากนั้นสิ่งที่ประชาชนต้องการหลังจากรู้ความจริงก็คือความยุติธรรม และการสร้างหลักประกันต่อไปในอนาคตว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งที่นำไปสูญความสูญเสียแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
“ที่ผ่านมาสังคมไทยโดยเฉพาะผู้มีอำนาจไม่ยอมรับความจริง และไม่ยอมรับผิดหรือรับโทษ แต่จะข้ามไปนิรโทษกรรมอย่างเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดอง” อังคณา กล่าว
สิ่งหนึ่งที่อังคณาเห็นว่า สำคัญที่สุดสำหรับกระบวนการปรองดองคือ ทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะปรองดองจะต้องมีอำนาจเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีใครมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นๆ การจะทำให้คนในสังคมหันมาคืนดี ปรองดองกัน ไม่สามารถที่จะใช้การออกกฎหมายมาบังคับแล้วทำให้คนคืนดีกันได้ แต่ต้องใช้หัวใจมานั่งคุยกันด้วย
ท้ายที่สุดอังคณา ย้ำด้วยว่า การจะปรองดองไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้การรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้น แล้วมีการออกมาตราต่างๆ ตามมา แต่สามารถที่จะเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย โดยการให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาการเมือง เคารพหลักสิทธิมนุษยชน และเคารพสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหา
“การเยียวยาที่ดีที่สุดคือ การให้ประชาชนได้รับรู้ความจริง และหากว่าความจริงคือ ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากการรัฐประหาร รัฐบาลจะทำอย่างไร” อังคณา กล่าว
ภาพจาก Banrasdr Photo

วิบูลย์ บุญภัทรรักษา: ข้างบนบอกอยากปรองดอง แต่ข้างล่างยังเล่นงานยังกลั่นแกล้งประชาชนอยู่

วิบูลย์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง ไผ่ ดาวดิน หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ลูกชายซึ่งในเวลานี้ถูกจำคุกอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น จากการแชร์บทความจากเว็บไซต์ BBC Thai เขาระบุว่านับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 ไผ่ถูกดำเนินคดีมากถึง 5 คดี ซึ่งถูกคดีมีมูลเหตุมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยกำลังมีปัญหา
วิบูลย์ มองว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีความยุติธรรม และไม่มีการเคารพสิทธิของประชาชน ซึ่งไม่ใช่เพียงการเคารพสิทธิในทางการเมืองเท่านั้น เพราะประเด็นความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะเรื่องการเมือง แต่ยังมีความขัดแย้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และทหารเองก็เข้าไปเป็นหนึ่งในความขัดแย้งเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ เรื่องเหมื่องทอง และอีกหลายๆ เรื่อง ที่ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่เข้าข้างนายทุน
วิบูลย์มองว่า หากการปรองดองจะพูดคุยกันเพียงเฉพาะนักการเมือง และแกนนำ อาจจะไม่สามารถปรองดองได้จริง เพราะปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้มีประชาชน มีชาวบ้านรวมอยู่ในความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ผู้มีอำนาจสั่งว่าจะปรองดอง แต่ในทางปฏิบัติทางทหารในพื้นที่ยังคงละเมิดสิทธของประชาชนอยู่ ยังกลั่นแกล้งประชาชน หากจะปรองดองกันจริง ต้องเปิดเผยมาให้หมดว่าความจริงเป็นอย่างไร

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ: การปรองดองมีพูดถึงกันมาหลายครั้งแต่ไม่ครั้งไหนที่ทำจริง ครั้งนี้เราจะทำให้เป็นรูปธรรม

