PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

“ม.44” ยืดเวลาจ่ายค่าคลื่น900MHz 10 งวด-เปิดทางคืนช่องทีวีดิจิทัล

ค่ายมือถือ-ช่องทีวีดิจิทัลเฮ! มาแล้ว “ม.44” ยืดเวลาจ่ายค่าคลื่น900MHz 10 งวด-เปิดทางคืนช่องทีวีดิจิทัล
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2562 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
ในปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สภาพปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจสำหรับกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ปัญหาด้านความพร้อมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงผลกระทบจากรายได้ของผู้ประกอบการที่สุดจริต อันส่งผลถึงความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียม เพื่อให้การประกอบกิจการดังกล่าวสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารของประชาชน อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นย่าน 700 MHz และ 2600 MHz ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G อันทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีความมั่นคงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับสาระสำคัญของคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz จาก กสทช. ที่ไม่สามารถชำระเงินค่าประมูลตามกำหนดเวลาเดิมได้ ให้ยื่นหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วันนับแต่คำสั่งนี้มีผลบังคับ เพื่อขอแบ่งชำระเงินประมูล ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะพิจารณานำเงินประมูลคลื่นทั้งหมดแบ่งออกเป็น 10 งวด กำหนดจ่ายปีละงวด งวดละเท่าๆ กัน โดยให้ปีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นได้นับเป็นงวดแรก
ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเปิดช่องให้ “คืนใบอนุญาต” ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือไปยังสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วัน และให้สำนักงาน กสทช. พิจารณากำหนดค่าชดเชยให้แก่ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับในระหว่างที่ได้มีการประกอบกิจการ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้คลื่นที่ได้ชำระแล้ว
นอกจากนี้ยังให้สำนักงาน กสทช. พิจารณาเรียกคลื่นคลื่นย่าน 700 MHz จากผู้รับใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัล เพื่อนำไปจัดสรรใหม่สำหรับกิจการโทรคมนาคม โดยให้กำหนดการทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ถูกเรียกคืน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้ในส่วนของผู้รับใบอนุญาตช่องทีวีดจิทัล จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ดังนี้ 1. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ต้องชำระงวดสุดท้ายของราคาขั้นต่ำหรือราคาเริ่มต้น และสองงวดสุดท้ายของราคาที่เกินกว่าราคาขั้นต่ำ แบ่งเป็น กรณีที่ยังไม่ได้ชำระในส่วนนี้ให้จ่ายค่าธรรมเนียมให้ครบจนถึงงวดที่ได้รับยกเว้น ภายใน 120 วัน นับจากคำสั่งมีผลบังคับใช้ กรณที่ได้ชำระค่าธรรมเนียมไว้เกินจากงวดที่ได้รับยกเว้น ให้ได้รับค่าธรรมเนียมคืน
ทั้งยังให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้สนับสนุนการจ่ายค่าเช่าโครงข่าย (MUX) เพื่อออกอากาศจนถึงวันที่สิ้นสุดการได้รับใบอนุญาต ส่วนผู้ได้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้สำนักงาน กสทช. จ่ายเงินค่าชดเชยในการปรับปรุงอุปกรณ์จากการเรียกคลื่นความถี่ตามจริง
และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ให้กระทรวงการคลังไม่ต้องส่งคืนเงินในส่วนที่เหลือ ซึ่งยืมจากกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ ของ กสทช. ที่นำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 พ.ค. 2558 (กระทรวงการคลังยืมไปทั้งหมด 14,300 ล้านบาท)

กกต.มีมติส่งปมคำนวณส.ส.บช.รายชื่อให้ศาลรธน.วินิจฉัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 11 เม.ย. 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ส่งเรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวนเพื่อจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมือง จะพึงมีได้ให้ศาลรัฐธรรมนูญิพจารณาวินิจฉัย
////////////
คณะกรรมการการเลือกต้ัง มีมติส่งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคานวณ เพื่อจัดสรรจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือท่ีแต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณาเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคานวณจานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ตามที่สานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังเสนอต่อที่ ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เม่ือวันท่ี 11 เมษายน 2562 แล้ว มีความเห็นดังนี้
๑. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ วรรคสาม กาหนด หลักเกณฑ์วิธีการคานวณและการคิดอัตราส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือ ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ซ่ึงพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๘ ได้กาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการคานวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไว้ สานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังได้เสนอผล การคานวณจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซ่ึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการคานวณตามแนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทาวิธีการ คานวณสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในชั้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แล้ว ปรากฏว่า การคานวณดังกล่าวมีพรรคการเมืองหลายพรรคมีจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ ในเบ้ืองต้นต่ากว่าหนึ่งคน แต่เมื่อคานวณต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๘ (๕) แล้ว พรรคการเมืองที่มีผลการคานวณจานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพึงมีได้ ในเบื้องต้นต่ากว่าหนึ่งคนดังกล่าว สามารถได้รับการจัดสรรจานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน
๒. คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามข้อ ๑ แล้วเห็นว่า
๒.๑ แม้การคานวณหาจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่สานักงานคณะกรรมการการ เลือกตั้งดาเนินการมาน้ัน สามารถจัดสรรจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบ ๑๕๐ คน ซ่ึงสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่การคานวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๒๘ (๕) ดังกล่าวมีผลขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ (๒) และ (๔) เนื่องจากมีผลให้พรรคการเมืองท่ีมีจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพึงมีได้ตาม (๒) ต่ากว่าหนึ่งคน สามารถได้รับการจัดสรรให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือได้หนึ่งคน จึงอาจทาให้พรรคการเมืองบางพรรค มีจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่าจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ที่ 46/2562
วันที่ 11 เมษายน 2562
ที่จะพึงมีได้ ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ (๔) แต่หาก คานวณหาจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ แล้ว จะทาให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบ ๑๕๐ คน อีกทั้งหากไม่นาจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ในเบื้องต้นของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่จะพึงมีได้ต่ากว่าหนึ่งคนไปคิดคานวณต่อตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๘ (๕) ก็ไม่สามารถคิดคานวณจัดสรรได้ครบ ๑๕๐ คนได้เช่นกัน จึงไม่มีวิธีการใดที่จะนามาคิดคานวณให้มีจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้จานวน ๑๕๐ คน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๘๓ ได้
๒.๒ การคานวณหาจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อตามข้อ ๑ ซึ่งเป็นการดาเนินการ คิดคานวณตามมาตรา ๙๑ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผลของการคานวณจะไม่สามารถนาไปประกาศผลการเลือกตั้งได้ เพราะอาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ (๔)
๓. อาศัยเหตุผลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงได้เสนอเรื่องตามข้อ ๑ และข้อ ๒ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดอานาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๑๐ (๑) และ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) ว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งจะคานวณหาจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ไม่มีวิธีใดที่จะทาให้ได้จานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อครบจานวน ๑๕๐ คนได้ มีเพียงการคานวณตามมาตรา ๙๑ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๑๒๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่สามารถจะคานวณให้ได้จานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อครบจานวน ๑๕๐ คนได้ ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจะคานวณหา จานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๘ โดยการคิดคานวณดังกล่าวอาจทาให้พรรคการเมืองบาง พรรคที่มีจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ต่ากว่าค่าเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคนได้ จานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน คณะกรรมการการเลือกตั้งจะสามารถดาเนินการได้หรือไม่ และการดาเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ หรือไม่






ทีดีอาร์ไอแถลงการณ์ ม.44 ยืดหนี้มือถือ = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุน

ทีดีอาร์ไอแถลงการณ์  ม.44  ยืดหนี้มือถือ = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุน

สมเกียรติ ทีดีอาร์ไอ ออกแถลงการณ์ คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 เพื่อยืดหนี้ให้บริษัทโทรศัพท์มือถือ 3 ราย เอไอเอส ทรู และดีแทค เป็นการยกประผลประโยชน์ของประชาชน 2.4 หมื่นล้านบาทให้นายทุนโทรคมนาคม
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า
"การออกคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 เพื่อยืดหนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์มือถือ 3 รายคือ เอไอเอส ทรู และดีแทค ทำให้หุ้นของบริษัททั้งสามเด้งสูงขึ้นมาทันที การที่หุ้นเด้งสูงขึ้นรับข่าวลือดังกล่าวชี้ชัดเจนอย่างไม่มีข้อสังสัยว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสามจะได้ประโยชน์หากมีมาตรการยืดหนี้ออกมาจริง ซึ่งตรงกันข้ามกับความพยายามก่อนหน้านี้ของคนในภาครัฐที่บอกว่า มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บางรายบอกว่า ทรูจะได้ประโยชน์มากที่สุด ในขณะที่ดีแทคจะได้ผลประโยชน์น้อยที่สุด เพราะหนี้งวดสุดท้ายที่จะถูกยืดออกไปมีมูลค่าน้อยที่สุด 
การคำนวณของผมพบว่า ที่จริงแล้ว ทั้งสามบริษัทจะได้ผลประโยชน์ใกล้เคียงกัน แม้ว่าหนี้ก้อนสุดท้ายที่จะยืดออกไปจะใหญ่ไม่เท่ากัน แต่การปรับระยะเวลาในการยืดหนี้ที่แตกต่างกันก็ทำให้สุดท้ายได้ตัวเลขเท่าๆ กันคือ แต่ละรายได้ผลประโยชน์ไปประมาณ 8 พันล้านบาท ใกล้เคียงกันอย่างน่ามหัศจรรย์ เสมือนมีการหารือกันมาก่อนเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน 
แม้ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายอาจไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันและต่างก็ได้หมด  ผู้ที่จะเสียเปรียบจากมาตรการดังกล่าวคือ ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะการที่รัฐยืดหนี้ให้ทั้งสามรายคือ การยกผลประโยชน์ของประชาชน 2.4 หมื่นล้านบาท ให้กับนายทุนโทรคมนาคม
ข้ออ้างเรื่องการยืดหนี้อุ้มผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าประมูลคลื่น 5G ก็เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น ด้วยหลายเหตุผลคือ หนึ่ง ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมและความจำเป็นต้องประมูลคลื่น 5G ในปีนี้ สอง ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ไม่มีใครสัญญาว่าจะเข้าประมูล 5G เลย โดยต่างพูดตรงว่า ต้องดูเงื่อนไขการประมูลและราคาเริ่มต้นก่อน 
ข้ออ้างในการยืดหนี้เพื่อให้เอกชนเข้าประมูล 5G จึงไม่ใช่ “หมูไปไก่มา” แต่ “เสียหมูไปฝ่ายเดียว” เสมือนเป็น “ค่า (แกล้ง) โง่” 
หากมีการใช้มาตรการดังกล่าวจริง ก็ต้องถือว่า รัฐบาลประยุทธ์ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง  ในทางกฎหมาย การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 จะทำให้คสช. และรัฐบาลพ้นความรับผิดทางกฎหมาย ประชาชนไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลได้   ส่วนในทางการเมือง  การดำเนินการในช่วงหลังเลือกตั้งทำให้ไม่ถูกคู่แข่งโจมตีในการเลือกตั้งว่า เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และการดำเนินการในช่วงก่อนสงกรานต์ ก็ถือเป็นการใช้จังหวะที่ประชาชนติดตามข่าวสารกันน้อยเพราะเป็นวันหยุดยาว  
หากรัฐบาลและ คสช. ซึ่งมาจากการยึดอำนาจและกล่าวหารัฐบาลก่อนหน้านี้ว่าทุจริตคอรัปชั่น ต้องออกคำสั่งใช้มาตรการพิเศษ เพื่อทำเรื่องที่ไม่จำเป็น สร้างความเสียหายต่อประชาชน และทำลายความน่าเชื่อถือในการทำสัญญากับภาครัฐ เพียงเพื่อเอื้อนายทุน  เราคงอดคิดไม่ได้ว่า แม้คสช. จะประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์แท้จริงที่เหนือกว่า คสช. ก็คือกลุ่มทุนบางกลุ่มนั่นเอง"

