สมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ปธ.ฝ่ายสงฆ์ในพิธีเททองหล่อ - พิธีพุทธาภิเษก พระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์
ที่วัดปริวาสราชสงคราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมุพโร) เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเททองหล่อและพิธีพุทธาภิเษก พระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์ ที่มณฑลพิธีวัดปริวาสราชสงคราม ถนนพระราม 3 เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร
สำหรับการจัดสร้างพระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์ในครั้งนี้ เป็นดำริของ พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อประดิษฐานไว้ที่หอพระสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่ศรีสมาน เพื่อให้ข้าราชการกำลังพลและครอบครัวได้สักการะบูชา ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงาน
ซึ่งองค์พระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์ มีลักษณะเป็นศิลปะสุโขทัยปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 59 นิ้ว จำนวน 1 องค์ ฐานองค์พระกว้าง 2 เมตร ลึก 1.20 เมตร สูง 2.60 เมตร น้ำหนักประมาณ 800 - 1,000 กิโลกรัม พร้อมด้วย พระอัครสาวกซ้าย-ขวา จำนวน 1 คู่ คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ซึ่งประทับยืนความสูง 1.80 เมตร น้ำหนักองค์ละ 150 กิโลกรัม หล่อด้วยทองเหลือง โดยโรงหล่อพระพรหมวิจิตร (2507) เป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากนี้ ยังได้จัดสร้างพระกริ่งพระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์ จำนวน 10,000 องค์ เพื่อแจกจ่ายให้กับกำลังพล ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นที่ระลึกบูชา ทั้งนี้การประกอบพิธีเททองหล่อและพิธีพุทธาภิเษกเป็นไปตามการคำนวณฤกษ์ของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
ขณะที่บรรยากาศบริเวณทางเข้าวัดปริวาสราชสงคราม มีประชาชนจำนวนมากพร้อมใจกันสวมชุดสีขาว รอรับเสด็จและชื่นชมพระบารมี สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เป็นจำนวนมาก
//////
ธรรมกาย
กลุ่มอริยะศูนย์เจ็ดสอง พร้อมศิษย์ธรรมกาย ยื่นนายกฯ เรียกร้องทบทวนคำสั่ง ม.44 ควบคุมวัด จี้ถอนทหาร - ตำรวจ
นายอัยย์ เพชรทอง ตัวแทนกลุ่มอริยะศูนย์เจ็ดสอง พร้อมลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนคำสั่งตามมาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม และถอนกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจออกจากพื้นที่
โดย นายอัยย์ กล่าวว่า อยากขอความเห็นใจและความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนหรือยกเลิกคำสั่งตามอำนาจมาตรา 44 เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยรวม และกระทบต่อความมั่นคงของศาสนาพุทธ ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ ซึ่งอาจเป็นความเสื่อมเสียจากทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถหยุดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์นำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งในนามลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ขอปกป้องพุทธศาสนา เมื่อคนปกป้องพุทธศาสนามาเจอกับเจ้าหน้าที่ที่มีความเข้มแข็งอะไรจะเกิดขึ้น ทุกคนไม่อยากเห็นภาพเหล่านั้น
--------------
"ออมสิน" ระบุ DSI คุมวัดตามคำสั่ง ม.44 ขณะที่ พศ. พร้อมประสานงานและสร้างความเข้าใจให้เกิดความเรียบร้อย
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึง หน้าที่ของ พศ. หลังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย ที่ต้องการให้ออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น ว่า วันนี้เรื่องทั้งหมดเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เป็นหน่วยงานเข้าไปควบคุมตามคำสั่งมาตรา 44 ที่ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม และมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทางสำนักพุทธฯ เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ประสานงานที่จะต้องเจรจากับพระที่อยู่ในวัดพระธรรมกาย พร้อมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ทางสำนักพุทธฯ ก็ต้องประสานงานกับทาง DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยไปกับเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ
ทั้งนี้ นายออมสิน ยังกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงานปัญหาและข้อติดขัดจากการทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนการพูดคุยระหว่างสำนักพุทธ เจ้าคณะใหญ่หนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นที่อาจต้องถอยคนละก้าวระหว่างรัฐบาลและวัดพระธรรมกายนั้น นายออมสิน ระบุว่า ยังไม่เห็นและไม่ทราบในเรื่องดังกล่าว
-------------
ตำรวจ - ทหาร ยังตรึงกำลังรอบวัดพระธรรมกาย - จับตาดีเอสไอ ขีดเส้นตายเจรจาขอเข้าตรวจค้นวัดอีก 10.00 น.
บรรยากาศที่วัดพระธรรมกายเช้าวันนี้ บริเวณประตูที่ 5 และ 6 ถนนเลียบคลองแอน พระสงฆ์ และศิษยานุศิษย์ ปักหลักนั่งสวดมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงวางกำลังดูแลความเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลัง ป้องกันเหตุคัดกรองบุคคลอย่างเข้มงวด
ขณะที่ฝั่งตลาดคลองหลวง เจ้าหน้าที่ได้นำแผงรั้วเหล็กกั้นเกาะกลางถนนเป็นแนวยาว มีเจ้าหน้าที่ทหาร ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ยาวกว่า 200 เมตร เนื่องจากมีพระสงฆ์และศิษยานุศิษย์ ที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ปักหลักตั้งเต็นท์สวดมนต์อย่างต่อเนื่อง
ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ยังคงอนุญาตให้พระสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ ที่ต้องการออกจากพื้นที่สามารถออกได้ตามปกติ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งหากประสงค์จะเข้าพื้นที่ต้องประสาน
เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเท่านั้น เนื่องจากตำรวจเป็นเพียงกำลังสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ขีดเส้นตายการเจรจา เข้าตรวจค้นพื้นที่ โซน เอ และโซน บี เนื่องจากยังมีความเคลือบแคลงสงสัย ในเวลา 10.00 น. แต่หากยังไม่สามารถเข้าในพื้นที่ควบคุมพิเศษตามมาตรา 44 ที่ประกาศใช้ได้ ก็จะมีการปรับแผนการปฏิบัติใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่าง 2 ฝ่าย
-------------
ผู้ว่าฯ ปทุม เรียกสมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเขตคลองหลวง รายงานตัว 4 คน
นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดที่ ปท.0023.4/3240 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง ให้ผู้บริหารและสมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอคลองหลวงมารายงานตัว
ด้วย หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557) กำหนดให้วัดพระธรรมกายพื้นที่บริเวณโดยรอบวัดพระธรรมกาย คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ควบคุม ซึ่งขวางหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงให้จังหวัดดำเนินการตรวจสอบ หากพบหรือ สืบทราบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดสนับสนุนในการระดมคนหรือสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อขัดขวางการดำเนินงานตามคำสั่งดังกล่าวให้ถือว่ามีความผิด
จังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้ว เพื่อให้ผู้บริหารของเทศบาลเมืองท่าโขลง และองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ถือปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังกล่าวข้างต้นโดย
เคร่งครัด จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 เรียกบุคคลตามรายชื่อดังต่อไปนี้
มารายงานสถานการณ์ในพื้นที่และรับนโยบายเพิ่มเติมจากผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ณ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10.00 น. ซึ่ง
ประกอบด้วย
1. นายไท ทองปราง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง
2. นายปกณ์ ทองปราง รองนายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง
3. นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม
4. นางทุเรียน ปุ่นพิทักษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม
-----------
เจ้าหน้าที่อนุญาตให้พระลูกวัดพระธรรมกาย เข้า-ออก ไปบิณฑบาตรได้แต่ต้องแสดงใบสุทธิ
ความเคลื่อนไหวที่วัดพระธรรมกาย บริเวณประตูที่ 5และ6 ฝั่งคลองแอน พระสงฆ์วัดพระธรรมกาย ออกบิณฑบาตรเช้านี้ ตามปกติ โดยขากลับเข้าวัดพระสงฆ์ทุกรูปจะต้องแสดงใบสุทธิ โดยจะต้องเป็นพระลูกวัดพระธรรมกายเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจะอนุญาตให้เข้าพื้นที่ ส่วนศิษยานุศิษย์ ได้ทยอยกลับออกจากวัดบางส่วน
ทั้งนี้ ถือว่าวันนี้ เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองบุคคลมากขึ้นกว่าเมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะมีหลักฐานเอกสารลงบันทึกประจำวันเป็นลายลักอักษร ก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่แสดงความไม่พอใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จะเข้าเจรจาขอคืนพื้นที่ในเวลา 09.00น.
----------
ผบ.ตร. หวั่น มือที่ 3 สร้างสถานการณ์ในวัดพระธรรมกาย จัดกำลัง 3,000 นาย ดูแลตามความเหมาะสม
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผ่านรายการ เปิดข่าวเด่น เจาะประเด็นดัง ของสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงมาตรการดูแลความเรียบร้อยภายในวัดพระธรรมกาย ว่า ขณะนี้กำลังตำรวจควบคุมฝูงชน และตำรวจตระเวนชายแดนที่ใช้ในการดูแลความเรียบร้อยโดยรอบวัดพระธรรมกาย ประมาณ 3,000 นาย นั้น ถือว่าเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ประจำวัน
โดยยืนยันว่า จะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน เพื่อปรับกำลังให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งตำรวจได้จัดกำลังตามการร้องขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่ได้รับคำสั่งให้ งดเว้นการใช้อาวุธ หลีกเลี่ยงการปะทะ เป็นหลักการควบคุมฝูงชนตามหลักสากล การปฏิบัติงานมีขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ทั้งนี้ ยังยืนยันอีกว่า ตำรวจไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร เพียงแต่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยบุคคลที่ 3 ที่อาจจะเข้ามาสร้างสถานการณ์ และการปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ หากเข้ามามอบตัวเพื่อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
----------
รองอธิดีดีเอสไอ ยืนยัน ยังบังคับใช้ ม.44 ปูพรม ค้นเป้าหมายในวัดพระธรรมกายจนสิ้นสงสัย
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ลงพื้นที่บริเวณฝั่งประตู 5 และ 6 ฝั่งคลองแอน เพื่อตรวจกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่ ยืนยันจะปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้สิ้นข้อสงสัย และยังคงบังคับใช้ มาตรา 44 อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน มีกลุ่มบุคคลพยายามลัดเลาะและปีนเข้าภายในวัด แต่ทางวัดกลับปฏิเสธว่าไม่ใช่คนของวัด จึงอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้บันทึกภาพดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานนอกจากนี้ รองอธิบดีดีเอสไอ ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า พระธัมมชโย จะเข้ามอบตัวที่ วัดพิชยญาติการาม ว่าเป็นเพียงข่าวลือ ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียด และไม่หนักใจที่ขณะนี้มีจำนวนพระสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ รวมตัวจำนวนมากที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง เพราะสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
--------------
ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมดีเอสไอ เข้าวัดพระธรรมกาย เพื่อร่วมตรวจค้น โซน เอ และ บี แล้ว
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่ประตู 7 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี นายสมเกียรติ ธงสี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมคณะ รวมถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ขับรถเข้าไปยังพื้นที่วัดพระธรรมกาย ประมาณ 4 คัน เพื่อเจรจาตรวจค้นพื้นที่ควบคุมพิเศษ โซนเอ และ โซนบี ของวัดพระธรรมกาย ที่เจ้าหน้าที่ได้ขีดเส้นตายการเจรจาไว้ที่เวลา 10.00 น. ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนจะมีการแถลงรายละเอียดอีกครั้ง
สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย บริเวณประตูที่ 7 มีกำลังเจ้าหน้าที่จากตำรวจภูธรภาค 1 สับเปลี่ยนกำลังหมุนเวียนกำลัง ครั้งละ 1 กองร้อย เพื่อดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่
------------
ดีเอสไอ พร้อม ตชด. ตรวจสอบ รถขนถ่ายกำลังพล มีรอยร้าวที่หน้ากระจก เตรียมส่ง พฐ. ตรวจหาสาเหตุ
พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเฉลิมฉัตร ผู้บังคับการตำรวจตระเวณชายแดน ภาค 1 และ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบรถ 6 ล้อ ขนถ่ายกำลังพล ที่กระจกหน้ารถมีรอยร้าว พร้อมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่นำรถคันดังกล่าวเข้าพบตำรวจ สภ.คลองหลวง เพื่อลงบันทึกประจำวัน และให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบว่า เกิดจากสาเหตุใด
ซึ่งจากการสอบถามทราบว่า ขณะที่ตำรวจตระแวนชายแดน ขับรถคันดังกล่าว ระบุว่า เมื่อวานที่ผ่านมาเวลาประมาน 19.40 น. ก่อนถึงจุดกลับรถบริเวณประตู 5 - 6 วัดพระธรรมกาย เพื่อนำกำลังเจ้าหน้าที่มาสับเปลี่ยนผลัด ซึ่งระหว่างขับรถจากกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 ได้ใช้ความเร็วประมาน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งช่วงกำลังกลับรถบริเวณประตู 7 ได้ยินเสียงบริเวณหน้ารถดังเหมือนมีอะไรกระแทกเข้าที่กระจก ก่อนที่จะขับมาถึงบริเวณประตู 5 - 6 ทันที เมื่อตรวจสอบพบว่ากระจกหน้ารถมีรอยแตกเป็นวงขนาด 3 นิ้ว คาดว่าน่าจะเป็นหิน หรืออาจจะเป็นวัตถุบางอย่างปลิวกระแทกกระจก
-------------
รองโฆษก ตร. เผย ดีเอสไอ ยังรอผลเจรจาในการนำกำลังเข้าค้นวัดพระธรรมกาย
