PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับ กรธ. พรรคการเมืองตั้งยาก เสี่ยงโดนลงโทษง่าย

พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับ กรธ. พรรคการเมืองตั้งยาก เสี่ยงโดนลงโทษง่าย


ไฟล์แนบขนาดไฟล์
Political Party Bill by CDC.pdf411.13 KB
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (พ.ร.ป.พรรคการเมือง) เป็นกฎหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการจัดทำร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้  สำหรับการพิจารณาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง รอบสุดท้ายของกรธ. สิ้นสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ก่อนส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
 
วันที่ 7 ธันวาคม 2559 กรธ.เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่กรุงเทพมหานคร อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงว่า ร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้พยายามสร้างกลไกให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง และให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการบริหารพรรคโดยที่ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน โดย อุดม ยกข้อกำหนดสำคัญคือ "การให้สมาชิกพรรคทุกคนต้องจ่ายเงินบำรุงพรรค" ว่าจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ส่วนประเด็นที่มองกันว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก จะอยู่ลำบากหรือไม่ อุดม กล่าวว่า การจะส่งผู้สมัครหรือนำแนวคิดทางการเมืองไปสู่การบริหารประเทศ จำเป็นต้องมีกำลังหรือองคาพยพที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นพรรคเล็กต้องทำงานมวลชนให้คนที่มีความคิดร่วมอุดมการณ์เข้ามาร่วมเอง
 
ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมาแสดงความเห็นโดยเฉพาะการกำหนดให้สมาชิกต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคว่า จะเป็นการทำลายเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งตีค่าอุดมการณ์ของประชาชนต่ำเกินไป ขณะที่ในทางปฏิบัติอาจเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ซึ่งประชาชนยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียเงินบำรุงพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขต่างๆ เช่น การประชุมพรรค การจัดทำนโยบาย การตั้งสาขาพรรค อาจทำให้พรรคขนาดเล็กมีปัญหาในการจัดการ
 
 
จัดตั้งพรรคใหม่ต้องใช้คนอย่างน้อย 500 รายชื่อ พร้อมเงินทุนหนึ่งล้าน 
 
ในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ โดยร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองของ กรธ.กำหนดให้ บุคคลไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกันอาจร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง แต่การการตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 300,000 บาท (มาตรา 9) ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดู พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 จะพบว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นไปอย่างง่ายดายมากกว่า เพราะประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 15 คน ก็สามารถตั้งพรรคการเมืองได้ และไม่มีบทบัญญัติให้พรรคการเมืองต้องมีทุนตั้งต้นประเดิมมาก่อน
 
กำหนดข้อบังคับให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าบำรุงอย่างน้อยปีละ 100 บาท
 
การกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ของกรธ. กำหนดไว้ว่าการจ่ายเงินบำรุงพรรคการเมือง แต่ละพรรคต้องกำหนดลงในข้อบังคับการประชุม โดยระบุใน มาตรา 15 (15) ว่า “รายได้ของพรรคการเมือง และอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองต้องเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาท” หรืออาจกำหนดให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคจากสมาชิก แบบตลอดชีพก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในบทเฉพาะกาล มาตรา 136 ระบุว่า ในการเรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปีแรก พรรคจะเรียกเก็บต่ำกว่า 100 บาท ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 50 บาท
 
ตั้งพรรรคหนึ่งปีต้องมีสมาชิก 5,000 คน สี่ปีต้องเพิ่มเป็น 10,000 คน
 
เมื่อรวบรวมสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งได้ครบจำนวน 500 คนขึ้นไป และได้ทำการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อย ร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับกรธ. กำหนดให้ภายในหนึ่งนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องดำเนินการตาม มาตรา 33 คือ  1) ดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนภายในสี่ปี และ 2) จัดให้มีสาขาพรรคในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด ที่กกต. กำหนดอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคการเมืองแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้นตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
 
พรรคเก่าระดมสมาชิกใหม่ 180 วัน ต้องให้สมาชิก 500 คน จ่ายค่าบำรุงพรรค
 
สำหรับพรรคการเมืองเก่าตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 แม้ กรธ.ยืนยันว่าจะไม่มีการ “เซตซีโร่” พรรคการเมืองเก่าให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่พรรคการเมืองเก่าต้องทำการเคลียร์สมาชิกเก่า และระดมสมาชิกใหม่ให้ได้ 500 คน สำหรับพรรคการเมืองเก่าที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คนภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.ฉบับใหม่ใช้บังคับ และจัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1,000,000 บาท เช่นเดียวกับพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่
 
นอกจากนี้พรรคการเมืองเก่า ต้องจัดให้สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคภายในเวลา 180 และจัดให้สมาชิกพรรคชำระเงินค่าบำรุงพรรคให้ได้จำนวน ไม่น้อยกว่า 5,000 คนภายในหนึ่งปี และให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนภายในสี่ปี เมื่อพ้นระยะเวลาสี่ปีแล้ว ให้สมาชิกภาพของสมาชิกที่มิได้ชำระค่าบำรุงพรรค เป็นอันสิ้นสุดลง
 
สำหรับการจัดตั้งสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องทำให้ครบถ้วนภายใน 180 อย่างไรก็ดี พรรคการเมืองอาจทำหนังสือขอขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้องไม่เกินสามปี นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลา 180 วัน เมื่อครบระยะเวลาแล้วพรรคการเมืองใดยังไม่ได้ดำเนินการให้เสร็จ ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป (มาตรา 131)
 
เลือกผู้สมัคร ส.ส. ต้องรับฟังความเห็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัดประกอบด้วย
 
ประเด็นหนึ่งที่สำคัญของร่างพ.รป.พรรคการเมือง ฉบับกรธ.ที่แตกต่างจากพ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับก่อนหน้า คือ วิธีการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เดิมให้เป็นอำนาจของ "คณะกรรมการบริหารพรรค" และ "คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง" ของพรรคเท่านั้น แต่ กรธ.กำหนดวิธีการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ "คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง" ของพรรคการเมือง (มาตรา 49)
 
โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง และหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดซึ่งเลือกกันเองจนครบจำนวน โดยวิธีการเลือกกันเองและจำนวนหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้เป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละพรรคการเมือง แต่อย่างน้อยต้องมีหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าสี่สาขาซึ่งมาจากภาคต่างกัน ทั้งนี้ ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งรับฟังความคิดเห็นของหัวหน้าสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิก มาประกอบการพิจารณาในการสรรหาด้วย 
 
สำหรับ พรรคการเมืองซึ่งจัดตั้งใหม่ ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากยังไม่มีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมืองจำนวนสี่คน และตัวแทนสมาชิกจำนวนเจ็ดคน ซึ่งอย่างน้อยต้องมีตัวแทนสมาชิกพรรคในแต่ละภาคตามที่ กกต.กำหนด (มาตรา 135)
 
เสนอนโยบายต้องชี้แจงวงเงิน ที่มาของเงิน และความคุ้มค่าของนโยบาย
 
อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง คือ การกำหนดให้การโฆษณานโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงิน อย่างน้อยต้องมีการแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ 2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กกต.สั่งให้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด (มาตรา 51)
 
ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 20 ปี
 
บทลงโทษในร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้ ที่ค่อนข้างจะรุนแรงอย่างหนึ่งคือ ในระหว่างที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ควบคุมและกำกับดูแลสมาชิกจนกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายต่างๆ กกต.สามารถมีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองจนกว่าจะพ้นเวลา 20 ปี อย่างไรก็ตาม กรรมการบริหารพรรคการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่งมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของกกต. ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายใน 30 วัน (มาตรา 22)
 
ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ากระทำผิด
 
การยุบพรรคการเมืองถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำผิด โดยให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำผิด ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น การกระทำผิดที่จะนำไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เช่น กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือ ให้บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกของพรรคขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นต้น (มาตรา 86)

'จักรทิพย์' สั่งตรวจสอบข้อมูลวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตร.

'จักรทิพย์' สั่งตรวจสอบข้อมูลวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตร.



12 มิถุนายน 2560
430
ผบ.ตร.สั่งตรวจสอบข้อมูลวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ประสานข้อมูลทั้งฝ่ายตำรวจ-บุคคลที่กล่าวอ้าง ลั่นอะไรเป็นประโยชน์ต้องดำเนินการ

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่12 มิถุนายน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณี นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ออกมาระบุว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ วาระ 2559 ว่า เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบเรื่องนี้แล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมทั้งฝากขอบคุณผู้ให้ข้อมูลด้วยว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ต้องดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่คงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ว่าเป็นไปตามที่กล่าวอ้างมาหรือไม่

“การแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นอำนาจของ ผบ.ตร. แต่เพียงผู้เดียว ท่านเป็นคนดำเนินการแต่งตั้ง ท่านเป็นคนรับผิด และรับชอบอยู่แล้ว หากเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต้องมีการตรวจสอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทุกครั้งที่ผ่านมา มีหลักเกณฑ์ ระเบียบ วิธีการ ในการแต่งตั้งที่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งล่าสุดที่7/2560 เรื่องการพัฒนาและปรับปรุงระบบพิจารณาแต่งตั้ง มีความชัดเจนความในการถ่วงดุลอำนาจกันหลายฝ่าย” รองโฆษก ตร. กล่าว

เมื่อถามว่า นายวิทยา ระบุว่าได้รับข้อมูลว่ามีตำรวจบางนายจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการเลื่อนขั้น รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรก็แล้วแต่ที่มีการพาดพิงการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ต้องมีการตรวจสอบ และจะต้องมีการประสานขอข้อมูลทั้งฝ่ายตำรวจและบุคคลที่กล่าวอ้าง

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ไพรวัลย์ อายุวงษ์ สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.4 ซึ่งเป็นชุดจับกุม น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย กับพวก ในคดีฆ่าหั่นศพ มีคำสั่งให้ย้ายให้ไปดำรงตำแหน่ง สวป.สภ.ท่าช้าง จว.สิงห์บุรี ภายหลังมีการถอนคำสั่งนั้น ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็ได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชา และได้ให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมแล้ว

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เรียกแรงงานกต.ถกใต้

"บิ๊กโด่ง" เรียก ก.ต่างประเทศ-ก.แรงงาน ถกปัญหาใต้ เร่งรวบรวมข้อมูลนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในต่างประเทศ เล็งหามาตรการ ป้องกัน การถูกบ่มเพาะจากกลุ่มที่นิยมความรุนแรงในอนาคต /

พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เป็นประธานการประชุมประสานงานระหว่างผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กับกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกลุ่มภารกิจงานที่ 3 เรื่องการสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการบูรณาการ 

โดยมีการหารือในการสร้างความเข้าใจกับองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ, การรวบรวมข้อมูลนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในต่างประเทศ, การเสริมสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ (ประเทศมุสลิม) และการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ประจำประเทศมาเลเซีย 

โดยมี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ผู้แทนพิเศษฯ กลุ่มภารกิจงานที่ ๓, พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้แทนพิเศษฯ กลุ่มภารกิจงานที่ ๒, คณะที่ปรึกษาหัวหน้าผู้แทนพิเศษฯ, พล.อ.สุทัศน์ จารุมณี หัวหน้าสำนักงาน คปต.ส่วนหน้า, นายวิทวัส ศรีวิหค รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ, นายวิชัย คงรัตนชาติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน, พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการ ศอ.บต., นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สล.คปต.) และ ผู้แทน กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้าเข้าร่วมประชุม

มีการหารือเรื่องการเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขององค์การระหว่างประเทศ (IGOs) และองค์กรเอกชน (NGOs) จากต่างประเทศ จำนวนมาก 

ตามที่รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการรับรู้และแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ปรากฏว่า มีบางองค์การเข้ามาดำเนินการในลักษณะที่ขัดแย้งกับแนวทางของภาครัฐ และเคลื่อนไหว ให้ข้อมูลแก่ประชาชนในสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล 

ที่ประชุมเห็นชอบให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นต่อการดำเนินการตามที่กลไกเดิมได้กำหนดไว้ นั่นคือ กลไกของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแนวทางของภาครัฐต่อองค์การระหว่างประเทศ (IGOs) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การการพัฒนาความสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การเปิดเผยการดำเนินงานที่มีการเคลื่อนไหวและบทบาททางลบต่อรัฐของขององค์การระหว่างประเทศ (IGOs) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เป็นต้น

