PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ล็อกที่ 'นักเลือกตั้ง' ขังตัวเอง

ออกทุกข์ "วันแรก" ปุ๊บ "เสียงแรก" ที่ได้ยินปั๊บ คือ
"เสียงนักการเมือง".............
รุกเร้าให้รัฐบาลปลดล็อก ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
อ้างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว มีเวลาแค่ ๖ เดือน ที่แต่ละพรรคต้องแต่งตัวให้ถูกกติกา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ฉะนั้น ถ้ายังไม่ปลดล็อก ที่นายกฯ บอก จะให้เลือกตั้งราวๆ พฤศจิกา ๖๑
พวกเขาอาจแต่งตัวพรรคไม่ทัน!
ครับ...ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขาพูดในด้านเหตุผลของเขา ซึ่งเขามีผลประโยชน์ได้-เสียโดยตรง
แต่ถ้าพูดถึงกาละ-เทศะ............
ประเทศเพิ่ง "ออกทุกข์" เป็นทางการ แต่ทางใจประชาชน ยังไม่อยู่ในอารมณ์กระสันการเมืองฉับพลันเหมือนนักเลือกตั้ง
ดังนั้น พอได้ยินเสียงลากหาง เกือบทุกคนมีความรู้สึก
"อยากเหยียบ"!
ปลดล็อกน่ะ รัฐบาล คสช.เขาปลดแน่ เพียงแต่ช่วงนี้ ยังไม่ปลดโซ่เท่านั้น
เลือกตั้งนั้น หัวเด็ด-ตีนขาด ยังไงๆ ก็ต้องได้เลือกแน่ เพราะฉะนั้น อย่าดิ้นกันมากนัก
เดี๋ยวโซ่ตึง มันรัดคอเอาน่ะ!
เรื่องต้องใช้เวลาจัดระบบพรรคตามกติกาใหม่นั่น มันแค่ข้ออ้าง ซึ่งตอนนี้ เขาห้ามกิจกรรมทางการเมืองก็จริง
แต่ในทางพฤตินัย กล้าปฏิเสธมั้ย ว่าแต่ละพรรค "เปล่าเคลื่อนไหว" ในทางร่างพิมพ์เขียวกันมาตลอด
ข้อเท็จจริงก็คือ.............
ที่ต้องการให้ปลดล็อกนั้น ก็ในความหมาย "ประชาธิปไตย กูจะทำอะไรก็ได้" ประมาณนั้นซะละมากกว่า
และอยากออกหาเสียง โชว์ตัว-โชว์บทบาท ในแต่ละพื้นที่ ด้วย "ชุดความคิดปฏิปักษ์" นั่นแหละหลักใหญ่
ของอย่างนี้ อ้าปากก็เห็นถึงรูตูด...........
นักการเมืองจริงๆ ที่มีคุณภาพนั้นน่ะ สังเกตดูเถอะ เขามีกาลเทศะ
ไม่ทำอะไรโฉ่งฉ่าง ไม่ทำตัวเป็นขยะสังคมชาติ
เขาจะดูอารมณ์ประชาชน เคารพทิศทางสังคม และเอื้อเฟื้อต่อปัญหาบ้าน-สถานการณ์เมือง
และที่สำคัญ...........
นักการเมืองอาชีพ (คนละประเภทกับนักเลือกตั้ง) ก็เหมือนนักฟุตบอล เขารู้ และมีแท็กติก
คือรู้ ทั้งตอนลูกอยู่ในตีนเราและในตีนเขา ว่าควรเตะแบบไหน แย่งตอนไหน จึงจะไม่ฟาวล์ เกิดประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลทางบวก
ไม่ใช่มั่วไปเรื่อย แหย่ตีนไม่มีจังหวะ วิ่งพล่านไปทั่ว โดยไม่ดูว่า ลูกอยู่ไหน และในสถานการณ์อะไร?
ฉะนั้น จะเห็นว่า นักการเมือง "ของแท้" และมีประสบการณ์ เขาไม่เดือดร้อนเลย เรื่องล็อก-ไม่ล็อก
เพราะ "ล็อก" มีสำหรับพวกคิดแหก
และ "โซ่" มีสำหรับตรึงพวกดิ้น!
ผมดูอยู่ข้างนอก มองเข้าไปจึงค่อนข้างเห็นชัด คือเห็นความต่างระหว่าง "นักการเมือง" กับ "นักเลือกตั้ง" ในแต่ละพรรค
นักการเมืองจริงๆ นั้น เป็นผู้สร้างสรรค์ อยู่เหนือคำว่า "ล็อก"
จะเห็นว่า ตั้งแต่ ๒๒ พ.ค.๕๗ จนถึงวันนี้ บริหาร-ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ
แต่นักการเมืองจริงๆ เขาไม่เดือดร้อน เพราะเขารู้หลัก "หิโตปเทศ"
และโดยแท้จริงแล้ว เขาเคลื่อนไหวด้วยรู้ "ชั่ว-ดี" ในความเป็นนักการเมืองอยู่ตลอด
แม้วินาทีนี้ นักการเมืองแท้หลายคน ก็เคลื่อนไหว
ยกตัวอย่างให้เห็นก็ได้..........
อย่างอดีตนายกฯ "นายชวน หลีกภัย" นั่นปะไร!
ความเป็นสัปปุรุษ และความเป็นรัตตัญญูชนของท่าน
ในสถานการณ์หนึ่งๆ............
ท่านแยกแยะ "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" โดยยึดคุณธรรม-คุณประโยชน์ ที่สังคมชาติได้ เป็นบทสรุปที่จะยอมรับ หรือปฏิเสธ
ไม่ใช่ยึดแค่ตัวหนังสือที่เขียน "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" ก็หัวทิ่มตามคำ โดยไม่แยกแยะ "ผิด-ถูก" ในโลกเป็นจริง
ว่าเกิดคุณ-เกิดโทษ, ประโยชน์ตัว-ประโยชน์รวม เป็นสาระหลักทางชี้ขาด
ใครก็ตาม จะนักการเมือง นักเลือกตั้ง หรือนักไหนๆ ก็ตาม ถ้าทำอะไรยึดหลักหิโตปเทศ
จะอยู่เหนือคำว่าเคลื่อนไหวทางการเมือง, ติดล็อกทางการเมือง
เพราะ "ทุกเรื่อง"............
เขาจะทำและไม่ทำ บนฐานเกิดประโยชน์-ไม่เกิดประโยชน์ ต่อสังคมรวมเป็นหลักใหญ่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมอยู่เหนือคำว่าล็อกทางการเมือง!
ดังเช่น..........
รัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ ปกครองประเทศมา เข้าปีที่ ๔
ผมก็เห็นอดีตนายกฯ ชวน "เคลื่อนไหว" มาตลอดเข้าปีที่ ๔ เหมือนกัน!
รูปธรรมที่เห็นชัด............
ทางการประกาศรับ "อาสาสมัคร" ไปเป็นลูกมือช่างในงานศิลป์ เพื่อการก่อสร้างพระเมรุมาศ
อดีตนายกฯ ชวน ถ้าจำไม่ผิด ท่านเป็นศิษย์เก่าช่างศิลป์ ท่านก็ใช้ความเป็นนายชวน ไม่ใช่นักการเมืองชื่อชวน
ไปเป็นอาสาสมัคร!
เป็นลูกมือทำตามเขาสั่ง เขาสั่งทำหน้าที่ลงสีจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงธรรม ก็ครับ..ครับ..ก้มหน้า-ก้มตาทำ
เขามอบงานให้วาด ให้ลงสีตัวเทวดานางฟ้า-นางสวรรค์บนฉากบังเพลิง ท่านก็เป็น ฒ.เฒ่า หน้าชิดอยู่กับฉากเป็นเดือนๆ
คุณชวนเคยออกมาคุยอวด-คุยอ้าง ขึ้นหลังคารถ ตระเวน-ตะโกนบอกชาวบ้านมั้ย?
ไม่มี......
มีแต่คนรู้ ก็แอบไปถ่ายรูป มาโพนทะนากันเอง เรียกว่า เป็นข่าวเงียบๆ ตามธรรมชาติ
ถามว่า นี่อดีตนายกฯ ชวนทำกิจกรรมทางการเมืองมั้ย?
คำตอบ คือ ใช่และไม่ใช่
คือมันเป็นกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง แต่ชาวบ้าน-ชาวเมือง มีทัศนคติสนองตอบโดยชอบในมุม "ทางการเมือง" กันเอง
ไม่มีใครบังคับขับไส หรือไปสร้างภาพให้เป็น!
นี่คือตัวอย่าง ขอให้บริสุทธิ์ในการทำเสียอย่าง อย่าบกพร่องโดยสุจริต และการทำนั้น
กอปรด้วยกาละ-เทศะ และคุณประโยชน์
จะไม่มีใครว่า นี่คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ขัดคำสั่งใดๆ ของใครเลย!
ขนาด ผบ.ทบ.ยังสมัครเป็น "จิตอาสา" ไปกวาดถนนแกรกๆ ซึ่งระดับท่าน ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพ-หาเสียง
แต่ด้วย "บริสุทธิ์แห่งจิต" ท่านทำ ก็ไม่มีใครมองท่านไปทางอื่น นอกจากทาง ชื่นชมยินดี
คนทั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เป็นจิตอาสา ลงไปลุยน้ำครำ "ลอกคู-ลอกคลอง" รอบเกาะรัตนโกสินทร์
เขาทำกันเงียบๆ ไม่ได้โพนทะนาบอกใคร แต่ความบริสุทธิ์แห่งจิตในการทำ ผมอยู่ในรูนี่ ยังมีคนนำมายกย่อง-สรรเสริญให้ฟัง
แล้วนักเลือกตั้ง-พรรคการเมืองทั้งหลาย
..........ไปมุดอยู่ที่ไหนล่ะ?
ทำไมไม่ใช้ความบริสุทธิ์แห่งจิตในการทำ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ในรูปกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง อย่างคนอื่นๆ เขาทำกันบ้างล่ะ?
น้ำท่วมโครมๆ เป็นเดือนๆ ใน ๒๓-๒๔ จังหวัด นอกจากไม่ออกไปช่วยชาวบ้าน ซึ่งน่าละอายมากแล้ว
ยังคอยเอาแต่ปั้นข่าวหลอกให้ชาวบ้านระส่ำ ให้ชาวบ้านขัดแย้งกัน วันๆ หวังผลแต่ทางให้รัฐบาลวิบัติ
เนี่ย....ทำได้ ไม่เกี่ยวล็อก-ไม่ล็อก ก็ทำเหมือนกัน แต่ทำแบบ "เอาตีนราน้ำ"
ตรงข้ามกับชาวบ้านแท้ๆ ไม่มีผลประโยชน์อะไรกันเลยในทาง "ได้" เพื่อตน
แต่ด้วยจิตสำนึก-จิตกตัญญู ในงานออกพระเมรุ เขากลับช่วยกัน เสียสละกัน ด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิต
เกิดเป็น "ความงาม" ประดับสังคมชาติ ขจายไปทั้งโลก!
พ่อค้าจนๆ พาลูกเมีย ขี่มอเตอร์ไซค์โกโรโกโส จากสระบุรี มาทอดปาท่องโก๋ "ช่วยงานพ่อ" ที่ราชดำเนิน
ชาวเขา-ชาวดอย กระเตงลูกไว้ข้างหลัง มือถือถุงเดินร้องทั่วสนามหลวง
"มีคาหยะทิงมายคะ คายมีคาหยะทิง บาคะ...."
นี่คือกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง ที่ทำได้ทันที ไม่ต้องรอและร้องให้ใครปลดล็อก!
เห็นมั้ย.......
ในสังคมมนุษย์ ทุกพฤติกรรมคือ "การเมือง-เพื่อบ้านเพื่อเมือง" ทั้งนั้น
มีแต่นักเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยความไม่บริสุทธิ์แห่งจิต จึงมุ่งแต่ "ทางเอา" ไม่เคยคิดใน "ทางให้"
จึงใช้ความโมหะแห่งจิต จำกัดความคำว่า "การเมือง" คือกิจกรรมเพื่อการเลือกตั้งตะพึด-ตะพือ!
ผมไม่ใช่คนปฏิเสธการเลือกตั้ง เท่ากับไม่เคยศรัทธาว่าต้องประชาธิปไตยเท่านั้น ชาติจึงเจริญ
จึงอยากบอกด้วยหวังดี อย่าว่าแต่รัฐบาล คสช.เลย ต่อให้ฟ้าก็ห้ามบ่ได้
ถ้าทำอะไรด้วย "บริสุทธิ์แห่งจิต"........
อย่างที่อดีตนายกฯ ชวน อย่างที่จิตอาสา อย่างที่ชาวบ้าน "สามัญชนผู้ต่ำศักดิ์" ทั้งหลาย เขาทำ
ทำไปเลย......
ใครล็อกไว้ตรงไหน ผมไปจะปลดให้เอง!
-เปลว สีเงิน-31/10/60