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังเข้าร่วมฟังการเจรจาพูดคุยเข้าตรวจค้นพื้นที่ โซนเอ และ โซนบี ของ วัดพระธรรมกาย เบื้องต้น ว่า หากการเจรจาระหว่าง พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดีเอสไอ และพระวัดพระธรรมกาย สำเร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเตรียมกำลังนำเข้าตรวจค้น โดยจะเข้าบริเวณฝั่งประตูที่ 5
แต่เบื้องต้น ยังคงต้องรอความชัดเจนจากชุดเจรจาอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ การเจรจายังไม่แล้วเสร็จด้านผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทั้ง ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงประชุมติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ ที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1
-------------
พระสนิทวงศ์ ยังไม่ทราบกระแสข่าว พระธัมมชโย มอบตัว - วอนรัฐบาลยกเลิก ม.44 คุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย
พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดไปแล้ว ทำให้ญาติโยมไม่เข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลยังคงมาตรา 44 ไว้จนทำให้วานนี้มีการเจรจาขอตรวจค้นอีกครั้ง และทำให้ญาติโยมไม่พอใจและไม่อนุญาตให้เข้าไป แม้ว่าทางวัดจะยินยอมก็ตาม
ส่วนข่าวลือที่ พระธัมมชโย จะเข้ามอบตัวนั้น ตนเองก็ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้มาก่อน นอกจากนี้ พระสนิทวงศ์ ยังตอบโต้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ระบุว่า โดนประชาชนโทรศัพท์มาตำหนิในยามวิกาล เรื่องการดำเนินการตามมาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ว่า นายสุวพันธุ์ ต้องรับฟังเสียงจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศมาตรา 44 เพราะว่า นายสุวพันธุ์ ก็ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกคนหนึ่ง
---------
รองโฆษก ดีเอสไอ เผยยังรอผลการเจรจาเข้าค้นวัดพระธรรมกาย โซน A และB - เตรียมพื้นที่โซน C จัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ในวัด
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ชุดทำงานอยู่ระหว่างรอฟังผลการเจราที่นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมตัวแทนจาก
สำนักพระพุทธศาสนาและเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเจรจาจะออกมาในรูปแบบใด และหากการเจรจาไม่เป็นผลก็จะกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการเข้าตรวจค้นวัด
พระธรรมกายต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่โซนเอ และโซนบี ที่ยังต้องเข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อตามหาตัวพระธัมมชโย นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่ที่มีองค์พระทองคำรูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ที่มีกระแสข่าวว่าจะเป็นที่หลบซ่อนตัวของพระธัมมชโย เจ้าหน้าที่เคยเข้าไปตรวจสอบแล้วแต่ยังไม่ได้ตรวจค้นอย่างละเอียด
ส่วนกรณีที่พระภิกษุสงฆ์ในวัดพระธรรมกาย มีอาหารไม่เพียงพอ ทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีความเป็นห่วง จึงได้ประสานกับดีเอสไอเตรียมพื้นที่โซนซี ไว้จัดการภัตตาหารเพื่อถวายพระ
สงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่วัด
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินกลุ่มลูกศิษย์มีจำนวนมากขึ้น อยู่ที่ 2,500 คน และมีการทยอยเดินทางเข้ามาสมทบเพิ่มเติม ขณะที่พระสงฆ์ มีจำนวนกว่า 1,000 รูป
-----------
DSI สั่งเคลื่อนกำลังพลทุกรูปแบบประจำจุดรอบวัดธรรมกาย เตรียม จนท. 4 พันนาย เน้นปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สั่งเคลื่อนกำลังพลทุกรูปแบบที่อยู่ประจำจุดต่าง ๆ รอบวัดพระธรรมกาย ตามแผนการปฏิบัติที่วางไว้ เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโย
หลังไม่สามารถเจรจาขอเข้าพื้นที่ได้
โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และกำชับให้ปฏิบัติเน้นจากเบาไปหาหนัก หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้วมีผู้ขัดขวางจะ
เน้นการพูดคุยเป็นหลัก แต่หากไม่เป็นผลจะเชิญตัวไปดำเนินการตามกฎหมาย และหากเกิดเหตุเผชิญหน้าจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ก็ได้เตรียมแผนรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว
ขณะที่ขั้นตอนการเข้าตรวจค้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันกำลังที่ใช้มีทั้งดีเอสไอ ตำรวจ และทหาร กว่า 4 พันนาย และไม่สามารถระบุได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด เพราะขึ้นอยู่กับการประเมิน
สถานการณ์ และเจ้าหน้าที่จะมีการประชุมสรุปผลอีกครั้งในเวลา 17.00 น.
------------
DSI แถลงผลการเจรจาล้มเหลว วัดธรรมกายไม่ยินยอมให้เข้าตรวจค้น เตรียมดำเนินการขั้นตอนต่อไป
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แถลงผลการเจรจาเข้าค้นพื้นที่วัดพระธรรมกาย หาตัว พระเทพญาณมหามุณี หรือ พระธัมมชโย นานกว่า 5 ชั่วโมง ว่า ขณะนี้มี
ศิษยานุศิษย์จำนวนมากในพื้นที่และยังไม่เข้าใจสถานการณ์ และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เชิญเเกนนำศิษยานุศิษย์มาพูดคุยทำความเข้าใจ และกลับไปพูดกับกลุ่ม
ลูกศิษย์ที่เหลือ ซึ่งสถานการณ์ดูคล้ายจะราบรื่น แต่กลุ่มมวลชนกลับอ้างว่า ยังไม่เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจค้นพื้นที่ซ้ำ
ขณะที่ช่วงบ่าย การดำเนินการของทางวัดได้แยกส่วนการปฏิบัติ ซึ่งทาง พระทัตตชีโว ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดของวัดพระธรรมกายขณะนี้ กลับไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ดีเอส
ไอพร้อมชี้แจงทุกอย่างและขอเข้าพบ แต่ พระทัตตชีโว กลับปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่
ซึ่งหลังจากนี้ ดีเอสไอ จะเริ่มบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอนทันที ยืนยันการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตามประตูต่าง ๆ ไม่ใช่การบุกค้น เเต่เป็นการป้องกันพื้นที่เนื่องจากอาจมีบุคคลอื่นเข้ามาสร้าง
สถานการณ์ ขณะที่การดำเนินการหลังจากนี้ จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คู่ขนานไปกับการพูดคุย ซึ่งหากบุคคลใดประสงค์ที่จะออกจากพื้นที่ให้ประสานรีบมา และ
ออกจากพื้นที่ทางประตู 7 ตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้
อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวด้วยว่าจะนำผลการหารือในการเจรจาครั้งนี้กลับไปประชุม ที่กองบังคับการตำรวจตะเวนชายแดนภาค 1 เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติอีกครั้ง
-----------
รมว.ยธ. ไม่กำหนดเส้นตายค้นวัดธรรมกาย เมินกรณี พระสนิทวงศ์ โพสต์เบอร์โทรในเฟซบุ๊ก
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ได้เข้าประชุมร่วมกับวัดพระธรรมกาย เพื่อขอเข้าตรวจค้นภายในพื้นที่วัด โดยย้ำว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานต้อง
สามารถตอบคำถามกับรัฐบาลและสังคมได้ รวมถึงเมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วก็จะต้องชี้แจงต่อศาลให้รับทราบ
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้เปิดเผยว่า ตนได้มีการหารือกับ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทั้งทางโทรศัพท์ รวมทั้งประสานงานคุยกัน ซึ่งท่านต้องการให้เรื่องยุติลงด้วยความสงบ
เรียบร้อยของบ้านเมือง และไม่เกิดเหตุรุนแรง ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติต้องรับข้อห่วงกังวลทุกด้าน ยึดหลักความอดทน ไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยทุกอย่างต้องเดินไปตามข้อกฎหมายและเป็นไปด้วยความ
เรียบร้อย โดยไม่มีการกำหนดเส้นตายแต่อย่างใด
ขณะนี้ เบื้องต้น การปฏิบัติการยังสามารถใช้ ม.44 แต่ตนจะต้องขอพิจารณาอีกครั้งในภายหลัง ส่วนกรณี พระสนิทวงศ์ โพสต์หมายเลขโทรศัพท์ของตนในเฟซบุ๊กนั้น ตนไม่อยากที่จะทะเลาะกับ
พระ สังคมย่อมรู้ดีว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
-----------
แถลงการณ์เรื่องความปลอดภัยของสื่อมวลชนภาคสนาม ฉบับที่ 1
จากเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างสื่อมวลชนกับชายฉกรรจ์ ที่บริเวณหน้าวัดพระธรรมกาย เมื่อค่ำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560
ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย มีความห่วงใยในสวัสดิภาพของเพื่อนนักข่าวและช่างภาพ และทีมข่าวที่กำลังปฏิบัติ
หน้าที่รายงานข่าวอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากสถานการณ์มีความอ่อนไหว และเป็นความขัดแย้งที่มีแนวโน้มในการใช้ความรุนแรง เพราะ
มุมมองในเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา กับการบังคับกฎหมายของรัฐ มีความแตกต่างและมีความขัดแย้งในทางความคิดของคนใน
สังคมอย่างมาก ซึ่งนอกจากหน้าที่สื่อมวลชนภาคสนามที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน ด้วยความ
ระมัดระวังเป็นพิเศษในการรายงานข่าวโดยไม่ลำเอียง และปราศจากอคติแล้ว
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยขอเรียกร้องให้กองบรรณาธิการข่าว ผู้ประกาศข่าว ผู้ดำเนินรายการข่าว ผู้ดูแลเว็บไซต์
โซเชียลมีเดีย รวมทั้งคอลัมนิสต์ ในแต่ละสำนักข่าว ตระหนักและคำนึงถึงความปลอดภัยของนักข่าวและช่างภาพ ภาคสนามที่ปฏิบัติงาน
ข่าวในพื้นที่ให้มากขึ้น ด้วยการระมัดระวังในการนำเสนอความเห็นและความรู้สึกส่วนตัวปะปนกับการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ต้องนำ
ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา สร้างความเกลียดชังเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่อ่อนไหว สร้างอันตรายให้กับทีมข่าวภาคสนาม
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยขอยืนยันว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วยเสรีภาพบนความรับผิดชอบ สื่อมวลชนย่อมมิใช่คู่
ขัดแย้งของฝ่ายใด สื่อมวลชนมีหน้าที่เพียงแต่รายงานข่าวตามวิชาชีพเท่านั้นและจะไม่มีความสูญเสียใดเกิดขึ้น หากทุกฝ่ายได้เคารพ
บทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกันและแสวงหาหนทางที่จะคลี่คลายวิกฤติด้วยสันติวิธี
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย
22 กุมภาพันธ์ 2560
---------------
ตำรวจตรึงกำลังพร้อมเข้าบุกค้นวัดพระธรรมกาย พบโดรนพยายามบินเข้าพื้นที่วัด โดยยืนยันว่าไม่ใช่ของดีเอสไอ
ความเคลื่อนไหวที่ บริเวณประตู7 วัดพระธรรมกาย ภายหลังการเจรจาของเจ้าหน้าที่และวัดพระธรรมกายไม่เป็นผล จึงขอให้บุคคลที่ไม่เดี่ยวข้องออกจากพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ตั้งโต๊ะคัด
กรองบุคคล ให้ออกจากพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่วัดที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์และประชาชนรวมกว่า10 คน แสดงความจำนงค์ออกจากพื้นที่ ตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ รวมทั้งมีหน่วยทีมกู้ชีพของมูลนิธิร่วม
กตัญญู ได้นำรถพยาบาลมาเพื่อรอรับผู้ป่วยจากภายในวัด หลังได้รับประสานงานมา โดยเบื้องต้นวัดไม่ได้แจ้งจำนวนผู้ป่วย สาเหตุ และไม่ระบุว่าเป็นพระภิกษุหรือฆารวาส ซึ่งทีมแพทย์ได้รับการ
ประสานตั้งเวลาประมาณ 16.00น. ก่อน ที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะประสานนำทีมแพทย์เข้าไปรับผู้ป่วย ซึ่งเป็นหญิงชรา เพียง 1 คนเท่านั้น
นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าประตูทางออกที่7 ยังมีเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้เข้ามาสังเกตุการณ์ในพื้นที่ โดยระบุเพียงสั้นๆว่า เดินทางมาเพื่อสังเกตุการณ์ ไม่ได้มาพูดคุยกับใคร
เป็นพิเศษ ก่อนจะเดินทางกลับ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พบ โดรน (อากาศญาณไร้คนขับ) สีดำ 1 ลำพยายามที่จะบินผ่านประตูที่7 วัดพระธรรมกายแต่เจ้าหน้าที่พบก่อนจะตัดสัญญาณและนำมาตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืน
ยันว่าไม่ใช่ โดรนของดีเอสได้
อย่างไรก็ตามสำหรับ สถานการณ์ในพื้นที่ทุกประตูของวัดพระธรรมกายขณะนี้ยังคงที่ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลัง เตรียมความพร้อมเข้าปฏิบัติในทุกประตู
///////////
ปรองดอง
โฆษก กห. สรุปผลพูดคุยปรองดอง 14 พรรค ราบรื่น มองโครงสร้างทางการเมืองมีปัญหา ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ - กฎหมาย
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงผลการพูดคุยกับ 14 พรรคการ
เมือง ระบุว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความเป็นกันเองและสงบเรียบร้อย มีการให้ความคิดเห็นข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ เป็นเสียงสะท้อนจากพรรคเล็กที่ต้องการเข้าสู่การเมือง แต่ยังขาดโอกาส
โดยมองว่าโครงสร้างทางการเมืองของไทย มีปัญหา จากการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ รวมถึงกฎหมาย พร้อมมองว่าโครงสร้างทางการเมืองของไทยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ พรรคการเมืองใหม่ พรรคการ
เมืองเก่า กลุ่มประชาชน องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนธุรกิจทางการเมือง
โดยระบุว่าในส่วนของประชาชน มีพื้นฐานความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งการศึกษา การเข้าถึงสาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งทุน ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันและการดำรงชีวิต
------------
โฆษก กห. เผย ความเห็นพรรคเล็ก ระบุ การสูญเสียผลประโยชน์ของกลุ่มเก่า - ใหม่ เป็นรอยต่อที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง องค์กรอิสระ ไม่เป็นกลาง
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า จากการรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองขนาดเล็ก เห็นตรงกันว่า ปัญหาการสูญเสียผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเก่า และ
การได้ซึ่งผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใหม่ เป็นรอยต่อที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง จนพยายามกลไกทางกฎหมาย แทรกแซงองค์กรอิสระ นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะที่ในส่วนขององค์กรอิสระ
ไม่สามารถวางตัวใหัเป็นกลาง ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ได้รับการยอมรับ ประกอบกับการมีกลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนทางการเมืองเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ดังนั้น การปฏิรูปจึงต้องทำไปพร้อม ๆ กัน โดยพรรคการเมืองจะต้องคัดคนที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือมาเป็นทางเลือกให้ประชาชน ไม่ทำการเมืองเชิงธุรกิจ ผูกขาดอำนาจไว้กับตัวบุคคล ส่วนรัฐต้อง