พล.อ. เอกชัย เริ่มต้นด้วยการระบุว่า ตนเองได้เข้าร่วมคณะทำงานเรื่องการปรองดองมาแล้วหลายชุดตั้งแต่ปี 2552 จนทั่งถูกเชิญให้มาร่วมงานในชุดปัจจุบัน ปัญหาที่ผ่านของการสร้างความปรองดองคือ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นแต่ละชุดได้ทำเพียงแค่การนำเสนอผลศึกษาว่าความขัดแย้งในรอบนี้เกิดขึ้นจากอะไร แต่ไม่ได้มีข้อเสนอว่าจะมีมาตราแก้ไขอย่างไร และจะมีกลไกอย่าง จะให้ใครเป็นคนนำไปปฏิบัติ ที่ผ่านมามีเพียงแค่ชุดของ สปช. ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานซึ่งได้มีการจัดทำข้อเสนอทั้งหมด 6 ข้อ และในปัจจุบันนี้กำลังจะนำข้อเสนอเหล่านั้นมาทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
พล.อ. เอกชัย กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการตั้งข้อสังเกตจากประชาขนว่า จะปรองดองกันได้จริงหรือไม่ ในเมื่อคณะกรรมการปรองดองมีทหารนั่งอยู่เต็มไปหมด แต่เขาเห็นว่าการปรองดองสิ่งทีสำคัญที่สุดคือ ความรู้ และปัญญา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำสำเร็จได้ในชุดนี้ โดยเฉพาะในเวลานี้การปรองดองคืบหน้าไปมาก โดยเร็วๆ นี้ สนช. ก็จะมีการนำร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมฯ เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา ส่วนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นการสร้างแผนงานขึ้นมา จากนั้นคณะกรรมการต่างๆ ก็อาจจะหมดหน้าที่ไป และเหลือไว้เพียงแค่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ตามที่รัฐธรรมนูญได้ระบุ ต่อไปเมื่อมีการทำแผนเสร็จ การสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ภาพจาก Banrasdr Photo
ทั้งนี้ภายหลังจากการเสวนาได้จบลง กลุ่มญาติผู้ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองปี 2553 ได้อ่านแถลงการณ์ที่ระบุถึงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อ กระบวนการปรองดองที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดยส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มผู้สูญเสียฯ พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความรัก ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ และเห็นพ้องด้วยในการให้อภัยกันระหว่างประชาชนพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางการเมือง รวมทั้งเห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมสำหรับความผิดที่ประชาชนได้กระทำไปโดยมีเจตนา หรือจุดมุ่งหมายทางการเมืองตลอดห้วงวิกฤติการณ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้สูญเสียได้มีการเรียกร้องให้มีกระบวนการในการค้นหาความจริงที่เป็นเหตุอันก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองและความสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสูญเสียชีวิตและร่างกายรวมทั้งสิทธิเสรีภาพ อันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งเห็นพ้องด้วยที่จะมีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม โดยการนำเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นพิจารณาเป็นคดีอย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวิกฤติการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจไปจากประชาชน องค์กรและกลุ่มบุคคลที่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมทางการเมืองจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและร่างกายของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มบุคคลเหล่านั้นได้เป็นผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งและได้รับการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนทั้งชาติ
ภาพจาก Banrasdr Photo
แถลงการณ์ญาติผู้ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมือง 2553

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลได้มีแนวนโยบายที่จะสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ และผลักดันประเทศให้เดินหน้าอันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ ปรากฏตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง และหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศทิศทางการปรองดองของคนในชาติแล้ว ปรากฎว่าได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านอย่างแพร่หลาย รวมทั้งบางภาคส่วนยังมีการตั้งข้อสังเกตในการดำเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เกี่ยวกับการส่งเสริมความสามัคคีของคนในชาติและการปรองดองเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งอันเป็นวิกฤติของสังคมในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา
พวกเราในฐานะพ่อแม่และญาติมิตรของผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 มีความเห็นและจุดยืนต่อการปรองดองดังนี้
1) พวกเราเห็นพ้องด้วยที่จะมีการสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เพื่อร่วมกันก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงวิกฤติการณ์การเมืองที่ผ่านมา และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความรัก ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ
2) พวกเราเห็นพ้องด้วยในการให้อภัยกันระหว่างประชาชนพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางการเมือง รวมทั้งเห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมสำหรับความผิดที่ประชาชนได้กระทำไปโดยมีเจตนา หรือจุดมุ่งหมายทางการเมืองตลอดห้วงวิกฤติการณ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จะได้ดำเนินการเป็นวาระเร่งด่วนหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อความสมัครสมานสามัคคีปรองดองและให้อภัยกันของคนทั้งชาติอย่างแท้จริง
3) พวกเราเห็นพ้องด้วยที่จะมีการค้นหาความจริงที่เป็นเหตุอันก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองและความสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสูญเสียชีวิตและร่างกายรวมทั้งสิทธิเสรีภาพ อันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งเห็นพ้องด้วยที่จะมีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม โดยการนำเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นพิจารณาเป็นคดีอย่างเป็นธรรมในศาลสถิตยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองและความสูญเสียขึ้นอีก
4) พวกเราเห็นพ้องด้วยในการเปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดองของคนทั้งชาติ และเห็นด้วยให้มีการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเป็นกลาง และมีความเป็นธรรมขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติ แต่พวกเราไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวิกฤติการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจไปจากประชาชน องค์กรและกลุ่มบุคคลที่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมทางการเมืองจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและร่างกายของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มบุคคลเหล่านั้นได้เป็นผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งและได้รับการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนทั้งชาติในครั้งนี้ หากปล่อยให้บุคคลเหล่านั้นเข้ามาทำหน้าที่ สังคมย่อมมีข้อกังขาและไม่อาจสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติได้อย่างแท้จริง กลับจะนำพาสังคมไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ ลบลืมต้นเหตุของความขัดแย้ง ซึ่งพวกเราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเห็นของพวกเราในฐานะผู้ได้รับความสูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมือง จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติต่อไป
ญาติผู้ได้รับความสูญเสีย
14 กุมภาพันธ์ 2560

