PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

"รู้แก่ใจใครฆ่า" บ้านในลาวถูกรื้อ ก่อนอุ้มหาย "สุรชัย พร้อมสหาย" ตายแล้ว

"รู้แก่ใจใครฆ่า" บ้านในลาวถูกรื้อ ก่อนอุ้มหาย "สุรชัย พร้อมสหาย" ตายแล้ว

ไม่ใช่แค่เพียงครอบครัวของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กลุ่มแดงสยามหัวรุนแรง ที่หลบหนีการจับกุมเข้าไปอยู่ในประเทศลาวตั้งแต่ปี 2557  เพราะขณะนี้มิตรสหาย คนเสื้อแเดงคนที่ติดตามรายการวิทยุเขาอยู่ตลอด ยังคงเคลื่อนไหวระบายความอาลัยในโลกโซเชียล และเกาะกลุ่มรวมตัวรอการกลับมาของ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จนกระทั่งถึงวันนี้ ทุกคนมั่นใจว่า "เขาเสียชีวิตแล้วพร้อมกับสหายรวม 3 ศพ" 

ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องในกลุ่มเครือข่ายเฟชบุ๊กกลุ่มปิด สะดุดตากับข้อความของคนสนิทซึ่งเป็นคนไทย หลายคน และอาศัยอยู่ในฝั่งลาวด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการถูกอุ้มของ 3 สหาย

ย้อนไทม์ไลน์คนสนิทในประเทศลาว หลัง"สุรชัย"ถูกอุ้มหายไป  

ผมรู้หลายคนอยากได้ยินเรื่องราวจากปากของผม แต่สารภาพเลยว่า ความรู้สึกของผมมันจุกอก อยากพูดมากแต่พูดอะไรไม่ออก มันตื้อ มันมึนไปหมดแล้ว อาจารย์สุรชัย ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นเหมือนพ่อของผมได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผมก็เป็นคนที่ใกล้ชิดอาจารย์อีกคนหนึ่ง แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน แต่ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ผมจะไปหา วันนี้ผมไม่รู้ว่าจะไปหาอาจารย์ได้อย่างไร อยู่ที่ไหน ขอให้อาจารย์ปลอดภัยนะครับ จะตามหาทุกวิถีทาง แม้ว่าจะเลือนรางเต็มที (บอกเล่าเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561)
สุรชัย ตอนหนุ่มๆ
#ช่วงลี้ภัยใหม่ๆ ผมต้องมานอนเฝ้าบ้านที่ อ.สุรชัย แกเช่าใหม่ ต้องปรับปรุงสภาพบ้านใหม่ทั้งหลัง ขับรถไปรับ-ส่ง แกทุกวัน จนกว่าจะปรับปรุงบ้านเสร็จ พออาจารย์ย้ายมาอยู่ ผมก็นอนเฝ้าหน้าห้องทุกวัน จนกระทั่งแกย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ผมไม่ได้ตามแกไป วันนี้ผมไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของแก ผมจนปัญญาจริงๆ 16 วันผ่านมาแล้ว ผมยังติดต่อไม่ได้เลย ใครที่อ้างว่าแกปลอดภัยดีช่วยบอกแกหน่อยว่า "......" อยากฟังเสียงของแกจากปาก จะได้สบายใจซักที วันนี้ผมคิดว่าแกถูกอุ้มครับ ขอให้ผมคิดผิดทีเถิด #นักรบของประชาชนไม่มีวันตาย (เล่าไว้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2561)  
กระทั่งวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา เขายังกล่าวถึงด้วยว่า "อาจารย์สุรชัย หายไป 1 เดือนแล้วยังไม่มีใครติดต่อได้เลย จากรูปการณ์และสถานที่เกิดเหตุ ผมวิเคราะห์ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าถูกอุ้ม ไหนใครบอกว่าปลอดภัย ช่วยส่งสัญญาณบอกที ว่าอาจารณ์อยู่ไหนตอนนี้ "
ความรู้สึกจากคนไทยในฝั่งลาว ได้ถูกถ่ายทอดอีกครั้งเมื่อ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา วันที่ 23 มกราคม 2562 ระบุข้อความว่า  #ผมเข้าใจที่อาจารย์มักจะกล่าวว่า ตัวเองสู้มาตั้ง 40 กว่าปีแล้ว บางคนชอบบอกว่าอาจารย์ยกตนข่มท่าน แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น ผมมองว่านั่นคือสิ่งที่อาจารย์อยากจะบอกว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมา ผ่านการตรวจสอบจากมวลชนมาแล้วว่าของจริง เพราะว่าการพูดยกย่องตัวเองนั้นใครๆ ก็พูดได้ แต่การที่คนอื่นยอมรับและเชื่อฟัง มันต้องผ่านอะไรมากมาย ทั้งข้อกล่าวหา ทั้งคำนินทาแต่ก็ผ่านมาได้เพราะว่าเป็นของจริง คำสอนของอาจารย์จะยังอยู่ต่อไป และจะไม่มีวันหายไปจากใจองทุกคน รวมทั้งผมเอง คุณสมบัติของนักปฏิวัติ 6 ข้อ จะต้องทำให้ได้ครับ 

พิรุธปมอุ้มฆ่า ศพลอยน้ำไร้วิญญาณเชื่อว่าเป็น "สุรชัย แซ่ด่าน" 

ในขณะที่กลุ่มมิตรสหายของสุรชัย แซ่ด่าน อีกคนหนึ่งได้เปิดเผยข้อมูลว่า "ภาพศพนี้โพสต์โดยเจ้าหน้าที่ นรข. คนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 61 โดยระบุว่า ว่าพบศพชายไทยไม่ทราบสัญชาติ ลอยอืดโผล่ติดริมตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน คาดว่าน่าจะเป็น "สุรชัย แซ่ด่าน"
เป็นศพแรกที่พบ ไม่ใช่ศพที่ 3 อย่างที่เข้าใจกัน แต่ในเวลานี้ศพนี้ได้หายไปแล้ว (อาจจะเป็นการสั่งการโดยเร่งด่วน เพราะเป็นศพแรก และคงไม่คาดคิดว่าจะมีศพที่ 2 และ 3 โผล่ตามมาฟ้องอีก)
ส่วนศพที่ 2 พบวันที่ 27 ธันวาคม 61 ลอยมาติดริมฝั่งโขง ช่วงหน้าวัดหัวเวียง ใกล้ตลาดนัดไทย-ลาว ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม ญาติรีบเข้ามาติดต่อและได้ทำการพิสูจน์ผลตรวจ DNA ยืนยันว่าคือ สหายภูชนะ หรือนายชัชชาญ บุปผาวัลย์
สำหรับศพที่ 3 พบวันที่ 29 ธันวาคม 61 ที่บริเวณตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านสำราญเหนือ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม ได้รับผลตรวจ DNA ยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าคือศพของ สหายกาสะลอง หรือนาย ไกรเดช ลือเลิศ ณ บัดนี้ ยังไม่ทราบว่าศพแรกของ สุรชัย แซ่ด่าน ตอนนี้ไปอยู่ ณ ที่ใด ทั้ง 3 ศพได้รับการยืนยันจากคนในพื้นที่ รวมทั้ง สื่อกระแสหลักๆ ในเวลานั้น ว่ามีทั้งหมด 3 ศพ สภาพศพถูกกระทำคล้ายคลึงกันทั้งหมด
คือ ถูกฆ่าโหดเหี้ยม ลำคอถูกรัดด้วยเชือกป่านขนาดใหญ่ ถูกของแข็งทุบหน้าเละ คว้านท้องจนไม่เหลือเครื่องใน ยัดด้วยเสาปูนยาว 1 เมตร เพื่อให้มีน้ำหนักถ่วงน้ำ ใส่กุญแจมือไขว้ด้านหน้า ห่อด้วยกระสอบป่านเย็บติด 2-3 กระสอบ ห่อหุ้มด้วยตาข่าย แล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำโขง
ภาพทั้ง 3 ที่กล่าวถึงในเรื่อง

