PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”

 โดย...ศูนย์ข่าวภาคใต้
        
       --------------------------------------------------------------------------------
        
       ไม่น่าเชื่อว่าข่าวที่ควรจะเป็นข่าวใหญ่ และเป็นที่จับตาของสังคมวงกว้าง อย่างกรณีมีกลุ่มประชาชนนัดรวมตัวกันล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้ “ลุงตู่” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน 2 พื้นที่คือ ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กับที่ อ.เทพา จ.สงขลา จะถูกกลบเกลื่อนจนคลายมนต์ขลังลงไปมาก จากข่าวที่ “ลุงตู่” ในฐานะหัวหน้า คสช. จงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นด้วยการใช้ ม.44 ออกคำสั่งให้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปล้อมวัดพระธรรมกาย เพื่อควานหาตัวผู้ที่มีชื่อว่า พระธัมมชโย หรือพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
        
       แน่นอนว่าการไฟเขียวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการล้อมกรอบวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่คืนวันที่ 16 ก.พ.ต่อเนื่องมา ถือเป็นข่าวที่สนใจ และจับตาจากผู้คนทั้งประเทศ แต่เรื่องราวเหล่านี้ผู้คนจำนวนมากก็รับรู้ว่า ถูกเจือไปด้วยดรามา โดยยืนยันได้จากเคยเปิดปฏิบัติการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้งนั่นเอง
        
       ขณะที่ข่าวกลุ่มประชาชนจำนวนมากลุกฮือต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วนัดรวมตัวกันฟังคำตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 เรื่องราวนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เป็นปฏิบัติการที่ขึงขัง จริงจัง และผู้ชุมนุมก็พร้อมจะแลกด้วยอิสรภาพ รวมถึงเลือดเนื้อและชีวิต สิ่งนี้ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากใน 2 พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงคำแถลงข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุดของบิ๊กตู่เองด้วยที่ว่า
        
       “เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เตรียมเคลื่อนไหว ผมขอร้องอย่าเข้ามาเลย เดี๋ยวก็ผิดกฎหมาย ถูกดำเนินคดี จับกุม เพราะว่ามันห้ามการเคลื่อนไหวขณะนี้ มีอะไรก็พูดจาให้รู้เรื่อง และวันนี้ผมก็เห็นคนในพื้นที่มีความต้องการ ผมก็เลยสั่งการให้กับทางกระทรวงพลังงาน จัดการประชุมในวันที่ 17 ก.พ.2560 นี้ ว่าจะทำหรือไม่ทำ ฉะนั้น ก็อย่ามาเดินขบวนกันตอนนี้ เดี๋ยวก็มีปัญหาทางกฎหมายอีกนะครับ ผมเตือนไว้ก่อนนะ เพราะฉะนั้น การจะเดินขบวนอะไรนี้ขออนุญาตหรือยัง ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การชุมนุมที่มีอยู่แล้ว คำสั่ง คสช.ก็มี อะไรก็มี และนี่ปัญหาประเทศไทย กฎหมายมีทุกตัวก็ยังจะทำๆ ที่จริงเขาทำตามเดิม ที่เป็นเรื่องของถ่านหินนี่ มันเป็นเรื่องของตามแผนพีดีพีเดิม เขาตั้งไว้อยู่แล้ว”
        
       จากคำแถลงของนายกฯ ลุงตู่ นอกจากเป็นการเตือนแล้ว ยังมีนำเสียงข่มขู่อยู่ในที่นี้ด้วย ซึ่งเวลานี้ก็น่าจะเห็นกันแล้วว่า สถานการณ์เดินหน้าไปในทิศทางไหน อย่างไร
         
ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”
         
       อันที่จริงแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบนแผ่นดินด้ามขวาน ไม่ใช่เพิ่งจะมาเริ่มขึ้นในรัฐบาลลุงตู่ แต่มีมาแล้วหลายสิบปี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยปักหมุดมาแล้วในหลายจังหวัด ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ไล่เรียงลงมาสู่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล หรือแม้กระทั่งบนแผ่นดินไฟใต้อย่างที่ปัตตานี แต่สุดท้ายเวลานี้ต้องการปักหมุดให้ได้ที่กระบี่กับสงขลา
        
       นอกจากนี้ ทุกรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ล้วนดำเนินนโยบายหนุนเกื้อให้เกิดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งก็เป็นไปตามแต่สถานการณ์ในเวลานั้นๆ เอื้อให้ผลักดันได้ในระดับไหน เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินแม้จะเป็นที่พิสมัยของกลุ่มทุนทั้งไทยและเทศเป็นอย่างมาก แต่บรรดานักการเมืองที่ได้รับเลือดตั้งให้ได้ขึ้นมานั่งบัลลังก์ผู้กุมกลไกอำนาจรัฐ พวกเขาต่างล้วนยังต้องเงี่ยหูฟังเสียของประชาชน
        
       นี่เองจึงแผกต่างไปจากคณะนายทหารในนาม คสช.ที่ยึดอำนาจก้าวขึ้นมากุมบังเหียนรัฐบาลในห้วงเวลานี้ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งในส่วนของ คสช.และรัฐบาล ซึ่งมีผู้นำในชื่อเดียวกันคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้ทั้งนโยบายและทุกมาตรการหนุนเนืองให้แจ้งเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้มาโดยตลอด ซึ่งเวลานี้หากจะกล่าวว่าใช้ทั้งการตั้ง “สปริงบอร์ด” และติด “เทอร์โบ” ให้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่น่าจะเกินเลยอะไร
        
       ภาพที่การันตีในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ ตลอดเวลาเกือบ 3 ปีมานี้ แม้จะมีภาพของปฏิบัติการลับลวงพรางประกาศชะลอโครงการให้เห็นบ่อยครั้ง แต่กระบวนการเดินหน้าผลักดันสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งจากระบบราชการ ครม.และคณะกรรมการอิสระต่างๆ ก็กลับเดินหน้าไปอย่างไม่เคยสะดุด หรือหยุดลงแต่อย่างใด และไม่เพียงเท่านั้น ยังได้อาศัยอำนาจพิเศษ โดยเฉพาะการใช้ ม.44 ตามรัฐธรรมนูญออกคำสั่ง คสช.เปิดทางโล่งให้เดินหน้าได้ในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวข้ามมาตรการในเรื่องของผังเมือง รวมถึงไม่ต้องรอการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้ง EHIA และ EIA เป็นต้น
         
ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”
         
       ยิ่งเมื่อฟังคำพูดของบิ๊กตู่ตลอดช่วงเวลานั่งกุมบังเหียนอำนาจรัฐมาเกือบ 3 ปี โดยตัดเอาความรู้สึกต่างๆ ออกไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาการโวยวาย โกรธ โมโห หรือแม้แต่น้ำเสียงตระคอกและข่มขู่ แล้วจับเอาเฉพาะความระหว่างบรรทัด ก็ยิ่งสามารถทำความเข้าใจได้กระจ่างชัดยิ่งว่า โน้มเอียงไปในทางเร่งเครื่องให้โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถลงเสาเข็มให้ได้โดยเร็ว
        
       ทว่าหากเพ่งตามองให้ลึกซึ้งขึ้นหน่อย ใช้สายตาจ้องจับให้เห็นป่าทั้งป่า แล้วทำความเข้าใจต้นไม้แต่ละต้น มองให้เห็นภาพอดีต เชื่อมโยงถึงปัจจุบัน ซึ่งก็จะสามารถคาดการณ์ต่อไปในอนาคตได้ไม่ยากนัก เราก็จะพบข้อเท็จจริงที่ว่า ทำไมนายกฯ ลุงตู่และ ครม.ออกตัวกันแรงอย่างมากมายในเวลานี้
        
       โดยเฉพาะเพิ่งจะมีคำสั่งจากสำนักนายกฯ แจ้งไปยังรองนายกฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับกระทวงมหาดไทย อันนำไปสู่การสั่งการผ่านจังหวัด อำเภอ ลงไปจนถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เกณฑ์คนเข้าร่วมสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่และสงขลาอย่างเอิกเกริกนั้น ทั้งหมดทั้งปวงแล้วล้วนเป็นการปฏิบัติไปตามความต้องการของกลุ่มทุนนั่นเอง
        
       อย่างเมื่อเดือน ธ.ค.2559 ครม.ชุดนี้ก็เพิ่งจะอนุมัติให้บริษัทลูกของ กฟผ.ควักเงินสูงถึง 1.7 ล้านบาท ไปลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย ก่อนหน้าก็มีข่าวสะพัดว่า กลุ่มทุนใหญ่อย่างเหมืองบ้านปู อิตาเลียนไทย หรือแม้กระทั่ง ปตท.ก็ไปมีส่วนร่วมในหารลงทุนเหมืองถ่านหินไว้ที่อินโดนีเซียเช่นกัน มิพักต้องพูดถึงการที่นายทักษิณ ชินวัตร และคนในระบอบทักษิณ เคยมีภาพพัวพันการถือหุ้นเหมืองถ่านหินทั้งที่อินโดนีเซียและออสเตรเลีย
         
ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”
         
       ความจริงแล้วถ้าพิจารณาในภาพรวมก็จะเห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กระบี่และสงขลา ซึ่งถือเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เอามากๆ แล้วนั้น ต่างล้วนยังตั้งอยู่ล้อมรอบอยู่บนอภิมหาเมกะโปรเจกต์ของภาคใต้ที่เรียกว่า สะพานเศรษฐกิจหรือแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 ฝั่งอ่าวไทย กับท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่ฝั่งอันดามัน แล้วเชื่อมกันด้วยถนนมอเตอร์เวย์ ทางรถไฟสายอุตสาหกรรม พร้อมระบบท่อน้ำมันและท่อก๊าซ
        
       ทั้งนี้ทั้งนั้น โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะถูกประกอบขึ้นรองรับการเกิดของ “ศูนย์กลางพลังงานโลก” อันจะทำให้ภาคใต้เป็นฐานผลิต “อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” ขนาดใหญ่แห่งใหม่ของโลก แล้วนำมาสู่การขยับขยาย “นิคมอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค” กระจายแต่แผ่นดินด้ามขวานนั่นเอง
        
       ภาพความเป็นศูนย์กลางพลังงานโลกของไทยนี้ กลุ่มทุนโลกกบาลมองเห็นโอกาสในการลุงทุนบนแผ่นดินภาคใต้ของไทยแล้ว จึงได้เปิดปฏิบัติการเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนไทยผลักดันในเรื่องนี้ให้เป็นจริงโดยเร็วมาตลอด เมื่อเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานก็ย่อมเกี่ยวข้องกับการนำฟอสซิลมาใช้ขับเคลื่อนโดยตรง แต่น่าสังเกตที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกกำลังหันหลังให้กับพลังงานฟอสซิล แต่ไทยกลับสวนทางในเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า มีแต่ต้องเร่งรีบหาประโยชน์กับพลังงานฟอสซิลยุดสุดท้ายเท่านั้น
        
       จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมเวลานี้ กลุ่มทุนต้องจุดไฟลนก้นรัฐบาลทอปบู๊ตที่กุมกลไกอำนาจรัฐ ให้ต้องแสดงอาการออกตัวแรงในการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้

         
ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”
        
ไขปริศนา “ลุงตู่” ออกตัวแรงตั้งสปริงบอร์ด-ติดเทอร์โบ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”

