PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"การเป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องเหนื่อย หรือไม่เหนื่อย แต่มันเป็นความ ห่วง กังวล ทุกเรื่อง

"การเป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องเหนื่อย หรือไม่เหนื่อย แต่มันเป็นความ ห่วง กังวล ทุกเรื่อง จะทำยังไง แก้ยังไง ....แล้วนำความกังวล มาสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่กังวล แล้ว นอนเฉยๆ ผมว่า นายกฯทุกคนคงเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่า ผมกังวลมากกว่าคนอื่น แต่ผมกังวล แล้วต้องแก้ไขให้ได้..."
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 13มิย.2560

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ปัญหาหลายเรื่องนายกฯแก้คนเดียวไม่ได้ การที่นายกฯแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวและยาง นายกฯจะแก้โดยการตั้งทำงานพิเศษขึ้นมาซึ่งหลายภาคส่วน นายกฯเพียงแต่ริเริ่มอันไหนที่รู้มาจากสื่อ ก็เอาไปสั่งการว่าเรื่องนี้ว่ากันอย่างไร ให้เขาตอบคำถามให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา
"การเป็นนายกฯไม่ใช่เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย แต่เป็นเรื่องของความห่วงกังวล และนายกฯห่วงกังวลทุกเรื่อง คนที่เป็นนายกฯอาจจะเป็นแบบนี้ "
ห่วงประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรจะทำจะอยู่กันอย่างไร เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร ค่าเงินบาทลดลง แข็งขึ้น หรืออ่อนตัว ขาดแคลนน้ำจะทำอย่างไร แม้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ผมก็กังวล ฝนตกทุกครั้งก็กังวล นั่นคือหน้าที่ของนายกฯที่ต้องกังวล และนำข้อกังวลมาสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนนโยบาย นำปัญหาเดิม ปัญหาใหม่ และปัญหาวันข้างหน้า ซึ่งจะต้องทำทั้งวันนี้และทำเผื่อวันข้างหน้า โดยคิดมาตรการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะมีมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน สาธารณสุข การศึกษา
“ผมไม่อาจจะกล่าวอ้างว่าผมกังวลมากกว่าคนอื่น หรือคนอื่นอาจจะมากกว่าผม แต่ผมจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติ กังวลแล้วนอนเฉย ๆ มันไม่ได้ ผมนำทุกปัญหามาแก้ไขทั้งหมด บางปัญหาที่เล็ก ๆ ก็ต้องให้ผู้ปฏิบัติเขาทราบ ไม่เช่นนั้นผมคงต้องสั่งเองทั้งหมด ผมคงไม่ต้องมีรัฐมนตรี กระทรวง
การเป็นรัฐบาลมันมีนายกฯคนเดียวทำได้หรือไม่ มันไม่ได้หรอก การทำงานต้องทำด้วยระบบข้าราชการหลายล้านคน วันข้างหน้าถ้าจะลดข้าราชการก็ต้องสร้างความเข้มแข็งในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคสังคม ธุรกิจ และประชาชนเข้มแข็ง เพื่อให้เขาเดินเองได้ ขณะที่รัฐบาลก็คอยดูเรื่องการกระจายรายได้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเบาแรงไปเยอะ ผลประโยชน์และความโปร่งใสจะชัดเจนขึ้น ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ บริหารประเทศ เพราะประชาธิปไตยประชาชนมีสิทธิ มีเสียง และต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ว่าอย่างไรก็ไปตามนั้นก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"การเป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องเหนื่อย หรือไม่เหนื่อย แต่มันเป็นความ ห่วง กังวล ทุกเรื่อง จะทำยังไง แก้ยังไง ....แล้วนำความกังวล มาสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่กังวล แล้ว นอนเฉยๆ ผมว่า นายกฯทุกคนคงเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่า ผมกังวลมากกว่าคนอื่น แต่ผมกังวล แล้วต้องแก้ไขให้ได้..."
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 13มิย.2560
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ปัญหาหลายเรื่องนายกฯแก้คนเดียวไม่ได้ การที่นายกฯแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวและยาง นายกฯจะแก้โดยการตั้งทำงานพิเศษขึ้นมาซึ่งหลายภาคส่วน นายกฯเพียงแต่ริเริ่มอันไหนที่รู้มาจากสื่อ ก็เอาไปสั่งการว่าเรื่องนี้ว่ากันอย่างไร ให้เขาตอบคำถามให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา
"การเป็นนายกฯไม่ใช่เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย แต่เป็นเรื่องของความห่วงกังวล และนายกฯห่วงกังวลทุกเรื่อง คนที่เป็นนายกฯอาจจะเป็นแบบนี้ "
ห่วงประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรจะทำจะอยู่กันอย่างไร เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร ค่าเงินบาทลดลง แข็งขึ้น หรืออ่อนตัว ขาดแคลนน้ำจะทำอย่างไร แม้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ผมก็กังวล ฝนตกทุกครั้งก็กังวล นั่นคือหน้าที่ของนายกฯที่ต้องกังวล และนำข้อกังวลมาสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนนโยบาย นำปัญหาเดิม ปัญหาใหม่ และปัญหาวันข้างหน้า ซึ่งจะต้องทำทั้งวันนี้และทำเผื่อวันข้างหน้า โดยคิดมาตรการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะมีมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน สาธารณสุข การศึกษา
“ผมไม่อาจจะกล่าวอ้างว่าผมกังวลมากกว่าคนอื่น หรือคนอื่นอาจจะมากกว่าผม แต่ผมจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติ กังวลแล้วนอนเฉย ๆ มันไม่ได้ ผมนำทุกปัญหามาแก้ไขทั้งหมด บางปัญหาที่เล็ก ๆ ก็ต้องให้ผู้ปฏิบัติเขาทราบ ไม่เช่นนั้นผมคงต้องสั่งเองทั้งหมด ผมคงไม่ต้องมีรัฐมนตรี กระทรวง
การเป็นรัฐบาลมันมีนายกฯคนเดียวทำได้หรือไม่ มันไม่ได้หรอก การทำงานต้องทำด้วยระบบข้าราชการหลายล้านคน วันข้างหน้าถ้าจะลดข้าราชการก็ต้องสร้างความเข้มแข็งในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคสังคม ธุรกิจ และประชาชนเข้มแข็ง เพื่อให้เขาเดินเองได้ ขณะที่รัฐบาลก็คอยดูเรื่องการกระจายรายได้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเบาแรงไปเยอะ ผลประโยชน์และความโปร่งใสจะชัดเจนขึ้น ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ บริหารประเทศ เพราะประชาธิปไตยประชาชนมีสิทธิ มีเสียง และต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ว่าอย่างไรก็ไปตามนั้นก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"บิ๊กป้อม" สงสัย ไม่รู้จริงรึเปล่า? อดีตสส.อิสาน ร้อง มีทหาร ส่ง4คำถามของนายกฯ ให้ตอบถึงบ้าน



