PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

พรรคอนาคตใหม่

Workpoint News - ข่าวเวิร์คพอยท์
6 ชม.
โดยมีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 26 คน ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 30 ปี
.
นายธนาธรระบุว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนหลากหลายองค์การ เช่น นักวิชาการด้านการศึกษา ผู้พิการ นักเขียน เกษตรกร แรงงาน และกลุ่มนักศึกษา เป็นต้น
.
โดยเชื่อว่าพรรคจะเป็นความหวังใหม่ให้กับประชาชนที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน และเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเก่า ทั้งนี้นโยบายของพรรคจะมุ่งเน้นเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โดยวิธีการรูปแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งประชาชนยังเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ผ่านการระดมสมองและการระดมทุน
.
สำหรับประเด็นที่มีผู้สบประมาทว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์น้อยกว่า นายธนาธรตอบคำถามนี้ว่า ตนเชื่อว่าเป็นความเชื่อผิดๆ ว่าการแก้ปัญจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การแก้ เพราะเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ก็สามมารถระดมความคิดแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน
.
รายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งพรรคทั้ง 26 คนประกอบไปด้วย
.
กฤตนัน ศิษฐบรรจง แกนนำกลุ่มเยาวชนอาสา ทำงานกับกลุ่มวัยรุ่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี
.
กันต์พงศ์ ทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศก้อปันปัน
.
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระด้านการศึกษา
.
ไกลก้อง ไวทยาการ ผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยี จากสถาบันเทคโนโลยีเพื่อสังคม
.
คริสต์ โปตระนันทน์ นักธุรกิจ-นักกฎหมาย
.
เคท ครั้งพิบูลย์ นักปกป้องสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
.
ชำนาญ จันทร์เรือง อาจารย์พิเศษด้านการเมืองและกฎหมาย
.
โชติรส นาคสุทธิ์ นักเขียนเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจของมนุษย์ เรื่องเพศและสิทธิเหนือร่างกาย
.
ไชยวัฒน์ วรรณโคตร นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.
.
ฑิตฐิตา ซิ้มเจริญ นักเขียน นักแปลอิสระ
.
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นักปรุงเบียร์ นักธุรกิจ มุคคุเทศก์อิสระ
.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
.
ธัญญานันต์ คูอนุพงศ์ Content creator
.
ธารารัตน์ ปัญญา นักปกป้องศิทธิผู้หญิง
.
นลัทพร ไกรฤกษ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวคนพิการ ThisAble.me
.
ปรัชญา เพชรวิสิทธิ์ คนทำหนัง นักศึกษา
.
ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ
.
เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนายการองค์กร Newground
.
ฟารีด ดามาเร๊าะ ประธานสมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม
.
ภูวกร ศรีเนียน นักจัดรายการทีวีและนักรณรงค์การเมือง
.
วรกร ฤทัยวาณิชกุล ผู้บริหาร Hello Filmmaker
.
วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ผู้ก่อตั้ง thaiconsent.org นักออกแบบสื่อเพื่อสังคม
.
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์มหาวิทยาลัย-นักกิจกรรมทางการเมือง
.
สุรินทร์ คำสุข ประธานสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์
.
อนุกูล ทรายเพชร เกษตรกรยุคดิจิตอล นักธุรกิจเพื่อสังคม
.
อลิสา บินดุต๊ะ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

'บนวิบากกรรมพลเอกประวิตร'