อดีต แห่ง วันนี้ อ่านผ่าน ‘รัฐธรรมนูญ’ ปัจจัย กำหนด

อดีต แห่ง วันนี้ อ่านผ่าน ‘รัฐธรรมนูญ’ ปัจจัย กำหนด


จะทำความเข้าใจสถานการณ์หลังเดือนตุลาคมได้กระจ่าง สว่างแจ้งมากยิ่งขึ้นต้องย้อนกลับไปศึกษาจากสถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501

เป็นรัฐประหาร “ซ้ำ”

นั่นก็คือ เป็นรัฐประหารอันเป็นความต่อเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2500 และภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2500

เพียง 1 ปีก็เกิดขึ้น

ที่เรียกว่ารัฐประหาร “ซ้ำ” ไม่เพียงมาจากคณะเดียวกัน หากแต่มาจากความยินยอมพร้อมใจของ พล.อ.ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีอันเป็น “ลูกน้อง” ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จากนั้น รัฐบาลก็อยู่กระทั่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อนิจจกรรมในเดือนธันวาคม 2506 และจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมา

กระทั่งถึงเดือนมิถุนายน 2511 ก็เป็นเรื่อง

คําว่า “เป็นเรื่อง” ในที่นี้ก็คือ การดำรงอำนาจและสืบทอดอำนาจจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2500 ก็เริ่มเกิดอาการสะดุด

สะดุดเพราะจำเป็นต้องมี “รัฐธรรมนูญ”

ที่จำเป็นเพราะมีการร่างรัฐธรรมนูญอย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2502 โดยแทบไม่มีอะไรคืบหน้าเลย แต่เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร สืบทอดอำนาจมาถึงปี 2510 ก็เริ่มเกิดแรงกดดัน

เป็นการกดดันจากกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม

ประกอบกับ นายทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นสมาชิก “คณะราษฎร” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงร่วมส่วนในการเร่งในเรื่อง “รัฐธรรมนูญ”

กระทั่ง สามารถประกาศและบังคับใช้ได้ในเดือนมิถุนายน 2511

การมีรัฐธรรมนูญเท่ากับเป็น “การปลดล็อก” สร้างบรรยากาศทางการเมืองให้คึกคักและนำไปสู่การกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2512

ถึงแม้ว่าหลังการเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล และจอมพลถนอม กิตติขจร จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

พร้อมกับดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด”

แต่รัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ก็บริหารงานได้เพียงเดือนพฤศจิกายน 2514 ก็หมดความอดทนหวนกลับมาใช้กระบวนการรัฐประหารอีก

โดย จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยึดอำนาจจาก จอมพลถนอม กิตติขจร ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทหารบก

แต่อยู่ได้ถึงเดือนตุลาคม 2516 ก็เป็นเรื่อง

ครานี้ไม่ได้เป็นเรื่องเพราะการเลือกตั้ง หากแต่เป็นเรื่องเพราะประชาชนมิอาจทนอยู่ภายใต้อำนาจของระบอบ “ถนอม-ประภาส” ต่อไปได้อีก

เริ่มต้นจากการเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” แล้วถูก “จับ”

สร้างความไม่พอใจให้แผ่ขยายกลายเป็นเชื้อไฟในทางการเมืองร้อนแรงจนนำไปสู่การชุมนุมและขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร

ถามว่ารัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีพิมพ์เขียวมาจากประวัติศาสตร์ช่วงใด เป็นรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519 หรือรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 2501 หรือปี 2519

แต่หากถือเอา “รัฐธรรมนูญ” เป็นบรรทัดฐาน หลังมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 ต้นปี 2512 ก็มีการเลือกตั้ง หลังมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ต้นปี 2522 ก็มีการเลือกตั้ง

“รัฐธรรมนูญ” ต่างหากคือปัจจัย “กำหนด”

หลังเดือนตุลาฯ โดย นฤตย์ เสกธีระ

หลังเดือนตุลาฯ โดย นฤตย์ เสกธีระ


31 ตุลาคมเป็นวันสุดท้ายของเดือนตุลาฯ

รุ่งขึ้นปฏิทินเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน

เดือนพฤศจิกายนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นเดือนที่หลายอย่างเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะรูปธรรมทางการเมือง

ทั้งนี้ การเมืองมีกำหนดการตามโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560

ระบุให้ถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้งในปี 2561

พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่าเดือนพฤศจิกายน 2561 จะมีการเลือกตั้ง!