เขาคือใคร ‘สหายกาสะลอง’ คนสนิท สุรชัย แซ่ด่าน 

จากกรณีที่พบ 2 ศพที่ถูกฆ่าถ่วงแม่น้ำโขงอย่างโหดเหี้ยม เมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ก่อนทราบผลตรวจดีเอ็นเอ 2 ศพ ภายหลังยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตคือ สหายกาสะลอง และ สหายภูชนะ (นามแฝง) คนสนิท นายสุรชัย แซ่ด่าน หรือ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำคนสำคัญในการผลักดันระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นับตั้งแต่การรัฐประหารของคสช.เมื่อปี 2557 และขาดการติดต่อจากญาติในช่วงปลายปี 2561 
"สหายกาสะลองคือนามแฝง" ชื่อนามสกุลจริงคือ นายไกรเดช ลือเลิศ อายุ 47 ปี เป็นคน อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยกำเนิด เริ่มเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2551 สนใจแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย พบและรู้จักสนิทสนมกับ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน ในกลุ่มผู้ชุมนุม คบหากันมาต่อเนื่องไม่เคยทิ้งกัน ความสัมพันธ์เสมือนพ่อกับลูก
บุคลิกส่วนตัวของสหายกาสะลอง จะเป็นคนเงียบเชียบ มีความสนใจในข้อมูลข่าวสารของบ้านเมือง เชี่ยวชาญด้านระบบไอที ช่วยเหลือด้านการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ เวลาอาจารย์สุรชัยพูดให้ความรู้ต่อระบอบประชาธิปไตย ผ่านสมาร์ทโฟน กล้องวงจรปิด หรือโน้ตบุ๊ก แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวตน ทั้งตอนที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ที่ร่วมลี้ภัย ทางการเมือง กับอาจารย์สุรชัย และเพื่อน ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 57 ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก เพราะรู้ทันทีว่าจะมีการยึดอำนาจ
สหายกาสะลอง ในวงกลมแดง
โดยช่วงลี้ภัยก็ทำหน้าที่ วางระบบถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายออนไลน์ ทำหน้าที่คนหนุ่มประคับประคองร่วมกับอาจารย์สุรชัยเสมอมา มีการย้ายที่อยู่สลับไปมาละแวกเพื่อนบ้านสองประเทศ ก่อนจะพบเสียชีวิตที่แม่น้ำโขง จากนี้ ก็จะประกอบ พิธีกรรมตามศาสนา และนำอัฐิ กลับบ้านเกิด ที่ จ.เชียงราย ต่อไป

คนสนิท โพสต์ข้อความพิสูจน์ความจริง ฆาตกรรม 3 ศพ 

#ทวงความเป็นธรรมให้กับอาจารย์สุรชัย #สหายกาสะลอง และ #สหายภูชนะ
ต่อไปนี้เป็นภาพที่มีการส่งมาให้จากนครพนม เพื่อให้ช่วยกันพิสูจน์ความจริงของการฆาตกรรมโหดอันน่าสะเทือนขวัญครั้งนี้ รูปทั้งสามนี้ คือภาพศพแรกที่มีการพบเห็นเมื่อ 26 ธันวาคม ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ. นครพนม การฆาตกรรมโหด 3 ศพที่โผล่ที่จังหวัดนครพนมนั้น สภาพภายนอกทั้งสามศพเหมือนกัน
และในสองศพที่มีการพิสูจน์หลักฐานและเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีสภาพแบบเดียวกัน คือ ศพถูกใส่กุญแจมือ มัดเท้า ทุบหน้าตาจนเละ คว้านท้องยัดท่อนคอนกรีตขนาดหนึ่งเมตรเพื่อถ่วงน้ำหนักแล้วห่อหุ้มด้วยกระสอบมัดปิดโดยรอบอย่างแน่นหนา แล้วโยนศพทิ้งลงแม่น้ำโขง
ชาวประมงเจอศพ
"ชาวประมงพบศพลอยกลางแม่น้ำโขงที่บริเวณท่าจำป่า อ.ท่าอุเทน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ก่อนที่จะมีการพบศพที่สองที่บริเวณหลังวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม หมู่ 2 อ.ธาตุพนม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม และเมื่อมีการพบศพที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่บริเวณริมฝั่งโขงบ้านสำราญเหนือ หมู่ ต.อาจสามารถ ศพนี้คือศพที่ปิดข่าวไม่มิด มีสื่อไปถ่ายภาพทำข่าวทั้งสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อทีวี"

 ฆาตกรรมตามคำสั่ง ต้องการเก็บงานแบบหมดจด

มีการอ้างว่า ศพที่สามคือศพแรกที่หลุดลอยมาจาก อ.ท่าอุเทน แต่มันน่าสงสัยยิ่ง เพราะว่าเชือกที่ผูกศพไว้รอเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบนั้น เป็นเชือกขนาดใหญ่เช่นนี้ จึงไม่มีทางที่ศพจะหลุดลอยไปเองได้ นอกจากมีคนจัดการกับศพ มีผู้ให้การสังเกตไว้ว่า การฆาตกรรมแบบนี้ไม่น่าจะใช่การฆาตกรรมของคู่แค้น ที่คงไม่เสียเวลามาจัดการกับศพแบบนี้ แต่น่าจะเป็นการฆาตกรรมตามคำสั่ง ที่ต้องการเก็บงานแบบหมดจดเพื่อรายงานลำดับเบื้องบนต่อไป
การหายไปของทั้งสามคน สอดคล้องกับข่าวและข้อมูลที่หนักแน่นว่า มีกระบวนการต้องการกำจัดผู้ลี้ภัย 112 ชาวไทย 
การที่ทั้งสามศพ โผลที่แม่น้ำโขงในฝั่งไทยในเวลาไล่เลี่ยกัน มันชวนให้ต้องสงสัยอย่างยิ่งว่าเป็นสามศพผู้ลี้ภัยการเมืองไทยทั้ง 3 คน คือ สุรชัย กาสะลอง และภูชนะ ที่ถูกอุ้มหายไปจากบ้านพักเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561
ศพถูกฆ่าโหด โยนแม่น้ำโขง

เรียกร้องความเป็นธรรมแก่ผู้ลี้ภัยการเมืองทั้งสาม

ถ้าทั้งสามศพคืออาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน และสหายทั้งสองจริง นี่คือการวิสามัญฆาตกรรมที่กระทำกับคนเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่โหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก มันจึงจำเป็นยิ่งที่จะต้องเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของการหายไปของศพแรก และทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้ลี้ภัยการเมืองทั้งสามคนกันอย่างจริงจัง

ประเทศลาว เข้า-ออก ง่าย รู้ดีแก่ใจว่าใครอุ้มไปฆ่า 

การเข้าไปจับผู้ร้ายข้ามแดนของผู้มีอิทธิพลจริงๆ แล้ว ประเทศลาวถือว่าเข้าออกง่ายสุด ง่ายกว่าพม่า และเขมร เสียอีก ที่สำคัญทั้ง 3 คนที่หายตัวไป อาศัยเช่าบ้านอยู่กันลำพัง ไม่ได้มีแบ็กหลังหรือคนคุ้มครอง ไม่มีการส่งท่อน้ำเลี้ยงจากขั่วอำนาจเก่า เงินที่ได้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากแฟนรายการประจำ แฟนคลับที่ฟังวิทยุโอนเงินมาให้ใช้ ทุกคนอยู่อย่างลำบาก เคยมีกลุ่มไฟเย็น หนีข้ามแดนไปอยู่ด้วย สุดท้ายบางคนต้องกลับมา เพราะมันอยู่อย่างยากลำบากมาก
"เคยมีคนจัดเตะฟุตบอลการกุศล หาเงินช่วยเหลือ สุรชัย แซ่ด่าน โดยมีคนไทยนำเงินเข้าไปให้ที่ประเทศลาว แต่การจัดเตะฟุตบอลนี้ เป็นการจัดแบบเงียบๆ เพราะไม่อยากให้ทหารติดตามความเคลื่อนไหว เนื่องจากในขณะนั้นเป็นช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ ข่าวที่ออกไปว่า มีขั้วอำนาจเก่าส่งเงินให้ใช้ ไม่น่าจะใช่เรื่องจริง เพราะนอกจากเขาจะป่วยมากแล้ว ยังใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไม่สบายนัก และไม่มีอาชีพทำกินเป็นในประเทศลาว ตอนนี้แม้แต่ป้าน้อย ภรรยาเขาเองก็เชื่อว่า สามีตายแล้ว และสหายทุกคนก็รู้ดีแก่ใจว่าใครเป็นคนเข้าไปอุ้มฆ่า"  คนสนิทกับสุรชัย ให้ข้อมูลเรา ทิ้งท้าย ไว้แบบนี้

เคาะแล้วนะเด็กๆ! สอบ GAT/PAT วันที่ 23-26 ก.พ. ตามกำหนดการเดิม

เคาะแล้วนะเด็กๆ! สอบ GAT/PAT วันที่ 23-26 ก.พ. ตามกำหนดการเดิม

24 ม.ค.62-นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกอ.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้กลับไปใช้วันทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) ตามกำหนดการเดิม คือ วันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 
โดยเหตุผลสำคัญ คือ เราต้องการให้ผู้เข้าสอบมีเวลาในการเตรียมตัวในการทบทวนหนังสือเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ส่วนประเด็นปัญหาที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าเมื่อกลับมาสอบตามกำหนดวันเดิมจะทำให้มีปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องสนามสอบ ครูผู้ควบคุมการสอบ การสอบวิชารักษาดินแดน (ร.ด.) สอบเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 นั้น ขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เพราะขณะนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปบริหารจัดการกับปัญหาดังกล่าวแล้ว  และ สทศ.เองจะเร่งประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้นักเรียนได้รับทราบต่อไป
"ผมได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) รับทราบแล้ว เนื่องจาก รมว.ศธ.ติดภาระกิจปฏิบัติราชการที่ต่างประเทศ โดย รมว.ศธ.มอบหมายให้ผมดำเนินการเรื่องนี้และบริหารจัดการกับปัญหาต่างๆให้เรียบร้อย รวมถึงสนามสอบและผู้คุมสอบ เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่ครั้งแรกเมื่อเราเลื่อนการสอบออกไปเป็นวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ทำให้สนามสอบที่เป็นโรงเรียนอาจไปรับกิจกรรมอื่นแทนแล้ว รวมถึงครูผู้คุมสอบก็อาจไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ดังนั้นจึงขอให้ สพฐ.และ สช.ประสานและบริหารจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร"
รมช.ศธ.กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะออกประกาศกระทรวง เกี่ยวกับเรื่องวันทดสอบ GAT/PAT เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เข้าสอบได้รับทราบ ภายในวันนี้.