      วานซืน..........
      "พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ" นั่งหัวโต๊ะ
      ประชุม "คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน" คณะที่ ๕
      "เห็นชอบ"
      จัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพิ่มให้ "ศูนย์ ศรชล." ทั้ง ๓ เขต
      ใช้ตรวจติดตามเรือประมงที่ผิดกฎหมายนอกน่านน้ำ!
      ที่แถลงมีเท่านี้ แต่อ่านแล้ว ฮะแฮ้มมม...
      "ซื้ออีกแล้วหรือ?"
      อะไรคือ "ระบบอากาศยานไร้คนขับ"?
      จะซื้อแบบ-ระบบไหน, กี่เครื่อง, ซื้อจากไหน, ราคาเท่าไหร่, ใครเป็นคนซื้อ และจะซื้อเมื่อไหร่?
      เหล่านี้ ซ่อนเม็ด-ซ่อนเงื่อน ไม่มีรายละเอียด บอกเพียง "ที่ประชุมเห็นชอบ" ให้จัดหาเท่านั้น
      "จัดหา" ก็คือ "ซื้อ"
      ไม่ใช่ไปเก็บเอาตามป่า-ตามเขาเหมือนเก็บเห็ด!
      ความจริง "ระบบอากาศยานไร้คนขับ" (Unmanned Aerial Vehicle=UAV) พูดให้เห็นภาพ
      ก็คือ โดรน (Drone) นั่นแหละ
      ต่างกันตรง UAV เป็นระบบอากาศยานไร้คนขับหรือเครื่องบิน บินอัตโนมัติ
      ไม่ต้องมีนักบิน ตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติระยะไกล
      ไปได้สุดหล้า-ฟ้าเขียว เป็นสิบ, เป็นร้อย, เป็นพันกิโลเมตร ได้ทั้งนั้น
      สุดแต่ขนาด-แบบ-ระบบ ของ UAV ที่จัดหา!
      จะติดอาวุธ ติดจรวด ติดกล้อง หรือจะนำอะไรขึ้นไปกับ UAV ได้ทั้งนั้น
      เรียกว่า UAV เป็นอินทรีปีกแข็ง บินได้ไกลสุดสายตา คนละชั้นกับโดรน ซึ่งเป็นกระจิบ-กระจอก
      ใช้แค่ใบพัด ขึ้น-ลงแนวดิ่ง บินได้เท่าระยะสายตาเห็น!
      เกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์ด้านมั่นคงทางทะเล" นั้น............
      "พลเอกประวิตร" ซื้อ "เรือดำน้ำ" จากจีน ๑ ลำไปแล้ว มูลค่า ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท
      งวดแรก ปี ๒๕๖๐ จ่ายแล้ว ๗๐๐ ล้าน เหลืออีก ๖ งวด ๖ ปี
      ก็ค่อนขอดกันขรม ไม่จำเป็นต้องซื้อ งานนี้ "เงินทอน" จมหู
      สำหรับผม "สนับสนุน" มีเรือดำน้ำ
      ส่วนเรื่องมี "นอก-ใน" สไตล์โกงเอาไปแบ่งกัน ถ้ามี...ขอให้มันฉิบหาย-ตายโหง!
      แต่วันนี้-ยุคนี้ ความมั่นคงไทยทางทะเล.........
      มิติมันกว้างจาก "การทหาร" เพื่อความมั่นคงประเทศ ขยายออกไปถึง "การประมง" เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
      จึงมี "ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล" เรียกย่อว่า "ศรชล." ขึ้น ๓ เขต 
      เป็นปฏิบัติการร่วม "กองทัพเรือ, ตำรวจน้ำ, กรมศุลกากร, กรมเจ้าท่า, กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง"
      เขต ๑ รับผิดชอบบริเวณอ่าวไทยตอนบน
      เขต ๒ รับผิดชอบบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง
      ตั้งแต่เส้นแนวรอยต่อ ระหว่างชุมพร-สุราษฎร์ฯ ลงมาถึงชายแดนทางทะเล ติดต่อมาเลเซีย
      เขต ๓ รับผิดชอบด้านฝั่งทะเลอันดามัน
      เนี่ย......
      ก็ปูพื้นให้ทราบ ซึ่งวันก่อน คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ที่พลเอกประวิตร เป็นประธาน เห็นชอบให้ซื้อ UAV
      แต่รายละเอียดไม่มีบอก บอกแต่ว่า ให้จัดหา.......
      "เพิ่มให้" ศรชล.ทั้ง ๓ เขต!
      คำว่า "เพิ่มให้" หมายความว่า ตอนนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่ต้องการเพิ่ม ด้วยวัตถุประสงค์
      "ใช้ตรวจติดตามเรือประมงที่ผิดกฎหมายนอกน่านน้ำ"
       เมื่อวัตุประสงค์เพื่อการใช้เป็นอย่างนี้..........
      แบบ UAV และระบบ ที่จัดหา ก็น่าจะเพื่อติดกล้องถ่ายภาพกลางวันและกล้องอินฟราเรด
      ขึ้นบินสำรวจ แล้วบันทึกภาพระยะไกลๆ ส่งสัญญาณกลับมาเข้าจอภาพ ที่สถานีภาคพื้นดิน
      ดูแล้วก็มีเหตุผลในการจัดหา!
      แต่ที่มะลำ-มะเลือง ไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนได้รู้เลยนี่ซี
      เป็นเหตุให้กังขา...........
      มันจะซ้ำรอย "เรือเหาะ" ยุคพลเอกอนุพงษ์ ที่เป็น "เรือเหี่ยว" อีกหรือไม่?
      ความจริง "อากาศยานไร้คนขับ" หรือ UAV นี้ สมัยพลเอกประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ.
      ก็จัดซื้อ "มินิ-ยูเอวี" จากอิสราเอลมาครั้งหนึ่ง ๑๒๐ ระบบ ระบบละ ๑๖ ล้าน รวม ๑,๙๒๐ ล้านบาท