โค่นมาเฟียลาว โดย : ประชา บูรพาวิถี

17022560 • โค่นมาเฟียลาว โดย : ประชา บูรพาวิถี
นับแต่จับกุม “ไซซะนะ แก้วพิมพา” ที่เมืองไทย ในสื่อสังคมออนไลน์ลาว ได้แสดงความเห็นกันมากมาย 
โดยพุ่งเป้าไปที่ตำรวจลาว ว่า ทำไมปล่อยเจ้าพ่อยาเสพติด “ไซซะนะ” ทำตัวเป็นเซเลบแถวหน้าอยู่ได้ตั้งหลายปี
ในที่สุด ตำรวจลาวได้เชิญนักข่าวมาฟังการแถลงข่าวใหญ่ โดย พลจัตวา ทองเหล็ก มังหม่อเมก หัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ ซึ่งมีการแถลงผลการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2560
ผลปรากฏว่า กรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด กรมตำรวจใหญ่ กระทรวงป้องกันความสงบ ได้ดำเนินการกวาดล้างขบวนการยาเสพติด ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ จับกุมผู้ต้องหาได้ 33 คน จาก 5 แก๊งยาเสพติด
ผลงานที่ทางตำรวจลาวภูมิใจมากที่สุด คือ การจับกุม “คอนปะสง สุกกะเสม” หรือ เซียงเทอ เจ้าพ่อยาเสพติดที่ใหญ่กว่าไซซะนะ แก้วพิมพา
“เซียงเทอ” ถูกตำรวจสกัดกั้นและต้านเสพติด จับกุมได้ที่แขวงคำม่วน ระหว่างการเดินทางไปงานแต่งงานที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560
“เซียงเทอ” หรือ “คอนปะสง” เป็นชาวเมืองขวา แขวงพงสาลี อพยพมาอยู่นครหลวงเวียงจันทน์ ตั้งแต่ปี 2533 เขาได้ลักลอบขนยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำ มากระจายสู่เอเย่นต์สองฝั่งโขง จนร่ำรวย และรู้จักมักคุ้นกับไซซะนะ
ความมั่งคั่งจากยาเสพติดได้ถูกฟอกเป็นโรงแรมคอนปะสง อยู่ที่เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ อันเป็นอัครสถานบันเทิงครบวงจร มีหญิงขายบริการด้วย
ตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินของ “เซียงเทอ” มูลค่ารวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท ได้แก่ บ้าน รถยนต์ และกิจการโรงแรม
นอกจากนี้ “เซียงเทอ” ยังมีกิจการค้าขายรถยนต์ และโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตำรวจลาว ได้ยึดทรัพย์สินเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท ได้แก่ บ้าน รถยนต์ และกิจการโรงแรม
การจับกุมเจ้าพ่อยาเสพติดที่ใหญ่กว่าไซซะนะ เป็นความร่วมมือของลาว-ไทย ในนามศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย
การแถลงข่าวครั้งนี้ คงทำให้ชาวลาวคลายข้อสงสัยว่า เหตุใดตำรวจลาว จึงไม่จับกุมเครือข่ายไซซะนะ

บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนา และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ

บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนา และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ
Fri, 2012-04-06 19:03
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม "ก้าวข้ามธุดงค์ธรรมชัย 2555 บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนาและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ"

อาจนับได้ว่า ประเด็นร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาช่วงเมษานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของความวาบหวิวของชุดว่ายน้ำในแฟชั่นประจำซัมเมอร์ แต่เป็นเรื่องที่อยู่แทบสุดขั้วตรงข้ามกัน นั่นก็คือ “ธุดงค์ธรรมชัย” ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากแคมเปญของวัดธรรมกาย เพื่ออัญเชิญรูปหล่อทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จากวัดธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี นำไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 2 – 6 เมษายน 2555[1] การยาตราครั้งนี้ได้แหวกเส้นทางสัญจรหลักใจกลางกรุงเทพฯ โดยผ่านถนนเส้นสำคัญดังนี้

ย่านปริมณฑล ปทุมธานี : ถนนคลองหลวง จากวัดธรรมกาย, ถนนพหลโยธิน, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, เซียร์ รังสิต,
ย่านกรุงเทพฯชั้นนอก : โรงเรียนนายเรืออากาศ, วงเวียนบางเขน, กองพลทหารราบที่ 11, เซ็นทรัลลาดพร้าว, จตุจักร, สะพานควาย, อนุสาวรีย์ชัยฯ
ย่านกรุงเทพฯชั้นใน : ถนนพญาไท, ถนนศรีอยุธยา, ถนนราชปรารภ, ถนนราชดำริ, เซ็นทรัลเวิลด์, ถนนพระราม 1, สยามพารากอน, มาบุญครอง, ถนนบรรทัดทอง, ถนนพระราม 4, ถนนมิตรภาพ ไทย – จีน, วัดไตรมิตร, ถนนเยาวราช, ถนนจักรวรรดิ, ถนนมหาไชย, ถนนเจริญกรุง, ถนนตรีเพชร
ย่านฝั่งธนบุรี : ถนนประชาธิปก, ถนนวงเวียนเล็ก, วงเวียนใหญ่, ถนนอินทรพิทักษ์, ถนนเทิดไท, ตลาดพลู, ถนนรัชมงคประสาธน์
ธุดงค์ธรรมชัย ณ ถนนเยาวราช ใจกลางย่านเศรษฐกิจคนจีน 5 เมษายน 2555

เข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้คนกรุงเดือดร้อนจนต้องออกปากเหน็บแนมจิกกัด หรือกระทั่งผรุสวาทผ่านสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค ก็คือ กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ทางสัญจรเส้นหลักของกรุงเทพฯ ถูกบีบลงทำให้กรุงเทพฯ แทบจะเป็นอัมพาต ผสมกับก่อนหน้านี้ในแคมเปญตักบาตรพระ 1 ล้านรูปตามจุดสำคัญต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงชื่อเสียงในทางไม่ค่อยดีของวันนี้ ทำให้ผลงานชิ้นนี้ของวัดธรรมกายตกเป็นเป้าโจมตีของสังคมอย่างหนัก

กรณีวัดธรรมกาย ถ้าจะถกเถียงไปให้ถึงที่สุดแล้ว ผู้เขียนมีคำถามว่า เราระแวง และหวาดกลัวกับเรื่องใดที่สุด สำหรับผู้เขียนแล้ว การโรยกลีบกุหลาบ, ทุนนิยมในศาสนา, ความโอเว่อร์เริดหรูอลังการในพิธีกรรม, การมุ่งเน้นเรื่องจิตวิญญาณ, การอธิบายกรรมแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน สวรรค์-นรก, การเลือกใช้พุทธศิลป์แบบใหม่ (ที่ถูกถากถางว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวบ้าง จานบินบ้าง) แม้กระทั่งหลักคำสอนที่ไม่เป็นไปตาม "สำนักมาตรฐาน" ก็ยังไม่ใช่ "ประเด็น" ที่น่าขบคิดนัก เพราะไม่ใช่เพียงวัดธรรมกายเท่านั้นที่มีปัญหากับประเด็นเหล่านี้

มหาวิหารแห่งการบริโภค การบริโภคเพื่อเข้าสู่พื้นที่ในอุดมคติ

เอาเข้าจริงแล้ววัดธรรมกายเป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของการบริโภคสมัยใหม่ทางด้านจิตวิญญาณ หรือใครจะเถียงว่า วัดพุทธทั่วๆไปในไทย ตำหนักเจ้าพ่อ ลัทธิเจ้าแม่ต่างๆ ไม่ได้ประยุกต์พิธีกรรม เพื่อการบริโภคทางจิตวิญญาณ เพียงแต่ว่า ที่ทำๆกันอยู่นั้น แต่ละเจ้าสามารถทำให้มันมี หรือไม่มีประสิทธิภาพได้มากกว่ากันเท่านั้น

วัดธรรมกายถือว่าเป็นชุมชนทางศาสนาที่ใหญ่โต และไม่ใช่ชุมชนของนักบวช พื้นที่อันมหาศาลรองรับการใช้งานของมวลชนที่เป็นฆราวาสอย่างเต็มที่[2] เทียบจากสิ่งก่อสร้างอย่าง สภาธรรมกายสากล (ปี 2539) ที่อ้างว่ารองรับคนได้ถึง 300,000 คน (มีชั้นใต้ดินเพื่อรองรับการจอดรถด้วย), มหาธรรมกายเจดีย์ (เริ่มสร้างปี 2538) ที่ประกอบด้วย “องค์พระธรรมกาย” ประจำตัวแต่ละคนจำนวน 1 ล้านองค์ มีที่นั่งรองรับสงฆ์ 10,000 รูป และลานธรรมต่อเนื่องจากเจดีย์รองรับคนได้ 400,000 คน และล่าสุดคือ มหารัตนวิหารคด (ปี 2547) ที่จุคนได้ 600,000 คน ดังนั้นเฉพาะบริเวณเจดีย์และมหารัตนวิหารคด รองรับคนได้ประมาณ 1 ล้านคน[3] ทั้งนี้ยิ่งสื่อให้เห็นชัดว่า สิ่งก่อสร้างดังกล่าวล้วนรองรับการดำรงอยู่ของตัวตนของมวลชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในทางกายภาพ หรือในทางจิตวิญญาณ

การบริโภคทางจิตวิญญาณของวัดธรรมกาย มีการจัดการ มีการเซ็ตติ้ง มีโปรแกรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อทำให้มวลชนได้สร้างความผูกพันอยู่กับวัด โดยมีเมนูที่หลากหลาย และไม่ได้บังคับกะเกณฑ์ให้ใครต้องบรรลุอะไร แต่จะมีแรงจูงใจตามลำดับขั้น แกนกลางของวัดผูกอยู่กับ 3 ประเด็นสำคัญ นั่นคือ พระพุทธเจ้า, วิชชาธรรมกาย (ที่เชื่อกันว่า ได้หายไปจากไตรปิฎก หลวงพ่อสด วัดปากน้ำเป็นผู้ค้นพบและได้ถ่ายทอดมาจนเป็นต้นกำเนิดของวัดธรรมกาย) และปูชนียบุคคล ได้แก่ หลวงพ่อสด จันทสโร, ยายจันทร์ ขนนกยูง, พระไชยบูลย์ ธัมมชโย

โครงการใหญ่น้อยจำนวนมากที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างถาวรวัตถุ, โครงการกิจกรรมรณรงค์ที่เจาะเป้าหมายทุกกลุ่มตั้งแต่เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย และคนทั่วไปในระดับมวลชน เช่น โครงการเด็กดี V-Star (เริ่ม 2553), โครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน 1 ล้านคน (2554), โครงการอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน 1 แสนรูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย (2555) ฯลฯ ล่าสุดคือ การตักบาตรพระ 1 ล้านรูป 77 จังหวัด ทุกวัดทั่วไทย ซึ่งมิได้เป็นการกระจุกตัวอยู่ที่วัดเท่านั้น แต่ยังได้กระจายตัวออกไปทั่วประเทศตามหน่วยกัลยาณมิตรที่กระจายอยู่

นอกจากมิติการบริโภคแล้ว เราจะเห็นได้ว่า นี่คือการเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนกลุ่มใหญ่ได้มามีกิจกรรมและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน เป็นชุมชนในจินตนาการหนึ่งที่สงบสุข ร่มเย็น และเป็นที่พึ่งทางใจ
ชุมชนในจินตนาการของชาววัดธรรมกาย พื้นที่มหารัตนวิหารคดและมหาธรรมกายเจดีย์ว่ากันว่ารองรับได้ถึง 1 ล้านคน

ธุดงค์ธรรมชัย
อันที่จริงโครงการดังกล่าว เริ่มมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554[4] ชื่อเต็มๆตอนนั้นก็คือ “โครงการธุดงค์ธรรมชัย สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย” โดยวัตถุประสงค์ครั้งนั้นผูกโยงอยู่กับภัยน้ำท่วมด้วย นั่นคือ “เพื่อฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัย และสร้างสิริมงคลให้แผ่นดิน” โดยพื้นที่ก็คือ เขตพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 จังหวัด ได้แก่ อยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, ปทุมธานี, นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมระยะทาง 356.6 กิโลเมตร ภายใต้ไอเดียว่า

