PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

วิพากษ์ 4 เกณฑ์ คสช. แก้ใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อ

วิพากษ์ 4 เกณฑ์ คสช. แก้ใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อ


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาเน้นย้ำและทบทวนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยให้ยึดหลัก 4 ประการ คือ 1.ต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 2.ต้องเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคง 3.ต้องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้กับสังคม และ 4.ต้องการใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น

ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค พท.
กรณีที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุจะใช้มาตรา 44 เท่าที่จำเป็น แสดงว่าสิ่งที่ใช้มาเป็นอย่างที่เราวิจารณ์ไป ว่าคุณใช้มาตรา 44 มั่วเหลือเกิน ทั้งที่เงื่อนไขของการใช้มาตรานี้รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่าเพื่อความสามัคคีปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หรือต้องการปฏิรูปเป็นต้น จะเห็นว่าการใช้ในอดีตที่ผ่านมา เช่น ใช้แก้ปัญหารถกระบะ ใช้แก้ปัญหาราชการ ใช้แต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เลย ทั้งนี้ การใช้ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีใครจะตรวจสอบได้ ก็ใช้ไป คิดว่าง่ายดี สะดวกดี แต่ท้ายที่สุดคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงการพิกลพิการของกฎหมาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว เมื่อมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้แล้ว เช่น เรื่องที่เป็นปัญหาเขาก็บอกไว้แล้วว่าให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้ตรากฎหมาย ถ้าจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงก็ให้ สนช.ทำกฎหมาย แต่คุณก็ใช้มาตรา 44 ก็แปลว่าคุณใช้พร่ำเพรื่อไม่ถูกต้องเลย
ทั้งนี้ ทางที่ถูกที่ควรคือ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คุณไม่ควรใช้มาตรา 44 เลย เพราะมาตรา 44 นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ใช้มาตรา 17 ซึ่งเป็นอำนาจของกฎหมายเผด็จการ เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญแล้ว เพื่อความถูกต้องชอบธรรม ไม่ควรจะใช้เลย แต่ถ้าอยากจะใช้ ต้องใช้ในกรณีที่ไม่ได้เขียนให้อำนาจหน้าที่อะไรไว้กับองค์กรอื่น เช่น เขาเขียนให้อำนาจหน้าที่กับสภาไว้ คุณจะใช้ไม่ได้ เมื่อสภาตรากฎหมายขึ้น มีการประกาศใช้อย่างถูกต้อง วันดีคืนดีคุณใช้อำนาจของคุณคนเดียวไปยกเลิกมาตรานั้น มาตรานี้ ถามว่าท้ายที่สุดสภาจะมีไว้ทำไม ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ดีที่สุดไม่ควรจะใช้เลย


ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไม่ต้องมีหลักการก็ได้ เพราะหลักการที่ว่านั้นกว้างมาก มันไม่ได้ทำให้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 (ม.44) ของนายกรัฐมนตรีนั้นแคบลงไปแต่อย่างใด เพราะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย ครอบคลุมทุกเรื่องแล้ว แล้วจะเป็นหลักการตรงไหน ไม่เข้าใจ มันครอบคลุมจนเราไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหลักการหลักเกณฑ์ในการควบคุมจำกัดการใช้อำนาจตาม ม.44 ที่แตกต่างไปจากเดิม
ส่วนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ผลในทางตุลาการของ ม.44 จะใช้ในการตัดสินคดีได้ แต่ยืนยันว่าไม่ไปก้าวก่ายและยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายตุลาการแต่อย่างใด ฟังแล้วก็ดูดี อย่างน้อยนายกฯก็พยายามจะบอกว่า ถ้าจะมีการขัดแย้งกันระหว่างการใช้อำนาจของ คสช.กับประชาชน ก็ยังมีองค์กรตุลาการที่เป็นหน่วยที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจ คสช.
แต่ถ้านายกฯบอกว่าอำนาจของคำสั่งตาม ม.44 นั้นมีอำนาจในทางนิติบัญญัติ มันก็จบแล้ว นายกฯไม่จำเป็นต้องออกตัวเลยว่าไม่ได้ไปแทรกแซงอำนาจตุลาการ เพราะอำนาจตุลาการใช้ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการเขาไม่ได้สร้างกฎหมายของเขาเอง เขาเป็นผู้ใช้กฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารได้ตราขึ้น
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลย เพราะองค์กรตุลาการต้องทำงานภายใต้กฎหมาย อันนี้เป็นการยอมรับเลยว่าการใช้อำนาจตาม ม.44 เขียนกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมา แล้วอำนาจตุลาการก็จำเป็นต้องใช้บังคับ เพราะเทียบเท่านิติบัญญัติ
ผลสุดท้ายก็คือฟังดูดีเท่านั้นเอง แต่ผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ปลายปากกาท่านอยู่แล้ว เพราะอำนาจตุลาการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อันนี้เป็นการพูดโดยยังไม่วิเคราะห์การทำงานขององค์กรตุลาการมากนัก ละไว้ก่อน
ดูตามข้อเท็จจริง คิดว่าวันนี้เรารู้อยู่แล้วว่าสภาพเศรษฐกิจของบ้านเราเป็นอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ฉะนั้น ที่บอกว่าใช้ ม.44 สำหรับแก้ปัญหาเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง ความเข้าใจของคนใช้กฎหมายใช้อำนาจอาจมีความรู้สึกว่าตัวเองใช้อำนาจเพื่อแก้ปัญหา เพื่อไม่ต้องทะเลาะกัน เราดูตามข้อเท็จจริง เราก็รู้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจฐานรากมีปัญหาเยอะมาก ตามเสียงที่ออกมาจากสื่อมวลชน
เพราะฉะนั้นแม้ว่าผู้ใช้อำนาจอาจจะมีเจตจำนงที่อยากแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ผลสุดท้ายออกมามันก็ไม่ได้แก้ กลับคิดว่าการใช้อำนาจหลายครั้งไปซ้ำเติมประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การใช้อำนาจยกเว้นกฎกระทรวงที่พูดถึงการวางผังเมืองรวม กฎกระทรวงออกมาก่อน เมื่อมีประกาศผังเมืองรวมในพื้นที่ใด การประกอบกิจการในพื้นที่จะต้องเป็นไปตามผังเมือง ส่งผลให้กิจการบางอย่างทำไม่ได้ ก็มีการใช้อำนาจตาม ม.44 มายกเว้นกฎกระทรวง อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการใช้อำนาจตาม ม.44 เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไหม
ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิก ม.44 นั้น คิดว่ายังไม่สามารถตอบได้ในเวลานี้ เราทำได้แต่เพียงฟังแล้วก็ดูการกระทำมากกว่า อย่างที่บอกไปว่าผู้ที่มีอำนาจเขามีความตั้งใจอย่างนี้ แต่ผลออกมาจะเป็นอย่างไร ต้องดูเป็นรายกรณีไป