ส่วนประเด็นการรวบรวมข้อมูลนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในต่างประเทศ เพื่อการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษา พร้อมกับการสร้างความเข้าใจเพื่อป้องกันการดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐ 

ดังนั้น การจัดทำฐานข้อมูลนักศึกษาให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งที่ผ่านมา ศอ.บต. ได้ดำเนินการโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนข้อมูล พร้อมกับให้นักศึกษาลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของสถานทูตและสถานกงศุลของไทย 

และที่ประชุมเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแรงจูงใจนักศึกษาก่อนเดินทาง ให้มีการเตรียมความพร้อมของตนเองในการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อสร้างอาชีพ หรือได้คุณวุฒิเพื่อศึกษาต่อ

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นหารือถึงการเสริมสร้างความเข้าใจกับกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทั้งในระดับรัฐบาลและหน่วยงาน ซึ่งสามารถส่งผลต่อการดูแลให้ความช่วยเหลือนักศึกษาและคนไทยที่พำนักในประเทศนั้น และป้องกัน
การถูกบ่มเพาะจากกลุ่มที่นิยมความรุนแรงในอนาคต 

ซึ่งที่ประชุมให้ กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้าฝ และ ศอ.บต. ส่งข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และข้อมูลเชิงประจักษ์ต่างๆ ที่ต้องการชี้แจง ตามช่องทางสื่อสารเดิมให้กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนพิเศษฯ กลุ่มภารกิจงานที่ ๓ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประเทศดังกล่าวต่อไป

ส่วนการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ประจำประเทศมาเลเซีย ซึ่งผู้แทนพิเศษฯ มีมติเห็นชอบด้วยนั้น ที่ประชุมวันนี้มีมติให้นำข้อเสนอดังกล่าวส่งคณะทำงานโครงสร้างบุคลากรไทยที่ประจำการในต่างประเทศ ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประชุมพิจารณาในวันที่ ๑๙ มิ.ย.๖๐
 
พลเอก อุดมเดช  ได้กล่าวก่อนปิดการประชุมว่า จากการปฏิบัติของกระทรวง
การต่างประเทศ ในการรับ คณะ OIC  และผู้ชี้ขาดทางศาสนาของอียิปต์ รวมถึงการไปชี้แจงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่กรุงเจนีวา กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความรอบคอบในการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด และมีศักยภาพในการรักษาผลโยชน์ของชาติด้วยวิธีทางการทูต  

จึงขอให้หน่วยในพื้นที่ ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนา ให้ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในการสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานในการเสริมสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศยิ่งๆขึ้นต่อไป

อบรมระเบิด

"บิ๊กแก้ว" ผบ.พล.ม.2 รอ. แจกเบอร์โทร  จิตอาสา-จนท. สายด่วนปรึกษา แจ้งเหตุ/ติวเข้มจนท. จิตอาสาชุมชน สังเกต วัตถุระเบิด-ลักษณะผู้ก่อเหตุ ใน14 เขตเสี่ยง กทม. ชี้ คนร้ายพุ่งเป้าทำร้าย ปชช. เป้าหมายอ่อนแอ 
          

พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.พล.ม.2รอ. เปิดอบรมมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่เสี่ยง 14 เขต ของ พล.ม.2 รอ. ให้กับกำลังพล เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัตถุระเบิด ระเบิดแสวงเครื่อง การจดจำตำหนิรูปพรรณสัณฐานผู้ต้องสงสัย

รวมถึงการจัดตั้งและขยายผลจากแหล่งข่าวประชาชน ภายหลัง เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆโดยรอบ จนเกิดอันตรายต่อประชาชนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก 

โดยมีวิทยากรมาให้ความรู้ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ EOD จากกรมสรรพาวุธทหารบก กรมข่าวทหารบก สำนักงานตํารวจแห่งชาติ(สตช.)
          
พล.ต.เฉลิมพล กล่าวเปิดการอบรมว่า เพื่อเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ให้เสริมสร้างความมั่นคงกับทุกภาคส่วนซึ่งทุกภาคส่วนต้องตระหนัก ถึงผลกระทบจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การอบรมครั้งนี้เพื่อให้พวกเรามีความรู้ตามลักษณะของการก่อเหตุ มีองค์ความรู้ในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาคำให้การประสานงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อการปฏิบัติพวกเราในฐานะที่รับผิดชอบในพื้นที่ ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ สถานประกอบการ กทม.เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นผู้ดูแลหลักในเรื่องของการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

จากเหตุที่เกิดขึ้น เขาทำกับพื้นที่ที่อ่อนแอต่อการรักษาความปลอดภัย และให้มีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่หรือพื้นที่ที่ล่อแหลม แต่เริ่มขยายวง กว้างขึ้น ถือเป็นเรื่องที่เราต้องดูแลประชาชน 

ในขณะเดียวกันต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มีส่วนร่วม เพราะมีคนมาทำร้ายสังคม มีคนที่คิดแบบนี้อยู่ เป็นการทำร้ายสังคมที่รุนแรง ส่งผลต่อการบาดเจ็บ เสียชีวิต กระทบต่อความเชื่อมั่นต่างๆ การท่องเที่ยว

พล.ต.เฉลิมพล กล่าวว่า ในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.)ช่วยไปดูแลในพื้นที่และประสานงานเพื่อเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่ได้เน้นย้ำในการดำเนินการ 2 ประการคือ ให้อบรมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและขยายผลเพิ่มเติม และ กล้องวงจรปิดหรือกล้อง CCTV จะช่วยติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ในกรณีที่เราไม่สามารถป้องกันเหตุได้
        
 
โดย อยากให้ทุกคนเรียนรู้จากลักษณะที่เขาก่อเหตุ ที่ต้องการก่อเหตุกับบุคคลทั่วไปคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งประเด็นนี้ ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ต้องขยายวงออกไปอีก เพราะการก่อเหตุ หรือการก่อวินาศกรรม จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปพื้นที่ที่มีความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย เช่น โรงไฟฟ้า สถานที่เก็บน้ำมัน เป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งและมีระบบการเฝ้าระวังป้องกัน
          