"บิ๊กป้อม" ยัน ซื้อเรือดำน้ำจีน ลำแรก ทันกำหนดแน่

"บิ๊กป้อม" ยัน ซื้อเรือดำน้ำจีน ลำแรก ทันกำหนดแน่ ผมรับผิดชอบเอง นักข่าวไม่ต้องกดดัน ทร. เดี๋ยวเขาก็เสนอมา ตอนนี้ยังไม่ส่งเรื่องมา ที่กห. ส่วนจะได้ซื้อแน่หรือไม่นั้นชี้เป็นงบประมาณของกองทัพเรือเอง ที่มีอยู่แล้ว ในพรบ.งบประมาณปี2560 แค่ครม.อนุมัติ ผูกพันงบประมาณ‬ และร่าง TOR เท่านั้น
หลังจากมีข่าวว่า โครงการเรือดำน้ำ ไม่เข้าครม.เสียที เป็นเวลานานมาก หากไม่อนุมัติ ไม่ทัน ในเดือน กพ.-มีค. นี้ อาจจะไม่ทันงบประมาณปี2560 นี้.
โดย งบฯซื้อเรือดำน้ำลำแรกของ ทร. 13,500 ล้านบาท ผ่านการพิจารณาขอฃสนช. ในพรบ.งบประมาณปี2560 และครม.รับทราบ ตั้งแต่ สค.ปี2559
โดยทร. วางแผนที่จะขอผูกพันงบฯปี 2560-2566 รวม7ปี ในการซื้อเรือดำน้ำ จีน S 26T Yuan Class ลำแรก และวางแผยที่จะซื้อให้ครบ 3 ลำ ใน11 ปี รวมงบประมาณ 36,000 ล้านบาท

"บิ๊กป้อม"ยันไม่มีแผนให้ "แม่ทัพภาค1"นำ ทหาร บุกเข้าจับกุม"ธัมมชโย" วัดธรรมกาย



"บิ๊กป้อม"ยันไม่มีแผนให้ "แม่ทัพภาค1"นำ ทหาร บุกเข้าจับกุม"ธัมมชโย" วัดธรรมกายเผยไม่เห็นมีใครรายงานมาเลย‬
พลเอกประวิตร รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงข่าวที่จะให้ พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 นำกำลังทหาร ไปบุกวัดธรรมกายว่า ไม่มี ไม่เคยได้ยินข่าว ไม่มีใครรายงานอะไรเลย ผบทบ. ก็ไม่ได้บอก
ด้าน พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ. กล่าวว่า ยัง ไม่ได้รับการประสานใดๆจากตร. หรือคำสั่งใดๆ ว่าจะใช้กำลังทหารกองทัพภาค1 หรือให้ พลโทอภิรัชต์ แม่ทัพ1 นำบุกวัดธรรมกาย. แล้วรมว.กลาโหม ก็บอกแล้วว่า ไม่มี
พลโทอภิรัชต์ แม่ทัพภาค1 บอกว่า ไม่รู้เรื่อง ให้นำทหารบุก วัดพระธรรมกาย บอกยังไม่ได้รับการประสานเลย ให้ถามผบ.ทบ.

