PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562

“วิษณุ” ยันสภาผู้แทนราษฎรยังทำงานได้ เมินสอย ส.ส.นับร้อย

อุ้ม กก.สรรหา ส.ว.บริสุทธิ์ ขยับกรอกประวัติว่าที่ รมต. 7 พรรคฟื้น ส.ส.ร.รื้อ รธน.

“วิษณุ” การันตีเกมสอย ส.ส.ไม่กระทบ หายเกือบร้อยคนสภาฯยังทำงานได้ ชี้คำตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเฉพาะรายไม่ผูกพันคดีอื่น “วันชัย” ขู่ฟ้องกลับเชื่อศาลรัฐธรรมนูญดูเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ดูแต่หนังสือบริคณห์สนธิ “เรืองไกร” ยื่น กกต.สอบ 21 ส.ว.ถือหุ้นสื่อสิ้นสมาชิกภาพอัด “เนติบริกร” แถใช้รัฐธรรมนูญลักลั่น “ถวิล” ไม่หนักใจ 11 ส.ส.ปชป.สู้คดี “บิ๊กตู่” บอกตัวเองน่ารักจะตาย อุบไต๋ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่ รองนายกฯเผยสตาร์ตแจกใบกรอกประวัติรัฐมนตรี “สนธิรัตน์” โบ้ย ชพน.ได้ รมช.หรือไม่อยู่ที่นายกฯ 87 ปี 24 มิถุนาฝ่ายค้าน

ปลุกแก้รัฐธรรมนูญ ชู 4 พันธกิจซักฟอกรัฐบาล-ตั้ง ส.ส.ร.ดึงประชาชนรื้อกติกาบิดเบี้ยว “ธนาธร” ลุยอีสานลั่นสานต่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ล้มสถาบัน ไอลอว์หอบ 1.3 หมื่นชื่อดันร่างกฎหมาย

ล้างมรดกบาป 35 คำสั่ง คสช.

การยื่นร้องตรวจสอบสมาชิกภาพ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 41 คน ฝ่ายค้าน 55 คน และ ส.ว. 21 คน ที่ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนใดๆ กลายเป็นปมร้อนทางการเมือง ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุศาลฎีกามีคำวินิจฉัยกรณี ส.ส.ถือหุ้นสื่อเป็นการเฉพาะตัว ไม่ผูกพันเป็นการทั่วไป หนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดออกมาเพื่อเป็นบรรทัดฐาน ชี้หาก ส.ส.ถูกสั่งพักงานหายไปเกือบร้อยคนสภาผู้แทนราษฎรยังทำงานได้

“วิษณุ” ยันสอบ ส.ว.ถือหุ้นสื่อไม่กระทบ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นสอบสมาชิกภาพ 21 ส.ว. ถือหุ้นสื่อ ว่าเหมือนกรณีสอบคุณสมบัติ ส.ส.ที่ยื่นกันไปกันมาอยู่ จะกระทบกับการทำงานหรือไม่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยดูจากความเสียหายที่จะได้รับหากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่เกี่ยวว่าจะมีมูลหรือไม่ เช่น กรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ จึงไม่ได้ให้หยุดเพราะถ้าหยุดปฏิบัติหน้าที่จะมีผลกระทบ เมื่อถามว่าระหว่างคัดเลือก ส.ว.ได้ตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องหุ้นสื่อก่อนหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เราทราบว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา แต่เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อกรณีคุณสมบัติ ส.ส.ก่อนหน้านี้ มีผลเฉพาะตัว และเป็นเรื่องที่ไปร้องเรียนกันทีหลัง เมื่อเราพบจึงไม่ได้ทำอะไร ถ้าจะไปตัดเสียก่อนมันต้องตัดเกือบจะหมด

ชี้คำตัดสินศาลฎีกาไม่ผูกพันคดีอื่น

เมื่อถามย้ำว่า รู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า ส.ว.เหล่านั้นถือหุ้นอยู่ นายวิษณุตอบว่า “เรารู้ แต่ว่ามันยังไม่มีคำวินิจฉัยอะไรตรงนี้ คำวินิจฉัยที่มีอยู่ก่อนไม่สามารถนำไปใช้กับคนอื่นได้ เพราะเป็นคำวินิจฉัยเฉพาะตัว ไม่เป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีอื่น ไม่เหมือนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกมัดเป็นการทั่วไป ด้วยข้อเท็จจริงที่เราไม่รู้เลยว่าต่างกันหรือไม่ เราไม่มีโอกาสไปตรวจสอบว่ามีหุ้นแล้วเลิกหรือยัง ขายหรือยัง ไม่ใช่ความบกพร่องของคณะกรรมการสรรหา มีเรื่องอื่นที่คิดว่าถ้าสมมติตั้งไปแล้วมีปัญหา ไม่ได้กระทบอะไร มีระบบสำรองเลื่อนขึ้นมาอยู่ แม้คุณสมบัติ ส.ว.เหมือนกับ ส.ส.แต่เราไม่รู้คำว่าถือหุ้นสื่อแปลว่าอะไร ถ้าพบว่าถือหุ้นตามความเป็นจริงแล้วสื่อนั้นมีกิจการทำหนังสือพิมพ์ ชื่ออะไรออกเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ถ้าเจอเช่นนี้เราไม่ให้อยู่แล้ว แต่การถือหุ้นสื่อที่มีวัตถุประสงค์ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ การจัดตั้งสื่อเป็นเพียงวัตถุประสงค์หนึ่ง แต่ไม่ได้ประกอบการจริง ไม่กล้าวินิจฉัยตัดสิทธิ

เสียงแข็ง กก.สรรหาบริสุทธิ์ผุดผ่อง

เมื่อถามว่า คณะกรรมการสรรหา ส.ว.มองว่า การถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ทำสื่อ แต่ไม่ปฏิบัติจริง ไม่ขัดคุณสมบัติ นายวิษณุสวนกลับมาทันทีว่า “เป็นมุมมองเดียวกับพรรคการเมืองที่คัดคนลงสมัคร ส.ส. ความที่ยังไม่แน่ชัดว่ามันคืออะไร กกต.เองไม่กล้าวินิจฉัย บัดนี้เมื่อมีการยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาทำงานเรียบร้อย บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ส.ส.หายเกือบร้อยสภาฯยังทำงานได้

เมื่อถามว่า ส่วน ส.ส.ที่จะยื่นตรวจสอบกันกว่า 100 คนจะกระทบต่อการทำงานของสภาฯหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เป็นไรจะให้ทำอย่างไรจะกี่คนก็ตามที มีสิทธิยื่นผ่านประธานสภาฯ เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ส่วนศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่แล้วแต่ศาล ขั้นตอนที่เขาทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่เวลาปฏิบัติจริงจะมีอะไรผิดพลาดหรือไม่ตนไม่ทราบ เมื่อถามว่าการยื่นตรวจสอบ ส.ส.ขณะนี้เหมือนยื่นแก้เกี้ยวระหว่างกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีอะไรจะวิจารณ์ เมื่อถามว่าจะเทียบเคียงกรณีศาลสั่งให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) หยุดปฏิบัติหน้าที่กับกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.ที่เหลืออยู่ได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อยู่ที่ศาล หากศาลจะสั่งคงมีเหตุผล ไม่สามารถตอบแทนศาลได้ และการทำงานในสภาฯหาก ส.ส.หายไปเกือบ 100 คน ก็ยังทำงานได้ เข้าใจว่าไม่มีผลกระทบ


“วันชัย” จ่อฟ้องกลับทั้งแพ่ง–อาญา

ที่หอประชุมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า หากมีชื่อตามที่นายเรืองไกรยื่นต่อ กกต.จริง พร้อมฟ้องคดีกลับทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ถึงที่สุด ปัจจุบันตนไม่ใช่เจ้าของหรือบุคคลที่ถือหุ้นในบริษัทแคนนู ไฮเรอร์ จำกัด ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวแล้ว มีผลทางกฎหมายตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งเป็นเอกสารวันที่ 25 เม.ย.62 ก่อนวันที่ได้รับตำแหน่ง ส.ว.เดือน พ.ค. จึงเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่นำความเท็จสร้างประเด็นทางการเมือง นายเรืองไกรพยายามสร้างความเสียหายให้ตน จะไม่ปล่อยให้ลอยนวลแน่นอน ส่วน ส.ว.อีก 20 คน ที่มีชื่อปรากฏตามข่าวเบื้องต้นได้หารืออย่างไม่เป็นทางการส่วนใหญ่ไม่กังวล คณะทำงาน ส.ว.จะหารือเพื่อต่อสู้คดีในทางเดียวกัน

เชื่อศาล รธน.ไม่ดูแต่บริคณห์สนธิ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่ากรณีการถือหุ้นสื่อเมื่อถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีบรรทัดฐานเหมือนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกศาลสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ นายวันชัยตอบว่า ถ้าข้อเท็จจริงเป็นลักษณะเดียวกับนายธนาธรมีความเป็นไปได้ แต่กรณี ส.ว.เป็นคนละข้อเท็จจริงกับกรณีนายธนาธร ส่วนที่ก่อนหน้านั้นมีคำพิพากษาศาลฎีกาในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีบรรทัดฐานตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เป็นสิ่งที่มีข้อแตกต่างแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่จะเป็นข้อยุติคือให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสิน เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาโดยยึดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อิทธิพลครอบงำหรือแทรกแซงสื่อมวลชน ไม่ใช่พิจารณาเพียงวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัท หรือเอกสารบริคณห์สนธิเท่านั้น ยอมรับว่าขณะนี้กรณีการถือหุ้นสื่อมวลชนถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงควรมีข้อยุติโดยการวางบรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญ

“ยุทธนา” แจงทิ้งธุรกิจสื่อก่อนแล้ว

นายยุทธนา ทัพเจริญ ส.ว. กล่าวว่า กรณีที่เป็น 1 ใน 21 ส.ว.ที่ถูกร้องถือหุ้นสื่อ ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท วิคเตอร์ โปรเฟสชันเนล จำกัด ไว้เป็นบริษัทซื้อขายที่ดิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อมวลชน แต่ตอนจัดตั้งบริษัทได้กรอกวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิตามแบบฟอร์มของกระทรวงพาณิชย์ครอบคลุมไว้มากมาย แต่เมื่อทราบจะได้เป็น ส.ว.ไปแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขอถอนวัตถุประสงค์ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนออกจากบริษัทเรียบร้อยแล้ว ก่อนได้รับตำแหน่ง ส.ว. 2-3 สัปดาห์มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

“ระวี” หนุนแก้ให้ชัดตัดปมวุ่นวาย

นายระวี รุ่งเรือง ส.ว.กล่าวว่า มีหุ้นอยู่ในบริษัท ฟาร์เมอร์ รีสอร์ท จำกัด ตั้งขึ้นเพื่อจะไปขอกู้เงินมาปรับปรุงธุรกิจห้องพักชายทะเล ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการสื่อมวลชนใดๆ ตอนไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทดังกล่าวต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแนะนำให้ระบุวัตถุประสงค์การจัดตั้งที่มีอยู่ 21-22 ข้อในแบบฟอร์มให้ใส่ไปทั้งหมด บางข้ออาจมีเรื่องเกี่ยวกับกิจการสื่อมวลชนรวมอยู่ ยอมรับว่ากังวลอยู่บ้าง แต่มั่นใจชี้แจงได้เพราะข้อเท็จจริงยืนยันว่าไม่ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อมวลชนเลยพิสูจน์ได้ เพื่อน ส.ว.หลายคนที่โดนยื่นร้องแบบเดียวกันบอกว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องไปตื่นเต้น และคงไม่ฟ้องกลับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.ไม่อยากผูกเวรกับใคร เชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องการเมือง แต่อยากให้ปรับปรุงคุณสมบัติ ส.ว.เรื่องการถือหุ้นสื่อให้ชัดเจนมากขึ้น จะได้ไม่วุ่นวาย