เปิดระเบียบหยุมหยิม!ทำไมนักการเมืองแห่ระงับโพสต์-ปิดเฟซบุ๊ก


24 ม.ค.62 - ทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปพ.ศ. 2562  และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562  จะเห็นว่า บรรดานักการเมืองสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ พากันปิดเฟซบุ๊ก ทวีตเตอร์ ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์ ด้วยเกรงว่าอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เนื่องเพราะในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2561 หมวดที่ 2 ว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์  ระบุไว้ดังนี้

 

28 มกรา'พปชร.'เคาะบัญชีนายกฯ 'ประยุทธ์-สมคิด-อุตตม'เต็งจ๋า

28 มกรา'พปชร.'เคาะบัญชีนายกฯ 'ประยุทธ์-สมคิด-อุตตม'เต็งจ๋า

24 ม.ค.62 - นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอชื่อบุคคลให้เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค ว่า ขณะนี้เราได้รับทราบกำหนดวันเลือกตั้ง และวันรับสมัครชัดเจนแล้ว ในห้วงเวลานี้สิ่งที่พรรค พปชร.กำลังทำคือ พิจารณาผู้สมัคร ส.ส. 350 เขต และพิจารณาผู้ที่เหมาะสมเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่จะต้องทำให้เสร็จภายในสัปดาห์หน้า ส่วนกรณี 4 รัฐมนตรีจะลาออกเมื่อใดนั้น เอาอย่างเดิมคือ ถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะลาออก อีกไม่นานจะได้ฟังพร้อมๆ กัน ยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดจะสิ้นเสร็จก่อนวันที่ 4- 8 ก.พ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการทาบทาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือยัง นายอุตตม กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีการทาบทามใครทั้งนั้น แต่กระบวนการหารือภายในพรรคได้เริ่มขึ้นแล้ว จะไปสู่จุดที่ชัดเจนและได้ข้อยุติภายในเร็วๆ  
เมื่อถามว่า พรรค พปชร.ชูเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่หากเสนอชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สังคมมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งมาก่อนจะตอบตรงนี้อย่างไร นายอุตตม กล่าวว่า ยังไม่พูดถึงตรงนั้น ยังไม่ไปวิจารณ์
เมื่อถามว่า ถ้าเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะตกเป็นเป้าว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ คสช หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทาบทามเลย แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจแน่นอน ไม่มีใครออกมายืนสั่งการ จะเห็นว่า ในพรรค พปชร.ไม่มีใครติดยศ และเมื่อเห็นหน้าผู้สมัคร ส.ส. 350 เขต จะยิ่งเห็นว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ
เมื่อถามว่า เมื่อพรรคชูนโยบายเรื่องปากท้อง มีการพูดคุยหรือไม่ที่จะเสนอชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 3 บัญชีรายชื่อนายกฯอยู่ นายอุตตม กล่าวว่า ในขั้นตอนมีอยู่ แต่ต้องให้เกียรติทุกคนด้วย เพราะขณะนี้เรายังไม่ได้ทาบทามใคร
เมื่อถามว่า หากเสนอชื่อมาจะเฮหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เฮทั้งประเทศ รับรองเฮด้วยความพอใจแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่พรรคพลังประชารัฐ ยังนำประกาศของพรรค เรื่อง การเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อความว่า ด้วยพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไปมีผลบังคับใช้แล้ว จึงขอเชิญชวนการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคการเมือง เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อกรรมการบริหารพรรคภายในวันที่ 28 ม.ค.นี้.
แหล่งข่าวเผยว่าสำหรับบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เบื้องต้นวางไว้จะเสนอชื่อ 3 บุคคลประกอบด้วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายอุตตม สาวนายน อย่างไรก็ตามสุดท้ายมีความเป็นไปได้เช่นกันอาจพิจารณาเหลือเพียง1รายชื่อเท่านั้น.

ชัวร์ "ลุงตู่" ลุ้น "สมคิด"!


ออกแรงเบ่ง เร่งทำคลอดเนื้องานโบแดงห้วงเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่ประชุมคณะกรรมการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กัปตันทีมเศรษฐกิจ นั่งเป็นประธาน ได้อนุมัติให้ลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี แบบ Fast Track วงเงินลงทุนรวม 2.35 แสนล้านบาท
เพิ่มรถไฟฟ้าสารพัดสีที่ลงเสาเข็มเดินหน้าก่อสร้างไปแล้ว
ขณะที่เมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ก็เข้าใกล้ความจริงในการเซ็นสัญญากับบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่ชนะประมูล
ก่อนอื่น มันคนละคิวกับการสั่งหยุดก่อสร้างรถไฟฟ้า 2-3 วัน เพื่อลดฝุ่น
ตรงข้ามการที่รัฐบาลเร่งปักหมุดโปรเจกต์ขนส่งมวลชนระบบราง แก้รถติดวินาศสันตะโรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดการใช้น้ำมันดีเซล เป็นแผนเชิงยุทธศาสตร์แก้ปัญหาลดมลพิษในระยะยาวอย่างแท้จริง
มันคือสิ่งที่เป็น “รูปธรรม” ที่จับต้องสัมผัสได้ตรงหน้า
เทียบกับบล็อกเกอร์ “Good Monday” ที่ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เปิดเกมการตลาด โชว์วิชันจากแดนไกลให้กองเชียร์ช่วยกันแห่กระแส วิธีแก้ฝุ่นในเมืองไทย
ชี้ปัญหาใหญ่จากรถดีเซลกับรถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถเก่าหมดสภาพมาวิ่งควันเยอะ รถติด ต้องรีบแก้ไข ระยะยาวต้องแก้เรื่องรถติดอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ผลิตอยู่ในประเทศไทย ต้องจูงใจให้เปลี่ยนมาผลิตรถไฟฟ้าให้ได้เพื่อลดมลภาวะ
เป็นอะไรที่คน “พูด” ย่อมง่ายกว่าคน “ลงมือทำ”
และก็เกิดอาการขัดลำแบบที่ “นายใหญ่” สอนมวยให้รัฐบาล “ลุงตู่” รีบกู้สถานการณ์มลพิษฝุ่น ต้องเลิกรถยนต์ดีเซล โละรถเก่าปล่อยควัน แต่เพจเฟซบุ๊กของสาวก “ทักษิณ” ดันรุมด่า ถล่มแนวคิดอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่จ่อเสนอห้ามข้าราชการขับรถส่วนตัวมาทำงาน ถ้าหากสถานการณ์วิกฤติเอาไม่อยู่
หาเรื่องด่าตีกินรัฐบาล แก้ปัญหาปลายเหตุทำคนเดือดร้อน
ออกลูกมั่ว “ย้อนแย้ง” กันเอง จับทิศจับทางไม่ถูก
ตามรูปเกมที่จับทางได้ “นายใหญ่” พึ่งแค่เหลี่ยมการตลาดปั่นกระแส แห่กองเชียร์โซเชียลฯ
ไร้ทีเด็ดเหมือนตอนเปิดไพ่ “น้องปู” ป๊อกกินรอบวง
และนั่นก็ถึงเวลาโชว์ “นางอาย” ซะที สถานการณ์แบบที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โทรโข่งรัฐบาล ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณ “นำร่อง”
ลุ้นอีกสองสัปดาห์ จะเปิดชื่อ “นายกฯของพรรค”
ประชาชนจะได้เฮทั้งประเทศ เพราะจะเป็นผู้นำที่เด็ดขาด เข้มแข็งและพร้อมที่จะนำประเทศไทยได้
ไฮโลเปิดถ้วยแทง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้กันทั้งประเทศ
แต่เรื่องของเรื่อง บัญชีนายกฯพรรคพลังประชารัฐใส่ได้ 3 ชื่อ
เพื่อประกันความปลอดภัยไว้ก่อน แน่นอนหนึ่งในโควตาน่าจะเป็นชื่อของ “อุลตร้าอุตตม” นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค ล็อก “อัตโนมัติ” ตามสถานะ
ที่น่าจับตาก็คือชื่อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” จะถูกวางไว้ตรงไหน
ถ้าคิดกันง่ายๆแบบเปิดท้ายขายของตลาดนัด ก็คือประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ
แต่เกมอำนาจ ผู้นำทหารแปลงร่างเป็นผู้นำรัฐบาลเลือกตั้งมันลึกซึ้งกว่านั้น
แบบที่เซียนฟันธง ถ้า “สมคิด” ลอย “พลังประชารัฐ” จะเคว้งทันที
แค่ภาคบังคับ อันดับแรกเลยก็คือการจูนคลื่นระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “นักการเมืองอาชีพ” เบอร์ใหญ่ระดับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ–สมศักดิ์ เทพสุทิน-วราเทพ รัตนากร-สันติ พร้อมพัฒน์-สุชาติ ตันเจริญ ฯลฯ”
ถึงตรงนี้ก็ดูท่ายังขัดๆเขินๆกันชอบกล
จากอาการ “ปืนลั่น” ปม “สปก.ทองคำ” และการห้ามทีมหนุนอ้างชื่อ “ลุงตู่” หาเสียงก่อนได้รับอนุญาต
มันสะท้อนการ “ขาดตอน” สะพานเชื่อมประสาน
ไหนจะออปชันเสริม การขายความต่อเนื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ที่ยี่ห้อ “สมคิด” มีบทบาทเป็นตัวหลักวางฐานมาตลอด 3–4 ปี เป็นอะไรที่ดึงความมั่นใจของนักลงทุนไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่หมายรวมถึง
นักลงทุนต่างชาติ จีน ญี่ปุ่น อเมริกัน ยุโรป ที่รอตัดสินใจขนเงินมาลงทุนในโครงการอีอีซี
ถ้า “ลุงตู่” ไปต่อ ก็ต้องพ่วง “สมคิด” การขาย “ความต่อเนื่อง” จึงจะสมบูรณ์
ตามไฟต์บังคับมันเป็นอะไรที่ “หนีไม่ออก” แม้นายสมคิดพยายามจะชิ่ง ดึงจังหวะถอยกลับไปเป็นอาจารย์สอนที่นิด้า ปั้นทีม “รัฐมนตรี 4 กุมาร” ที่วิทยายุทธ์ “ไม่แก่กล้า” รับช่วงไม่ทัน
เกมอำนาจการเมือง บางทีมันเป็นอะไรที่กำหนดชะตาเองไม่ได้
“คนอยากมักไม่ได้” แต่ “คนได้มักไม่อยาก”.