พล.ต.เฉลิมพล กล่าวว่า การดูแลรักษาความปลอดภัย แบ่งเป็นการดูแลพื้นที่ ต้องไปทบทวนว่าในพื้นที่เราสามารถรักษาความปลอดภัยได้หรือไม่ มีทางเข้า-ออก กี่ช่องทาง มีกล้องวงจรปิด หรือเจ้าหน้าที่คัดกรองเพียงพอหรือไม่และ ในส่วนของบุคคล ต้องมีทักษะในการสังเกตว่าคนที่มาใช้บริการกับคนที่จ้องก่อเหตุมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

         
ซึ่ง คนก่อเหตุต้องมาดูสถานที่ ไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง จะไม่มาแล้วก่อเหตุทันที เนื่องจากเขาต้องการข้อมูลจากภายในสถานที่ก่อเหตุ ว่าตรงไหนเป็นอะไร และมีทีมงานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อช่วยดูให้ปลอดคน แล้วดำเนินการก่อเหตุ 

แต่ในกรณีที่มีคนในรู้เห็นเป็นใจ โดยทั่วไปแล้วเขาจะมาอยู่ในพื้นที่ รอให้มั่นใจว่าหลังก่อเหตุแล้ว ตัวเขาจะปลอดภัย ถึงจะดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติในพื้นที่ปัจจุบันมีทหารลงไปร่วมปฏิบัติหากมีอะไรขอให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเราพร้อมดำเนินการ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยกับประชาชน และหากมีอะไรสามารถโทรติดต่อประสานงานกับผมโดยตรงได้” พล.ต.เฉลิมพล กล่าว พร้อมบอก เบอร์โทรมือถือ

ชื่อชั้นเด่นเลย ‘ขายดี’

ชื่อชั้นเด่นเลย ‘ขายดี’

2 ชั่วโมง 15 นาที เป็นระยะเวลาที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. นำทีม ครม.ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ต่อที่ประชุม สนช.
ไม่ใช่ว่ากลัวน้ำลายจะบูด เพราะงดพูดออกไมค์กับสื่อมาหลายวัน
แต่เพราะคือหน้าที่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำประเทศ ต้องแจงรายละเอียดความจำเป็นในการใช้งบฯของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ
เป็นอีกเวทีที่ผู้นำย้ำความเชื่อมั่นในสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศ โดย “บิ๊กตู่” ยืนยันเศรษฐกิจไทยปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 3.3—3.8 เพิ่มจากปี 2559 ที่ขยายตัวร้อยละ 3.2
จากการฟื้นตัวของการส่งออก เศรษฐกิจคู่ค้า ราคาสินค้าในตลาดโลก และการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ
ถึงแม้ว่าจะเป็นการจัดงบฯแบบขาดดุล แต่ผู้นำยืนยัน ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง 182,515 ล้านบาท มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ 184,469 ล้านบาท
คลังประเทศยังมั่นคง
แล้วก็อย่างที่เห็น ถึงแม้จะงดให้สัมภาษณ์สื่อยาวๆไป แต่ใจความหลักทิศทางประเทศก็ต้องจับสัญญาณที่ผู้นำจะเอื้อนเอ่ยในหลายเวทีหลายโอกาส กระทั่งลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน เกษตรกร
และแน่นอน ในบรรยากาศที่เหมือนได้ยินเสียงปี่กลองเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” ย้ำโรดแม็ปคืนอำนาจอีกครั้ง ขั้วฝ่ายการเมืองต่างๆก็เริ่มเคลื่อนไหวเป็นพรวน
ล่าสุด แว่วข่าวจากค่ายเพื่อไทย “ตัวหลอกหลบไป-ตัวจริงมาแล้ว”
ต่อเนื่องจากการถูกเอ่ยชื่อในหลายวงวิเคราะห์ ที่ถูกพาดพิงนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ต้องออกมาปฏิเสธกระแสข่าว
บอกปัดอยู่ใน “บัญชีตัวเลือก” ของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”
ในเหตุผล ไม่เคยกับใครในพรรคเพื่อไทย ไม่สนใจและไม่เกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองมานานแล้ว
นายสุรเกียรติ์ระบุ ปัจจุบันทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองของเอเชีย (APRC) องค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่มีสมาชิกเป็นอดีตผู้นำในเอเชียและยุโรป 25 คน
มีงานปาฐกถาและบรรยายทุกเดือน รวมทั้งทำงานการกุศลช่วยสังคม
พูดทำนองไม่ว่าง ยังไม่พร้อมไปเป็น “นอมินี” ให้ใคร
ปัดฟื้นสัมพันธ์กับ “นายใหญ่” หลังจากหลังรัฐประหารปี 2549 นายสุรเกียรติ์ แยกตัวไปเป็นประธานที่ปรึกษานโยบายพรรคเพื่อแผ่นดินช่วงสั้นๆ และเว้นวรรคการเมืองในบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย
พร้อมกระแสปมร้อน สถานะ “พยานปากเอก” ทำ “สัมพันธ์สะบั้น” จนใครๆมองว่ายากจะกลับมาต่อติด
แต่ก็นั่นแหละ วงข่าววงวิเคราะห์ก็มองกันในมุมที่ว่า
นักธุรกิจโคตรฉลาดอย่าง “ทักษิณ” โชว์ให้เห็นมาหลายรอบ แล้ว ถึงสไตล์ วิน—วิน หนักหนาสาหัส ชนิดจ้องพิฆาตกัน สุดท้ายยังกลับมาดีลร่วมงานกันได้
เพียงแต่คิวนี้ไม่รู้ว่า ไม่มีมูล หรือ “ความแตก” แหยงโดนจับจ้องจากศูนย์อำนาจที่สัญญาณไม่ชัด
ชื่อ “สุรเกียรติ์” อาจต้องจบข่าว พับเก็บไว้ก่อน
เพราะอีกทางก็มีอีกหลายบิ๊กเนม ที่เหมาะกับโหมดต่างๆ ปัจจัยที่ “นายใหญ่” จะเลือก
กระทั่งอีกสูตรพิเศษมาแรง ใช้บริการรุ่นพี่รุ่นน้องรั้วสามพราน “อดีตบิ๊กสีกากี” ที่มีทั้งยังอยู่ล่มหัวจมท้ายในพรรค
รวมทั้งรายที่เจอไฟต์บังคับ จำต้องแยกไปสร้างโปรไฟล์ พิงขั้วอำนาจปัจจุบัน
สำหรับ “สุรเกียรติ์” แม้ยืนยันไม่ได้ไปเอี่ยวกับค่ายเพื่อไทย
แต่ในห้วงที่รัฐธรรมนูญเปิดช่อง “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ชื่อชั้นย่อมติดเรตติ้งขายดีไม่แพ้บิ๊กเนมรายอื่นๆ.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“วัส”ห่วงเซตซีโร่กสม.เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทำงานสะดุด-เกิดสูญญากาศ