      ก็ใช้ในราชการกองทัพบก รวมทั้งที่ ๓ จังหวัดใต้ 
      นี่ก็ยกมาให้เห็น ว่า UAV ไม่ใช่ของใหม่-เรื่องใหม่ มีใช้มาแต่ยุคสงครามโลกที่ ๑-๒ แล้ว
      พัฒนาด้วยวิทยาการแต่ละยุค-สมัยต่อมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้
      จุดเด่นก็คือ "ไม่ต้องใช้นักบิน"
      ใช้สอดแนม จารกรรม สำรวจ-ตรวจตรา ค้นหาเป้าหมาย นำอาวุธขึ้นไปถล่มอีกฝ่าย ดีนัก!
      ประเด็นมันเกิดตรงที่ว่า "พลเอกประวิตร" เป็นบุคคลที่ "สังคมไม่เชื่อถือ" ด้านสุจริต-โปร่งใส
      ก็เกรงว่า ถ้าแจงไม่ชัด ปัญหาจะเกิดอีก
      เพราะ "อากาศยานไร้คนขับ" นั้น ถ้าจะซื้อ ไม่ต้องไปซื้อจากเมืองนอก-เมืองนาหรอก
      ซื้อจากคนไทย "ผลิตเอง" ในเมืองไทยนี่ก็ได้
      ขณะนี้ คนไทยเรา ผลิต UAV ได้ดี-ได้มาตรฐาน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อของต่างชาติ
      เท่าที่ผมทราบ "ภาครัฐ" ร่วม "ภาคเอกชน" วิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ ก้าวหน้าไปถึงขั้น
      ผลิตขาย "ตลาดโลก" ได้แล้ว!
      หน่วยราชการหลายแห่งก็ใช้ อย่าง "กรมแผนที่ทหารบก" เป็นต้น
      เนี่ย เราจะไป ๔.๐ กันแล้ว...........
      การศึกษาต้องสนใจ เลิกสร้างค่าคนด้วยกระดาษที่เรียก "ใบปริญญา" ได้แล้ว
      ไปมุ่งเน้น "ปัญญาวิเคราะห์" ผลิตขุนพลอาชีวะ สร้างชาติ-สร้างอนาคตใหม่
      สู่สังคม EEC ที่โลกจะหมุนด้วยนวัตกรรมไปทางนั้น!
      ทำไม "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี" ที่โคราช ระดับคนไทยไม่ค่อยรู้จัก?
      แต่ "ระดับสากล" รู้จัก ยกให้เป็นมหาวิทยาลัยมีคุณภาพ "ติดอันดับโลก"!
      เพราะเขาเน้นสร้างคุณค่านักศึกษาที่ "ปัญญาประดิษฐ์"
      ไม่ใช่ "กระดาษประดิษฐ์" ออกมาเป็นบัณฑิต
      ในขณะที่บางมหาวิทยาลัย ที่คนไทย "หลงชื่อ"........
      แต่ละสัปดาห์ พวกอาจมเอาแต่นำฝูงศิษย์เขาอ่อน "และเล็มหญ้า" ตามสนาม
      เข้มอยู่วิชาเดียว คือวิชา "รับจ้างชังชาติ"
      คน "กระดาษประดิษฐ์" จากสถาบันประเภทนี้ อนาคตอันใกล้จะถูกจัดอยู่ในประเภท "กระดาษชำระ"
      รอ...รีไซเคิล!
      "กองทัพเรือ" ให้ความสำคัญการวิจัยและพัฒนา "อากาศยานไร้คนขับ" นี้มาก
      ร่วมวิจัยและพัฒนา UAV กับภาคเอกชนไทย ผลิตออกใช้ในกองทัพหลายเครื่องแล้ว
      ทางทะเล คือทางของ "กองทัพเรือ" เมื่อศูนย์ ศรชล.ต้องการ UAV เพิ่ม คำถามจากผม จึงมีว่า
      ปรึกษา "กองทัพเรือ" เขาหรือยัง?
      และบอกรายละเอียดเพิ่มอีกนิดได้ไหม ที่จะซื้อ ระบบอะไรใช้งบเท่าไหร่ ซื้อของไทยร่วมกองทัพวิจัย-พัฒนา?
      ทหารเรือนี่ จุดเด่น-จุดแข็งมีอยู่อย่าง ต้องเจ๋งจริง-รู้จริง จับต้องได้ทางปฏิบัติ
      "ประดู่" ดอกนั้น จึงจะบานได้!
      ประเภท "จับสลาก" ขึ้นมา ยากนัก-ยากหนา และแทบไม่ปรากฏ!
      พูดแล้วนึกถึง "พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย" ซึ่งน่าเสียดาย
      ท่านเป็น "สุภาพบุรุษทหารเรือ"
      เรื่องคุณภาพภูมิไม่ต้องพูดถึง สังเกตช่วงท่านร่วม ครม.ต้องเรียกว่า "ท่านเจ้าคุณละเอียด"
      ท่านทำงานแบบคนมีภูมิ ไม่กระหายความใหญ่โต เท่ากับเคร่งครัด ด้านซื่อสัตย์-สุจริต
      พูดถึงสุจริต...........
      ขอเอ่ยถึงคนในรัฐบาล คสช.อีกซักคน คือ "นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รัฐมนตรีคลัง
      นายกฯ ประยุทธ์ต้อง "หนีบใส่สะเอว" ไว้เลย ตอนเป็นรัฐมนตรีคลังใหม่ๆ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มาบอกผม
      "เป็นวาสนาของนายกฯ"
      เพราะสมัยที่นายอภิศักดิ์เป็นใหญ่อยู่กรุงไทย นักธุรกิจคนหนึ่ง ไปกู้เงิน ก็ระดับพันล้าน
      "ใต้โต๊ะ-บนโต๊ะ" ไม่มีเลย!
      คนอย่างนี้ คือคนมี "ต้นทุนทางความเชื่อถือ" หายากในทุกวันนี้ เมื่อมี ต้องส่งเสริม ถนอมรักษา และหามาเสริม-มาใช้
      ไม่ใช่เอาไปเก็บ......
      แล้วเอาคน "ล้มละลาย" ทางซื่อสัตย์-สุจริตมาทำงาน
      รองนายกฯ ประวิตร นั้น บุญเก่า-วาสนาเก่าดี
      แต่ "กรรมปัจจุบัน" จากนาฬิกา มันมา "ตัดรอน"
      ไม่ว่า "จะพูด-จะทำ" อะไร ดี ก็เป็นร้าย, ร้ายก็จะร้ายทวี แม้กระทั่งที่จะซื้อ UAV
      เมื่อพะยี่ห้อ "ประวิตร" ก็จงระวัง.......
     "เชื้อเก่าจะกำเริบ"!