ทีมข่าวการเมือง

รู้กฎกติกาก่อนเลือก ๒๔ มีนา

รู้กฎกติกาก่อนเลือก ๒๔ มีนา

บทจะเร็ว ก็เร็วซะลิงหงายท้อง!
    เช้า......
    ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.(๒๓ ม.ค.๖๒)
    บ่าย
    กกต.ประกาศ "วันเลือกตั้ง ส.ส."
    ถอดสมการตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ก็จะได้ตารางเวลาอย่างนี้
    ๔-๘ ก.พ.เปิดรับสมัคร ส.ส. 
    ๘ ก.พ.ประกาศรายชื่อ "ว่าที่นายกฯ" แต่ละพรรค
    ๑๕ ก.พ.ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.
    ๒๔ มี.ค.เลือกตั้ง ส.ส.
    ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร ๔-๑๖ มี.ค.
    ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในและนอกเขตจังหวัด รวมถึงการออกเสียงเลือกตั้งในสถานเลือกตั้งกลางของผู้ทุพพลภาพ และผู้สูงอายุ ๑๗ มี.ค.
    กำหนดวันเลือกตั้งนี้ กกต.ส่งให้รัฐบาล เพื่อนำประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไปแล้ว
    เอาล่ะ......
    ทีนี้ ก็มาดูว่า แต่ละเงื่อนเวลานั้น มีที่มา-ที่ไปอย่างไร ไม่ใช่ กกต.นิมิตเอาเอง
    ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันไปแต่ละประเด็นละกัน จะได้เป็นวัคซีนป้องกัน "ภาวะด้อยสำนึก" ที่ระบาดจากนักเลือกตั้งและพวก MV ประชาธิปไตย 
    รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๓ วรรค ๓ บอกว่า....
    "ภายในห้าวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน แต่ไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ"
    พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสองยาม เมื่อย่างเข้าวันที่ ๒๓ มกรา ๖๒
    ฉะนั้น ภายใน ๕ วัน......
    ๒๓-๒๗ ม.ค.วันใด-วันหนึ่ง กกต.ต้องประกาศ "กำหนดวันเลือกตั้ง" ในราชกิจจานุเบกษา
    กกต.ก็ประกาศแล้ว คือ ๒๔ มี.ค."วันเลือกตั้ง"
    จะน้อยกว่า ๔๕ วัน หรือไม่เกิน ๖๐ วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ก็นับกันเอง!?
    กกต.กำหนด ๔-๘ ก.พ.เปิดรับสมัคร ส.ส.
    ก็ไปดูมาตรา ๘๘ ที่บอกว่า
    "......ให้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ..." หมายความว่า ๘ ก.พ.ปิดรับสมัคร ส.ส.ปุ๊บ ก็จะรู้ว่า แต่ละพรรค "เสนอชื่อใคร" เป็นนายกรัฐมนตรี?
    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา.....
    นายกฯ ปัจจุบัน จะรับเทียบเชิญพรรคพลังประชารัฐ ยอมให้เสนอชื่อเป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคต่อกกต.หรือไม่?
    และพรรคอื่นๆ เช่น พรรคตระกูลเพื่อ ประชาธิปัตย์ รวมพลังประชาชาติไทย ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ
    แต่ละพรรค จะส่งใคร รู้กันวันนั้นแหละ!
    โดยเฉพาะกลุ่มตระกูลเพื่อ หลายปลอกคอ แต่รวมโซ่กระตุกในเส้นเดียว เขาจะเชิดใครขึ้นแต่ละหัวบ้าง
    เห็นจ้องกันตาโบ๋!
    ผมว่า "ว่าที่นายกฯ" นี่แหละ
    จะเป็นตัวชี้เป็น-ชี้ตายในวันเลือกตั้ง ๒๔ มีนาว่า พรรคไหน-ขั้วไหน จะชนะเป็นนายกฯ-เป็นรัฐบาล โดยไม่ต้องไปรอลุ้นผลตอนนั้น
    คอยดูเถอะ.......
    ชื่อนายกฯ ประยุทธ์ จะมีหรือไม่มี ในบัญชีนายกฯ ของพรรค ไม่ว่าพรรคไหน
    ปรอทเลือกตั้ง "แตก" ทั้งนั้น!
    คือมี ก็แตก ไม่มี ก็แตก
    พรรคตรงข้าม ไม่มีทางไว้ใจทั้งพลังประชารัฐ ทั้งพลเอกประยุทธ์ ต้องใช้วิชามาร ป่วนจนถึงที่สุด
    ก็บอกให้แฟนคลับ "ตู่ดิจิทัล" รู้ไว้ จะได้ไม่เป็นลม-เป็นแล้ง เมื่อเห็นลีลาประชาธิปไตยเลือกตั้งจากพวกตายอด-ตายอยาก
    มองอีกด้าน คนไทยนี่ ผมว่าโชคดี เพราะได้ลุ้น-ได้มันจากเลือกตั้งเที่ยวนี้ ถึง ๒ ขยัก 
    ขยักแรก ลุ้น "ว่าที่นายกฯ" แต่ละพรรค วันที่ ๘ กุมภา
    แล้วไปลุ้นผลเลือกตั้ง ส.ส.ขยักสอง หลังปิดหีบวันที่ ๒๔ มีนา!
    แต่เดี๋ยวก่อน ทำความเข้าใจกันอีกนิด.......
    กรอบเวลาเลือกตั้งทั้งหมดมี ๑๕๐ วัน คือ ๕ เดือน นับจากวันที่กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ๔  ฉบับประกาศใช้เมื่อ ๑๑ ธันวา ๖๑ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘
    จะไปครบ ๑๕๐ วัน ก็ตกวันที่ ๙ พฤษภาคม ๖๒ 
    คือภายใน ๑๕๐ วัน นี้.......
    จะกำหนดให้เลือกตั้งวันไหนได้ทั้งนั้น จะ ๘ พฤษภาก็ยังได้เลย!
    ๑๕๐ วัน ไม่เกี่ยวกับการ "ประกาศผลเลือกตั้ง" อย่างที่นายหีบแตก พูดให้สับสน-ไขว้เขว 
    ทุกขั้นตอน มีบอกในรัฐธรรมนูญชัดเจนทั้งนั้น พวก "มืดบอดทางจิต" ตะแบงไปเอง
    ย้ำเข้าใจกันให้ชัด.....
    ๑๕๐ วัน เป็นกรอบกำหนดเฉพาะวันเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๖๘
    ไม่เกี่ยวกับประกาศผลเลือกตั้ง ว่าต้องอยู่ภายใต้กรอบ ๑๕๐ วันนั้นด้วย
    รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ วรรคสี่ ระบุไว้ว่า........
    "ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง.........."    
    ก็ชัดเจน
    เลือกตั้ง ๒๔ มีนาแล้ว กกต.ยังมีเวลาอีก ๖๐ วัน ถึง ๒๔ พ.ค.โน่น จะประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.ตอนไหนก็ได้
    ถ้า กกต.จะ "เอวไวที่สุดในปฐพี"
    เลือกตั้ง ๒๔ มีนาเสร็จปุ๊บ ประกาศผลภายใน ๙ พฤษภาของกรอบเลือกตั้ง ๑๕๐ วัน ก็เอาเลย!
    เอ้า...มาดูต่อ
    ประกาศผลเลือกตั้งแล้ว จะเปิดสภากันตอนไหน-เมื่อไหร่ล่ะ?
    มาตรา ๑๒๑ บอกว่า
    "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก"
    และมาตรา ๑๒๒ บอกว่า
    "พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม......"
    สรุป คือ ประกาศผลเลือกตั้งแล้ว นับจากนั้นไป ภายใน ๑๕ วัน เปิดประชุมรัฐสภา คือทั้ง ส.ส.-ส.ว.เป็นนัดปฐมฤกษ์
    จากนั้น ก็เข้าสู่ขั้นตอน เลือกประธานสภา เลือกนายกฯ เพื่อให้นายกฯ ไปตั้งรัฐบาล 
    ก็ตกราวๆ มิถุนาโน่นแหละ!
    ประเด็นควรจะทราบ การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ใช้บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ วรรคแรก ที่บอกว่า
    "ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำร่วมกันในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา"  
    ส.ส.มี ๕๐๐ คน ส.ว.มี ๒๕๐ คน รวม ๗๕๐ คน
    "กึ่งหนึ่ง" ของทั้งสองสภา เท่ากับ ๓๗๕ คน
    ก็หมายความว่า.......
    ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้เสียง "ส.ส-ส.ว." รวมกัน ตั้งแต่ ๓๗๖ คนขึ้นไป!
    สุดท้ายที่ควรทราบ ที่สงสัยกัน เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะต้องเป็น "รัฐบาลรักษาการ" ใช่หรือไม่?
    ปกติใช่.......
    แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คสช.และ สนช. ยังเหมือนเดิมทุกประการ จนกว่ามีรัฐบาลใหม่มาแตะมือ
    เป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็ม ทำงานทางนโยบายได้ปกติ คสช.-สนช.ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเหมือนเดิม
    ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔ ที่บอก
    "ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่........"
    และมาตรา ๒๖๕ 
    "ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่......"
    เอาละมังครับ
    น่าจะเคลียร์ประเด็นสงสัย-ข้องใจในเรื่องว่าด้วยเลือกตั้งและสถานะรัฐบาล คสช.ได้พอสมควร
    วันนี้ "กินแห้ง" ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อย "ซดน้ำ" ตามละกัน!