“วัส”ห่วงเซตซีโร่กสม.เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทำงานสะดุด-เกิดสูญญากาศ


วัส ติงสมิตร
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้รับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. … จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่ส่งมาให้กสม. เสนอความเห็นแล้ว โดยพบว่าในมาตรา 60 ของร่างกฎหมายดังกล่าวได้ระบุถึงการเซตซีโร่ กสม.ไว้ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานกสม.กำลังดูในรายละเอียดร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะส่งความเห็นกลับไปยัง กรธ.ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเซตซีโร่ แต่เป็นความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้งหมด ส่วนเรื่องการเซตซีโร่ก็ยังคงต้องรอดูในร่างสุดท้ายที่ กรธ.ส่งให้ สนช.ว่าจะมีการเขียนเรื่องนี้ไว้หรือไม่ทั้งนี้การอ้างเหตุผลว่าเซตซีโร่ กสม. เพราะปัจจุบันการทำงานของกสม.มีปัญหาอย่างต่อเนื่องและขาดความหลากหลายนั้น ไม่ถูกต้องทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะองค์ประกอบของ กสม.ชุดปัจจุบัน ก็นับว่ามีความหลากหลาย มีทั้งอดีตข้าราชการในงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน นักจิตอาสา และภาคประชาสังคม ซึ่งข้อตำหนิของ ICC หรือ GANHRI ในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่ความหลากหลาย
นายวัส กล่าวว่า ส่วนการทำงาน กสม.ชุดปัจจุบัน มีผลงานออกมาทั้งระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หากมีการเซตซีโร่น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี อาจจะทำให้ต่างชาติก็ต้องเกิดข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อกสม.ชุดนี้ก็ทำงานมีผลงาน แต่การเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้งานของ กสม.จะถูกกระทบกระเทือน เพราะนโยบายทุกอย่างจะหยุดหมดกลายเป็นช่วงสูญญากาศ โครงการต่าง ๆ ที่กำลังเดินไปได้ด้วยดี จะหยุดชะงักทันทีซึ่งจะเป็นผลเสียแก่องค์กรและประเทศชาติ บางครั้งอาจจะไม่เป็นผลดีแก่ฝ่ายที่มีอำนาจด้วย อาจจะถูกมองว่ามีการแกล้งกัน หรือมองว่ามีใครต้องการเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้แทน กสม.ชุดปัจจุบันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มองว่าการเซตซีโรองค์กรอิสระ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำต้องกระทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ที่อาสาที่ละทิ้งงานเดิมมาทำงานให้องค์กรอิสระ แม้ตนจะรู้สึกผิดหวัง แต่เมื่อตราบใดที่ยังไม่มีข้อยุติเรื่องนี้ ตนก็จะทำงานอย่างเต็มที่

จบที่ศาล รธน.

จบที่ศาล รธน.


ศึกครั้งนี้เห็นทีจะต้องสู้กันถึง ฎีกา
กรณีสมาชิก สนช.ลากตั้งเสียง ข้างมากมีมติเห็นชอบให้เซ็ตซีโร่คณะกรรมการ กกต.พ้นจากตำแหน่งทั้ง 5 คน
แล้วให้สรรหา กกต.ชุดใหม่ จำนวน 7 คน ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ พ.ร.บ. กกต.ฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
แต่บังเอิญ 5 เสือ กกต.ไม่ใช่หมูกลัวปังตอ ไม่ยอมเป็นเหยื่อโดนเชือด ล้างบาง
ทางเดียวที่ 5 เสือ กกต.จะรอดจากการโดนเซ็ตซีโร่คือต้องพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ
“แม่ลูกจันทร์” รับประกันซ่อมฟรีว่าประธาน กกต.และ กกต.อีก 4 คน จึงต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด 2 ประเด็น
1, กกต.ทั้ง 5 คน ผ่านการสรรหามาอย่างถูกต้อง และได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วครึ่งเทอม แต่อยู่ดีๆ สนช.ลากตั้งจะออกกฎหมายย้อนหลังให้ กกต.ทั้ง 5 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งยกทีม
การออกกฎหมายให้เป็นโทษย้อนหลังจึงผิดหลักนิติธรรม
2, การเซ็ตซีโร่ กรรมการ กกต.เพียงองค์กรเดียวในขณะที่กรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ สามารถอยู่ต่อจนครบวาระได้อย่างสบายแฮ
ถือเป็นการกำหนดกติกาที่ไม่เป็นธรรมกับ กกต.
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าสงครามเซ็ตซีโร่ ระหว่าง สนช.กับ กกต.ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ
กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ได้ 2 ทาง
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าการเซ็ตซีโร่ กกต. 5 คน เป็นอำนาจของ สนช.
5 เสือ กกต.ก็เสร็จค่อล่อซ่อตามกติกา
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าข้อโต้แย้งของ กกต.มีน้ำหนักฟังขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้ กกต.ทั้ง 5 คน อยู่ต่อไปจนครบเทอม
ถ้าหวยออกประตูนี้ 5 เสือ กกต.ก็รอดจากการเซ็ตซีโร่ไปได้อย่างสบายอุรา
ปัญหาจึงต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญสถานเดียว
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาคุณสมบัติ กรรมการองค์กรอิสระที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฉบับซื่อแป๋มีชัยเซียนเหยียบหิมะไร้รอย นอกจากส่งผลเป็นจระเข้ฟาดหางทำให้ 5 เสือ กกต.ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ยกทีม
ยังส่งแรงสั่นสะเทือนระดับ 6.5 ริกเตอร์ ไปถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.อย่างเต็มเปา
ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน 6 คน จากที่มีอยู่ 9 คน อาจ...เข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่างเช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งการเมืองไม่ถึง 10 ปี
นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช.มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระแห่งอื่นมาก่อน
พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช.ก็มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
ดังนั้น ถ้าจะเซ็ตซีโร่ กกต. 5 คน แต่ไม่เซ็ตซีโร่ ป.ป.ช. 9คน ก็จะถูกติฉินนินทาว่าเลือกที่รักมักที่ชัง
กลายเป็นงูกินหางตัวเอง.