แฟ้มภาพ

วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าคณะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ต้องทำเพื่อ 4 วัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1.ต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 2.ต้องเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคง 3.ต้องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้กับสังคม และ 4.ต้องการใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะใช้มาตรา 44 ต้องเพื่อ 4 วัตถุประสงค์นี้เท่านั้น ที่รัฐบาลแถลงมาจึงถูกต้องแล้ว และเนื่องจากเป็นกฎหมายพิเศษจึงต้องใช้เท่าที่จำเป็น และเห็นด้วยที่หากจะใช้ในระยะยาวต้องออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) เสียให้ถูกต้อง โดยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเขียนให้มีผลบังคับอยู่ แต่ไม่สามารถใช้มาตรา 44 ดังกล่าวแก้รัฐธรรมนูญ ก็คือ มาตรา 44 เล็กกว่า หรืออยู่ภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งแปลว่า คำสั่งตามมาตรา 44 ไม่อาจจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2560 ได้
ทั้งนี้ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 ออกโดย คสช. แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านประชามติจากประชาชนของประเทศไทยแล้ว จุดสำคัญที่สุดคือ ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานแล้ว

นอกจากนั้นยังมีจุดที่สุ่มเสี่ยงตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 คือ การสร้างภาระเกินจำเป็นให้กับสมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรคทั่วประเทศประมาณ 4,000,000 คน ซึ่งการที่จะไปยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคของแต่ละคนได้นอกจากมีใบยืนยันแล้ว จะต้องไปพบกับหน่วยงานของรัฐประมาณ 20 หน่วยงาน เพื่อให้แต่ละหน่วยงานยืนยันว่า ตนมีคุณสมบัติไม่ขัดกับระเบียบคุณสมบัติของสมาชิกพรรคการเมือง และคำสั่งนี้ต้องไปยื่นกับหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเท่านั้น พรรค ปชป.ซึ่งมีสมาชิกเกือบ 3,000,000 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ จะต้องยืนรับใบยืนยันพร้อมหลักฐานว่าสมาชิกแต่ละคนไม่ขาดคุณสมบัติซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างภาระให้กับหัวหน้าพรรคอย่างร้ายแรง
ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวจึงสวนทางกับแนวทางการปฏิรูปพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและส่วนรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจการทางการเมือง และการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญนี้
คำสั่งที่ 53/2560 จึงหมิ่นเหม่ ที่จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้นวิธีแก้ปัญหานี้ง่ายนิดเดียว คือ ผู้มีอำนาจยกเลิกคำสั่งที่ 53/2560 แล้วให้ใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะขยายเวลาได้ถึง 3 ปี ได้อยู่แล้ว
รวมทั้งขอให้ คสช.พิจารณายกเลิกคำสั่งที่ 57/2557 ให้พรรคการเมืองสามารถประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค ประชุมเพื่อแก้ไขข้อบังคับ และประชุมเพื่อรับรองอุดมการณ์ของพรรคเท่านี้เอง ทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้แล้ว ซึ่ง คสช.สามารถออกประกาศกำหนดห้ามวิธีการประชุมใดใดที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง หรือการกระทำใดๆ อันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย คสช.ก็สามารถออกคำสั่งห้ามให้ชัดเจนได้อยู่แล้ว
เพราะตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่า การประชุมเลือกหัวหน้าพรรค การประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรค และการประชุมเพื่อกำหนดแนวนโยบายของพรรคจะไปกระทบกับความมั่นคง หรือเป็นการบ่อนทำลายความสงบของประเทศแต่อย่างใด


พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารอยู่แล้ว อำนาจนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นการรัฐประหารเท่ากับการเข้ามายึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันผิดอยู่แล้ว การที่มี ม.44 ขึ้นมา เป็นการตามรอยวิถีปฏิบัติซึ่งเคยมีมาแต่เดิม สมัยบ้านเมืองอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบรัฐประหาร
ประวัติศาสตร์ของ ม.44 ผมคิดว่าในปี พ.ศ.2500 เมื่อมีการยึดอำนาจ สมัยนั้นเรียกว่าการปฏิวัติ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในธรรมนูญการปกครองสมัยนั้นคือเมื่อยึดอำนาจโดยการปฏิวัติแล้ว ก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้ในขณะนั้น แล้วประกาศสิ่งที่เรียกว่าธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ไม่ใช่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ มีอยู่ไม่กี่มาตรา มีมาตราหนึ่งที่สำคัญเรียกว่า ม.17
ต่อมาภายหลังมีการปฏิวัติ รัฐประหาร การปฏิรูป หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดคือการทำรัฐประหาร ถึงมีการให้อำนาจสิ่งนี้ ซึ่งได้เป็นหัวหน้าคณะในการเข้ามายึดอำนาจ ซึ่งยุคปัจจุบันคือ คสช.
หลังจากนั้นเขาต้องการมีอำนาจในการจัดการบ้านเมืองอย่างเด็ดขาด เลยประดิษฐ์ ม.17 จนมาเป็น ม.44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 สมัยเขาทำรัฐประหาร 4 ปีที่แล้ว ขณะนี้มันเข้ามาอยู่ใน รธน.ฉบับ 2560
ถามว่าในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มี ม.44 ปรากฏอยู่หรือไม่นั้น ไม่มี ตอนนั้นเคยพยายามเอา ม.7 ที่คล้ายกับว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่มี ก็เลยเขียนไว้ ให้ถือประเพณีการปกครองบ้านเมือง คือให้ใช้อำนาจพิเศษในการเข้าจัดการปัญหาบางอย่าง เสมือนเป็น ม.44 แต่ไม่สำเร็จเพราะมีคนไม่เห็นด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีข้อจำกัดหลายอย่างตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งจะใช้อำนาจแบบนี้ไม่ได้ เพราะการใช้ ม.44 เสมือนการให้ผู้มีอำนาจในการใช้มาตรการนี้มีอำนาจรวมกันอยู่ทั้งหมดในตัวเอง คืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยโบราณก็เรียกดาบอาญาสิทธิ์
ในทางหลักนิติศาสตร์ก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่าอำนาจตาม ม.44 มันชอบด้วยหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือไม่
ซึ่งคำตอบก็คือไม่ชอบ เพราะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแยกอำนาจออกเป็น 3 อำนาจ คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และต้องมีการคานและดุลอำนาจกันด้วย
และผมไม่เห็นด้วยกับ ม.44 อยู่แล้ว เพราะนี่เป็นการให้อำนาจคนคนเดียวมีอำนาจเด็ดขาด เป็นเรื่องอันตราย ถ้าหากผู้ใช้อำนาจใช้ไปโดยปราศจากความระงับยับยั้ง ผมไม่ใช้คำว่ามีคุณธรรมหรอก ในทางความคิดความอ่านของตัวเอง มันอาจใช้ไปโดยอคติต่างๆ มันเกิดปัญหาร้ายแรงได้ ไม่มีอะไรแก้ได้ ไปตรวจสอบอะไรก็ไม่ได้ เนื่องจากเขียนห้ามไว้ทั้งหมด การใช้อำนาจนี้ใช้ไปเถอะ ใช้อย่างไรก็ได้ ถือเป็นการชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด เป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว ผิดในแง่ตรรกะด้วย การใช้อำนาจในตัวเขาเองมันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร และไม่มีการใช้ ม.44 อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย ถ้าขึ้นต้นมาผิดก็ผิดทั้งขึ้นต้นด้วยการรัฐประหารก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว
ส่วนประเด็น 4 หลักการที่บอกมา แสดงว่าที่ใช้ไปคราวที่แล้วใช้ไม่ได้หรือ ไม่เข้ากับ 4 ข้อนี้ คำถามของผมก็คือใครเป็นคนไปตัดสิน แล้วมันตรวจสอบไม่ได้ เอาไปฟ้องใครไม่ได้ หรือจะบอกว่าที่ออกหลักการเหล่านี้เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าให้นำไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้อย่างนั้นหรือไม่
ในเมื่อให้ใช้ได้ใน 4 หลักการนี้ นั่นต้องทำให้เกิดการตรวจสอบได้ว่ามันถูกต้องทั้ง 4 หลักการนี้หรือไม่ ถ้ายอมรับโดยปริยายผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหลักการบอกว่าโอเค การใช้อำนาจ ม.44 มีการตรวจสอบได้ ผมเห็นด้วย