ในเดือนพฤศจิกายน 2560 นี้ จึงเป็นวันเวลาที่ทุกอย่างที่เคยเข้มงวด ถึงเวลาที่ต้องผ่อน

เมื่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองประกาศใช้ และมีข้อบัญญัติให้พรรคการเมืองปรับตัว

มีกำหนดเวลาในการปรับตัวชัดแจ้งตามบทเฉพาะกาล

พรรคการเมืองที่จะปรับตัวได้ต้องมีการประชุมพรรค แต่ขณะนี้ คสช.สั่งแช่แข็งพรรคการเมือง

ดังนั้น หากจะให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปตามแผนก็ต้อง “ปลดล็อก”

ตามข่าวที่สดับ กกต.ซึ่งมีหน้าที่ร่างระเบียบให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป.พรรคการเมือง รับปากว่าสิ้นตุลาคมระเบียบเสร็จ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เคยบอกว่า คสช.จะหารือเรื่องการปลดล็อกในเดือนนี้

เดือนพฤศจิกายนจึงเป็นเดือนที่การเมืองมีความเคลื่อนไหว

ขณะเดียวกัน เดือนพฤศจิกายนยังเป็นเดือนที่ กรธ.ต้องยกร่าง พ.ร.ป.ให้เสร็จสิ้นทั้ง 10 ฉบับเพื่อส่งต่อให้ สนช.พิจารณา

พ.ร.ป.ที่สำคัญต่อการเลือกตั้ง ขณะนี้ประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.กกต. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ยังเหลือ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.การได้มา ส.ว. ที่มีกำหนดร่างเสร็จและส่งให้ สนช.ในเดือนพฤศจิกายน

หากเดือนพฤศจิกายน คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมือง

ถ้า คสช.ยุติการแช่แข็ง และเปิดให้นักการเมืองแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่

สถานการณ์การเมืองในเดือนพฤศจิกายนจะแตกต่างจากสถานการณ์ก่อนหน้า

จากเดิมที่ คสช.โดนวิพากษ์วิจารณ์ไม่มากนัก อาจต้องรับฟังคำวิจารณ์อย่างเต็มที่

พ.ร.ป.ที่ต้องผ่าน สนช. อาจถูกฝ่ายการเมืองชำแหละหนัก

ความขัดแย้งที่เคยเป็นสิ่งน่ารังเกียจเมื่อก่อนการยึดอำนาจ อาจกลับคืนมา

ปัญหาในท้องถิ่นที่เคยเงียบ เพราะไม่มีฝ่ายการเมืองตะโกนโหวกเหวก อาจกระหึ่มหลังจากปลดล็อก

ปัญหาราคายาง ปัญหาราคาพืชผล ปัญหาปากท้อง ปัญหาน้ำท่วม ภัยหนาว และอื่นๆ พร้อมจะกลายเป็นประเด็นการเมือง

ทุกอย่างจะค่อยๆ คืนกลับสู่สถานการณ์ก่อนยึดอำนาจ

ความขัดแย้ง การต่อรอง การคิดการพูด การปกป้องผลประโยชน์จะคืนมา

การเมืองจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

และบางทีอาจได้ยินเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยดังขึ้นมากกว่านี้

สถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มเปลี่ยน

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะรับไหวไหม

การคืนกลับสู่ที่เดิม รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะรับไหวไหม

ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามหลักธรรม สถานการณ์เดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนแปลงคืนสู่ภาวะปกติ

ภาวะปกติที่เคยถูกมองว่าไม่ปกติเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

………………
นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com


เดินหน้าเสียที

เดินหน้าเสียที

หลังจากระดมสรรพกำลังจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสร็จเรียบร้อยอย่างยิ่งใหญ่สง่างามสมพระเกียรติยศทุกประการ

ก็ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งเกียร์ห้า แก้ปัญหาน้ำท่วมที่ยังค้างอีก 17 จังหวัดให้สุดลิ่มทิ่มประตู

ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พิจิตร ขอนแก่น อุบลราชธานี หนองบัวลำภู มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา และปทุมธานี

พี่น้องประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วมมานานนับเดือน

บางพื้นที่โดนน้ำท่วมมาแล้วเกือบ 3 เดือน

หากปล่อยให้น้ำท่วมคาราคาซังต่อไป ชาวบ้านจะตำหนิรัฐบาลว่าจัดการปัญหาน้ำท่วมไม่เป็นโล้เป็นพาย
แต่ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้รวดเร็วทันใจ เรตติ้ง “นายกฯบิ๊กตู่” จะยังแข็งโป๊กต่อไปอีกยาวๆ

การแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงมีผลต่อคะแนนนิยมรัฐบาลด้วยประการฉะนี้แล

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าภายใน

เดือนพฤศจิกายนนี้ 17 จังหวัดที่โดนน้ำท่วมจะได้รับการฟื้นฟูคืนสภาพปกติได้ 90 เปอร์เซ็นต์

โดย นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเร่งด่วนพร้อมกัน 5 ประการคือ

1, สั่งระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเรือดันน้ำ เร่งระบายน้ำอย่างเต็มพิกัด เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมให้รวดเร็วทันใจ
2, สั่งระดมกำลังพลกองทัพ ออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงเพื่อสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชน
3, สั่งเร่งสำรวจพื้นที่น้ำท่วมและประชาชนผู้ประสบภัย เพื่ออัดฉีดงบชดเชยเยียวยาโดยไม่ชักช้าร่ำไร
4, สั่งเร่งอัดฉีดงบซ่อมแซมฟื้นฟูถนนหนทาง สถานที่ราชการต่างๆที่เสียหายจากน้ำท่วมให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว
5, เร่งอนุมัติแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบที่ติดค้างลำกล้องมา 3 ปี ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำครบวงจรอย่างแท้จริง

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบให้เกิดผลโดยเร็ว

ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เตรียมประเคน 2 โครงการใหญ่ให้ “นายกฯบิ๊กตู่” ตัดสินใจ
1, โครงการขุดคลองลัดสายใหม่บางบาล–บางไทร ระยะทาง 22 กม. เพื่อเพิ่มปริมาณการระบายน้ำขึ้นอีกเท่าตัว
ใช้งบลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างอย่างเร็วที่สุดประมาณ 2 ปี
2, โครงการขุดขยายคลองชัยนาท–ป่าสัก ระยะทาง 134 กม. เพื่อตัดยอดน้ำก้อนใหญ่ ก่อนไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา แยกไปลงอ่าวไทยเพิ่มอีกหนึ่งเส้นทาง
ใช้เงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาทใช้เวลาดำเนินการ 4 ปี
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้ารัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าพร้อมกัน 2 โครงการจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน

แถมลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าทำพร้อมกัน 2 โครงการไม่ไหว เพราะเงินลงทุนสูงเกินไป ขอเปิดซิงโครงการแรกก่อนก็ยังดี

ชาวบ้านรอมา 3 ปีแล้ว อย่าให้ต้องรอต่อไปอีกเลย.