"บิ๊กป้อม" สงสัย ไม่รู้จริงรึเปล่า? อดีตสส.อิสาน ร้อง มีทหาร ส่ง4คำถามของนายกฯ ให้ตอบถึงบ้าน ยัน คสช. ไม่มีนโยบายให้ทหารเอา4 คำถาม ไปให้ประชาชน ตอบถึงบ้าน
จากกรณีที่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.เพื่อไทย ร้องเรียนทหาร ว่า ทหาร กองทัพภาค 2 บุกถึงบ้าน‬ โดยเอา4 คำถาม ของนายกฯ ไปให้ตอบถึงบ้าน
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มีใครสั่ง ทำกันเอง แล้วไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ด้วย
พร้อมยืนยันว่า คสช. ไม่มีนโยบาย ส่งคำถาม ไปให้ตอบถึงบ้าน แต่ให้ออกมาตอบที่ ศูนย์ดำรงธรรม หรือที่ แต่ละจังหวัด จัดไว้

"นายกฯบิ๊กตู่" บอก จากนี้ใครมา กด like ให้ผม

"นายกฯบิ๊กตู่" บอก จากนี้ใครมา กด like ให้ผม ....ผมไม่เชื่อแล้ว หลังจากจับ "ต่างด้าว" แถวสระแก้ว รับจ้าง กดLike 555555

หลังประชุม ครม. วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองครั้งแรกใน2 สัปดาห์โดยใช้เวลา 27 นาที
กรณีการเปิดให้ประชาชนตอบ 4 คำถามของนายกรัฐมนตรี นั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนให้ความสำคัญกับ 4 คำถามของผมมากไปหรือเปล่า ผมไม่ได้บอกว่าประชาชนจะต้องมาไลท์ทั้ง 6 ล้านคน มันไม่ใช่ จะกี่ล้าน ผม ไม่รู้ จะคนเดียวหรือ 10 คน ผมก็รับฟัง มี 100 คนก็รับฟัง 100 คน ว่าเขาว่าอย่างไร
แต่ผมได้ถามคำถามว่าจะเลือกตั้งเร็วหรือไม่เร็ว ไม่ได้ถามแบบนั้น เลือกตั้งก็เป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้ว ขั้นตอนกฎหมายมีอยู่ แล้วจะไปถามทำไม จะให้เลือกตั้งเร็วกว่าเดิมอะไรนั้น ผมไม่ได้สนใจ
“อย่าไปเป็นเครื่องมือของใครเขานั่นแหละสำคัญ วันนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องการทำโพล การกด Like เห็นหรือไม่ที่มีการจับชาวต่างด้าว ที่ไปตั้งกันอยู่จังหวัดสระแก้ว เพื่อรับจ้างกดLike ปัดโธ่ฉะนั้นคุณไม่ต้องมาไลท์ให้ผม เพราะผมไม่เชื่อหรอก
ในวันนี้เงินจ้างได้หมด เทคโนโลยีไปไกล ถ้าไปให้ความสำคัญในการสร้างความรับรู้ทางโซเชี่ยลอย่างเดียวคงไม่ได้ มันต้องสร้างอย่างที่ผมพยายามจะพูด ซึ่งอาจจะไม่มีใครเขาพูดกัน อาจจะเข้าใจบ้างหรือไม่เข้าใจบ้าง ฟังไม่ครบหรือพูดไม่จบ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วิเคราะห์ระดับความขัดแย้งทางการเมืองไทยด้วย Big Data

พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม เรื่อง

โลกปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยข้อมูลที่หลั่งไหลด้วยปริมาณมหาศาล (volume) มีความรวดเร็วสูง (velocity) ในรูปแบบที่มีทั้งความหลากหลาย (variety) และท้าทายความน่าเชื่อถือ (veracity) ตัวอย่างที่ครอบคลุมคุณลักษณะหลักทั้ง 4 ประการของ Big Data นี้ คงจะหนีไม่พ้นข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ (news media) ที่ทุกวันนี้สามารถเข้าถึงผู้คนจากหลายช่องทาง
อยากให้ลองนึกถึง ‘ถังข้อมูล’ ที่เก็บบันทึกเหตุการณ์ของทั้งโลกไว้ในที่เดียวอย่างเป็นระบบ โดยรวบรวมข่าวที่เกิดขึ้นจากทุกมุมโลกในทุกภาษา จากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์จำนวนมาก แล้วเปิดกว้างให้ผู้คนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ (open access) เพื่อทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและความเป็นไปของปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมโลกในมิติต่างๆ
นี่คือแนวคิดของโครงการที่เรียกว่า The GDELT Project
ในบทความนี้ ผู้เขียนจะนำฐานข้อมูลเหตุการณ์บางส่วนมาย้อนดู ‘ทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมือง’ ของประเทศไทย รวมถึงทดลองวิเคราะห์ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคจากการ ‘แบ่งขั้วแยกข้าง’ ของกลุ่มการเมืองในสังคมไทย

GDELT Project คืออะไร


GDELT เป็นคำย่อมาจาก Global Database of Events, Language and Tone ซึ่งเป็นฐานข้อมูลข่าวขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ผู้ให้กำเนิด GDELT คือ Kalev H. Leeraru หนึ่งใน Top 100 Global Thinkers ปี 2013 ของวารสาร Foreign Policy โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Google Jigsaw และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลนี้จาก Google BigQuery platform

GDELT and Google BigQuery: Understanding the World



ฐานข้อมูลเหตุการณ์ของ GDELT ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ คือ GDELT Event Database 1.0 ซึ่งรวบรวมจากข้อมูลข่าวรายวันประมาณ 250 ล้านเหตุการณ์ทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา และ GDELT Event Database 2.0 ซึ่งเป็นข้อมูลระดับ Real time ที่อัพเดททุก 15 นาที จากรายงานข่าว 65 ภาษาทั่วโลก (รวมทั้งภาษาไทย)
ข้อมูลที่อยู่ในถังทั้งสองนี้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเนื้อข่าวดิบๆ แต่เป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านการแปลงข้อความภาษาท้องถิ่นให้เป็นภาษาอังกฤษ และการใช้โปรแกรมแยกแยะประเภทของเหตุการณ์ ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่เหตุการณ์ทางการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา


ก่อนใช้ฐานข้อมูล GDELT มาวิเคราะห์กรณีประเทศไทย ผู้เขียนจะลองทดสอบวัดระดับความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาดูเสียก่อน เนื่องจากในอดีตเคยมีการจัดทำและเผยแพร่ดัชนีความขัดแย้งทางการเมือง (Partisan Conflict Index) ด้วยข้อมูลข่าวโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อความ (Textual analytics) เช่นเดียวกัน จึงน่าสนใจว่าการวิเคราะห์ด้วยฐานข้อมูล GDELT จะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงหรือแตกต่างจากงานศึกษาที่ผ่านมาอย่างไร

ภาพที่ 1 : ระดับความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1979-2016)
ภาพที่ 1 แสดงระดับการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา ทั้งที่มาจาก GDELT ซึ่งผู้เขียนคำนวณเอง (เส้นสีน้ำเงิน) และดัชนีความขัดแย้งทางการเมืองที่คำนวณอยู่ในงานวิชาการของ Marina Azzimonti (2014) ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Federal Reserve Bank of Philadelphia (เส้นสีเหลือง)
จะเห็นได้ว่า ผลการคำนวณมีความแตกต่างกันในช่วงแรก แต่ในช่วงหลังจากปี ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา ดัชนีทั้งสองแบบเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจจะอธิบายความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น (อ่านบทความ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “ความไม่แน่นอน” ของผู้เขียนประกอบ)

ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย


การแบ่งขั้วแยกข้างทางการเมืองเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมือง’ และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยมีหลายระดับ เช่น การแสดงออกผ่านการถกเถียงในระบบรัฐสภาตามครรลองประชาธิปไตย การไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ นอกรัฐสภา จนนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง และลุกลามเป็นการก่อความไม่สงบ การใช้มาตรการปราบปรามโดยรัฐ และความรุนแรงทางการเมือง รวมถึงการรัฐประหาร
คำถามที่สำคัญคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของไทยส่งผลอย่างไรและมากน้อยเพียงใดต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 
จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการหามาตรวัดระดับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองว่ามีมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงสามารถประมาณการถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีหน่วยงาน โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศ จัดทำดัชนีวัดเป็นรายปี แต่ความถี่ของข้อมูลอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเราอาจจำเป็นต้องหามาตรวัดที่มีความละเอียดสูงขึ้น
ผู้เขียนและศิริรัตน์ สนใจ นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงริเริ่มนำฐานข้อมูล GDELT มาวัดความความขัดแย้งทางการเมืองโดยใช้ Google BigQuery Platform ดัชนีนี้ให้ความสำคัญกับระดับการประท้วงทางการเมืองในไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา โดยคำนึงถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ดังแสดงผลการคำนวณในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 : ระดับความขัดแย้งทางการเมืองในไทย (ค.ศ. 1979-2017)
ผู้เขียนใช้ข้อมูล ‘จำนวนรายงานข่าวการประท้วงต่อจำนวนรายงานข่าวทั้งหมด’ เป็นตัวแทนการวัดระดับความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทย จากภาพที่ 2 จะพบว่า เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ค.ศ. 1992 มีความขัดแย้งรุนแรงมากที่สุด จากนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา การประท้วงในไทยปะทุขึ้นเป็นช่วงๆ อย่างค่อนข้างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนเกิดรัฐประหารในปี ค.ศ. 2014