เมื่อเคลื่อนไหว 'จุดตาย' ก็ประจักษ์

   สาบาน........
          ว่านี่คือ "มนุษย์เกรด A" ผู้มีวิสัยทัศน์และมันสมองเชื่อมต่อศตวรรษที่ ๒๑ ของพรรค ๒ สัมภเวสี
            คัดสรรไว้สำหรับ
            งาน "ออกแบบประเทศ" ในรัฐสภา กับการเลือกตั้งที่จะเกิด? ก็ให้ตายเหอะ....จอร์จ
            คำถามนั้น เกิดฉับพลันกับผมจริงๆ เมื่อเห็นอดีต ส.ส.ภาคอีสานกลุ่มหนึ่ง
            ถวายตัวต่อคณะ "สายตรง ๒ สัมภเวสี" ด้วยบทกลอน ว่า
          "ชีวิตนี้ให้ใครไม่ได้แล้ว
          จะผ่องแผ้วมืดมิดไม่คิดหนี
          ขอมอบให้ 'เพื่อไทย' ทั้งชีวี
          จะสิ้นลงตรงนี้ก็ยอมตาย" 
            หลายท่านคงเห็นพร้อมผม อ้วกพร้อมผม ผ่านข่าวสารโทรทัศน์รอบค่ำวาน
            อ้วกแล้วก็ปลง...........
            ปลงกับชะตา-อนาคตชาติบ้านเมือง!
            รัฐบาล คสช.เข้ามา ปรับนั่น-ล้างนี่ จริงมั่ง-หลอกมั่ง สลับกันไป ตั้ง ๓-๔ ปี
            นึกว่าผีห่าซาตานจะตายซากหรือสูญพันธุ์กันไปบ้าง ถึงไม่ตาย ก็น่าจะสำนึกอะไรดีๆ ได้บ้าง ตายไปหนอนจะได้ไม่รังเกียจที่จะไชซาก
            แต่เปล่าเลย!
            ริยำตำเมืองของ ๒ สัมภเวสีตัวผู้-ตัวเมีย นั้น ไม่ทำให้ "ต่อมสำนึก" มนุษย์พวกนี้ "คิดได้-คิดดี" อะไรขึ้นมาเลย
            เลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปี ส่วนใหญ่คาดหมายจะได้เห็น "คนมีความคิดดี" เข้าระบบ
            โดยเฉพาะคนมีโลกทัศน์สรรค์สร้างทาง "ปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง" ให้สอดคล้องทิศทางศตวรรษใหม่ เข้ามาในรัฐสภา
            แต่พอ "เปิดตัว-เปิดหน้า"
            โอ้แม่เจ้า......
            "ผีเน่า-โลงผุ" มากันครบ!
            "คนคิดดี" น่ะ มันคนละประเภทกับ "คนดี" อย่างที่เข้าใจกัน
            "คนดี" อย่าไปเอามาลงการเมือง
            เหมือนทอง ๑๐๐% มันเหลวป๊อดแป๊ด ทำอะไรไม่ได้ มีเอาไว้ดูสวยๆ เท่านั้น!
            "คนคิดดี" นี่แหละ ที่สังคมต้องการให้เข้ามาเป็น "วิศวกรการเมือง" เพื่อร่วมสร้างสังคมประเทศสู่ศตวรรษใหม่
            เพราะคนคิดดี เหมาะกับการงานทุกอย่าง ด้วยรู้จักแยกแยะและจัดสรรในแต่ละธาตุให้เกิดสมดุลได้ 
            เมื่อถึงคราวจะใช้.........
            ก็สามารถใช้ "ความคิดดี" นำแต่ละธาตุนั้น มาผสมในอัตราส่วนลงตัวทางปฏิบัติ
            ให้เกิด "จุดสร้าง-จุดทำลาย" ตามเงื่อนไขสถานการณ์!
            ฉะนั้น ใครจะตั้งพรรค หรือพรรคไหนเตรียมคนลงเลือกตั้ง ต้องรู้ถึง "ความต้องการ" สังคมในเวลานี้ด้วย
            "เก่า-แก่" แค่อายุ ขอเก่าอยู่ในหมวดลายคราม.........
            ตัว "กึ๋น" เป็นตัวชี้ขาด
            ว่าเป็นสินค้าตลาดเลือกตั้งต้องการ หรือเขี่ยทิ้ง!?
            "คนคิดใหม่" กับ "นโยบายใหม่" ที่เข้าตา-เตะใจมหาชนเท่านั้น จะเป็นตัวตัดสินว่า
            พรรคไหน จะได้เข้าสภา ทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหาร!
            ไอ้ประเภท "ไดโนเสาร์" ประจำถิ่น ที่หลงตัวว่า "ประชาชนของผม...." เลือกตั้งวันไหน ก็ได้วันนั้นน่ะ
            แล้วจะรู้.........
            ว่า "คนชื่อตู่" ตัวจริง-เสียงจริง ใหม่การเมืองจริง แต่ "แสบจริง"!!
            พวก "นักเลือกตั้งตายซาก" มันคิด-มันทำอยู่อย่างเดียว คือทำทุกอย่าง "แลกคะแนน" ในเขตเลือกตั้ง เฉพาะมื้อ-เฉพาะคราว
            ๑๐-๒๐ ปี มันย้ำคิด-ย้ำทำอยู่อย่างนั้น.......
            ในขณะที่ "นายกฯ ประยุทธ์" ประกาศ "ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี"
            แทนที่จะ "ได้คิด" แล้วสะดุ้ง
            ว่านายกฯ เผด็จการทหารคนนี้ มันมาแนวลึก คนอื่นคิดเฉพาะมื้อ-เฉพาะคราว แต่เขาคิด "ทางยาว" เป็นอนาคตยั่งยืน
            เมื่อ "คิดทางยาว"...........
            หมายถึง "เมล็ดเพาะ-หน่อพันธุ์" ตลอดเส้นทาง ก็จะค่อยๆ ทยอยแทงยอด-ขยายหน่อ-แตกกอ และเติบใหญ่ตามตลอดเส้นทางยาวนั้นไปเรื่อยๆ
            แล้วคิดสิ...คิด!?
            เปลี่ยนจากคิดหัวขวด เขียนกลอน "เลียตีน-ขายตัว"
            ไปเป็นคิดจากวงแคบ "การเมือง-เพื่อกินเมือง" กว้างออกไปเป็น "การเมือง-เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง"