121 นักวิชาการยันหาก กกต. ไม่ถอนฟ้องประชาชน ก็ต้องฟ้องพวกเราด้วย

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง 121 รายชื่อ และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยชน 63 องค์กร เข้ายื่นหนังสือเรียกร้อง กกต. ยุติการดำเนินคดีกับประชาชน เปิดเผยคะแนนรายหน่วยให้ประชาชนเข้าถึงง่าย และดำเนินการคำนวณที่นั่ง ส.ส. อย่างเคร่งครัด ด้านนักวิชาการยัน หากไม่ถอนฟ้องประชาชน ให้เอา 121 รายชื่อไปฟ้องด้วย
10 เม.ย. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.30 น. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง(คนส.) เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยคะแนนเลือกตั้งรายหน่วยทั่วประเทศ ให้ กกต. ดำเนินการคำนวนที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นธรรม และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีกับประชาชนที่ร่วมลงชื่อ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. และแชร์แคมเปญถอดถอน กกต. จากเว็บไซต์ Change.org พร้อมยื่นรายชื่อ 121 นักวิชาการที่ได้ร่วมลงชื่อ และแชร์แคมเปญถอดถอน กกต. เพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่า นักวิชาการพร้อมเคียงข้างประชาชน และพร้อมหากจะต้องถูก กกต. ฟ้องร้องดำเนินคดี
ต่อมาเวลา 11.45 น. เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยชน ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องต่อ กกต.ด้วยเช่นกัน โดยขอให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีกับประชาชน เปิดเผยคะแนนเลือกตั้งรายหน่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงตรวจสอบได้โดยง่าย และดำเนินการคำนวณที่นั่ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่ออย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย
จดหมายเปิดผนึกเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เรื่อง การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมและหยุดดำเนินคดีประชาชน
ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤตมากว่าทศวรรษและไม่มีแนวโน้มจะยุติโดยง่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการไม่เคารพในกติกาหรือว่าไม่ฟังเสียงของประชาชน นอกจากนี้ รัฐประหารและรัฐบาลทหารที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เพียงแต่ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาหรือว่าความขัดแย้งได้ หากแต่ยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้วิกฤติหยั่งลึกและขยายวงกว้างขึ้น จึงมีแต่การกลับคืนสู่สภาวะปกติที่กติกาและเสียงของประชาชนเป็นที่เคารพเท่านั้นที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้ และมีแต่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้นที่จะเป็นประตูพาประเทศไทยไปสู่นิติรัฐและนิติธรรม
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมานอกจากไม่ช่วยให้ประเทศไทยพ้นสภาวะวิกฤติตามที่ควรจะเป็น กลับยิ่งซ้ำเติมให้วิกฤติรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่มีข้อพิรุธและก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ไม่ตรงกับบัตรลงคะแนน จำนวนคะแนนร้อยละห้าสุดท้ายที่ไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนหน่วยเลือกตั้ง หรือว่าวิธีการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผิดหลักการรวมทั้งอาจขัดรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประชาชนที่เข้าชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเห็นว่าปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมกลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ยิ่งสร้างความไม่พอใจในสังคมเพิ่มขึ้น
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เห็นว่าสภาพการณ์ดังกล่าวที่ กกต. มีส่วนก่อขึ้นกำลังพาสังคมไทยไปสู่จุดตีบตันหรือว่าวิกฤติระลอกใหม่ จึงมีข้อเรียกร้องต่อ กกต. ดังนี้
1) กกต. ต้องเปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงวิธีการรวบรวมผลการนับคะแนน เนื่องจากผลคะแนนรวมที่ กกต. รายงานไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และ กกต. ยังไม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ การเปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งซึ่งประชาชนร่วมเป็นประจักษ์พยานจะช่วยแก้ปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยได้ หากผลคะแนนไม่ตรงกัน กกต. ก็ต้องนับใหม่ให้สิ้นข้อสงสัย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับผลคะแนนรวมในที่สุด
2) กกต. ต้องเปิดเผยวิธีการและขั้นตอนการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อโดยละเอียดอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเลือกตั้งที่สาธารณะควรได้รับทราบและตรวจสอบความถูกต้องโปร่งใสรวมทั้งใช้ในการประกอบการตัดสินใจตั้งแต่ต้น การแถลงข่าวของ กกต. ที่ผ่านมาที่ไม่ได้ระบุวิธีการลงคะแนนที่ชัดเจนยิ่งก่อให้เกิดข้อกังขาว่าอาจมีการนำวิธีการคำนวณที่ไม่ถูกต้องมาใช้ในทางที่เอื้อประโยชน์บางฝ่าย หาก กกต. ไม่เร่งสร้างความกระจ่าง รวมทั้งไม่นำวิธีการคำนวณที่ถูกต้องที่ฝ่ายต่างๆ เสนอมาประกอบการพิจารณา การประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต. ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
3) กกต. ต้องถอนฟ้องประชาชนที่แชร์การลงชื่อถอดถอน กกต. ใน Change.org รวมถึงประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน กกต. ในลักษณะอื่น เพราะการลงชื่อและการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐและเป็นการใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองตามกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี มิได้มีเจตนาจะหมิ่นประมาท กกต. ตามที่ กกต. ฟ้องร้องแต่อย่างใด แทนที่จะใช้กฎหมาย “ปิดปาก” หรืออาศัยกระบวนการยุติธรรมคุกคามประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ กกต. ควรหักล้างข้อกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อเท็จจริงและด้วยเหตุด้วยผล
นอกจากนี้ การฟ้องร้องดำเนินคดีผู้แชร์การลงชื่อถอดถอน กกต. จำนวน 7 คนไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน มีลักษณะเป็นการสุ่มเลือกภายใต้เป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป คนส. จึงได้รวบรวมรายชื่อนักวิชาการที่ลงชื่อและแชร์การถอดถอน กกต. ใน Change.org จำนวน 121 คนตามเอกสารแนบท้ายมายื่น กกต. เพื่อแสดงการสนับสนุนผู้ถูกฟ้องร้องและเรียกร้องให้ กกต. ถอนฟ้องทุกคนที่ผ่านมา หรือไม่ก็ต้องดำเนินคดีกับนักวิชาการตามรายชื่อนี้ที่พร้อมจะสู้คดีต่อไป
ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
10 เมษายน 2562
รายชื่อนักวิชาการแนบท้าย
1) กนกรัตน์ สถิตนิรามัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2) กนกวรรณ มะโนรมย์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
3) กษมาพร แสงสุระธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4) กิติมา ขุนทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
5) กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
6) ขจรศักดิ์ สิทธิ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
7) คณิน เชื้อดวงผุย มหาวิทยาลัยนครพนม
8) คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
9) คมลักษณ์ ไชยยะ
10) คอลิด มิดำ มหาวิทยาลัยบูรพา
11) คารินา โชติรวี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
12) เคท ครั้งพิบูลย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13) งามศุกร์ รัตนเสถียร มหาวิทยาลัยมหิดล
14) จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15) จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
16) จิราภรณ์ สมิธ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
17) ชลัท ศานติวรางคณา มหาวิทยาลัยมหิดล
18) ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
19) ชัชวาล ปุญปัน ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
20) ชัยพงษ์ สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
21) ชาญคณิต อาวรณ์
22) ชิงชัย เมธพัฒน์ มหาวิทยาลัยบูรพา
23) เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
24) ไชยันต์ รัชชกูล
25) ซัมซู สาอุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
26) ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
27) ณภัค เสรีรักษ์ นักวิจัยอิสระ
28) ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
29) ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี มหาวิทยาลัยนครพนม
30) ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์
31) ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ นักวิชาการอิสระ
32) ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
33) ทสิตา สุพัฒนรังสรรค์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
34) ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
35) ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
36) ธนศักดิ์ สายจำปา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
37) ธนาวิ โชติประดิษฐ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
38) ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
39) ธาริตา อินทนาม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
40) ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
41) ธีระพล อันมัย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
42) นงเยาว์ เนาวรัตน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
43) นราสิทธิ์ วงษ์ประเสริฐ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
44) นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
45) นฤมล กล้าทุกวัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
46) นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
47) นาตยา อยู่คง คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
48) บดินทร์ สายแสง มหาวิทยาลัยมหิดล
49) บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
50) บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
51) บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
52) บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
53) เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว มหาวิทยาลัยมหิดล
54) ปฐวี โชติอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
55) ประกาศ สว่างโชติ นักวิชาการเกษียณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
56) ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
57) ปราโมทย์ ระวิน
58) ปวินท์ ระมิงค์วงศ์ มหาวิทยาลัยพะเยา
59) พชรวรรณ บุญพร้อมกุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
60) พรชัย นาคสีทอง มหาวิทยาลัยทักษิณ
61) พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
62) พศุตม์ ลาศุขะ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
63) พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
64) พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
65) พิสิษฏ์ นาสี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
66) พุทธพล มงคลวรวรรณ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
67) เพ็ญศรี พานิช มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
68) เพ็ญสุภา สุขคตะ อาจารย์พิเศษ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
69) ภาสกร อินทุมาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
70) มนฑิตา โรจน์ทินกร คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
71) มนตรา พงษ์นิล
72) ยุกติ มุกดาวิจิตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
73) เยาวนิจ กิตติธรกุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
74) รัตนา โตสกุล ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
75) ราม ประสานศักดิ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
76) รามิล กาญจันดา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทวิทยาเขตกำแพงแสน
77) วรวิทย์ บุญไทย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
78) วัชรพล พุทธรักษา นักวิชาการอิสระ
79) วันพิชิต ศรีสุข มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
80) วาสนา ละอองปลิว วิทยาลัยสหวิทยาการ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
81) วิทยา อาภรณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
82) วินัย ผลเจริญ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
83) วิภาวี พงษ์ปิ่น คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
84) วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
85) วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล
86) เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
87) ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
88) ศักรินทร์ ณ น่าน คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน
89) ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
90) ศิวพล ชมภูพันธุ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
91) สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
92) สมใจ สังข์แสตมป์
93) สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
94) สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์
95) สร้อยมาศ รุ่งมณี วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
96) สามชาย ศรีสันต์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
97) สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
98) สุธิดา วิมุตติโกศล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
99) สุรินทร์ อ้นพรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
100) เสนาะ เจริญพร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
101) เสาวณิต จุลวงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
102) เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
103) โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
104) อนุชิต สิงห์สุวรรณ มหาวิทยาลัยนครพนม
105) อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
106) อโนชา สุวิชากรพงศ์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
107) อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
108) อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
109) อรรถพล อนันตวรสกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
110) อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
111) อรัญญา ศิริผล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
112) อลิสา หะสาเมาะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
113) อันธิฌา แสงชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
114) อาจินต์ ทองอยู่คง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
115) อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
116) อาทิตย์ ศรีจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
117) อุเชนทร์ เชียงเสน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
118) อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
119) เอกรินทร์ ต่วนศิริ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
120) เอกฤทัย ฉัตรชัยเดช มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
121) เอกสิทธิ์ หนุนภักดี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยช
10 เมษายน 2562
เรื่อง ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับประชาชน เปิดเผยผลการเลือกตั้งทุกหน่วยต่อสาธารณะ และใช้สูตรคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่เป็นธรรมและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
เรียน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ตามที่มีข้อมูลปรากฏเป็นที่รับทราบโดยทั่วไปทั้งตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ว่า การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ภายใต้ความรับผิดชอบและการกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมามีปัญหาข้อผิดพลาดและเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยแก่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะความล่าช้าและผิดพลาดในการจัดกระบวนการใช้สิทธิออกเสียงและการจัดการบัตรลงคะแนน ความล่าช้าและไม่โปร่งใสในการนับคะแนนและการรายงานผลการเลือกตั้งต่อสาธารณะ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในเรื่องแนวทางหรือสูตรการคิดคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของ กกต. ที่อาจขัดแย้งต่อตัวบทกฎหมายตามรัฐธรรมนูญด้วย
โดยปัญหาข้อผิดพลาดและข้อสงสัยต่างๆ ดังกล่าวได้นำมาสู่การเปิดรณรงค์ ให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต. ผ่านทางเว็บไซต์ www.change.org ที่ปัจจุบันมีผู้ร่วมลงชื่อแล้วกว่า 840,000 คน รวมถึงมีการตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อใช้สิทธิยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ด้วยนั้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ประชาชนมีความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริงอันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อ กกต. และสังคมไทยโดยรวม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงในช่วงต้นเดือนเมษายน 2562 ว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 7 คนที่ทำการเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต. ผ่านทางเว็บไซต์ www.change.org ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องได้ออกหมายเรียกให้บุคคลที่ถูกแจ้งความเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 11 เมษายน 2562
ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยชน ดังมีรายชื่อแนบท้ายขอเรียนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการการเลือกตั้งให้มีความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของสังคม เสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืน แต่จากพฤติการณ์และท่าทีต่างๆ ของ กกต. ดังที่กล่าวมาข้างต้นได้สะท้อนให้เห็นว่า กกต. กำลังเดินสวนทางกับพันธกิจขององค์กรและความคาดหวังไว้วางใจของสังคม โดยเฉพาะการวางตัวเป็นคู่ตรงข้ามแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อมีส่วนร่วมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญโดยสุจริต โดยทางเครือข่ายฯ มีความเห็นดังนี้
การที่ กกต. แจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาต่อผู้เผยแพร่และรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปลงชื่อถอดถอน กกต. มีลักษณะเป็นการคุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของบุคคลโดยการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งและสร้างความหวาดกลัว ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบการทำงานของ กกต. ทั้งที่การร่วมลงชื่อและเผยแพร่รณรงค์ดังกล่าวนั้นเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการรับรองไว้ตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อตั้งคำถามต่อข้อสงสัยและตรวจสอบการดำเนินงานของ กกต. ในกิจการสาธารณะที่เกี่ยวพันกับสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคนและมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และ กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งย่อมมีหน้าที่ต้องรับฟัง ตรวจสอบ และชี้แจงข้อสงสัยต่อสาธารณะและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้เกิดความชัดเจนจนสิ้นสงสัยและเป็นที่ยอมรับ มิใช่ตอบโต้ประชาชนด้วยการดำเนินคดีเพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมสาธารณะ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการเสื่อมเสียชื่อเสียงความน่าเชื่อถือไว้วางใจและความโปร่งใสขององค์กร กกต. ให้แย่ไปกว่าเดิม โดยเครือข่ายฯ ขอให้ กกต. ดำเนินการถอนคำร้องทุกข์กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คนโดยทันที และยุติการแจ้งความต่อประชาชนอื่นที่เผยแพร่รณรงค์และเข้าร่วมลงชื่อถอดถอน กกต.
ปัจจุบันประชาชนยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยในความถูกต้องของรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการนำเสนอผลคะแนนของ กกต. ที่มีความผิดพลาดและเปลี่ยนแปลงไปมาหลายครั้งในลักษณะที่มีผลกระทบต่อจำนวนว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง โดยมาตรการที่จะช่วยให้เกิดความโปร่งใสที่สังคมเสนอเรียกร้องต่อ กกต. มาโดยตลอด คือ การเปิดเผยผลการนับคะแนนเลือกตั้งแยกเป็นรายหน่วยของทุกหน่วยการเลือกตั้ง โดยต้องเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะให้ประชาชนทุกคนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียกับผลการเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก มิใช่ผลักภาระให้ประชาชนแต่ละคนต้องเดินทางไปดำเนินการยื่นเรื่องขอคัดถ่ายสำเนาข้อมูลและเสียค่าใช้จ่ายจากแต่ละหน่วยหรือเขตเลือกตั้งเอง
การคำนวนที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด ซึ่งหมายถึงการจัดสรรที่นั่งให้กับพรรคการเมืองที่คำนวณตาม พ.ร.ป.ฯ มาตรา 128 (2) (3) แล้วได้ผลลัพธ์ตาม (3) เป็นจํานวนเต็มก่อน และภายใต้กติกาตามมาตรา 128 (5) ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดมีที่นั่ง ส.ส.​ เกินจํานวนที่จะพึงมีได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ ตามผลคะแนนเลือกตั้งที่ กกต. เผยแพร่ล่าสุด พรรคการเมืองที่จะได้รับจัดสรรที่นั่ง ส.ส.​ อย่างน้อย 1 ที่นั่ง ต้องได้รับคะแนนจากประชาชนรวมทุกเขตเลือกตั้ง อย่างน้อย 71,065 คะแนนเสียง เป็นอัตราส่วนเดียวกันทุกพรรคการเมือง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยชน
รายชื่อ 63 องค์กรเครือข่ายที่ร่วมลงนาม
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน iLaw
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)
กลุ่มรักษ์เขาชะเมา จ.ระยอง
กลุ่มรักษ์น้ำอูน อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร
กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร
กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์
กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch)
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch )
กลุ่มอนุรักษ์แก่งละว้า อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
กลุ่มอนุรักษ์ป่าโคกหนองม่วง บ้านไผ่
กลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอ่างลำพอกและโบราณสถาน จังหวัดสุรินทร์
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
กลุ่มอนุรักษ์อ่าวบางละมุง
ขบวนการอีสานใหม่
ขบวนเครือข่ายผู้หญิงไทยภาคอีสาน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน
เครือข่าย ๓๐๔ กินได้
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี จ.ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร
เครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน
เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่
เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน
เครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ
เครือข่ายประชาชนอีสานติดตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยพ่วงโรงไฟฟ้า
เครือข่ายผู้หญิงในระบบหลักประกันสุขภาพมาตรฐานเดียว
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
เครือข่ายเพื่อนตะวันออก
เครือข่ายรักแม่พระธรณี
เครือข่ายศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เขต 1 เชียงใหม่
เครือข่ายอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา
มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ สำนักงานภาคเหนือ
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง
ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพประชาชน จ.นครราชสีมา
สมัชชาคนจน
สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย
องค์กรเครือข่ายเด็กและเยาวชนกำแพงเพชร
ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย
สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562