คืนความเป็นธรรมให้สังคมทั้งในเรื่องของการศึกษา การเข้าถึงระบบสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม เพื่อให้ประชาชนยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยัง
เห็นควรให้เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์
----------
โฆษก กห. ย้ำ พท. ตอบรับร่วมปรองดองแล้ว เรื่องวันรอกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เตรียมเชิญอีก 6 พรรค ในสัปดาห์นี้
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองแล้ว
ส่วนการทางพรรคระบุว่า พร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลในวันที่ 8 มี.ค. นั้น ทางโฆษกชี้แจงว่า ขอให้ทางคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเป็นผู้กำหนดวันและประสานกับทางพรรคเอง เพื่อไม่ให้เกิด
ความเหลื่อมล้ำในการจัดลำดับ
ส่วนกรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ขอเข้าชี้แจงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั้น ขอให้ใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่มีช่องทางอยู่แล้ว ทั้งเวทีระดับท้องถิ่นในทุก
จังหวัดและเวทีส่วนกลางจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ในช่วงบ่ายจะเชิญพรรคกสิกร พรรคเพื่อประชาชนไทย และพรรคเพื่อฟ้าดิน เข้าให้ข้อมูล ส่วนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะเชิญพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรค
รักท้องถิ่นไทย และพรรคไทยรักธรรม เข้าให้ข้อมูล
----------
กห. ย้ำ อนุฯ ปรองดอง 4 ชุด เป็นกลาง รับฟังความคิดเห็นเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม ขออย่าสร้างเงื่อนไข ขอระมัดระวังเสนอข่าว
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 4 ชุด จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเสียงของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่ใช่
เฉพาะกลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยไม่มีการกำหนดกรอบการพูดคุย จึงขอความร่วมมือช่วยทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองเดินหน้าต่อไป อย่าสร้างเงื่อนไข และขอให้ทุกฝ่ายใช้ความ
ระมัดระวังและดุลยพินิจในการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อรวมถึงไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ข้อคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่น ไม่ให้เกิดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการคาดหวังของประชาชน
-----
---------
พล.อ.ประวิตร ย้ำปรองดอง ไม่คุยเรื่องนิรโทษกรรม รับเป็นห่วง "สุวพันธุ์" เชื่อรับมือได้ ไม่มั่นใจค้นวัดพระธรรมกายจบวันนี้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุถึงข้อเสนอของพรรคการเมืองไทยโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่จะเสนอเรื่องของนิรโทษ
กรรมนั้น เคยพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่นำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น ให้ไปนำเสนอต่อ อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล
ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน
พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงการดำเนินการตรวจค้นวัดธรรมกาย ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนความคืบหน้าการเข้าตรวจค้น ก็เป็นหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
ซึ่งต้องไปสอบถามกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และยอมรับว่าเป็นห่วง นายสุวพันธุ์ หลังจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำหมายเลขโทรศัพท์ไปโพสต์บนโซเชียลมีเดีย แต่
เชื่อว่า นายสุวพันธุ์ คงสามารถไปเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เอง ส่วนกรณีที่มีการระดมศิษยานุศิษย์ในโซเชียลมีเดียนั้น ทางดีเอสไอก็จะต้องเข้าไปดำเนินการ ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความ
มั่นคง ยังไม่ยืนยันว่าการตรวจค้นวัดพระธรรมกายจะจบในวันนี้หรือไม่ ขอให้ไปถามจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากได้มอบนโยบายไปแล้ว
-------------
"ถาวร" เผย กปปส. คุยกันต้นเดือนหน้า เตรียมความพร้อมให้ข้อมูลอนุฯ ปรองดอง รีบส่วนตัวมีเรื่องเสนอเพิ่ม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. เปิดเผยถึงการเตรียมเข้าให้ข้อมูลกับ คณะกรรมการปรองดอง ตามที่ได้มีการส่งหนังสือให้กลุ่ม กปปส. เข้าแสดงความคิดเห็นว่า ทาง กลุ่ม กปปส. ยังไม่ได้มี
การหารือเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลแต่อย่างใด แต่มีการเตรียมที่จะหารือแกนนำในช่วงต้นเดือน มี.ค. นี้ เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนที่จะเข้าพบอนุกรรมการปรองดอง
ทั้งนี้ นายถาวร ย้ำว่า กปปส. มีแนวทางชัดเจน คือการเสนอเรื่องการปฏิรูป 5 ด้าน ประกอบด้วย การปฏิรูปข้าราชการ, การปฏิรูปพรรคการเมือง, การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น, การปฏิรูปตำรวจ, และ
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึง ยอมรับว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติม นอกเหนือจากการปฏิรูป 5 ด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอหารือกับแกนนำก่อน
----------
ผบ.สส. ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ย้ำสนับสนุนการทำงาน ป.ย.ป. สร้างความสามัคคีปรองดอง เตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนหากเกิดภัยพิบัติ
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 3/2560 โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการ
ทหารบก พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เข้าร่วม โดยการประชุมในครั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ศูนย์บรรเทาสาธารณ
ภัยกองทัพไทย และเหล่าทัพเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้ทันที ทั้งนี้ สำหรับกรณีอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพื้นฟู โดยให้ดำเนินการอย่าง
บูรณาการ
พร้อมกันนี้ ยังขอบคุณที่ให้การสนับสนุนและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมไปถึง
คณะกรรมการเตรียมการ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องด้วย
---------------
ผบ.สส. เน้นย้ำกำลังพล ยึดมั่นพระราชดำรัส ร.10 เป็นหลักในการดำเนินชีวิต พร้อมขอบคุณทุกเหล่าทัพร่วมสนับสนุนฝึกคอบรา โกลด์
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เน้นให้กำลังพลและครอบครัวน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระราชดำรัส เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ว่า "ขอให้
ชาวไทยทุกคนร่วมกันคิดอ่าน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยปัญญา รวมทั้งพิจารณาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
อย่างไรก็ดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ
พลอดุลยเดช และการสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ รวมถึงการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ นอก
จากนี้ ยังขอบคุณทุกเหล่าทัพที่ให้การสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าร่วมฝึกคอบรา โกลด์ 2017 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพไทย
----------
//////////
รัฐธรรมนูญ
"นรชิต" มั่นใจ พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ส. - ส.ว. เสร็จ มี.ค. นี้ นำส่ง สนช. พร้อม ๆ กับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง - กกต. ยังไม่ชัดยุบ ป.ป.ช.จังหวัด หรือไม่
นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากการลงพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ส.ส.
และ ส.ว. ที่เชียงใหม่ ที่ผ่านมา รวมถึงได้เดินทางต่อไป จ.น่าน โดยประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง, เรื่องการหาเสียง, เรื่องบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีการเสนอ
ความเห็นที่หลากหลาย ทั้งที่เห็นตรงกับ กรธ. และที่เห็นต่าง จาก กรธ. เช่นเรื่องของการเลือกไขว้ ส.ว. ที่ไม่อยากให้มีการฮั้ว หรือล็อกผลได้ ซึ่งจะนำไปปรับปรุงต่อไป โดยมั่นใจว่า ทั้ง 2 ฉบับนี้
น่าจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. นี้ เพื่อที่จะส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อม ๆ กับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ต่อไป
ทั้งนี้ นายนรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาเนื้อหา พ.ร.ป.ฉบับอื่น ๆ ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกของสัปดาห์ ก็จะหารือเกี่ยวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. กันต่อ แต่ยังไม่ชัดว่าจะมีการยุบ
ป.ป.ช.จังหวัด หรือไม่ และหากมีต่อก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ในการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับ ป.ป.ช.ส่วนกลาง มากขึ้น โดยจะมีการเชิญผู้แทนของ ป.ป.ช. มาหารืออีกครั้ง
-----------
"มีชัย" ยัน รธน. ใหม่ มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข่าวสารภาครัฐได้มากขึ้น กำหนนดขั้นตอนง่ายขึ้น แนะคิดนอกกรอบ
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ" ในงานเสวนาเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
สาธารณะ พ.ศ. .... : กลไกสำคัญในการตอบโจทย์การปฏิรูปภาครัฐ มุ่งสู่ Thailand 4.0” ว่า ที่ผ่านมามีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการอยู่แล้ว แต่เนื่องจากยังไม่สอดคล้องกับการก้าว
ไปสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการทำประชามติ จึงมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข่าวสารภาครัฐได้มากขึ้น โดย กรธ. จึงกำหนดขั้นตอนกฎหมาย เพื่อ
ให้ง่ายต่อการปฏิบัติ เพราะหากประชาชนรู้ข้อมูลข่าวสารการทำงานของส่วนราชการก็จะง่ายขึ้น รวมทั้งเสนอแนะให้กฎหมายนี้ มีบทลงโทษหากหน่วยงานราชการไม่ทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าว
สารให้ประชาชนทราบ พร้อมฝากให้คิดนอกกรอบเพื่อคิดหาระบบที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเผยแพร่ข้อมูลข่าวให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง และทำอย่างไรจะกระตุ้นให้ประชาชนเข้าสู่ข้อมูลข่าว
สารได้
-------------
"มีชัย" แจง กรธ. ไม่เกี่ยวร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เชื่อหากทำได้ตาม รธน. กำหนด จะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงได้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ ในเวทีเสวนาเรื่องร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว สภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ ( สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมกันทำ เพื่อให้สอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ที่จะเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับ
กรธ. ทั้งนี้ หากทำได้ตามที่กำหนดในกฎหมายจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง เพราะจะรู้ในข้อมูลที่ราชการใช้เป็นฐานความคิด และสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน รวม
ทั้งทำให้ประชาชนมีโอกาสติดตาม ตรวจสอบภาครัฐได้มากขึ้น เพราะในอดีตราชการรับรู้ แต่ประชาชนไม่รับรู้ จึงอาจเกิดการต่อต้าน
-------------
"มีชัย" มั่นใจ ไร้ปัญหาในทางปฏิบัติ ปม ม.77 วรรค 2 ปฏิเสธแสดงความเห็น ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ สนช. กังวลต่อมาตรา 77 วรรคสอง ของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ก่อนตรากฎหมาย รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้
เกี่ยวข้องต้องวิเคราะห์ผลกระทบต่อกฎหมายอย่างรอบด้าน และมีระบบให้เปิดเผยต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาการตรากฎหมายในทุกขั้นตอน โดยยืนยันว่า ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ
ไม่ต้องทำให้ยุ่งยาก เพราะการรับฟังไม่ใช่ของเสียหาย และการเปิดเผยข้อมูลสามารถเปิดเผยได้ทั้งโทรทัศน์ เว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถรับทราบ
ขณะเดียวกัน ยังปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ลดจำนวนบุคคลจากหน่วยงานภาครัฐเหลือ ปลัดกระทรวง 2
คน โดยยังไม่ทราบรายละเอียด แต่การเอาปลัดกระทรวงเข้ามาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ แต่ยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ไม่ได้ระบุถึงการควบคุมสื่อ มีแต่เรื่องของจรรยาบรรณที่สื่อ
ต้องไปคิดกันเองว่าจะควบคุมจรรยาบรรณสื่ออย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะหากมีการทำผิดและใช้วิธีการลาออก ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ สื่อเองต้องมีสิทธิเสรีภาพ และจรรยาบรรณด้วย
///////////
บัตรทอง
โฆษก รบ. ยืนยัน ไม่มีการเลิกโครงการบัตรทอง ย้ำ ประชาชนได้สิทธิเพิ่ม ขออย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า งบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ และรัฐบาล
พยายามจะล้มเลิกโครงการบัตรทอง ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ร่วมมือกันอย่างดีในการดูแลประชาชน และได้ปรับ
เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้นด้วย โดยปีงบประมาณ 2561 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นจำนวนเงิน 128,533 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3,197.32 ต่อหัวประชากร
เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 จำนวน 87.75 บาทต่อคน โดยประชาชนยังคงได้รับสิทธิเช่นเดิม และมีส่วนที่จะได้รับเพิ่มขึ้น คือ ค่าบริการวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ค่าบริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
และค่าบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ทั้งนี้ พล.ท.สรรเสริญ ยังกล่าวต่อว่า รัฐบาลอยากให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง เมื่อได้รับข่าวสารจากแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เพราะมีหลายครั้งที่ข้อมูลถูกบิดเบือนเพื่อทำให้
สังคมหลงเชื่อ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยืนยันว่า จะร่วมกันบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบกับคุณภาพการให้บริการ
ประชาชน
PR
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
กรณี ธรรมกาย ท้าทาย “มาตรา 44” ท้าทาย “คสช.”
ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งของกรณี “ธรรมกาย” มิได้อยู่ที่การตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเป็นอาวุธและเป็น“เครื่องมือ” ในการจัดการ
หากแต่อยู่ที่ว่า “ได้ผล” หรือไม่
คำว่า “ได้ผล” นี้หากประเมินจากพื้นฐานและความล้มเหลวจากปฏิบัติการ 2 ครั้งเมื่อเดือนมิถุนายนและเมื่อเดือนธันวาคม 2559
ก็ต้องถือว่า “สำเร็จ”
เพราะเมื่อ 2 ครั้งก่อน การบุกเข้าไปภายในวัดพระธรรมกายดำเนินไปได้แต่ด้วยความทุลักทุเลอย่างยิ่ง
ทั้งสามารถเข้าไปได้เพียง “บางส่วน”
แต่ปฏิบัติการครั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 สามารถเข้าไปได้ทั้งโซน A โซน B และโซน C แทบไม่เหลือพื้นที่ใดที่ไม่สามารถเข้าไปไม่ได้
แต่หากว่า “ได้ผล” คือสามารถจับกุมพระเทพญาณมหามุนีหรือไม่
คำตอบไม่ว่าจะเป็นคำแถลงในวันที่ 17 ไม่ว่าจะเป็นคำแถลงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ก็คือ ไร้ร่องรอยของพระเทพญาณมหามุนี
ตรงนี้ต่างหากที่ได้กลายเป็น “คำถาม”
คำถามแรกสุดย่อมพุ่งเป้าไปยังประเด็นอันเกี่ยวกับ “การข่าว” ไม่ว่าจะเป็นการข่าวของดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นการข่าวของตำรวจ
หรือแม้กระทั่งการข่าวของ “ทหาร”
เป็นอันว่า ที่ดีเอสไอเสนอเป็นเป้าหมายใน “หมายค้น” ไม่มีความแจ่มชัด เสมอเป็นเพียงการคาดคะเนว่าน่าจะอยู่ที่ใด
แต่ไม่มี “ฐาน” ความเป็นจริงอย่างจริงแท้
เป็นอันว่า ที่ดีเอสไออ้างว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าไปเสาะหาข่าวภายในวัดพระธรรมกาย ก็อาจจะใช่
แต่ประเด็นอยู่ที่ “ประสิทธิภาพ” และ “ความแม่นยำ”
ไม่ว่าจะมองจากด้านของ “ดีเอสไอ” ไม่ว่าจะมองจากด้านของ “ตำรวจ” ไม่ว่าจะมองจากด้านของ “ทหาร” ต้องยอมรับในความสำคัญของ “การข่าว”
เพราะ “การข่าว” คือองค์ประกอบ 1 ในการกำหนด “แผน”
ตลอด 2 วันของการลุยเข้าไปในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ตลอด 2 วันของการเจาะทะลวงเข้าไปแต่ละอาคาร แต่ละห้อง จึงดำเนินไปอย่างชนิดที่เรียกว่า
“มะงุมมะงาหรา”
คำถามต่อมาก็สืบเนื่องจากกรณีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในกรณีของ “วัดพระธรรมกาย” เมื่อเริ่มต้นก็คำนึงแต่ในด้านของความเฉียบขาด
ขณะเดียวกัน ก็มองข้าม “ผลสะเทือน” จาก “มาตรา 44”
มาตรา 44 คือความต่อเนื่องจากมาตรา 17 อันดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2502 ในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
และก็ต่อเนื่องมาถึงยุค จอมพลถนอม กิตติขจร
ความรับรู้ของคนในยุคหลัง คือ ความเด็ดขาด เพราะว่าได้ให้อำนาจเป็นทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อยู่ในตัวคนเดียว
แม้กระทั่ง “ประหาร” ก็สามารถทำได้
จินตภาพแรกของการใช้มาตรา 44 ต่อกรณีวัดพระธรรมกาย คือความคิดรวบยอดว่าปัญหานี้ร้ายแรงเกินกว่าจะใช้อำนาจตามปกติได้
จึงเกิดความคาดหวังว่าทุกอย่างจะ “สัมฤทธิ์”
นั่นหมายถึงว่า ปัญหาอันเนื่องแต่วัดพระธรรมกายจะต้องยุติ ขณะเดียวกัน ปัญหาอันเนื่องแต่พระเทพญาณมหามุนี จะต้องจบสิ้น
นั่นก็คือ สามารถนำตัวพระเทพญาณมหามุนีไปขึ้นศาลได้
แต่แล้วก็ปรากฏจากคำแถลงตลอด 3-4 วันจากดีเอสไอ ปรากฏว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าพระเทพญาณมหามุนีอยู่ที่ใด
ตราบใดที่ยังไม่สามารถจับตัวพระเทพญาณมหามุนีได้ ตราบนั้นปัญหาของวัดพระธรรมกายก็ยังดำรงอยู่
คำถามนี้ไม่ได้พุ่งไปยัง “ดีเอสไอ” ไม่ได้พุ่งไปยัง “ตำรวจ” เท่านั้น หากแต่ยังเลยเถิดไปยัง “คสช.” ไปยัง“รัฐบาล”
และไปอยู่ที่ “มาตรา 44” อย่างมิอาจปฏิเสธได้
เหตุที่ม็อบกล้าท้าทาย
ไม่ต้องมาขู่จะมาสร้างม็อบ จะมาต่อต้าน
ตามอาการที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เสียงแข็งใส่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดง นปช. กรณีที่ประกาศเบิ้ลใส่ คสช. หากการปรองดองของรัฐบาลไม่มีความคืบหน้าใน 3 เดือน นปช.เสื้อแดงพร้อมจะตั้งเวทีคู่ขนาน
งานนี้เชื่อเลยว่า “พี่ใหญ่” ตั้งใจกระแทกแกนนำแดง แฝงสัญญาณพวกจ้องท้าทาย
ในบรรยากาศม็อบเริ่มกลับมาออกฤทธิ์ออกเดช
ตามรูปการณ์ล่าสุดพระสงฆ์จำนวนหนึ่งของสำนักธรรมกายตั้งแถวเดินฝ่าแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมประกาศผ่านลำโพงจะออกมารับญาติโยมที่เข้าวัดไม่ได้
ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูจนบาดเจ็บเลือดออกทั้งสองฝ่าย
เป็นช็อตต่อเนื่องจากการที่เครือข่ายธรรมกายระดมพลผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อยึดคืนพื้นที่
เจ้าหน้าที่อึดอัด พระเริ่มตบะแตก
แนวรบด้านธรรมกายทำท่าเผด็จศึกไม่ง่าย ในจังหวะที่แนวรบม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่บุกถึงข้างทำเนียบฯ จนรัฐบาลทหาร คสช.ต้องปล่อยตัวแกนนำพร้อมสั่งให้กระทรวงพลังงานแจ้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ใหม่
ตามเงื่อนไขที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศเลยว่า ถ้าอีเอชไอเอไม่ผ่านรัฐบาลก็พร้อมถอยยุติโครงการ
ผู้นำรัฐบาลทหารไม่กล้าลุยหักดิบ ต้องกู้สถานการณ์ม็อบต้านโรงไฟฟ้าให้กลับบ้านไปก่อน
ปมร้อนม็อบโรงไฟฟ้า ต่อเนื่องธรรมกาย สถานการณ์สะท้อนอำนาจพิเศษชักจะไม่ขลัง
“กระบองยักษ์” มาตรา 44 เริ่มโดนท้าทายจากพวกไม่กลัวตาย
ตามเหลี่ยมเชิงทางการเมืองถือว่า รัฐบาลท็อปบูตเสียรังวัดไม่น้อย
ทั้งๆที่อ่านกันตามเนื้อผ้า ปมคาราคาซังของสำนักธรรมกาย ประเมินจากกระแสผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็เห็นด้วยกับการเดินหน้า “เคลียร์”
ลัทธิที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ
พฤติการณ์เข้าข่ายขบวนการบิดเบือนคำสอนพระศาสดา อาศัยศรัทธาความเชื่อของสาวกบิดเบือนคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเน่ียน ที่ผู้ร่วมก่อการส่วนหนึ่งถูกตัดสินความผิดเข้าไปชดใช้กรรมในเรือนจำ
พฤติกรรมทางโลกที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความเจริญทางธรรม
ที่สำคัญโดยเครือข่ายโยงใยกับกลุ่มการเมือง กลุ่มนักธุรกิจชั้นนำ สีขาว สีเทา สีดำ ถ้าไม่ดำเนินการให้เกิดความชัดเจนในยุคที่รัฐบาลทหารมีอำนาจพิเศษเด็ดขาด
ก็ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลจากการเลือกตั้งต่อไปจะจัดการได้
ในสถานการณ์เดียวกันกับประเด็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ตามความจำเป็นที่สังคมส่วนใหญ่ แม้แต่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งสะท้อนผ่านอดีต ส.ส.รุ่นลายครามอย่างนาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ก็รับรู้ถึงปัจจัยในด้านความมั่นคงทางพลังงานรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้
ไม่ต้องเสี่ยงเจอกับวิกฤติไฟดับทั้ง 14 จังหวัด เหมือนเมื่อปี 2556
เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องสร้าง ไม่มีทางเลี่ยงไฟต์บังคับ
และทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นม็อบแฝงพวกโหนสถานการณ์เตะตัดขา แบบที่มีการออกมาดักทางนักการเมือง เอ็นจีโอ นักวิชาการ ที่ผสมโรงม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เป็นขบวนการผสมทั้งขั้วตรงข้ามและแนวร่วมฝ่ายเดียวกันที่หวังล่มเรือแป๊ะ
แต่จับทาง “นายกฯลุงตู่” ยังไม่เสี่ยงลุยจนสุดซอย
นั่นก็เพราะ “รัฐบาลท็อปบูต” เองก็มี “รูรั่ว”
ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเหมือนช่วงแรกที่ยึดอำนาจ
สถานการณ์ของผู้นำที่กำลังเหนื่อยกับปมของน้องชายอย่าง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ที่กลายเป็นบ่อน้ำมัน ล่อเป้าตำบลกระสุนตกให้พี่ชาย
ต้นทุนหน้าตักหดหายไปพอสมควร
บทดุดันเลยลดระดับลงตามเครดิตความชอบธรรม.
ทีมข่าวการเมือง
ตามอาการที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เสียงแข็งใส่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดง นปช. กรณีที่ประกาศเบิ้ลใส่ คสช. หากการปรองดองของรัฐบาลไม่มีความคืบหน้าใน 3 เดือน นปช.เสื้อแดงพร้อมจะตั้งเวทีคู่ขนาน
งานนี้เชื่อเลยว่า “พี่ใหญ่” ตั้งใจกระแทกแกนนำแดง แฝงสัญญาณพวกจ้องท้าทาย
ในบรรยากาศม็อบเริ่มกลับมาออกฤทธิ์ออกเดช
ตามรูปการณ์ล่าสุดพระสงฆ์จำนวนหนึ่งของสำนักธรรมกายตั้งแถวเดินฝ่าแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมประกาศผ่านลำโพงจะออกมารับญาติโยมที่เข้าวัดไม่ได้
ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูจนบาดเจ็บเลือดออกทั้งสองฝ่าย
เป็นช็อตต่อเนื่องจากการที่เครือข่ายธรรมกายระดมพลผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อยึดคืนพื้นที่
เจ้าหน้าที่อึดอัด พระเริ่มตบะแตก
แนวรบด้านธรรมกายทำท่าเผด็จศึกไม่ง่าย ในจังหวะที่แนวรบม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่บุกถึงข้างทำเนียบฯ จนรัฐบาลทหาร คสช.ต้องปล่อยตัวแกนนำพร้อมสั่งให้กระทรวงพลังงานแจ้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ใหม่
ตามเงื่อนไขที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศเลยว่า ถ้าอีเอชไอเอไม่ผ่านรัฐบาลก็พร้อมถอยยุติโครงการ
ผู้นำรัฐบาลทหารไม่กล้าลุยหักดิบ ต้องกู้สถานการณ์ม็อบต้านโรงไฟฟ้าให้กลับบ้านไปก่อน
ปมร้อนม็อบโรงไฟฟ้า ต่อเนื่องธรรมกาย สถานการณ์สะท้อนอำนาจพิเศษชักจะไม่ขลัง
“กระบองยักษ์” มาตรา 44 เริ่มโดนท้าทายจากพวกไม่กลัวตาย
ตามเหลี่ยมเชิงทางการเมืองถือว่า รัฐบาลท็อปบูตเสียรังวัดไม่น้อย
ทั้งๆที่อ่านกันตามเนื้อผ้า ปมคาราคาซังของสำนักธรรมกาย ประเมินจากกระแสผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็เห็นด้วยกับการเดินหน้า “เคลียร์”
ลัทธิที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ
พฤติการณ์เข้าข่ายขบวนการบิดเบือนคำสอนพระศาสดา อาศัยศรัทธาความเชื่อของสาวกบิดเบือนคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเน่ียน ที่ผู้ร่วมก่อการส่วนหนึ่งถูกตัดสินความผิดเข้าไปชดใช้กรรมในเรือนจำ
พฤติกรรมทางโลกที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความเจริญทางธรรม
ที่สำคัญโดยเครือข่ายโยงใยกับกลุ่มการเมือง กลุ่มนักธุรกิจชั้นนำ สีขาว สีเทา สีดำ ถ้าไม่ดำเนินการให้เกิดความชัดเจนในยุคที่รัฐบาลทหารมีอำนาจพิเศษเด็ดขาด
ก็ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลจากการเลือกตั้งต่อไปจะจัดการได้
ในสถานการณ์เดียวกันกับประเด็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ตามความจำเป็นที่สังคมส่วนใหญ่ แม้แต่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งสะท้อนผ่านอดีต ส.ส.รุ่นลายครามอย่างนาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ก็รับรู้ถึงปัจจัยในด้านความมั่นคงทางพลังงานรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้
ไม่ต้องเสี่ยงเจอกับวิกฤติไฟดับทั้ง 14 จังหวัด เหมือนเมื่อปี 2556
เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องสร้าง ไม่มีทางเลี่ยงไฟต์บังคับ
และทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นม็อบแฝงพวกโหนสถานการณ์เตะตัดขา แบบที่มีการออกมาดักทางนักการเมือง เอ็นจีโอ นักวิชาการ ที่ผสมโรงม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เป็นขบวนการผสมทั้งขั้วตรงข้ามและแนวร่วมฝ่ายเดียวกันที่หวังล่มเรือแป๊ะ
แต่จับทาง “นายกฯลุงตู่” ยังไม่เสี่ยงลุยจนสุดซอย
นั่นก็เพราะ “รัฐบาลท็อปบูต” เองก็มี “รูรั่ว”
ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเหมือนช่วงแรกที่ยึดอำนาจ
สถานการณ์ของผู้นำที่กำลังเหนื่อยกับปมของน้องชายอย่าง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ที่กลายเป็นบ่อน้ำมัน ล่อเป้าตำบลกระสุนตกให้พี่ชาย
ต้นทุนหน้าตักหดหายไปพอสมควร
บทดุดันเลยลดระดับลงตามเครดิตความชอบธรรม.