“แม่ลูกจันทร์”

ต้องทำให้เหมือนกัน

ต้องทำให้เหมือนกัน


หลังออกแรงลุ้นจนน้ำบานมานานหลายเดือนในที่สุด 5 เสือ กกต.ชุดปัจจุบัน ก็โดนเซ็ตซีโร่ตั้งแต่ประธาน กกต. และ กตต.อีก 4 คน
เป็นองค์กรอิสระแห่งแรกที่โดนเทกระจาดตกเก้าอี้ยกทีมต้องเก็บฉากกลับบ้านด้วยความชีช้ำกะหล่ำปลี
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า การที่ 5 เสือ กกต.ถูกเทกระจาดกลาง ทางหลังดำรงตำแหน่งได้แค่ครึ่งเทอม จะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ยังเป็นเรื่องอึมครึม
แต่เหตุผลเบื้องหน้ามีชัดเจน 3 ประการคือ...
1, เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ได้เพิ่มอำนาจ กกต.มากขึ้นอีกหลายประการ
2, ได้กำหนดสเปกผู้ดำรงตำแหน่ง กกต.ให้สูงขึ้นกว่าเดิม
3, ได้เพิ่มจำนวนกรรมการกกต.จาก 5 คน เป็น 7 คน
ด้วยเหตุผล 3 ประการข้างต้นจึงต้องเซ็ตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คน ให้พ้นจากตำแหน่งพร้อมกัน
และให้สรรหา กกต.ชุดใหม่7คน ให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ฉบับใหม่ เริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แลแฮ
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเมื่อเสียงข้างมากของ สนช.เห็นชอบให้เซ็ตซีโร่ กรรมการ กกต.ยกทีม
ผลที่เกิดขึ้นทันทีคือ ประธาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ และ กกต.อีก4 คน นำโดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดัง จะเหลืออายุใช้งานอีก ไม่เกิน 5 เดือน
จากนั้นจะมี กกต.ชุดใหม่ 7คน เสียบแทนราวเดือนตุลาคม
เท่ากับ กกต.ชุดใหม่จะมีเวลาเตรียมจัดเลือกตั้งล่วงหน้าได้อีก1 ปี พอดิบพอดี
“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า การที่กกต.ชุดปัจจุบันโดนโละสต๊อกพร้อมกันทั้ง 5 คน สามารถมองได้ 2 มุม
ถ้ามองแง่บวก การที่ กกต.ชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่พร้อมกันทั้ง 5คน เมื่อถึงเวลาออกก็ออกไปพร้อมกันทั้ง 5คน ก็เหมาะสมดี
เพราะถ้าจะถ่ายเลือดทั้งที ก็ควรถ่ายเลือดให้หมดเกลี้ยงไปเลย
แต่ถ้ามองแง่ลบ แม้รัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดคุณสมบัติ กกต.สูงขึ้นกว่าเดิม ยังมี กกต.ชุดเดิมที่มีคุณสมบัติครบตามสเปกใหม่อีก 2 คน
ดังนั้น กกต.ที่ไม่ขาดคุณสมบัติจึงควรได้ทำหน้าที่ กกต.ต่อไปจนครบเทอม
อย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” ไม่ได้รู้สึกดีใจหรือเสียใจที่ กกต.ทั้ง 5 คน จะโดนเทกระจาดกลางทาง
ไม่ได้ยินดียินร้ายที่จะมี กกต.ใหม่อีก 7 คน
เพียงแต่หวังว่าที่ประชุม สนช.จะยึดหลักเกณฑ์และหลักการที่ใช้กับ กกต.กับองค์กรอิสระอื่นๆใน มาตรฐานเดียวกัน
1, ถ้ายึดคุณสมบัติกรรมการองค์กร อิสระที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่...
จะมีกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันขาดคุณสมบัติพร้อมกัน 6 คนจากกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน!!
2, ถ้าเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งชุด ก็ต้องเซ็ตซีโร่ ป.ป.ช.ทั้งชุด
เพราะเป็นองค์กรอิสระเหมือนกัน
ถ้าไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันมันก็หลายมาตรฐานน่ะซีโยม.
"แม่ลูกจันทร์"