นาฬิกาป้อม

"บิ๊กป้อม" เมิน นักข่าว เมื่อถามว่า ได้ส่งหนังสือชี้แจงเรื่องนาฬิกา ให้ ปปช.หรือยัง เพราะถึงกำหนดวันนี้ 15 มีค. จากที่เลื่อน มาตั้งแต่8 มีค.....บิ๊กป้อม ไม่ตอบ แล้ว เดินไปเลย

"บิ๊กป๊อด" ...ไม่ป๊อด ?!

"บิ๊กป๊อด" ...ไม่ป๊อด ?!
ถือเป็นครั้งแรก ที่"สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก" (สวพ.ทบ.) แจ้งความฟ้องร้อง เอกชน ที่ทำโครงการวิจัย หน้ากากป้องกันสารพิษทางทหาร หลังพบว่ามีการใช้เอกสารปลอม และไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
บิ๊กป๊อด พล.ต.ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก (สวพ.ทบ.) จึงมาแถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม
และที่ต้องฟ้อง ไม่ใช่เพราะกลัวว่าโครงการวิจัยนี้จะสำเร็จแล้วทหาร เสียผลประโยชน์ เพราะเราต้องการให้ทำสำเร็จ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อของต่างประเทศ เราสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว นี่คือหน้าที่สำคัญของสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก
แต่เราก็ต้องการของที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองจริงๆไม่ใช่ใช้เอกสารปลอม
ทั้งนี้หน้ากากป้องกันสารพิษทางทหาร จะแตกต่างกับหน้ากากอนามัย ตรงที่"ไส้กรอง" จะต้องสามารถกรองสารพิษสำหรับสงครามนิวเคลียร์เคมีชีวะNBC ได้. ไม่ใช่แค่หน้ากากกรองอากาศ เพราะมันหมายถึงชีวิตคน ชีวิตทหารที่ใช้หน้ากากนี้
1. โครงการวิจัยและพัฒนาการพัฒนาหน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารเพื่อใช้ภายในประเทศเป็นโครงการตาม MOU ระหว่าง ทบ. โดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก สวพ.ทบ. กับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อพัฒนาและสนับสนุนนักวิจัยจาก สถาบันการศึกษารวมถึง เป็นการนำผลการวิจัยไปสู่การผลิตแบบพึ่งพาตนเองในประเทศ ประหยัดงบประมาณ
2. ในระหว่างการวิจัย ทางรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้นำผลการวิจัยไปสู่การผลิตชิ้นงาน สนับสนุนนโยบายการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทบ. ได้ดำเนินกรรมวิธี นำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตตามขั้นตอนของทางราชการ โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ ประเมินผลโครงการวิจัย ซึ่งเป็นการประเมินผลทั้งทางด้านเอกสารรายงานและผลงานวิจัยที่ได้รับ ตลอดจนการทดสอบโดยคณะกรรมการต่าง ๆ ของกองทัพบก จนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกองทัพบกและได้รับอนุมัติให้นำผลงานวิจัยนั้นไปผลิต
ทั้งนี้โครงการวิจัย ไม่ว่าจะได้ทุนจากแหล่งทุนใด หากจะนำมาผลิตเพื่อใช้งานในกองทัพบกก็จะต้องดำเนินการตามแนวทางนี้ โครงการหน้ากากป้องกันสารพิษฯ เมื่อได้ปิดโครงการกับ สกอ.แล้ว ก็เข้าสู่การดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าว
ในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลโครงการคณะนักวิจัยได้นำส่ง เอกสารรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ให้ สวพ.ทบ. พิจารณา และส่งให้คณะกรรมการระดับ ทบ. ทำการประเมินผลงานวิจัย
ภายหลังปรากฏว่าใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์หน้ากากแบบเต็มหน้า เป็นเอกสารปลอม
กองทัพบกจึงได้ยุติโครงการและได้มอบอำนาจให้ ผอ.สวพ.ทบ. ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับงานวิจัยของ ทบ. โดยตรง ไปแจ้งความร้องทุกข์ กับพนักงานสอบสวนที่กองปราบปรามไว้ก่อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
รวมทั้งเป็นการป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับการนำไปใช้งานทางราชการ หากมีการนำเข้าสู่กระบวนการผลิตในลำดับขั้นต่อไป ที่สำคัญเป็นการยับยั้งมิให้เอกสารที่เป็นเท็จไปสู่กระบวนการบริหารงานราชการ
ส่วนการอ้างถึงว่ารายงานตอนไปขอปิดโครงการฯ กับ สกอ.ระบุเป็นเรื่องหน้ากากชีวอนามัย ไม่เกี่ยวกับหน้ากากด้านทหารเลยนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเงื่อนไขข้อกำหนดในการวิจัยครั้งนี้ ระบุให้ผู้วิจัยต้องดำเนินงานวิจัยที่มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามความต้องการของ ทบ. เท่านั้น
สำหรับ กรณีกล่าวหาว่า จนท.ทหาร แทรกใบรับรองมาตรฐานปลอมเข้ามาในเอกสารงานวิจัยฉบับสมบูรณ์นั้น จากการตรวจสอบขอเรียนว่า มีการยื่นใบรับรองมาตรฐาน จำนวน 4 ครั้ง โดย หัวหน้าโครงการวิจัย โดยเป็นการยื่นใบรับรองมาตรฐานปลอมทั้ง 4 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม สวพ.ทบ. ในฐานะที่เป็นหน่วยดูแลด้านการวิจัยและพัฒนากองทัพบก ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก ทบ. จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความกระจ่างในทุกแง่มุมที่สังคมสงสัย และเพื่อเป็นการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของงานวิจัยที่จะนำไปใช้ในการผลิตเครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพบกต่อไป

ยื่นตีความ พ.ร.ป. ‘ส.ส.-ส.ว.’ กระทบโรดแมปเลือกตั้ง?

ยื่นตีความ พ.ร.ป. ‘ส.ส.-ส.ว.’ กระทบโรดแมปเลือกตั้ง?