"แม่ลูกจันทร์"

คืนสู่โหมดที่ต้องเผชิญ

คืนสู่โหมดที่ต้องเผชิญ

“ออกทุกข์” ประเทศไทยกลับคืนสู่โหมดปกติ

และแทบจะอัตโนมัติราวกับตั้งเวลาไว้ กับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักการเมืองอาชีพ

ทุกป้อมค่าย ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ไล่บี้ทวงสัญญาการปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมเลือกตั้งล่วงหน้า หลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้
ตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แบะท่าไว้

จะพิจารณาหลังผ่านพ้นพระราชพิธีในเดือนตุลาคมไปแล้ว

แนวโน้มยื้อแรงกระแทกจากนักการเมืองยาก อั้นลำบาก จากเงื่อนไขสถานการณ์บังคับรัฐบาล คสช. จำเป็นต้องผ่อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง

กับสารพัดปมแฝงอยู่ภายใต้ความเงียบในห้วงเวลาพิเศษ

แค่พักเบรกรอจังหวะเขย่ารัฐบาล

ตามคิวที่ขึ้นกระดานไว้ ไล่ตั้งแต่รายการจัดซื้อเครื่อง “ตรวจจับความเร็วฝังเพชร” ประเด็นร้อนๆที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย คนเซ็นอนุมัติ ยังปัดเผือกร้อนไม่พ้นมือ
ถือเป็นดอกที่ 2–3 ปมฉาวซ้ำติดๆกัน จากประเด็นการเซ็นอนุมัติให้กลุ่มทุนใช้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จังหวัดขอนแก่น และเรือเหาะ “เรือเหี่ยว” ของกองทัพบก

ตำบลกระสุนตก “บิ๊กป๊อก” โดนล็อกเป้าถล่มแทบโงหัวไม่ขึ้น

อีกจุดที่พยายามชิ่งหลบสถานะ “บ่อน้ำมัน” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เทกแอ็กชั่นโชว์ความกระตือรือร้นในการวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ เดินหน้าชงเมกะโปรเจกต์ 2 โครงการกว่า 5–6 หมื่นล้านบาท ในการผันน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว

ท่ามกลางกระแสข่าวน้ำท่วมอ่วมภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง น้ำค้างทุ่งอีกมหาศาล

ชาวบ้านหวาดผวาฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องให้โฆษกรัฐบาลแถลงยืนยันว่า นายกฯได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงเรื่องการส่งต่อข้อมูลกันในโซเชียลมีเดีย

เคลียร์เสียงวิจารณ์เชิงตำหนิรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯและกรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำได้ไม่ดีพอ ล้อไปกับภาพระทึกขวัญคนในพื้นที่เสี่ยง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น เอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่ใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวม 14 จุด และน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลลงมาถึง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯ

น้ำจ่อครึ่งปากครึ่งจมูก “ลุงตู่” ต้องกู้ภาวะฉุกเฉินเฉพาะหน้า ลัดคิวลงเยี่ยมผู้ประสบภัยเร่งด่วน

ในจังหวะที่ไวรัสความโปร่งใสเริ่มลามเกาะกินภูมิคุ้มกันความชอบธรรมรัฐบาลอำนาจพิเศษ

สังเกตได้จากประเด็นคำสั่ง คสช.แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ตัวแสบของ คสช.อย่างนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน เดินหน้าตามกัดติดเอง
โดยมีการโฟกัสเป้าไปที่ชื่อของ “มยุระ ช่วงโชติ” บุตรสาวของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการฯประจำนายมีชัย

ถามเลยว่า เหมาะสมหรือไม่ ตั้งคนใกล้ชิดกินเงินเดือนภาษีประชาชน

คสช.โดนแรงกระแทกชิ่งไม่เว้นทหาร พลเรือน

สัญญาณเตือนว่า “กระบองยักษ์” ไม่ได้ขลังเหมือนเดิม พวกขาประจำ ขาจร เริ่มกลับมาชิงพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่กลัวรัฐบาลท็อปบูต

กล้าด่า กล้าวิจารณ์ “ลองของ” กันซึ่งๆหน้า

อาการเดียวกับขบวนการ “เอ็นจีโอ” ที่เริ่มกลับมาโชว์ศักยภาพ ปฏิบัติการเตะสกัดโครงการรัฐบาล
ดาหน้าถล่มการใช้อำนาจ ม.44 ยกเลิกกฎหมายผังเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) อ้างเป็นการเปิดทางให้มีการถมทะเลโครงการมาบตาพุด จังหวัดระยอง เฟสสาม

เพียงเพื่อต้องการให้โครงการในพื้นที่อีอีซีผ่านไวๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สนกฎหมายที่มีบังคับใช้อยู่ และขาดซึ่งธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

พูดกันแรงแบบที่ว่า ใช้อำนาจปืนประเคนทรัพยากรของประชาชนให้นายทุน

เรื่องของเรื่อง อีอีซีคือเมกะโปรเจกต์ที่ “นายกฯลุงตู่” ลุ้นเป็นผลงานโบแดงรัฐบาล เป็นตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี

ถ้างานนี้โดนเอ็นจีโอเตะตัดขาหัวทิ่ม ก็แทบจบเกมเลย.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ปลดล๊อค ..และไม่มี๊ ไม่มี ปรับครม.

"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ปลดล๊อค ..และไม่มี๊ ไม่มี ปรับครม./พอใจผลงาน กห. ไม่คิดปรับ ครม.ของกลาโหม
"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ลั่น ยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง ติงนักการเมืองรับทวงสัญญาแล้ว นี่วันนี้30ตค.เอง ปัดข่าวปลดล็อค1พย. ชี้ยังไม่ได้ประชุม ยังไม่เรียกประชุมคสช.ต้องพิจารณาก่อน ว่าความร่วมมือต่างๆ เป็าอย่างไร เขาก็ดำเนินการของเขาได้อยู่นี่....เผย ไม่รู้จะมีปรับครม หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของนายกฯ แต่นายกฯก็ยังไม่เคยส่งสัญญาณเลยว่าจะปรับครม...ไม่มีแต่ไม่มีปรับ ครม.ในส่วนของ กลาโหม‬ ถาม พอใจผลงาน กลาโหม มั้ย

42 คนมีคดี แฝงเข้าจุดคัดกรอง เข้าพระราชพิธี



42 คนมีคดี แฝงเข้าจุดคัดกรอง เข้าพระราชพิธี แต่ตำรวจรอบคอบ ตั้งระบบคัดกรอง 2ชั้น ด้วยเครื่องมือทันสมัย รวบตัวไว้ได้ก่อนป่วน
ถก"กอร.พระราชพิธีฯ"ครั้งสุดท้าย รับทราบรายงาน จนท.ล็อคตัว42คน มีหมายจับ ผ่านเข้าจุดคัดกรอง ทั้งคดีมั่นคง-คดีอาชญากรรม สกัดได้ก่อนป่วน ชี้ใช้เครื่องมือไฮเทค ร่วมคัดกรอง ลั่น"โจรไม่มีที่ยืน"‬
แหล่งข่าวใน กอร.พระราชพิธีฯ เผยว่า ในการประชุม กอร.พระราชพิธีฯ ครั้งสุดท้าย วันนี้ ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ร่วมด้วย ปลัดกห.ผบสส.ผบ.เหล่าทัพ รับทราบรายงาน เรื่องการจับกุมตัว ผู้มีหมายจับ 42 คน ที่จนท. ใช้เครื่องมือพิเศษ ตรวจซ้ำอีกที หลังผ่านจุดคัดกรองเข้ามา ทั้ง คดีความมั่นคง และคดีอาชญากรรม ต่างๆ
แต่ไม่ขอเปิดเผยว่า มีคนที่ถูกออกหมายจับในคดี ม.112 หรือไม่ แต่ยอมรับว่า อยู่ในกลุ่มคดีความมั่นคง
ทั้งนี้ ไม่รู้เป้าหมายว่า เข้ามา เพื่อความมุ่งหมายในการก่อเหตุ หรือไม่ แต่ก็ไม่น่าจะมีเจตนาดี เข้ามา โดยจนท.ต้องนำไปขยายผล และดำเนินการเรื่องคดี ต่อไป
"แต่ยืนยันว่า เรามีระบบการตรวจสอบคัดกรอง และการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ในการสกัดผู้ไม่หวังดี ได้ก่อน ที่จะมาทำอะไรในงานพระราชพิธี เราจะไม่ยอมให้โจร มีที่ยืน" แหล่งข่าว ระบุ

สุรชัย รุดหารือมีชัย กรอบเวลาส่งกม.ลูก ด้านกรธ.ยันส่งฉบับสุดท้าย 28 พ.ย.นี้

สุรชัย รุดหารือมีชัย กรอบเวลาส่งกม.ลูก ด้านกรธ.ยันส่งฉบับสุดท้าย 28 พ.ย.นี้


“สุรชัย” หารือ “มีชัย” กรอบเวลาส่ง กม.ลูกที่เหลืออีก 3 ฉบับ กรธ.ยัน ส่งฉบับสุดท้าย 28 พ.ย.นี้