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

ใครไม่พร้อมกันแน่?

เพชรพระอุมา

เพชรพระอุมา เป็น นวนิยายแนวผจญภัยที่มีขนาดความยาวมากที่สุดในประเทศไทยและนับว่าเป็น นวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก?
ใช้ระยะเวลาในการประพันธ์ยาวนานกว่า 25 ปี โดยพนมเทียนเริ่มต้นการประพันธ์เพชรพระอุมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 และสิ้นสุดเนื้อเรื่องทั้งหมดในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมระยะเวลาในการประพันธ์ทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน กับ 2 วัน
เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก
เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก
บทประพันธ์โดย พนมเทียน ซึ่งเป็นนามปากกาของ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน?
เพชรพระอุมา ถูกนำมาตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้งในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊ค จำนวน 48 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน (เดิมเป็นชนิดปกแข็งจำนวน 53 เล่ม แต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 33 ยก หรือ 16 หน้ายก และเมื่อนำมารวมกันทั้งหมดจะมีความหนาประมาณ 1,749 ยก แบ่งเป็นสามภาคได้แก่ ภาคแรก จำนวน 24 เล่ม ภาคสอง จำนวน 15 เล่ม และ ภาคสาม จำนวน 14 เล่ม แต่ปัจจุบันได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละภาคและลดลงคงเหลือเพียงแค่ 48 เล่ม)
แบ่งเป็นสองภาคคือภาคแรก จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน
ภาคสมบูรณ์ จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน
ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ.2538
ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2541
ทำการปรับปรุงต้นฉบับเดิมพร้อมกับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ.2544
ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2547
โดยเนื้อเรื่องต่าง ๆ ของเพชรพระอุมานั้น พนมเทียนได้นำเค้าโครงเรื่องมาจาก คิง โซโลมอน’ส มายน์ส (King Solomon’s Mines) หรือ สมบัติพระศุลี นวนิยายของเซอร์แฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกการ์ด (H. Rider Haggard) ที่ผจญภัยในความลี้ลับของป่าดงดิบภายในทวีปแอฟริกา
จุดเริ่มต้นของ เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก?
พนมเทียนเริ่มต้นการเขียนเพชรพระอุมาในปี พ.ศ.2507 โดยตกลงทำข้อสัญญากับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา (ซึ่งปัจจุบันสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ได้ยุติกิจการไปแล้ว) ในการเขียนนวนิยายแนวผจญภัยในป่าจำนวนหนึ่งเรื่อง โดยมีข้อกำหนดความยาวของนวนิยายเพียงแค่ 8 เล่มจบเท่านั้น แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทำให้ต้องเขียนเพชรพระอุมาเพิ่มเติมต่อจน ครบ 10 เล่ม และขอยุติการเขียนตามข้อสัญญาแต่ทางสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยายังไม่อนุญาตให้พนมเทียนยุติการเขียน และได้ขอร้องให้เขียนเพิ่มเติมต่ออีก 5 เล่ม แต่หลังจากเขียนเพิ่มได้ไม่นานก็ได้มีการตอบรับจากผู้อ่านมากมายจนต้องเขียนเพิ่ม จนเขียนมาหลายตอนแต่หาตอนลงจบเรื่องไม่ได้ ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดจึงสามารถจบลงได้ในปี พ.ศ.2533
ต้นแบบของโครงเรื่อง
พนมเทียนนำเอาความรู้ความชำนาญในการเดินป่า การดำรงชีวิตและการล่าสัตว์จากประสบการณ์จริงของตนเอง มาเป็นพื้นฐานในการเขียนนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา โดยเค้าโครงเรื่องและส่วนประกอบต่าง ๆ ได้นำมาจากเรื่องเล่าขานและสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนักท่องไพรรุ่น อาวุโส หรือเรื่องเล่ารอบกองไฟของพรานพื้นเมืองต่าง ๆ
เพชรพระอุมาถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ปัจจุบันตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน แบ่งการตีพิมพ์เป็นสองครั้งด้วยกัน โดยตีพิมพ์ครั้งแรก 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 5 ตอน ดังนี้
ภาคแรก
ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม
ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม
ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม
ตอน อาถรรพณ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม
ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม
ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม
ภาคสมบูรณ์
ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม
ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 5 เล่ม
ตอน นาคเทวี จำนวน 5 เล่ม
ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 5 เล่ม
ตอน มงกุฎไพร จำนวน 5 เล่ม
และตีพิมพ์ครั้งปัจจุบัน 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 6 ตอน ดังนี้
ภาคแรก
ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม
ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม
ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม
ตอน อาถรรพ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม
ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม
ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม
ภาคสมบูรณ์
ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม
ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 4 เล่ม
ตอน จิตรางคนางค์ จำนวน 4 เล่ม
ตอน นาคเทวี จำนวน 4 เล่ม
ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 4 เล่ม
ตอน มงกุฎไพร จำนวน 4 เล่ม
รพินทร์ ไพรวัลย์ มีตัวตนจริงหรือเปล่า ไปฟังจากปาก " พนมเทียน "
บ้านของ 'พนมเทียน' อยู่ที่พัฒนาการ คลองตัน ไม่ได้อยู่กลางไพร 'หนองน้ำแห้ง' อาณาจักรชายแดนอย่างที่แฟนๆ 'เพชรพระอุมา'วาดจินตนาการ
อาณาจักรไพรแห่งนั้น เป็น 'เรือน' ของ รพินทร์ ไพรวัลย์ เขาต่างหาก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อโลกนวนิยาย (ฉบับที่ 7) ลงบทสัมภาษณ์ 'พนมเทียน' ในส่วนของชีวิต และงานเขียนต่างๆ เว้นแต่เพชรพระอุมา ไปนั้น อาจกล่าวได้ว่านั่นคือ 'ภาค 1' ของนิยายชีวิตโลดโผน และสิ่งซึ่ง กำลังจะนำเสนอในโลกนวนิยาย ฉบับนี้คือ 'ภาคสมบูรณ์' ของความเป็น 'พนมเทียน' นั่นเอง
ในปี พ.ศ. 2539 พนมเทียน ย่างวัย 65 ปี, นิ้วของเขาแข็งพอที่จะจับปากกาเขียนหนังสือและลั่นไกปืนมาร่วม 50 ปีแล้ว
พนมเทียน เริ่มเขียน 'เพชรพระอุมา' ภาคแรก เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2507 และจบบรรทัดสุดท้ายของภาคสมบูรณ์ ในเวลา 02.45 น. ของวันที่ 21 มิถุนายน 2533 รวมเวลาทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน 2 วัน!!
เป็นเวลาเกินกว่าครึ่งอายุการเขียน ของ 'พนมเทียน' ความผูกพันที่นักอ่านมีต่อนักเขียนท่านนี้มากมหาศาล โดยเฉพาะกับ 'เพชรพระอุมา' พนมเทียนมักจะถูกถามอยู่บ่อยๆว่า
-รพินทร์ ไพรวัลย์ มีตัวตนจริงหรือเปล่า
-มรว.ดาริน วราฤทธิ จริงๆแล้วเป็นใคร
-อะไรบ้างที่เป็น 'ของจริง' ใน 'เพชรพระอุมา'
ฯลฯ
และบ่ายวันนั้น ที่บ้านพัฒนาการ เมื่อเทปสัมภาษณ์ถูกวางลงตรงหน้า คำถามแรกของ 'โลกนวนิยาย' ก็เริ่มขึ้น
"หนองน้ำแห้งมีจริงไหมครับ"
พนมเทียนมองหน้าผู้ถาม แล้วยิ้ม
"คุณอยากไปที่นั่นไหมล่ะ"
รถโฟร์วีลล์คันหนึ่งจอดสงบในโรงรถหน้าบ้าน พร้อมอยู่แล้วหากจะต้องบุกป่าฝ่าดง ทะเบียนรถคันดังกล่าว' – 458 กทม. '
สามตัวท้ายคือเลขเดียวกับคาลิเบอร์ปืนไรเฟิล ที่ 'รพินทร์ ไพรวัลย์' ใช้เป็นประจำกาย
'พนมเทียน' พยักหน้าน้อย ๆ
"คุณอยากไปที่นั่นใช่ไหม"
เทปสัมภาษณ์ หมุนช้ากว่าจังหวะเต้นของหัวใจ