ความขัดแย้งทางการเมืองกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ


ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทางวิชาการมาโดยตลอด การศึกษาในกรณีของต่างประเทศมักแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลบของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงประจักษ์
งานศึกษาเรื่องนี้ในระยะแรกให้ความสำคัญกับปัญหาในเชิงสถาบัน ซึ่งส่งผลผ่านประสิทธิภาพของการกำหนดนโยบาย กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย การลดแรงจูงใจของการลงทุนโดยเฉพาะโครงการระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองจึงถูกมองเป็นปัจจัยเชิงสถาบันอย่างหนึ่ง ซึ่งส่งผลระยะยาวต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
งานศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำในลักษณะของการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลของหลายประเทศ และให้ความสำคัญกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งปัญหาความขัดแย้งสะท้อนผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาในช่วงหลังได้ให้ความสำคัญกับการวัดระดับความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจ (Economic policy uncertainty) ที่มีมิติเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political uncertainty) และการแบ่งขั้วแยกข้างทางการเมือง (Political polarization) โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบในประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น
ในกรณีของประเทศไทย งานศึกษาของ Sonjai (2017) ได้วัดผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองต่อเศรษฐกิจด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ (ที่เรียกว่า Vector Autoregression) และพบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองผ่านระดับความรุนแรงของการประท้วงได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ภาพที่ 3 แสดง ‘การตอบสนอง’ (Response) ของตัวแปรทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดการปะทุขึ้นของระดับการประท้วง (+1 standard deviation shock) โดยตัวแปรทางเศรษฐกิจที่นำมาพิจารณาคือ GDP และส่วนประกอบหลักของ GDP คือ การบริโภค (CONSUMP) การลงทุน (INVEST) การนำเข้า (IMPORT) และการส่งออก (EXPORT) แกนตั้งแสดงขนาดการปรับตัวเป็นร้อยละที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเส้นแนวโน้ม (HP trend) ส่วนแกนนอนแสดงเวลารายไตรมาส

ภาพที่ 3 : การตอบสนองของตัวแปรทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดการประท้วง
    ที่มา: Sonjai (2017)

จากภาพที่ 3 จะเห็นว่า เมื่อการประท้วงเกิดขึ้นทันทีจะทำให้ GDP ลดลงไปจนถึงจุดต่ำสุดที่ไตรมาสที่สาม จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวอย่างช้าๆ จนเข้าสู่สมดุล
ส่วนภาพที่แสดงการตอบสนองของการบริโภค การลงทุน การนำเข้า และการส่งออก จะเห็นได้ว่ามีระดับการตอบสนองในเชิงลบต่อการประท้วงในขนาดที่แตกต่างกัน โดยพบว่า การนำเข้าและการลงทุนได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เมื่อเทียบกับการส่งออกและการบริโภคตามลำดับ

ก้าวต่อไปของดัชนีความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย


ขณะนี้ ผู้เขียนและยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กำลังพยายามพัฒนาดัชนีวัดระดับความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political uncertainty index) โดยใช้ข้อมูลจากข่าวหนังสือพิมพ์ในไทยเป็นหลัก รวมถึงผลกระทบของความไม่แน่นอนทางการเมืองต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ด้วยหวังว่าจะนำเสนอแนวทางการวัดที่หลากหลายและสามารถสะท้อนสภาวการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในมิติต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ดัชนีความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยที่ผู้เขียนกำลังทำวิจัยอยู่พัฒนามาจากวิธีการของ Baker, Bloom and Davis (ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทความ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “ความไม่แน่นอน”) ซึ่งใช้ข้อมูลรายงานข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับความไม่แน่นอนทางการเมืองใน 5 ด้าน คือ
(1) ข่าวความขัดแย้งจากการชุมนุมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง
(2) ข่าวการใช้มาตรการของรัฐในการดูแลหรือยับยั้งปัญหาความขัดแย้งที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การออกกฎอัยการศึก เป็นต้น
(3) ข่าวการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย เช่น การยุบสภา การเลือกตั้ง เป็นต้น
(4) ข่าวการรัฐประหาร
(5) ข่าวการเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างทางการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการเมือง เป็นต้น
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (www.pier.or.th) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้ ผู้เขียนจะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

อ้างอิง
Luangaram, Pongsak and Yuthana Sethapramote (2017). “The Price of Political Uncertainty in Thailand”. Work in progress. Funded by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research (PIER).
Azzimonti, M. (2017). “Partisan Conflict and Private Investment”. Prepared for the Carnegie-Rochester-NYU Conference, April 2017.
Sonjai, Sirirut (2017). “Measuring the Economic Impact of Political Protest by Using the Global Database of Events, Language and Tone (GDELT)”. Mimeo. Chulalongkorn University.