ชื่อ 'สุรเกียรติ์' ล่าสุด

ชื่อ 'สุรเกียรติ์' ล่าสุด

โดนของแข็งเข้าแล้ว ล่าสุดนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าพบตำรวจ บก.ปอท. เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับเพจออนไลน์ในโซเชียล มีเดีย
ฐานแอบอ้างใช้ภาพถ่าย ประกอบเนื้อหาการแสดงความเห็นของกรรมการสิทธิมนุษยชน เกี่ยวกับคดีฆ่าหั่นศพสาวคาราโอเกะในพื้นที่เขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
นัยว่า นักสิทธิมนุษยชนชี้สังคมควรให้โอกาส “เปรี้ยวหั่นศพ”
ทั้งๆที่อยู่ในช่วงเวลาที่นางอังคณาทำงานอยู่ต่างประเทศและไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว
และภายหลังถูกนำภาพถ่ายไปใช้ จึงได้รับผลกระทบ เพราะถูกผู้ใช้สื่อออนไลน์คอมเมนต์ต่อว่าด้วยคำพูดหยาบคายอย่างรุนแรง
ผลจากพฤติการณ์แผลงๆในยุคสื่อโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลแบบไร้ขอบเขต
ขาดมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม
ตามสถานการณ์แรงตกกระทบจากปรากฏการณ์ “เปรี้ยว” ยังคงมีต่อเนื่อง
แต่ที่กำลัง “เปรี้ยว” มาเลยก็คือ อาการของ “5 เสือ กกต.” ทีมงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่เปิดศึกย้อนศรยุทธการ “เซ็ตซีโร่” ด้วยการตั้งแท่นสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรีของรัฐบาล คสช.
เล่นจังหวะเอาล่อเอาเถิด ต่อรองกันเป็นเชิง
ถ้าข้าอยู่ไม่ได้ เอ็งก็อยู่ไม่เป็นสุขเหมือนกัน
ในอารมณ์เหน็บกันแบบแสบๆคันๆ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย พยายามเก็บอาการไม่มองเป็นการสร้างเงื่อนไขต่อรองของ กกต.
ยกคำพระ “อจินไตย” ไม่ควรแม้แต่จะคิดว่า “มีคนอย่างนี้อยู่”
จับทาง “วิษณุ” ก็คงคาดไม่ถึงว่า 5 เสือ กกต.จะกล้างัดเกมนี้มาเล่นเหมือนกัน
ซึ่งนั่นก็สะท้อนภาวะการดิ้นสู้ทุกวิถีทาง ขุมข่ายองค์กรอิสระไม่ยอมให้ล้างกระดานกันง่ายๆ
เพราะอำนาจอันหอมหวานไม่เข้าใครออกใคร ถ้าได้เสพแล้วติดใจทุกราย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายคนดีแสนดี หรือพวกที่โดนตราหน้าพะยี่ห้อ “ทักษิณ”
ที่แน่ๆอาการดิ้นสู้ของ กกต.คงจะทำให้ คสช.กระอักกระอ่วนไม่น้อย
เพราะอีกด้านหนึ่งก็ถือว่าเข้าเหลี่ยมนักการเมือง ทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการเซ็ตซีโร่ กกต.แบบหัวชนฝา
ไม่ใช่เพราะพิศวาส หรือชื่นชมในผลงาน
แต่เพราะเงื่อนไขสถานการณ์มันอาจโยงไปถึงการเลื่อนเลือกตั้ง ถ้า 5 เสือ กกต.ชุดนี้โดนล้างกระดาน ก็ไม่มีหลักประกันจะสรรหาทีมใหม่มาจัดเลือกตั้งได้ทันตามโปรแกรมโรดแม็ป
แบบที่เคยมีเหตุติดล็อกกันมาแล้วในอดีต
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไหลมาถึงตรงนี้ จะยื้อหรือไม่ยื้อเลือกตั้งยังไงก็ต้องขยับกันแล้ว
โฟกัสป้อมค่ายการเมืองเตรียมแต่งตัวกันแต่หัววัน
ฝั่งประชาธิปัตย์นั้นเปิดหน้าเปิดตัวกันชัดเจนอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อทีมงาน กปปส.ยกโขยงกลับมาตายรัง ไปไหน ไม่รอด
และนั่นก็ตอกย้ำกระแสข่าววงใน “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.กระเตงตั้งพรรคใหม่ไม่ไหว
ภายหลังโพลทหารหยั่งกระแสแล้วชื่อ “ลุงกำนัน” ดังแค่บนเวทีม็อบ แต่ในสนามเลือกตั้งคนปักษ์ใต้รู้จักแค่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
หันไปที่ฟากเพื่อไทย ที่ยามนี้ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ได้ธงจากดูไบ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานเวลาประชุมแกนนำพรรค โดยที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ ได้แค่นั่งประกบข้างๆมุมโต๊ะ
แต่ก็อีกนั่นแหละ ในทางการเมืองคนที่โชว์หน้าโชว์ตัวมักเป็นแค่ตัวหลอก
เพราะล่าสุดชื่อของนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ยุครัฐบาลไทยรักไทย โผล่ออกมาในบัญชีตัวเลือกในการแก้โจทย์ยากๆของฝ่าย “ทักษิณ”
ต้องผ่องแรงเสียดทานของฝ่ายคุมเกมอำนาจ
นักธุรกิจโคตรฉลาดอย่าง “ทักษิณ” ต้องเลือกจุดที่ได้ประโยชน์มากสุด
เทียบกับตัวเลือกอื่น “สุรเกียรติ์” ตรงล็อกสุด ณ ห้วงนี้.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่ โยงข่าว "ไอ้เปรี้ยว" กับ พรบ.คุมสื่อ.



บิ๊กตู่ โยงข่าว "ไอ้เปรี้ยว" กับ พรบ.คุมสื่อ...งง ทำกระเป๋า ลายๆ ขายดีอีก ห่วงเด็กไม่รู้ อะไรผิดถูก
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ กล่าวในระหว่างชี้แจงงบประมาณ ปี2561 ต่อ สนช. ว่า วันนี้ สื่อเสนอข่าว แต่เรื่อง "เปรี้ยว" สนใจกันบ้างมั้ยว่า น้ำแข็งขั้วโลกละลาย มีผลต่อเรื่องน้ำยังไง
"มัวแต่ดู แต่เรื่อง ไอ้เปรี้ยว เนี่ย แถมทำให้กระเป๋า ลายๆ ขายดีอีก ห่วงเด็กๆ จะไม่รู้ว่า อะไรผืดถูก เสนอข่าวมา3 อาทิตย์แล้ว ติงสื่อเสนอข่าวแบบนี้คุมกันเองได้มั้ย เผยคุยสื่อแล้ว อ้างต้องเสนอข่าว ไม่งั้นตกข่าว เพราะฉบับอื่นเสนอข่าว แล้ว อย่างนี้ สมาคมสื่อ ดูแลกันเองได้มั้ย หารือกันให้ได้. มันสำคัญ นะพรบ.สื่อ เราไม่ได้จำกัดสิทธิ์เขาเลย ให้คุมกันเอง แต่ ถ้าคุมไม่ได้ สมาคมสื่อ โดนด้วย นะ

ไม่ใช่เพื่อ "สืบทอดอำนาจ"

ไม่ใช่เพื่อ "สืบทอดอำนาจ"
"บิ๊กตู่" ชี้แจงงบประมาณต่อ สนช. ยันที่ ไม่ใช่ทำนั่นทำนี่ ไม่ใช่เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช เปรยรัฐบาลทำงานหนัก เพื่อปชช....
เปรย แก้ปัญหา บริหารจัดการน้ำ เราทำมา3 ปี มากกว่าที่ ทำมาย้อนหลังไปอีก 8ปี ถาม ถ้ามีทุจริตตรงไหน ให้ไปหามาดิ
ชี้ ครูสอน ไม่ทัน โซเชี่ยลฯ แล้ว วอนสอนค่านิยม จะกี่ประการ ก็ได้ มีทั้งของ "จอมพล ป"และ ของผม มันเสียหายตรงไหน ช่วยกันเตือน