"บิ๊กป้อม" ปัดข่าว "บิ๊กตู่"สั่งเกณฑ์คน หนุน สร้างโรงไฟฟ้า กระบี่

"บิ๊กป้อม" ปัดข่าว "บิ๊กตู่"สั่งเกณฑ์คน หนุน สร้างโรงไฟฟ้า กระบี่ ยันเปผ้นำปไม่ได้ ถ้าไม่หนุน จะออกมาได้ไง ชี้เอกสาร ที่ถูกเผยแพร่ใครก็ทำได้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กลุ่มNGO จ.กระบี่ ออกมากล่าวหารัฐบาลสั่งการเกณฑ์ประชาชนหมู่บ้านละ 20 คนสนับสนุนการจัดสร้างโรงไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ ว่าจะพูดอย่างไรก็พูดได้
เมื่อถามว่า มีเอกสารจาก อ.คลองท่อม อ้างคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้เกณฑ์ประชาชนหมู่บ้านละ 20 นั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี เป็นไปไม่ได้ จะไปเกณฑ์ได้อย่างไร หากเป็นคนที่สนับสนุนเขาก็ออกมาสนับสนุน หากไม่สนับสนุนเขาก็ไม่ออกมา จะไปเกณฑ์ได้อย่างไร
เมื่อถามย้ำว่ามีเอกสารจากทางราชการออกมาชัดเจน พล.อ.ประวิตร
กล่าวว่า เอกสารใครก็สามารถทำได้ และก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ
เมื่อถามว่า เป็นคำสั่งที่ออกมาจากอำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ และอ้างถึงคำสั่งของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คนจะอ้าง อ้างอย่างไรก็ได้เพื่อให้เกิดความเสียหาย

ว่าด้วยการคัดค้านพลังงานไทย

การอาศัยจังหวะเคลื่อนไหวโดยมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง เขาเรียกว่านักเคลื่อนไหวอาชีพ
ความไม่รู้ พลังงานไทย
นอกจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวอาชีพรับทุนต่างชาติมาค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว กิจกรรมที่ คปพ.ทำมาอย่างต่อเนื่อง ก็จัดอยู่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหวอาชีพ
พวกเขาต้องการมวลชนเพียงจำนวนหนึ่ง ที่เชื่อข้อมูลของเขาในระดับที่เรียกว่าเป็นสาวก ที่จะติดตามแกนนำไปในทุกกิจกรรมที่มีการนัดหมายล่วงหน้า
พวกเขา มีสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ ที่หนึ่งในแกนนำคปพ. คอยนั่งเขียนบทความป้อน ในประเด็นที่พวกเขาเคลื่อนไหว
พวกเขามีนักการเมืองอาชีพ และข้าราชการในบางองค์ที่คอยป้อนข้อมูลเอกสาร หรือช่วยพวกเขาขยายผล
พวกเขาสะกดจิตตัวเองว่าทำเพื่อชาติ เป็นตัวแทนประชาชน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเคลื่อนไหว นั้นตรงกันข้าม
พวกเขามีธงของการคัดค้าน เน้นไปที่การดิสเครดิตปตท. ซึ่งเป็นองค์กรที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่มากกว่า50% คำตอบจึงชัดอยู่ในการกระทำว่า ยิ่งพวกเขาดิสเครดิตปตท.เท่าไหร่ รัฐและประชาชนโดยรวมก็เปื้อนน้ำโคลนที่พวกเขาสาดเข้ามาเท่านั้น
วันที่15ก.พ. พวกเขาบอกว่า คปพ.มาที่ ปตท.เพื่อถามหาธรรมาภิบาล อยากจะรู้รายชื่อผู้มีอุปการคุณ ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นปตท.จำนวน25 ล้านหุ้น โดยตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะมีบรรดานักการเมืองได้ประโยชน์
พวกเขามาถามเรื่องที่ผ่านไป14ปี โดยที่อ้างว่าได้ข้อมูลมาจากอดีต ส.ว. คุณมาลีรัตน์ ก็เป็นพวกเดียวกัน การเปิดประเด็นเรื่องนี้ จึงน่าสงสัยว่าจะมีวาระอื่นซ่อนอยู่
ในขณะที่พวกเขาถามหาธรรมาภิบาล ปตท. พวกเขาก็ลืมส่องกระจกดูธรรมาภิบาล คปพ. ว่าประชาชนที่พวกเขาชอบอ้างว่าเป็นตัวเอง ยังไม่เคยรู่เรื่องราวการบริหารจัดการภายในของ คปพ.เลยว่า ได้เงินมาจากไหน ใช้จ่ายไปเท่าไหร่
คนที่มาชูป้ายถามหาธรรมาภิบาล ก็เป็นคนที่เพิ่งถูกศาลสั่งให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีบุกตึกเอ็นโก้
ประเด็นหุ้นปตท. ไม่ควรต้องสงสัยว่าใครจะเอาหุ้นไปเท่าไหร่ หรือจะฟันกำไร ในช่วงไอพีโอ เพราะราคาหุ้นที่เปิดตลาด มันเคยตกต่ำลงไปมากกว่าราคาไอพีโออยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นใครมีเงินก็สามารถที่จะไล่ซื้อไปถือไว้ได้
ถ้าราคาหุ้นมันพุ่งสูงขึ้นตลอด ไม่เคยตกลงมามากกว่าราคาไอพีโอเลยนี่สิ จึงจะมีเหตุผลที่จะ คปพ.จะไปไล่ดู ว่าใครถือหุ้นอยู่มากผิดปกติ และเป็นการได้มาอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่
การอาศัยจังหวะเคลื่อนไหวโดยมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง เขาเรียกว่านักเคลื่อนไหวอาชีพ #ความไม่รู้พลังงานไทย #นักเคลื่อนไหวอาชีพ

ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”

ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”
        นายคิมจองนัม พี่ชายของผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือถูกลอบสังหารอย่างเป็นปริศนา เผยให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของดินแดนโสมแดง โดยสื่อมวลชนญี่ปุ่นเคยรายงานเรื่องการฝึกฝนสายลับสาวเกาหลีเหนือที่ใช้ “เซ็กส์” เป็นอาวุธ
       
       นิตยสาร “ชูคัน ไทชู” ของญี่ปุ่น รายงานเรื่องราวของ “วอน จองฮวา” สาวเกาหลีเหนือวัย 34 ปีที่ถูกจับกุมโดยหน่วยงานความมั่นคงของเกาหลีใต้ในข้อหาสายลับ เปิดเผยการฝึกฝนสาวเกาหลีเหนือให้ใช้เซ็กส์เป็นเครื่องมือในการล้วงความลับ และลอบสังหารเป้าหมาย 
ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”
ทหารหญิงของเกาหลีเหนือบางส่วนถูกฝึกฝนเป็นสายลับ
        “วอน จองฮวา” ได้แทรกซึมเข้าไปในประเทศจีนตั้งแต่ปี 1999 เพื่อปฏิบัติการลักพาตัวชาวเกาหลีใต้และตามล่าชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์หนีออกนอกประเทศมากกว่า 100 คน
       
       ปี 2001 สายลับสาวโสมแดงได้เข้าไปในเกาหลีใต้โดยอาศัยการแต่งงาน และใช้เซ็กส์เพื่อล้วงความลับจากเจ้าหน้าที่ในกองทัพของเกาหลีใต้ และยังได้รายชื่อของคนที่ทรยศหักหลังรัฐบาลโสมแดงหนีมายังเกาหลีใต้อีกด้วย
       
       ไม่เพียงแต่ปฏิบัติการในจีนและเกาหลีใต้ เธอยังเข้าญี่ปุ่นโดยแต่งงานกับชายญี่ปุ่น 3 คนที่อาศัยอยู่ที่เมืองเซนได และทำให้เธอได้รับสิทธิ์พำนักถาวรในญี่ปุ่น เปิดทางให้เธอหาข่าวและรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่หลบหนีจากเกาหลีเหนือมาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น 
ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”
        สื่อมวลชนญี่ปุ่น รายงานว่า นายคิมจองอิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เริ่มฝึก “สายลับเซ็กส์สังหาร” โดยครูฝึกที่เป็นอดีตสายลับชาวจีนและโซเวียต หนึ่งในสายลับสาวที่โด่งดัง คือ “คิม ยอนฮี” ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุวางระเบิดสายการบินโคเรียน แอร์ไลน์
       
       “สายลับเซ็กส์สังหาร” ถูกฝึกฝนวิธีกามกิจโดยตำราโบราณของจีน ซึ่งว่ากันว่าสามารถทำให้คู่ขาหัวใจวายตายได้
       
       สายลับสาวเหล่านี้ยังอาจถูกส่งไปทำงานในซ่องที่โรมาเนีย เพื่อฝึกฝนเทคนิคทางเพศ และขัดเกลาให้พวกเธอรู้สึกเป็นเหมือนวัตถุทางเพศ เพื่อไม่ให้รู้สึกผิดจากจิตใต้สำนึก
       