ดูเพิ่มเติม

ชาวบ้านตกใจ! ทหาร8นายรถ2คัน บุกบ้านอดีตส.ส.เพื่อไทย แค่ให้ตอบ4ข้อนายกฯ

ชาวบ้านตกใจ! ทหาร8นายรถ2คัน บุกบ้านอดีตส.ส.เพื่อไทย แค่ให้ตอบ4ข้อนายกฯ


นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 2 นำคำถาม 4 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาให้ตอบถึงที่บ้าน ซึ่งตนได้รับเกียรติโดยไม่ต้องเดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ให้ลูกน้องเดินทางมาพบถึงที่พัก โดยนำคำถาม 4 ข้อมาให้ตอบ ซึ่งข้อ 1.ถามว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ตนตอบว่าไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร 2.หากไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร ตนตอบว่าก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนจากผลการเลือกตั้งที่ออกมา 3.ถามว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของไทยและเรื่องอื่นๆ นั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า ตนตอบไปว่าการเลือกตั้งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของประเทศไทย เพราะไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ส่วนเรื่องการปฏิรูปอยากถามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่า 3 ปีที่ผ่านมาปฏิรูปไปถึงไหนแล้ว และ 4.ที่ถามว่ากลุ่มการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สมควรได้เข้ามาสู่การเลือกตั้งหรือไม่ ได้ตอบว่าทุกอย่างขึ้นกับผลการเลือกตั้งตามกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2560 และทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมาเพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสงบและเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ บ้านพักตนอยู่ตรงข้ามตลาดสด ซึ่งมีทหารกว่า 8 คน เต็มอัตราศึก พร้อมรถจี๊ปทหาร 2 คันรถบุกมา ทำให้ชาวบ้านตกใจอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ระบุเองว่าคำถาม 4 ข้อไม่ได้ถามนักการเมือง แต่ถามประชาชน ก็แปลกใจว่าทำไมมาถามถึงที่บ้าน ทั้งที่มีการระบุอยู่แล้วว่าให้ประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรม
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาในหนังสือได้ระบุถึงคำถาม 4 ข้อ และระบุชัดเจนว่าให้หน่วยรายงานการเข้าพบปะบุคคลเป้าหมายในพื้นที่รับผิดชอบโดยให้นำประเด็นคำถาม 4 ข้อไปถึงนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.พรรค พท. ถ้าอยู่ในพื้นที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย ก็ขอเข้าพบก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"สุเทพ"ตอบคำถามสีข้อ

‘สุเทพ’ ตอบ 4 ข้อบิ๊กตู่ ลั่น นักการเมืองชั่วร้ายไม่ควรได้รับโอกาสทางการเมืองอีก


“สุเทพ” ตอบคำถาม “บิ๊กตู่” 4 ข้อ ย้ำ เลือกตั้งคือหัวใจสำคัญของปชต. ชี้ นักการเมืองโกงไม่ควรได้รับโอกาสทางการเมือง เตือน กรธ.-สนช. เขียนกม.ลูกให้คำนึงเจตนารมณ์
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้โพสเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับคำถาม 4 ข้อของรัฐบาลที่ให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็น โดยนายสุเทพได้ตอบคำถามในแต่ละข้อว่า 1. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ นายสุเทพ ระบุว่า ประชาชนชาวไทย คาดหวังที่จะเห็น การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ สุจริต เที่ยงธรรมและต้องไม่มีการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่มีการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หรือการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น จึงคาดหวังได้ว่า ภายหลังการเลือกตั้ง จะได้รัฐบาลที่ดี มีธรรมาภิบาลมาทำหน้าที่ปกครอง บริหารประเทศ
นายสุเทพ กล่าวว่า 2. หากไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า หากไม่สามารถสร้างกลไกในการกำกับควบคุมการเลือกตั้งที่ประกันได้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม เป็นไปโดยสุจริต และถ้าหากการเลือกตั้งจะทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล ก็ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ จะต้องช่วยกันคิดแก้ไขดำเนินการปฏิรูปการเมือง สร้างระบบการเมือง และกลไกการเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบให้จงได้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ประชาชนชาวไทย ต้องไม่ยินยอมให้การเลือกตั้งเป็นเพียงแบบพิธีการ เพื่อให้นักการเมืองเข้ายึดครองอำนาจในการปกครองประเทศไทย โดยไม่เคารพยำเกรง กฎหมายบ้านเมืองอีกต่อไปโดยเด็ดขาด
นายสุเทพ กล่าวอีกว่า 3. การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงอนาคต ของประเทศ และเรื่องอื่น ๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์ และการปฏิรูป ถูกต้องหรือไม่ การเลือกตั้ง เป็นกระบวนการที่เป็นโอกาสของประชาชนในการร่วมกันใช้สิทธิแสดงเจตจำนงในการมอบหมายอำนาจให้ผู้ที่ประชาชนไว้วางใจ เข้าทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งในด้านการใช้อำนาจในการปกครองบริหารประเทศ และการตรากฎหมาย เพื่อบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชนโดยรวม การเลือกตั้งจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การตัดสินใจในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง จึงต้องคำนึงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งชาติ
นายสุเทพ กล่าวว่า ประชาชน เห็นพ้องกันทั่วไปแล้วที่จะต้องเร่งรัดปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ จึงเป็นหน้าที่ของ คสช. และรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน การปฏิรูปด้านใดที่จำเป็นต้องใช้เวลานาน ให้กำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ เจตนารมณ์ ของประชาชนชายไทยในเรื่องนี้ ได้แสดงชัดแจ้งโดยการร่วมกันลงประชามติรับรองเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ อันได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ทุกฝ่าย ทุกคน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเคร่งครัด หลีกเลี่ยง บิดพลิ้วไม่ได้
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า 4. ท่านคิดว่านักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การ เลือกตั้งอีกหรือไม่ หากคนเหล่านี้เข้ามา และเกิดปัญหาจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธี อย่างไรนั้น นักการเมืองที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เช่น ทุจริต ประพฤติมิชอบ ไม่เคารพกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดิน โดยมุ่งประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ต้องไม่ได้รับโอกาส ใดๆ ให้เข้ามามีอำนาจหน้าที่ในทางการเมืองอีกต่อไป เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถสร้างสรรค์ จรรโลง ระบอบประชาธิปไตยได้ ในช่วงเวลาขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติสนช.) จึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีการกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้นักการเมืองที่ไม่สุจริต เข้ามามีอำนาจในทางการเมือง สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชนอีกต่อไป
“พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง อันได้แก่ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงต้องตราขึ้นโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่ตรากฎหมายตามความต้องการของนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษในการควบคุมจัดการเลือกตั้งด้วยความเป็นกลาง เป็นธรรม โปร่งใส และบริสุทธิ์ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ และสันติสุขให้แก่ประเทศชาติ ตามเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ทั้งแผ่นดิน” นายสุเทพ ระบุ