“มหาอุทกภัย พ.ศ.2554 นี้ได้ทำความเสียหายเดือนร้อนกับพี่น้องชาวไทยอย่างมาก เพื่อขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย ให้หมดไป คณะพระธุดงค์ธรรมชัย ซึ่งล้วนเป็นพระนักปฏิบัติธรรม จึงได้ตั้งใจเดินธุดงค์ธรรมชัยตามแบบอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อฟื้นฟูจิตใจชาวไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมและเป็นการสร้างสิริมงคลให้แผ่นดินไทย”

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงการให้เชื่อมโยงกับบริบทและสถานการณ์สังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านสู่เดือนมกราคม 2555 ธุดงค์ธรรมชัย ก็ปรับตัวและแทรกความหมายใหม่ในโครงการเดิม โดยปรับเปลี่ยนเป็น โครงการเดินธุดงค์ธรรมชัย สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ 6 จังหวัด – 365 กิโลเมตร รับปี พ.ศ.2555 “ปัดเป่าผองภัย – สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน” ซึ่งเริ่มออกเดินธุดงค์จากวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 มกราคม[5]

การอ้างถึง มหาปูชะนียาจารย์นี้ ก็เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาธรรมแด่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และ 6 จังหวัดที่ว่า ก็คือ สถานที่สำคัญในชีวิตของหลวงปู่ได้แก่ สถานที่เกิด ณ สุพรรณบุรี , วัดสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ที่บวช, วัดโบสถ์บน บางคูเวียง นนทบุรี ที่บรรลุธรรม, วัดบางปลา นครปฐม ที่แสดงธรรมครั้งแรก (และยังแวะไปรวมตัวกันที่พุทธมณฑลอีกด้วย แต่ไม่นับว่าอยู่ในอนุสรณ์สถาน), วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ณ วัดแห่งนี้ คือ สถานที่อ้างว่าได้ทำวิชชาปราบมารจนกระทั่งมรณภาพ และอนุสรณ์สถานแห่งสุดท้ายคือ วัดธรรมกาย ในฐานะเป็นสถานที่สืบสาน “มโนปณิธาน” [6] หรืออาจกล่าวได้ว่า นั่นคือ สังเวชนียสถานทั้ง 6 ของมหาปูชนียาจารย์นั่นเอง

นั่นคือ ธุดงค์เฟสแรก ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แต่ใน เฟสที่สอง หลังจากกรุยเส้นทางทั้ง 6 แล้ว ธุดงค์ธรรมชัย ได้มุ่งเป้าไปที่การอัญเชิญ “รูปหล่อทองคำ” ของหลวงปู่สดจากวัดธรรมกายไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในวันที่ 2-6 เมษายน 2555

ทั้งที่ความยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนของโครงการนี้เป็นเพียงหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจคท์ที่วัด
ธรรมกายเคยผ่านมา เพียงแต่งานนี้วัดธรรมกายได้ “บุกเข้ามา” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง อาการเจาะทะลวงเข้ามาเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนกระหวัดถึงคราวที่เหล่าเสื้อแดงระดมพลมหาศาล “เข้ากรุง” ในช่วงปี 2553 และเจาะลึกเข้าไปถึงที่ใจกลางเมืองได้เช่นเดียวกัน และผลก็เป็นอย่างที่ทราบกันดีนั้นเองว่า ท่าทีรังเกียจและปฏิเสธเสื้อแดงของคนกรุงเทพฯชั้นใน ไปกันได้ดีกับคำสั่งฆ่าและความตายของคนแปลกหน้าต่อพวกเขา ขณะที่ธุดงค์ธรรมชัยของวัดธรรมกายเป็นที่ล้อเลียน ก่นด่า และสาปแช่งของผู้ต่อต้านอย่างแจ่มชัด

ธุดงค์ธรรมชัย เพื่อขับเน้นมหาปูชะนียาจารย์ หลวงปู่สด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ

ตัวตนวัดธรรมกาย กับ ตัวตนทางอุดมการณ์การเมือง

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า "ความหมั่นไส้" วัดธรรมกาย มีที่มาจากชนชั้นกลางในกรุงฯ ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่า มาจาก ผู้ที่มีสังกัดในสายปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย ได้แก่ เหล่าชาวพุทธลูกศิษย์พระป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระในสายธรรมยุติฯ (ซึ่งในวงการก็รู้กันดีว่า เหล่าธรรมยุติฯ ดูถูกวัตรปฏิบัติของพระมหานิกาย ยังไม่นับว่ามีความคิดที่แบ่งชนชั้นกัน โดยธรรมยุติฯ ได้ยกตนเหนือว่าเหนือกว่า มหานิกายอยู่เนืองๆ) หรือว่าจะเป็น ลูกศิษย์พระ "ดี" อย่าง พุทธทาส, พระพรหมคุณาภรณ์ ที่ได้ทำการตีตราบาปธรรมกายว่า ละเมิดคำสอนว่าด้วย อัตตา-อนัตตา อันถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ในอีกด้านก็คือ เหล่าลูกศิษย์พระ "เคร่ง" อย่างสายสันติอโศก ดังนั้นชาววัดธรรมกายจึงเป็น “คนนอก” ในสายตาของคนเหล่านี้

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายตรงข้ามวัดธรรมกายอีกกลุ่มใหญ่ ยังอาจเป็นพวกที่ไม่สังกัดนับถือกลุ่มพระที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย เหตุเนื่องจากความรังเกียจ และความโกรธแค้นต่อทักษิณ ชินวัตร หลายคนคงพอทราบแล้วว่า ทักษิณแสดงออกต่อที่สาธารณะด้วยการปรากฏกายในวัดนี้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2551 และยังไปปรากฏตัวในวัดธรรมกาย สาขาต่างประเทศอีก จึงทำให้ภาพวัดธรรมกายกับทักษิณ ชินวัตร ซ้อนทับกันอย่างติดแน่น

ชาววัดธรรมกาย จึงกลายเป็น "คนชายขอบส่วนมาก" ในสังคมชาวพุทธไทย อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า มีชะตากรรมคล้ายกับชาวเสื้อแดงอีกด้วย นั่นคือ พวกเขาไม่กล้าแสดงตัวในที่สาธารณะอย่างประเจิดประเจ้อ เนื่องจากภาพลักษณ์ "ความเป็นธรรมกาย" ที่ถูกประณาม และถูกดูถูกดูแคลนเสมอมาว่า เป็นพวกโง่งมงายในลัทธิ พวกไม่รู้จักพุทธศาสนา ฯลฯ

ทักษิณ ชินวัตร ไปร่วมงานวันวิสาขบูชา ที่ วัดธรรมกาย วันที่ 19 พฤษภาคม 2551

วัดธรรมกายในฐานะ วัดที่ถูกตั้งคำถาม ถูกล้อเลียนมากที่สุด

ตามปกติแล้วในสังคมไทยและสื่อมวลชนมักจะประณาม พระสงฆ์ที่ผิดวินัยเป็นตัวบุคคลไป ไม่กล้าที่จะแตะต้องสถาบันมากนัก โดยเฉพาะหลังกรณีพระดังอย่าง สมีเจี๊ยบ (2532) พระนิกร (2533) พระยันตระ (2537) ภาวนาพุทโธ (2538) พระอิสระมุนี (2544) ที่เป็นอดีตพระดัง คนขึ้นคนศรัทธามากมาย ส่วนใหญ่พระเหล่านี้เสียท่าเพราะเรื่องเฉพาะบุคคลอย่างเรื่องกามารมณ์

แต่กรณีสันติอโศก และวัดธรรมกายนั้นต่างออกไป เพราะนั่นคือ ความขัดแย้งและลักลั่นในเชิงสถาบันที่พ้นไปจากการละเมิดวินัยล้วนๆ สันติอโศกแม้จะถูกพิพากษาว่าผิดในฐานอวดธรรมที่ตนไม่มี กลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวกับอำนาจรัฐ และมหาเถรสมาคม จนถึงกับแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทย ถึงวันนี้ก็พิสูจน์ตนว่า อยู่รอดมาเป็นพลังทางการเมืองขั้วหนึ่งด้วยซ้ำ แต่วัดธรรมกายต่างออกไป สถาบันนี้เลือกที่จะประนีประนอมกับรัฐ และก้มหน้าก้มตาทำงาน แม้จะมีความขัดแย้งหลายประเด็นกับสื่อมวลชนที่ถูกจับผิดเรื่องพระวินัยของเจ้าอาวาส และกลุ่มนักวิชาการด้านศาสนาในหัวใจคำสอนเรื่องอัตตา-อนัตตา ขณะที่การเติบโตของวัดพร้อมไปกับจำนวนเงินมหาศาลที่สะพัดอยู่ และยังก่อให้เกิดกิจกรรมศาสนาแบบใหม่และแหวกแนวจากขนบเดิม สิ่งที่ไม่ลงรอยกับของเดิม ทำให้กลายเป็นที่กังขาและในเวลาต่อมาวัดแห่งนี้ได้ถูกเพ่งเล็ง จนกลายเป็นว่า วัดนี้มีลักษณะที่แปลกแยก บ้าๆบอๆ และถูกหัวเราะเยาะ

แน่นอนว่า ความเป็นสถาบันของวัดธรรมกายที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการผลิตความหมายใหม่ๆขึ้นเพื่ออธิบายและสร้างตัวตนขึ้นมา ซึ่งชุดความหมายนี้ได้สื่อสารและสร้างชุดความสัมพันธ์ของวัดกับทั้งเหล่าลูกศิษย์ และกับสังคมภายนอก ในด้านหนึ่ง “ความเป็นวัดธรรมกาย” ถูกจดจำและเล่าซ้ำในความแปลกแยกจากสังคมไปในเวลาเดียวกัน

เรื่องเล่าที่เป็นที่ร่ำลือกันทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านธรรมกาย นั่นคือ ว่าด้วย “ยายจันทร์ ปัดระเบิด” ในหนังสือ กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้ยายจันทร์ ขนนกยูง ปัดระเบิดนิวเคลียร์ ถึงขนาดเล่าลือกันว่า มีคนเห็นร่างแม่ชีลอยอยู่เหนือสะพานพุทธฯ[7] อันที่จริงเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้นก็มีเล่ากันอยู่ในวัดและศาสนสถานจำนวนมาก แต่ที่น่าสังเกตคือว่า ไฉนวัดธรรมกายถึงถูกจับผิดและล้อเลียนอยู่ร่ำไป

ในฐานะของภาษาและชุดคำแบบใหม่ หากเทียบกับ สันติอโศกแล้ว ทั้งคู่ถือได้ว่าประดิษฐ์รูปคำใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในด้านหนึ่งสันติอโศกมุ่งเน้นภาษาเรียบง่ายและพุ่งเป้าไปที่การลด ละ เลิกในเชิงวัตถุ ที่ให้ความรู้สึกเคร่งครัดในการใช้ชีวิต เราจะได้ยินคำว่า “บุญนิยม” เป็นคำเด่นที่สุดที่เป็นคำเพื่อใช้เป็นคู่ตรงข้ามกับ “ทุนนิยม” แต่ที่เป็นที่สังเกตที่สุดก็คือ การเปลี่ยนชื่อของสมาชิก เช่น สมณะ ขยะขยัน สรณีโย, สมณะ ชนะผี ชิตมาโร, สมณะ ซาบซึ้ง สิริเตโช, นายตายแน่ มุ่งมาจน, นางจนแน่ มุ่งมาตาย ฯลฯ ขณะที่วัดธรรมกายได้ประดิษฐ์คำที่ให้ความหมายถึง การให้ความหวัง ความรุ่งเรือง โชคลาภ กระทั่งชีวิตเหนือโลกแฟนตาซี โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตน การให้ความหมายดังกล่าว ได้แก่ พระรุ่นดูดทรัพย์, อนุบาลฝันในฝันวิทยา, กฐินบรมจักรพรรดิ, ต้นบุญต้นแบบ, สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เฟสสอง ฯลฯ