       นอกจากนี้ ยังมีการจำลองเหตุการณ์ว่าถูกของหน่วยงานของฝ่ายตรงข้ามจับตัวได้ และถูกทรมาน เช่น ให้เปลือยกาย, ช็อตไฟฟ้า หรือใช้ของแหลมทิ่มแทง สายลับที่สามารถอดทนได้โดยไม่ปริปากเปิดเผยความลับ จึงผ่านการฝึกฝนได้ 
ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”
        เหยื่อของ “สายลับเซ็กส์สังหาร” มีทั้งเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้, นายทหาร รวมทั้งอดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิฮง เซไค ชิมบุน ที่ถูกจับตัวในเกาหลีเหนือเมื่อปี 1999
       
       สายลับสาวบางคนยังใช้โคเคนหรือยาเสพติดอย่างอื่นช่วยให้เหยื่อชายหนุ่มรู้สึกคึกคักยามปฏิบัติกามกิจ แต่พวกเธอจะใช้ยาป้องกันผลจากสารกระตุ้นไว้ล่วงหน้า
       
       รัฐบาลโสมแดงรู้ดีว่า ชายหนุ่มทั้งหลายล้วนพ่ายแพ้ต่อความยั่วยวนของอิสตรี ขณะที่กฎหมายความมั่นคงในญี่ปุ่นก็หละหลวม ทำให้บรรดา “สายลับเซ็กส์สังหาร” ใช้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในฐานปฏิบิตการเพื่อสืบข่าว รวมทั้งลอบสังหารเป้าหมายที่เป็นปฏิปักษ์กับอาณาจักรโสมแดง. 

ญี่ปุ่นเผย เกาหลีเหนือฝึกสายลับสาว “เซ็กซ์สังหาร”

ม.ล.รุ่งคุณ ซัด‘บิ๊กตู่’ทำลายแผ่นดิน-เหิมขู่กลุ่มค้านโรงไฟฟ้า อ้างเล่นสกปรกตั้งม็อบหนุน