สโมสร50ส.ส.

เบื้องลึก 50 อดีตส.ส.เคลื่อนพล..

“50 อดีตส.ส.วงแตก/นัดกินข้าว/เจอตำรวจขู่มีระเบิด”...
      นสพ.เดลินิวส์ รายวัน ฉบับเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาดหัวตัวเป้ง  แถมมีภาพประกอบด้านบนเป็นภาพอดีตส.ส.ชื่อดัง 7 คนนำโดย วิวรรธนไชย  ณ กาฬสินธ์,จักรพันธ์  ยมจินดา,สุพัฒน์  ธรรมเพชร... ยืนกอดอกถ่ายภาพโก้หร่าน..
      ครับ เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย.กลุ่มส.ส.ดังกล่าวนัดเลี้ยงสังสรรค์กันที่โรงแรมดังย่านลาดพร้าว ขึ้นป้ายว่า “สโมสรส.ส.” แต่จู่ๆตำรวจ มากันพรึ่บขอตรวจค้นวัตถุระเบิดตามที่ได้รับแจ้ง  แต่ไม่พบสิ่งใดๆ..กระนั้นงานเลี้ยงก็ยกเลิก...คนที่เป็นแกนนำจัดงานก็ออกอาการกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อย...
      ผมพอจะรู้จักอดีตส.ส.แกนนำกลุ่มนี้อยู่บ้างบางส่วน  ก็พอจะสรุปได้ว่าอดีตส.ส.กลุ่มนี้รวมตัวกันมา2ปีกว่าแล้วมีประมาณ50-60คน  จัด  งานเลี้ยงพบปะแลกสังสรรค์แลกเปลี่ยนความเห็นการบ้านการเมืองกันเงียบๆ กันหลายครั้ง  แม้ประมาณครึ่งหนึ่งจะเป็นอดีตส.ส.เพื่อไทย  แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวเพื่อเชิดชู”ทักษิณ”และพรรคเพื่อไทย  หากแต่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อตรวจสอบ  ติดตามทิศทางลม  ดมกลิ่นการเมือง..เพื่อการตัดสินใจของตัวเองมากกว่าอย่างอื่น
     หนึ่งในแกนนำกลุ่ม”สโมสรส.ส.”อย่าง วิวรรธนไชย   ณ  กาฬสินธุ์  วิเคราะห์การเมืองไว้อย่างน่าสนใจว่า  แนวโน้มหลังการเลือกตั้งรอบหน้า พล.อ.ประยุทธ  จันทร์โอชา จะเป็นนายกฯอีกรอบ พรรคเพื่อไทยแม้จะชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้จัดตังรัฐบาล ไม่ได้เป็นนายกฯ...แต่กระนั้นหากเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งใกล้ๆกับกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมด(500) ก็อาจทำให้รัฐบาลไมมีเสถียรภาพได้...ซึ่งเป็นการวิคราะห์ทีน่าสนใจ..
       และถ้าให้อ่านทิศทางลมของกลุ่มอดีต50ส.ส.กลุ่มนี้  ผมเชือว่าด้วยความเป็นนักการเมืองพวกเขาหลายคนน่าจะกำลังเงี่ยหูฟังว่า  ทหาร/คสช.จะตั้งพรรคหรือไม่...หากตั้งพวกเขาส่วนหนึ่งก็คงพร้อมที่จะขอร่วมด้วยช่วยกัน..
        ..หลายครั้งที่การเมืองเป็นเรืองของนาทีสุดท้าย..นาทีสุดท้ายที่จะตัดสินใจ..เปลี่ยนใจ.
         เรื่องวงแตกเมื่อคืนวันเสาร์เป็นแค่ดรามาการเมือง..