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 30 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ตนมาประสานงานเรื่องกรอบเวลาของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กรธ.เตรียมจะส่งให้สนช.พิจารณาที่เหลืออีก 3 ฉบับ ซึ่งกรธ.จะเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยสนช.จะนำเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ทันที ส่วนอีก 2 ฉบับที่เหลือ กรธ.ยังยืนตามกรอบเวลาเดิม โดยจะส่งร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) วันที่ 21 พฤศจิกายน และส่งร่างพ.ร.บ.ว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายให้สนช.ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ โดยนายมีชัย ยังขอให้ตนในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษากฎหมายลูกล่วงหน้ากฏหมายเลือกตั้งทั้งสองฉบับ หากมีความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสนชก็ขอให้ส่งให้ก่อนวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาของกรธ.ต่อไป

ปัจจัย กดดัน คสช.”ปลดล็อก” กฎหมายลูก “พรรคการเมือง”

09.00 INDEX ปัจจัย กดดัน คสช.”ปลดล็อก” กฎหมายลูก “พรรคการเมือง”


เรียงแถวหน้ากระดานออกมาครบถ้วน แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยทีสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด
เรื่อง”ปลดล็อก”พรรคการเมือง

ไม่ต้องเอ่ยถึงบทบาทจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องเอ่ยถึงบทบาทจากพรรคชาติไทยพัฒนา

ขณะที่พรรคเพื่อไทย”รอ”อยู่แล้ว

อาจกล่าวได้ว่า ความเรียกร้องต้องการให้”ปลดล็อก”พรรคการเมืองให้สามารถเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมได้ ได้กลายเป็นกระแสขึ้นมาแล้ว

กระหึ่มอยู่โดยรอบ “คสช.”

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะ “ยื้อ” ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะ “ต่อรอง”ให้เนิ่นนานออกไปได้อีก

ถามว่าอะไรคือเหตุและปัจจัยทำให้”การปลดล็อก”กลายเป็นความ เรียกร้อง ต้องการในทางการเมือง
คำตอบอยู่ที่ 3 ปัจจัย

1 คือ รัฐธรรมนูญ 1 คือ กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง 1 คือ การเลือกตั้ง

3 ปัจจัยนี้มีความสัมพันธ์กัน

หากจะทำให้กระบวนการของ”โรดแมป”มีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จก็ต้อง “ปลดล็อก”

ถ้าไม่”ปลดล็อก” คำพูดก็แค่ “ลมปาก”

บังเอิญเป็นคำพูดอันมาจาก”คสช.”จึงทรงความหมายและมีบทบาทเป็นอย่างสูง

เราจะทำตาม”สัญญา” ขอ”เวลา”อีกไม่นาน

ความเป็นจริงที่สำคัญอย่างมากต้องล้างหูน้อมรับฟังความเห็นจาก “นักการเมือง”

“นักการเมือง”ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตาม”กฎหมาย”

“กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้จะครบกำหนด 1 เดือนแล้ว กิจกรรมบางอย่างจากที่กำหนดไว้ 180 วันก็จะเหลือเพียง 150 วัน

“ทำให้พรรคการเมืองเสียโอกาสไปเรื่อยๆ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย” นี่คือความเป็นจริงที่”คสช.”อาจไม่เข้าใจ

เป็นความจริงตาม”กฎหมาย” เป็นความจริงตามกฎ”กติกา”

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ถ้ายังกราบบังคมทูลได้ : วสิษฐ เดชกุญชร

ถ้ายังกราบบังคมทูลได้ : วสิษฐ เดชกุญชร


ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ก่อนวันที่ 13 ตุลาคม ปีกลาย ข้าพระพุทธเจ้าทราบแล้วว่าพระอาการประชวรของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทหนักมาก และได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้สำหรับสิ่งที่จะเป็นข่าวที่ร้ายที่สุดในชีวิต แต่พอถึงเวลาหลังบ่ายสามโมงวันนั้น และมีผู้โทรศัพท์มาบอกว่าเสด็จสวรรคตแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ทำใจไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ร้องไห้โฮออกมาอย่างคนอื่นอีกหลายล้านคน แต่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่พูดกับคนในครอบครัวได้ เพราะถ้าพูดก็คงจะสะอึกสะอื้นและลงท้ายก็อาจจะปล่อยโฮออกมาเหมือนกัน

ข้าพระพุทธเจ้ามีความรู้สึกเหมือนเรือที่เครื่องยนต์ดับและหางเสือถูกทำลายเสียหาย นึกไม่ออกว่าต่อไปนี้จะทำอย่างไรกับชีวิต และจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียแล้ว

หลังจากที่เขาเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้ว ทูลกระหม่อมน้อยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งหนึ่งที่พระที่นั่งองค์นั้น ต่อมาข้าพระพุทธเจ้าก็ขอและได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ไปเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายครั้งหนึ่ง และร่วมไปกับเพื่อนที่เป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง
ทุกครั้งที่ขึ้นไปนั่งพนมมือฟังพระสวดบนพระที่นั่ง ข้าพระพุทธเจ้าต้องซ่อนและกลืนน้ำตา เพราะความวิปโยคที่ไม่สามารถจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

ข้าพระพุทธเจ้าเคยตามเสด็จไปที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทหลายครั้ง และพระที่นั่งองค์นั้นเป็นที่ประกอบพระราชพิธีพระราชทานตราจุลจอมเกล้าแก่ข้าพระพุทธเจ้าสองครั้ง ข้าพระพุทธเจ้าหลับตาเห็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทขณะกำลังทรงประกอบพระราชพิธีอันมีความหมายที่สุดสำหรับชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า และเมื่อนึกถึงพระราชพิธีนั้นแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็นึกเลยไปถึงโอกาสอื่นๆ ที่ได้ตามเสด็จ และได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงบ่ายวันที่ 22 กันยายน ปี 2520 เมื่อเกิดระเบิดขึ้นที่หน้าพลับพลาที่ประทับในสวนสาธารณะสนามโรงพิธีช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ขณะที่กำลังพระราชทานธงประจำรุ่นแก่ลูกเสือชาวบ้าน ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยลืมว่าขณะที่คนอื่นกำลังอกสั่นขวัญหายและวิ่งหนีอยู่กระเจิดกระเจิงนั้น ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงดำรงพระสติได้อย่างมั่นคงและทรงสามารถพระราชทานพระราชดำรัสด้วยพระสุรเสียงที่เป็นปกติ เพราะพระราชดำรัสองค์นั้นแท้ๆ ที่ทำให้ผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสงบลงและพระราชกรณียกิจดำเนินต่อไปได้

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงดอยน้อยใหญ่ในภาคเหนือที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรชาวเขา และข้าพระพุทธเจ้ามีบุญได้ตามเสด็จถวายความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด นึกถึงบ้านแม่สาใหม่ที่ตั้งอยู่บนลาดเขา สูงชัน จนข้าพระพุทธเจ้าและพี่เทียนชัย (พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์) เหนื่อยหอบจนไม่สามารถจะเดินนำได้ ต้องหยุดและปล่อยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จฯล่วงหน้าขึ้นไปก่อนพร้อมด้วยท่านภีศเดช (ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการโครงการหลวง)

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2517 เมื่อเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรกะเหรี่ยงบ้านท่าฝั่ง บนดอยอินทนนท์ ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นึกถึงการเดินเท้าตามเสด็จครั้งที่ระหกระเหินที่สุดครั้งหนึ่ง นึกถึงเมื่อข้าพระพุทธเจ้าโกรธท่านภีศเดชที่เชิญเสด็จให้ทรงพระดำเนิน (เดิน) ต่อไปเพื่อทอดพระเนตรไร่กาแฟของราษฎร ซึ่งมีกาแฟอยู่เพียงต้นเดียว นึกถึงเมื่อความทราบถึงพระกรรณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าฯ ที่โต๊ะเสวยในค่ำวันนั้น แล้วทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชาธิบายให้ข้าพระพุทธเจ้าหายโง่ว่ากะเหรี่ยงไม่เคยและเพิ่งทดลองปลูกกาแฟเป็นครั้งแรก และการที่ปลูกได้ต้นหนึ่งนั้นถือว่าเป็นความก้าวหน้าของกะเหรี่ยง

พระอัจฉริยภาพ พระมหาเมตตา และพระมหากรุณาที่ทรงมีแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และปลาบปลื้มสำหรับข้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใช้พระยุคลบาท และแม้เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพ้นหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำออกมาแล้ว บัดนี้เมื่อเสด็จสู่สวรรคาลัยเสียแล้ว ใครจะเป็นคนทำต่อ? และราษฎรจะได้ใครเป็นที่พึ่งอย่างใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท?

วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเลือกที่จะไม่ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะรู้ว่าบรรยากาศไม่เหมาะกับวัยและสุขภาพของข้าพระพุทธเจ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าจะไปปฏิบัติธรรม ด้วยการสวดมนต์ทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลตั้งแต่วันที่ 15 จนถึงวันที่ 27

ขอกุศลบุญราศีที่ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญมาตลอดชีวิต จงเป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเกษมสำราญและทรงพระเจริญ ไม่ว่าในขณะนี้จะทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด ในภพใด รูปใด และนามใด และหากเป็นพระราชประสงค์ก็ขอให้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร

ทิศทางใหม่ในการพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือน : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ทิศทางใหม่ในการพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือน : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


การพูดถึงการปฏิรูปกองทัพนั้น มักจะจบลงด้วยข้อถกเถียงสองด้าน หนึ่ง คือกองทัพยืนยันว่ามีการปฏิรูปมาโดยตลอด จะเห็นจากการมียุทโธปกรณ์ใหม่ๆ

สอง คือคนที่มองว่ากองทัพยังไงก็ไม่ยอมปฏิรูปอะไรจริงจัง เรื่องสำคัญที่สุดในการปฏิรูปกองทัพจริงๆ แล้วคือการออกจากการเมือง

พูดง่ายๆ ก็คือ ข้อถกเถียงเรื่องการปฏิรูปกองทัพนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการพูดถึงการทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพ

แต่ทีนี้เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะคำว่าการเป็นทหารอาชีพในความหมายของบ้านเรานั้น ทางทหารเขายืนยันโดยตลอดว่า “อาชีพของทหาร” นั้นกว้างขวางกว่าที่เราเข้าใจ

เรื่องนี้จะโทษทหารฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องหันมาพิจารณากรอบคิดวิธีการทำความเข้าใจว่า “ทฤษฎีทหารอาชีพแบบเก่า” มันมีที่มาที่ไป และสาระสำคัญอย่างไร

ทฤษฎีทหารอาชีพแบบเก่า หรือที่เราเรียกว่า กรอบความสัมพันธ์ของทหารกับพลเรือน พอสรุปย่อได้ตามสมการนี้

การปฏิรูปกองทัพ = การทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพ = ไม่ยุ่งกับการเมือง = นักการเมืองสามารถควบคุมทหารได้ผ่านการที่นักการเมืองนั้นแต่งตั้งทหารได้ และนั่งอยู่ในตำแหน่งที่คุมทหารได้ = การควบคุมทหารโดยประชาธิปไตย = ความสัมพันธ์ของทหารกับพลเรือน

แนวคิดเหล่านี้พัฒนามาจากงานสำคัญของฮันติงตั้น นักรัฐศาสตร์ของอเมริกา (Samuel Huntington. 1957. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press) ที่นำเสนอประเด็นที่ทรงพลัง แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ทั้งเป็นแบบที่มีค่านิยมแบบอเมริกัน อาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีประสบการณ์ของประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา

แม้ว่างานของฮันติงตั้นจะถูกวิจารณ์มาโดยตลอด แต่ความอมตะของงานอยู่ที่คำถามของฮันติงตั้นที่ว่า ใครจะพิทักษ์เราจากบรรดาผู้พิทักษ์เรา? (Who will guard the guardian?) กล่าวคือ ถ้าผู้ที่ทำหน้าที่พิทักษ์เรานั้นมีอำนาจพอที่จะพิทักษ์เราแล้ว (เช่น รบชนะข้าศึก ศัตรู) เราจะทำอย่างไรไม่ให้เขายึดอำนาจจากเราไป โดยเฉพาะในสังคมที่อำนาจปกครองสูงสุดเป็นของพลเมือง ไม่ใช่ทหาร

ขยายความเรื่องประสบการณ์ของอเมริกาอีกนิด ว่าทหารนั้นไม่เข้ามายึดอำนาจการเมือง นักการเมืองในนามของพลเรือนสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และตำแหน่งทางความมั่นคงอื่นๆ ได้ แถมทหารยังมักจะเชื่อว่ากองทัพนั้นไม่ใช่มีไว้ป้องกันชาติ หรือประเทศแบบรั้วบ้านเท่านั้น แต่กองทัพมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อขยายและเชิดชูเสรีภาพ และประชาธิปไตย มิหนำซ้ำเขายังเชื่อว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยทั่วโลกนั้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของอเมริกันชน (แต่บางยุคสมัยบทบาทเหล่านี้นอกประเทศก็หดตัวไม่ถูกขับเน้นเช่นกัน แต่อย่างน้อยสิ่งที่ไม่เคยเลยเถิดไปจากเส้นเหล่านี้ก็คือ ทหารอเมริกันไม่ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง)

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถาม

แต่คำถามที่ควรขยายวงออกไปคงไม่ได้อยู่ที่ว่า ทหารนั้นไม่ควรยุ่งกับการเมือง เพราะทหารอาจจะรู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านของเมือง มิหนำซ้ำทหารส่วนหนึ่งยังหวังดีต่อชาติบ้านเมืองเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าตนนั้นมีศักยภาพในการนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าและออกจากวังวนของความขัดแย้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่ควรจะเกิดในการสร้างบทสนทนากับทหารก็อาจจะไม่ใช่การตั้งหลักว่าทหารไม่ควรยุ่งกับการเมือง ในความหมายของการออกไปจากการเมือง เพราะในหลายทฤษฎีของการรัฐประหารนั้นพบว่า ทหารยุ่งกับการเมือง เพราะการเมืองนั้นไปยุ่งกับทหารก่อน

คำถามใหม่ที่ควรจะถามจึงเป็นเรื่องของการที่ทหารจะยุ่งกับการเมืองอย่างไร โดยไม่ใช้คำว่า “ถอย” และ “ออกจาก” การเมือง

แต่เป็นเรื่องของการ “กำหนดระยะความสัมพันธ์ที่เหมาะสมของทั้งสองฝ่าย” เพื่อให้การเมืองโดยเฉพาะประชาธิปไตยนั้นมีความตั้งมั่นในสังคม

คำถามแบบนี้จะช่วยให้เราพ้นไปจากการตั้งคำถามว่า การทำรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยนั้นเกิดได้ไหม เพราะสิ่งที่นักวิชาการที่เชื่อว่าการทำรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยนั้นมี มันไม่ได้ถูกประเมินในตอนที่ทำรัฐประหาร (ดูที่ Ozan O Varol. 2012. The Democratic Coup d’Etat. Harvard International Law Journal. 53:2. 291-356.)

แต่มันถูกประเมินตอนที่การทำรัฐประหารเสร็จแล้ว คณะรัฐประหารได้นำพาสังคมกลับสู่ประชาธิปไตยได้ไหมต่างหาก

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การทำรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยนั้น มีความสุ่มเสี่ยงเพราะตามหลักที่นักวิชาการเสนอนั้น จะต้องเป็นการโค่นล้มต่อระบอบเผด็จการ ทั้งที่ในความเป็นจริงการทำรัฐประหารจำนวนมากนั้นมักกระทำต่อระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ ไร้คุณภาพมากกว่าระบอบเผด็จการแบบเต็มรูปดังนั้นการทำรัฐประหารต่อระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอไร้คุณภาพ มันอาจจะไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้การกลับสู่ประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ภายหลังจากการทำรัฐประหาร

ย้อนกลับมาถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนของฮันติงตั้น สิ่งที่นักวิชาการทางรัฐศาสตร์นำเสนอในยุคใหม่นั้นคือการตั้งคำถามกับเรื่องของความสัมพันธ์ของทหารกับพลเรือนที่กว้างขวางครอบคลุมกว่างานของฮันติงตั้น โดยให้ความสนใจกับประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นของกองทัพในหลายๆ ประเทศมากกว่าอเมริกา

จึงเกิดสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจขึ้นมากมาย เช่น การไม่เอาประสบการณ์อเมริกาเข้ามาประเมินทุกประเทศ แต่อาจเริ่มตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์และรูปแบบของระบอบการเมืองของรัฐต่างๆ เช่นกันว่า รูปแบบรัฐก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นแบบไหนที่จะมีส่วนทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และการทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นอยู่ได้โดยเฉพาะในประเด็นที่ทำให้เมื่อกองทัพออกจากการเมืองแล้วประชาธิปไตยตั้งมั่นได้ (Zoltan Barany. 2012. The Soldier and the Changing State: Building Democratic Armies in Africa, Asia, Europe. And the Americas. Princeton: Princeton University Press.)