“เรืองไกร” ยื่น กกต.สอบสถานะ 21 ส.ว.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงาน กกต.นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมด้วยนายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสถิติพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้ตรวจสอบสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สิ้นสุดลง เนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมขอให้รีบส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า ส.ว.หลายคนอาจจะสงสัยว่าโอนหุ้นไปแล้วเหตุใดยังถูกยื่นคำร้องให้ตรวจสอบ จึงอยากชี้แจงว่า มีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องให้ กกต.เรียกเข้าให้ข้อมูลเพื่อให้เปิดเผยขั้นตอนการสรรหา ส.ว.ของคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งขึ้นมาจาก คสช.จะผิดถูกอย่างไรหรือต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของ กกต. สำหรับ ส.ว.อีก 200 คน ไม่ต้องน้อยใจทุกคนจะถูกตรวจสอบทั้งหมด ขณะนี้กำลังร่วมกับ 7 พรรคการเมืองตรวจสอบข้อมูล รวมถึง ส.ส. 55 รายชื่อที่พรรคพลังประชารัฐกำลังจะยื่นตรวจสอบ

อัด “วิษณุ” แถใช้รัฐธรรมนูญลักลั่น

เมื่อถามว่า ส.ว.จากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาของ คสช.ไม่ได้ยื่นสมัครต้องโอนหุ้นช่วงใดจึงจะไม่ขาดคุณสมบัติ นายเรืองไกรกล่าวว่า ต้องโอนหุ้นเมื่อได้รับการทาบทามจากคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากทุกคนต้องกรอกหนังสือรับรองตนเองว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ส่วน ส.ว.ที่สมัครและผ่านการคัดเลือกกันเองต้องโอนหุ้นให้แล้วเสร็จก่อนวันสมัคร จนถึงขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าคณะกรรมการสรรหา ส.ว.วางระเบียบและวิธีการสรรหาอย่างไร รายละเอียดทั้งหมดต้องถูกเปิดเผยโดย กกต.จะต้องเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนตัวเชื่อว่าขั้นตอนไม่ถูกต้องโดยคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ไม่ได้กำหนดขั้นตอนและไม่มีวิธีการอะไรเลย ก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบที่นายวิษณุบอกว่าคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อกรรมการได้ไม่เป็นความจริง อย่าใช้รัฐธรรมนูญลักลั่น ไม่อยากใช้คำว่าอย่าแถไปมา แต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามกำหนดไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ ส.ว.ต้องโอนหุ้นให้แล้วเสร็จเมื่อได้รับการทาบทามหรือช่วงต้นเดือน ก.พ.2562

แฉ “วันชัย” เพิ่งโอนหุ้นให้ลูกเขย เม.ย.

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า ส่วนที่นายวันชัย สอนศิริ ขู่จะฟ้องกลับยินดี เพราะตามข้อเท็จจริงนายวันชัยโอนหุ้นให้ลูกเขยเดือน เม.ย.ไม่ใช่เดือน ก.พ. นอกจากนี้ยังจะตรวจสอบการถือหุ้นของ ส.ว.อีกกว่า 400 คน ทั้งในบัญชีสำรองและผู้ได้รับคัดเลือกรอบแรก โดยเฉพาะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน วุฒิสภาที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าถือหุ้นบริษัทใหญ่ แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจสื่อ หรือ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช ถือหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ถือหุ้นด้วยตัวเองและภรรยาจำนวนมาก โดยเฉพาะหุ้นมหาวิทยาลัยเอกชน

เช็กรายชื่อ 21 ส.ว.ถือหุ้นต้องห้าม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ 21 ส.ว. ที่นายเรืองไกรได้ร้องและระบุในหนังสือร้องเรียน ทั้งหมดมีการโอนหุ้นหลังรับตำแหน่ง ส.ว.แล้ว แต่ต้องการให้ กกต.ตรวจสอบว่ามีการโอนจริงหรือไม่ โดย 21 คน ประกอบด้วย 1.นายวันชัย สอนศิริ บริษัท แคล นู ไฮเรอร์ จำกัด 2.ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี บริษัท สมศรีพานิช จำกัด 3.นายระวี รุ่งเรือง บริษัท ฟาร์มเมอร์ รีสอร์ท จำกัด 4.นายยุทธนา ทัพเจริญ บริษัท วิคเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล จำกัด 5.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร บริษัท พลังร่วม 18 จำกัด 6.น.ส.ภัทรา วราวิตร บริษัท กาฬสินธุ์ โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ จำกัด 7.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย บริษัท ทุ่งท่าลาด จำกัด

“เจี๊ยบ-พิสัณห์” อยู่ในข่ายด้วย

8.พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก หรือบิ๊กเจี๊ยบ บริษัท กีฬา สุราษฎร์ธานี จำกัด 9.นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ บริษัท พี แอนด์ อาร์ อิงค์ จำกัด 10.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ บริษัท ดีจริงมอเตอร์ จำกัด 11.นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ บริษัท ศรีสุพรรณการแร่ จำกัด 12.นายบรรชา พงศ์อายุกูล บริษัท พงศ์อายุกูลและบุตร จำกัด 13.นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด 14.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด 15.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน บริษัท นลวิตา จำกัด 16.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล หจก.ดีเคพี โลจิสติกส์ 17.ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ หจก.ณัฏฐ์ แอนด์ พิรพัฒน์ 18.นายเฉลียว เกาะแก้ว บริษัท ไตรหิรัญ 2555 จำกัด 19.นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลาบริษัท แอล.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 20.นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ บริษัท ไฮเทค เกลซเซอร์ จำกัด 21.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา บริษัท ภูตะวัน จำกัด


อนค.หนุนตรวจสอบทั้ง ส.ส.-ส.ว.

เมื่อเวลา 11.15 น. ที่พรรคอนาคตใหม่ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่าพรรคอนาคตใหม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจมากใช้สิทธิแทนประชาชน ควรต้องได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานเช่นเดียวกับ ส.ส. การค้นหาการถือหุ้นไม่ได้ยาก มีระบุในใบบริคณห์สนธิ ส่วนกรณี 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลยังรอดูเวลาอีกระยะหนึ่ง จึงจะมีท่าทีต่อไป ส่วนกรณีที่มีชื่อตนใน 55 ส.ส.ฝ่ายค้านที่ถูกยื่นร้องด้วย เป็นนักกฎหมายชี้แจงได้ ไม่ได้กังวลอะไร รวมถึง ส.ส.คนอื่นในพรรคด้วย ทั้งนี้พรรคได้เข้าร่วมกับไอลอว์เข้าชื่อ 10,000 หมื่นรายชื่อ เพื่อยกร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกทบทวนและแก้ไขประกาศและคำสั่ง คสช.สอดคล้องกับนโยบายการจัดการมรดก คสช.ที่ยังเหลืออยู่ 22 ฉบับ พร้อมเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาทบทวนประกาศและคำสั่ง คสช.ทั้งหมด จะสำรองที่นั่ง กมธ.ไว้ให้ภาคประชาชนมาร่วมทำงานด้วย ทั้งนี้จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 279 ที่รับรองประกาศและคำสั่ง คสช.และมาตรา 272 เกี่ยวกับ ส.ว.ที่มาจากการลากตั้งไม่ยึดโยงประชาชนมีวาระ 5 ปี มีอำนาจมาก ส่วนการเสนอญัตติได้ตั้งคณะทำงานจับตากลุ่มทุนผูกขาดคือ 1.ดิวตี้ฟรี 2.ปรับผิวจราจร จากผู้ได้รับสัมปทานรถไฟฟ้า จะผลักดันกระทู้ถามหรือกระทู้ถามสดต่อไปในสภาฯ


“ถวิล” ไม่หนักใจ 11 ส.ส.ปชป.

นายถวิล ไพรสณฑ์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลของ 11 ส.ส.ของพรรคที่ถูกร้องเรียนกรณีถือหุ้นสื่อเสร็จแล้ว มี 2 คนที่ขอต่อสู้คดีเองคือนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยองและรองหัวหน้าพรรค และนายประมวล พงษ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ มีเพียง 9 ส.ส.ที่ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคช่วยทำคดี ตรวจสอบข้อมูลทั้ง 9 คนแล้วมีการจดแจ้งวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อตั้งบริษัท แต่ไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน จึงไม่หนักใจแนวทางต่อสู้คดีเพราะยึดถือตามข้อเท็จจริง จะอ้างถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยพิพากษาตัดสินมาแล้วมาเป็นตัวอย่างเทียบเคียง และยังไม่คิดถึงเรื่องจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้คุ้มครองการยุติการทำหน้าที่ ส.ส.

รับห่วงกระทบเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อถามว่า เป็นห่วงถึงเสถียรภาพของรัฐบาลนี้หรือไม่ เพราะเพิ่งมีการร้องเรียน ส.ว.ถือครองหุ้นอีก 21 คน ก่อนหน้านี้มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลถูกร้องเรียนกรณีเดียวกันแล้ว 41 คน นายถวิลกล่าวว่ายอมรับว่าเป็นห่วงเสถียรภาพของรัฐบาลเช่นกัน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ถึง 21 คนขณะที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวม 62 คนจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นไร

ศาล รธน.ไม่ให้ “ธนาธร” ยืดเวลารอบ 2

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาเพื่อชี้แจงคดี ถือหุ้นสื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 2 ออกไปอีก 15 วัน ล่าสุดมีรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตขยายเวลาให้ชี้แจง เนื่องจากได้อนุญาตให้ขยายเวลา ในรอบแรก 30 วัน คาดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีการอนุญาตเพียงครั้งเดียวเพียง 15 วันเท่านั้น ทั้งนี้ การพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การประชุมของตุลาการคณะใหญ่ เนื่องจากมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 คณะเพื่อพิจารณาคำร้องปลีกย่อย สามารถสั่งรับหรือไม่รับได้ทันที หากไม่ใช่คำร้องเรื่องใหญ่


“บิ๊กตู่” โอ่ทำมา 5 ปีรู้อะไรเป็นอะไร

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องรอยัลมณียา บอลรูม ชั้น M โรงแรมเรเนซองส์ กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงาน CLMVT Forum 2019 จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การผลักดันให้ CLMVT เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่ายุคใหม่แห่งเอเชีย” ตอนหนึ่งว่า ตลอดเวลาที่ทำงานมา 5 ปี พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและทำตัวอย่างไร แม้หลายคนบอกนายกฯเป็นคนตลกก็ตามแต่มีสาระ ที่ผ่านทำงานเต็มที่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย ถ้าไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายก็จบ ถ้าออกมาต่อต้านกันทุกเรื่องมันไปไม่ได้ เป็นอันตรายของประเทศ เราจะมาให้ร้ายกันไม่ได้ เพื่อนคือเพื่อน อย่าคิดแต่เพียงว่าเราคิดและพูดได้ทั้งหมด เพราะกลายเป็นการพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ เรียกร้องอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูตรงไหนเร่งด่วน ต้องไปที่ประชาชนเดือดร้อนก่อน และต้องทำตัวให้ดีขึ้น ไม่อยากเกิดความขัดแย้งทางกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติตามกฎหมายก็จบ ต่อต้านทุกอันไปไม่ได้ ให้ร้ายกันไม่ได้ ต้องรู้จักหน้าที่ตัวเอง