ไม่มีส.ส.เขตไม่มีปาร์ตี้ลิสต์

ไม่มี ส.ส. เขต ก็ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์
โดย สิริอัญญา 
วันพุธที่ 10 เมษายน 2562

การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ให้บทพิสูจน์สำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างชัดเจนที่สุด และส่อเค้าว่าจะมีปัญหามากหลายเกิดขึ้น กระทั่งมีความเสี่ยงว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ ยังไม่รวมถึงการเกิดความแตกแยกและการไม่ยอมรับอย่างกว้างขวาง 

ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ 2560 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มีราคาแพงที่สุด คือใช้เวลาร่างนานมาก เกือบจะเท่ากับระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญในยุครัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาส และเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากที่สุด หากจะคิดเป็นเงินก็หลายพันล้านบาท 

ในเบื้องต้นก็เห็นชัดว่ามีปัญหาความไม่แน่นอนของบทบัญญัติต่าง ๆ แฝงฝังอยู่เป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากก่อนรัฐธรรมนูญใช้บังคับก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหลายครั้ง แม้หลังรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้วก็มีข้อถกเถียงในเรื่องความหมายของแต่ละบทมาตราตลอดมา 

และล่าสุดนอกจากจะเถียงกันเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมที่เกิดขึ้นมากมาย ล่าสุดก็มีข่าวว่าอาจต้องจัดเลือกตั้งใหม่ถึง 66 เขต 

และประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันตลอดสิบวันที่ผ่านมาก็คือการจัดสรร ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคต่าง ๆ เพราะทันทีที่มีการแจ้งผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ และสื่อมวลชนได้รายงานตัวเลข ส.ส. รวมของแต่ละพรรคแล้ว ก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย ที่สำคัญคือในเรื่องการจัดสรรปาร์ตี้ลิสต์ 

โดยมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า สูตรในการจัดสรรปาร์ตี้ลิสต์เป็นอย่างไร ทำไมบางกรณีจะต้องอาศัยคะแนนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งราว 70,000 คน จึงจะได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน แต่ในตอนท้าย ๆ ก็ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 30,000 คน ก็ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คนแล้ว 

ที่สำคัญคือพรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้งเลย ถูกระบุโดยสื่อมวลชนว่าจะได้รับ ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ 7 คนบ้าง 5 คนบ้าง กระทั่ง 1 คนบ้าง ซึ่งมีถึง 8 พรรค ที่ได้รับจัดสรรในลักษณะนี้ ในขณะที่พรรคที่ไม่มี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้งอีกราว 70 พรรค ไม่ได้รับการจัดสรรเลย 

ทำให้นักวิชาการหลายคนออกมาทักท้วงว่า การจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ดังกล่าวนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้สื่อมวลชนรายงานข่าวตามมาว่าการแจ้งผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ ยังไม่มีสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ จึงเป็นเหตุให้มีการนัดประชุมร่วมระหว่าง กกต. กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็บอกว่ามีสูตรคำนวณเพียงสูตรเดียวซึ่งมีมาตั้งแต่ต้นแล้ว 

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลการเลือกตั้งโดยรวม และอาจมีผลทำให้เกิดปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะคืออาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเมื่อกรณีมีปัญหาขึ้นแล้ว แทนที่จะนำเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยปัญหานั้น กลับไปปรึกษาหารือขอความเห็นจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วอ้างว่ามีเจตนารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ราวกับว่าเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญต้องฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะต้องฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง 

เราควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันว่าระบบการเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ถือหลักการหรือต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้ทักท้วงตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้นแบบนั้นเป็นต้นแบบของประเทศที่ปกครองในระบอบสาธารณรัฐ 

คือมีการกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง ส.ส. เป็นสองประเภท คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบปาร์ตี้ลิสต์ โดยแบบเขตเลือกตั้งนั้นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะถือเป็นการเลือกตั้ง
โดยตรงจากประชาชน ส่วนแบบปาร์ตี้ลิสต์นั้นเป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก นับแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 

คือกำหนดให้มี ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์จำนวน 150 คน และรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งบัญญัติตรงกันว่า ให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง โดยให้จัดสรรตามส่วน แต่ต้องไม่เกินจำนวน ส.ส.ที่พึงมี ซึ่งความจริงก็มีความชัดเจนอย่างยิ่งอยู่แล้ว ไม่มีข้อใดต้องสงสัยอีก 

ความชัดเจนแห่งบทบัญญัติดังกล่าวนั้นสรุปได้เป็นสองหลักการคือ 

หลักการที่หนึ่ง ให้นำจำนวน ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งตามสัดส่วน ซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งเท่านั้น จะเอาไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งไม่ได้ 

หลักการที่สอง จำนวน ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ที่จะไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งตามส่วนนั้นจะต้องไม่เกินจำนวน ส.ส.พึงมีที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมี ส.ส. ได้ ตรงนี้ก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว และเป็นบทบัญญัติวางหลักการย่อยซ้อนลงไปอีกสามหลัก คือ 

ข้อแรก ต้องคำนวณ ส.ส.พึงมีของทุกพรรคการเมืองก่อน พูดให้เข้าใจโดยง่ายก็คือต้องนำจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดในการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ ก็จะกลายเป็นจำนวน ส.ส.พึงมีของพรรคนั้น ๆ 

ข้อสอง ต้องคำนวณการจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมด คือจำนวน 150 คน ให้แก่พรรคการเมืองต่าง ๆ ตามส่วน นั่นคือนำจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวน ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน ก็จะเป็นสัดส่วนว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกี่คน จึงได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ซึ่งตัวเลขนี้จะใช้เป็นหลักในการจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมดให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง 

ข้อสาม เมื่อได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรคแล้ว ก็นำมาเปรียบเทียบกับจำนวน ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งว่าขาดเกินอยู่เท่าใด ถ้าหากเปรียบเทียบกันแล้วมีจำนวนที่ขาดก็จะได้รับการจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามจำนวนที่ขาดนั้นจนครบจำนวน ส.ส.พึงมี แต่ถ้าเปรียบเทียบแล้วมี ส.ส.เขตมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี ก็จะไม่ได้รับจัดสรร ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ 

ทั้งหมดนี้เป็นบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่มีใครสามารถตั้งสูตรเอาเองหรือตีความสูตรกันเองได้ และเมื่อกฎหมายบัญญัติชัดเจนโดยลายลักษณ์อักษรแล้วก็ไม่มีกรณีใดต้องตีความ จะไปอ้างการอภิปรายในการประชุมหรือเอกสารในการประชุมที่แตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาใช้แทนกฎหมายย่อมไม่ได้ 

เพราะกฎหมายนั้นบังคับให้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย คือต้องรู้ว่ากฎหมายบัญญัติอย่างไร ซึ่งต้องดูจากตัวบทกฎหมายนั้น ไม่ใช่ต้องไปถามคนร่างกฎหมาย มิฉะนั้นกฎหมายก็ไม่มีความหมายใด ๆ และจะไปบังคับให้คนทั้งปวงว่าต้องรู้กฎหมายไม่ได้ ซึ่งเป็นความวิปริตแห่งนิติปรัชญาโดยแท้ 

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดรวม 150 คนนั้น ต้องนำไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งเท่านั้น จะนำไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งไม่ได้ หากนำไปจัดสรรก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

ปัญหาใหญ่ที่เป็นจุดอับในเรื่องนี้ก็คือ โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีผลให้ไม่สามารถจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน ให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งได้จนหมด 150 คน จากตัวเลขในปัจจุบันนี้เป็นไปได้ว่าหลังจากนำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.เขตตามสัดส่วนแล้ว จะยังคงมี ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์คงเหลืออีก 20-30 คน แล้วจะจัดสรรกันอย่างไร 

เพราะจะจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งก็ไม่ได้แล้ว เพราะได้จัดสรรไปจนเท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมีแล้ว ครั้นจะนำไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และถ้ายังมีจำนวนคงเหลือก็จะทำให้จำนวน ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ไม่ครบ 150 คน และทำให้ยอดรวมไม่ครบ 500 คน ก็จะผิดรัฐธรรมนูญอีก ตรงนี้เป็นจุดอับที่ไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย 

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีทางออกทางเดียวเท่านั้นคือการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อกำหนดวิธีการปฏิบัติ สำหรับกรณีที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ ก็จะเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ.