ทีมข่าวการเมือง
ข่าว21/2/60
โรงไฟฟ้าถ่านหิน
นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว เตรียมประชุม ครม. จับตาความชัดเจน ตามมติ กพช. ทบทวน EHIA เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลแล้ว เพื่อเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำสัปดาห์ ที่ตึกบัญชาการ 1 ในเวลา 09.00 น. ซึ่งในจะวันนี้ติดตามว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กรณีการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทบทวนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
ส่วนวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจอื่น ๆ นั้น ทางด้านกระทรวงคมนาคมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบินพลเรือน (พ.ศ....) ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอการดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีสาธารณรัฐโกตดิวัว ด้านกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์
----------
มท.1 ยังไม่พบม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินขยายวงกว้าง กำชับ ผู้ว่าฯ ดูแลให้เกิดความเรียบร้อย เร่งสอบคุณสมบัติ ผู้ว่าฯ กปภ.
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย และให้การสนับสนุนถ้าจะต้องดำเนินการ ในเรื่องของการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ซึ่งเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไป ส่วนข้อกังวลการต่อต้านว่าจะขยายวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้นั้น ขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่มีอะไรขยาย ไม่ได้มีการเตรียมรับสถานการณ์หลัง ครม. มีมติพิจารณาหลักเกณณ์ EIA และ EHIA อย่างไร ในวันนี้ เพราะทุกอย่างปกติ การดำเนินการต้องเป็นไปด้วยเหตุและผล
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แสดงความเห็นถึงคุณสมบัติของ นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. ว่า ได้มอบหมายให้ประธานกรรมการบริหารพิจารณา สอบถามไปยังหน่วยงานที่จะชี้แจงได้ว่าการจัดสรรบุคคลเข้ามาเป็นผู้ว่า กปภ. เป็นไปอย่างชอบธรรมและมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ โดยหน่วยงานที่จะชี้เรื่องคุณสมบัติ คือ อัยการสูงสุด
------------
นายกฯ ประชุม คสช. ก่อน ประชุม ครม. ปฏิเสธสัมภาษณ์สื่อเรื่องทบทวน EIA - EHIA
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งในวันนี้จะมีการประชุม คสช. ในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพก่อน โดยนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนว่าจะมีการทบทวนหรือเริ่มต้นกระบวนการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นใหม่
ทั้งนี้ ในการประชุม คสช. คาดว่า จะมีการรายงานความคืบหน้าในขั้นตอนของการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามลำดับขั้นตอนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะมีหารือถึงการทำรายละเอียดสาระสำคัญเพื่อเตรียมเผยแพร่รัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน
ขณะเดียวกัน จะมีการรายงานสถานการณ์ในภาพรวม หลังมีการเจรจากับแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินในการคัดค้านมติเดินหน้าโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินกระบี่ รวมถึงปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัด
------------
นายกฯ รอผล EIA ก่อนเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขออย่านำมาเป็นประเด็น - ยันรัฐบาลไม่ได้ถอยหลัง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงการชุมนุมค้ดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า ที่ผ่านมามีการสั่งการให้ชะลอไว้และขณะนี้ได้ให้กลับไปทำความเข้าใจในการทำกระบวนการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ อย่างน้อยจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และสามารถใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในปี 2566 - 2567 ซึ่งเดิมคาดว่าจะสามารถใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในปี 2565 ขออย่านำมายกมาเป็นประเด็น เบื้องต้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับไปกันหมดแล้ว หากผลระบุว่าทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ต้องคำนึงและยอมรับในอนาคต รวมถึงต้องหาวิธีการอื่นว่าต้องทำอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการระดับสูงที่ทำงานเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศในทุกด้านด้วย ดังนั้น ขออย่าวิตกว่ารัฐบาลถอยหลัง เนื่องจากเรื่องนี้มีมานานแล้วแต่การชะลอไว้เพื่อให้มีคณะกรรมการไตรภาคี เพราะมักอ้างว่าไม่มีส่วนร่วม จึงขอใช้โอกาสนี้เข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่จัดหาแหล่งพลังงานให้กับประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในกรุงเทพมหานครนั้น รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และบังคับกฎหมายเท่าที่จำเป็น พร้อมมองว่า ประชาชนอาจจะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจจึงไม่อยากดำเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนกรณีการคัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร นั้น ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะโครงการดังกล่าวมีมานานแล้ว และจะต้องทำ EIA และ EHIA ใหม่เช่นกัน
--------
ชาวท่าแซะ ยื่นนายกฯ เรียกร้องยุติสร้างเขื่อน พร้อมเสนอบริหารจัดการน้ำเขื่อนคุริงให้สมบูรณ์แบบแทนการสร้างใหม่
ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะได้เข้ายื่นหนังสื่อร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำ กล่าวว่า ตามที่ผู้ว่า
ราชการจังหวัดชุมพร เสนอแนวคิดจะย้ายประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ของบริษัทวิจิตรภัณฑ์ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยุติการสนับสนุนการสร้างเขื่อนท่าแซะอีกต่อไป และดำเนินการตามข้อเสนอที่ผ่านมา ส่วนประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเขื่อนท่าแซะ ขออยู่ที่เดิมเพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว พร้อมกับเสนอเรื่องการจัดการน้ำให้อนุรักษ์ต้นน้ำไว้ แทนที่จะสร้างเขื่อนท่าแซะ และควรบริหารการจัดการเขื่อนคุริงให้สมบูรณ์แบบและจัดการสร้างฝายมีชีวิตน่าจะยั่งยืนกว่าการสร้างเขื่อนท่าแซะ
ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ กล่าวว่า จ.ชุมพร เตรียมเดินหน้าผลักดันการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร รวมถึงกรณีที่ทางทหารจากมณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ได้เชิญตัวแกนนำกลุ่มผู้คัดค้านจำนวน 15 ราย ไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา และการถูกสกัดการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จนทำให้ต้องใช้วิธีเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถตู้แทน
//////////////
ธรรมกาย
นายกฯ ย้ำ ใช้ ม.44 ควบคุมวัดพระธรรมกายต่อ ไม่มีการยกเลิก ขออย่ายุยง แนะพระธัมมชโยมอบตัวตามกระบวนการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงข้อเสนอจากพระลูกวัดพระธรรมกายให้ยกเลิกมาตรา 44 ที่ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ว่า ยืนยันว่าไม่ยกเลิกมาตรา 44 เนื่องจากยังนำผู้ที่กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ก็ยังไม่สามารถยกเลิกได้ และวัดพระธรรมกายยังต้องเป็นพื้นที่ควบคุมต่อไปจนกว่ามีการมอบตัวหรือดำเนินคดี จากนั้นก็ต้องมีการบริหารจัดการใหม่ ขณะเดียวกัน ขออย่ายุยงปลุกปั่น และยืนยันว่าไม่ว่ามาตราใดก็ตาม หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า 7 วัน จะได้ข้อยุติว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป โดยวันนี้มีการทำงานร่วมกัน ทั้ง สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม เพื่อดูว่าจะทำอย่างไร ให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปได้โดยทั่วไป ไม่มีความแตกต่างจากวัดอื่น ๆ ส่วนเรื่องคดีความก็เป็นเรื่องของบุคคล หากใครทำความผิดก็ว่ากันตามกระบวนการ และขอให้ไปบอกบุคคลที่ทำความผิดให้มามอบตัว ไม่ใช่ไล่เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมถามกลับว่าพระเอาผ้าปิดจมูกมีความเหมาะสมหรือไม่
---------
พล.อ.ประวิตร ยันไม่ยกเลิก ม.44 ควบคุมวัดพระธรรมกาย - ไม่จำเป็นขอศาลขยายกรอบเวลาหมายค้น ไร้กังวลศิษย์ชวนคนมาปกป้อง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า จะไม่ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 ในการประกาศให้วัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจค้นวัดได้ และไม่จำเป็นขอศาลขยายกรอบเวลาหมายค้น เพราะเป็นที่ควบคุมอยู่แล้ว ซึ่งคำสั่งนี้จะใช้จนกว่าการดำเนินการตรวจค้นภายในวัดจะเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนกรณีที่เมื่อคืนนี้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชญติการามวรวิหาร กรรมการมหาเถรมหาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้ร่วมหารือกับวัดพระธรรมกาย และดีเอสไอ ก็มีแนวโน้มที่ดี จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันพรุ่งนี้ ที่จะครบกำหนด 7 วัน หลังออกมาตรา 44 จะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยกล่าวไว้
พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังยืนวันไม่กังวลที่วัดพระธรรมกาย เชิญชวนศิษยานุศิษย์มาปกป้องวัด เพราะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวอยู่แล้ว และยังไม่กังวลต่อกระแสข่าวว่าจะมีมวลชนมาปิดล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้น
-------
พล.อ.เฉลิมชัย ห่วงการปะทะกัน ในการควบคุมวัดพระธรรมกาย ขอทุกฝ่ายอดทน ยึดขั้นตอนกฎหมาย ย้ำ จะไม่ยอมให้เกิดสูญเสีย
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีการเข้าค้นวัดพระธรรมกาย และการติดตัว พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จนทำให้การเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กับพระสงฆ์และประชาชน ว่า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอน และเกิดความยุ่งยากเนื่องจากมีพื้นที่กว้าง รวมถึงมีประชาชนอยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมากด้วย โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดตามขั้นตอนของกฎหมาย และแบ่งเป็น 2 กรอบ คือ ภายในและภายนอก ซึ่งในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารได้รับผิดชอบในกรอบภายนอก พร้อมยอมรับว่า ห่วงในเรื่องของการเผชิญหน้ากัน และทำให้เกิดการปะทะกันได้ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความระมัดระวังในการดำเนินการ ที่จะต้อง รอบคอบ อดทน และควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้
ทั้งนี้ ยังยืนยันในการดำรงตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมายในการบังคับใช้กฎหมายให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งบางครั้งจะต้องยอมเสียเวลา แต่จะไม่ยอมให้เกิดสูญเสีย ทั้งชีวิต และทรัพย์สิน เพราะ
เป็นคนไทยด้วยกันเอง จึงขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน ส่วนกรณีที่พระสงฆ์ วัดพระธรรมกาย จำนวน 14 รูป ที่ยังไม่เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จะทำให้เกิดการปะทะกันอีกหรือไม่
ผู้บัญชาการทหารทบ กล่าวว่า ไม่ทำเกิดเหตุขึ้น แต่จะมีการเผชิญหน้ากัน ดังนั้น ต้องใช้เวลาให้คนภายในวัดได้นั่งสวดมนต์ เพื่อมีสติ และมีปัญญา จากนั้นก็จะรู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และต้องเน้น
การทำความเข้าใจ ตั้งสติ นึกคิด และคำนึงถึงภาพรวม
---------
"วัฒนา" FB ม.44 เผด็จการครองเมือง ชี้ชัด ประกาศพื้นที่วัดพระธรรมกาย เป็นเขตควบคุมไม่ถูกต้อง ขัด รธน. ชั่วคราว
นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Watana Muangsook" เรื่อง ม.44 เผด็จการครองเมือง ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ที่กำหนดให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขัดต่อมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่อนุญาตให้ออกคำสั่งเพื่อ "ป้องกัน ระงับ หรือปราบปราม การกระทำ
อันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน"
นอกจากนี้ คดีที่อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินและรับของโจรเกิดตั้งแต่ปี 2552 - 2554 จึงไม่เหลือเหตุที่จะต้องออกคำสั่งเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามสิ่งใดต่อไปอีกแล้ว วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย พุทธศาสนิกชนจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าวัดตามความเชื่อของตน
หัวหน้า คสช. ไม่มีอำนาจออกคำสั่งควบคุมห้ามประชาชนหรือพระสงฆ์เข้า - ออกวัด ความผิดฐานฟอกเงินหรือรับของโจรเป็นคดีอาญาทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นการกล่าวหาต่อตัวบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวกับวัดที่เป็นองค์กรทางศาสนา และการกระทำที่อ้างเป็นความผิดยุติลงนานแล้ว เหลือเพียงการนำตัวอดีตเจ้าอาวาสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนคดีอาญาอื่นอีกนับหมื่นคดีที่ยังติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีไม่ได้