(นิว108-วันที่ 12 มิ.ย.2560)

50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้

50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้

โดย MGR Online   
10 มิถุนายน 2560 21:25 น. (แก้ไขล่าสุด 11 มิถุนายน 2560 10:32 น.)
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        วงแตก! กลุ่มสโมสร ส.ส.รวมตัวอดีต ส.ส.เกือบ 50 คนสังสรรค์ เจอทหารไล่จดชื่อดะ สุดงง ตำรวจนับสิบโผล่ค้นห้อง อ้างต้องสงสัยมีระเบิด แต่สุดท้ายก็ไม่พบ ก่อนสั่งปิดห้องไม่ให้ใช้ ด้าน “วิวรรธนไชย” ลั่นรวมกันกินอีกแน่ ส่วน “วัฒนา เซ่ง” คาด จนท.คงไม่สบายใจในการประชุม
      
       วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่ห้องกรุงเทพ 2 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อเวลา 18.00 น. กลุ่ม “สโมสร ส.ส" ซึ่งมีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กว่า 50 คน ได้นัดพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกัน เช่น นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ นายจักรพันธ์ ยมจินดา อดีต ส.ส.ระยอง นายเอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด นายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ นางลลิตา ฤกษ์สำราญ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคไทยรักไทย นายวิชาญ มีนไชยนันท์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ สำหรับกลุ่ม ส.ส.ดังกล่าวได้รวมตัวกันมาประมาณ 2 ปีแล้ว
      
       นายจักรพันธ์กล่าวว่า สโมสร ส.ส.นั้นเกิดการรวมตัวกันของ ส.ส.พรรคต่างๆ เมื่อ 2 ปีก่อนด้วยความคิดถึงเพื่อนมีสมาชิก 76 คน และมีการนัดหมายพบปะสังสรรค์กันมาตลอดโดยหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพ แต่ก็หยุดไประยะหนึ่งและกลับมาพบกันอีกครั้งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้ง และสมาชิกที่มาวันนี้มีฐานเสียงไม่น้อยกว่า 30,000 คน ดังนั้นจึงมาคุยว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ยืนยันว่าไม่มีอะไรไปกระทบรัฐบาล เราให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงาน
      
       เมื่อถามว่า แสดงว่าพร้อมที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ใช่หรือไม่ นายจักรพันธ์กล่าวว่า นักการเมืองทุกคนจะต้องพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทุกเมื่ออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนของการรวมตัวนั้นได้ทำกันมากกว่าสองปีแล้ว ส่วนเรื่องตั้งพรรคใหม่นั้นยาก ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ยืนยันว่าวันนี้ไม่ใช่ประเด็นการตั้งพรรคการเมือง สมาชิกในกลุ่มยังคงเป็นสมาชิกพรรคเหมือนเดิม
      
       มีรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบมาเฝ้าสังเกตการณ์ตลอดเวลา พร้อมทั้งได้สอบถามรายชื่ออดีต ส.ส.ที่มาร่วมงาน และจดรายชื่อของสำนักข่าวที่มาทำข่าวในวันนี้กลับไปด้วย
      
       ต่อมาตำรวจประมาณ 10 นายได้เชิญทุกคนออกจากห้องจัดงานแล้วเข้าตรวจสอบ โดยทางผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ร.ต.ท.ไพรัช พลหาญ ตำรวจ สน.พหลโยธิน ว่าได้รับแจ้งว่ามีวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดอยู่ในห้องจัดงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่อีโอดีเข้าตรวจสอบ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอพยพผู้พักอาศัยในโรงแรมทั้งหมด ขอให้ผู้ที่อยู่บริเวณชั้นสองเท่านั้นที่อยู่บริเวณพื้นที่
      
       กระทั่งเวลา 19.23 น. เจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดใช้เวลาตรวจสอบพื้นที่เพียงไม่นานก็ไม่พบวัตถุต้องสงสัยจึงเดินทางออกจากพื้นที่ จากการสอบถามพนักงานโรงแรมระบุว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุด้วยว่าวันนี้บริเวณชั้นสองของโรงแรมไม่มีการจัดงานอื่น มีเพียงงานเดียวคืองานเลี้ยงของกลุ่ม ส.ส.เท่านั้น ขณะนี้เปิดให้ใช้บริการชั้น 2 ตามปกติ แต่ยังปิดไม่ให้มีการใช้งานห้องกรุงเทพ 2 ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยง
      
       ด้านนายวิวรรธนไชยกล่าวว่า ไม่รู้ว่ามีวัตถุคล้ายระเบิดจริงหรือไม่ แต่การเลือกปฏิบัติกับแขกชั้น 2 เท่านั้นเป็นการไม่ให้เกียรติกันแต่คงจะนัดรวมกลุ่มกันกินอีก
      
       ด้านนายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระหว่างที่มาถึงงานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้จัดการโแรงแรมมาแจ้งว่ามีตำรวจอีโอดีขอเข้ามาตรวจพื้นที่หลังรีบแจ้งว่ามีวัตถุต้องสงสัย หลังจากยืนรอสักพักผู้จัดการโรงแรมก็ขอให้ออกจากพื้นที่ ตนก็เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่มีวัตถุต้องสงสัยจริง แต่เจ้าหน้าที่อาจไม่สบายใจถึงการนัดพบปะจึงสร้างประเด็น สมาชิกที่มาจึงพูดทีเล่นทีจริงว่าหากเราไม่แยกย้ายเขาก็จะตรวจสามสี่ชั่วโมงและแจ้งว่าไม่มีอะไร ทั้งนี้ที่นัดกันไม่มีการพูดคุยการเมือง 
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
        