เข้าใจสื่อ-โซเชียล และทางออกที่ปลอดภัยเมื่อธนาธร-ปิยบุตร กำลังถูกล่าแม่มด

เข้าใจสื่อ-โซเชียล และทางออกที่ปลอดภัยเมื่อธนาธร-ปิยบุตร กำลังถูกล่าแม่มด

ปรากฏการณ์แบ่งขั้วการเมืองเห็นชัดเมื่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล หัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ถูกปลุกผีล้มเจ้า-สถาบันขึ้นมาอีกครั้งหลังเลือกตั้งบนโลกโซเชียล ตามมาด้วยการดำเนินการทางกฎหมาย สะท้อนชัดว่าสื่อและโซเชียลมีเดียกำลังเป็นวิทยุยานเกราะ V.2 ประชาไทชวนเข้าใจปรากฏการณ์และหาทางออกกับนักวิชาการด้านสื่อใหม่
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สปอตไลท์การเมืองและสังคมถูกแบ่งไปที่ รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคเพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์ทางการเมืองหลังเลือกตั้งแล้วได้จำนวนที่นั่งเป็นอันดับ 3 จนต่อมาแกนนำคนสำคัญของพรรคโดยเฉพาะ ปิยบุตร ถูกแปะป้ายผ่านสื่อโซเชียลและสื่อมวลชน ด้วยการปลุกผีเรื่องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้งจากเนื้อหาที่ถูกตัดต่อ บิดเบือน
มิพักการเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ตที่มีการปลุกระดมขึ้นมา ทั้งมัลลิกา บุญมีตระกูลที่ประกาศรื้อฟื้นชมรมนักรบไซเบอร์ สุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกร้องคนไปเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย ข่าวคราวเรื่องการสร้างนักรบไซเบอร์ของกองทัพ หรือล่าสุดกระแสลงชื่อถอดถอน กกต. ใน change.org ที่เป็นกระแสจนล่าสุดตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยไปเจ็ดคนข้อหาแชร์เรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า สมรภูมิการเมืองใหม่ของไทยจะย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่ในภพภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ถ้าเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต)
ลงโฆษณากับประชาไท
นับถอยหลัง #เลือกตั้ง62 วันอาทิตย์ 24 มีนาคม 2562
การถูกทำลายภาพลักษณ์ออกสื่อโซเชียลไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แกะกล่อง หากแต่การสาดโคลนภายใต้บริบทสื่อโซเชียลที่ทรงพลังตามจำนวนผู้ใช้ ผู้แชร์ก็ถือเป็นความตกต่ำใหม่ของการเมืองไทยที่พัฒนาการเชื่องช้ากว่าพัฒนาการทางเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย
สิ่งที่เห็นตามมาคือเฉดขั้วทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมืองของคนไทยที่แบ่งฟากชัดเจนยิ่งกว่ายุคไหน จนน่ากลัวว่าโลกสองใบจะขยายวงออกเป็นจักรวาลคู่ขนานทางการเมืองบนอินเทอร์เน็ต และร้ายแรงที่สุดคือสงครามกลางเมือง เหตุการณ์นองเลือดที่คนไทยฆ่าคนไทยกันเองอย่าง 6 ต.ค. 2519 ที่หลายคนกังวลและพยายามจะหยุดยั้ง และแน่นอน การสื่อสารผ่านสื่อมีส่วนอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ทั้งสองทาง
ประชาไทชวนดูคำอธิบายว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในสังคมไทย สื่อไทยควรทำอย่างไรในยุคที่เอกสิทธิ์การชงประเด็นความรับรู้ของสาธารณะร่วงผ่านง่ามมือง่ามเท้า ประเทศอื่นจัดการการปลุกปั่นข้อมูลกันอย่างไร และการสื่อสารอย่างไรที่จะหยุดยั้งซึ่งความรุนแรง