ทั้งนี้ นายวัฒนา ทิ้งท้ายว่า การยกกำลังเจ้าหน้าที่หลายพันคนในชุดพร้อมรบ ไปปิดล้อมวัดเพื่อจับกุมพระที่มีอายุกว่า 70 ปี ห้ามคนเข้าออก ทำลายทรัพย์สินของวัด ทำร้ายประชาชนและพระสงฆ์ รวมทั้งออกคำสั่งให้พระกว่า 10 รูป มารายงานตัว หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกคือการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ส่วนที่อ้างว่าต้องการดำเนินการกับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งรับฟังไม่ได้ เพราะรัฐต่างหากที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หากรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นและปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายก็จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ฝ่ายที่ต้องถูกประณาม คือ รัฐที่เลือกปฏิบัติ ใช้อำนาจเกินเลยขอบเขต ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง
--------------
ศิษย์ธรรมกาย ปักหลักสวดมนต์ทั้งคืน ค้าน ม.44 ไร้เหตุปะทะซ้ำสอง - ตร. ยังตรึงกำลังเข้มงวด เร่งสอบมือดีโรยตะปูเรือใบหน้ารถ
บรรยากาศที่ถนนเลียบคลองแอน ทางเข้าประตู 5 และ 6 ของวัดพระธรรมกาย เช้านี้ยังคงมีพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายปักหลักค้างคืนและสวดมนต์กันอย่างต่อเนื่อง โดยนั่งสวดมนต์กันตั้งแต่ประตู 5 ของวัด เรื่อยมาตามถนนเลียบคลองแอน ประมาณ 200 เมตร โดยอยู่ในพื้นที่ห่างจากตำรวจประมาณ 10 เมตร ตามที่เจรจากับทางดีเอสไอ เพื่อลดการเผชิญหน้า โดยทางศิษย์วัดได้กางเต็นท์และนำสแลนสีเขียวมาปิดไว้บริเวณด้านหน้าเต็นท์และมีป้ายข้อความค้านการใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ทั้งภาษาไทย จีน และ อังกฤษ โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้พระสงฆ์บางส่วนได้เดินออกไปบิณฑบาตด้านนอก และยังมีศิษย์ของวัดพระธรรมกายบางส่วนได้เดินทางกลับด้วย
นอกจากนี้ ยังพบว่าพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เข้าไปด้านในไม่ได้ ปักหลักอยู่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ริมฟุตปาธ โดยร่วมกันสวดมนต์ ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา พร้อมเตรียมเสบียงน้ำดื่ม ขนม และข้าวสาร มารวมไว้ด้านหน้าเต็นท์อีกจำนวนมาก
ขณะที่การดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเป็นไปอย่างเข้มงวด พบยังคงมีการตรึงและปิดทางเข้าออกประตูวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะทางเข้าถนนเลียบคลองแอน ไม่อนุญาตให้
พระและศิษย์ผ่านเข้าไปด้านใน แต่อำนวยความสะดวกให้ออกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ผชิญหน้าหรือกระทบกระทั่งกัน แต่ตำรวจได้ตรวจพบตะปูเรือใบ ถูกนำมาโรยไว้หน้ารถยนต์ปากทางเข้าถนนเลียบคลองแอน โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นฝีมือของบุคคลใด
--------------------------
พระวัดธรรมกาย เผย ถูกทหารไล่ลงจากรถ ขณะออกบิณฑบาต ยอมรับเสบียงเริ่มขาดแคลน
พระมหาสุรัตน์ อัคครตโน พระผู้ดูแลงานด้านอาเซียน วัดพระธรรมกาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพื่อขอความเป็นธรรม หลังกลับจากบิณฑบาต และเดินทางกลับเข้าวัดบริเวณประตู 5 และ 6 วัดพระธรรมกาย โดยยืนยันว่าพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกายออกบิณฑบาตทุกวัน และในวันนี้มีประชาชนให้ติดรถกลับมาที่วัด แต่มาเจอทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ กลับให้พระสงฆ์ลงจากรถและเดินเท้ากลับมาไกล 4 ถึง 5 กิโลเมตร และยอมรับว่าในวัดมีอาหารเก็บไว้จริง แต่เริ่มขาดแคลนเนื่องจากไม่ทราบเวลาว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมพื้นที่อีกกี่วัน
และชี้แจงถึงอุโมงค์ความยาว 3 กิโลเมตร บริเวณอาคารภาวนา 60 ปี ว่าเป็นเพียงอุโมงค์ส่งน้ำ รวมถึงเครื่องไฮเปอร์ แบริก แชมเบอร์ ว่าเป็นเครื่องรักษาอาการป่วย ไม่ใช่เครื่องทำเบบี้เฟซตาม
กระแสข่าว ขอให้สื่อมวลชนรายงานตามข้อเท็จจริง
ขณะที่บรรยากาศบริเวณถนนเลียบคลองแอน ทางเข้าประตู 5 - 6 วัดพระธรรมกาย พระสงฆ์ยังคงนั่งปักหลักสวดมนต์ปิดทางเข้าออกประตูวัด โดยมีตำรวจสับเปลี่ยนกำลังดูแลความเรียบร้อยทาง
เข้าออกตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาด้านใน ส่วนลูกศิษย์วัดรวมถึงพระสงฆ์ที่เดินทางมายังคงตั้งเต๊นท์ปักหลักอยู่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงฝั่งตรงข้ามและสวดมนต์อย่างต่อเนื่อง
--------------------
วัดพระธรรมกาย ประกาศสงบสันติ ปฏิเสธความรุนแรง ลั่น เหตุใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากมือที่ 3 ไม่ใช่ฝีมือลูกศิษย์วัด
ความเคลื่อนไหวในแอปพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม "News วัดพระธรรมกาย" มีการเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า ประกาศสำนักสื่อสารองค์กร วันที่ 21 ก.พ. 2560 เวลา 09.00 น. เนื่องจากมีการเตือนมาจากพี่น้องสื่อมวลชนและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่า จะมีการแทรกตัวของมือที่สาม อาจจะมาในรูปแบบแต่งกายคล้ายพระหรือประชาชน มาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วป้ายความผิดให้กับพระและสาธุชนภายในวัด
ดังนั้น วัดพระธรรมกายขอประกาศ ว่า วัดและลูกศิษย์ยึดหลัก อนูปวาโท (ไม่ว่าร้ายกัน), อนูปฆาโต (ไม่ทำร้ายกัน), ปาฏิโมกเขจะสังวโร (สำรวมในศีลและปาฏิโมกข์) และหลัก "สงบ สันติ อหิงสา" วัดพระธรรมกาย ปฏิเสธความรุนแรงทุก ๆ ประการ ดังนั้น หากมีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นจากมือที่สาม วัดพระธรรมกายขอปฏิเสธว่า ไม่ใช่การกระทำของลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย
พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
21 ก.พ. 2560
------------------
ดีเอสไอ ประชุมร่วมตำรวจ วางแผนค้นวัดพระธรรมกายวันที่ 6 ด้านวัดออกประกาศเตือน ระวังพระปลอมแฝงตัวทำร้ายเจ้าหน้าที่
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพเสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกันที่
สภ.คลองหลวง เพื่อประเมินสถานการณ์วางแนวทางปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายในวันนี้ หลังเมื่อวานเกิดเหตุชุลมุนที่ประตู 5 และ 6 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนต้องรอผลการประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ขณะที่ประตูทางเข้าวัดพระธรรมกาย พบว่า ลูกศิษย์บางส่วนได้เดินทางออกจากวัด และยังคงมีกำลังตำรวจตรึงกำลังอยู่บริเวณโดยรอบ และตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมายังคงมีศิษย์ของวัดพระธรรมกายเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์โดยรอบยังเป็นไปตามปกติ
ด้านวัดพระธรรมกายได้ออกแถลงการณ์จากสำนักสื่อสารองค์กร เตือนว่า อาจมีมือที่สามแฝงตัวมาในรูปแบบแต่งกายคล้ายพระสงฆ์หรือลูกศิษย์มาทำร้ายเจ้าหน้าที่ และโยนความผิดให้กับทางวัด รวมถึงประกาศห้ามสื่อมวลชน ประกอบด้วย สำนักข่าวทีนิวส์ อัมรินทร์ และสำนักข่าวเนชั่น เข้าไปภายในวัดพระธรรมกายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล
--------------------
ชุดสืบสวนดีเอสไอ เข้าตรวจค้น วัดพระธรรมกาย ฝั่งประตู 4 หาพระธัมชโย ปรับแผน Live Facebook ให้ประชาชนดูการทำงาน
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่าขณะนี้ ทาง พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ได้นำชุดสืบสวนเข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยเข้าทางประตูที่ 4 ของวัด เพื่อหาตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ส่วนจะเป็นการเข้าไปตรวจค้นอาคารและจุดใดนั้น ไม่ขอเปิดเผยแต่เชื่อว่าทางชุดสืบสวนมีข้อมูลและเป้าหมายในการเข้าตรวจค้นอยู่แล้ว ส่วนผลการตรวจค้นจะเป็นอย่างไรจะได้มีการแถลงให้ทราบภายหลัง พร้อมระบุการตรวจค้นครั้งนี้ยอมรับว่า ที่ประชุมมีมติปรับแผนในการตรวจค้นโดยจะทำการ Live Facebook แทนการนำสื่อมวลชนเข้าไป เพื่อให้ประชาชนได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ว่าการเข้าตรวจค้นนั้นปราศจากอาวุธและความรุนแรง หลังจากทางวัดพระธรรมกายกังวล และได้แจ้งเตือนว่าอาจจะมีผู้ไม่หวังดีปลอมเป็นพระและศิษย์ของวัด แฝงตัวปะปนทำร้ายเจ้าหน้าที่ และวัดได้แจ้งห้ามไม่ให้สื่อ 3 สำนักเข้าไปในวัด
ทั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มีการพูดคุยกับวัดพระธรรมกาย ว่า ขอให้สื่อสารกับศิษยานุศิษย์ ว่า เจ้าหน้าที่ต้องการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อหาผู้ต้องหาตามหมายจับ ไม่ได้ใช้กำลังความรุนแรง กับพระและกลุ่มผู้ชุมนุม ขอให้ทางวัดสื่อสารกับพระลูกวัดและกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทางวัดธรรมกายได้รับปากว่าจะไปพูดคุยให้
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีการเรียกพระ 14 รูป เข้าให้ปากคำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อ และทางดีเอสไอยังไม่ได้ดำเนินการออกหมายจับแต่อย่างใด ซึ่งทุกอย่างเป็นตาม
ขั้นตอนของกฎหมาย
-----------------
รอง ผบช.ภ.1 ตรวจกำลังประตู 5 วัดพระธรรมกาย ภาพรวมยังเรียบร้อย ยันไม่เพิ่มกำลัง - จ่อตรวจสอบพ่อค้าแม่ค้าขนส่วนประกอบอาหารเข้าพื้นที่
พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 ลงพื้นที่บริเวณถนนเลียบคลองแอนฝั่งประตู 5 วัดพระธรรมกาย เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหามบุคคลภายนอกเข้า - ออก วัดพระธรรมกายตามประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจคัดกรองพบมีดพก 1 เล่ม บริเวณประตู 8 วัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า ภาพรวมวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่จำเป็นต้องปรับกำลังหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติม โดยยังใช้กำลังจากตำรวจอารักขาควบคุมฝูงชน ตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จำนวน 26 กองร้อย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โดยให้ประจำจุดต่าง ๆ ส่วนเรื่องภายในของวัดพระธรรมกาย และเรื่องอื่น ๆ ปฏิเสธที่จะออกความเห็น โดยระบุว่า มาตรวจกำลังเท่านั้น และขอให้เป็นหน้าที่ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
พร้อมยอมรับว่า เตรียมประสานดีเอสไอ ให้ตรวจสอบกรณีพ่อค้าแม่ค้าได้นำส่วนประกอบอาหารเข้าไปภายในวัดพระธรรมกาย โดยพ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าได้ขอเอกสารลงบันทึกประจำวันการเข้าออกแล้วที่ สภ.คลองหลวง เนื่องจากมองว่าน้ำหนักไม่เพียงพอ ซึ่งจะได้กลับไปพิจารณาว่าต้องใช้อะไรเพิ่มเติมบ้าง พร้อมกำชับหัวหน้าชุดอารักขาควบคุมฝูงชนเข้มงวดคัดกรองคนเข้าออกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาประชุมที่ สภ.คลองหลวง และในเวลา 17.00 น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย จะประชุมกันอีกครั้งที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 โดยจะสรุปภาพรวมการปฏิบัติ วันที่ 6 อีกครั้ง
---------------------
ผบ.ตร. เผย ดีเอสไอ ต้องค้นวัดวันนี้ให้ได้หลังศิษย์จำนวนหนึ่งยังไม่ยอม ย้ำ ม.44 จับกุม "พระธัมมชโย" ได้ ปัดขี่ช้างจับตั๊กแตน ใช้กำลังมากจับพระรูปเดียว
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์เกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นและดูแลความปลอดภัยบริเวณวัดพระธรรมกาย ยังเป็นไปอย่างปกติ และขณะนี้ทางดีเอสไอรอเข้าไปตรวจค้น โซน A และ B ของวัด โดยมีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งของวัดไม่ยินยอมให้เข้าไปตรวจค้น
ส่วนการตรวจค้นนั้นทางดีเอสไอ จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะต้องค้นวันนี้ให้ได้ โดยมีเป้าหมายในการเข้าตรวจค้นอยู่แล้ว ส่วนการใช้ ม.44 นั้น ย้ำว่าหากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดี เชื่อว่าประชาชนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกอยู่แล้ว จึงขออย่าทำผิด ทั้งนี้ ได้ปฏิเสธไม่ทราบ 2 มหาเศรษฐี คอยหนุนหลัง และให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย ส่วนทางวัดใช้โซเชียลปลุกระดมคนนั้น มีการป้องกันอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้พระธัมมชโยมอบตัวต่อสู้คดี อย่านำมวลชนมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องตนเอง พร้อมขอให้สื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย
ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ทางดีเอสไอจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์แต่อย่างน้อยกำหนดไว้ 7 วัน ทั้งนี้ เห็นว่าศิษย์ควรให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นตามหมายศาล ซึ่งการไม่ให้ค้นมองว่าอาจมีเจตนาไม่ดี เพราะหากให้ค้นยอมทำตามกฎหมายเรื่องก็จบ
ผบ.ตร. ย้ำว่า ม.44 สามารถจับกุมพระธัมมชโยได้แน่นอน เพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย พร้อมกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจ แต่มองว่าการกระทำของวัดในขณะนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่เป็นการกระทำแบบนักเลงมากกว่า โดยย้ำตำรวจไม่ใช้ความรุนแรง เพราะไม่มีความจำเป็น และยืนยันตำรวจไม่ได้พกอาวุธ รวมทั้งสนับมือตามที่มีกระแสข่าว
ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่ได้ให้ราคากรณีพระธัมมชโยไม่มอบตัว แต่เวลาถูกจับกุมอย่าเรียกร้องขอปล่อยตัวแล้วกัน พร้อมระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับกำลังดูแลภายในวัด แต่ตนเองเป็นห่วงประชาชนคนบริสุทธิ์ในบริเวณนี้มากกว่า จึงใช้กำลังจำนวนมาก ไม่ใช่การขี่ช้างจับตั๊กแตน มาจับพระเพียงรูปเดียว