ยึดขันติน่ารักจะตายไม่บ้าโซเชียล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ ต้องดูว่าใช้ได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ ใช้เพื่อหาความรู้ให้ตัวเองหรือเปล่า “มี 2-3 คนบอกว่าผมติดโซเชียล ยืนยันไม่ได้ติดโซเชียล เปิดโทรศัพท์ดูอะไรที่ไม่ฉลาด อะไรที่โง่ นั่นแหละคือโซเชียลของผม ไม่ใช่ไปอ่านให้เสียอารมณ์ ใครว่าใครด่าผมจะไปอ่านทำไมไร้สาระ” เวทีสุดยอดอาเซียน 3 วัน เหนื่อยก็เหนื่อย เจรจาตั้งเยอะ ทุกคนเหนื่อยแสนเข็ญจ้องแต่จับผิด นี่แหละโลกโซเชียล อะไรที่ทำลายประเทศตัวเองรับไปกันด้วย ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น คนทำดีเขาพยายามทำกันแทบตายไม่ได้ง่ายเลย รัฐบาลต้องมีนโยบายทางการเมืองดูแลในและต่างประเทศ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร ช่วยกันเป็นห่วงโซ่เดียวกัน พี่จูงน้อง เพื่อนจูงเพื่อน ถ้าอยากได้ความขัดแย้งพูดไป คนเราพร้อมถูกชักจูงอยู่แล้วเรียกว่าอารมณ์ วันนี้อยากให้ทุกคนใช้คำว่า ขันติ โสรัจจะ อดทน อดกลั้น สงบ ในเวลาที่พูดหรือฟังใคร พยายามทำอยู่เพื่อให้รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ผมเป็นคนแบบนี้น่ารักจะตาย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ยิ้ม-ถอนหายใจอุบไต๋ทูลเกล้าฯ ครม.

ต่อมาเวลา 10.08 น. หลังเสร็จสิ้นเปิดงาน CLMVT Forum 2019 นายกฯได้เดินพูดคุยทักทายผู้บริหารโรงแรมเรเนซองส์ สอบถามการเข้าใช้บริการของลูกค้าช่วงนี้ โดยผู้บริหารโรงแรมระบุว่าดีขึ้น จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายกฯถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าขณะนี้ได้นำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือยัง โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบเพียงแต่หันมาส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนขึ้นรถไปปฏิบัติภารกิจต่อที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 14.30 น. หลังนายกฯเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 6/2562 ผู้สื่อข่าวไปถามอีกว่าทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.ใหม่หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ถอนหายใจยาวร้องเสียงดังเฮ้อ แล้วตอบเพียงว่าถามอะไรกันทุกวัน ก่อนเดินกลับขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

สกรีนคุณสมบัติ รมต.เข้มงวด

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการพิจารณาคุณสมบัติ ครม.ใหม่ว่า พอจบเรื่องของอาเซียนคงมาทำเรื่องนี้ ได้ยินมาว่าวันที่ 24 มิ.ย.เริ่มส่งแบบฟอร์มให้บุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีกรอกประวัติ และต้องเข้มงวดขึ้น ต้องดูคุณสมบัติทั้งหมด แยกออก 2 ประเภท คือคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและเรื่องความเหมาะสม จะเสนอ 2 บัญชีให้นายกฯตรวจสอบ เมื่อมีเรื่องร้องมาต้องทำเรื่องส่งแยกให้นายกฯรับทราบ เมื่อถามย้ำว่า มีการระบุว่า การตรวจสอบประวัติลงลึกถึงอาชีพเก่า นายวิษณุตอบว่า ไม่รู้ไปเอามาจากไหน ไม่ทราบไม่เห็น และไม่ได้ย้อนอะไรในแบบฟอร์มเขียนไว้อยู่แล้วว่า การศึกษาระดับไหนจบมาทำงานอะไร สำหรับตนยังไม่ได้รับแบบฟอร์ม เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรผลโพลชื่นชมให้กลับมาเป็นรองนายกฯอีก นายวิษณุตอบว่า ชมเราก็ขอบคุณ

ชพน.ได้ตำแหน่งหรือไม่อยู่ที่นายกฯ

เมื่อเวลา 10.10 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพลังประชารัฐ กล่าวถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าที่รัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส.หรือไม่ว่า อยู่ระหว่างการหารือของผู้บริหารพรรคพิจารณา ส่วนคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อรัฐมนตรีของพรรคเบื้องต้นยังไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไร ส่วนใครจะได้เป็นอะไร ยังไม่ทราบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เร็วๆนี้คงจะได้รู้ เมื่อถามกรณีที่พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ทวงคำตอบโควตารัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ ปฏิเสธว่า ไม่ทราบ อยู่ที่นายกฯพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าจะมีโควตาของพรรคชาติพัฒนาไปเป็น รมช.อุตสาหกรรมหรือไม่ นายสนธิรัตน์ยิ้มก่อนกล่าวว่า อยู่ที่นายกฯ ส่วนกรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยรักษาชาติ เรียกร้องให้นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เคลียร์คดีปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้บริษัทเครือกฤษดามหานคร สมัยเป็นกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย นายอุตตมเล่าให้ฟังบอกทุกอย่างจบไปนานแล้ว หากฝ่ายค้านจะหยิบยกประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่าไม่หนักใจ ชี้แจงกันไปบนหลักการกฎหมาย ผิดว่ากันไป อะไรไม่ผิดแล้วนำมาเป็นประเด็นการเมืองต้องชี้แจง

เชิญพรรคร่วมร่างนโยบายรัฐบาล

นายสนธิรัตน์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในการจัดทำนโยบายรัฐบาล กล่าวอีกว่า สัปดาห์นี้พรรคจะมอบหมายให้คณะทำงานไปประสานพูดคุยพรรคร่วมรัฐบาล เริ่มต้นพูดคุยเพื่อร่างนโยบายรัฐบาลร่วมกัน หลังร่างนโยบายของพรรคไว้แล้ว ไปรับฟังแนวทางจากพรรคร่วม ยังมีเวลาอยู่ระหว่างตั้ง ครม. กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องแถลงนโยบายภายใน 15 วันหลัง ครม.เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ

พปชร.ติวเข้ม ส.ส.สู้ศึกในสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมสภาฯภายใน 15 วันหลัง ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ พรรคจะติวเข้ม ส.ส.เพื่อเตรียมพร้อมโดยเชิญรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานแต่ละด้านผลัดเปลี่ยนมาทำความเข้าใจ หากมีโอกาสอาจเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ร่วมด้วย แต่ก่อนถึงวันนั้น เวลา 13.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. พรรคเรียกประชุม ส.ส.มาพูดคุยผู้บริหารพรรครับทราบแนวทางการทำงานในสภาฯ การแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อรับมือฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามทั่วไปในที่ประชุมด้วย สำหรับการจะให้คนเป็นรัฐมนตรี

ต้องลาออกจาก ส.ส.หรือไม่

แกนนำพรรคยังเห็นต่างกัน โดยเฉพาะนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ต้องทำหน้าที่ประสานงานแกนนำพรรคร่วมในสภาฯและวางเกมต่อสู้ตอบโต้ประเด็นที่อาจถูกฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถาม โดย ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีชื่อจะไปเป็นรัฐมนตรีรวม 5 คน คือนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายสมศักดิ์ เทพสุทินและนายสันติ พร้อมพัฒน์

พท.บี้ “อุตตม” ตอบอย่าหลบหลังคนอื่น

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เรียกร้องให้นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงการอนุมัติเงินกู้กรุงไทยก่อนเป็น รมว.คลังว่า นายอุตตม ควรชี้แจงสังคมด้วยตัวเองมากกว่าให้ใครไม่รู้มาตอบแทน ไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าเป็นเอกสารถูกต้องหรือไม่ เป็นลายเซ็นนายอุตตมที่ร่วมอนุมัติด้วยหรือไม่ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ทำไมถึงไม่ถูกดำเนินคดีทั้งที่อีก 3 คนโดนคดี นายอุตตมได้ซัดทอดอีก 3 คนหรือไม่ถึงรอด นายพิชัยถามน่าเพราะห่วงความโปร่งใสของนายอุตตมก่อนรับตำแหน่งใหม่ ที่ไม่กล้าชี้แจงเองแสดงว่าไม่มั่นใจหรือไม่ว่าตัวเองโปร่งใสจริง ถึงต้องหลบหลังคนอื่น ส.ส.ฝ่ายค้านจะสอบถามเรื่องนี้ต่อ ถึงวันนั้นต้องตอบคำถามเหล่านี้ด้วยตัวเองอยู่ดี

“ภูมิธรรม”ปลุกปลดพันธนาการ

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “24 มิถุนา...ผ่านพ้นมา 87 ปี ยังคงต้องรำลึกกันต่อไป” มีเนื้อหาสรุปว่าหลังเลือกตั้งเกือบ 3 เดือนกว่า ยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆให้เกิดความหวังขึ้นในสังคมไทย การเมืองไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเสี้ยวใบ ยังเห็นการคุกคามหรือประทุษร้ายบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างหรือใช้การคุกคาม ทำร้ายแม้กระทั่งวาจาและการใช้ อำนาจอิทธิพลด้านการปกครองและทางกฎหมายทุกรูปแบบ จัดการและกระทำต่อนักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน สื่อมวลชน สถาบันทางการเมืองและประชาชนกลุ่มเห็นต่าง พวกเราทุกคนในสังคมไทยล้วนมีภารกิจสำคัญต้องช่วยกันปลดเปลื้องพันธนาการที่กลุ่มผู้มีอำนาจสร้างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรฐานระบอบประชาธิปไตย อย่าให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อ ครั้งอดีตต้องสูญเปล่า อย่าให้ลูกหลานในอนาคตต้อง รับมอบประเทศชาติที่ปรักหักพัง ขาดความน่าเชื่อถือ


พท.ชวนนักการเมืองจับมือแก้ รธน.

เมื่อเวลา 10.50 น. ที่พรรคเพื่อไทย นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองถึงวันนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 88 การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ สลับสับเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลจากการเลือกตั้งและการปฏิวัติรัฐประหาร การเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.62 แม้จะเสรีอยู่บ้าง แต่เป็นที่น่าสงสัยในความเป็นธรรม เป็นไปได้ว่ากติกาต่างๆถูกตราเพื่อประโยชน์พวกตัวเอง หากเราไม่ร่วมกันปลดล็อกเหล่านี้ย่อมไม่มีวันที่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น นักการเมืองที่มาจากประชาชนควรหันหน้าเข้าหากัน จับมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว การสืบทอดอำนาจของ คสช. ต้องถูกร่วมมือกันขจัดออกไป สำหรับ ครม.ปัจจุบันเหลือน้อยไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งไม่ควรมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ด้วย น่าเป็นห่วงว่า คสช.และ ครม.ที่เหลืออยู่ไม่กี่คน อาจคิดว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความผิด ขณะนี้ มีสภาฯเกิดขึ้นแล้ว ทางที่ดีต้องรีบตั้ง ครม.ให้เสร็จสิ้น โดยเร็ว ให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันรับผิดชอบ


7 พรรคฝ่ายค้านถกรื้อ รธน.–คำสั่ง คสช.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ชั้น 8 อาคารไทยซัมมิท มีการประชุมตัวแทน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกเลิกคำสั่ง คสช. โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวก่อนการประชุมว่า ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ คสช.เป็นรัฐธรรมนูญที่รับใช้ คสช. มากกว่ารับใช้ประชาชน พรรคฝ่ายค้านจึงอยากนำบ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยในแนวทางสันติวิธี และเห็นควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องส่งเสริมให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงนำปัญหาของประชาชนมาผลักดันแก้ไขให้ได้

ชู 4 พันธกิจหลักซักฟอก รบ.–ตั้ง สสร.