นอกจากนั้นแล้ว ในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนนั้น ไม่ได้มีการลดทอนคุณค่าของกองทัพต่อประเทศชาติอย่างที่กองทัพหวาดกลัว แต่กลับตระหนักเห็นความสำคัญของกองทัพในการทำงานในการปกป้องประเทศและทำให้ประเทศอยู่รอดได้ทั้งจากความมั่นคงภายในและภายนอก อีกทั้งยังมองเห็นว่าในแต่ละปีนั้นกองทัพก็ยังได้รับงบประมาณมหาศาล

ที่สำคัญนักวิชาการในด้านความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนนั้นเห็นว่า นอกจากทหารมีบทบาทต่อการป้องกันประเทศและมีงบประมาณมหาศาลแล้ว กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบอบการเมืองที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (Thomas C. Bruneau and Florina C. Matei. 2013.Introduction. In The Routledge Handbook of Civil-Military Relations. London: Routledge.)

กระแสและข้อเสนอใหม่ๆ จึงเริ่มจากการตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของทหารให้กว้างขึ้น สู่เรื่องของการปฏิรูปฝ่ายความมั่นคง (Security Sector Reform) และประเด็นสำคัญอยู่ที่การมองว่าฝ่ายความมั่นคงในสมัยใหม่นั้นไม่ได้มีแต่กองทัพ แต่ต้องรวมพลัง 3 ประสานที่สำคัญ นั่นก็คือ กองทัพ ตำรวจ และงานด้านการข่าว

อธิบายแบบให้เข้ากับบ้านเรามากขึ้นก็คือ เมื่อเราพูดถึงการปฏิรูปกองทัพนั้น เราควรจะพูดถึงการปฏิรูปฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด ซึ่งตำราฝรั่งอาจจะไม่เข้าใจ แต่หมายถึงการปฏิรูปกองทัพ ตำรวจ งานข่าวกรอง สภาความมั่นคง กอ.รมน. และกระทรวงมหาดไทย

การปฏิรูปนั้นปฏิรูปไปทำไม? คำตอบสำคัญนั้นอยู่ที่การทำให้เกิดการควบคุมหน่วยงานความมั่นคงโดยพลังประชาธิปไตย ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองง่ายๆ แค่ว่า การควบคุมงานความมั่นคงโดยประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องของการให้นักการเมืองนั้นควบคุมกองทัพ เพราะนักการเมืองไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของประชาธิปไตย

ที่สำคัญ ในงานวิจัยและข้อเสนอของนักวิชาการจำนวนหนึ่ง เขาค้นพบว่า เป็นเรื่องยากเย็นที่จะทำให้นักการเมืองนั้นควบคุมกองทัพและงานความมั่นคง ถ้าไม่ใช่เพราะอาจเกิดการฮั้วกันได้ แต่เป็นเพราะนักการเมืองนั้นอาจไม่มีทั้ง “ความรู้” และ “แรงจูงใจในการควบคุมกองทัพ”

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่ง เพราะนักการเมืองอาจไม่มีความรู้เรื่องความมั่นคง หรือสังคมอาจไม่มีความรู้เรื่องความมั่นคง และถ้าไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ แต่เป็นประเด็นแรงจูงใจด้วย เราต้องค้นหาให้เจอว่าทำไมสังคมนั้นถึงไม่มีความรู้และแรงจูงใจในการควบคุมกองทัพ

ทางหนึ่งที่นิยมตอบอาจจะบอกว่า เพราะสังคมอ่อนแอ กองทัพครอบงำ หรือเราไม่กล้าถามว่า จริงๆ แล้วสังคมนั้นอาจไม่มีภัยความมั่นคงที่มากพอที่จะกระตุ้นให้สังคมนั้นสนใจเรื่องความมั่นคง และอาจจะไปมีส่วนร่วมในการควบคุมกองทัพไปในทิศทางที่จะตอบผลประโยชน์ของสังคมนั้นได้จริงๆ

ถ้าเราไม่ตั้งคำถามถึงความรู้และแรงจูงใจของสังคมที่มีต่องานความมั่นคงแล้ว เราจะตอบปริศนาหลักทางทฤษฎีของ “ความเป็นทหารอาชีพ” ไม่ได้เลย ว่าความเป็นมืออาชีพของทหารนั้นเราจะประเมินได้อย่างไร?การปล่อยให้ทหารไม่ยุ่งกับการเมืองและให้ทหารนั้นปกครอง บริหารงานกันเองมันไม่ได้ตอบว่าทหารนั้นทำงานได้ดีจริงไหม

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนในมุมใหม่ ที่เรียกว่า การปฏิรูปด้านความมั่นคงนั้น จะให้ความสัมพันธ์กับ 3 เรื่อง

หนึ่ง คือการควบคุมทหารด้วยระบอบประชาธิปไตย (Democratic Control)
สอง คือประสิทธิภาพของกองทัพ ตำรวจ และหน่วยความมั่นคงอื่นๆ โดยเฉพาะการข่าว (Effectiveness)
สาม คือประสิทธิผลของหน่วยความมั่นคงแต่ละหน่วย (Efficiency) (Florina C. Matei. 2013. A New Conceptualization of Civil-Military Relations. In The Routledge Handbook of Civil-Military Relations. London: Routledge.)

ในการพูดถึงการควบคุมทหารนั้น สิ่งสำคัญไม่ควรจะเน้นแต่คำว่าควบคุม เพราะกองทัพอาจจะรู้สึกอึดอัดและเสียศักดิ์ศรี แต่ควรจะหมายถึงการสร้างความร่วมมือและบทสนทนาและความเข้าใจที่ดีกับทหาร ให้ทหารและหน่วยความมั่นคงอื่นๆ นั้นรู้สึกว่าภารกิจในการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยและการทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นนั้นเป็นของทุกคน และทหารไม่ควรจะเข้ามาทำหน้าที่นี้คนเดียว หรือเป็นเจ้าภาพ แต่ควรจะมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมเสียมากกว่า

จุดเปราะบางของเรื่องที่ว่าอะไรคือความเหมาะสมนั้นมันเป็นเรื่องวัดยาก เพราะการวัดผลเรื่องการเปลี่ยนผ่านนั้นอยู่ที่กระบวนการและผลลัพธ์ ไม่ใช่อยู่ที่จุดของการยึดอำนาจ เรื่องเหล่านี้กองทัพเองอาจจะต้องเผชิญปัญหา ในแง่ของการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านและการทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่น มากกว่าปัญหาเฉพาะหน้าคือการยึดอำนาจ ดังนั้นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพและทางกฎหมายโดยกองทัพในการบริหารการเปลี่ยนผ่านและทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถประเมินได้ด้วยมุมมองของกองทัพเองเท่านั้น

สิ่งสำคัญต่อมา คือการปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงและข่าวกรอง เพราะว่าหน่วยงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อร่างสร้างวิธีมองเรื่องความมั่นคง ดังนั้นถ้าพลเรือนทั้งนักการเมืองและภาคส่วนอื่นๆ ไม่เข้าไปร่วมกำหนดนิยามและมิติเรื่องความมั่นคง ทหารและตำรวจเองจะไม่มีความรอบด้านและเข้าใจความเชื่อมโยงของความมั่นคงแบบเดิมที่ทหารและตำรวจเป็นเจ้าภาพ กับความมั่นคงแบบใหม่ๆ เช่น เรื่องของความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิเสรีภาพ

ในมิติของการควบคุมกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงใหม่ๆ สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่านักการเมืองมีความรู้พอ หรือสามารถนั่งตำแหน่งเหนือกว่าทหาร แต่ต้องไปให้ไกลถึงการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมาธิการของสภา สื่อมวลชน สถาบันตุลาการนั้นเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการกระทำของฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติการในนามของการรักษาความมั่นคง

และยังรวมถึงเรื่องของการที่คณะกรรมการในระดับนานาชาติสามารถเข้ามาตรวจสอบการกระทำของหน่วยความมั่นคง หากการกระทำของหน่วยเหล่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และหลักการประชาธิปไตยด้วย