ม็อบยุคใหม่เมื่อสื่อ-โซเชียล มีผลกับการตัดสินใจของคน

ปิยบุตรและธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกแปะป้าย สร้างภาพให้เป็นผู้มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วงการการเมืองเมื่อปี 2561 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดต่อคำพูดของธนาธรใส่เป็น Quote หรือการยกเอาคำพูดเขามาให้มีใจความโจมตีเศรษฐกิจพอเพียง หรือการเอาประวัติของปิยบุตรในฐานะนักเรียนทุนจากฝรั่งเศสและสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ที่มุ่งหมายแก้ไข ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 และตัดต่อคลิปวิดีโอการปราศรัย แถลงข่าวของปิยบุตรเพื่อสร้างแบรนด์การ ‘ล้มเจ้า’
ปรากฏการณ์เหล่านี้คลับคล้ายคลับคลาจะเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองอินโดนีเซียที่มีการตัดต่อเนื้อหาเกี่ยวกับการละเมิดความเชื่อตามศาสนาอิสลามเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งทำได้ง่ายดายในบริบทที่มีกฎหมายหมิ่นศาสนา (Blasphemy Law) ในขณะที่บ้านเราใช้ประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ และการยุยงปลุกปั่น เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยที่ธนาธรถูกฟ้องโดยฝ่ายกฎหมายของคณะรัฐประหาร
แกนกลางของการสร้างชาติหรือสิ่งที่มวลชนจำนวนมากของประเทศมีความรู้สึกอ่อนไหว ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธที่ทรงพลังเพื่อทำลายล้างคนที่ตัวเองไม่เห็นด้วยดังที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. คนปัจจุบันให้สัมภาษณ์สื่อว่า สื่อโซเชียลทรงพลังกว่าอาวุธที่กองทัพมี อย่างไรเสีย สื่อโซเชียลเดียวกันนี้ผลิตคนแบบอุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี ที่ไปแจ้งความว่าปิยบุตรเป็นภัยต่อความมั่นคง จากการชมคลิปวิดีโอของปิยบุตรที่ถูกตัดต่อ
ผศ.เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ฟูลเลอร์ตัน และอดีตนักข่าว อสมท. ผู้ศึกษาเรื่องสื่อใหม่ อธิบาย ‘ธนาธร-ปิยบุตร เอฟเฟค’ ว่าจังหวะการออกมาโจมตีเหมือนต้องการเล่นงานพรรคอนาคตใหม่มีการสร้างเฟสบุ๊คเพจและสื่อมาเล่นงานโดยตรง มีสอง-สามสำนักออกมาโจมตีด้วยข้อหาร้ายแรง ทำมีมเรื่องล้มเจ้าออกมา อาจเป็นเพราะความนิยมของพรรคอนาคตใหม่ที่ออกมาผ่านการเลือกตั้งนั้นออกจะเกินหน้าเกินตาไปหน่อย
“สิ่งที่จะเกิดในเมืองไทยคือต้องระวังการพ่นความเท็จออกมาเรื่อยๆ แล้วทำให้คนโกรธเคืองธนาธร ปิยบุตร แล้วเชื่อไปในความเท็จที่เขาถูกตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มบางกลุ่ม ก็จะมีกลุ่มที่โกรธสุดๆ ที่คิดว่าสองคนนี้แย่จริงๆ ผู้ที่ติดตาม (follower) ของปิยบุตรกับธนาธร คนรุ่นใหม่ก็รู้สึกโกรธที่เขาไปออกเสียงครั้งแรกแล้วทำไมมันเพี้ยนอย่างนี้ ความโกรธก็อาจทำให้เกิดการเมืองบนท้องถนนได้ ช่วงนี้ก็อ่อนไหวเหมือนกัน คนที่มีอำนาจควรออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้สังคมล่มสลาย ความจริง ความยุติธรรมมันหายาก คนควรจะทำอะไรที่เป็นหลักการก็ไม่ทำ” เพ็ญจันทร์กล่าว
เพ็ญจันทร์เริ่มจากการอธิบายกลไกการจัดสรรเนื้อหาที่ผู้ใช้ชอบหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘อัลกอริธึม’ ซึ่งเบื้องหลังก็เป็นผลจากการวิจัยที่เฟสบุ๊คทำเอง และการเข้ามาของโซเชียลมีเดียมีผลกับพฤติกรรมการรับสื่อและอิทธิพลทางการเมืองของผู้บริโภคมาก
“สื่อมีผลกับการตัดสินใจของคนอยู่แล้ว การรับรู้ข่าวสารของคน สื่ออย่างโซเชียลมีเดีย ตอนที่ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน) ใช้ทวิตเตอร์ทวีตทุกวันช่วงปี 2016 คนก็รู้สึกว่าเข้าถึงนักการเมืองได้ เหมือนเรารับข้อความจากนักการเมืองโดยตรง แล้วก็มีอีกอย่างที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์การเมือง คือเรื่องการใช้บอท โซเชียลมีเดียในการแพร่กระจายข่าวสาร สร้างขึ้นมาเป็นบัญชีผู้ใช้ปลอมบ้าง บิดเบือนข้อมูล กระจายข้อมูล ส่วนมากก็จะเป็นการรีทวีตข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ”
“ต้องเข้าใจโครงสร้างเฟสบุ๊คก่อน เฟสบุ๊คให้เราแชร์เนื้อหาโดยที่เฟสบุ๊คเองก็ต้องหากำไรด้วยการขายโฆษณา เฟสบุ๊คทำการทดลองหนึ่งในปี 2014 ที่ทดลองกับผู้ใช้หลักล้านโดยทำการจัดการฟีดโดยที่คนไม่รู้ ลองเอาข้อมูล ข้อความที่ทำให้คนรู้สึกดีและไม่ดีให้คนเห็นแล้ววัดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร และพบว่าถ้าเป็นเรื่องไม่ดี ผู้ใช้เขาจะหงุดหงิด เลิกดูเฟสบุ๊ค จึงพบว่ามีผลกับอารมณ์ของคน
“คนก็นำผลการทดลองมาใช้อ้างอิงว่าการจัดการหน้าฟีดมีผล คนจะไม่อยู่ถ้าเจอเรื่องไม่ดีมากๆ เฟสก็อาจจะเสียรายได้ มันก็จะมีฟิลเตอร์ว่าถ้าเราชอบเนื้อหาแบบไหน สรุปว่าถ้าอะไรที่ไม่สบอารมณ์กับเรา เรากดโกรธ หรือไม่ปฏิสัมพันธ์กับฟีดนั้นเราก็มีโอกาสที่จะเห็นมันน้อยลง ทำให้ความเห็นทางการเมืองมันกลายเป็นขั้วตรงข้าม ดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ”
เพ็ญจันทร์ระบุว่า โซเชียลมีเดียมีผลกับระยะการให้ความสนใจ คนอ่านอะไรยาวๆ ไม่ได้ และการทำให้เป็นจุดสนใจบนหน้าฟีดที่คนเลื่อนดู ก็คือการทำมีมที่มีเนื้อหานิดหน่อยให้เป็นจุดสนใจ
ในส่วนของพฤติกรรมผู้ใช้งาน อาจารย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเล่าว่า เคยมีงานวิจัยในปี 2555 เรื่องการจัดตั้งการประท้วงบนโซเชียลมีเดียของ W. Lance Bennett & Alexandra Segerberg หัวข้อ THE LOGIC OF CONNECTIVE ACTION ที่ตั้งข้อสังเกตว่า โซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยจัดการความไม่พอใจ และมีส่วนจัดตั้งการลงสู่ถนนแบบใหม่ เป็นพื้นที่ที่คนใช้แสดงออกซึ่งการกระทำในโลกความเป็นจริง อย่างเช่น การชุมนุมปิดล้อมย่านการเงินระดับโลกของ Occupy Wall Street ที่มากับสโลแกนว่าพวกเขาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  แล้วทำให้เชื่อมโยงกับประชาชนคนอื่นในลักษณะที่ข้ามอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ สีผิว คนก็ออกไปแสดงออกแบบเป็นกลุ่มบ้าง คนเดียวบ้าง ถ่ายเซลฟี่ ติดแฮชแท็กลงโซเชียล การกระทำเช่นนั้นส่งอิทธิพลกับคนอื่นต่อในลักษณะว่า เพื่อนฉันหรืออาจารย์ฉันก็ไปมาแล้ว
“สื่อโซเชียลมีเดียมีลักษณะคือมันผูกให้คนติดกันเป็นชุมชนเครือข่าย (network community) สิ่งที่เราแสดงออกในโซเชียลมีเดีย มันเหมือนมีอิทธิพลกับคนที่นั่งอยู่ติดกับเรา เราไม่ต้องไปดีลกันในทางกายภาพ เหมือนอยู่ในเครือข่าย เป็นเพื่อนกันแบบหลวมๆ ภูมิทัศน์เครือข่ายแบบนี้ก็ทำให้เราและคนอื่นมีอิทธิพลต่อกันและกันต่างมากน้อย เช่น วันนี้กินอะไรดี และเรื่องใหญ่อย่างการเมือง” เพ็ญจันทร์กล่าว

ชวนเข้าใจ-ทำใจกับสื่อไทย หาเส้นทางสื่อสารอย่างสันติ

ทุกวันนี้ สื่อถูกช่วงชิงพื้นที่การรับรู้และการกำหนดวาระทางสังคมไปโดยสื่อโซเชียล แต่สื่อก็หนีไม่พ้นข้อรับผิดชอบจากการนำเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตออกมาใช้งานอีกต่อหนึ่ง กรณีรายการข่าวช่องเนชั่นนำคลิปเสียงตัดต่อที่อ้างว่าเป็นของธนาธรและทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อสื่อเติมเชื้อไฟลงไปในความขัดแย้งด้วยการรายงานข่าวที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
แม้เหมือนขีดเส้นบนผืนทราย เพ็ญจันทร์ตอบคำถามเรื่องบทบาทสื่อด้วยการทวงถามหน้าที่การค้นหาความจริงที่ในประเทศนี้หายากและเสี่ยงภัย
“สื่อไม่เคยไม่เลือกข้าง เคยทำงานที่สถานีโทรทัศน์มาก่อน สื่อกระแสหลักจริงๆก็ต้องถามตัวเองว่าหน้าที่ของคุณคืออะไร หน้าที่หาความจริงหรือเพื่อทำไปเพื่อให้มีงานทำ พรุ่งนี้จะได้มีเงินไปผ่อนคอนโดหรือให้ลูกไปเรียนหนังสือ แต่ก็เข้าใจว่ามีปัจจัยเยอะ ตั้งแต่ทำสื่อมาที่มีวิกฤตการเมืองตั้งแต่ปี 2003 มันไม่มีที่สื่อไม่เลือกข้าง สื่อเลือกข้างมาตลอด ตั้งแต่ตัวคุณเองแล้วว่าเซ็นเซอร์ตัวเองขนาดไหน หรือเจ้านายบอกว่าข่าวนี้เสนอไม่ได้นะ หรือหัวหน้าแผนกติดป้ายไว้ที่ห้องตัดต่อว่า ต่อไปนี้ภาพคนนี้รับดอกไม้นี่ห้ามเสนอนะ ห้ามนำเสนอภาพในเชิงภาพลักษณ์ที่ดีของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง”
“มีนักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดเลยนะว่าคุณทำช่องนี้เนี่ย เราอยู่กระทรวงการคลัง เราสนับสนุนคุณอยู่ คุณก็ช่วยรัฐบาลบ้างสิ นี่คือคำพูดของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในสมัยหนึ่งให้เราช่วยรัฐบาลในการปิดบังความจริงอะไรบางอย่าง คือมันทำยาก สื่อกระแสหลักของเราก็ไม่เข้มแข็งเหมือนที่เห็นในสหรัฐฯ ที่จะตรวจสอบอำนาจรัฐทุกมิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี มันมีข้อจำกัดเยอะ พอพูดไปก็จะกลายเป็นแก้ตัวแทนสื่อกระแสหลัก”
“ปัญหาคือมันต้องถามว่าคุณอยากได้สังคมแบบไหน อย่างมีเด็กคนหนึ่งที่ไปทำงานที่สำนักข่าวทีนิวส์ ที่เขาก็บอกว่าเขาต้องทำงานตามที่โดนสั่งมา ทำงานเป็นรีไรเตอร์ แล้วสุดท้ายคุณอยากได้สังคมแบบไหน สังคมที่ใส่ร้ายคนไปเรื่อยๆ ไม่ให้ความยุติธรรมกับใครเลย โดยที่คุณก็เชื่อว่าคุณจะพูดความเท็จไปได้เรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งคุณก็รอดพ้นจากสิ่งนี้ หรือคิดว่าวันหนึ่งคุณจะไม่เป็นเหยื่อของสิ่งนี้ ความอยุติธรรมมันจะไม่ไปกระทบกับตัวคุณ พ่อแม่หรือคนที่คุณรัก คุณอยากจะอยู่ในสังคมที่คนมีอำนาจทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่มีการตรวจสอบ”
“เราก็ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำ แม้เวลาเราจะโพสต์อะไรเราก็ต้องคิดว่าการโพสต์มันเป็นการสื่อสารกับคน คุณจะพูดจริงหรือเท็จ จะพูดให้ใครเสียหาย พูดให้ปิยบุตรไปโดนล่าหรือจะให้มีคนลุกไปทำร้ายปิยบุตรเหมือนสมัยก่อนที่มีคนไปทำร้ายอาจารย์วรเจตน์ที่ลานจอดรถธรรมศาสตร์ คุณต้องการให้สังคมไปสู่จุดนั้นหรือ แล้วถ้าวันหนึ่งมันกลับข้างล่ะ มีคนไล่ล่าเราบ้าง นี่คือสังคมที่เราต้องการหรือ”
“อย่างที่มีคนไปคอมเมนท์ล่าสุดคือปิยบุตรไม่ควรมีแผ่นดินอยู่ ไม่ควรเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ แนวคิดแบบนี้มันโอเคหรือเปล่า เวลามีคนที่คิดไม่เหมือนคุณแล้วคุณไล่เขาออกนอกประเทศเพราะคุณบอกว่าสิ่งที่เขาคิดไม่เหมาะสมกับประเทศ นี่คือสังคมที่คุณอยากอยู่ไหม เพราะคิดว่าสิ่งนี้ไม่มีวันจะเกิดกับคุณได้ แล้วไล่คนออกไปได้มันแก้ปัญหาหรือเปล่า คุณไล่คนออกไปแล้วด้วย สองคนเป็นอดีตนายกฯ แล้วผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นยังไง คือคุณไล่เขาไปแล้วแต่ความคิดเขายังอยู่ หรือคุณจะฆ่าเขาไป ความคิดก็ยังอยู่ หมดปิยบุตรไปแล้วก็ยังมีคนที่คิดแบบปิยบุตร แล้วเขาอาจจะมายืนแถวหน้าเหมือนปิยบุตรก็ได้ แล้วคุณยังจะกำจัดคนแบบนี้ไปอีกเท่าไหร่ จะล่าแม่มดไปอีกกี่คน”