ต่อมาเวลา 15.40 น. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน แถลงว่าคณะกรรมการ มีพันธกิจหลักเร่งด่วน 4 ด้านคือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ นำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย 2.ล้างมรดกบาป คสช. คำสั่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน 3.ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามหลักธรรมาภิบาล ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ระหว่างและหลังดำรงตำแหน่ง 4.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 7 พรรคตรงกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อบางพรรคเป็นรัฐบาลเท่านั้น โจทย์คือจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญที่ให้คนบางกลุ่มบางพวกเขียน แต่ให้เป็นรัฐธรรมนูญของทุกคนในประเทศที่เท่าเทียมกัน โดยมาจากการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ประชาชนไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญเลย ส่วนสถานะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯที่ยัง ประชุม ครม.ชุดเก่าอยู่ ฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการ เรื่องคุณสมบัติอย่างต่อเนื่อง ต้องไปให้สุดทางจนถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน


“ธนาธร” ลั่น ปชต.ไม่ใช่ล้มสถาบัน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เปิดเวทีปราศรัยพบปะกับสมาชิกพรรคในพื้นที่ภาคอีสาน หัวข้อ “24 มิถุนา วันประชาธิปไตยและคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น”

นายธนาธรกล่าวว่า 24 มิ.ย.2475 เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย 87 ปีที่ผ่านมา ยังมีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนมีเสียงเหนือกว่าประชาชน สิทธิมนุษยชนเสรีภาพยังถูกละเมิดคุกคาม นี่คือผลจากที่เราไม่ช่วยกันปกป้องการอภิวัฒน์หน้าที่พลเมืองที่สำคัญคือต่อต้านรัฐ– ประหารปกป้องประชาธิปไตย อยากชวนให้ทุกคนกลับมาให้ความสำคัญกับวันที่ 24 มิ.ย.เมื่อพูดอย่างนี้ ตนจะโดนคำกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องการสานต่อภารกิจที่ยังไม่สำเร็จของคณะราษฎรอีก ยืนยันอีกครั้งว่า พรรคอนาคตใหม่จะสานต่อการสร้างประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ภารกิจ 2475 ไม่ใช่ล้มล้างสถาบันอย่างที่ถูกใส่ร้าย เราเชื่อมั่นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะมั่นคงสถาพรเมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็ง

ลุยสนามท้องถิ่น 20 จังหวัด

นายธนาธรกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นพรรคคงไม่ส่งผู้สมัครครบทั้ง 77 จังหวัด เนื่องจากพรรคเพิ่งเกิดเติบโตได้เพียง 1 ปี ยังมีเครือข่ายไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้น จะส่งผู้สมัครที่พร้อมเพียงแค่ 20 จังหวัด การขยายสู่การเมืองท้องถิ่นคงจะต้องทำทีละก้าว คาดว่าไม่ถึง 1 ปีจะมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นคงจะใช้เครือข่ายพลังที่มีความรู้ประสบการณ์จากทำงานการเมืองระดับชาติมาประยุกต์ใช้ ขอฝากประชาชนที่สนับสนุนระดับชาติให้สนับสนุนระดับท้องถิ่นด้วย ขอขอบคุณ New World โหวตและทุกคะแนนเสียง ทั้งนักศึกษาคณาจารย์ที่ทำให้ชนะ ส.ส.เขตได้

“ปิยบุตร” ย้ำ 6 หลักคณะราษฎร

นายปิยบุตรกล่าวถึงบทบาทสำคัญของคณะราษฎร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจที่สัมพันธ์กับการปฏิวัติ 2475 ว่า คณะราษฎรได้สถาปนาหลักการรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดปกครองประเทศ มีหลัก 6 ประการ ได้แก่ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพและการศึกษา คือภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการ วันนี้มี 3 เรื่องใหญ่เป็นหัวใจของระบอบ ประชาธิปไตย ที่ยังไม่ลงหลักปักฐานในประเทศคือ 1.หลักรัฐธรรมนูญนิยม การประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน ทุกสถาบันการเมืองมีอำนาจได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด 2.หลักระบบรัฐสภาต้องทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น และ 3.หลักกระจายอำนาจ แต่เดิมอยู่ที่เราเขาเอาไป ต้องยุติการรวมศูนย์อำนาจได้แล้ว

เครือข่าย ปชช.ยื่น ก.ม.โละคำสั่ง คสช.

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถนนประดิพัทธ์ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ นำกลุ่มภาคประชาชน 23 องค์กร เดินทางจากกระทรวงการคลังมายื่นหนังสือต่อสภาฯ ผ่านนางพรรษมนต์ ไทยวัฒนานุกูล รองเลขาธิการสภาฯ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. 35 ฉบับที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยนายยิ่งชีพกล่าวว่า เครือข่ายได้รวบรวมรายชื่อประชาชน 13,409 คน มายื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามกิจกรรมปลดอาวุธ คสช. ทวงคืนสถานการณ์ปกติ การบังคับใช้ประกาศ คสช.เหล่านี้ให้อำนาจทหารจับกุมประชาชนไปคุมขังในค่ายทหารได้ 7 วัน โดยไม่ต้องรับผิด เป็นอันตรายให้ทหารใช้อำนาจตามอำเภอใจ บรรยากาศประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกทางการเมืองมีปัญหาอย่างมาก ขึ้นอยู่กับ ส.ส.และ ส.ว.จะสนับสนุนหรือไม่ หาก ส.ส. คนใดไม่สนับสนุนต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าเหตุใดจึงต้องการให้คงอำนาจทหารไว้ต่อไป ทั้งที่เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแล้ว

“จุรินทร์” ไป “กระบี่” แก้ปาล์มตกต่ำ

วันเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ส.ส.กระบี่ และคณะ ส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ อ.เมือง และ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พบปะชาวสวนปาล์มและกลุ่มแกนนำผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน หลังประสบปัญหาราคาตกต่ำตลอดหลายปี โดยนายจุรินทร์กล่าวว่า แนวทางประกันรายได้เกษตรกรจะเป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาล เพื่อเป็นหลักประกันให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า จะขายปาล์มได้อย่างน้อยกิโลกรัมละ 4 บาท และมีมาตรการอื่นๆควบคู่ด้วย เช่น ทำไบโอดีเซล และพัฒนาไปเป็นบี 10 บี 20 และบี 100 เพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องเร่งไม่ให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม

“นิพิฏฐ์” ชี้กู้ดอกโหดยอมความไม่ได้

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.30 น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวเรื่อง “นายทุนเงินกู้นอกระบบ-คืนโฉนด ของจริงหรือแหกตา” ว่า เรื่องคืนโฉนดให้ชาวบ้านที่นายทุนยึดไว้ของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สตช. (ศปฉช.ตร.) การคืนโฉนดมีเรื่องไม่จริง สร้างภาพรวมอยู่ด้วย (ค่อนข้างเยอะ) เมื่อวันที่ 16 พ.ค.62 ศปฉช.ตร.แถลงว่าตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการนี้ ไกล่เกลี่ยไปแล้ว 24,014 ราย คืนโฉนดไป 20,360 ฉบับ เนื้อที่ 57,648 ไร่ ราคาที่ดิน 27,614,488,361 บาท ทั้งนี้ 1.ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 การให้ยืมเงินและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประการสำคัญเป็นความผิดต่อแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ เมื่อตำรวจพบการกระทำผิดต้องดำเนินคดีทันทีจะไกล่เกลี่ยและระงับคดีไม่ได้ จำนวนที่พบการกระทำความผิดและไกล่เกลี่ยไป 24,014 รายนั้น ตำรวจดำเนินคดีไปกี่ราย หากไม่ดำเนินคดีถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ท้า ศปฉช.ตร. เปิดชื่อลูกหนี้อุปโลกน์

นายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า 2.ผู้ที่ตำรวจอ้างว่าเข้าไกล่เกลี่ย 24,014 ราย ลองเปิดเผยชื่อมาดูประชาชนจะได้ไปสอบถามได้ว่าคุณลุงคุณป้าเหล่านั้นกู้ยืมเงินนายทุนไปจริงหรือไม่ หรือเพียงเอาโฉนดให้ตำรวจไปแล้วให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลมาแจกโฉนดของตนเองคืน เปิดเผยสถิติคดีมาแล้วจะรู้ว่าของจริงหรือของปลอม นำเรื่องนี้มากล่าวมิได้เจตนาร้ายต่อตำรวจ เจตนาดีเสียด้วยซ้ำ อยากให้ตำรวจดีๆได้ทำงานสะดวกใจ ไม่เสี่ยงทำผิดกฎหมาย ทำงานเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง อยากให้ตำรวจมีวิญญาณของความเป็นกบฏเสียบ้าง สิ่งไหนที่ผู้บังคับบัญชาสั่งและไม่ถูกต้องหัดเป็นกบฏเสียบ้าง มีเรื่องอื่นอีก 2-3 เรื่องจะเล่าให้ฟังค่อยว่ากันอีก

แฉต่อรองคดีหาโฉนดมาแจกคืน

ต่อมานายนิพิฏฐ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มี ผบช.ภ.ยศ พล.ต.ท.โทรศัพท์มาคุยขอข้อมูลได้บอกว่าเห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะช่วยคนจนที่ถูกเอารัด เอาเปรียบ ตอนเริ่มต้นโครงการใหม่ๆโอเค แต่ตอนหลังมันไม่ใช่ของจริงมีจำนวนมากขึ้น ได้ยกตัวอย่างให้ทราบว่า ข้อมูลของ ศปฉช.ตร. ที่ระบุว่าไกล่เกลี่ยไปแล้ว 24,000 ราย คืนโฉนดไป 20,000 ฉบับ เป็นคดีที่ยอมความกันไม่ได้ แต่ตำรวจกลับไปไกล่เกลี่ยคดี ใช้อำนาจอะไรไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย และถ้าไกล่เกลี่ยคดีไปแล้วมีสถิติรายละเอียดหรือไม่ จึงบอกว่ากรณีนี้ไม่เป็นความจริง เพราะตำรวจไม่มีอำนาจไกล่เกลี่ย ต้องดำเนินคดีเท่านั้น ระยะหลังสร้างภาพว่าไปจับนายทุนเงินกู้มา จับจริงอาจ 1-2 ราย มีสัญญาเงินกู้ 5 ฉบับ มาต่อรองว่าใช้สัญญา เงินกู้ 2 ฉบับพอแล้วไปหาโฉนดที่ดินของพรรคพวกมาให้ 20 ใบ จะให้นายมาแจกคืน ในวันที่ทำพิธี จะไม่ถูกดำเนินคดีในหลายๆกรรม ต้องวิ่งหาโฉนดที่ดินให้ได้ มีลักษณะเช่นนี้จำนวนมาก ผบช.ภ.รับปากว่าจะรับข้อสังเกตของตนไว้ และจะดำเนินคดีตามความเป็นจริง จะมีพิธีแจกโฉนดที่ดินอีกครั้งเร็วๆนี้ที่ จ.กาญจนบุรี