นอกจากนั้น ยังมีการพยายามสร้างคำอธิบายระบบผลกรรมขึ้นใหม่ แน่นอนว่ายังอยู่ในกรอบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดยเฉพาะการทำดีที่เน้นเป็นพิเศษถึง อานิสงส์ของ ทาน ศีล ภาวนา นอกจากการนั่งสมาธิแบบวิชชาธรรมกายอันที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว การถวายทานมหาศาลที่ให้อานิสงส์ใหญ่หลวงก็เป็นการถูกนำมาเน้นย้ำ ซึ่งอานิสงส์นี้ได้เชื่อมความสัมพันธ์ไปยังรูปแบบสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย

รายการโทรทัศน์ “อนุบาลฝันในฝันวิทยา” ที่ทำการเล่าโดยเจ้าอาวาส
มีการให้ความหมายกรรมแบบใหม่ที่เชื่อมโยงอานิสงส์จากการทำบุญกับวัด
มหาธรรมกายเจดีย์ขนาดมโหฬารที่มีความต้องการที่จะสร้างให้มีอายุถึง 1 พันปี เป็นรูปแบบที่ปรับมาจาก สถูปสาญจี อันนับเป็นเจดีย์แห่งแรกในพุทธศาสนา โดยเฉพาะในรูปทรงครึ่งวงกลม สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้มีการลดทอนรายละเอียด จนเหลือฟอร์มกึ่งบริสุทธิ์นั่นคือ ทรงกลมและกรวยฐานแผ่ที่ผนึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ฟอร์มที่เรียบง่ายและใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ ไม่ค่อยปรากฏมาก่อนในสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีต ทั้งยังมีลักษณะคล้ายยานอวกาศ ความแปลกแยกดังกล่าวจึงถูกเรียกอย่างล้อเลียนว่า “จานบิน” (สำหรับท่านที่เข้าวัดป่าสายธรรมยุติฯ ท่านจะเห็นฟอร์มของสถาปัตยกรรมที่แปลกและแหวกแนวไม่แพ้กัน แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้คงไม่ได้อยู่ที่ว่าฟอร์มแปลกประหลาดแค่ไหน แต่อาจอยู่ที่ว่า ใครเป็นคนสร้างมากกว่า)
องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมต่างๆ ที่เข้าใจว่าวัดต้องการเสริมสร้างความยิ่งใหญ่ให้สมกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ แต่การนำ “ศิลปะไทย” ที่ถูกรับใช้ด้วยลายกนก อาจไม่ใช่ไวยากรณ์ของศิลปะที่จะรับใช้สังคมใหม่นี้อีกต่อไป เราจึงเห็นรูปลักษณ์ของศิลปะแปลกตา เช่น การออกแบบธงทิวที่หลายคนนำไปเปรียบเปรยกับอินทรีเหล็กและตราสวัสดิกะของนาซีเยอรมัน, การตกแต่งประดับประดาเยี่ยงพระนางคลีโอพัตราในขบวนแห่ผ้ากฐิน ที่ฮือฮาก็คือ แคตาล็อก “มนต์เสน่ห์แห่งสวรรค์” ที่นำเสนอภาพความมั่งคั่งของคนบนสวรรค์ ที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับนานา อันเนื่องมาจากผลบุญที่เคยสั่งสมไว้ ไม่ว่าจะเป็น “สร้อยเส้นบะหมี่ทองคำตะเกียบฝังเพชร” เกิดจากบุญที่เคยทำทานด้วยบะหมี่, “สร้อยส้มตำปู ส้มตำไทย” แน่นอนว่าเกิดจากการถวายส้มตำ, แหวนไก่ผงาด จากการถวายไก่ย่าง เป็นต้น
สร้อยส้มตำปู ส้มตำไทย เกิดจากบุญถวายส้มตำ การแปรความหมายใหม่ของอานิสงส์ในการทำบุญ
ที่ย้อนแย้งและตลกร้าย ก็คือ การที่ โน้ต อุดม แต้พานิช ศิลปินตลก ถูกขุดขึ้นมาประจานในนามสาวกของธรรมกายที่ร่วมโปรยกุหลาบในงานธุดงค์นี้ด้วย[8] โน้ต เป็นศิลปินตลกที่มีชื่อเสียงในการนำเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันมาล้อเลียน เสียดสี เรียกเสียงหัวเราะ หลายมุกของเขาเป็นเสียงหัวเราะที่กระชากมาจากการยั่วล้อความเป็น “คนนอก” ในสังคม แต่คราวนี้โน้ต กลายเป็น “คนนอก” ที่ถูกพิพากษานั้นเสียเอง
สำหรับผู้เขียนเอง ในขณะที่วัดธรรมกายถูกตั้งข้อสงสัย ถูกตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยสังคมกระแสหลัก แต่ยังมีวัดและสถาบันสงฆ์อีกจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่มืด ไร้การสอดส่อง ไร้การตรวจสอบในระดับที่หนักหน่วงเท่ากัน ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีเป็นการเลือกโจมตีที่ “ตัวบุคคล” หรือ “ฝักฝ่าย” มากกว่าจะลงไปที่หลักการ ที่ต้องประยุกต์ใช้ได้กับทุกฟากฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพระสายวัดป่า หรือพระที่ “ดูน่าเชื่อถือ” รูปอื่นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า ขณะที่เราวิจารณ์ธรรมกายได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่เราต้องหุบปากเมื่อเจอพระบางรูป วัดบางแห่ง หรือกระทั่งเป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อมีคนเห็นต่างมาวิจารณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา

โน้ต อุดม แต้พานิช โดนจัดหนักผ่านเฟซบุ๊ค
พุทธเถรวาทกับการครองครองปริมณฑลรัฐ
สิ่งที่ต้องใช้ความคิดมากไปกว่าการด่าทอ และเสียดสีธรรมกาย ก็คือ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของ สังคมการเมือง การใช้อำนาจในยุคที่หายใจเข้าออกเป็นคำว่าศีลธรรมอันเป็นพลังอนุรักษ์นิยมที่ขยายตัวอย่างสูงหลังรัฐประหาร 2549 สถาบันอนุรักษ์นิยม และสถาบันพุทธศาสนา พยายามสถาปนาอำนาจเหนือรัฐ โดยอาศัยสถานภาพของตนที่ดู "ไม่เป็นการเมือง" เข้ามายุ่งในพื้นที่ทางโลกย์มีหลายระดับ
ตั้งแต่การสั่งสอนทางศีลธรรมง่ายๆ ก้าวล่วงไปถึงการเบลอบุหรี่ เหล้า เบียร์ออกไปจากทีวี อาการคลั่งดังกล่าวได้ขยับระดับไปเป็นเรื่องชวนหัวร่อของคนทั่วโลก เมื่อทีวีตัดสินใจเบลอหัวนมชิซูกะ (หัวนมเด็กหญิงพอเข้าใจได้) และหัวนมซุนหงอฮัง (เด็กผู้ชายนี่นะ!) แต่นั่นก็ยังไม่ชวนขมวดคิ้วเท่ากับ การล่วงล้ำอาณาบริเวณทางโลกย์ในนามพระสงฆ์ เราอาจพอจะจำกันได้ถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเพื่อไทยกับลูกศิษย์ หลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ข้อถกเถียงคือ ฝ่ายลูกศิษย์ไม่ยอมให้รัฐนำทองที่หลวงตาบริจาคเป็นเงินทุนสำรองของประเทศไปใช้ประโยชน์ ตามที่ตัวเองเชื่อกันว่ารัฐบาลคิดไม่ซื่อกับเงินก้อนนี้แน่ๆ ดังนั้น จึงกลายเป็นว่า การบริจาคเงินให้เข้าไปอยู่ในอำนาจของรัฐในนามของกลุ่มก้อนทางศีลธรรม ในที่สุดก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในนามของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยหนึ่งของประชาชน[9] ยกเว้นเสียแต่ว่า รัฐบาลนั้น หรือคนเอาเงินไปใช้ “น่าเชื่อถือ” มากพอในสายตาของผู้ให้บริจาค
หลวงตามหาบัวกำลังทำพิธีเพื่อส่งทองคำเข้าคลังหลวง
จาก "โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"
แม้จะเป็นพระรูปใดก็แล้วแต่ พวกเขาได้มีบทบาทครอบงำรัฐทางโลกย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยตัวของพวกเขาเอง และผ่านปากฆราวาสที่อวดอ้างศีลธรรมความดีงาม ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง, กองเซ็นเซอร์, ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม, ข้าราชการเกษียณอายุ ฯลฯ
แต่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นสำหรับผู้เขียนที่สุดก็คือ การผนึกแนบเป็นส่วนหนึ่งของรัฐผ่านกลไกทางกฎหมาย สิ่งที่ยังหลอกหลอนผู้เขียนอยู่ก็คือ แคมเปญรณรงค์ผลักดันให้ประเทศไทยบรรจุข้อความว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ยัดลงในรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านั้นจะนำไปสู่การเข้าไปสู่สถานะของรัฐที่มียุ่งยากซับซ้อนไปอีกในความเป็นรัฐทางโลก หรือรัฐทางศาสนา ที่จะท้อนออกทาง ด้วยมาตรฐานทางศาสนาและศีลธรรม แน่นอนว่ามันจะพร้อมกับการกำกับทางกฎหมายเป็นแน่
ยกแรกของสงครามศีลธรรม เบียร์ช้างถึงกับม้วนเสื่อ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถึงความเป็น “การเมือง” ในนามของเหล่านักศีลธรรมที่พยายามทำให้รัฐไทยกลายเป็นรัฐทางศาสนาและศีลธรรม เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ ไม่เชื่อในอิสรภาพและเสรีภาพ แต่จงรักภักดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจดจ่อเพ่งโทษกับความโง่เขลาและความผิดบาปของมนุษย์
ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงมีหน้าที่ที่จะอุดรอยรั่วอันชั่วร้ายให้มนุษย์โลกปลอดพ้นจากอบายมุข แคมเปญสำคัญที่ถือเป็นกรณีตัวอย่างก็คือ การรณรงค์ต่อต้าน และคัดค้านการที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ (เบียร์ช้าง) จดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2551 การเคลื่อนไหวคราวนั้นทำให้เราเห็นถึงความร่วมมือกันหลวมๆ ของกลุ่มลุ่มหลงศีลธรรมดังกล่าวไม่ว่าจะเป็น มวลชนจากวัดธรรมกาย, สันติอโศก, จำลอง ศรีเมือง, พระพยอม กัลยาโณ และองค์กรกว่า 264 องค์กร พลังดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับตลาดหลักทรัพย์และรัฐบาล จนสามารถล้มช้างได้ สาระสำคัญของการต้านไทยเบฟเวอเรจ คงอยู่ที่ความหวาดระแวงอย่างประสาทว่า สังคมจะล่มสลาย หากปล่อยให้ทุนนิยมสามานย์เหล่านี้เติบโต เด็กจะถูกเบียดบี้ด้วยอบายมุขที่กำลังจะตามมา และสังคมไทยก็คงล่มสลาย สังเกตได้จากคำกล่าวนี้
“ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นธุรกิจที่ทำร้ายผู้คน ทำลายสังคม ไม่ควรสนับสนุนอยู่แล้ว ที่สำคัญตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นองค์กรแถวหน้าของประเทศในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาเสียหายด้วยธุรกิจบาป เพราะมันคงไม่ต่างอะไรกับการจับมือกันทำลายสังคม ทำร้ายลูกหลานไทย อย่างเลือดเย็น
เครือข่ายฯ เตรียมที่จะยื่นหนังสือคัดค้านการขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ของธุรกิจเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิด และ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าที่ทำการบริษัทไทยเบฟด้วย โดยเราจะผนึกกำลังกับองค์กรศาสนา องค์กรครอบครัว เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันเคลื่อนไหวใหญ่ ในทุกรูปแบบ เพื่อหยุดยั้งขบวนการบาปเหล่านี้ให้ถึงที่สุด ลองคิดดูว่าหากน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ต่อไป ธุรกิจหวย ซ่อง บ่อน ก็คงตามมา” [10]
ม็อบศีลธรรมต้านเบียร์ช้าง
กฎหมายหมิ่นศาสนา ร่างโดย สนช. 2550 โทษร้ายแรงกว่า มาตรา 112
การก้าวเข้ามามีอำนาจทางโลกย์นั้นของฝ่ายลุ่มหลงศีลธรรม อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถทำได้ถนัด หากไม่มีกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญ การใช้กฎหมายควบคุมประชาชน เป็นกลไกของรัฐที่ถูกนำมาใช้ในทุกยุคสมัย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาศาสนาในสังคมไทยไม่ได้ใช้กาต่อรองอำนาจผ่านช่องทางนี้มากนัก ที่น่าตระหนกอย่างยิ่งก็คือ แรงปฏิกิริยาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มุ่งจะ “รักษา” พุทธศาสนาอย่างมืดบอด นั่นก็คือการปิดปาก การห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยตัวบทกฎหมาย สิ่งนั้นคือ ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .. ที่เสนอโดย เสนอโดย ปรีชา โรจนเสน ยศพลเอก สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะ รวม 180 คน เมื่อปี 2550[11] กฎหมายนี้ได้บรรจุมาตราที่น่าขนลุกขนพอง อันสะกดเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอยู่หมัด นั่นก็คือ
มาตรา 9 การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้
มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับพระศาสดาและศาสนธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 22 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
ผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ตลอดจนผู้ชักจูง จัดหา หรือจ้างวาน ให้มีการร่วมประเวณีดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
มาตรา 9 เป็นการวางความผิดไว้อย่างกว้างขวาง และสามารถตีความเข้ารกเข้าพงได้ง่าย นั่นหมายความว่า
บทลงโทษยังถือว่า มากกว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้แค่ปัญหาจากกฎหมายมาตรา 112 เองยังให้โทษและส่งผลต่อการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างลึกซึ้งแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยิ่งจะปิดพื้นที่การถกเถียงให้น้อยลงไปอีก
หากกฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง ก็อาจนับได้ว่าเป็นหายนะของเสรีภาพของการแสดงออกทางความคิดเห็นในวงการศาสนา ที่น่าตกใจก็คือ แม้ร่างจะถูกเสนอตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัจจุบันมันยังอยู่ในกระบวนการ ไม่หายไปไหน
ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมาย จากข่าววันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 มีสาระว่า ประกอบ จิรกิติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับ ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักพุทธฯ แสดงข้อคิดเห็นกลับมา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในการบรรจุในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป [12]
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?
วัดธรรมกาย กับหัวใจในการครองพื้นที่รัฐ
วัดธรรมกายขณะนี้มีเครือข่ายที่กว้างขวาง มีการจัดการและเทคโนโลยีที่แน่นปึ้ก ทั้งยังมีเส้นสายทั้งฝ่ายพระ เถรสมาคม ฝ่ายพระสงฆ์หัวเมือง และฝ่ายโลกย์อย่างพรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง รวมไปถึงนายทุนใหญ่ระดับมหาเศรษฐีติดอันดับของประเทศ ความเหนียวแน่นและแข็งแกร่งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเลยว่า หากปล่อยให้ศาสนาผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐแล้ว ไม่สิ หากปล่อยให้ศาสนามีบทบาทในการควบคุมรัฐแล้ว
สิ่งที่พระและนักศีลธรรมมืออาชีพทั้งหลายจะทำคืออะไร?
อะไรคือสิ่งที่เกิดต่อเนื่องจากนี้?
นั่นอาจเป็นเรื่องที่ไกลตัวไปหากเราจะขบคิดกันในตอนนี้ แต่ลองจินตนาการในเวลาอันใกล้นี้ดูเถิดว่า หากร่างกฎหมายหมิ่นศาสนาฯ ถูกผลักดันจนผ่านรัฐสภาและประกาศใช้แล้ว อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อทางพุทธ ดังที่เราเคยกระทำกับวัดบางวัด พระบางรูป อาจถูกปิดประตูตาย หรือไม่เราก็ต้องมุดลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อเลี่ยงกฎหมายหมิ่น และทำการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันศาสนาอย่างลับๆ หรือมิเช่นนั้นเราอาจต้องเฉดหัวตัวเองออกไปต่างประเทศเพื่อใช้สิทธิความเป็นมนุษย์กันตามอัตภาพ
พวกเราพร้อมหรือยังกับสังคมอุดมศีลธรรมเช่นนั้น?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมงาน
ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 22,600 รูป ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี
18 มีนาคม พ.ศ. 2555 ณ บริเวณ เซ็นทรัลเวิลด์ ประตูน้ำ พารากอน
ร่วมจัดโดย
สำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเทพฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) วัดพระธรรมกาย มูลนิธรรมกาย
และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร

เชิงอรรถ
[1] มูลนิธิธรรมกาย. "ชี้แจงกรณี เดินธุดงค์ธรรมชัย อัญเชิญรูปหล่อทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)". Dhammakaya.net (3 เมษายน 2555)
[2] อ่านเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยชิ้นเยี่ยมนี้ แม้จะเขียนขึ้นมากว่าทศวรรษแล้วแต่ก็ยังมีแง่มุมน่าสนใจอยู่ อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. ศาสนทัศน์ของชุมชนเมืองสมัยใหม่ : ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย (เชียงใหม่ : คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), 2540?
[3] DMC TV. "วัดพระธรรมกาย จากวันวานถึงวันนี้". (13 เมษายน 2554)
[4] มูลนิธิธรรมกาย. "โครงการธุดงค์ธรรมชัย สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย".Dhammakaya.net (19 ธันวาคม 2554)
[5] DMC TV. "ธุดงค์ธรรมชัย “อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี” ".Dhammakaya.net
(11 มกราคม 2555)
[6] มูลนิธิธรรมกาย. "ธุดงค์ธรรมชัยสถาปนาเส้นทางพระผู้ปราบมาร".Dhammakaya.net (6 กุมภาพันธ์ 2555)
[7] ประภาศรี บุญสุข, ผู้เรียบเรียง. คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย, (มปท : ฟองทองเอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด) พิมพ์ครั้งที่2), 2544, น.55-56
[8] ข่าวสด. "เน็ตรุมถล่ม"โน้ส อุดม"ร่วมธุดงค์ธรรมชัย-ธรรมกายยันงานมงคลตามรอยพระพุทธเจ้า". ข่าวสด (6 เมษายน 2555)
[9] ดูข่าว ASTVผู้จัดการออนไลน์. "“ศิษยานุศิษย์หลวงตาบัว” บุกสภา ค้านรัฐปล้นคลังหลวง". ผู้จัดการออนไลน์ (9 มกราคม 2555)
[10] ประชาชาติธุรกิจ. "เครือข่ายป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ออกแถลงการณ์ต้าน"เบียร์ช้าง"เข้าตลาดหุ้น".http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=6421 (23 ตุลาคม 2551)
[11] "คอลัมน์ สดจากหน้าพระ" ใน ข่าวสดรายวัน (28 ตุลาคม 2550) : 30 อ้างถึงใน ธรรมจักร. "เปิดร่างพระราชบัญญัติ อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา" http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14008 (29 ตุลาคม 2550)
[12] ข่าวสด. "แจงร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์พุทธ รอกฤษฎีกาพิจารณา". ข่าวสด (23 กุมภาพันธ์ 55)

ข่าว17/2/60

พระธัมมชโย

ผบ.ทบ. ขอยึดกฎหมายปมพระธัมมชโย ชี้ทราบหลบซ่อนในวัดหรือไม่ ภายใน 1 - 2 วันนี้

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยรอบพื้นที่วัดพระธรรมกายของเจ้าหน้าที่ทหาร ว่า เบื้อง

ต้นกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ 

หลังจาก คสช. ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ โดยทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งกองกำลังรักษาความสงบ จำนวน 2 กองร้อย ดูแลพื้นที่ภายใน และ 4 กองร้อย ดูแลพื้นที่รอบนอก 

ซึ่งวันนี้ก็จะต้องดำเนินการตรวจค้นต่ออีก โดยตนเองในฐานะ เลขา คสช. มองว่า การดำเนินการมีความยืดหยุ่นมาพอสมควรแล้ว ซึ่งเวลานี้ จำนวนผู้ต่อต้านน้อยลง จึงอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจ 

ขอให้กลุ่มที่สนับสนุน ถอยห่างออกมา แล้วมองย้อนกลับไปถึงสาเหตุของปัญหา ที่กระทบกับคนส่วนรวม ก็จะทำให้เข้าใจ และเห็นปัญหามากขึ้น ขออย่าใช้ความเชื่อส่วนตัว ให้ใช้เหตุผล เพราะ

กฎหมู่ต้องไม่อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งทุกคนอยู่ในภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ทั้งนี้ ยังไม่ขอตอบว่า พระธัมมชโย ยังอยู่ภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่ โดยจะทราบชัดเจนภายใน 1 - 2 วันนี้ ซึ่งหากไม่พบ ก็ต้องเร่งตามหาตามกระบวนการต่อไปในพื้นที่ ที่คาดว่าจะมีการหลบ

หนี
-------------
"พล.อ.ประวิตร" แนะ "พระธัมมชโย" มาสู้คดีตามกระบวนการกฎหมาย - ไม่รู้ยังอยู่ในวัดพระธรรมกายหรือไม่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระ

ธรรมกาย ว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย จึงขออย่าถามเรื่องดังกล่าวให้เป็นประเด็น ส่วนที่ประชาชนมีความคาดหวังว่าจะต้องได้ตัวอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น ต้องใช้เวลา เพราะ

ไม่ใช่ว่าจะจับได้ทุกราย ซึ่งขณะนี้ก็มีความคืบหน้าตามลำดับ พร้อมขอให้ พระธัมมชโย ออกมาสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมาย 

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวว่า ไม่ทราบว่าขณะนี้พระธัมมชโย จะยังคงอยู่ในวัดพระธรรมกาย หรือยังอยู่ในประเทศหรือไม่
-----------------
นายกฯ ยัน ใช้ ม.44 วัดพระธรรมกาย ทำตามกฎหมาย ไม่รู้จะจับพระธัมมชโย ได้หรือไม่ ชี้ หากอยู่วัดก็จับ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีใช้อำนาจตามมาตรา 44 กำหนดวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม และการติดตามจับกุม

ตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นการดำเนินการทางกฎหมาย หากยังอยู่ในวัดก็เจอ แต่ถ้าไม่อยู่ก็ไม่เจอ ส่วนที่ยังมีพระเข้า - ออกภายในวัด และไม่ให้ความร่วมมือในการ
เข้าตรวจค้นนั้น ก็ต้องไปบอกพระ เพราะมาตรา 44 ใช้กับทุกที่และทุกคน ไม่ได้ยกเว้นพระ แต่ใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานได้ เพราะหากเข้าไปโดยไม่มีการคุ้มครองก็จะเกิดปัญหา และเจ้า

หน้าที่ก็จะเดือดร้อน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยทำตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องได้รับความคุ้มครองในกรณีที่ทำโดยสุจริต 

ส่วนจะกุมพระธัมมชโยได้หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากอยู่ก็จับ หากไม่อยู่จะจับได้อย่างไร ซึ่งการใช้อำนาจมาตรา 44 นั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปได้รวมถึงคุ้มครองเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่

การติดตามจับกุมเป็นเรื่องของกฎหมายปกติ 
///////
ม็อบถ่านหิน

รัฐบาล ยันยินดีรับฟังคนต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขออย่าผิดกฎหมาย - แสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่ อ.

เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยนัดรวมตัวคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ว่า รัฐบาลตระหนักถึงความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของพื้นที่ภาคใต้ไม่น้อยกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น เป้าหมาย

ของการทำให้คนมีไฟฟ้าใช้จึงอยู่บนพื้นฐานของการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า หากผู้คัดค้านยอมรับว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า ก็ต้องเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับประเทศและ

คนส่วนใหญ่ในภาคใต้ด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด แต่ยังไม่เห็นข้อเสนอที่ชัดเจนว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร มีแต่การออกมาคัดค้าน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้

จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้คัดค้านแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่กระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น โดยยืนยันว่าเมื่อรัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นแล้ว ก็

ควรรับฟังรัฐบาลและคนส่วนใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน 
---------------
รัฐบาลย้ำดูปมโรงไฟฟ้าถ่านหินรอบคอบ ไม่ละเลยประชาชน ยันไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินออกแถลงการณ์ขอให้
รัฐบาลยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยนัดรวมตัวคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ว่า 
ที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว  จนได้ข้อสรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความเหมาะสม
มากที่สุดในแง่ของการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานอื่น ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ปาล์มน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติเหลว 
พร้อมทั้งได้ดำเนินการตามหลักวิชาการทั้งการศึกษาคุณภาพอากาศในรัศมีมากกว่า 5 กิโลเมตร จากจุดสร้างโรงไฟฟ้า ครอบคลุมพื้นที่กว้าง 
30 กิโลเมตร ยาว 30 กิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 900 ตารางกิโลเมตร รวมถึงศึกษาข้อมูลด้านทะเลและชายฝั่ง การใช้น้ำและระบายน้ำ
อย่างละเอียดในรัศมีมากกว่า 5 กิโลเมตร และพื้นที่บางส่วนของ จ.ปัตตานีด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ส่งผลกระทบต่อ
ระบบนิเวศทางทะเล การประกอบอาชีพประมง เกษตรกรรม และวิถีชุมชนตามที่กล่าวอ้าง

นอกจากนี้ กฟผ.ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหลายพื้นที่ และไม่เคยปิดกั้นพี่น้องประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียงทั้ง 
จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมทั้งยังใช้สื่อประชาสัมพันธ์ เช่น วิทยุชุมชน เว็บไซต์ และเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ปรึกษาลงพื้นที่พูดคุย
กับประชาชนเป็นรายกลุ่มและรายครัวเรือน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
-------------
นายกฯเตรียมเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หารือปมสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 
จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) โดยการประชุมดังกล่าว จะมีการหารือเพื่อหา
ทางออกและความชัดเจน การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ เนื่องจากเครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติ
การก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และมีการนัดรวมตัวคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ขณะที่ในช่วงบ่าย 
นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า 

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในทำเนียบรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีนั้น พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาสัย รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธาน
การประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ขณะที่ในช่วงบ่าย
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล (คตน.) 
ครั้งที่ 2/2560 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
---------
"กรณ์" โพสต์เฟซบุ๊ก ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะไม่มีไฟฟ้าใช้จริง ๆ หรือ อัดฝ่ายราชการให้ข้อมูล ปชช. ไม่ครบ

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "lorn Chatikswanij" ว่า 
ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะไม่มีไฟฟ้าใช้จริงหรือ ว่า วันนี้ ครม. จะตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ฝ่ายราชการ
พยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันให้นายกฯ อนุมัติโครงการพยายามที่จะสร้างกระแสมาตลอดว่ารัฐบาลและประชาชนชาวใต้มี
ทางเลือกแค่สองทาง คือ ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าเลย ไม่ต้องมีความเจริญ ไฟอาจจะดับอีกนะ 
เพราะต้องซื้อไฟจากภาคกลาง ซึ่งต้องลงทุนสร้างสายส่งเพิ่มเติม จะต้องใช้เงินมากและใช้เวลานาน

โดย พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอทางเลือกให้เห็นแล้วว่าภาคใต้มีโรงไฟฟ้าได้ โดยไม่ต้องเป็นใช้ถ่านหิน ทางเลือกที่เป็นไปได้
จริงตอนนี้ คือ LNG ที่ปลอดภัยกว่าลงทุนน้อยกว่า และสร้างเสร็จได้เร็วกว่า ส่วนทางเลือกในอนาคตคือการเพิ่มประสิทธิภาพ
โครงข่าย grid ของ กฟผ. ให้รับซื้อพลังงานทดแทนจากประชาชนและเอกชนได้มากขึ้น

แต่ข้าราชการ ระบุ หากใช้ก๊าซเพิ่มอีกจะเสี่ยง แต่ไม่พูดให้ครบว่าก๊าซที่เราใช้อยู่ คือ จากอ่าวไทยและจากพม่า ส่วน LNG มีการ
ผลิตมากมายทั่วโลก ซื้อจากที่ไหนก็ได้ รวมถึงอ้างว่า LNG ตอนนี้ราคาถูกจริง แต่ราคาผันผวน แต่ไม่พูดว่าราคาถ่านหินก็
ผันผวนเหมือนกัน ขึ้นลงตามราคานํ้ามันเหมือนกัน ต้องนำเข้าถ่านหินเหมือนกัน และถ่านหินต้องซื้อจากแหล่งที่มีถ่านหินตรง
กับสเปกของโรงไฟฟ้าเราเท่านั้น ไม่ใช่ซื้อจากที่ไหนก็ได้เหมือน LNG ดังนั้น หากถามประชาชนว่าจะ 'เอาโรงไฟฟ้าแบบไหน' 
แล้วให้ข้อมูลให้ครบ ก็จะได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง เพียงแต่อาจจะเป็นคำตอบที่ไม่ตรงกับความต้องการของฝ่ายราชการ
----------------
กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน รวมตัวเดินขบวนรอบทำเนียบ ค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้

บรรยากาศที่ที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุดขณะนี้ กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จาก จ.สงขลาและกระบี่ และกลุ่มเครือข่าย
ประชาชนปกป้องประเทศ ได้เดินทางรวมมาตัวเดินขบวนวนรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่
ภาคใต้ เนื่องจากในวันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานการประชุม จะมีการพิจารณาหาทางออกและความชัดเจนเกี่ยวกับการ
ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ตึกสันติไมตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเครือข่ายปกป้องอันดามันยืนยันว่าจะปักหลักจนกว่าที่ประชุม 
กพช. จะมีบทสรุปเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งนี้ สำหรับการดูแลความเรียบร้อยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลควบคุมฝูงชนได้กระจายกำลังอยู่รอบทำเนียบรัฐบาล และ กพร. 
ติดตามสถานกาณ์อย่างใกล้ชิด
----------
นายกฯ ประชุม กพช. หาทางออกโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ ย้ำยึดประชาชน ยันระมัดระวังด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้ว โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่

เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีการหารือเพื่อหาทางออกและความชัดเจน การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนประชุมว่า 
จะมีการก่อสร้างหรือไม่ก่อสร้าง ก็จะต้องมีการพัฒนาแนวคิด แนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานของโลก ซึ่งปัญหาพลังงานไทยมีมาตลอด ต้องแก้ไขให้ได้ โดยคำนึงถึงความมั่นคง

ทางพลังงานในประเทศทุก ๆภูมิภาค และจะต้องระมัดระวังด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและดูผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งทุกอย่างต้องดำเนินตามแผนพัฒนากำลังการ
ผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ที่ได้กำหนดไว้ พร้อมขอให้กระทรวงพลังงานชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อคลายข้อสงสัยต่าง ๆ 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอที่ประชุม กพช. ถึงผลสำรวจของประชาชนที่อยู่บริเวณรอบโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ โดยประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึง

ให้ที่ประชุมพิจารณาเลื่อนกรอบระยะเวลาการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่ง ที่จะหมดอายุในปี 65 - 66 ออกไปอีก 1 - 2 เดือน จากเดิมที่กำหนดให้ประมูลเสร็จในเดือน ก.ย. 2560 

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังจะเสนอที่ประชุมให้พิจารณาแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่ เป็นรูปแบบผสมผสาน
การผลิตไฟฟ้าต่าง ๆ ตามสัญญาที่ได้รับจากภาครัฐ หรือเรียกว่าแบบไฮบริด 
---------------
ม็อบค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้กว่า 300 คน ปักหลักรอผลหารือ กพช. ยันไม่กลับภูมิลำเนา หากไม่ได้รับคำตอบที่พอใจ

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุดขณะนี้ กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจากจังหวัดสงขลาและกระบี่ จำนวนกว่า 300 คน ได้มานั่งพักปักหลักอยู่บนทางเท้าบริเวณด้านหน้าสำนักงาน

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพร.) รอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เรื่อง การสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ 

โดย นายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่ายหิน กล่าวว่า หากวันนี้ที่ประชุมมีมติไม่ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็จะกับภูมิลำเนาตามเดิม แต่หากที่

ประชุมมีมติดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อทางกลุ่มฯ จะปักหลักชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่พอใจ นอกจากนี้ ยังยืนยันให้รัฐบาลสนับสนุนพลังงานทดแทนที่ผลิตจากปาล์มน้ำมัน 

เพราะมีประสิทธิภาพเพียงพอมากกว่าพลังงานถ่านหิน ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยังเป็นการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย
-----------------
ผบช.น. เข้าเจรจาแกนนำม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ ให้เข้าปักหลักรอผลประชุมภายในสำนักงาน กพร.