จากกรณีวานนี้ (14 ก.พ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า ขอไม่ให้กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เคลื่อนไหวเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เนื่องจากผิดกฎหมายและจะถูกดำเนินคดีอีก
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร หรือ หม่อมโจ้ หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า
“ข้าจะเอาให้ได้ เพราะเดิมพันข้าสูง ข้าซื้อเหมืองไว้แล้วช่วงที่คนอื่นเขาไว้อาลัยกันอยู่ ราคาหุ้นขึ้นมาตั้ง 3 เท่าตัวก่อนข้าซื้อ ถ้าไม่ได้ทำแล้วใครจะซื้อสินค้า หุ้นดิ่งแน่ แล้วไหนจะค่าคอมฯ อภิมหาโปรเจ็กต์ขนาดหลายแสนบาทแบบนี้ มีค่าคอมฯ ตั้งเท่าไหร่” ม.ล.รุ่งคุณ กล่าว
และว่า “ทั้งที่เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตและสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ไปขู่จะจับประชาชน 3,500 คน ที่ได้ออกมาแสดงพลังต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากมีเคลื่อนไหวต่อที่ กทม. ตามที่เขาได้ประกาศไว้ ทั้งนี้ ในการขู่ ก็ได้บิดเบือนเอาว่าผู้คัดค้านอ้าง ‘ประชาธิปไตย’ จะให้เป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่ไม่ได้มีใครพูดถึง แต่สิ่งที่ทีเขาพูดถึงคือความเดือดร้อนของเขา ที่จะเกิดจากโครงการนี้ บิดเบือนเอาว่า ผู้คัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้า ให้ดูไม่มีเหตุมีผล ทั้งที่สิ่งที่เขาไม่เอาคือถ่านหิน บิดเบือนเอาว่าไฟไม่พอ ทั้งที่กำลังการผลิตเกินการใช้สูงสุดไปถึง 41% โดยมาตรฐานสากล (International Norm) คือ 15%”
ม.ล.รุ่งคุณ อ้างว่า “มีจดหมายทางราชการ ซึ่งได้มีการตรวจสอบถึงต้นตอแล้วว่าเป็นของจริง อ้างอิงคำสั่งนายกฯ สั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้ระดมมวลชนออกมาสนับสนุนโรงไฟฟ้า (ถ่านหิน-แต่ในจดหมายไม่บอกประเภทโรงไฟฟ้า) หมู่บ้านละ 20 คน รวมทุกอำเภอในกระบี่ 388 หมู่บ้าน ก็จะได้มากเกิน 7,000 คน ประมาณ 2 เท่าของผู้ที่ได้ออกมาคัดค้าน เพื่อที่จะเอาไปอ้างกันเมื่อประชุมพิจารณาตัดสินในวันที่ 17 ก.พ. นี้ ตามที่ได้ปักธงกันไว้แล้ว สรุปได้ว่าม็อบสนับสนุนถ่านหิน ก็คือม็อบจัดตั้งโดยรัฐบาลนั้นเอง ซึ่งก็อธิบายได้ดีว่าทำไมถึงมีขึ้นมาได้ เพราะจะมีมนุษย์ที่ไหนเดือดร้อนเพราะจะไม่ได้สูดดมสารพิษสารกัมมันตรังสีจากฝุ่นถ่านหิน ถึงขั้นออกมาชูป้าย หากยังมีสติสมบูรณ์ก็ย่อมไม่มีโดยธรรมชาติ”
และว่า “โสโครกสิ้นดีกับพฤติกรรมเหล่านี้ ซึ่งแสดงตนเองเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำความเดือดร้อนทารุณให้แก่ผู้อยู่ใต้การปกครองของตน เป็นศัตรูของประชาชนอย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากความเลวร้ายของโครงการแล้ว เป็นสร้างความแตกแยกให้ชาวกระบี่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แล้วยังจะลากข้าราชการซึ่งมีหน้าที่รับใช้ประชาชน ไปทำงานตามความประสงค์ส่วนตัวอีกตามเคย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะกระทำอยู่เป็นนิจ ใช้เครื่องบินและน้ำมันหลวงเฉียดล้านไปเปิดฝ่าย 7 พันบาท ซึ่งพังภายใน 1 สัปดาห์ตามสไตล์สติปัญญาของพวกตน ถามหน่อยสิ บริษัทของหลานชายคุณไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลย ไปก่อสร้างอะไรได้อย่างไร เกณฑ์ข้าราชการ กองทัพ เอาอุปกรณ์ของรัฐไปทำหรือ หรือว่าแค่กินหัวคิวจากงบของกองทัพ”
ม.ล.รุ่งคุณ กล่าวต่อว่า “เงินจากเกาะลึกลับที่โอนเข้าบัญชี 600 ล้าน ไม่ต้องอธิบายใช่ไหม ไม่ต้องอธิบายหรอก ก็มันเห็นอยู่แล้วจะต้องอธิบายทำไม นอกจากจะเห็นมีการต่อสัญญาโดยไม่มีการประมูล ซึ่งได้ให้ประโยชน์โดยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้เกี่ยวของนับหมื่นล้านไปแล้ว ยังเห็นเขามาเขียนนโยบายขับเคลื่อนประเทศโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็เห็นคุณเดินตามต้อยๆ โปรโมทให้ จึงไม่ต้องมาอธิบายหรอก มันไม่ใช่แค่โกงนะทุกวันนี้ แต่ยังจะเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนในการทำมาหากินของประชาชนทั่วสารทิศ ทำลายแผ่นดินเกิดของปู ย่า ตา ยาย ตัวเอง ถ่านหิน ระเบิดแม่น้ำ เหมืองแร่ต่างๆ ยึดที่ดินเกษตรกรไปประเคนให้ต่างชาติ โดยไม่แม้แต่จะคิดจัดสรรอะไรให้เขาเลย”
และว่า “วันที่ 17 ก.พ. นี้ เราจะไปเยี่ยมเยียนคุณ เข้าใจให้ถูกว่าเรายังไม่ได้ไปไล่คุณ เพียงแต่สิ่งที่คุณจะกระทำนั้นยอมไม่ได้แล้วจริงๆ ผมยังไม่อยากไล่คุณหรอก ผมอยากให้คุณอยู่จนมันพังโดยสมบูรณ์ใส่คุณ เมื่อถึงวันนั้นประชาชนคงเลิกทะเลาะกันเองและสามัคคีกันเพื่อที่จะขับไล่คุณ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการเพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาคุณก็ต้องรับกรรมของคุณอย่างสาสม”