ประชาชนจะตรวจสอบสื่ออย่างไรได้บ้าง

ประเทศในอาเซียนและเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศที่มีพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่มั่นคงกว่าไทย (อย่างน้อยมีการจัดการเลือกตั้งสม่ำเสมอ ไม่มีรัฐประหาร) ต่างเจอปัญหาการใส่ข้อมูล เนื้อหาปลอมในอินเทอร์เน็ตกันทั้งนั้น แต่ประชาชนมีส่วนช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงกันเอง ยกตัวอย่างเช่นเวราไฟล์ (Verafile) ในฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มภาคประชาสังคมที่คอยตรวจสอบข่าวสาร แถลงข่าวจากทางการที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตว่ามีความถูกต้องหรือไม่ หรือกลุ่มโคแฟคท์ (Cofact) ในไต้หวันที่เป็นเครือข่ายประชาชนที่ช่วยกันเช็คข้อเท็จจริงผ่านทางไลน์แล้วส่งต่อกันผ่านแชทบอท ในขณะที่เรายังไม่เห็นการจัดตั้งกันเป็นกลุ่มชัดเจนเช่นนี้ในไทย จะมีก็แต่ตัวบุคคลที่มาเป็นครั้งคราว
เพ็ญจันทร์ ในฐานะอดีตสื่อมวลชนบอกว่าประชาชนเองก็ต้องตรวจสอบสื่อกลับด้วย อินเทอร์เน็ตทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นมาก ในส่วนการลดความเป็นขั้วของการรับรู้ข่าวสารนั้น เธอแนะนำให้บริโภคข่าวสารของทั้งสองขั้ว ดัดแปลงนิวส์ฟีดด้วยการกดดูข่าวของทั้งสองฝั่งเรื่อยๆ เพื่อให้ข่าวทั้งสองฝั่งขึ้นมาบนฟีด ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากเพราะแต่ละคนก็มีอคติเป็นของตัวเอง
“ต้องรับข่าวสารให้บาลานซ์กัน ต้องรับข่าวสารจากกลุ่มที่เราไม่ชอบด้วย นี่คือวิธีแก้ที่มีอยู่ในการรับข่าวสาร แต่มันก็ยากที่จะทำอย่างนั้นเพราะคนก็มีอคติอยู่ในใจอยู่แล้ว เราต้องพยายามเป็นคนที่เคารพสิทธิของคนอื่นด้วย เขาพูดในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับเราแต่เขาก็ควรมีเวทีให้เขาแสดงความเห็น แต่มันยากในสังคมไทยที่เห็นอะไรที่ไม่ชอบหน่อยก็ซ่อนคอมเมนท์ อันเฟรนด์ หรือพูดสาดเสียเทเสีย ก็ไม่เกิดผลดีกับใคร กับตัวเองด้วยที่ไม่เข้าใจว่าอีกฝั่งคิดยังไง”
ต่อเรื่องการเคารพสิทธิกับการพูดนั้น เพ็ญจันทร์ยกตัวอย่างสหรัฐฯ ที่ประกันเสรีภาพในการพูดในบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) แต่ว่าก็มีกรอบว่าต้องไม่ไปทำลายชื่อเสียงใคร หากเป็นเช่นนั้นก็เป็นช่องให้มีการฟ้องร้อง
“ในอเมริกามีกฎหมายเรียกว่า freedom of speech ที่คุ้มครองการแสดงออกของผู้คน มหาวิทยาลัยเคยเชิญนักพูดที่เป็นอนุรักษ์นิยมมาก พอเชิญมาแล้วมหาวิทยาลัยก็ต้องจ้างตำรวจมารักษาความปลอดภัยและเสียเงินเยอะมาก คนก็วิจารณ์ว่าไปเชิญมาทำไม ขวาจัดมาก ทำไมต้องลงทุนให้คนเหล่านี้มาพูด คนก็ถกเถียงกัน แต่ในแง่กฎหมายเขาก็มีสิทธิจะพูดในสิ่งที่อนุรักษ์นิยมมากๆ โดยที่มีกรอบว่าต้องไม่ทำลายชื่อเสียงของใคร หรือกล่าวหาคนโดยที่ไม่มีมูล การพูดโดยเสรีก็มีกฎหมายอยู่ ไม่ใช่ว่าพูดอะไรก็ได้จนเลยขอบเขตกฎหมาย ประกันสิทธิ แต่ไม่ใช่ว่าพูดความเท็จไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นก็โดนฟ้องตาม” อาจารย์ชาวไทยในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว
ความมั่นคงของชาติอย่างที่เขาอ้างกันนั้นตั้งอยู่บนความจริงหรือคำโกหกกันแน่ จุดเริ่มต้นเล็กๆ อาจอยู่ที่ประชาชนช่วยกันตั้งคำถามและลองสานเสวนา

เครือข่ายนักวิชาการ นัดพรุ่งนี้ บุกกกต. จี้ตอบ 3 คำถาม ยันพร้อมให้ฟ้องเหมือนประชาชน !!

เครือข่ายนักวิชาการ นัดพรุ่งนี้ บุกกกต. จี้ตอบ 3 คำถาม ยันพร้อมให้ฟ้องเหมือนประชาชน !!

วันที่ 9 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพจ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง-คนส. ขอเชิญพี่น้องประชาชนมาร่วมกันยื่นหนังสือ และสอบถามต่อ กกต. ใน 3 ประเด็น
1) การเปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง
2) ความถูกต้องและเป็นธรรมของสูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
3) การถอนฟ้องประชาชนที่วิจารณ์การทำงานของ กกต.
ในการนี้จะมีการนำรายชื่ออาจารย์/นักวิชาการ ที่ได้ร่วมลงชื่อและแชร์การลงชื่อถอดถอน กกต. ใน Change.org ไปยื่นให้กับ กกต. ด้วย โดยอาจารย์-นักวิชาการตามรายชื่อยินดีให้ กกต. ฟ้องร้องดำเนินคดีเหมือนเช่นประชาชนทั่วไป
พบกันวันพุธที่ 10 เมษายน 2562 เวลา 11.00 น. ณ โถงชั้น 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ด้านทางเข้าสำนักงาน กกต.

ทำลาย “อนาคตใหม่” เพื่อความมั่นคงของ “อนาคตเก่า”

การเมืองไทยในเดือนเมษายน ถือว่าไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป นักการเมืองสงบปากสงบคำในโอกาสพิธีสำคัญของแผ่นดิน จะกลับมาระอุใหม่ กลางพฤษภาคมเป็นต้นไป ระหว่างนี้ชมปาหี่คำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ สลับกับดู ความพยายามในการทำลาย “อนาคตใหม่” เพื่อความมั่นคงของ “อนาคตเก่า”​
หลังการปรากฎตัวที่ สน.ปทุมวัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา “ธนาธร” วางแผนจะเงียบเสียงไปอีกพักใหญ่ จนกว่าจะเลยพ้นสงกรานต์ไป ผู้มีอำนาจคงเห็นแล้วว่า ปฏิบัติการทำลาย “อนาคตใหม่” ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะผ่านคดีความมาตรา 116 นำไปสู่ผลแบบใด- ปรากฎการณ์แบบใด
เป็นอันว่ามีกำลังใจจากคนรุ่นใหม่มอบให้ “ธนาธร” เป็นจำนวนมาก ปรากฎเป็นภาพผู้คนเนืองแน่นรายล้อมธนาธร ทั้งที่สยาม ทั้งที่งานสัปดาห์หนังสือ ทั้งที่พรรคอนาคตใหม่ และที่หน้า สน.ปทุมวัน
เป็นอันว่ามีคะแนนนิยมเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อันเป็นผลจากการได้เห็น คณะเผด็จการมุ่งทำร้าย-ทำลาย “ธนาธร-อนาคตใหม่” ผ่านวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะผ่านปฏิบัติการ IO และปลุกคดีความย้อนหลัง