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจากจังหวัดสงขลาและกระบี่ บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพร.) ตรงข้ามประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล 

ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้เดินทางเข้าเจรจากับ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร และ นายประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามัน เพื่อขอให้นำ

มวลชนเข้ามาปักหลักภายในสำนักงาน กพร. บริเวณศูนย์บริการประชาชน ซึ่งทางเครือข่ายได้ต่อรองขอปักหลักอยู่ที่เดิมจนถึง 12.00 น. และจะหารือกันว่าจะย้ายเข้ามาถายใน กพร. หรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่โดยรอบสำหรับงาน กพร. และทำเนียบรัฐบาล ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรึงกำลังดูแลความเรียบร้อยให้กับผู้ชุมนุมและประชาชนให้สามารถสัญจรผ่านไปมาได้โดย

สะดวก
---------------
ฉลุย! “กพช.” เคาะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกฯแล้ว

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า กพช.มีมติให้มี

การเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ เพราะเป็นโครงการสำคัญของประเทศ ส่งผลต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ จากปัจจุบันที่แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ(พีดีพี 2015) ถูกเลื่อนมาแล้วถึง2ปี คือเดิมต้องเข้าระบบปี 2562 จนเสี่ยงต่อความมั่นคงไฟฟ้า นอกจากนี้ประชาชนในพื้นที่ยังสนับสนุน และเป็นโครงการที่

ปลอดภัย ซึ่งการที่กพช.อนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว ไฟฟ้าจะสามารถเข้าระบบได้ปี 2564-2565

“โรงไฟฟ้ากระบี่จำเป็นต่อประเทศ กพช.จึงมีมติเห็นชอบ โดยแนวทางโครงการจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และนำความเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีมาประกอบ”พล.อ.อนันตพรกล่าว
----------
โฉมหน้า กพช.ที่ตัดสินอนาคตกระบี่
.....................................
1. นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
2. รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง)รองประธานกรรมการ
3.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการ
5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการ
6.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ
7.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหการณ์ กรรมการ
8.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการ
9.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรรมการ
10.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กรรมการ
11.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
12.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
13.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรรมการ
14.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
15. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ
16. ปลัดกระทรวงพลังงาน กรรมการ
17.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา กรรมการ
18.เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจฯ กรรมการ
19.ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
20.ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรรมการและเลขานุการ
.............................................
---------------
นายกฯ เผย มติ กพช. เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ ยึดกฎหมาย ขออย่าสร้างความขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ว่า ที่ประชุมมีมติให้

ดำเนินการในเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่ จ.กระบี่ ต่อไปตามขั้นตอนกฎหมาย เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้มีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 และเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิต

ไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ซึ่งหลังจากมีการพิจารณาและศึกษามาแล้ว 2 ปี เห็นว่า มีความคุ้มค่าและปลอดภัย และรัฐบาลได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการสร้างความเข้าใจไปแล้วในช่วงเวลา

ดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องปลดล็อกเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่จะสร้างเมื่อใดนั้น จะต้องรอการดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ขออย่าสร้างความขัดแย้งอีก ซึ่งทราบว่าขณะนี้มีมวลชนมาเคลื่อนไหวคัดค้าน จึงต้องดูว่ามาคัดค้านในเรื่องใด ซึ่งส่วนตัวได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน

ไปชี้แจง ขณะเดียวกัน ยังพบว่าอัตราการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้สูงกว่าทุกภาค แต่กลับมีแหล่งพลังงานในพื้นที่น้อย ไม่เพียงพอจึงต้องมีการก่อสร้างเพิ่ม จึงขอให้ฟังหลักการและเหตุผล อย่าฟังเรื่องที่

ไม่มีข้อเท็จจริง ดังนั้น สิ่งที่เคยชะลอไว้ขอให้ดำเนินการต่อตามกฎหมายและลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้
---------
ม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ประกาศ ปักหลักชุมนุมคัดค้านหน้าทำเนียบ เรียกร้องจนกว่าจะยุติโครงการ 

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จาก จ.สงขลาและกระบี่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้เดิน

หน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เคยชะลอไว้ นายประสิทธิชัย หนูนวล ได้แถลงการณ์ในทันทีว่า ทางเครือข่ายจะปักหลักชุมนุมคัดค้านโครงการอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อจนกว่ารัฐบาลจะยุติการสร้าง

โรงไฟฟ้าถ่านหิน และจะมีประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาร่วมชุมนุมอีก พร้อมระบุว่าเหตุที่นายกรัฐตรีอ้างในการเดินหน้าโครงการ เป็นเหตุผลที่ไร้เดียงสา ฟังข้อมูเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ หากรัฐบาลใช้กำลัง

เข้าสลายการชุมนุม ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ จะได้รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้กำลังกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อม 

ทั้งนี้ ภายหลังแถลงการณ์ นายประสิทธิชัย ได้นำมวลชนเดินเข้ามุ่งหวังเข้าภายในทำเนียบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำแพงมนุษย์ปิดกั้นไว้ จนเกิดการกระทบกระทั่งกับผู้ชุมนุมเล็น้อย ก่อนเจ้า

หน้าที่ถอยกับมาตั้งกำแพงมนุษย์ และเข้าเจรจากับแกนนำว่าเป็นการกระทำที่ผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่แกนนำยืนยันจะปักหลักอยู่บริเวณหน้าทำเนียบเช่นเดิม
/////
น้องนายกฯสนช.

ผบ.ทบ. วอนขอความเป็นธรรม อย่านำสถิติลงมติ สนช. มาโจมตีการทำงาน บอกทุกคนทำตามกฎ กติกา 

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณี 7 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เข้าร่วมประชุมน้อยกว่า 1 ใน 3 ตามข้อบังคับการประชุม ว่า อยากให้สังคมเข้าใจว่า สนช. 

แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะมีสมัยประชุม และ สนช. เอง ก็มีที่มาจากหลายภาคส่วน ส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการประจำ ซึ่งอาจมีภารกิจอื่น จึงไม่ควรหยิบยกเรื่องสถิติการลงมติมาโจมตี 

เพราะว่าในบางคราวประชุมอาจมีการลงมติเพียง 2 ครั้ง และในการประชุมอาจมีการลงมติสูงถึง 50 ครั้ง ดังนั้น จึงขออย่ามองเพียงแง่มุมเดียว พร้อมยืนยันว่าทุกคนมีความตั้งใจทำหน้าที่ และ

ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งหากมีเรื่องร้องเรียนก็จะมีคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมพิจารณาอยู่แล้ว จึงขอความเป็นธรรมและอย่าเอาเรื่องดังกล่าวมาเป็นตัวชี้วัดในการทำงาน

ขณะเดียวกัน พล.อ.เฉลิมชัย ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีที่ โซเชียลมีเดีย นำสถิติดังกล่าวมาเผยแพร่เพื่อโจมตี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิก สนช. และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็น

น้องชายของนายกรัฐมนตรีหรือไม่
---------------
"พล.อ.ประวิตร" ยัน 7 สนช. ลาถูกต้อง เชื่อไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง - ตั้ง คกก. ตรวจสอบจริยธรรม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี 7 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวง

กลาโหม เข้าร่วมประชุมน้อยกว่า 1 ใน 3 ตามข้อบังคับการประชุม โดยยืนยันว่า ทั้ง 7 คน ได้ลาอย่างถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับการประชุม เนื่องจากติดภารกิจต่าง ๆ แต่ที่ขึ้นว่าขาดการประชุม

เป็นจำนวนมากนั้น อาจเป็นเพราะในวันที่ลาเป็นวันที่มีการลงมติในกฎหมายหลายฉบับ จึงทำให้ดูเหมือนว่าขาดเป็นจำนวนมากตามที่ปรากฎเป็นข่าว 

ทั้งนี้ ตนเองได้มีการหารือกับ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แล้ว ว่าสามารถลาได้ และ สนช. ทั้ง 7 คน ก็ทำหน้าที่ได้ดี จึงได้ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมให้ถูกต้องและมีความ

ชัดเจนต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนไม่มีเจตนาที่จะหลบเลี่ยง และยืนยันว่า ไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะทุกคนต่างมีภารกิจหน้าที่ของตนเอง ซึ่งหากสถานการณ์บ้านเมืองปกติทหารก็ไม่ได้มีหน้าที่

อยู่ใน สนช. แต่ขณะนี้ทุกคนจำเป็นต้องเข้ามาทำหน้าที่ช่วยประเทศชาติ หากไม่อยากให้เข้ามาก็ขอให้อย่าขัดแย้งกัน
//////////
ปรองดอง

ปชป. เตรียมเข้าเสนอความเห็นปรองดองวันนี้ เชื่อหากประชาชนให้ความร่วมมือ จะทำได้สำเร็จ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค จะนำสมาชิกเข้าร่วมพูดคุยและเสนอแนะ แนวทางการสร้าง

ความปรองดอง ทั้ง 10 ประเด็น ในวันนี้ โดยจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา นำไปแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนอกจากนี้ด้วย เพื่อให้ประเทศเกิดการปรองดองได้สำเร็จ 
และเชื่อว่าหากประชาชนให้ความร่วมมือ จะสามารถทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน
----------
"พล.อ.ประวิตร" ย้ำ ปรองดองไม่นิรโทษกรรม ชี้ผู้ต้องหา 11 คน คดีปล้นปืน ค่าย ตชด.อุดรฯ ไม่โยงการเมือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง 2553 ที่ออกมาคัดค้านกระบวนการ

ปรองดองที่ไม่ควรมีทหารเป็นผู้ริเริ่ม เพราะถือเป็นตัวการ โดยยืนยันว่า ทหารไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการดังกล่าว และที่มายื่นหนังสือ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคัดค้านกระบวนการปรองดอง 

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า เรื่องกระบวนการปรองดอง จะไม่มีเรื่องกฎหมาย นิรโทษกรรม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญจากคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย จะได้รับหนังสือเชิญร่วมหารืออย่างแน่

นอน เพราะจะเชิญโดยเรียงตามตัวอักษร ทั้ง 70 พรรค

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการจับกุมผู้ต้องหา 11 คน ในคดีปล้นปืนที่ค่าย ตชด. 24 จ.อุดรธานี 885 กระบอก เมื่อปี 2555 ว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองและเชื่อมกับขบวน

การขอนแก่นโมเดล แต่เป็นการปล้นเพื่อนำไปขายเท่านั้น
-------
ผบ.ทบ. แจง ทหารไม่ได้เสนอความเห็นปรองดอง ทำหน้าที่รับฟังความเห็นปรองดองเท่านั้น ขอกลุ่มค้านรับข้อเสนอจากทุกฝ่าย 

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานอนุกรรมการสรุปความเห็นของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดองใน ป.ย.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิด

เห็นจากพรรคการเมือง เพื่อหาแนวทางสร้างความปรองดอง ว่า ขณะนี้กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนกลางเป็น
ผู้รับผิดชอบ ส่วนพื้นที่ต่าง ๆ แม่ทัพภาค จะเป็นผู้รับผิดชอบรับฟังความคิดเห็นทั้งประชาชนทั่วไป และนักศึกษา โดยจะใช้แนวทางการรับฟังจากส่วนกลางไปรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาทำข้อ

สรุปด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัย ยังขอให้กลุ่มที่คัดค้าน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการชุดนี้ ยอมรับข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากฝ่ายต่าง ๆ เพราะเป็นความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจากส่วนรวม และทหาร

เข้ามาทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากทหาร ซึ่งกลุ่มเห็นต่างไม่จำเป็นต้องยอมรับตน แต่ขอให้ยอมรับข้อเสนอที่เกิดขึ้นทางทุกฝ่าย
---------------
สปท. ยัน คณะอนุฯ รับฟังความเห็นปรองดองเท่าเทียม - ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง มองหากอนคตยังขัดแย้ง ระบบรัฐสภา แก้ได้
 
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 1 (สปท.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึง การเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมพูดคุยและเสนอแนะ แนวทางการสร้าง

ความปรองดอง ว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี 
โดยทางคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นก็เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความก้าวหน้าของการสร้างการปรองดอง เพื่อให้

ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า หากภายในอนาคตยังเกิดการขัดแย้ง แตกแยกในสังคมอีกครั้ง ส่วนตัวเชื่อว่าการใช้ระบบรัฐสภา จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นข้อเสนอที่ทุก

ฝ่ายยอมรับ
-------------------
"ภูมิธรรม" ได้รับจดหมายเชิญเพื่อไทย เข้าร่วมพูดคุยปรองดองแล้ว เตรียมหารือคัดเลือกตัวแทน พร้อมกำหนดวัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 12.15 น. ได้รับจดหมายเชิญเพื่อเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีปรองดองจากกระทรวง

กลาโหมแล้ว โดยมี ร.ท.เดชา ดีเด่น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำส่ง โดยสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะประสานงานให้คณะผู้บริหารและแกนนำของพรรคทราบและจะ