50 อดีต ส.ส.วงแตก! ตร.บุกค้นห้องประชุม อ้างมีบึ้มแต่ไม่พบ แล้วสั่งงดใช้
      

       
       
       
       
        

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่ออดีตส.ส.ที่มาร่วมงานวันนี้ อาทิ 1.นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ 2. นายจักรพันธุ์ ยมจินดา 3. ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร 4. นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ 5. นายเอกพร รักความสุข 6. นางพิมพา จันทรประสงค์ 7. นายมานะ มหาสุวีระชัย 8. นายโสภณ เพชรสว่าง 9. นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร 10. นายศิริ หวังบุญเกิด 11. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร 12. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ 13. นายปัญญา จีนาคำ 14. นายวิสันต์ เดชเสน 15. นางลลิตา ฤกษ์สำราญ 16. นายเทิดภูมิ ใจดี 17. นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ 18. นายอรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ 19. นายธีรยุทธ วานิชชัง 20. นายประสิทธิ์ จันทาทอง 


21. นางชมภู จันทาทอง 22. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ 23. นายรณฤทธิชัย คานเขต 24. นายประสพ บุษราคัม 25. นายสาคร พรหมภักดี 26. นายธีระชัย ศิริขันธ์ 27. นายศุภชัย โพธิ์สุ 28. นายจำลอง รุ่งเรือง 29. นายสันทัด จีนาภักดิ์ 30. นายยงยุทธ นพเกตุ 31. นางศุภมาส อิศรภักดี 32. นายฉลาด ขามช่วง 33. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ 34. นายไพโรจน์ ทุ่งทอง 35. นายบัวสอน ประชามอญ 36. นายสฤต สันติเมทนีดล 37. นพ.ประจวบ อึ๊งภากรณ์ 38.นายเอกภาพ พลซื่อ 39. นายไชยา พรหมา 40. นายกุศลหมีเทศริ์ ศรีอารวงศา 41. นายวัฒนา เซ่งไพเราะ 42. นายเฉลิมชาติ การุญ 43. นายปัญญา ศรีปัญญา 44. นายยุทธพงษ์ แสงศรี 45. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 46.นายเอกพจน์ วงศ์อารยะ 47.นายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ 48.นายพูลสวัสดิ์ โหตระไวศยะ 49.นายศักดิ์ชัย จินตะเวช 50.นายธีรโชติ กองทอง

ปรากฏการณ์ ปาร์ตี้ 50 อดีต ส.ส. ช่องระบาย 1 ในยุค “รัฐประหาร”

ปรากฏการณ์ ปาร์ตี้ 50 อดีต ส.ส. ช่องระบาย 1 ในยุค “รัฐประหาร”


ไม่ว่าจะชอบ ไม่ว่าจะชัง แต่บทบาทของ “สโมสร ส.ส.”เป็นปรากฏการณ์ควรให้ความสนใจ
เหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
“นับจากนี้จะมีนักการเมืองรวมกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและจะทำในรูปแบบแปลกๆมาบังหน้าว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง”
เป็นคำทำนายจาก นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เช่นเดียวกับ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
“เป็นนักการเมืองไม่ให้คุยการเมืองจะให้คุยเรื่องอะไร แต่เราไม่ได้จะจับกลุ่มพูดคุยถึงขนาดโค่นล้มรัฐบาล หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล”
มาอย่างเป็นระบบ มาอย่างเป็นกระบวน

หากสดับตรับฟังจากแกนนำไม่ว่า นายวิวรรธนชัย ณ กาฬสินธุ์ ไม่ว่า นายวัฒนา เซ่งไพเราะ
จุดเริ่มมาจากการเยี่ยมอาการป่วย พ.อ.สมคิด ศรีสังคม
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับว่า วันที่ 10 มิถุนายน มิได้เป็นหนแรกที่มี”ปาร์ตี้”แบบนี้
ก่อนหน้านี้มีมาแล้วหลายหน
บางหนเคยเชิญ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่ 1 มาพูดเรื่องปรองดอง มาพูดเรื่องปฏิรูป
ทั้ง นายอลงกรณ์พลบุตร ก็เป็น”สมาชิก”สโมสร
ที่ระบุว่า “ปาร์ตี้ 50 อดีต ส.ส.”นั้นอาจคลาดเคลื่อนเพราะว่าปัจจุบัน สมาชิกทะลุไปถึง 70 อดีต ส.ส.แล้ว
สถานีกลางติดต่อกันผ่าน”ไลน์กลุ่ม”

หากมองในทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์”สโมสร ส.ส.” คือ 1 ในช่องระบายทางการเมือง
หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
เมื่อมีคำสั่งคสช.ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ห้ามพรรคการเมืองมีกิจกรรม “นักการเมือง”ย่อมหา”ช่องทาง”
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ล้วนคึกคักด้วย”ไลน์กลุ่ม”
เห็นจากแกนนำ”กปปส.”ตบเท้าเข้าพบ”อภิสิทธิ์”
เฉพาะแกนนำกปปส.ก็ 8 คนเกิน 5 ไปแล้ว 3 มิใช่หรือ