-------------------
รองโฆษก ดีเอสไอ เผยล่าสุดดำเนินคดีคนทุบกำแพงวัดพระธรรมกายแล้ว - วอนออกจากพื้นที่ ห้ามเข้าวัดเพิ่ม
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เดินทางมาตรวจสอบการปฏิบัติงานของกำลังพลที่ประตู 5 วัดพระธรรมกาย พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินคดี ในส่วนบุคคลที่ทุบกำแพงวัดแล้วพร้อมย้ำเจตนาของเจ้าหน้าที่ คือนำบุคคลตามหมายจับมาดำเนินคดีเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากวัด ก็สามารถออกได้ไม่มีการจับกุมใด ๆ โดยการเจรจาจะทำคู่ขนานกับการปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือพระและบุคคลให้ออกนอกพื้นที่ควบคุมพิเศษ และบุคคลนอกวัดห้ามไม่ให้เข้าไปภายในวัดเพิ่มเติม โดยเมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้นจะคืนพื้นที่ให้โดยเร็วที่สุด
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าคณะจังหวัด ได้เข้าไปเจรจากับทางวัดพระธรรมกายเพื่อเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมโดยช่วงบ่ายจะมีการประเมินถึงสถานการณ์การตรวจค้นต่อไป
ส่วนกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าได้นำเอกสารการลงบันทึกประจำวันที่ สภ.คลองหลวง เพื่อเข้าไปในพื้นที่นั้น ขอไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเล็กน้อย บริเวณทางเข้าถนนเลียบคลองแอน เนื่องจากมีประชาชนและศิษย์ของวัดพระธรรมกาย ต้องการเข้าไปในพื้นที่ควบคุมพิเศษ แต่ไม่ได้รับการอนุญาต
---------------------
ชาวบ้านรวมตัวเรียกร้องยกเลิก ม.44 อ้างเดือดร้อนหนัก เข้า - ออกไม่ได้ ขาดอาหารน้ำดื่ม ปัดจัดฉากเรียกความเห็นใจ
บรรยากาศถนนเลียบคลองแอน ฝั่งประตู 5 วัดพระธรรมกาย ได้มีแม่ค้าประชาชนที่อ้างว่าได้รับความเดือนร้อนจากการประกาศใช้ ม.44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษประมาณ 60 คน ได้มารวมตัวได้พร้อมชูป้ายข้อความคัดค้านการใช้ ม.44 และบอกถึงผลกระทบที่ได้รับ ทั้งความเดือนร้อนจากการเข้า - ออกพื้นที่ไม่ได้ อาหาร และน้ำดื่ม เริ่มขาดแคลน พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถทำมาค้าขายได้ โดยยืนยันว่าออกมาเรียกร้องด้วยการนำเด็กและคนป่วยออกมานั้นไม่ได้เป็นการจัดสร้าง หรือสร้างสถานการณ์ขึ้น แต่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอิสรภาพให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านและเด็กได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวแทนมารับเรื่องดังกล่าวเพื่อสะท้อนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับเข้าไปภายในวัด โดยไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีกำลังตำรวจตระเวนชายแดนยืนดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ห่างจากกลุ่มผู้ที่ออกมาชุมนุมคัดค้าน ขณะที่กลุ่มพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายยังคงปักหลักสวดมนต์ สลับกับการเทศนาธรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งได้เข้าไปตรวจค้นอาคารภาวนา 60 ปี ในวัดพระธรรมกาย ตามหมายศาลอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ทำการตรวจค้นพื้นที่รอบนอกของวัดพระธรรมกาย ก่อนจะประชุมสรุปและประเมินสถานการณ์ในเวลา 17.00 น.
----------------------
พระสนิทวงศ์ น้ำตาคลอ ขอให้ยกเลิก ม.44 ยัน พระธัมมชโย ไม่ใช่อาชญากร
พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ออกมาเปิดใจต่อสื่อมวลชน บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกาย ว่า ขอความเมตตาต่อภิกษุสามเณร ภายในวัด หลังเจ้า
หน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนำกำลังเข้าตรวจค้น ภายในวัดตามมาตรา 44 โดยเชื่อว่าขณะนี้ประเด็นการเข้าตรวจค้น ไม่ใช่เป็นเรื่องการค้นหาหรือจับกุมพระธัมมชโยแล้ว พร้อมทั้งอ้างว่าศิษยานุศิษย์ที่เจาะและทุบกำแพงเข้ามาภายในวัดนั้น กระทำกันเอง เนื่องจากต้องการเข้ามาภายในวัดเพื่อปกป้องพระสงฆ์ พร้อมทั้งอ้างว่าอาหารภายในวัดเริ่มขาดแคลน
ขณะเดียวกัน หลังจากเกิดปะทะกันกับเจ้าหน้าที่บริเวณประตู 5 เมื่อวานนี้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ซึ่งอีก 2 - 3 วัน จึงจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ซึ่งผู้
ได้รับบาดเจ็บไม่กล้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเนื่องจากกังวลในคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยตนมีความห่วงใยในเรื่องความรุนแรง เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และ
ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 เพราะวัดไม่ได้ไปไหน ยังคงตั้งอยู่ตรงนี้ และตนก็ทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เพราะยกอาคารในวัดให้ดีเอสไอตรวจสอบ
นอกจากนี้ พระสนิทวงศ์ ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า รู้สึกกดดัน เพราะเดินไปไหนมาไหน ภายในวัดต้องพกบัตรประชาชนตลอดเวลา ย้ำว่าเป็นคนไทยด้วยกัน และพระธัมมชโยไม่ใช่อาชญากร
////////////////
ปรองดอง
นายกฯ ชี้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิป.ย.ป.ทั้ง 4 คณะเกือบครบแล้ว ยันรัฐบาลดำเนินการแก้วิกฤตขาดแคลนแรงงานทุกด้าน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ขณะนี้ได้จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 4 คณะของป.ย.ป. เกือบครบแล้ว และที่ได้มีการเรียกมาปรึกษาหารือกันตลอดเวลาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบว่าจะตั้งแล้วเสร็จเมื่อใด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ว่า ได้มีการพูดในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนแรงงาน มีความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ ที่ดำเนินการในทุกเรื่อง จึงขออย่าถามเรื่องดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลนี้ดำเนินการทุกอย่าง
-----
แกนนำพรรคเพื่อไทย หารือ แนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น ตามโจทย์ ป.ย.ป. ก่อนนัดวัน เสนอกระทรวงกลาโหม
บรรยากาศ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ล่าสุด บรรดาแกนนำพรรค ทยอยเข้าหารือแล้ว นำโดยพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขา นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ทีมกฎหมายพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่ากากระทรวงการต่างประเทศ และอดีต สส.เชียงใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส.นครพนม ซึ่งวันนี้ จะเป็นการหารือคัดเลือกตัวบุคคล และกำหนดวัน เพื่อไปพูดคุยต่อคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่กระทรวงกลาโหม รวมถึงกำหนดแนวทางการความเห็นในประเด็น10ประเด็นที่กระทรวงกลาโหม ขอความร่วมมือ
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่กำหนดวันเข้าพบคณะทำงานของกระทรวงกลาโหม เนื่องจากรอความเห็นในที่ประชุม คาดว่า ภายหลังหารือเสร็จ จะมีความชัดเจนมากขึ้น
-------------------
พรรคเพื่อไทย นัดถกปรองดอง 8 มี.ค. ขอรัฐบาลจริงใจ ฟังคิดเห็นต่าง ไม่ชัด "ยิ่งลักษณ์" ร่วมรอดูเหมาะสม
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เบื้องต้นพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องที่จะเข้าร่วมหาหารือ
แนวทางสร้างความสามัคคีปรองดองกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. วันพุธที่ 8 มีนาคมนี้ โดยมีตัวแทนจากทีมคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงคณะทำงานที่ติดตามการสร้างความสามัคคีปรองดองและหาทางออกของประเทศ ไม่เกิน 10 คน นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค ส่วนรายละเอียดข้อเสนอแนะ คณะกรรมการบริหาร จะหารือเพิ่มเติมก่อนสรุปอีกครั้ง ทั้งนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เบื้องต้น พรรคเพื่อไทย อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการสร้างความปรองดอง และเร่งสร้างบรรยากาศของการยอมรับความเห็นต่าง รวมถึงบรรยากาศความร่วมมือในการหาทางออกอย่างสันติวิธี ไม่ใช่เพียงเปิดเวที ในขณะที่สังคมยังมีความขัดแย้ง และมีการใช้วาทกรรมอยู่
สำหรับการให้ความเห็นครั้งนี้ จะมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วยหรือไม่นั้น ต้องหารือเรื่องความเหมาะสมกันอีกครั้ง
--------------
"ชูศักดิ์" พร้อมแสดงจุดยืน 6 ข้อ รับ เพื่อไทย ตอบคำถาม 10 ข้อ ป.ย.ป. ยาก เพราะไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี
นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับ 10 คำถามจากคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่หลายคำถามเป็นเรื่องการ
ปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย ก็ตอบได้ยาก เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ขณะที่คำถามเรื่องการสร้างความปรองดองก็มีเพียงแค่ 3 คำถาม
เท่านั้น นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะไปแสดงจุดยืนของพรรคถึงหลักการปรองดอง 6 ข้อ ประกอบด้วย ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ การค้นหาความจริงและเยียวยาผู้
เสียหาย และผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ตั้งข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการเจรจา เพราะหากมีเงื่อนไขตั้งแต่แรก เช่น การห้ามคุยเรื่องอดีต หรือเรื่องนิรโทษกรรม ก็จะไม่ใช่หลักการสร้างความปรองดอง
ขณะเดียวกัน ต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ และผลสรุปการสร้างความสามัคคีปรองดอง ควรเป็นความตกลงเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่การออกคำสั่งหรือการตรากฎหมายข้อบังคับ
----------------
ปลัด กห. ฟังความเห็นปรองดอง 3 พรรคเล็ก เข้าหารือเป็นวันที่ 6 พรุ่งนี้งด เชิญการเมือง เตรียมรวบรวมความเห็น 14 พรรค ส่งต่อ
บรรยากาศการประชุมคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันที่ 6 แล้ว และได้เชิญพรรคปฏิรูปไทย พรรคพลังคนกีฬา และพรรคเพื่อชีวิต เข้ามาให้ความเห็นและข้อเสนอ ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญและแนวทาง 10 ด้านที่คณะกรรมการบริหาราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กำหนดไว้ โดยในวันพรุ่งนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ จะมีการรวบรวมความเห็นของพรรคการเมืองที่มาให้ความเป็นในชุดแรกก่อน ตั้งแต่วันที่ 14 - 21 ก.พ. 2560 ก่อนส่งต่อให้แก่คณะอนุกรรมการคณะอนุกรรมการพัฒนาบูรณาการข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง
อย่างไรก็ตาม ในการเชิญพรรคการเมืองเข้ามาหารือ ก็จะมีการเรียงลำดับตามตัวอักษร ซึ่งขณะนี้มีพรรคการเมืองใหญ่ และพรรคการเมืองเล็กมาให้ความเห็นแล้ว 14 พรรค ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทย
ได้ส่งหนังสือตอบรับเข้าร่วมแล้ว โดยจะเดินทางมาให้ข้อคิดเห็นในวันที่ 8 มีนาคม นี้
--------
พล.อ.เฉลิมชัย ยัน เชิญทุกพรรคร่วมพูดคุยปรองดอง ไม่รู้จะมีการเปิดเวทีคู่ขนาน ชี้ ประสบความสำเร็จแล้วครึ่งทาง เพราะทุกฝ่ายร่วมมือ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกระบวนการสร้างความปรองดองที่บางพรรคการเมือง ระบุว่า ยังไม่ได้หนังสือเชิญ หรือบางกลุ่มจะเปิดเวทีคู่ขนานกับรัฐบาล ว่า รัฐบาลจะมี
การเชิญทุกพรรค ทุกกลุ่ม โดยเรียงตามตัวอักษร และการตอบรับก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่ายในการเข้ามาแสดงความเห็น ทั้งนี้ สำหรับการเปิดเวทีคู่ขนาน ส่วนตัวยังไม่ทราบข่าว ทราบ
เพียงการออกมาแสดงความเห็นในเรื่องการกำหนดกรอบเวลากระบวนการปรองดอง
อย่างไรก็ตาม มองว่า ขณะนี้การสร้างความปรองดองสำเร็จไปแล้วครึ่ง เพราะมีหลายพรรคการเมือง ได้ตกลงในการเข้าร่วมพูดคุย และส่วนที่เหลือ คือ นำความคิดเห็นทั้งหมดมาทำให้ตกผลึกเป็นภาพรวม ซึ่งหากทุกคนมองประโยชน์ชาติเป็นส่วนรวม ก็ยอมรับสัญญาประชาคม นั่นคือได้ข้อยุติ และหากอนาคตมีปัญหาก็ค่อย ๆ แก้ต่อไป
-----------------------
พล.อ.เฉลิมชัย ย้ำ เรื่องปรองดอง ขอทุกฝ่ายถอยคนละก้าว เพื่อบ้านเมืองเดินหน้า ยันต้องใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอทุกฝ่ายตามกระบวนการ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการเปิดกว้างในการให้แกนนำกลุ่มการเมืองที่มีข้อสงสัยเข้ามาพูดคุยโดยตรง ว่า ขั้นตอนที่ 3 นั้น มีกระบวนการคิดกัน แต่ยังไม่ตกผลึก จึงต้องขอดูข้อเสนอก่อน เนื่องจากขณะนี้ ยังไม่แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ หากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมาดูเรื่องความต้องการของแต่ฝ่าย ซึ่งอาจจะมีการคุยนอกรอบ เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนถอยคนกันคนละก้าว เพื่อให้บ้าน
เมืองเดินต่อไปได้
-----------
////////////
สื่อมวลชน
กมธ. สื่อ สปท. คงสัดส่วนรัฐร่วมเป็นกรรมการวิชาชีพสื่อ แต่ยอมถอยเหลือเพียง 2 คน
พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน (สปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า กรรมาธิการได้ข้อสรุปเรื่องโครงสร้างของสภาวิชาชีพ โดยยังคงไว้ 13 คน แต่ปรับแก้ที่มา ซึ่งจากเดิมที่เป็นตัวแทนสื่อมวลชน 4 คน เพิ่มเป็น 5 คน ขณะที่ 4 คน ที่มาจากภาคราชการได้ปรับลดเหลือ 2 คน โดยคงมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานสื่อเอาไว้ และให้ 2 คนที่เหลือ คัดสรรจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้คัดเลือก 1 คน และมาจากกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีก 1 คน สำหรับสัดส่วน 4 คน สุดท้าย ยังคงให้เป็นตัวแทนจากวิชาชีพต่าง ๆ