ดำเนินการมอบหมายและจัดนัดหมายคณะบุคคลจำนวน 10 คน เพื่อหารือแนวทางการคุยเรื่องการปรองดองและทางออกของประเทศ รวมถึงประสานงานกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อ

นัดหมายวันพบปะหารือร่วมกันต่อไป
-----------
โฆษก กห. แถลงผลพูดคุยปรองดอง ระบุชัด ทุกพรรคหนุนปฏิรูปการเมืองก่อน สร้างประชาธิปไตยควบคู่กับหลักนิติธรรม

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการเชิญพรรคการเมือง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ พรรคไทยรวมพลัง พรรคมหารัฐพัฒนา พรรคประชากรไทย 

พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาธิปัตย์ ว่า บรรยากาศการพูดคุยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกพรรคมีการเตรียมข้อมูลและให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยพรรคการเมืองเห็น ว่า ปัญหา
ด้านการเมือง เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มีการระดมทุนก่อให้เกิดนายทุนพรรค และเกิดการตอบแทนกัน จึงเห็นว่า ควรปฏิรูปการ

เมืองก่อน และประชาธิปไตยต้องทำควบคู่กับหลักนิติธรรม 

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องมีอำนาจขอบเขตที่จำกัด ไม่ก้าวก่ายการทำงานขององค์กรอิสระ ขณะที่องค์กรอิสระต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ มีกลไกการบังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งนำ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการเมือง โดยเฉพาะเรื่องความพอประมาณ

ส่วนเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุทติธรรม หลายพรรคการเมืองยังเห็นว่า ยังมีลักษณะ 2 มาตรฐาน จึงควรจะต้องปฏิรูป ต้องสร้างการตรวจสอบ ถ่วงดุล อย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนเข้ามามี

ส่วนร่วมในการตรวจสอบ
////////
รัฐธรรมนูญ

"สุรชัย" ปาฐกถารัฐสภาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ ฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องปรับตัว มุ่งเป้าหมายสู่ประชาธิปไตยและการปฏิรูป

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนา เพื่อรองรับการให้บริการวิชาการภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำนักงานเลขาธิการ

สภาผู้แทนราษฎร จัดขึ้น พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง รัฐสภาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ : ความท้าทายและการปรับตัว ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลยังคับใช้ บุคลากรฝ่ายนิติบัญญัติต้อง
เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ที่วางกลไกใหม่ โดยเฉพาะ ม.77 กำหนดให้การตรากฎหมายควรตราเท่าที่จำเป็น และต้องจัดรับฟังความคิดเห็น พร้อมทำรายงานศึกษา

ผลกระทบรายงานให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งการพิจารณากฎหมายตั้งแต่วาระ 1 ถึง วาระ 3 ต้องพิจารณาประกอบกับรายงานดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจพิจารณากฎหมายลูก รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปด้วย ทั้งนี้ เพื่อนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รวมถึงการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น ต้อง

ร่วมกันเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้สำเร็จ
---------------
"พงษ์เทพ" ชี้ บุคลากรฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องพร้อมปรับงานตาม ม.77 ของรัฐธรรมนูญ ในการตรากฎหมาย เน้นประชาชนเข้าถึง

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บรรยายเรื่องบทบาทและรูปแบบการสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติแห่งชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 

จัดขึ้นว่าถือเป็นภารกิจงานของทางสภา ที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาผู้แทนราษฎร นอกจากสนับสนุนงานสภาเป็นหลักแล้ว ยังตั้งบริการให้ข้อมูลประชาชนด้วย ดังนั้น การทำ

งานต้องวางแผนเป็นระบบ จึงจะสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้บุคลากรฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นต้องอ่านรัฐธรรมนูญด้วย โดยใน ม.77 เป็นแนวทางในการตรากฎหมาย ซึ่งอยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งสภาต้องนำ 

ม.77 มาปรับใช้ในการทำงาน เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การเสนอกฎหมายส่วนใหญ่มาจากคณะรัฐมนตรี ยังไม่ค่อยเห็นการเสนอกฎหมายจากสมาชิก ส.ส. หรือฝ่ายค้าน 

หรือกรรมาธิการชุดต่าง ๆ และถึงแม้เสนอเข้ามา ก็นำไปสู่การพิจารณาน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญตาม ม.77 จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกฎหมายได้
//////
เศรษฐกิจ

"พิชัย" แนะ "สมคิด" เลิกขายฝัน ปี 60 ศก. จะดี จี้ตอบคำถาม 6 ข้อ ให้ได้ พร้อมนำแนวคิดเดิมมาศึกษาปรับการทำงาน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามขายฝันว่าปี 2560 เศรษฐกิจจะดี การลงทุนจะมาก

เป็นประวัติศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เศรษฐกิจดีได้ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ดังนั้นที่จะโต 4 - 5% นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ 

และที่ผ่านมา นายสมคิด ก็คาดการณ์เศรษฐกิจผิดมาโดยตลอด และส่งผลถึงการบริหาร จึงทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก ดังนั้น จึงอยากให้ตอบคำถาม 6 ข้อ ให้ได้ ประกอบด้วย

1. เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ดีตามที่ นายสมคิด ออกมาเถียงหรือไม่ เศรษฐกิจทั้งปีโตได้ 3.5% ตามที่ นายสมคิดเคยยืนยันหลายหนหรือไม่
2. จากยอดการส่งเสริมการลงทุนที่ 584,350 ล้านบาท นั้นได้ขอส่งเสริมไปแล้ว และมีการลงทุนจริงเท่าใด เพราะแบงก์ชาติระบุการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ลดลง 63% จากปีก่อน 
3. การที่ นายสมคิด จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา โดยบอกว่าจะไปเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน นายสมคิด ทราบหรือไม่ว่าสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบาย "สหรัฐฯ มา

ก่อน" ส่งเสริมให้คนลงทุนในสหรัฐฯ มากกว่าลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น จะหวังความสำเร็จในการเยือนได้ขนาดไหน และ สหรัฐฯ ก็เร่งให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยจากการฝึกคอบรา 

โกลด์ ที่ผ่านมา และอยากให้แถลงว่าที่ผ่านมาที่ได้ไปเยือนญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส และจีน แล้วมีผลสำเร็จในการเยือนเป็นอย่างไร เหตุใดการลงทุนจึงไม่เพิ่มขึ้น และเสียงบประมาณโดยเปล่า

ประโยชน์ใช่หรือไม่ 
4. นายสมคิด ทราบหรือไม่ว่า การจะปรับประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ให้เทียบเท่าประเทศอื่น จะทำให้ต้องมีการนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์ มาทดแทนการจ้างงาน ซึ่งจะ

ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้เตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร  
5. จริงอยู่ที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศยังแข็งแกร่ง ในปัจจุบันที่มีเงินทุนสำรองสูงและหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าประเทศไทยยังมีการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศ

เพื่อนบ้านมาก มีการส่งออกที่ไม่เพิ่มขึ้น และการลงทุนหดหาย ซึ่งแปลว่าปัจจุบันเป็นการกินบุญเก่าใช่หรือไม่
6. การที่รัฐบาลจะพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มหลายทางในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นแนวทางที่ถูกหรือไม่ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตกหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้วควรต้องลดภาษี เพราะการลด

ภาษีจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นแล้วจะส่งผลให้รัฐบาลได้ภาษีกลับมามากกว่า ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว หากจำกันได้รัฐบาลเพื่อไทย มีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% แต่กลับเก็บภาษีได้

มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจดีมีการเจริญเติบโตสูงถึง 6.5% ในปี 2555 ก่อนที่จะมีการประท้วงและเกิดการปฏิวัติ

ดังนั้น จึงอยากให้ นายสมคิด ได้ศึกษาแนวคิดเดิมที่ นายสมคิด เคยสังกัด เพื่อนำไปศึกษาปรับปรุงแนวทางของตัวเอง มิเช่นนั้น ประชาชนจะไม่เชื่อว่า นายสมคิด จะเคยมีแนวคิดที่ดีในอดีตจริง 

เพียงแต่ทำตามแนวทางของพรรคเดิมเท่านั้น และหากนายสมคิด เห็นว่าไม่ถูกต้อง ตนก็ยินดีจะร่วมชี้แจงให้ประชาชนฟังพร้อมกันได้เสมอเพื่อให้ประชาชนทราบภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่แท้จริง 

และอนาคตที่ยังคงมืดมน

เปิดมติ ครม. "ประวิตร"ชงเบิกงบกลางให้ ตร.-ทบ. ซื้อยุทโธปกรณ์ บรรเทาภัย

เปิดมติ ครม. "ประวิตร"ชงเบิกงบกลางให้ ตร.-ทบ. ซื้อยุทโธปกรณ์ บรรเทาภัย



ม็อบค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินปะทะตำรวจ หลังขอเปิดเส้นทางผ่านเข้าออกนายกรัฐมนตรี


กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันฯ ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ประกาศ ปักหลักชุมนุมคัดค้านหน้าทำเนียบ เรียกร้องจนกว่าจะยุติโครงการ ขณะที่ แกนนำ ไม่ยอมรับมติ กพช. ระดมมวลชนทั่วประเทศประท้วง
โดยบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จาก จ.สงขลาและกระบี่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เคยชะลอไว้ นายประสิทธิชัย หนูนวล ได้แถลงการณ์ในทันทีว่า ทางเครือข่ายจะปักหลักชุมนุมคัดค้านโครงการอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อจนกว่ารัฐบาลจะยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และจะมีประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาร่วมชุมนุมอีก พร้อมระบุว่าเหตุที่นายกรัฐตรีอ้างในการเดินหน้าโครงการ เป็นเหตุผลที่ไร้เดียงสา ฟังข้อมูเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ หากรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ จะได้รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้กำลังกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อม
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า ออกมาพบกับผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้มีการพูดคุยหรือเจราจากับผู้ชุมนุม
ขณะที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้กันคนออกไปทางด้านทิศใต้ เพื่อเปิดทางให้ประตู 1 ของทำเนียบรัฐบาลเปิดใช้งานและให้รถสัญจรผ่านได้ ซึ่งรถคนแรกที่ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ก็คือรถของผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ม็อบค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินปะทะตำรวจหลังขอเปิดเส้นทางผ่านเข้าออกนายกรัฐมนตรี

จากนั้นเวลา 15.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เดินทางมาพูดคุยกับแกนนำปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เพื่อขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ปักหลักอยู่บริเวณประตู 2 ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ซึ่งปิดทางเข้าออกที่นายกรัฐมนตรี รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีใช้เป็นเส้นทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล จึงเจรจาขอให้ย้ายขึ้นมาอยู่บริเวณทางเท้า หรือ บริเวณศูนย์บริการประชาชน โดยระหว่างการพูดคุย ปรากฏขบวนรถของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เคลื่อนผ่านเพื่อออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้าร่วมประชุมเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ทำให้ต้องเปิดทางโดยที่ผู้ชุมนุมบางส่วนตะโกนโห่ไล่ ทำให้เจ้าหน้าาที่ตำรวจประกาศย้ำขอความร่วมมือ และพยายามที่จะโอบล้อมเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายไปอยู่บริเวณศูนย์บริการประชาชน ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลเพื่อไม่ให้กีดขวางเว้นทางจราจรกับผู้ใช้เส้นทางบริเวณถนนพิษณุโลก จนเกิดการผลักดันและเกิดกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่บางส่วน ก่อนทำให้ ผบช.น.ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยชี้แจงและขอความร่วมมือ จากทางแกนนำเพื่อไม่ให้ทีปัญหาเกิดขึ้น โดยระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สับเปลี่ยนกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย และมีกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายอยู่รอบพื้นที่