https://lh4.googleusercontent.com/nUTqcdQoYoiPXrVQZ9zRtzd-TtCPWexTPK_83j0rHz5PKwrrcqo8irx9Kq9ymq_mO_L1TMGOnhM2GB_nRTupxcHSUkDLFBerUD8NeJFxuPba6PI3X5nBgtHZc8Ssv78WcopeT1vMhttps://lh3.googleusercontent.com/w8F3Pv17UJXTcrhs6tl-4QWfqwHsJi1ivlM5QhzTxDWmx3Cf_UeP9yvS_aDgQRK4vZFXdUEdOoyQrJxBnE4H10o1GB1v4kr3lPaVhYpzzCm12mjV2kGvv-6Cfezkmjpc-GsDSVEj
เป็นอันว่าหนังสือของ “ปิยบุตร-เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่” ที่เคยเขียนไว้สมัยเป็นนักวิชาการ ก็ขายดีทุกเล่ม จนบูธฟ้าเดียวกันต้องตอบผู้อ่านว่า “หนังสือหมดสต๊อคแล้ว” เพราะตลอดงานสัปดาห์หนังสือ ที่หน้าบูธฟ้าเดียวกัน เต็มไปด้วยแผงคนรุ่นใหม่ ไปยืนเลือกซื้อหนังสือ ไปคว้าหนังสือทุกเล่มของปิยบุตร และของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันกลับบ้านไปเป็นจำนวนมาก
บรรยากาศการ “ปักธงทางความคิด” เป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ หลายเสียงบอกว่าต้องขอบคุณนักร้องชื่อดังที่ช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ขายหนังสือให้ “ปิยบุตร”​ จนขายดิบขายดี ทว่านี่คือ “วิถีการต่อสู้” ฉบับคนรุ่นใหม่ เมื่อพวกเขาถูกโจมตีว่าหัวอ่อน เชื่อคนง่าย ก็รีบศึกษาค้นคว้าทันที เพื่อจะพิสูจน์ว่า “ข้อโจมตีเหล่านั้นผิดพลาดอย่างร้ายกาจ”

https://lh5.googleusercontent.com/AayNAf_a92wtTn8DUzMSQli-DYJ3UwXqtPQduW99L8DukKDqqLmmxsFjO5cMPOvnY8ygGRx_SwhPDyNnKZjzajH0PihAq9AgbXgY6QoXezkuXRsZVArEmWRcGC2RcVdNoHlS9Ha-
เสาร์ที่ผ่านมา ธนาธร โดยฟ้องด้วย ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น
มาตรา 189 ให้ความช่วยเหลือพาผู้ต้องหาหลบหนี
และมาตรา 215 มั่วสุมชุมนุมเกิน 5 คน
ธนาธร ประกาศตั้งแต่ก่อนไปรายงานตัว,ก่อนเข้าไปรายงานตัว และหลังจากรายงานตัว เป็นฉากฉากอย่างชัดเจน และไม่หวั่นกลัวต่ออำนาจมืดว่า
“ผมไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจรัฐในมือ ไม่มีมาตรา 44 ไม่มีปืนหรือคุกตารางไว้จัดการคนที่อยู่ตรงข้าม แต่ผมเชื่อมั่นว่ามีประชาชนหลายล้านคนที่รักความเป็นธรรม ยืนเคียงข้างผม และพร้อมจะแสดงออกว่าพวกเขาไม่ยอมทนกับอำนาจมืดที่จ้องทำลายอนาคตใหม่”
“ผมเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์ ที่ผ่านมาทำทุกอย่างอย่างบริสุทธิ์ใจ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมไม่ผิด เป็นสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิ์ลุกขึ้นมาต่อต้านได้ ทั้ง 3 ข้อหานั้น ไม่มีความกังวลใจ แต่ถ้าจะมีอยู่บ้างก็แค่คดีนี้ไม่ได้ขึ้นศาลพลเรือน แต่เป็นศาลทหาร ซึ่งผู้สังเกตการณ์จากสถานทูตต่างๆ ก็ได้แสดงความเป็นห่วงในตัวรูปคดี ว่าทำไมขึ้นศาลทหาร”
"อย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม เพราะมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของคนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทุกคน"
"ความอยุติธรรมที่ทำกับเราคนหนึ่ง ก็คือความอยุติธรรมที่ทำกับเราทุกคน ดังนั้นฝากไว้ สู้ด้วยกันวันนี้วันแรก"
ให้หลังการปราศรัยเสร็จสิ้น ธนาธร ชูสามนิ้ว สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านเผด็จการไทย และระบอบอยุติธรรมแบบไทยไทย ภาพดังกล่าวแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

https://lh4.googleusercontent.com/-4Lh2NL5IQ3OFaTXY_kFfIg2_ZYEE9-_jMtm5IjGdN8FFO0uIgnadwiPGQRQBvVHchMMD9-4rvRkYQGTL2k4-GeVhcCjPjub9iT5JlngPs2nynjMk0ukZmNrJ5qfguxCpAJGYDd9
ในบรรดาหลายข้อสังเกตทั้งหลาย ต่อ อนาคตของ “อนาคตใหม่”
ข้อสังเกตของ “ชูวิทย์” น่ารับฟังไม่น้อย โดยเฉพาะหากพิจารณาบนฐานความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง ชูวิทย์กับผู้นำกองทัพในเวลานี้
“อนาคตใหม่ถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้านแน่นอน”
“หากเดินไม่ดี มีโอกาสที่ธนาธรและเลขาฯพรรคอย่างปิยบุตร จะถูกกำหนดเกมเร็ว การเมืองเล่นงานจนไม่ทันตั้งตัว พรรคร่วมอุดมการณ์หายหน้า ถูกโดดเดี่ยวกลางทะเล”
ความพยายามในการปิดเกมส์เร็วเห็นได้จากจำนวนคดีความที่่พุ่งตรงไปยัง ธนาธร ปิยบุตร และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า มากกว่า 12 คดี ขณะที่สื่อฝ่ายขวาสร้างภาพให้ “ธนาธร” เลวร้ายยิ่งกว่า​ “ทักษิณ” และเป็นวายร้ายที่จำเป็นต้องกำจัดก่อนเข้าสู่สภา
นัยยะของการปิดเกมส์เร็วที่ “ชูวิทย์” ได้ตั้งคำถามไว้ จึงเป็นความพยายามในการทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ “ธนาธร” เข้าสู่สภา เพราะหากปล่อยไปถึงจุดนั้น จะเป็นภาคต่อของ “อนาคตใหม่ติดปีก” ได้อวดลวดลายในการเป็นฝ่ายค้านแบบมีชั้นเชิง และมีคุณภาพสูง ในระดับที่รัฐบาล คสช. ก็อาจระส่ำได้จากมือปราศรัยทีมอนาคตใหม่ ที่ไม่ได้เน้นสู้ด้วยวาทกรรมแบบพรรคฝ่ายค้านพรรคเก่าตลอดกาล แต่เน้นสู้ด้วยข้อเท็จจริง และวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา-เปิดประเด็นใหม่ใหม่ทางการเมือง
ทว่าในความพยายามทำลายอนาคตใหม่วันนี้ ต้องใช้คำว่า “ไม่ง่าย”
ไม่ง่ายเพราะต้องประเมินบนฐานคะแนนเสียง 6.2 ล้านเสียง
ไม่ง่ายเพราะต้องประเมินบนฐานว่า ความหวังของคนรุ่นใหม่ ความหวังของผู้เลือกตั้งครั้งแรก ความหวังของนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ความหวังของผู้รักประชาธิปไตย ได้ฝากไว้กับอนาคตใหม่เป็นจำนวนมาก การดับความหวังของผู้คนจำนวนมหาศาลเช่นนี้ อาจนำไปสู่การปะทุรุนแรง ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ จึงบีบให้ผู้มีอำนาจต้องประเมินให้ดี!!
ความพยายามในการทำลาย “ธนาธร” ในเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังเป็นความพยายามในการทำลายแนวร่วม ที่ได้เคยร่วมลงนามกันใน “สัตยาบันแลงคาสเตอร์”
เหมือนที่ “ภูมิธรรม” ออกมาให้ความเห็นว่า “ผมขอเป็นกำลังใจให้ “คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และคณะผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสถานการณ์ที่ถูกมุ่งร้ายทางการเมืองครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่แม้จะเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่มีจุดยืนและเจตนารมณ์เพื่อประชาธิปไตยที่แน่วแน่ และเป็นหนึ่งใน 6 พรรคการเมือง ที่ได้ร่วมลงสัตยาบันเป็นแนวร่วมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.”
และ “หยุดคุกคามพรรคการเมืองและบุคคลที่มีความเห็นต่าง”
ผู้มีอำนาจไม่เพียงเดินเกมส์โดยใช้วิธีบิดกติกาการเลือกตั้งที่บิดเบี้ยวอยู่แล้ว ให้บิดเบี้ยวกว่าเดิม เพื่อให้ตัวเองสามารถเข้าสู่อำนาจได้อย่างราบรื่น เห็นได้จาก กรณี กกต.เผยวิธีการคำนวณเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งปัดเศษให้พรรคเล็กพรรคน้อยฝ่ายหนุน คสช.ได้เข้าสภาร่วมสิบเก้าอี้ เป็นการตัดกำลังพรรคฝ่ายประชาธิปไตยให้ฟอร์มรัฐบาลได้ยากขึ้น
ผู้มีอำนาจยังเดินเกมส์คู่ขนานด้วยการกำจัดตัวละครฝ่ายประชาธิปไตย ออกไปด้วย เป็นความพยายามในการทำลาย “อนาคตใหม่”​ เพื่อความมั่นคงของ “อนาคตเก่า”!!