            ก็จะ "ตาสว่าง" โดยพลัน.........
            ว่าการเมืองทางยาว ด้วยยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี นั้น คือการเมืองบ่มเพาะ ให้โตยั่งยืน อยู่กินยั่งยืน ด้วย "รากแก้ว"
            ไม่ใช่ตัวนายกฯ ประยุทธ์โต......
            อีก ๒๐ ปี ท่านจะอยู่ดูโลกอันโศภินถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้?
            แต่หมายถึงว่า.......
            "วิถี-ชีวิต-ความเป็นอยู่" ในมิติ "รากฐานเศรษฐกิจ คืออนาคตประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชน"
            มันเติบโต!
            เวลา ๒๐ ปี เยาวชน ลูกๆ หลานๆ ที่เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลวันนี้
            ก็ค่อยๆ โตคลอเคลียไปกับยุทธศาสตร์สร้างชาติ ๒๐ ปีของประยุทธ์ไปเรื่อยๆ
            อีกซักแค่ ๘-๑๐ ปี "เมล็ดเพาะ-หน่อพันธุ์" ในรายทางยาว ก็จะทยอยเติบใหญ่แล้ว
            "จากรุ่น-สู่รุ่น" รับรู้คุณูปการ "เศรษฐกิจ-สังคมใหม่" อันได้มาจาก "การเมือง-สร้างบ้านสร้างเมือง" ไปด้วยกัน
            ทำเป็นเล่นไป อีอีซี เมืองใหม่ เกิด, รถไฟฟ้าความเร็วสูง เกิด, รางคู่รถไฟ เกิด, เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๕-๖ แห่ง เกิด
            เอาแค่นี้ก่อน........
            อย่าว่าแต่ ๕ ปี ต่อจากนี้ "ต้องประยุทธ์" เลย
            ไปจนตะบันน้ำกินแล้วบอกว่าพอ เผลอๆ ชาวบ้านบอก "พอไม่ได้" ต้องเป็นไปจนตายนั่นแหละ!
            ป๋าเปรมบอกว่า "ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว"
            ความจริง "กองหนุน" ของนายกฯ เป็นระบบรีไซเคิล คือปลดจากกองหนุน ไปอยู่ในหมวด "กองเกิน"
            "กองเกิน" เกินไปเป็น "ซาก" ก็มีเกิดใหม่ทดแทน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และนับวันจะมากขึ้น
            มากทั้งปริมาณและคุณภาพ พูดได้ว่า "เหนือคาดหมาย" และน่าสะพรึงกลัว
            กับศักยภาพ "กองหนุน" ของนายกฯ ที่แอบบ่มเพาะไว้ และปรากฏโฉมเป็น "กองกำลังหลัก" ให้ประจักษ์กลางทำเนียบฯ เมื่อวาน
            ไม่เชื่อก็ดูซี........
            "สวัสดีปีใหม่ 2561 ผมขออวยพรให้นายกฯ และครอบครัวมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เป็นที่รักของประชาชนทั้งประเทศ ผมดูนายกฯ ทุกวันศุกร์ นายกฯ คงเหนื่อยนะครับ เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ พักผ่อนเยอะๆ กินผักผลไม้เยอะๆ นะครับ อยู่กับผมนานๆ นะครับ รักนายกฯ ครับ”
          ด.ช.มูฮัมหมัดอาราฮัน อาแว
          นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านท่าสาป จ.ยะลา
          --------------------
          ถึงลุงตู่
          สวัสดีครับลุงตู่ สบายดีหรือเปล่าครับ ช่วงนี้อากาศหนาวแล้วนะครับ ขอให้คุณลุงตู่ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ เพราะว่าคุณลุงตู่ทำงานหนัก ต้องดูแลคนทั้งประเทศ ผมโตขึ้น ผมอยากรับใช้ชาติเหมือนคุณลุงตู่ครับ
          ด้วยความเคารพอย่างสูง
          น้องเอิร์ธ
--------------------------------
          สวัสดีปีใหม่ค่ะ
          หนูอยากจะบอกลุงตู่ว่า ลุงตู่อย่าท้อถอยนะคะ ลุงตู่ต้องดูแลประเทศชาติและประชาชนอย่างพวกหนูต่อไปนะคะ หนูอยากจะบอกลุงตู่ว่า หนูดูและฟังคำอบรมของลุงตู่ทุกครั้ง หนูรู้ว่าลุงตู่เหนื่อย แต่ลุงตู่ต้องสู้ต่อไปนะคะ
          พวกเรารักลุงตู่ค่ะ
            ครับ...เหล่านี้ แค่ ๑ ในกว่า ๑,๐๐๐ การ์ดอวยพรจาก "เมล็ดพันธุ์ใหม่" คือเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศ
            เขียนข้อความด้วยลายมือ วาดรูปนายกฯ ประกอบ เป็นการ์ดอวยพรปีใหม่ ส่งให้นายกฯ
            ไปอ่านได้ เขาติดไว้ที่บอร์ดทำเนียบรัฐบาลให้ดูในวันเด็กที่จะถึงนี้
            แต่ละหยดคิดจากใจเด็ก "ใส-สะอาด-ชื่นใจ"
            ที่สำคัญ "สบายใจ" ว่าหน่อใหม่ล้วนสมบูรณ์คุณภาพ นำพาประเทศชาติสืบต่อจากรุ่น-สู่รุ่น "ไทยรุ่ง" แน่นอน!
            สัมผัสความคิด-ความอ่าน "กองหนุน" ลุงตู่ ที่จะโตเป็น "กำลังหลักชาติ" ในอนาคตนี้แล้ว ก็ถึงบางอ้อ.......
            ที่นายกฯ บอก ต่อไปนี้จะอารมณ์ดี ไม่บึ้ง ยิ้มตลอด
            ก็อย่างนี้นี่เอง!