หนองน้ำแห้งมีจริงไหมครับ
มีจริงครับ แต่ของจริงเขาชื่อหนองแห้ง ฉากหลายๆ ฉากในเพชรพระอุมามีอยู่จริง แต่อยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ผมนำมาเรียงต่อกันโดยจินตนาการ
จริงไหมที่ว่า เดิมทีพนมเทียนตั้งใจจะเขียนเพชรพระอุมา เป็นนิยายสั้นๆ เท่านั้น
จริงครับ ผมไม่เคยคิดเขียนยาวขนาดนี้ คิดว่าจะเป็นพ็อกเก็ตบุ้คแบบเล่มละ 3 บาท สัก 7-8 เล่มจบ ตามที่ให้สัญญากับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าในตอนนั้น ทีนี้พอเขียนไปเขียนมา มันแตกลูกหลานเยอะ ชนิดที่จะเขียนซักประมาณ 2-3 พารากร๊าฟ มันก็กลายเป็นเขียนทั้งเล่มอย่างตอนที่ดารินนั่งห้างกับรพินทร์ครั้งแรก เขียนเข้าไป.. โอ้โฮ เล่มกว่าแล้ว(หัวเราะ) รายละเอียดมันมีมากครับว่าการนั่งห้างจะต้องทำอย่างไรบ้าง ผมก็บรรยายไปเรื่อย
อย่างตอนที่ผึ้งมันไต่เข้าไปในเสื้อดาริน
นั่นล่ะ (หัวเราะ) เรื่องนี้ก็จริง ทั้งหมดตอนต้นๆ เรื่องนี่จริงทั้งนั้น แล้วก็ประสบมากับตัวเองด้วย อย่างผึ้งนี่ ไม่ได้นะ เวลามันเข้าปั๊บ คุณต้องทำอย่างนี้เลย (แสดงท่าทางห่อไหล่) แล้วก็ค่อยๆ เขี่ยมันออก ถ้าไปตีมันปั๊บ มันต่อยพลั๊วะเลย
ประสบการณ์ในชีวิตจริงของพนมเทียน ไม่ทราบว่าการจับมือเข้าป่าครั้งแรกเป็นอย่างไร
ผมมีบ้านอยู่สายบุรี ปัตตานีนะครับ ตระกูลผมก็เคยทำเหมืองทองเหมืองโต๊ะโมะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่นราธิวาส ที่นั่นน่ะป่าทั้งนั้น ผมก็ขลุกอยู่กับพราน พวกพรานพื้นเมืองล่ะ อย่างตาบุญคำในเพชรพระอุมาก็มีตัวจริงนะ แกเป็นมุสลิม อยู่กับคุณตาผม ทะลึ่งที่หนึ่งเลย (หัวเราะ)
ผมจับปืนครั้งแรก อายุราว 14-15 ปี
กว่าจะยิงปืนแม่นใช้เวลานานไหม
ผมเป็นคนทำบาปขึ้นฮะ ยิงอะไรจะถูกเสมอ เขาเรียกว่าคนทำบาปขึ้นคือมีเคราะห์มากนะฮะ อย่างบางทีผมก็ยิงไม่ตั้งใจนะ ยิงสกัดหน้าสกัดหลัง ก็ยังไปถูกมัน เริ่มตั้งแต่สัตว์เล็กก่อน กระรอก กระแต นก ไล่ขึ้นไปเรื่อย มีสัตว์ชนิดเดียวที่ผมไม่ล่าคือช้าง เพราะเราตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ในใจว่า เขาเป็นสัตว์ใหญ่เหลือเกิน ถ้าหากว่าไม่ใช่ป้องกันชีวิตตัวเองหรือผู้อื่นที่ไปด้วยกันแล้ว จะไม่ยิงเป็นอันขาด
เข้าป่านี่มีความสุขมากไหม เข้าไปเพื่อพักผ่อนหรือล่าสัตว์มากกว่ากัน
เข้าป่าแต่ละครั้งผมถือว่า หนึ่ง ไปพักผ่อน สอง มันมีความรู้สึกว่า...ยังไงล่ะ...สนุกสนานในการจะฆ่า Enjoy Killing น่ะ คือ หมายความว่า กระทิงก็ดีหรือไอ้กวางก็ดี อะไรเงี๊ยะ มันผ่านเข้าทางปืนเราแล้วเรายิง เวลามันม้วนกลิ้งลงไปมันเป็นภาพซึ่ง...ซึ่งอธิบายไม่ถูก เวลามันวิ่งเอาหัวชนพื้นก่อนที่ตีลังกาสามสี่ทอด
แต่นี่คือความคิดของผมในยุคโน้นนะครับ ไม่ยุคนี้ ยุคนี้ผมทำไม่ได้เลย สงสารมัน
ความสุขในการเข้าป่ามีมากครับ ให้ความรู้สึกอิสระเสรีเหลือเกิน แล้วก็ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เราไม่เคยเห็นในเมือง ภาพน้ำ ลำธารใส ถ้ำซอกเล็กซอกน้อย หรือภาพเถาวัลย์ที่มันพันตัวเป็นวุ้งเวิ้ง อย่างเถาวัลย์เนี่ย ที่เราเคยเห็นกันเส้นขนาดนิ้วก้อยนี่ก็โตแล้ว แต่ที่ผมไปเห็น แต่ละเส้นขนาดขาอ่อนครับ ม้วนพันกันเป็นที่อาศัยของช้าง เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในนั้น เขาเรียกว่าเถาวัลย์ หรืออย่างป่าหินอย่างนี้ ตลอดทาง 5 กิโล มีแต่หินรูปต่างๆ กับต้นไม้ต้นเล็กๆ
แถวไหนครับ ป่าหิน
มีอยู่ทั่วไปแหละครับ คือลองเป็นป่าลึกแล้ว มันจะต้องมีธารน้ำ มีป่าสูงดงดิบ ดินแฉะ ป่าโปร่ง แล้วก็ป่าหิน แล้วก็มีทั้งแบบที่เรียกว่า "มอ" กับ "มาบ" มอคือที่สูงขึ้นไป มาบคือป่าค่อนข้างราบต่ำ ป่าลุ่ม
เข้าป่าแต่ละครั้ง ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง
ต้องเตรียมแผน อย่างน้อยก็มีเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เกลือ ยารักษาโรค ปืนกระสุน อาหารก็พวกอาหารแห้ง ประเภทกินแล้วให้เกิดพลังงานขึ้นเป็นต้นว่าของหวาน คุณลองเข้าป่าสัก 3-4 วัน คุณจะรู้สึกว่าคุณขาดน้ำตาลเหลือเกิน ไอ้พวกถั่วตัด งาตัด นี่สำคัญมากที่สุด เอาไปเยอะๆ ฝากพวกพรานป่าบ้าง
พวกพรานป่า สมัยที่ผมยังเดินป่าอยู่นะฮะ เป็นคนตกสำรวจ คือหมู่บ้านของเขา เขาก็ตั้งชื่อขึ้นมาเอง ไม่มีอยู่ในสำมะโนประชากร จะเป็นจะตายอะไรก็จัดการกันเองหมด นานๆจึงจะเดินเท้าเปล่า ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง มาที่หมู่บ้าน มาซื้อของ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว สำรวจหมดแล้ว
พนมเทียนเข้าป่าไหนบ้าง
หลายป่า ส่วนใหญ่ก็แถบเมืองกาญจน์นี่ล่ะครับ หรือไม่ก็ทางปักษ์ใต้ แถบยะลาเข้าไปแต่ละครั้งก็สิบห้าวันบ้าง เดือนนึงบ้าง บางทีก็เอารถไป บางทีก็ไปรถไฟ อย่างแถวไทรโยค เมื่อก่อนเขาไม่ควบคุมอาวุธปืนเท่าไหร่ ปืนไรเฟิลนี่ห่อๆ รวมกันเข้า ถ้าหากการ์ดรถถาม ก็บอกว่าเครื่องมือรังวัด จะไปสำรวจรังวัดที่นั่งรถไฟไปลงที่ใกล้น้ำตกนะฮะ แล้วก็ข้ามเรือไปถ้าไปด้วยรถจิ๊ป ก็ฝากชาวบ้านไว้ แล้วก็เดินเท้าต่อหรือไม่ก็เกวียน
ไม่ใช้เครื่องบินบ้างหรือ
(หัวเราะ) จำข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่ได้ไหมล่ะ (พ.ศ.2515) เที่ยวนั้นเขาก็ชวนผมนะ แต่ผมเลิกเข้าป่าไปแล้วตั้งแต่ปี 2511
เคยหลงป่าไหม
เคยสิครับ หลงกับพรานเสียด้วย เรื่องเป็นอย่างนี้ วันนั้นผมไปกับเพื่อนแล้วก็มีพรานนำทางไปนั่งห้างกัน คราวนี้พอขากลับ เดินกันตั้งนาน ไม่ถึงแคมป์สักที ยิ่งเดินก็ยิ่งไกลผมเลยตัดสินใจสั่งหยุด หาที่นอนก่อน พอเช้าจึงค่อยดูทิศทางอีกครั้ง ไม่งั้นมีหวังข้ามเขาเป็นลูกๆ มันเป็นข้อเตือนใจว่า ป่าก็คือป่า เราประมาทไม่ได้เลย
มีบนบานศาลกล่าวอะไรไหมครับ
ผมบนหลวงพ่อทวด (หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ปัตตานี)
พนมเทียนเชื่อในสิ่งเร้นลับในป่า ประเภทนิทานข้างกองไฟที่เล่าสืบต่อกันมาหรือเรื่องเครื่องรางของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหมครับ
สำหรับนิทานในป่านะครับ ผมเชื่อประมาณ 60% คือเชื่อกว่าครึ่ง เพราะมีหลายครั้งที่เผชิญกับตัวเองอย่างตอนที่หลงป่า ไม่รู้นกอะไร นกหรือสัตว์อะไรก็ไม่ทราบ มาร้องอยู่รอบๆทุกด้าน ร้องเป็นเสียงหัวเราะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮะ ฮ่า ฮ่า บางทีก็ตาฝาด ถ้าเราคุมประสาทไม่อยู่ ก็ยิงส่งเดชหรือไม่ก็วิ่งไม่มีทิศทาง
สำหรับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ผมก็คล้องคออย่างตอนหลงป่านั่นแหละ แต่ตอนหลังมาคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่น่าจะช่วยเรา เพราะเราเข้าป่า เราก็ไปล่า ไปเอาชีวิตเขา แต่ตัวเรายังจะพึ่งพาความปลอดภัย หลังๆผมก็เลยอาราธนาไว้ที่บ้าน ไม่เอาไปเลย แต่ก็ยังเคยแสวงหาเครื่องรางของขลัง เป็นต้นว่าพวกเขี้ยวหมูป่าตัน ช้องหมู
พนมเทียนล่าสัตว์มานาน ทำไมจึงเลิกล่า
ผมสำนึกได้ มาสำนึกเมื่อตัวเองมีอายุ ผมยุติมา 27 ปีแล้ว
ปี 2511 ปีที่ลูกชายผมเกิด ผมเข้าป่าปีนั้นปีสุดท้าย รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจ เริ่มหายใจไม่ออก เริ่มมึนศรีษะอย่างรุนแรง ตอนนั้นอายุผมย่าง 40 ตัดสินใจเด็ดขาด
ทุกวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ยังมีการล่าสัตว์
สัตว์มีน้อยเต็มทีแล้ว ตอนนี้ผมก็อยู่ในกลุ่มต่อต้านการล่าด้วย ขออย่าทำมันเลย มันไม่มีประโยชน์หรอก เราอยู่ในบ้านในเมืองก็สบายดีอยู่แล้ว
ป่าก็เหมือนกันครับ ตอนนี้ โอ้โห...เสียดายมาก ไม่รู้จะทำอย่างไงครับ พูดแล้วก็เหมือนกับคนที่เคยทั่วๆไปนั่นแหละ สมัยหนุ่มๆนั่น ป่ายังเป็นป่าจริงๆ ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ มีแต่ไม้ตายซาก
จากประสบการณ์ตัวเอง ทำให้คิดเขียนเรื่องเพชรพระอุมาขึ้นมา
คืออย่างนี้นะฮะ ผมเกิดมาเป็นนักเขียนนักประพันธ์ เรื่องอะไรก็ต้องเขียนจะสังเกตได้ว่าผมเขียนเรื่องหลายประเภทแล้วผมก็เที่ยวป่าตั้งแต่เด็กกระทั่งหนุ่ม ปมก็คิดว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องเขียนเรื่องป่าให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ แต่ตอนที่คิดนั่น ยังไม่ลงมือเขียนเพราะตอนนั้น บรมครูซึ่งเป็นรุ่นอาผมยังมีชีวิตอยู่ คุณครูมาลัย ชูพินิจหรือ 'เรียมเอง' หรือ ('น้อย อินทนนท์' ผู้เขียน 'ล่องไพร') ผมก็คิดว่าอย่าไปเขียนแข่งกับท่าน ให้ท่านเล่นไปก่อน ในที่สุดท่านก็ล่วงลับไป เมื่อสบโอกาส ผมจึงเริ่มเขียนบ้าง
คิดนานไหมครับกว่าจะได้ชื่อว่า 'เพชรพระอุมา'
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับชื่อมากๆ นะครับ ทั้งในส่วนของความหมายและโทนเสียง อย่างเรื่องนี้ ผมวางเรื่องเป็นการตามหาขุมทรัพย์ ก็ไม่มีอะไรเหมาะสมกว่าเพชร
ทำไมจึงเป็นเพชรของพระอุมา ไม่เป็นเพชรพระศิวะ หรือพระนารายณ์
พระอุมาท่านเป็นผู้หญิงนี่คุณ (หัวเราะ) เหมาะกับเพชรที่สุดแล้ว