สำหรับเรื่องประสิทธิภาพของกองทัพนั้น เราจะต้องสามารถตรวจสอบว่ากองทัพและหน่วยความมั่นคงอื่นๆ มีประสิทธิภาพไหม ทำงานบรรลุภารกิจไหม และมีภารกิจใดๆ บ้าง การที่กองทัพนั้นสามารถเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องภัยพิบัตินั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ควรปฏิเสธ หากกองทัพมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี แต่ทั้งนี้หมายถึงสังคมต้องมีความรู้เรื่องความมั่นคงด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้กองทัพและหน่วยความมั่นคงนั้นกำหนดภารกิจของตนเอง

เรื่องประสิทธิผลของฝ่ายความมั่นคงนั้นก็เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปงานด้านความมั่นคง กล่าวคือ อาวุธยุทโธปกรณ์นั้นดีพอไหมที่จะบรรลุภารกิจโดยการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดไหม เช่น กองทัพจำเป็นต้องใหญ่ขนาดไหน อาวุธที่ซื้อทำงานได้จริงไหม สิ้นเปลืองมากแค่ไหนในการบรรลุภารกิจ

กล่าวโดยสรุป การพูดถึงการปฏิรูปกองทัพต้องมีมากกว่าการให้ทหารออกจากการเมือง แต่หมายถึงการจัดความสัมพันธ์กับกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ และไม่ใช่แต่เรื่องการควบคุม แต่ต้องหมายถึงการเข้าใจและร่วมกำหนดภารกิจของฝ่ายความมั่นคง และเป้าหมายคือ จะทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ยึดอำนาจ หรือเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเท่านั้น

เปิดแฟ้มลับ โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

เปิดแฟ้มลับ โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์



แฟ้มภาพ

หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เขียนข้อความทางทวิตเตอร์ว่า จะไม่ขัดขวางการเปิดข้อมูลสอบสวนคดีลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือเจเอฟเค ในขบวนรถกลางฝูงชนเมื่อ 54 ปีก่อน เรื่องนี้ก็เป็นข่าวใหญ่ในอเมริกาขึ้นมา

คดีเจเอฟเคเมื่อปี ค.ศ.1963 หรือ พ.ศ.2506 มีรายละเอียดที่ยังเปิดเผยไม่หมด และแน่นอนว่าอะไรที่เป็นความลับ ย่อมจะน่าค้นหาหรือน่าคิดจินตนาการไปต่างๆ นานา

มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับคดีเจเอฟเค เพราะเป็นเหตุช็อกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ หลายคนไม่เชื่อว่านายลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ มือสังหารจะลงมือตามลำพังได้

กฎบัญญัติคดีเจเอฟเค 1992 หรือปี พ.ศ.2535 กำหนดว่าเอกสารคดีลอบสังหารเจเอฟเคทุกชนิดจะต้องเปิดเผยภายใน 25 ปีนับจากวันที่ 26 ต.ค.1992

เมื่อนับแล้ว วันที่ 26 ต.ค.2017 ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐต้องเผยแพร่เอกสารแฟ้มสอบสวนคดีลอบสังหารเจเอฟเค มาตกเอาในยุคท่านทรัมป์พอดี

กฎหมายที่เขียนไว้ 25 ปีก่อนให้สิทธิประธานาธิบดีในการใช้อำนาจยับยั้งได้ หากเห็นว่าเป็นภัยต่อการข่าวกรอง ปฏิบัติการทางทหาร การบังคับใช้กฎหมาย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แต่ท่านทรัมป์มักเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ เรื่องที่ใครไม่คิดว่าจะทำ ทรัมป์กลับทำได้ ซึ่งคดีเจเอฟเคก็เช่นกัน ทรัมป์ประกาศว่าให้ปลดล็อกได้แล้ว

จากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ บรรดานักวิชาการด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ยินดีที่ทรัมป์ตัดสินใจเช่นนี้ แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวดูจะเปิดช่องว่า ถึงท่านทรัมป์จะต้องการให้เกิดความโปร่งใส แต่ยังมีโอกาสจะระงับการเปิดเอกสารบางส่วนอยู่ หากกระทบต่อความมั่นคงหรือการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ

ความระทึกจึงอยู่ตรงนี้ว่าการเปิดแฟ้มข้อมูลครั้งนี้ จะเปิดแบบหมดไส้หมดพุงให้เลิกคาใจกันไป หรือจะเปิดพอประมาณ

ถ้าเป็นแบบแรก ก็มีผู้คาดหมายว่าจะได้ลบล้างทฤษฎีสมคบคิดออกไปบ้าง และไม่ต้องตั้งทฤษฎีใหม่ขึ้นมาอีก แต่ถ้าเป็นแบบหลังก็ต้องรอดูกันอีกยาว

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการสหรัฐก็เพิ่งเปิดเอกสารราชการลับที่บารัค โอบามา ลงนามไว้ เกี่ยวกับการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ในยุค 60 ช่วงสงครามเย็น

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำถึงบทบาทของสหรัฐที่เข้าแทรกแซงกิจการภายในของอินโดนีเซีย และรู้เห็นถึงการไล่ฆ่าผู้ต้องสงสัยเป็นคอมมิวนิสต์อย่างมโหฬาร มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 5 แสนชีวิต โดยเฉพาะในปี 1965

ความอัปยศที่กล้าเปิดเผยออกมานี้ แม้จะมีผู้วิเคราะห์ไว้ก่อนแล้ว แต่ข้อมูลลับที่ซ่อนไว้นี้เพียงแต่การเปิดแฟ้มข้อมูลคือการยืนยัน

ถามว่าแล้วการเปิดข้อมูลอดีตมีประโยชน์อะไร คำตอบคงจะมีไม่น้อย โดยเฉพาะจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและเหล่านักประวัติศาสตร์ที่รณรงค์ให้เปิดเผยความจริงเพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับโลก

การแสดงตัวของสหรัฐว่าพร้อมจะโปร่งใสและกล้าเปิดเผยความจริง ย่อมดีกว่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้ความจริงปรากฏจากแหล่งอื่น

หลังกรณีอินโดนีเซียแล้ว จึงน่าคิดว่าสหรัฐจะเปิดไฟล์ที่เคยเข้ามามีบทบาทปราบปราม
คอมมิวนิสต์ในประเทศไทยในยุค 70 ด้วยหรือไม่

………………..
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

ประกาศแล้ว! ม.44 ผู้พิการประกันสังคม มีสิทธิเลือกรับบริการสาธารณสุขบัตรทองหรือไม่ก็ได้

ประกาศแล้ว! ม.44 ผู้พิการประกันสังคม มีสิทธิเลือกรับบริการสาธารณสุขบัตรทองหรือไม่ก็ได้


เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 45/2560 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 58/2559 โดยที่สมควรปฏิรูประบบการช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วย การประกันสังคมให้สามารถเลือกรับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ได้โดยสะดวกตามความสมัครใจ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจน ไม่เกิดอุปสรรคในการดํารงชีวิต การประกอบอาชีพ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 1 และข้อ 2 ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 58/2559 เรื่อง การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2559 และให้ใช้ความ ต่อไปนี้แทน

“ข้อ 1 นอกจากประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทํางานตามมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 แล้ว ให้คนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย ทั้งนี้ ให้คนพิการดังกล่าวแสดงความประสงค์ใช้สิทธิเลือกรับประโยชน์ทดแทนหรือรับสิทธิบริการสาธารณสุขได้เพียงสิทธิเดียวในการเลือกรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สํานักงานประกันสังคมกําหนด โดยให้แสดงความประสงค์เลือกใช้สิทธิหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิที่เลือกได้เป็นรายปีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามวรรคสอง ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

ข้อ 2 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขที่จ่ายให้สําหรับคนพิการที่เลือกรับสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้จ่ายจากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กระทรวงการคลังประกาศกําหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ โดยมิให้นํามาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ของกองทุนประกันสังคมมาใช้บังคับกับการจ่ายเงิน ค่าใช้จ่ายสําหรับคนพิการที่เลือกรับสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม”

ข้อ 2 ให้ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ออกตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 58/2559 เรื่อง การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2559 ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับคําสั่งนี้ จนกว่าจะมีประกาศที่ออกตามข้อ ๒ ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 58/2559 เรื่อง การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งนี้ใช้บังคับ

ข้อ 3 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2560 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