ได้เวลาปรองดอง

ได้เวลาปรองดอง


เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป็น “นักการเมืองเต็มตัว” ส่งสัญญาณชัดแจ๋ว “พร้อม” นั่งเก้าอี้ “นายกฯคนนอก” เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.ต่อไปอีกยาวๆ
ผลดีที่ตามมาทันทีคือ นโยบายเสริมสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งติดค้างลำกล้องมา 3 ปี ก็เริ่มเดินหน้าเต็มสตรีม
เป้าหมายสำคัญ เพื่อเพิ่มกองหนุน คสช. ที่เริ่มร่อยหรอลงไปทุกวัน
และเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กรองรับนายกฯคนนอกให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความสามัคคีปรอง ดองช่วงโค้งสุดท้ายของ คสช. จะใช้กลไกของ กอ.รมน.และมหาดไทยลงพื้นที่เคาะประตูบ้านพูดคุยสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทุกภาค ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน พร้อมกันทั่วประเทศไทย
โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นผู้อำนวยการสร้าง
และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นผู้กำกับการแสดง
มีผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
กำหนดให้ทุกอำเภอจัดชุดเจ้าหน้าที่ทหาร และข้าราชการฝ่ายปกครองเดินสายพบปะพูดคุยกับมวลชนทุกกลุ่มให้หันมาร่วมมือกับรัฐบาล คสช.สลายความขัดแย้งแตกแยกทางการเมือง
เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความสมานฉันท์ปรองดองร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีมีชัย
เพื่อสร้างความเข้าถึง เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักจริยธรรม คุณธรรมของนักการเมือง ฯลฯ
และการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิป-ไตยครึ่งใบ (ที่เหมาะสมกับสังคมไทย)
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ ที่รัฐบาล คสช.จะเร่งเดินหน้าสร้างความสามัคคีปรองดอง
เพราะบาดแผลความแตกแยกขัดแย้งร้าวลึกที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “เป็ดง่อย” มานานกว่า 10 ปี
แต่...แต่การสร้างความปรองดองต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ
1, การปรองดองต้องเกิดจากความสมัครใจ
คือ ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจที่จะยุติความขัดแย้งร่วมกัน
2, การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากความยุติธรรม
ถ้าสังคมไทยยังไม่มีความเป็นธรรม ก็ยากส์จะเกิดความปรองดอง
3, รัฐบาล คสช. ซึ่งเป็นฝ่ายเริ่มต้นสร้างความปรองดอง ต้องมีความรู้สึกอยากปรองดองอย่างแท้จริง
ไม่ใช่ปากปรองดอง แต่ใจข้างในยังปูดอง
4, การสร้างความปรองดองในสังคมไทยเป็นวาระเร่งด่วนต้องทำให้เกิดผล
สำเร็จโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยแช่เบ้าไว้นานถึง 3 ปี
เพราะการปล่อยบาดแผลอักเสบนาน การจะรักษาให้หายขาดย่อมยากขึ้นเป็นทวีคูณ
สุดท้าย “แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตวิจารณ์ตรงไปตรงมา หวังว่า ท่านรองนายกฯบิ๊กป้อมฟังแล้วจะไม่เคือง
สัญญาประชาคม 10 ข้อ เพื่อเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ที่ คสช.มุ่งหวังตั้งใจจะใช้เป็น “คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” ที่นำไปสู่ความปรองดองอย่างยั่งยืน
แต่เนื้อหาถ้อยคำในสัญญา 10 ข้อ มันเหมือนคำสั่ง คสช.สั่งให้ประชาชนทุกคนต้องยอมรับและต้องปฏิบัติตาม
(ห้ามหือห้ามอือ)
มันไม่ใช่สัญญาปรองดองที่ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจเห็นชอบร่วมกัน
เขียนให้มันนุ่มเนียนกว่านี้หน่อยไม่ได้เรอะโยม??
"แม่ลูกจันทร์"

เปิดพื้นที่ 'พี่ใหญ่' ทำแต้ม

เปิดพื้นที่ 'พี่ใหญ่' ทำแต้ม


“ได้ดูแน่”

ยืนยันจากปากของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

โดยพูดสั้นๆถึงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทยช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้

นี่นับเป็นข่าวดีข่าวแรกๆในรอบหลายเดือน ที่ “บิ๊กป้อม” ได้เสียงปรบมือเชียร์

แทนเสียงโห่ฮาที่มาแบบรายวัน

นั่นก็เพราะการถ่ายทอดฟุตบอลโลก ถือเป็นเรื่องสำคัญของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะแฟนบอลที่กำลังลุ้นจะได้ดูหรือไม่ เมื่อได้รับการการันตี ก็ต้องยกความดีความชอบให้ “บิ๊กป้อม”

อย่างน้อยก็เป็นแต้มบวกกลบกระแสเรื่องนาฬิกาไปได้บ้าง

และตามรูปการณ์ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลคงต้องหาพื้นที่ให้ “พี่ใหญ่” ได้โชว์ศักยภาพ

เปิดอีกมุมของบารมี “บิ๊กบราเธอร์” ที่เป็นประโยชน์กับสังคม

โอกาสในการกู้กระแส คือต้องให้ “บิ๊กป้อม” ปั่นผลงาน กระตุกกระแสเชิงบวกมากู้ภาพลบ ล้างบทผู้ร้ายที่ฝ่ายต้าน คสช.พยายามปั้นภาพให้เป็นเหมือน “จอมพลเผด็จการ” ในอดีต

จาก “บิ๊กป้อม” เริ่มเพี้ยนเป็น “เสี่ยป้อม”

ขืนปล่อยให้โดนถล่มอย่างเดียว คาดการณ์ได้เลยว่าอีก 1 ปีที่เหลือเป็นอย่างน้อย

“พี่ใหญ่” โดนฝ่ายต้าน คสช.รุมเถือเนื้อ ไม่เหลือชิ้นดีแน่

และที่เดินหน้าเต็มสูบ ตามรูปการณ์ที่สะท้อนให้เห็นการใส่เกียร์ห้า “ลุงตู่” ลุยกวาดคะแนนนิยม

กับปรากฏการณ์ที่สร้าง “อิมแพ็ก” ทางการเมืองอย่างแรง ข่าวใหญ่พาดหัวไม้หนังสือพิมพ์ รัฐบาล “ลุงตู่” ทุ่มงบ 3.5 หมื่นล้าน เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คน

มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ต่อไป จาก 300 บาท เพิ่มเป็น 500 บาท ส่วนที่มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เพิ่มจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อเดือน

เหมือนเป็นเงินเล็กน้อย แต่สำหรับคนจนมันยิ่งใหญ่

แน่นอน มันเป็นผลต่อเนื่องจากการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ประกาศจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย

ในความหมายเชิงปฏิบัติ คือการทำให้คนจนมีรายได้เพิ่มต่อหัวต่อปีมากกว่า 30,000 บาท พ้นขีดเส้นความยากจน ตามแนวทางแบบที่รัฐบาลจีนทำสำเร็จมาแล้ว

แนวโน้มฟังจากที่ “กัปตันสมคิด” พูดบนเวทีสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ฉายภาพโชว์ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังไต่เพดานบิน ติดลมบน ตามสัญญาณเชิงบวกของตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ล้อสถานการณ์การส่งออก ตอกย้ำด้วยดัชนีตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี 2561

ซึ่งเป็นอะไรที่คนโจมตีเศรษฐกิจไม่ดี ก็หาเหตุผลอธิบายไม่ได้

นายสมคิดพูดให้เข้าใจง่ายๆเลยว่า จากแต่เดิมที่การพัฒนา เศรษฐกิจจะเน้นการส่งออกและการดึงดูดนักลงทุน แต่จากนี้ไปจะเน้นการเชื่อมต่อการพัฒนาไปสู่ท้องถิ่น เสริมความแกร่งของเศรษฐกิจฐานราก
เน้นการพัฒนาเอสเอ็มอีในต่างจังหวัด การส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรอง

เหมือนรถไฟทางคู่ที่ผ่านเมืองใหญ่ ต้องมีเส้นทางเชื่อมถึงท้องถิ่นทั่วกัน

ที่สำคัญประเทศไทยต้องยกระดับสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ล้อกับการแข่งขันในเวทีโลก

ยังไม่นับแนวโน้มสถานการณ์การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกแช่แข็งมาหลายปี ที่รัฐบาลเตรียมแผนแลกกับมาตรการทางภาษีที่จะชดเชยให้ผู้ประกอบการในการขึ้นค่าแรงให้พนักงานลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างนำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐบาล

“สมคิด” คิดแบบเป็นระบบ สู้กับลมปากนักการเมืองที่ท่องบทด่ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจไม่ได้

ที่แน่ๆจากมาตรการอัดฉีด “บัตรคนจน” เฟส 2 และจะต่อเนื่องถึงเฟส 3 เฟส 4 ที่ไม่ใช่แค่การแจกเงินให้ชาวบ้านแล้วหายไป แต่มีเงื่อนไขในการสร้างงาน พัฒนาทักษะอาชีพมาเป็นความต่อเนื่อง

มันคือเอฟเฟกต์ทางการเมือง ที่นักการเมืองอาชีพนั่งไม่ติดแน่

ตามฟอร์มต้องล็อกเป้า ดิสเครดิต เตะตัดขา “สมคิด” ทุกจังหวะ

สกัดเหลี่ยม ไม่ให้ “ลุงตู่” ตีกินแต้มมัดจำได้ง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

World Politics 2018 – การเมืองโลกตลอดปีนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ?

ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2017 ไม่ว่าจะเป็นกระแสการเมืองขวา ผู้นำอายุน้อยก้าวขึ้นมา ผู้ลี้ภัยข้ามประเทศ หรือสงครามนิวเคลียร์ ที่ทำให้การเมืองโลกมีเรื่องราวดุเดือด ให้เราได้ตามติดขอบจอกันตลอดปี

และในปีนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นคงมีขึ้นไม่น้อยกว่าปีก่อน ทั้งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก สงครามกลางเมืองที่ยังไม่จบ การเจรจาร่วมมือ รวมถึงความบาดหมางระหว่างประเทศ ก็ยังคงเป็นเรื่องราวภาคต่อให้เราได้ติดตามกันอีกในปีนี้
แต่กระแสการเมืองโลกในปีนี้จะเป็นอย่างไร สันติภาพ หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นจริงไหม ? กระแสขวาจะยังคงมาแรงต่อไปหรือไม่ ? จะมีผู้นำรุ่นใหม่จากการเลือกตั้งทั่วโลกหรือไม่ ? The MATTER ขอพาไปกางแผนที่ ติดตามกระแสการเมืองที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2018 นี้กัน

เอเชีย
ความดุเดือดในการยิงขีปนาวุธเกาหลีเหนือ
เริ่มต้นกับเอเชีย ทวีปที่มีเรื่องราวร้อนแรงให้ติดตามตลอด จนหลายๆ คนหวั่นๆ ว่าจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ในปีนี้ กลับเริ่มต้นด้วยข่าวดี จากการจัดเจรจาระดับสูงระหว่างเกาหลีเหนือ – ใต้ ที่จัดขึ้นหลังห่างหายไปตั้งแต่ปี 2015 และยังเห็นผลลัพธ์ที่ดีตามมา ทั้งการต้อนรับนักกีฬาเกาหลีเหนือเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ, การเตรียมจัดงานรวมญาติของ 2 ประเทศ, ตกลงเริ่มการเจรจาทางทหาร รวมถึงมุน แจอิน ปธน.เกาหลีใต้ยังพร้อมเปิดเจรจากับคิม จองอึนด้วย นอกจากนี้ด้านสหรัฐฯ ยังยอมพักซ้อมรบกับเกาหลีใต้ ในช่วงโอลิมปิก ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอย่างน้อยก็จะเกิดสันติภาพชั่วคราวระหว่างความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เกาหลีเหนือก็ยังยืนยันว่าไม่มีการเจรจาเรื่องยุติโครงการนิวเคลียร์ ทั้งปีใหม่นี้ ท่านคิมยังตั้งปณิธานเตรียมสร้างขีปนาวุธที่ยิ่งใหญ่ อลังการกว่าเดิม เพื่อยิงขึ้นสู่อวกาศด้วย จึงไม่แน่ใจว่าสันติภาพ และการเจรจาที่เกิดขึ้น อาจเป็นข่าวดีชั่วคราว ก่อนข่าวร้ายใหญ่จะมาเยือนหรือไม่
อิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่
จีน อีกประเทศหนึ่งที่โดดเด่นในเอเชีย และในเวทีโลก ในปีนี้ปธน.สี จิ้นผิง ได้เตรียมต่ออายุเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 2 ซึ่งคาดว่า ท่านสีจะสานต่อนโยบายเชิงรุก ผลักดันความเป็นผู้นำในระดับโลก และยังคงให้ประเด็นเกาหลีเหนือ ทะเลจีนใต้ และไต้หวันเป็นวาระสำคัญของนโยบาย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ความสัมพันธ์ของจีน-ไต้หวันอาจตึงเครียดมากกว่าเดิม เพราะแม้ว่าจะต้องการเปิดเจรจากับไต้หวัน แต่ก็ประกาศกร้าวคัดค้านทุกรูปแบบใน ‘การประกาศตนเป็นอิสระของไต้หวัน’ ด้วย

ยุโรป
การเลือกตั้งรัสเซีย
วลาดิเมียร์ ปูติน หนึ่งในผู้นำทรงอิทธิพลของรัสเซียและของโลก เตรียมขอท้าลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในการเลือกตั้งรัสเซีย เดือนมีนาคมนี้อีกครั้ง แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะไม่ท้าทาย หรือเห็นการแข่งขันที่ดุเดือด สูสี เพราะจากโพลการเลือกตั้งคะแนนนิยมของปูตินนั้นมีมากถึง 58% ทิ้งห่างผู้สมัครคนอื่นๆ ที่ได้คะแนนเพียงแค่เลขหลักเดียวเท่านั้น และยังมีแนวโน้มว่าปูตินจะได้รับการโหวตจากประชาชนถึง 80% ทั้งยังมีกรณีการตัดสิทธ์คู่แข่งที่ลงสมัครอย่าง อเล็กเซย์ นาวาลนี ผู้ต่อต้านคอร์รัปชั่น และมักจัดประท้วงปูตินอยู่เรื่อยๆ ด้วย
รัฐบาลเยอรมนีที่ยังไม่พร้อมเดบิวต์
ในขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว เยอรมนี ที่เลือกตั้งกันไปตั้งแต่ปีก่อน ก็ยังคงไม่สามารถเจรจาจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะพรรคแนวร่วมขอถอนตัว ทำให้พรรคของอังเกลา แมร์เคิล ต้องไปเริ่มเจรจากับพรรคอื่นๆ ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไป และยิ่งการเจรจาล้าช้าออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลสั่นคลอนต่อการเมืองทั้งในประเทศเยอรมัน และ EU เราจึงอาจเห็นเมมเบอร์ BNK48 รุ่น 2 เปิดตัวเร็วกว่ารัฐบาลเยอรมนีที่เลือกตั้งมากว่าครึ่งปีก็เป็นได้
Brexit is still not exit
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาในยุโรป คือกรณี ‘Brexit’ ที่ผ่านการลงมติมากว่า 2 ปี และมีแนวโน้มว่าในปีนี้สหราชอาณาจักรก็ยังจะไม่ได้ออกจาก EU แต่ทางรัฐบาลก็ยืนยันแน่วแน่ ว่าเราจะออกจาก EU แน่นอนภายในเดือนมีนาคม ปี 2019 ! โดยคาดว่าในปีนี้ การเมืองอังกฤษก็จะยังคงวนเวียนกับการเจรจา จัดทำข้อตกลงเพื่อเปลี่ยนผ่าน และการทำสัญญาต่างๆ ต่อไป
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าจับตาคือ การเลือกตั้งในฮังการี ที่จะมีคิวเข้าคูหาในช่วงเมษา – พฤษภานี้ และมีแนวโน้มฝ่ายขวาจะได้รับชัยชนะ ยืนหยัดในนโยบายไม่รับผู้อพยพ และขอเดินหน้าสวนทางกับของ EU และประเด็นของคาตาลูญญา ที่รัฐบาลกลางสเปนอนุญาตให้มีการเลือกตั้งในระดับแคว้น รวมถึงเศรษฐกิจ และปัญหาผู้อพยพในภูมิภาคนี้ด้วย