โทนเสียงคำว่า "รพินทร์ ไพรวัลย์" นี่อ่อนหวานมากเลยนะครับ
นั่นแหละที่ผมต้องการ บุคลิกของเขาเป็นอย่างนั้น ตัวของเขาเป็นอย่างนั้น ตัวของเขา เป็นพรานชำนาญป่า แต่มีความคิดลึกซึ้ง และมีความโรแมนติกแฝงในความกล้า ความแข็งกร้าว ภายใต้ ใบหน้าที่ผมใช้คำว่า "…กระด้างปานหินผา" ไม่ค่อยยิ้ม เป็นคนที่ผิดหวังกับชีวิต
รพินทร์เป็นคนที่ไม่อยากทำร้ายคนอื่น แม้แต่การฆ่าสัตว์ ก็ไม่ยิงทิ้งยิงขว้าง จะยิงเฉพาะเป็น อาหารหรือป้องกันชีวิตคนอื่น ผิดกับพวกเจ้านายที่ยิงกันคะนองมือจริงๆแล้ว

ผู้อ่านให้ความเห็นว่า บุคลิกส่วนหนึ่งของรพินทร์คือพนมเทียน
นิสัยใจคอต่างๆ ผมก็ใส่ลงไปในนั้น แบบเข้าข้างตัวเองนิดๆ ล่ะ มิหนำซ้ำยังกำหนดรพินทร์ ให้รูปร่างใกล้เคียงกับตัวเองอีก ตัวผมตอนนั้นค่อนข้างจะเล็กเพรียว ไม่อ้วนอย่างนี้
เมื่อก่อนนี้ พนมเทียนก็คือรพินทร์ ไพรวัลย์ ดีๆนี่เอง
ฮ่า….(หัวเราะ) ก็อย่างนั้นแหละครับ อาจจะเตี้ยกว่ารพินทร์ซักนิดนึงเพราะผมนี้ประมาณซัก 162 – 163 เซนติเมตร รพินทร์เขาอาจจะซัก 170 เซ็นต์ อะไรอย่างนี้

170 ก็ไม่เตี้ยเท่าไหร่
170 นี่ถ้าไปยืนเทียบกับผู้หญิงอย่าง…. อย่าง เมื่อรพินทร์ยืนอยู่กับคริสติน่าแล้วมันก็เท่ากัน (หัวเราะ) ผมก็ยืมคริสติน่าไปก่อน

ตัว 'ดาริน' ล่ะครับ มีตัวแบบสร้างขึ้นมาหรือเปล่า บางคนว่าเป็นบุคลิกของคุณเป๊กกี้ (สุมิตรา วิเศษสุวรรณภูมิภรรยาคุณพนมเทียน)
ไม่หรอกครับ ถ้าจะหาตัวแบบจริงๆ ผมว่ามาจากกลุ่มเพื่อนผู้หญิงมากกว่า ได้จากคนโน้นนิด คนนี้หน่อย แล้วเอามาสร้างใหม่ สร้างเป็นแพทย์หญิง เป็นนักมนุษย์วิทยา ตัวเองก็ไม่เคยเดินป่งเดินป่าอะไร โม้ใส่รพินทร์ไปงั้นเอง แต่ดารินเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง มองอะไรได้คม เห็นรพินทร์มาหมกตัวอยู่กลางป่า เอ…คนคนนี้ ทำไมเป็นอย่างนี้ การศึกษาระดับนี้ทำไมมาเก็บตัวอยู่ป่า