นายกฯ จึ้ สื่อ พิจารณาเอง รับผิดชอบ ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ หลังเสนอข่าว"พลเอกเตียบันห์"



นายกฯ จึ้ สื่อ พิจารณาเอง รับผิดชอบ ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ หลังเสนอข่าว"พลเอกเตียบันห์"โยงขนอาวุธชายแดน เผย "บิ๊กป้อม"สร้างความเข้าใจกับกัมพูชาแล้ว เชื่อไม่กระทบความสัมพันธ์
จากกรณีที่สำนักวิเทศสัมพันธ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกหนังสือถึงสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทย ประจำกรุงพนมเปญ เรียกร้องให้สื่อมวลชนไทยบางสำนักแสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการภายหลังนำเสนอข่าวพาดพิงพล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของกัมพูชาว่า เกี่ยวข้องกับขบวนการขนอาวุธผิดกฎหมายจากกัมพูชาไปยังเมียนมา แต่รถได้ประสบอุบัติเหตุที่ จ.ตราด และถูกเจ้าหน้าที่จับได้ เมื่อ 3 มิ.ย.60
โดยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับพล.อ.เตีย บันห์ แล้ววานนี้ นั้น
พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ต่อเรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า เป็นการทำความเข้าใจระหว่าง 2 ประเทศ โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ เพราะทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันมาโดยตลอด
ส่วนเรื่องการแสดงความรับผิดชอบของสื่อนั้น เป็นสิ่งที่สื่อเองจะต้องไปพิจารณาว่าควรทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าสื่อมวลชนทุกคนมีจรรยาบรรณหรือบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้"

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ระเบิดโจมตีรัฐสภาและสุสานอดีตผู้นำอิหร่าน เสียชีวิต 12 ราย

ระเบิดโจมตีรัฐสภาและสุสานอดีตผู้นำอิหร่าน เสียชีวิต 12 ราย

ภาพที่ดูเหมือนเด็ก กำลังถูกหย่อนตัวลงจากหน้าต่างอาคารรัฐสภาอิหร่านImage copyrightEPA
คำบรรยายภาพภาพที่ดูเหมือนเด็ก กำลังถูกหย่อนตัวลงจากหน้าต่างอาคารรัฐสภาอิหร่าน
เหตุโจมตีที่อาคารรัฐสภาและสุสานอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านในกรุงเตะราน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก
ขณะนี้การโจมตีที่อาคารรัฐสภา ดูเหมือนจะคลี่คลายแล้ว หลังจากมีเสียงยิงปะทะกันเป็นระยะนานหลายชั่วโมง ส่วนผู้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย เสียชีวิตที่อนุสรณ์สถาน ของอญาโตลลอฮ์ โคไมนี
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามโจมตีครั้งที่ 3 ด้วย แต่ทางการอิหร่านระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถสกัดไว้ได้
กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือไอเอส ออกมาอ้างความรับผิดชอบการโจมตี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอิหร่าน และทางกลุ่มไอเอส ยังได้โพสต์ภาพ ที่อ้างว่าถ่ายได้จากด้านในอาคารรัฐสภาด้วย
สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า มีผู้ก่อเหตุโจมตี 4 ราย บุกเข้าไปยังอาคารัฐสภา แต่ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงยิงเสียชีวิต โดยขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ในจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิต 12 รายนี้ มีผู้ก่อเหตุรวมอยู่ด้วยหรือไม่ และเป็นตัวเลขรวมจำนวนเหยื่อจากทั้ง 2 เหตุการณ์หรือไม่
ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวฟาร์ส นิวส์ แสดงให้เห็นว่ามีระเบิดเกิดขึ้นนอกสุสานImage copyrightJAMARANNEWS/FARS
คำบรรยายภาพภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวฟาร์ส นิวส์ แสดงให้เห็นว่ามีระเบิดเกิดขึ้นนอกสุสาน
ด้านนายพีร์ ฮอสเซน โดลิวันด์ จากหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทั้ง 2 เหตุการณ์ รวมประมาณ 40 ราย
เมื่อช่วงเช้าของวันพุธ (7 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ก่อเหตุพร้อมด้วยอาวุธปืนคาลาชนิคอฟ บุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภา ทางด้านประตูใหญ่โดยปลอมตัวเป็นผู้หญิง จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานตามภาพเหตุการณ์ว่า มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง เข้าล้อมอาคาร และมีเสียงปืนดังตามมา
อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธว่า ไม่มีเหตุการณ์จับตัวประกันในอาคารรัฐสภา โดยนายอาลี ลารีจานี ประธานสภาฯ ระบุว่า เป็น 'เหตุการณ์เล็กน้อย'
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิหร่าน เข้าปิดล้อมอาคารรัฐสภาImage copyrightTASNIM NEWS AGENCY/REUTERS
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิหร่าน เข้าปิดล้อมอาคารรัฐสภา
การโจมตีอีกจุด เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น (18:10 น. ตามเวลาไทย) โดยผู้ก่อเหตุ บุกเข้าไปเปิดฉากกราดยิงที่สุสานอญาโตลลอฮ์ โคไมนี อดีตผู้นำและผู้ก่อตั้งประเทศอิหร่าน
สถานีโทรทัศน์อิริบ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าราชการกรุงเตหะรานว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุได้จุดชนวนระเบิดที่ติดอยู่กับเสื้อกั๊ก และอีกคนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต ส่วนภาพข่าว แสดงให้เห็นระเบิดมือ และซองกระสุนจากปืนอัตโนมัต ที่เจ้าหน้าที่พบอยู่กับร่างของผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิต โดยรายงานระบุด้วยว่า มือระเบิดฆ่าตัวตายดูเหมือนเป็นผู้หญิง ส่วนประชาชนที่กำลังสักการะสุสานอยู่ บางคนได้รับบาดเจ็บ