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมส่งข้อสังเกตให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้สมาชิก สนช.ยื่นตีความร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. อาจมีประเด็นที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และหากไม่ยื่นตีความอาจมีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้ง หากร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้วในภายหลัง


ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

ตามที่ สนช.จะมีการพิจารณาว่าจะเสนอร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามข้อห่วงใยของ กรธ. ในวันที่ 15 มีนาคม เห็นว่าเรื่องนี้สังคมได้ติดตามมาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าว เหตุที่ผู้คนสนใจเพราะกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.นี้ผูกโยงกับกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุให้กฎหมายนี้ใช้บังคับล่าช้าออกไปก็จะทำให้วันเลือกตั้งที่ทุกคนรอคอยต้องเลื่อนออกไปด้วย ที่ผ่านมาก็ได้เห็นการใช้อภินิหารทางกฎหมายและการหักดิบเพื่อทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือการที่ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และการที่ สนช. ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ออกไปอีก 90 วัน มาครั้งนี้ทำท่าว่าอาจจะมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก จากการที่จะมีการส่งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งที่เรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย และมีการแถลงว่าได้ข้อสรุป จนกระทั่งที่ประชุม สนช.ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว คะแนนไม่เห็นด้วยก็แทบจะไม่มี จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดเอามากๆ หากจะมีการลงชื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกและเมื่อดูท่าทีของหัวหน้า คสช. ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจ แม้จะยังยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็ตาม
เรื่องนี้จึงดูเหมือนจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ความเป็นจริงแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ล้วนมีที่ไปที่มาจากแหล่งเดียวกัน การที่จะตกลงกันและทำเรื่องให้ยุติเด็ดขาดจึงไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัย แต่กลับทำให้เกิดข้อสงสัย ซึ่งคล้ายๆ กับว่าแท้ที่จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่ จะยืดเวลาหรือทำให้เกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้หากมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจริง ก็ต้องดูเวลาที่ศาลจะใช้ในการวินิจฉัยและสาระสำคัญของคำวินิจฉัยด้วย เพราะหากศาลเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ กฎหมายดังกล่าวก็ต้องตกไปทั้งฉบับ ก็ต้องไปยกร่างกันใหม่ แต่ถ้าไม่ใช่สาระสำคัญก็ตกไปเฉพาะส่วนนั้นซึ่งก็ต้องกลับมาปรับปรุงแก้ไขก่อนเสนอให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ เรื่องนี้เมื่อดูแล้วเห็นว่าน่าจะมีนัยซ่อนเร้นกรณีที่จะมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนจะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหาเหตุเลื่อนวันเลือกตั้งหรือไม่นั้น สังคมก็อาจคิดได้ เพราะที่ผ่านมาก็ทำกันมาแล้ว หลายครั้งหลายกรณี

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เสนอให้นำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฟังที่นายมีชัยออกมาเตือนบรรดา สนช.ตามที่เป็นข่าว ปรากฏว่ามี สนช.บางคนออกมารับลูกว่าอาจต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สิ่งที่ สนช. มีมติโหวตผ่านร่างกฎหมายทั้งสองฉบับว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร เคยบอกแล้วว่าหลัง สนช.โหวตผ่านกฎหมาย 2 ฉบับนี้ด้วยเสียงเอกฉันท์ และถ้ามีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะสิ่งใดถ้าไม่มั่นใจเขาคงไม่ทำ โดยเฉพาะองค์กรหลักอย่าง สนช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ควรทำ โดยเฉพาะในสิ่งที่ทำไปแล้ว ซ้ำยังมีมติเป็นเอกฉันท์คือ ไม่มีสมาชิก สนช.คนใดคัดค้าน
แต่เพียงชั่วข้ามคืน หลังนายมีชัยออกมาพูดแค่เสียงเดียว สนช.กลับสับสนในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปแล้วว่าผิดกฎหมายหรือไม่จะต้องส่งให้ศาลตีความ จึงเป็นการสนับสนุนข้อสังเกตที่มีคนตั้งว่า มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นในการออกกฎหมายและการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการส่งไปตีความ เพราะไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด และถ้ามีใครแสดงท่าทีขึงขังย้ำว่าจะมีเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็เท่ากับว่าบุคคลนั้นกำลังจะโกหกคำโตกับประชาชน เพราะการส่งเรื่องให้ศาลตีความไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของศาลได้ คืออาจจะใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้
ผมเชื่อว่ากระทบโรดแมปแน่นอน และสรุปได้ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดผลัดกันเล่น ถ้าศาลตีความว่าร่างกฎหมายที่ผ่าน สนช. ผิดรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งก็จะต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด อาจจะเป็น 2-3 ปีก็ได้ เพราะต้องไปเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายใหม่ทั้งหมด ซึ่งเท่าที่ผมติดตามดูห่างๆ คิดว่ากฎหมายลูกดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะขัดรัฐธรรมนูญสูงมาก และคนระดับนายมีชัยที่ยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่างๆ มาแล้วควรจะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ทำไปขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ควรปล่อยให้ผ่านมาอย่างนี้ ผมเชื่อว่านายมีชัยรู้ และสามารถคุยกับ สนช.ได้โดยที่เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ
จึงถือได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ อภินิหารทางกฎหมายซึ่งคนที่มีอภิญญาสูงส่งระดับนายมีชัยเท่านั้นที่สามารถทำได้




บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มองว่ามีหลายเรื่องซ้อนกัน แต่คิดว่าในเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่คุยกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 แล้วในประเด็นมาตรการที่อยากให้คนไปใช้สิทธิกันเยอะๆ ใครไม่ใส่ใจไปใช้สิทธิจะมีมาตรการลงโทษ นั่นคือหลักคิดตั้งแต่ช่วงนั้น ว่าจะมีการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัคร นี่คือเรื่องเดิม ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ในเรื่องใหม่ๆ ก็น่าสนใจ ถ้านายมีชัยเสนอให้ตีความ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเร่งรัดดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบจริงๆ ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน หากปล่อยให้เลือกตั้งไป อาจเกิดการนำประเด็นแบบนี้มาใช้ขัดขวาง ตัดสิทธิทางการเมือง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ ในการตีความก็ทำให้จบ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า จริงๆ แล้วนายมีชัยเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญเอง พูดง่ายๆ ว่าเป็นสถาปนิกทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ควรจะประกาศให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ตนเห็นคืออะไร ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนร่างออกมาด้วย ต้องแสดงความเห็นบ้างว่าโดยเจตนารมณ์แล้วเป็นอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการโยนภาระให้กับศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับประเด็นการแบ่งประเภทการสมัครและเลือกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระและโดยองค์กร แยกแต่ละกลุ่มเป็น 2 พวก ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง ที่อาจขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยก่อให้เกิดความกังวลในทางปฏิบัตินั้น มองว่าลึกๆ แล้วสะท้อนความไม่ไว้วางใจของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีต่อนักการเมือง การออกแบบระบบการเลือกตั้งนั้น ได้เคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ควรจะออกแบบให้ซับซ้อน ผลของการซับซ้อนทำให้เกิดข้อสงสัยเอง (หัวเราะ) มันไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ระบบการเมืองใดๆ ไม่ควรซับซ้อนมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความเคารพ เมื่อตัดสินกันมาแบบนี้แล้วก็ต้องว่ากันไปตามระบบ ส่วนตัวเป็นห่วงว่าจะหน่วงเวลาที่เราจะเดินไปสู่การเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่น่าห่วงมากกว่า ส่วนจะตีความอย่างไร คิดว่าคนที่อยู่ฝ่ายการเมืองก็คงยอม ขอให้เดินไปสู่การเลือกตั้งก่อน สำคัญที่สุด หลายท่านอาจเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไข ไม่ช้าก็เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังการเลือกตั้ง
ส่วนคำถามที่ว่าจะกระทบโรดแมปหรือไม่นั้น มองว่านี่คือภาระหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องดำเนินการโดยเร็ว แล้วต้องคำนึงด้วยว่ามันกระทบกับโรดแมปของประเทศไทยที่ล่าช้ามาพอสมควรแล้ว แต่ส่วนตัวไม่ค่อยห่วงมากนักว่าจะใช้เวลาเกินหรือไม่ คิดว่าคงทำทัน แต่คิดว่าค่อนข้างชัดเจนว่าเห็นปัญหาแล้วว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติบางอย่างซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดกระทบในทางปฏิบัติจริงของตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือการเลือกตั้งนั่นเอง


พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เห็นด้วยว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะว่าคนร่างเขาท้วงติงแล้วว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญได้ นายมีชัยที่เป็นคนร่างน่าจะรู้ดี ในรายละเอียด มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้เกิดเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง สนช. ไปทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่อง ส.ว. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือว่าให้มีกลุ่มเดียว การไปแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ทำให้เห็นว่าอาจจะมีวาระอะไรซ่อนเร้นหรือไม่ ข้อสังเกตส่วนตัวมีเท่านี้
สำหรับประเด็นที่ว่าจะกระทบกับโรดแมปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นแค่ประเด็นข้อกฎหมายไม่เห็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอะไรกันมากมาย การเสนอขึ้นไปคิดว่าใช้เวลาอย่างมากแค่ 2 เดือน ก็พิจารณาเสร็จแล้ว

ฐานจริง ลุงตู่ พลังประชารัฐ แต่บัว ไม่สิ้นใย

ฐานจริง ลุงตู่ พลังประชารัฐ แต่บัว ไม่สิ้นใย


ขณะที่ความสนใจของคนจำนวนไม่น้อยพุ่งไปที่ “พรรคการเมืองใหม่”
ใหม่เอี่ยมอ่องระดับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “มติชน-ข่าวสด” ก็เสนอข่าวต้องตรงกันว่า
บัดนี้ มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการแล้วว่า
พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า
คือพรรคพลังประชารัฐ
ชื่อฟังคุ้นๆ ไหม
รายงานข่าวจากแกนนำในรัฐบาลว่า ภายหลังจาก นายชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ได้เข้ายื่นขอแจ้งเตรียมจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ ต่อ กกต.ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.
เร็วๆ นี้ พรรคพลังประชารัฐเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นหัวหน้าพรรค
โดยจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
ซึ่งระหว่างนี้กำลังหารือกันว่าจะขอให้ พล.อ.ประยุทธ์มารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค เพื่อตัดประเด็นปัญหาที่ถูกวิจารณ์ว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก
อีกทั้งเพื่อแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองและได้เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นโยบายจะสานต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เกี่ยวกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ
พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะ 1 ใน 15 ผู้จดจองชื่อพรรคพลังประชารัฐ
กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคว่า
เป็นกระแสข่าวที่คาดการณ์อย่างมีเหตุผล
แต่ตนมองว่าคงไม่จำเป็นต้องมาเป็นที่ปรึกษา เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกไม่ได้กำหนดว่า บุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องมีตำแหน่งภายในพรรค
พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่จำเป็นต้องมานั่งที่ปรึกษา เพื่อเปิดหน้าเล่นขนาดนั้น
เมื่อมีการกำหนดวันเลือกตั้ง ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ใน 3 รายชื่อที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ได้
ส่วนความชัดเจนของพรรคพลังประชารัฐ เรื่องตัวบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกหรือเรื่องนโยบาย ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองพรรคก่อน
จากนั้นทีมงานจากส่วนกลางจะนัดประชุมต่อไป
คอลัมน์ “ข่าวทะลุคน” ของหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2561 ระบุถึง ชวน ชูจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยม

เป็น ชวน ชูจันทร์ ที่เป็นผู้ยื่นขอจดแจ้งตั้งพรรคพลังประชารัฐต่อ กกต.
มีข่าวเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้เป็นหัวหน้าพรรค
ที่สำคัญ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค
พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ทั้งในและนอกบัญชี
ชวน ชูจันทร์ เกิดที่คลองลัดมะยม
ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ปี 2519
ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มธ. ในปี 2538 และได้รับรางวัลศิษย์ดีเด่นของคณะที่เรียนในปี 2557
เคยทำงานเป็นนิติกรของสำนักงานโรงงานน้ำตาลกลาง กระทรวงอุตสาหกรรม
ลาออกในปี 2535 เพื่อมาทำงานการเมืองในพรรคพลังธรรม ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง แต่สอบตก
เป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับรางวัล “อิลกา” ในปี 2557 โดยคนไทยคนแรกที่ได้รับคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ทำเกษตรกรรมและขายอาหารในตลาดคลองลัดมะยม
ยอมรับมีเพื่อนที่รู้จักทำงานร่วมกับรัฐบาล คสช. เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
แต่ยืนยันไม่ใช่พรรคนอมินีของ คสช.”
แต่มีพลังประชารัฐแล้ว ก็มิได้หมายความว่าจะต้องตัดไมตรีกับมิตรสหาย หรือผู้ร่วมเดินในแนวทางเดียวกันคนอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นพรรคมวลมหาประชาชน ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ดี
พรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ดี
พรรคพลังพลเมืองของ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ก็ดี
ฯลฯ
กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ล่าสุดหัวหน้าพรรคออกมาประกาศว่า
จะไม่จับมือกับระบอบทักษิณ
ก็ยังมีแนวโน้มที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกันได้

อร่อยเหาะ

อร่อยเหาะ



โครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ มูลค่ามหาศาลโอฬาริก 12,280 ล้านบาท
เริ่มเซ็นสัญญาก่อสร้างตั้งแต่ 8 มิถุนายน 2556 กำหนดระยะเวลา 900 วันเสร็จ
เมื่อครบกำหนดสัญญา 900 วันเสร็จ ปรากฏว่ายังสร้างไม่เสร็จ จึงมีการขยายสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 1 เพิ่มอีก 387 วัน รวมเป็น 1,287 วันเสร็จ
แต่เมื่อครบกำหนด 1,287 วันเสร็จ รัฐสภาแห่งใหม่ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
จึงมีการเกี้ยเซียะขยายสัญญาครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 421 วัน รวมเป็น 1,708 วันเสร็จ
ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดขยายสัญญาก่อสร้าง 1,708 วันเสร็จ ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
ล่าสุดจึงมีการกล้อมแกล้มขยายสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 3 เพิ่มขึ้นอีก 689 วัน รวมเป็น 2,397 วันเสร็จ
สรุปว่าโครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ล่าช้าเกินกำหนดสัญญา 900 วัน ไปถึง 1,497 วัน
หรือต้องขยายเวลาเพิ่มไปอีก 4 ปีเศษ
คาดว่ารัฐสภาแห่งใหม่จะสร้างเสร็จพร้อมต้อนรับประชาธิปไตยครึ่งใบในเดือนธันวาคม 2562 โน่นแหละ
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ตามเงื่อนไขสัญญาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ กำหนดว่าถ้าหากการก่อสร้างเสร็จล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดบริษัทเอกชนจะต้องจ่ายค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท
ถ้านับเวลาที่เกินสัญญารวมทั้งสิ้น 1,497 วัน บริษัทเอกชนผู้ประมูลโครงการนี้จะต้องเสียค่าปรับรวมทั้งสิ้น 17,964 ล้านบาท
ถ้าหักปัญหาการส่งมอบที่ดินบางส่วนล่าช้าไป 50 เปอร์เซ็นต์ บริษัทเอกชนยังต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินอีก 8,972 ล้านบาท
ดังนั้น การเจรจาสมยอมขยายสัญญาก่อสร้างถึง 3 ครั้งซ้อนๆ เพื่อให้เอกชนผู้รับเหมาไม่ต้องจ่ายค่าปรับ
จะเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนหรือไม่??
และทำให้ราชการเสียประโยชน์หรือเปล่า
“แม่ลูกจันทร์” ตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
ยัง...ยังไม่จบ โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ยังมี “เรื่องน่าแปลกใจ” ให้อึ้งกิมกี่ตามมาอีก
มีการขออนุมัติงบเร่งด่วนจาก “รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่” อีก 8,658 ล้านบาท เพื่อลงทุนวางระบบสาธารณูปโภคและติดตั้งระบบไอทีเพิ่มขึ้นอีกก้อนหนึ่ง
ประเด็นอยู่ที่งบระบบสาธารณูปโภค และระบบไอทีในรัฐสภาใหม่ได้กำหนดวงเงินไว้ 3,000 ล้านบาท
เหตุใดจึงบานทะโร่ไปถึง 8,658 ล้านบาท??
โดยเฉพาะงบติดตั้งระบบไอทีที่บวมอะหลึ่งฉึ่งไปถึง 6,948 ล้านบาท
ถามว่า ระบบไอทีที่ใช้ในการประชุมสภาฯจำเป็นต้องแพงหูฉี่ขนาดนี้หรือไม่??
ขอตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
อย่างไรก็ดี กรณีนี้ทำให้ “แม่ลูกจันทร์” ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อนาฬิกาดิจิทัลในรัฐสภา 200 เครื่อง ราคาแพงหูฉี่ เครื่องละ 7.5 หมื่นบาท
ทำให้ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. 193 ตัว ราคาแพงหูฉี่ ตัวละ 1.45 แสนบาท
และทำให้ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 ตัว ราคาตัวละ 6.75 แสนบาท
ถ้าจะอ้างว่าของคุณภาพดี ราคาต้องแพง...มันก็จริงอยู่
แต่จำเป็นหรือไม่? ที่จะถลุงเงินภาษีประชาชนไปจัดซื้ออะไรๆที่แพงเว่อร์เกินกว่าเหตุ??
เหมือนเดิม ตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
“แม่ลูกจันทร์”