ปั้นสถิติผลงานหลอกเจ้านาย

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า คงไม่ฝากอะไรเป็นพิเศษไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ดูแลเรื่องนี้ การทำคดีช่วยเหลือชาวบ้านคนยากจน ทุกคนเห็นด้วยสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ตามกฎหมายและข้อเท็จจริง ถ้าไม่ทำอย่างตรงไปตรงมาจะถูกหลอกได้จากนายตำรวจบางคนที่ต้องการโชว์ผลงาน นายหรือผู้ใหญ่จะถูกหลอกได้ หรือถ้าให้สิ่งเหล่านี้เดินหน้าต่อ ต้องยอมรับว่ามีกระบวนการต่อรองดำเนินคดี หรือจะไม่ดำเนินคดีอาญาแต่ต้องทำสถิติให้เขา เป็นการละเมิดกฎหมาย ตำรวจชั้นผู้น้อยส่วนใหญ่ลำบากใจมาก ขณะที่มีตำรวจบางนายที่สนับสนุนเรื่องนี้เน้นสร้างสถิติ เจริญเติบโตทางราชการ จึงขอให้ดำเนินคดีตามความเป็นจริง

“บิ๊กป้อม” สั่งสอบปัดไม่เกี่ยว “บิ๊กโจ๊ก”

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ แฉกระบวนการตบตา “พลเอก ป.” ถูกลูกน้องหลอกแจกคืนโฉนดที่ดินว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ทราบเรื่องแล้ว ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบผิดจริงให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด อาจเป็นเพียงเฉพาะรายไป อย่านำไปเหมารวม จะทำให้นโยบาย ช่วยเหลือประชาชนเสียหายได้


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ เรื่องนี้และได้ตอบไปแล้ว เขาพูดคุยกับนายนิพิฏฐ์ เรียบร้อยแล้ว ชี้แจงแล้ว เมื่อถามว่า เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกฯ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่า “ไม่มี ไม่เกี่ยวเลย”

“บิ๊กแป๊ะ” เช็กข้อมูลเตรียมฟ้องกลับ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงมาตรการแก้ปัญหาโฉนดที่ดินที่ตำรวจจับกุมแก๊งเงินกู้เป็นการสร้างภาพว่า หากเห็นว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องประชาชนสามารถฟ้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ไม่ทราบนัยของผู้ที่โพสต์ ต้องการอะไรเพราะเป็นนักการเมือง หากติเตียนตำรวจยินดีรับฟัง ส่วนตัวเชื่อมั่นการทำงานของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่กำกับดูแลเรื่องนี้ เบื้องต้นสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายนิพิฎฐ์โพสต์ หากเจตนากล่าวหา หรือต้องการใส่ร้ายตำรวจจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะมีการฟ้องกลับหรือไม่

“ปิยะ” เช็ก ก.ม. เชิญ “นิพิฏฐ์” ให้ข้อมูล

ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ตำรวจไม่ได้สร้างภาพแน่นอน ไม่ได้ทำงานหน่วยเดียว บูรณาการกัน กว่า 6 หน่วยงาน ไม่สามารถใช้เอกสารที่ดินปลอมมาคืนให้กับประชาชนได้ เบื้องต้นประสานกับนายนิพิฏฐ์ยอมรับว่า โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง ได้ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบและประสานตำรวจ ผบช.ภ.9 ตรวจสอบว่าการโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดหรือไม่ พร้อมจะเชิญนายนิพิฏฐ์มาให้ข้อมูล

ศาลรวมคดีคนอยากเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุด ARMY57 ที่มีนายกาณฑ์ หรือศศิพัฒน์ พงษ์ประภาพันธ์ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายรังสิมันต์ โรม น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา นายธนวัฒน์ พรมจักร นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นายอานนท์ นำภา นายปกรณ์ อารีกุล และ น.ส.ศรีไพร นนทรีย์ เป็นจำเลยที่ 1-9 กับคดีที่นายเอกชัย หงส์กังวาน เป็นจำเลย ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ใช้เครื่องขยายเสียง โดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.บ.การ จราจรทางบก กรณีชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่สนาม ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เคลื่อนตัวไปยังกองบัญชาการกองทัพบก โดยศาล อนุญาตให้รวมคดีนับนายเอกชัยเป็นจำเลยที่ 10 เป็นคดีเดียวกัน และกำหนดวันนัดสืบพยาน 20 นัด นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 26 พ.ค.2563


ชักช้าไม่ได้

การประชุมสุดยอดอาเซียน ASEAN Summit ครั้งที่ 34 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพผ่านพ้นไปแล้ว แต่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีภารกิจต่อเนื่องเดินทางไปประชุมจี 20 ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 27-28 มิ.ย.

เมื่อเสร็จสิ้นงานใหญ่ งานสำคัญระดับประเทศแล้ว แน่นอนว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ฟอร์ม ครม.ที่อัดอั้นมานาน จะกลับมาว่ากันเป็นล่ำเป็นสัน

ตามสัญญาณที่โผ ครม.ตอนนี้ค่อนข้างนิ่งหมดแล้ว อยู่ในมือ “ลุงตู่” จะเขย่าออกมาตามที่เป็นข่าว หรือเปลี่ยนแปลงบางตำแหน่งพอท้วมๆ

ในรายของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่สังคมตั้งข้อกังขา ก็ยอมถอยให้ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” น้องสาวมาทำหน้าที่แทน แต่มิวายโดนขุดคุ้ยเรื่องร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลใน จ.อุทัยธานี อีกกระทอก

ไม่รู้ “ลุงตู่” จะหวั่นไหวต่อกระแสต้านในตัวรัฐมนตรีหรือเครือญาติบางรายรึเปล่า???

เพราะนอกจากตระกูล “ไทยเศรษฐ์” แล้วก็ยังมีตระกูล “พรหมเผ่า” จนมีเสียงนินทาหนาหูเหลือเกินว่าเก้าอี้รัฐมนตรีกลายเป็นโควตาของวงศ์ตระกูลไปแล้วกระนั้นหรือ!!!

อีกโควตาหนึ่งที่มีเสียงแปร่งๆ ผิดคีย์ พรรคชาติพัฒนายังตามควานหาเก้าอี้รัฐมนตรีที่เคยได้โควตาไว้ไม่เจอ

แต่เพราะมี ส.ส.อยู่เพียง 3 เสียง จะพูดอะไรมากก็ไม่ได้

พรรคพลังท้องถิ่นไทย ก็มี 3 เสียงเหมือนกัน แม้ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีก็ไม่ได้โวยวายอะไรให้เสียจริต

อย่างไรก็ตาม ดูทรงแล้วรัฐบาลใหม่น่าจะชัดเจนช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.หรือไม่ก็ต้นเดือน ก.ค.

คงลากยื้อต่อไปอีกไม่ไหว เลือกตั้งผ่านมา 3 เดือน จนคนลาไปคลอดลูกกลับมาทำงานแล้ว

ปัญหาต่างๆมากมายจิปาถะ รอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาสะสาง ถ้ายังเตะถ่วงลีลากันไม่เลิกก็มีแต่เสียกับเสีย

ว่าก็ว่าเถอะไม่รู้รัฐบาลจะอยู่รอดปลอดภัยไปได้นานแค่ไหน รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำอะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นควรรีบทำคะแนน เอานโยบายที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมก่อนจะสายเกินเพล

ขืนไม่ทำ หรือทำไม่ทันก็เท่ากับไปหลอกต้มชาวบ้าน เลือกตั้งครั้งต่อไปใครเขาจะเลือก!!!

ไอ้ค่าแรงขั้นต่ำที่หาเสียงกันเอาไว้ทั้งพรรคหลักพรรคร่วม 400 บาทบ้าง 425 บาทบ้าง อยากรู้ว่าจะทำได้จริงอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า ถ้าทำไม่ได้ก็อยากดูว่าจะแก้ตัวแก้ต่างกันยังไง

ตามรูปการณ์แล้วรัฐบาล “ลุงตู่ 2” นอกจากต้องรีบตั้งให้เสร็จโดยไวแล้ว ยังต้องรีบทำงานแบบด่วนจี๋ ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

สิ่งสำคัญที่จะประคองสถานการณ์ของรัฐบาลให้เดินหน้าไปได้ นั่นคือผลงานที่โดนใจประชาชน พลิกเปลี่ยนอารมณ์ผู้คนให้รู้สึกว่าเศรษฐกิจปากท้องดีขึ้น นั่นคือยาอายุวัฒนะของรัฐบาลที่ดีกว่ายาไหนๆ

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป ควันหลงที่ตามมาคือเสียงนินทาพรรคพลังประชารัฐเรื่องความสง่างามในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แถมมีเสียงต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องสัจวาจา การเลือกข้างร่วมรัฐบาล เสียงสะท้อนเหล่านี้ยังกระหึ่มอยู่ในโลกโซเชียล

ถ้าต้องเลือกตั้งใหม่ปีนี้ ปีหน้า ในภาวะพรรครัฐบาลสปีดงานไม่ขึ้น ก็อาจต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ยับเยิน

เรื่องนี้ไม่บอกก็รู้อยู่เต็มอก หากรัฐบาลอยากอยู่ยาวต้องเร่งปั่นผลงาน เพื่อลบเลือนความทรงจำ!!!

“พ่อลูกอิน”

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ตะลุมบอนด้วยหุ้นสื่อ ส.ว.21คน ฝ่ายค้าน-โดน55

ร้องเรียนอุตลุด ขุดเรื่องโบราณ! โพลยุให้ยุบสภา "จุรินทร์" ดูปัญหา ราคายาง-ตกตํ่า

พปชร.คาดยื่นสอย ส.ส. 7 พรรคฝ่ายค้านถือหุ้นสื่อสัปดาห์หน้า เผยยอดพุ่งเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 55 ราย เป็น อนค. 33 คน เพื่อไทย 10 คน นอกนั้นเป็นของเพื่อชาติ-เสรีรวมไทย-ประชาชาติ-เศรษฐกิจใหม่-พลังปวงชนไทย “นิยม” ฉุนจัดเล่นไม่เลิกแจ้งความเอาผิด “อุตตม-ทศพล-ทรงกลด” ฐานหมิ่นประมาท-ให้การเท็จ ปมถือหุ้นสื่อลาม “เรืองไกร” จ่อสอย 21 ส.ว. ล้วนคนดังทั้งนั้น “วันชัย” รีบโต้เคลียร์หมดแล้ว แต่ยังอ้อมแอ้มไม่แน่ใจเป็นบริษัทลูกเขยหรือไม่ ชพน.กระทุ้งสปิริตพรรคแกนนำรักษาสัญญา ยก ชทพ. 10 เสียงยังได้ถึง 2 เก้าอี้ “จุรินทร์” นำทีมลุยถกปัญหาด่านสะเดา-ราคายาง “บิ๊กตู่” บอกไม่มีผู้นำอาเซียนคนไหนติดใจสถานการณ์ไทย “สมคิด” มาวินแซง “ประยุทธ์” โผ ครม.ถูกใจ ปชช.