พนมเทียนเจตนาสร้างตัว 'แงซาย' ให้เก่งกว่ารพินทร์
เขาเก่งกว่ารพินทร์ในบางแง่ แต่บารมียังไม่ถึงครับ ที่ผมสร้างแงซายให้เด่น นั่นเป็นเทคนิกการเขียน นักประพันธ์ส่วนใหญ่ผมเข้าใจว่า ถ้าเป็นพระเอกแล้ว ต้องไม่มีใครมากิน เมื่อรพินทร์เก่งเป็นคนเด่นขนาดนี้แล้วเขาต้องมีจุดอ่อนบ้าง เป็นไข้มาเลเรียบ้างล่ะ หรือถ้าในแง่รูปหล่อ ก็จะต้องมีคนเหนือกว่า เพราะฉะนั้นตัวนี้จะมาเป็นตัวรองรับอารมณ์ ทำให้มันเด่นกว่า หล่อกว่าเสียหน่อย เรียกว่าศิลปะในการเขียน แงซายเขาเป็นคนเล่ห์ลึก แต่ถึงมีเล่ห์เขาก็น่ารัก

ความสำเร็จประการสำคัญของเพชรพระอุมา คือผู้อ่านเชื่อว่าตัวละครหลายคนในเรื่องนี้ มีตัวตนจริง หรือบางอย่างก็ทำให้คนต้องถกเถียงกันว่า มีจริงหรือไม่ อย่างภาษา "กุโบ๊ส" ที่พนมเทียนระบุว่า เป็นภาษาของชาวมรกตนคร
ภาษากุโบ๊สมีจริงนะครับ เป็นภาษาแรกๆ ของมนุษย์ด้วยซ้ำ ตามตำราว่าเป็นภาษาของผู้ที่ใช้ติดต่อกับเทพเจ้า น่าจะเป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรเทวนาครี แต่ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินใครพูดภาษานี้
ตัวพรานพื้นเมืองหลายๆคนก็มีตัวตนอยู่จริงครับ หนานไพรที่รพินทร์พูดถึงบ่อยๆ นั่นก็มีชีวิตจริง บุญคำ จัน เกิด เส่ย ก็มี
ไม่ใช่เฉพาะผู้อ่านมีความผูกพันกับผู้เขียน ผมเองก็ผูกพันกับผู้อ่านเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นความผูกพันกับผู้อ่านเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นความผูกพันกับผู้อ่านด้วยความขอบคุณ จริงอยู่ที่ผมเขียนเรื่องจากประสบการณ์และวิทยาการทุกศาสตร์ที่ผมมี แต่บางอย่างก็ยังมีผิดพลาด เวลาที่ผมเขียนไป อันไหนที่มันออกนอกลู่นอกทาง หรืออันไหนผิดหลักวิชาพอผิดปั๊บ จะมีผู้อ่านช่วยท้วงมาทันทีเลย
บางอย่างผมเองก็ไม่รู้จะไปค้นที่ไหน อย่างงูที่มีเขี้ยวเฉพาะข้างบน 2 เขี้ยว ไม่ได้มี 4 เขี้ยวเหมือนหมา ผมเขียนไปว่า มันกัดแล้วมีรอยเขี้ยว 4 เขี้ยว เขาจดหมายมาบอกเลย
เพราะฉะนั้นผู้อ่านเพชรพระอุมาเปรียบเทียบเสมือนมิตรสนิทของผม ผมรักมาก บางคนนอกจากจะเป็นกำลังใจให้ ยังช่วยแต่งเพชรพระอุมาอีก คอยดูแลไม่ให้ผมพลาด แต่ละคนก็มีความรู้แตกต่างกันไป คนหนึ่งรู้การผ่าตัด อีกคนรู้เรื่องสัตว์ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ผมคิดว่าที่เรื่องนี้มันค่อนข้างสมบูรณ์ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้อ่าน

แล้วหากผู้อ่านเรียกร้องให้เขียนต่อ
คงไม่มีแล้วล่ะครับ เรื่องราวก็จบสมบูรณ์ดีแล้ว เมื่อดารินไปตามรพินทร์กลับมาได้และแต่งงานกันที่มรกตนคร
กลับมาแล้ว เรื่องราวของทั้งสองก็เป็นไปตามที่ดารินฝันไว้ เธอบริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้รัฐบาล ทำหนองน้ำแห้งเป็นเขตสงวนรักษาพันธ์สัตว์ป่า มีรพินทร์เป็นผู้ดูแลที่นั่น
เวลาที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ยาวนานถึงยีสิบปี ตัวคุณพนมเทียนก็คงมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างทางความคิด ในระหว่างที่เขียน ตัวอย่างเช่นในภาคแรก เมื่อคุณให้ตัวละครพูดถึง "สางห่า" ดูเหมือนจะวาดภาพไปทางดุร้าย จะต้องรบกันเหมือนกับสงครามงูยักษ์หรือยิ่งกว่า แต่เมื่อถึงภาคหลัง เมื่อได้เจอสางห่าจริงๆ ตัวละครสามารถใช้ "ธรรมะ" เข้าเจรจา
ใช่ครับ อย่างที่ผมเรียนว่า ผมเคยเป็นพราน แล้วก็เปลี่ยน เลิกล่าสัตว์ ศึกษาธรรมะ กรณีอย่างสางห่าก็เป็นอย่างที่คุณว่า คือพอเขียนไปแล้ว เป็นช่วงที่วิธีคิดของผมเปลี่ยนไปเหมือนกัน
มีจุดสรุปอย่างหนึ่ง ที่ผมได้จากการเขียนเรื่องนี้ เรียกว่า 3 ลักษณะ คือในตอนต้นนั้น เป็นศิลปะในการล่า เรื่องความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า และการดำรงชีพในป่า พอเริ่มภาคหลัง ก็เป็นการเล่นกับคุณธรรม มโนธรรม ความอดกลั้น รวมทั้งด้านจิตวิทยา ส่วนตอนท้ายก็เป็นภาคที่ทำให้ผู้อ่านมาถึงจุดโล่งอกเสียที คือทุกคนสมใจปรารถนา ต่างคนเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ต้องพลัดพรากอีกแล้ว
ขอถามเรื่องปืนบ้าง สมัยที่พนมเทียนยังท่องป่า ชอบปืนขนาดไหนเป็นพิเศษ
ผมใช้ชนิดเดียวกับรพินทร์ครับ (หัวเราะ) คาลิเบอร์ .458 (คุณเป๊กกี้ซึ่งนั่งอยู่ด้วย เสริมว่า ชอบถึงขนาดไปขอทะเบียนรถหมายเลขนี้โดยเฉพาะ)
คำจำกัดความคำว่า 'สุภาพบุรุษ' ตามสายตาพนมเทียนล่ะครับ
สุภาพบุรุษคือคนที่ไม่หักหลังคน
'ลูกผู้ชาย' ล่ะครับ
ลูกผู้ชายจะต้องรู้จักการเสียสละ และกล้าหาญ
เจ้าของบทประพันธ์อันเป็นตำนานหนึ่งของโลก จบการให้สัมภาษณ์ด้วยประโยคสั้นๆ หากความหมายกว้างไกล
"เพชรพระอุมา" จบสมบูรณ์ลงตามความประสงค์ของผู้เขียนแล้วและแม้ว่าผู้เขียนจะยืนยันถึงความ "บริบูรณ์" ไม่มีเรื่องราวสืบเนื่องจากนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังมีผู้อ่านบางคนรอความหวัง โดยเฉพาะเมื่อ "ตีความ" จากบทสนทนาของตัวละคร ในหน้า 1432 ของ "เพชรพระอุมา ภาคสมบูรณ์"
คือเมื่อ "จักราช-แงซาย" กล่าวกับนายทหาร "ไชยยันต์"

"นายทหารไชยยันต์ครับ ผมคิดว่าบุตรชายของท่านที่เพิ่งเกิด และเห็นหน้ากันเพียงแค่ไม่กี่วัน คงมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ดี"
"สมบูรณ์ดีมาก พระเจ้าข้า"
"เขามีนามตามที่ท่านได้เจตนาจะตั้งชื่อไว้ก่อนหรือเปล่า คือถ้าเกิดมาเป็นชาย ก็น่าชื่อเหมือนสกุลพรานใหญ่ผู้นั้น"
"แน่นอนพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ตั้งนามลูกไว้แล้วคือ 'ไพรวัลย์' และหวังว่าต่อไปคงจะเป็นนักร้องลูกทุ่งที่ชื่อดังก้องไปทั้งเมืองไทย"
จักราชสรวลเบาๆ
"เหลวไหล! " ต่อไป เขาจะเป็นนักบินอวกาศไทย ที่บังคับยานอวกาศไปสำรวจดวงดาวทั่วจักรวาลต่างหาก และอาจจะได้มาเยี่ยมอาแงซายของเขาที่นี่ก็ได้ "
…..
เห็นอย่างนี้แล้ว มีหวังต้องแหงนหน้าขึ้นฟ้า มองหา "เพชรพระอุมา" ภาค "จักรวาล" กระมัง
ขอบคุณเนื้อหาจาก: โลกนวนิยาย รายสัปดาห์ ฉบับที่ 12 ประจำวันที่ 29 – 4 เมษายน 2539