อเมริกาใต้
การเลือกตั้งหันขวา ?
แซงหน้าประเทศไทยกันไปรัวๆ เพราะปีนี้ถือเป็นปีทองของการเลือกตั้งในอเมริกาใต้ ที่จะมีคิวเข้าคูหาเลือกผู้นำกันถึง 6 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย เม็กซิโก เวเนซุเอลา คอสตาริกา และปารากวัย เฉลี่ยแล้วเท่ากับประชาชนกว่า 350 ล้านคนที่จะมีสิทธิ์กาบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในภูมิภาคนี้ได้เลย
ในอดีต จะเห็นได้ว่าผู้นำส่วนใหญ่ที่มีอิทธิพลในแถบลาตินนี้ ล้วนแต่เป็นผู้นำจากฝั่งซ้ายทั้งนั้น แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผู้นำจากฝ่ายขวาและอนุรักษนิยม กลับมีอำนาจมากขึ้น เห็นได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในชิลี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ผู้นำจากฝ่ายขวาชนะการเลือกตั้ง ทำให้มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งของภูมิภาคลาตินในปีนี้ จะเปลี่ยนมาหากระแสฝ่ายขวา
ถึงอย่างนั้น การเลือกตั้งสำหรับเวนาซุเอลา คงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะถึงแม้ประเทศจะถังแตกไม่มีเงินจ่ายหนี้ ประชาชนออกมาประท้วง ปะทะกันรุนแรงตลอดปี แต่ นิโคลัส มาดูโร ปธน.คนปัจจุบัน ก็ยังคงจะหาช่องทางต่ออำนาจตัวเอง ลงเลือกตั้งอีกครั้ง หลังเลือกตั้งสมาชิกสภารัฐธรรมนูญที่มีแต่ฝ่ายสนับสนุนตัวเอง และตัดช่องทางคู่แข่งพรรคฝ่ายค้านบางพรรคจากการเลือกตั้งปีนี้ด้วย หลายฝ่ายจึงคาดว่ามาดูโรจะชนะการเลือกตั้ง และความวุ่นวายในเวเนฯ จะเกิดขึ้นต่อไป

อเมริกา
เลือกตั้งกลางสมัยทรัมป์  ศึกชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
เป็นธรรมเนียมของสหรัฐฯ ที่จะมีการเลือกตั้งทุกๆ 2 ปี แต่ในปีนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เป็นการเลือกตั้ง ‘Midterm Elections’ หรือการเลือกตั้งกลางสมัยการบริหารงานของประธานาธิบดี (ครบสองปี) ว่าพรรคใดจะได้อำนาจควบคุมสภาคองเกรส ที่ส่วนหนึ่งมีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย และตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐทั่วประเทศ
แต่โพลของเว็ปไซต์ The Crosstab ที่รวบรวมข้อมูลและสถิติทางการเมืองในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า พรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์มีโอกาสชนะเพียงแค่ 33.4% เท่านั้น ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเดโมแครตมีโอกาสชนะถึงกว่า 66.6% ทั้งผลโพลของบริษัทสำรวจ และสำนักข่าวต่างๆ เองก็ยังชี้ให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้น้อยกว่า ซึ่งเมื่อผลออกมาเช่นนี้ อาจทำให้การทำงาน ออกกฎหมาย บัญญัติต่างๆ ของทรัมป์ไม่ง่ายอย่างที่คาดคิดแม้จะเป็นผู้นำ
Canada Rising
พูดถึงผู้นำที่มาแรง ได้ฐานแฟนคลับ และเสียงชื่นชมจากทั่วโลก คงต้องยกให้ ‘จัสติน ทรูโด’ นายกฯ แคนาดา ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหล่อเหลา แต่ด้วยนโยบายต่างๆ และความใกล้ชิดประชาชน สวนทางกับผู้นำประเทศใกล้เคียง ซึ่งในปีนี้ Heather Timmons ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของสำนักข่าว Quartz ให้ความเห็นไว้ว่า ขณะที่ทรัมป์ โชว์ความเป็นผู้นำหัวร้อนให้ทั่วโลกเห็น  แต่จัสติน ทรูโด กลับได้รับความนิยมด้านบวก และเสียงชื่นชมมากขึ้น ทั้งในปีที่ผ่านมา GDP ของแคนาดายังเพิ่มขึ้นถึง 3% ซึ่งถือว่าเติบโตกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และทรูโดเอง ยังให้คำมั่นสัญญายึดถือประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ , ความร่วมมือเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสันติภาพของโลก เป็นวาระสำคัญในปี 2018 นี้ นอกจากนี้แคนาดายังเซ็นสัญญารับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ (Tech Brain Drain) ทำให้นักลงทุนคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูในแคนาดา

ตะวันออกกลาง
ตะวันออกกลางที่ร้อนระอุ ทั้งการเมือง ความสัมพันธ์ และการก่อการร้าย ในปีนี้ก็ยังคงมีประเด็นให้เราได้จับตารอดูกันอีกมากมายหลายเรื่อง
ศึกชิงเยรูซาเล็ม to be continued
แน่นอนว่าการประกาศรองรับเยรูซาเล็มว่าเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล จะยังคงเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องในปีนี้ และอาจทำให้มิตรภาพของเพื่อนเก่าอย่างสหรัฐฯ และซาอุดิอาระเบียแตกหักลงได้ เพราะถึงแม้ว่าทั้งสองจะผนึกกำลังกันต่อต้านอิหร่าน แต่ซาอุฯ เองก็ต่อต้านการยอมรับอิสราเอลด้วย และจะเป็นตัวหลักในการกดดันสหรัฐฯ ถ้าเกิดความรุนแรงในปาเลสไตน์เพิ่มมากขึ้น  ความสัมพันธ์หลายเส้าของโลกอาหรับนี้จะเป็นอย่างไร จะนำสู่สงครามไหม เราคงต้องติดตามกันต่อไป
ซาอุดิอาระเบียโฉมใหม่
นอกจากความสัมพันธ์กับต่างประเทศของซาอุฯ ที่อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว สังคมในประเทศเอง ก็จะมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเริ่มต้นปีนี้ ผู้หญิงในซาอุฯ จะสามารถเข้าสนามกีฬาได้ และในกลางปี จะสามารถขับรถได้อย่างถูกกฎหมาย รวมถึงเปิดโรงหนังสาธารณะให้ประชาชน จึงคาดว่าในปีนี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศที่ขึ้นชื่อว่า มีความไม่เท่าเทียมและกฎระเบียบสูง ทั้งอาจจะมีการออกกฎหมายใหม่ๆ ที่อนุญาตประชาชนอย่างเสรีขึ้นด้วย
IS คืนสังเวียน ?
แม้จะประกาศทวงคืนพื้นที่ และปราบกลุ่มก่อการร้าย IS ได้ในปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นที่กังวลอยู่ว่า IS จะคัมแบ็คกลับมาไหม ? เพราะถึงแม้จะไม่มีรัฐหรือพื้นที่ในการปฏิบัติการที่ชัดเจน และกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายใต้ดิน ทั้งก็มีแนวโน้มว่า IS อาจร่วมมือกับกลุ่ม al-Qaeda และถ้าการเมืองในซีเรีย อิรัก และลิเบียยังไม่มั่นคง ก็ยิ่งทำให้ IS ยังสามารถออกปฏิบัติการและกลับมาอีกด้วยความแข่งแกร่งอีกครั้งนึงได้