ประเด็นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ที่ห้าม ส.ส. ส.ว. ถือครองหุ้นสื่อชักบานปลาย ล่าสุดพรรคพลังประชารัฐตรวจสอบพบ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้ามรวม 55 ราย ส่วนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. ตรวจสอบพบมี ส.ว.เข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้ามดังกล่าวอีก 21 ราย

พปชร.จ่อยื่นสอย ส.ส.ฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายทศพล เพ็งส้ม ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดี 27 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐถูกร้องกรณีถือครองหุ้นและเป็นเจ้าของกิจการสื่อ กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ส.ส. 7 พรรคฝ่ายค้านกว่า 30 คน ที่ถือครองหุ้นสื่อเช่นเดียวกันว่า คณะทำงานได้ส่งรายชื่อ ส.ส.ที่เข้าข่ายถือหุ้นสื่อมาให้ตรวจสอบกว่า 30 คนแล้ว ต้องดูอย่างละเอียดเพื่อจัดทำคำร้องให้ถูกต้อง ไม่ให้ตกม้าตายเหมือนพรรคอนาคตใหม่ คาดว่าจะยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป สำหรับการต่อสู้คดีในส่วนของ 27 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีมติคุ้มครองชั่วคราว เพราะต้องให้มีการไต่สวนพยานหลักฐานก่อนจะรับไว้พิจารณาหรือมีคำสั่งวินิจฉัย ทั้งนี้ อาจไม่มีการไต่สวนก็ได้

ยอดพุ่งเข้าข่ายถือหุ้นสื่อ 55 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า ล่าสุด มี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่เข้าข่ายจำนวน 55 คน โดยในส่วนของพรรคอนาคตใหม่มี 33 คน อาทิ พล.ท.พงศกร รอดชมภู นายคารม พลพรกลาง นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นายชำนาญ จันทร์เรือง นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายวินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นต้น ส่วนของพรรคเพื่อไทยมีประมาณ 10 คน อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ นางอาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก นายโกศล ปัทมะ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อชาติ มี 4 คน ได้แก่ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล และนางลินดา เชิดชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย 4 คน อาทิ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ขณะที่พรรคประชาชาติ 2 คน คือ นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคพลังปวงชนไทย มีพรรคละ 1 คน


ป้อง “อุตตม” ไร้มลทินคดีกู้กรุงไทย

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวตอบโต้นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ อดีต รมว.พลังงาน ที่ออกมาเรียกร้องให้นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เร่งเคลียร์ประเด็นปัญหาคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ว่า เรื่องดังกล่าวศาลฎีกาได้ตัดสินจบไปแล้ว นายอุตตมไม่ผิดและไม่ได้ถูกฟ้องดำเนินคดี เรื่องนี้ผ่านกระบวนการตรวจ สอบอย่างละเอียด ทั้งจากแบงก์ชาติ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สรุปแล้วนายอุตตมไม่ได้มีส่วนร่วมอนุมัติ และไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิด และไม่ได้ถูกพิพากษาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งไม่ได้ถูกกันเป็นพยานตามที่นายพิชัยกล่าวหา ความจริงนายพิชัยรู้เรื่องทั้งหมดดีว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวการใหญ่ตัวจริง แต่นายพิชัยกลับเลือกที่จะพูดไม่หมด เพื่อดิสเครดิตนายอุตตม น่าจะเอาเวลาและสมองไปช่วยพรรคพวกสู้คดีดีกว่า ยืนยันว่านายอุตตมไม่ได้มีมลทินอะไรตามที่นายพิชัยกล่าวหา

“นิยม” แจ้งยกเลิกไป 17 ปีที่แล้ว

ด้านนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐระบุว่าเป็นหนึ่งใน ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่มีชื่อถือหุ้นสื่อว่า เป็นเรื่องเก่า บริษัท มติไท จำกัด ที่ถูกกล่าวหาจด ทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ทำได้แค่ปีเดียวก็เลิก เพราะไม่มีรายได้มากและสู้ค่าตรวจสอบบัญชีปีละ 15,000 บาทไม่ไหว จึงไปจดทะเบียนแจ้งยกเลิกต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปี 2547 มีหลักฐานจดทะเบียนยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ผ่านมา 17 ปีแต่ยังถูกนำมาร้องเรียน ก่อนหน้านี้ ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม เคยนำเรื่องไปยื่นต่อ กกต.หลังจากตนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร กกต.เรียกไปสอบ จึงนำหลักฐานให้ กกต.ดู ในที่สุด กกต.สั่งยุติการสอบเรื่องนี้แล้ว แต่ยังถูกนายทศพล เพ็งส้ม ขุดขึ้นมาเพื่อเอาผิดอีก จงใจเอาเรื่องเก่าที่จบไปแล้วมาเล่นไม่เลิก

ฟ้อง “อุตตม-ทศพล” หมิ่นประมาท

นายนิยมกล่าวต่อว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ (23 มิ.ย.) ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองสกลนคร ให้ดำเนินคดีกับนายทศพล นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ทรงกลด ใน 2 ข้อหา คือ หมิ่นประมาทและให้การเท็จ เพราะมีเจตนาสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม ให้ตนถูกรังเกียจและมีคดีอาญาติดตัว ถึงเวลาต้องลุกขึ้นสู้หลังจากนิ่งเงียบมาตลอด และวันที่ 26 มิ.ย. จะขอใช้สิทธิชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าเล่นกันไม่เลิกเหมือนเจตนาดิสเครดิตแบล็กเมล์ทางการเมือง และจะนำหลักฐานการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย เท่าที่ทราบมามี ส.ส.เพื่อไทยหลายคนที่ถูกกล่าวหา มีลักษณะคล้ายกับกรณีของตน คือได้จดทะเบียนยกเลิกบริษัทไปนานแล้ว นอกจากนี้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 25 มิ.ย.ด้วย


แซะ “บิ๊กตู่” ให้เสพติดโซเชียลมากๆ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผู้สื่อข่าวสายทหารออกมาเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ติดโซเชียลอย่างหนักว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งมาเริ่มเล่นและติดโซเชียลช้าไป การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆจึงสวนทางกับความต้องการของประชาชน 5 ปีที่ผ่านมา หาก พล.อ.ประยุทธ์ฟังโซเชียลอย่างมีสติ มีเหตุมีผล อาจมีความละอายเกรงกลัวต่อการไม่ยอมรับของประชาชนมากกว่านี้ ทั้งการปล่อยให้มีรัฐธรรมนูญที่ออกแบบเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง การให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ การออกคำสั่งที่ลิดรอนต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ขณะที่ ครม.ใหม่ยังไม่ลงตัว แก่งแย่งชามข้าวกันเพื่อยึดโควตา กระทรวงเศรษฐกิจที่ควรเป็นมืออาชีพกลายเป็นตัวล่อให้พรรคการเมืองวิ่งเข้ามาสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ประชาชนยี้ตั้งแต่ได้เห็นโผรายชื่อ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ติดตามโซเชียลมากๆจะได้รับรู้ความยากลำบากของประชาชน

ปมถือหุ้นสื่อลามไปถึง 21 ส.ว.

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.และอดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. จะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ว. จำนวน 21 คน อาจเข้าข่ายการถือหุ้นสื่อ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ว. โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบข้อมูลจาก กรมการพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า มี ส.ว.ส่วนหนึ่งอาจมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ 10/2562 มีเหตุที่ต้องขอให้ กกต.รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และขอให้มีคำสั่งให้ ส.ว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่ กกต.ใช้กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ด้วย

“มนัส–ไพโรจน์” อยู่ในข่ายถูกสอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ ส.ว.จำนวน 21 คน ที่นายเรืองไกรตรวจพบว่าเข้าข่ายการถือครอง หุ้นสื่อ อาทิ นายวันชัย สอนศิริ ถือหุ้นบริษัท แคล นู ไฮเรอร์ จำกัด ที่ระบุวัตถุประสงค์ให้บริการด้าน วิทยุและโทรทัศน์สถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์และห้องส่ง ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี นายระวี รุ่งเรือง นายยุทธนา ทัพเจริญ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร น.ส.ภัทรา วรามิตร พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นางประยูร เหล่าสายเชื้อ นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ นายบรรชา พงศ์อายุกูล นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ นายเฉลียว เกาะแก้ว นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา นายกำพล เลิศเกียรติดำรง และนางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา

“วันชัย” อ้อมแอ้มบริษัทลูกเขย

ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ยืนยันว่าเคลียร์คุณสมบัติต้องห้ามต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ไม่มีข้อบกพร่องเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ว. ก่อนหน้านี้เคยถือหุ้นอยู่ใน 2 บริษัท แต่ได้โอนหุ้นไปหมดแล้ว รวมถึงลาออกจากการเป็น กรรมการบริษัทด้วย เพราะก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. ทาง คสช.มีหนังสือมาสอบถามให้เคลียร์ คุณสมบัติต่างๆ จึงได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ส่วนบริษัท แคล นู ไฮเรอร์ จำกัด ที่นายเรืองไกรระบุถึงนั้น ตนไม่เคยได้ยินชื่อบริษัทนี้ แต่ไม่แน่ใจจะใช่ บริษัท จัดการบุญ จำกัด ที่ภายหลังลูกเขยนำไปเปลี่ยนชื่อหรือไม่ แต่ตนได้โอนหุ้นจากบริษัทดังกล่าว อย่างถูกต้องแล้วก่อนเป็น ส.ว. ฝากนายเรืองไกรว่า แม้การร้องเรียนอะไรถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันตรวจสอบ แต่ถ้าเป็นการยื่นข้อมูลเท็จ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก็พร้อมดำเนินคดีกลับเช่นกัน

ชพน.กระทุ้งสปิริตรักษาสัญญา

ที่พรรคชาติพัฒนา น.ส.เยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงกรณีพรรคชาติพัฒนาถูกริบโควตารัฐมนตรี ว่า เราไม่ได้ไปเรียกร้องหรือสร้างเงื่อนไขใดๆที่จะไปกระทบการจัดตั้งรัฐบาล เราสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นผู้นำของพวกเรา การเมืองถ้ายึดถือการเคารพกฎกติกา ข้อตกลง และสปิริตร่วมกันแบบกีฬาจะเรียบร้อย เรามีข้อตกลงอะไรกันอยากให้ช่วยกันรักษา เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีว่าการเมืองไทยเชื่อถือได้

ยก ชทพ. 10 เสียง ยังได้ถึง 2 เก้าอี้

น.ส.เยาวภากล่าวอีกว่า การมีข้อตกลงในระดับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 พรรค ว่าจะมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคชาติพัฒนา 1 ตำแหน่งนั้น นอกจากข้อตกลงที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันแล้ว ยังเป็นไปตามตัวเลขคณิตศาสตร์ทางการเมืองของการจัดตั้งรัฐบาลด้วย รัฐบาลมี 254 เสียง ประกอบด้วย ครม. 36 คน เท่ากับค่าเฉลี่ยประมาณ 7 เสียงต่อ 1 รัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์มี 53 เสียง พรรคภูมิใจไทยมี 51 เสียง เมื่อหารด้วย 7 ได้ไปพรรคละ 7 เก้าอี้ ก็ถูกต้องเหมาะสม ส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนามี 10 เสียง เมื่อหารด้วย 7 จะได้ 1 รมต. บวกกับเศษอีก 3 มีการปัดเศษเพิ่มให้ ทำให้ได้รัฐมนตรีช่วยเพิ่มอีก 1 เก้าอี้ ถือเป็นมาตรฐานการคำนวณจัดสรรตำแหน่ง และเป็นน้ำใจไมตรีที่ดีที่พรรคแกนนำมีต่อพรรคเล็ก เมื่อพิจารณาในส่วนของพรรคชาติพัฒนาที่มี 3 เสียงควรได้รับ 1 ตำแหน่ง เพื่อความทัดเทียมและเป็นธรรม ขณะนี้พวกเราทุกคนรอคำตอบจากพรรคพลังประชารัฐอยู่