'ยุบพรรค' มุกสุดท้าย

'ยุบพรรค' มุกสุดท้าย



“พญาจิ้งจก” ระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาทัก 2–3 รอบ

เตือนให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.เพื่อให้เกิดความชัดเจน

เพราะถ้าถูกยื่นตีความภายหลังและผลออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ถึงตอนนั้นจะสั่นสะเทือนโรดแม็ป

กระบวนการที่อยากให้เร็วมันจะล้มทั้งยืน

กระบี่มือหนึ่งกฎหมายของประเทศไทย “ขู่” แรงซะขนาดนี้ มันก็ไม่แปลกที่จะเห็นอาการลังเลๆของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ส่อต้องเดินตามนายมีชัย เอาเสียให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้

ส่วนจะทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกหรือไม่ “ลุงตู่” บอกแค่ว่า ก็สุดแล้วแต่ ตอนนี้การเลือกตั้งยังเป็นไปตามกำหนดที่บอกไว้คือเดือนกุมภาพันธ์ 2562

เว้นแต่มีอะไรที่เราบังคับไม่ได้ บังคับศาลได้หรือ

ในจังหวะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องแตะเบรกชะลอการยื่นร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ตามข้อห่วงใยของ “ซือแป๋มีชัย”

แบไต๋ หากยื่นให้ศาลตีความร่างกฎหมายลูก ส.ส. ก็จะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งแน่นอน

ถึงตอนนี้ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน

กำหนดเลือกตั้งยังมีปัจจัยแทรกซ้อน อุปสรรคแฝงอยู่ตลอดสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ว่ากันตามเนื้อผ้า โดยสถานการณ์ที่เห็นได้เลยว่า “นายกฯลุงตู่” กับนายพรเพชร แสดงถึงอาการกระตือรือร้น เร่งจังหวะ อยากให้กระบวนการกฎหมายลูก 2 ฉบับเดินหน้า

ไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้งที่ประกาศสัญญาประชาคมไว้

แต่เป็นฝั่งของ “ซือแป๋มีชัย” ที่กระตุกขาเตือน สนช. ส่งลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ตรงนี้จะโทษ “ลุงตู่” ว่าจงใจยื้อเลือกตั้งเต็มๆไม่ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ถือว่า “เข้าทาง” สถานการณ์เป็นไปตามเหลี่ยมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีเหตุลากเอาไปเป็นชนวนปลุกม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล “ลุงตู่” แบบรายสัปดาห์

หน้ากาก “ยุทธ์น็อกคิโอ” คงเล่นกันไม่เลิก

ขณะที่นักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องกระโดดแห่กระแสตามฟอร์ม

เบิ้ลบลัฟกระแทก “นายกฯลุงตู่” ลากเกมยื้อ ไม่กล้าสู้ในสนามเลือกตั้ง

ในจังหวะเนียนๆพรรคเพื่อไทยก็ได้เบี่ยงกระแส ศึกชิง “นอมินีทักษิณ” ที่ฟัดกันกระฉอกออกมานอกพรรค จากรูปการณ์ที่ลูกชายของ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำสายตรงดูไบ เปิดปฏิบัติการชกข้ามรุ่น ฟาดหางใส่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง

ยุ่งตั้งแต่เสียงเคาะกะลาเลือกตั้งดัง ใครชนะ ใครแพ้ ต้องพรรคแตก แยกทางใครทางมัน

ฟากประชาธิปัตย์ก็ได้กลบข่าวศึกสายเลือดระหว่างสาย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ กปปส.

ส่อล่อกันแรงๆในวันเช็กชื่อ จองคิวลงสมัครในนามพรรค

เพื่อไทย กับ ประชาธิปัตย์ หนีไม่พ้นเกมหักเหลี่ยมชิงอำนาจในพรรค

แต่ด้วยลูกเขี้ยวของนักการเมืองอาชีพ ก็ต้องแสร้งกลบเกลื่อน ลามมาปั่นป่วนวุ่นวายภายนอก

เพิ่มดีกรีความร้อนแรง เร้าเงื่อนไขสถานการณ์เลือกตั้ง

นั่นก็ทำให้ต้องกระชับบท “ยักษ์ถือกระบอง” กำราบไว้

ตามจังหวะตบเท้า เรียงหน้ากระดาน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ชักแถวผู้นำเหล่าทัพ

ออกมายืนกรานจะไม่ยุบ คสช.ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มอยากเลือกตั้ง

เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่รักษาความสงบจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นั่นไม่เท่ากับสัญญาณล่าสุด จากประโยคน้ำเสียงเข้มๆของ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้นำเบอร์หนึ่ง คสช.

เตือนกันนิ่มๆเป็นนัย ไม่ว่านักการเมืองพรรคใด ถ้าเป็นต้นเหตุหรือสาเหตุทำให้เกิดความวุ่นวาย ขัดแย้งรุนแรง หรือความไม่สงบเกิดขึ้น ต้องไปพิจารณาตามกฎหมายว่า ควรดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่

วันนี้อย่าลืมว่า คสช.ยังมีอำนาจอยู่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ชักใบเหลืองขู่ พวกผวา “ยุบพรรค” เสียวสันหลังวาบ.

ทีมข่าวการเมือง