แอฟริกา
ฤดูกาลเลือกตั้งเปลี่ยนตัวผู้นำ
ปีที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ในแอฟริกา ภูมิภาคที่มีผู้นำอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ยยืนยาวที่สุดในโลก จากการลงจากตำแหน่งของปธน.ของซิมบับเว แองโกลา และแกมเบีย (รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งของ 3 คนเกือบ 90 ปี) และในปีนี้ ภูมิภาคนี้ก็จะมีคิวจัดเลือกตั้งมากถึง 8 ประเทศ
ประเทศที่จะมีคูหาในปีนี้ได้แก่ อียิปต์ เซียร์ราลีโอน ซูดานใต้ มาลี ซิมบับเว คาเมรูน คองโกและลิเบีย แต่ประเทศที่น่าสนใจคืออียิปต์ และลิเบีย 2 ประเทศที่ผ่านเหตุการณ์อาหรับสปริง คลื่นปฏิวัติประท้วงขับไล่ผู้นำในปี 2012 ซึ่งการเลือกตั้งในอียิปต์ครั้งนี้จะขบเคี่ยว ฟาดฟันกันแน่นอน เพราะมีการคาดการณ์ว่าแคนดิเดทจะมีทั้ง อัลเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซิ ปธน.คนปัจจุบัน, อดีตปธน., ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชื่อดัง และหลานชายอดีตปธน. เข้าร่วมลงศึกในครั้งนี้
ลิเบีย อีกหนึ่งประเทศที่โค่นล้มผู้นำเผด็จการอาหรับสปริง และหวังเปลี่ยนผ่านประเทศเป็นประชาธิปไตย ก็ยังประสบปัญหา ความขัดแย้ง และสงครามต่างๆ แต่ด้วยการสนับสนุนจาก UN ปีนี้ลิเบียจึงมีคิวเลือกตั้งด้วย โดยมีการคาดการณ์ว่า ซาอีฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี ลูกชายของมูอัมมาร์ กัดดาฟีอดีตผู้นำที่ถูกโค่น อาจลงชิงตำแหน่ง หลังได้รับอภัยโทษ และถูกปล่อยตัวเมื่อปีก่อน ทั้งก่อนหน้านี้เขายังเคยถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งถ้าเขาคว้าตำแหน่งผู้นำได้ ไม่แน่ว่าการสร้างประชาธิปไตยในประเทศนี้อาจยิ่งเป็นไปได้ยาก
นอกจาก 2 ประเทศนี้แล้ว ซิมบับเวก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะจะได้ผู้นำคนใหม่ หลังโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้ครองตำแหน่งยาวนานถึง 37 ปีประกาศลาออก (เห็นไหม ของเรา 3 ปีกว่านี่ขอเวลาอีกไม่นานจริงๆ) การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ อาจเห็นความเปลี่ยนแปลง และความโปร่งใสมากขึ้นในประเทศนี้ก็เป็นได้

ไทย
การเลือกตั้งและทหารที่กลายเป็นนักการเมือง
“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” เห้ย ไม่นานหรอกแก แค่ 4 ปีกว่าเอง ในที่สุดเดือน พฤศจิกายน เราก็จะมีเลือกตั้งกับเค้าแล้ว (ถ้าไม่ถูกเลื่อนอีก) ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้กล่าวกับโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ในครั้นไปเยือนทำเนียบขาวว่าจะจัดเลือกตั้งปี 2561 ตามโรดแมปโดยไม่มีการเลื่อนใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังมีสัญญาณจากท่านนายกฯ ที่ประกาศตัวว่าเป็นนักการเมือง และการพูดเป็นนัยยะให้หลายคนสงสัยว่าประยุทธ์อาจเตรียมตัวลงเล่นการเมืองในระยะยาว จึงอาจมองได้ว่าการเลือกตั้งนั้น ใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ
แม้จะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประยุทธ์ก็ได้ลั่นวาจารับปีใหม่ว่า “..ผมประกาศไว้เลยสถานการณ์ถ้ายังมีความขัดแย้งสูง การเลือกตั้งได้หรือเปล่า ผมไม่รู้” อีกทั้งสถานการณ์ขยายเวลาการปลดล็อกพรรคการเมืองถึงเดือนเมษา ทำให้หลายฝ่ายต่างก็ยังหวาดหวั่น ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ที่สัญญาไว้ อาจมีการเลื่อนอีกเหมือนที่แล้วๆ มา
อนาคตประเทศไทยฝากไว้กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
หลังจากเหตุหน้าตาฉบับร่างพิมพ์เขียว ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ กันมาตั้งแต่ปีก่อน ปีนี้เราจะได้เห็นฉบับจริงกันแล้วว่าอนาคตของประเทศอีก 2 ทศวรรษนี้จะถูกออกแบบอย่างไร แต่จากที่ The MATTER เคยรวบรวมข้อมูล ‘กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ’ เห็นได้ว่า ผู้ร่างเอกสารชุดนี้ล้วนแต่เป็นชายวัยเกษียณ ที่ส่วนใหญ่เป็นทหารและนายทุน จึงเป็นที่หน้าหวาดหวั่นว่าอนาคตของประเทศไทยในระยะยาว จะถูกร่างและผูกติดอยู่เพียงแค่ในกำมือของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และแม้จะได้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง แต่ก็ยังต้องคงนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นี้ ที่ยังเกี่ยวข้องไปถึงการทำแผนปฏิรูปประเทศด้วย

หน้าตาและประเทศไทยอีก 20 ปีต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แค่คุกกี้เสี่ยงทาย ก็คงยังไม่สามารถทำนายอนาคตประเทศเราได้ คนไทยคงต้องรอดูยุทธศาสตร์ชาติฉบับเต็มในปีนี้กัน



อำลา 'เนชั่น' ทางการ! เทพชัย จัดงานเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.นี้

อำลา 'เนชั่น' ทางการ! เทพชัย จัดงานเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.นี้

เผยข้อมูล ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เนชั่นฯ ส่งข้อความแจ้งเวียนเชิญผู้บริหาร-พนง. ร่วมงานอำลาเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.61 นี้

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงค่ำวันที่ 10 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อความฝ่ายทรัพยากรบุคคล ของ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  แจ้งเรียนเชิญ  ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ร่วมงานอำลาการเกษียณของนายสุทธิชัย หยุ่น ผ่านทางสื่อออนไลน์ 

ระบุว่า  คุณเทพชัย หย่อง ขอเรียนเชิญผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ร่วมงานอำลาการเกษียณของคุณสุทธิชัย หยุ่น ในวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561 เวลา 15.00 น.

ณ ชั้น 1 อาคารมหาวิทยาลัยเนชั่น

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมงาน

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

เบื้องต้น สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าว เนชั่น ว่า เป็นข้อมูลจริง

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ระบุว่า สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือที่รู้จักทั่วไปว่า สุทธิชัย หยุ่น  เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ]ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น อดีตประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น, นักหนังสือพิมพ์, นักเขียน, ผู้ร่วมก่อตั้ง หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี, เนชั่นทีวี และประธานที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น ปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) มีผลงาน คอลัมน์ กาแฟดำ ในหน้า 2 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์, รายการโทรทัศน์ ชีพจรโลก และ ชีพจรโลกวันนี้ ทางเนชั่นแชนแนล