“จุรินทร์” นำทีมลุยปัญหาด่านสะเดา

วันเดียวกันเวลา 07.00 น. ที่โรงเรียนชุมชนบ้านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายถาวร เสนเนียม และนายนิพนธ์ บุญญามณี ร่วมเปิดงาน “ปั่น 2 ด่านสะเดาประตูสู่อาเซียน” บนเส้นทางเลียบเลาะตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย ระหว่างด่านปาดังเบซาร์ไปยังด่านสะเดา ระยะทาง 30 กิโลเมตร และเป็นประธานเปิดถนนเลียบชายแดนบ้านไทยจังโหลน-ด่านปาดังเบซาร์ มีนักปั่นจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน นายจุรินทร์กล่าวว่า ปัญหาด่านสะเดาที่มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่าการค้าชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการเข้มงวดกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย จึงรีบลงมาแก้ไข เนื่องจากติดขัดเรื่องการข้ามพรมแดนที่ยังมีความล่าช้าไม่คล่องตัว เชื่อว่านักท่องชาวมาเลเซียอยากเข้ามาเที่ยวไทยอีกมาก แต่มาเจอแบบนี้ทำให้เขาไม่อยากมา รัฐบาลจะรีบหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ส่องความคืบหน้าจัดตั้งเมืองยาง

ต่อมานายจุรินทร์และคณะเดินทางไปยังนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ อ.หาดใหญ่ พบปะกับตัวแทนนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตัวแทนสหกรณ์การยางพารารัตภูมิ สอบถามความก้าวหน้าการจัดตั้งเมืองยาง เพื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราไปเสนอคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ นายจุรินทร์กล่าวว่า ในพื้นที่เมืองยาง (รัมเบอร์ ซิตี้) ขณะนี้มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนแล้ว 4 ราย อีก 2 รายกำลังดำเนินการอยู่ คาดว่าจะมีการใช้ยางดิบและยางสดปีละ 130,000 ตัน ภายใน 3 ปีต้องผลักดันให้เพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศอีก 200,000 ตัน เป็นปีละ 330,000 ตัน นอกจากนี้ ยังต้องขยายท่าเรือสงขลาเพื่อรองรับการส่งออกยางพาราไปต่างประเทศ

“นิพิฏฐ์” ยก “กอร์บาชอฟ” เตือนสติ

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เราเถียงกันเอาเป็นเอาตายในสิ่งที่เรารู้อย่างผิวเผิน รู้ตัวอีกทีประเทศนี้อาจถึงกาลล่มสลายแล้ว” พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นคำกล่าวของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต ก่อนสหภาพโซเวียตล่มสลาย นายกอร์บาชอฟพยายามปฏิรูปโซเวียตเปิดประเทศจากคอมมิวนิสต์ให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น แต่มีความวุ่นวายเพราะประชาชนถูกกดอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์มานาน เลยเถียงกันทะเลาะกันวุ่นวาย จนโซเวียตล่มสลายแยกเป็นหลายประเทศไม่เป็นสหภาพอีกต่อไป นายกอร์บาชอฟได้กล่าวอำลาตอนโซเวียตล่มสลายว่า “ประชาชนของเราเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายในสิ่งที่เรารู้อย่างผิวเผิน มารู้ตัวอีกทีสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายแล้ว” จึงนำมาดัดแปลงข้อความบางส่วนให้เหมาะกับเมืองไทย เพราะสิ่งที่คนไทยเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายตอนนี้ ดูเถอะเราไม่ได้รู้จริงจัง แต่เราเถียงกันอย่างจริงจังเอาเป็นเอาตายกัน


นายกฯยันไม่มีผู้นำคนไหนติดใจ

ช่วงบ่ายที่โรงแรม ดิ แอทธินี กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวว่า ระหว่างการประชุมอาเซียนทุกประเทศที่มาเข้าร่วม ไม่มีใครว่าอะไรเรื่องการเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของไทย เพียงแต่สอบถามจะเรียบร้อยเมื่อไหร่ จึงบอกไปว่าไม่เกินเดือน ก.ค.ทุกอย่างจะเรียบร้อย เขาไม่ติดใจสงสัยอะไร อยู่ที่พวกเราทำความเข้าใจกันเองให้ได้ ลดปัญหาภายในของเราให้ได้ การพูดซึ่งมีเจตนาสร้างความเกลียดชังในโซเชียลมีเดีย หรือเฮทสปีช สิ่งเหล่านี้ต้องระมัดระวัง เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาเพื่อสร้างความสงบสุขแก่บ้านเมือง

“ธนาธร” โชว์วิชันปัญหาอาเซียน

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ประเด็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายอาเซียน ทั้งปัญหาขยะทะเล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หมอกควันมลพิษ ไปจนถึงแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพลี้ภัย ล้วนเป็นปัญหาที่จำต้องอาศัยการร่วมมือที่เข้มแข็ง ภายใต้บริบทการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ มีแต่การร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในภูมิภาคเท่านั้น ที่จะทำให้อาเซียนพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนในประชาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเรียกร้องให้อาเซียนก้าวข้ามหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ของชาติสมาชิก ไปสู่การช่วยเหลือและร่วมมือกัน ตรวจสอบกันและกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งภูมิภาค ที่ผ่านมาหลักการดังกล่าวทำให้เกิดการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมือง เช่น ปัญหาผู้ลี้ภัยโรฮีนจา

มุ่งยกระดับชีวิต-เชื่อมั่นใน ปชต.

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของไทยในฐานะประธานอาเซียน คือ 1.ทำให้ความร่วมมือมีความเข้มแข็ง เพื่อรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ ให้อาเซียนพิทักษ์ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งประชาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 2.พลิกฟื้นอาเซียนให้เป็นประชาคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังทั้งทางเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ช่วยเหลือตรวจสอบกันและกันโดยก้าวข้ามหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ไปสู่การร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในแต่ละประเทศ และ 3.การสถาปนาความเชื่อมั่นที่ว่า ประชาธิปไตยคือหนทางไปสู่ความกินดีอยู่ดีของประชาชน เพราะนี่คือวิถีทางเดียวที่จะปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ และนำมาซึ่งความมั่นคงอย่างยั่งยืนของชาวอาเซียนทั้งภูมิภาค


“สมคิด” มาวินโผ ครม. ถูกใจ ปชช.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,254 คน กรณี “โผ ครม.ประยุทธ์ 2” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 32.81 คิดว่าโผ ครม.ที่ออกมาขณะนี้ ปัญหาเยอะ มีแต่เรื่องผลประโยชน์ การต่อรอง แย่งเก้าอี้กันวุ่นวาย ร้อยละ 28.13 ระบุว่าบางตำแหน่งไม่เหมาะสม ควรตรวจสอบคุณสมบัติ ประวัติให้รัดกุม รองลงมามองว่าเป็นการจัดสรรตามโควตามีแต่หน้าเดิม ระบบพวกพ้องเครือญาติ สำหรับ 10 รายชื่อ ครม.ที่ถูกใจประชาชน พบว่าอันดับ 1.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ 2.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย 3.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 5.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 6.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ 7.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.ต่างประเทศ 8.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ 9.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และ 10.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. พลังงาน โดยจุดแข็งของโผ ครม.คือมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำ มีฐานอำนาจเก่า ส่วนจุดอ่อนคือไม่เป็นที่ยอมรับ มีแต่เรื่องผลประโยชน์มากเกินไป ภาพลักษณ์ไม่ดี รองลงมาคือไม่มีเสถียรภาพ

คนเบื่อเอาแต่สู้แย่งชิงตำแหน่ง

ด้านนิด้าโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,277 คน เรื่อง “3 เดือนหลัง การเลือกตั้งทั่วไป” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 46.44 มองว่าบทบาท ส.ส.ช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง มัวแต่ต่อสู้กันเพื่อแย่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รองลงมาคือชอบด่ากันไปมาโดยอ้างประชาชน โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคที่จะเป็นรัฐบาล เอาแต่จับกลุ่มต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ส่วน ส.ส.พรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน ใช้แต่วาทกรรมเพื่อล้มรัฐบาล ทั้งนี้ร้อยละ 52.70 มองว่า ส.ส.จะผลักดันนโยบายและทำงานเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนได้ ร้อยละ 35.00 ระบุว่า ไม่สามารถทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนได้ ขณะที่ ส.ส.บางคนไม่มีความรู้ความสามารถผลักดันนโยบาย

ปัญหามากนักยุบสภาว่ากันใหม่

ขณะที่ซุปเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชนจำนวน 1,654 คนจากทั่วประเทศ เรื่องสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 57.0 อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ไม่วุ่นวาย ร้อยละ 49.4 อยากเห็นคนดีปกครองบ้านเมือง รองลงมาคืออยากเห็นคนไทยมีงานทำ รายได้ดี อยากเห็นคนไทยมีวินัย มีทัศนคติที่ดีต่อกัน อยากเห็นคนไทยรักกัน ปกป้องผลประโยชน์ชาติ เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากเห็นถ้าบ้านเมืองวุ่นวายเดินต่อไปไม่ได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 87.0 ระบุว่าให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 7.7 ระบุว่า ให้ยึดอำนาจ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.9 รู้สึกพอใจต่อการทำหน้าที่ประธานสภา ผู้แทนราษฎรของนายชวน หลีกภัย รองลงมาร้อยละ 70.7 พอใจการทำหน้าที่ของ ส.ส.ในสภาฯ ขณะที่ร้อยละ 46.3 พอใจการทำหน้าที่ของ ส.ว.


จุดแคมเปญ “ปลดอาวุธ คสช.”

เวลา 13.00 น.วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระ-จันทร์ เครือข่ายภาคประชาชน 23 องค์กร นำโดยโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ จัดกิจกรรม “วาระแรกประชาชน ปักหมุด ปลดอาวุธ คสช.ภายใต้รัฐบาลใหม่” นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย ประชาชน (iLaw) กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย. ทางกลุ่มจะนัดรวมตัวที่หน้ากระทรวงการคลัง เพื่อเดินนำเอกสารที่ประชาชนลงชื่อ 13,409 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) ไปยื่นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถนนประดิพัทธ์ เสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย รวม 35 ฉบับ ครอบคลุม 4 ประเด็น คือ เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพสื่อ สิทธิกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม

5 พรรคฝ่ายค้านผลักดันเต็มที่

นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้ร่วมลงชื่อปลดอาวุธ คสช. เพราะประชาชนถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ถูก จนท.ทหารปิดกั้นและควบคุมตัวแกนนำไม่ให้เสนอข้อเรียกร้องต่อสังคม ขณะที่นางสุนีย์ ไชยรส ตัวแทนจากขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (we move) กล่าวว่า คำสั่งจัดการฐานทรัพยากร เป็นคำสั่งที่ร้ายแรงมาก เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ การจัดการเหมืองแร่ มีแกนนำชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เป็นผู้หญิง ถูกละเมิดสิทธิมากกว่าผู้ชาย มีทั้งจับกุมดำเนินคดี ขับไล่ออกจากที่ดิน ถูกข่มขู่ปิดกั้น

ต่อมาตัวแทน 5 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาชาติ เสรีรวมไทย และพรรคเพื่อชาติ ร่วมแถลงจุดยืน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้หลังการเลือกตั้งประเทศต้องกลายเป็นระบอบประยุทธ์ แต่วันนี้เรามีช่องทางให้ประชาชน 10,000 คน ยื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย พรรคการเมืองต้องใช้ความพยายามผลักดันในสภา ยังเชื่อว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ก็มาจากประชาชน ถ้าประกาศคำสั่งเหล่านี้มีผลต่อประชาชนต้องเข้าร่วม


ประยุทธ์ภาค 2” ฟอร์มครม.ฝ่าวิกฤติเสียงปริ่มน้ำ : การเมืองกุมยาก จุดหลักยึดประชาชน

เงียบไปหน่อย แต่จัดเป็นงานใหญ่ระดับนานาชาติ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 โดยประเทศไทยทำหน้าที่ประธานอาเซียนที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 22–23 มิถุนายน 2562

ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยต้องแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดี

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม.ชุดเดิมยังทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาลไทย

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่ยังอยู่แค่ขั้นตอนการฟอร์ม ครม. “ประยุทธ์ภาค 2” ส่งบัญชีรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ตรวจสอบคุณสมบัติ

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันชัดเลยว่า โผ ครม.นิ่งแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์สยบแรงกระเพื่อมชิงปิดเกมการเคลื่อนไหวป่วนโควตารัฐมนตรี ทั้งใน สัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเอง

ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ไม่ยอมคายอ้อยจากปากช้าง คืนกระทรวงเกรดเอให้พลังประชารัฐ หลังผู้มีอำนาจนอกพรรค “เสียค่าโง่” แจกไพ่หมดสำรับ ทีมพลังประชารัฐก็เลยฟัดกันเองแย่งของเหลือ ด้ามขวาน คมขวาน ส.ส.อีสาน ผู้แทนฯปักษ์ใต้ขยับทวงโควตารัฐมนตรี

ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย เคลื่อนไหวต่อรอง

ภาพฟ้องสายตาประชาชน นักการเมือง “ตกยุค” แย่งชามข้าวกันกระจาย

ตามรูปเกมแบ่งเค้กไม่ลงตัวง่ายๆจนสร้างประวัติ ศาสตร์เป็นรัฐบาลที่ใช้เวลาจัดตั้งนานที่สุด หลังผ่านการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 มา 3 เดือนเต็มๆ

และไม่มีหลักประกัน ประกาศชื่อ ครม.ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วจะจบ

เพราะอาการของคนผิดหวัง ตีรวน ป่วนเกม มันเป็นธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ ยิ่งเป็นอะไรที่สถาน-ภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ลำพัง 1 เสียงยังมีความหมาย

ก็เลยอาละวาด ขู่กรรโชกกันตามอำเภอใจ

ตามรูปการณ์แม้แต่ตำแหน่ง “เทกระโถน” ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขาฯรัฐมนตรี ยังต้องแย่งกันวุ่นวาย

ต่อรองกันจนหยาดสุดท้าย “กำขี้ดีกว่ากำตด”

ในจังหวะสวนทางกับเงื่อนสถานการณ์ปัญหาของบ้านเมืองที่กระชั้นเข้ามา ไม่มีเวลารอนาน โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับวิกฤติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

ลามกระทบการส่งออก และที่สุดก็ต้องกระเทือนถึงปากท้องชาวบ้าน

โดยเงื่อนเวลาที่ประเมินคร่าวๆกว่าจะตั้งรัฐบาลได้เร็วสุดก็กลางเดือนกรกฎาคมหรืออาจลากยาวไปถึงปลายเดือนกรกฎาคม และนั่นก็จะโยงกับจังหวะสำคัญในเชิงบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือคิวการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในสภาผู้แทนราษฎร

กว่าจะผ่านกระบวนการสภาฯเบิกจ่ายได้ ก็น่าจะกินเวลาไปถึงเดือนธันวาคมปลายปี

ภายใต้ไฟต์บังคับแบบที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ถึงแม้จะได้กัปตันทีมคนเดิมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯนั่งกุมบังเหียนเดิม

“กระบี่มือหนึ่ง” ดึงความมั่นใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ รอบนี้กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญทั้งพาณิชย์ คมนาคม เกษตรฯ การท่องเที่ยวฯ ตกอยู่ในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โดยสภาพการที่การควบคุมสั่งการไม่คล่องตัวเหมือนเก่า ยากจะคอนโทรลกระทรวงเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ยังไงก็กระทบกับเมกะโปรเจกต์ที่ “ประยุทธ์ภาค 1” วางมา 4-5 ปีแน่

ซึ่งนั่นจะโทษกัปตันทีมอย่าง “สมคิด” ไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจขาใหญ่เดินแต้มผิดเอง

และตามสภาพที่ผู้นำรัฐบาลถูก “ขี่คอ” ตั้งแต่ต้น มันก็หนีไม่พ้นภาพเทาๆดำๆของ ครม.ใหม่ที่เปิดหน้าเปิดโพยออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ส่อเรียกเสียง “ยี้” ตามอาการแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกตัวล้อฟรีจะไปกีดกันคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ในเมื่อประชาชนเลือกมาแล้ว

แนวโน้ม “ลุงตู่” คงยกประโยชน์ให้จำเลย แลกกับเสียงหนุน

แต่จุดสำคัญคือด่านสุดท้าย “กล้องมุมสูง” ที่สแกนละเอียดยิบในห้วงการเมืองเปลี่ยนผ่าน

ถ้าพลาด งานนี้ต้องรับผิดชอบตัวใครตัวมัน

อย่างไรก็ดี ณ นาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังถือ “ไพ่” แต้มต่อในมือ ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญเอื้อให้เกิดเหตุสะดุดยังสามารถแก้ไขไปตามสถานการณ์ไม่มี “ทางตัน”

ในสถานการณ์ร้ายสุด เกิดเหตุเสียงในสภาสะดุด รัฐบาลบริหารต่อไม่ได้ ตามเงื่อนไขที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 41 คนปมถือหุ้นสื่อ

ถ้าผลออกมาผิดจริง เสียงหนุนฝั่งรัฐบาลหายไปอื้อ

มันก็มีช่องทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ “ลาออก” แล้วโหวตนายกรัฐมนตรีใหม่ในที่ประชุมรัฐสภา โดยมีเสียง 250 ส.ว.เป็นฐาน บวกกับเสียงพรรคพลังประชารัฐและแนวร่วม โอกาสจะกลับมาเป็นนายกฯก็ยังเปิดกว้าง

เช่นเดียวกับช่องทาง “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่ ความได้เปรียบคู่แข่งก็เหนือกว่าอยู่ดี

โดยเงื่อนสถานการณ์แบบที่ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา การันตีสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ กลางที่ประชุมสภา ตามรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลมาตรา 264 กำหนดให้ ครม.ชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ทำหน้าที่ ดังนั้นรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ใช่คณะรักษาการ เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญกำหนดให้สถานะรัฐบาลปัจจุบันยังคงอยู่

“บิ๊กตู่” ควบแน่นทั้ง “นายกฯเก่า-นายกฯใหม่”

อย่างไรก็ตาม โดยสถานภาพความแข็งแกร่งของ พล.อ.ประยุทธ์จะดร็อปลงไประดับหนึ่ง ก็ช็อตหลังจาก ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อสภา

เข้าปฏิบัติหน้าที่ “ประยุทธ์ภาค 2” อย่างเป็นทางการ

เมื่อนั้นสถานะ “ผู้นำอำนาจพิเศษ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะหลุดไปโดยอัตโนมัติ พร้อมกับดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ก็จะไม่มีอยู่ในกำมือ

ถือแค่ดาบพลาสติก เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง

เล่นบท “ฤาษีเลี้ยงลิง” เอาล่อเอาเถิดกับ ส.ส. เสือ สิงห์ กระทิง แรด ฤทธิ์มากกว่าเยอะ ถ้าเทียบกับการกำกับเกมกองทัพ หรือสยบแกนนำขาป่วนเกมมวลชนที่ผ่านๆมา

นั่นจึงเป็นที่มาของกระแสข่าวโยนหินถามทาง พล.อ.ประยุทธ์ จ่อกระโดดมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐด้วยตัวเอง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานกุนซือพรรค

ยกระดับเป็นพรรคทหารร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่อีกนัย โดยความตั้งใจของ “บิ๊กตู่” ก็หวังจะล้างภาพเคลียร์ปมที่ถูกประทับตราผู้นำรัฐประหาร เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองเต็มตัว

เจ้าตัวกำลังอยู่ระหว่าง “ชั่งน้ำหนัก” ผลกำไรขาดทุน

เพราะถ้าตัดสินใจกระโดดร่วมวงพันตูการเมืองเต็มรูปแบบในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ต้องพร้อมรับชอบ และรับผิดกับผลทางการเมืองและข้อผูกมัดทางกฎหมายที่จะตามมา

ไม่ว่าจะโทษยุบพรรค คดีอาญา แบบที่มีตัวอย่างให้เห็น

ที่แน่ๆเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์รับบทหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนักการเมืองเต็มขั้น มันก็เป็นอะไรที่ต้องเว้นช่องไฟ ถอยห่างออกจากกันโดยอัตโนมัติ

ตามธรรมชาติกองทัพไม่สามารถเป็นแบ็กอัปให้เต็มที่เหมือนเก่า

พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่น้อง 3 ป. ต้องเดินหน้าไปต่อในเส้นทางอำนาจการเมืองด้วยลำแข้งตัวเองเป็นหลัก

นี่แหละจุดที่ทำให้ต้องคิดหนักก็ตรงนี้

มันคือสถานการณ์ “เปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์โดยตรง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามองกันในมุมธรรมชาติการเมือง เกมป่วนในการฟอร์ม ครม.ก็เป็นเรื่องปกติมาทุกยุคทุกสมัย เพราะการเมืองก็คือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

ถ้าจูนกันลงตัว ต่อให้เสียงปริ่มน้ำยังไงก็ลากกันไปได้

ประกอบกับต้นทุนเนื้องานที่จับต้องได้จาก 4-5 ปี ของ “ประยุทธ์ภาค 1” โดยการวางฐานการ พัฒนาการทางเศรษฐกิจระยะยาว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่เริ่มออกดอกออกผล

สถานการณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” ตีปี๊บโชว์ผ่านเพจ Prayut Chan-o-cha ขณะนี้ราคาปาล์มและยางพาราได้ปรับสูงขึ้นในรอบหลายปี โดยปาล์มดิบราคาปรับเพิ่มขึ้น 3.30-3.50 บาท/กก. เช่นเดียวกับราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราคา 60.05 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าสูงมากกว่าในช่วงหลายปีเช่นกัน

เป็นผลงานทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กับนายสมคิด แม้ ครม.เหลือไม่เต็มทีม

นั่นหมายถึง ถ้ารัฐบาล “ประยุทธ์ภาค 2” พรรคร่วมรัฐบาลที่คุมโควตากระทรวงเศรษฐกิจ

ทำได้ตามมาตรฐานที่ทีม “สมคิด” เดินหมากไว้ มาตรการประคองปากท้องเกษตรกรคนรากหญ้าได้ผล

ประชาชนจะเป็นหลักให้ยึดแน่นๆ นักการเมืองจะป่วนยังไง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ถือว่าอยู่ในโซนปลอดภัย

เว้นแต่รัฐบาลผสมไปกันคนละทาง ขบเหลี่ยมเหยียบตาปลา ซ้ำภาวะเศรษฐกิจที่จ่อปากเหว

ที่สำคัญถ้าเกิดแผลคอร์รัปชัน โดนจับได้ไล่ทัน เสือหิว เสือโหย ปล้นกลางวันแสกๆ

ประชาชนทนไม่ไหว รวมตัวออกมาประท้วงขับไล่

เข้าเหลี่ยมจังหวะอุ่นเตารอ กับกระบวนการรุกของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เดินเกมนอกสภา แท็กทีมกับมือมวลชนของ “ทักษิณ” รอจังหวะล้มกระดาน

ไฟจุดติด ม็อบไล่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันลุกพรึ่บ

ต่อให้รัฐธรรมนูญเอื้อให้ทุกทาง ถือไพ่แต้มต่อในมือ “บิ๊กตู่” ก็ยากจะหวนกลับสู่อำนาจ

เผลอๆอาจถึงขั้นไม่มีโอกาสกลับประเทศเหมือนอดีตผู้นำบางคนเผชิญ.

“ทีมการเมือง”