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังคงเห็นว่า ใบประกอบวิชาชีพสื่อยังมีความจำเป็นเพื่อกำหนดมาตรฐานของสื่อ โดยจะต้องมีการอบรม ก่อนออกใบประกอบวิชาชีพ และมีการจดทะเบียนประวัติข้อมูลเอาไว้ ทั้งนี้ กรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้ ก่อนนำเข้าสู้ที่ประชุม สปท. ต่อไป
------------
ป.ป.ช. บูรณาการงานประชาสัมพันธ์ ขยายผลแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต หวัางสื่อมวลชนทุกแขนงให้ความร่วมมือ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการบูรณาการการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อาทิ บุคคลที่เป็นเจ้าของสถานีหรือเจ้าของ
รายการ เคเบิ้ลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุหลักประจำจังหวัด ภายใต้โครงการสัมมนาสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์เพื่อขยายผลการดำเนินงานเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต
และประพฤติมิชอบ จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยในวันที่ 21 - 22 กุมภาพันธ์ ได้จัดการกิจกรรมเป็นการการเสวนาหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนกับการมีส่วนร่วมในภารกิจ ด้านการป้องกันการทุจริต” โดยมี นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์
สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว มุ่งหวังส่งเสริมความร่วมมือกับเครือข่ายสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปสู่การรับรู้ เกิดความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนตามค่านิยมที่ดี นับเป็นกิจกรรมหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 อีกด้วย
//////////////
เครือข่ายไซซะนะ
ผบ.ทบ. เผยผลหารือเยือน สปป.ลาว แลกเปลี่ยนการข่าวก่อการร้าย ขอส่งตัวคนผิดตามขั้นตอน ยัน มีฝ่ายมั่นคงดูโดยตรง
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมภริยา และคณะได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ภายหลังจากเดินไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วานนี้ (20 ก.พ. 60) ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือน สปป.ยาว อย่างเป็นทางการ โดยได้มีการหารือร่วมกันตามกรอบที่ครอบคุมไปถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การแพทย์ทหาร และการเลือกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการก่อการร้าย ร่วมถึงการแก้ปัญหาชายแดน และประเด็นสำคัญ คือ การยืนยันเพื่อไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มใช้ประเทศเราเป็นทางผ่านในการก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน ยังได้มีการพูดคุยถึงประเด็นที่มีผู้ที่กระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ที่ สปป.ลาว ว่า ได้มีพูดคุยในทุกระดับ พร้อมมีการขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวด้วย โดยไม่ได้เจาะจงประเด็นใดโดยตรง เพียงแต่แสดงความกังวลไป และทุกครั้งที่พบปะกันก็จะมีการคุยในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีขั้นตอน โดยขอให้รอผลการดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มีคณะฝ่ายความมั่นคงดูแลโดยตรงอยู่แล้ว และยืนยันว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอนมาอย่างต่อเนื่อง
นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว เตรียมประชุม ครม. จับตาความชัดเจน ตามมติ กพช. ทบทวน EHIA เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลแล้ว เพื่อเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำสัปดาห์ ที่ตึกบัญชาการ 1 ในเวลา 09.00 น. ซึ่งในจะวันนี้ติดตามว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กรณีการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทบทวนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
ส่วนวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจอื่น ๆ นั้น ทางด้านกระทรวงคมนาคมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบินพลเรือน (พ.ศ....) ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอการดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีสาธารณรัฐโกตดิวัว ด้านกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์
----------
มท.1 ยังไม่พบม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินขยายวงกว้าง กำชับ ผู้ว่าฯ ดูแลให้เกิดความเรียบร้อย เร่งสอบคุณสมบัติ ผู้ว่าฯ กปภ.
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย และให้การสนับสนุนถ้าจะต้องดำเนินการ ในเรื่องของการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ซึ่งเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไป ส่วนข้อกังวลการต่อต้านว่าจะขยายวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้นั้น ขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่มีอะไรขยาย ไม่ได้มีการเตรียมรับสถานการณ์หลัง ครม. มีมติพิจารณาหลักเกณณ์ EIA และ EHIA อย่างไร ในวันนี้ เพราะทุกอย่างปกติ การดำเนินการต้องเป็นไปด้วยเหตุและผล
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แสดงความเห็นถึงคุณสมบัติของ นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. ว่า ได้มอบหมายให้ประธานกรรมการบริหารพิจารณา สอบถามไปยังหน่วยงานที่จะชี้แจงได้ว่าการจัดสรรบุคคลเข้ามาเป็นผู้ว่า กปภ. เป็นไปอย่างชอบธรรมและมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ โดยหน่วยงานที่จะชี้เรื่องคุณสมบัติ คือ อัยการสูงสุด
------------
นายกฯ ประชุม คสช. ก่อน ประชุม ครม. ปฏิเสธสัมภาษณ์สื่อเรื่องทบทวน EIA - EHIA
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งในวันนี้จะมีการประชุม คสช. ในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพก่อน โดยนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนว่าจะมีการทบทวนหรือเริ่มต้นกระบวนการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นใหม่
ทั้งนี้ ในการประชุม คสช. คาดว่า จะมีการรายงานความคืบหน้าในขั้นตอนของการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามลำดับขั้นตอนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะมีหารือถึงการทำรายละเอียดสาระสำคัญเพื่อเตรียมเผยแพร่รัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน
ขณะเดียวกัน จะมีการรายงานสถานการณ์ในภาพรวม หลังมีการเจรจากับแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินในการคัดค้านมติเดินหน้าโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินกระบี่ รวมถึงปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัด
------------
นายกฯ รอผล EIA ก่อนเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขออย่านำมาเป็นประเด็น - ยันรัฐบาลไม่ได้ถอยหลัง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงการชุมนุมค้ดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า ที่ผ่านมามีการสั่งการให้ชะลอไว้และขณะนี้ได้ให้กลับไปทำความเข้าใจในการทำกระบวนการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ อย่างน้อยจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และสามารถใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในปี 2566 - 2567 ซึ่งเดิมคาดว่าจะสามารถใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในปี 2565 ขออย่านำมายกมาเป็นประเด็น เบื้องต้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับไปกันหมดแล้ว หากผลระบุว่าทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ต้องคำนึงและยอมรับในอนาคต รวมถึงต้องหาวิธีการอื่นว่าต้องทำอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการระดับสูงที่ทำงานเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศในทุกด้านด้วย ดังนั้น ขออย่าวิตกว่ารัฐบาลถอยหลัง เนื่องจากเรื่องนี้มีมานานแล้วแต่การชะลอไว้เพื่อให้มีคณะกรรมการไตรภาคี เพราะมักอ้างว่าไม่มีส่วนร่วม จึงขอใช้โอกาสนี้เข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่จัดหาแหล่งพลังงานให้กับประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในกรุงเทพมหานครนั้น รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และบังคับกฎหมายเท่าที่จำเป็น พร้อมมองว่า ประชาชนอาจจะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจจึงไม่อยากดำเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนกรณีการคัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร นั้น ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะโครงการดังกล่าวมีมานานแล้ว และจะต้องทำ EIA และ EHIA ใหม่เช่นกัน
--------
ชาวท่าแซะ ยื่นนายกฯ เรียกร้องยุติสร้างเขื่อน พร้อมเสนอบริหารจัดการน้ำเขื่อนคุริงให้สมบูรณ์แบบแทนการสร้างใหม่
ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะได้เข้ายื่นหนังสื่อร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำ กล่าวว่า ตามที่ผู้ว่า
ราชการจังหวัดชุมพร เสนอแนวคิดจะย้ายประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ของบริษัทวิจิตรภัณฑ์ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยุติการสนับสนุนการสร้างเขื่อนท่าแซะอีกต่อไป และดำเนินการตามข้อเสนอที่ผ่านมา ส่วนประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเขื่อนท่าแซะ ขออยู่ที่เดิมเพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว พร้อมกับเสนอเรื่องการจัดการน้ำให้อนุรักษ์ต้นน้ำไว้ แทนที่จะสร้างเขื่อนท่าแซะ และควรบริหารการจัดการเขื่อนคุริงให้สมบูรณ์แบบและจัดการสร้างฝายมีชีวิตน่าจะยั่งยืนกว่าการสร้างเขื่อนท่าแซะ
ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ กล่าวว่า จ.ชุมพร เตรียมเดินหน้าผลักดันการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร รวมถึงกรณีที่ทางทหารจากมณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ได้เชิญตัวแกนนำกลุ่มผู้คัดค้านจำนวน 15 ราย ไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา และการถูกสกัดการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จนทำให้ต้องใช้วิธีเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถตู้แทน
//////////////
ธรรมกาย
นายกฯ ย้ำ ใช้ ม.44 ควบคุมวัดพระธรรมกายต่อ ไม่มีการยกเลิก ขออย่ายุยง แนะพระธัมมชโยมอบตัวตามกระบวนการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงข้อเสนอจากพระลูกวัดพระธรรมกายให้ยกเลิกมาตรา 44 ที่ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ว่า ยืนยันว่าไม่ยกเลิกมาตรา 44 เนื่องจากยังนำผู้ที่กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ก็ยังไม่สามารถยกเลิกได้ และวัดพระธรรมกายยังต้องเป็นพื้นที่ควบคุมต่อไปจนกว่ามีการมอบตัวหรือดำเนินคดี จากนั้นก็ต้องมีการบริหารจัดการใหม่ ขณะเดียวกัน ขออย่ายุยงปลุกปั่น และยืนยันว่าไม่ว่ามาตราใดก็ตาม หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า 7 วัน จะได้ข้อยุติว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป โดยวันนี้มีการทำงานร่วมกัน ทั้ง สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม เพื่อดูว่าจะทำอย่างไร ให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปได้โดยทั่วไป ไม่มีความแตกต่างจากวัดอื่น ๆ ส่วนเรื่องคดีความก็เป็นเรื่องของบุคคล หากใครทำความผิดก็ว่ากันตามกระบวนการ และขอให้ไปบอกบุคคลที่ทำความผิดให้มามอบตัว ไม่ใช่ไล่เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมถามกลับว่าพระเอาผ้าปิดจมูกมีความเหมาะสมหรือไม่
---------
พล.อ.ประวิตร ยันไม่ยกเลิก ม.44 ควบคุมวัดพระธรรมกาย - ไม่จำเป็นขอศาลขยายกรอบเวลาหมายค้น ไร้กังวลศิษย์ชวนคนมาปกป้อง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า จะไม่ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 ในการประกาศให้วัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจค้นวัดได้ และไม่จำเป็นขอศาลขยายกรอบเวลาหมายค้น เพราะเป็นที่ควบคุมอยู่แล้ว ซึ่งคำสั่งนี้จะใช้จนกว่าการดำเนินการตรวจค้นภายในวัดจะเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนกรณีที่เมื่อคืนนี้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชญติการามวรวิหาร กรรมการมหาเถรมหาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้ร่วมหารือกับวัดพระธรรมกาย และดีเอสไอ ก็มีแนวโน้มที่ดี จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันพรุ่งนี้ ที่จะครบกำหนด 7 วัน หลังออกมาตรา 44 จะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยกล่าวไว้
พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังยืนวันไม่กังวลที่วัดพระธรรมกาย เชิญชวนศิษยานุศิษย์มาปกป้องวัด เพราะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวอยู่แล้ว และยังไม่กังวลต่อกระแสข่าวว่าจะมีมวลชนมาปิดล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้น
-------
พล.อ.เฉลิมชัย ห่วงการปะทะกัน ในการควบคุมวัดพระธรรมกาย ขอทุกฝ่ายอดทน ยึดขั้นตอนกฎหมาย ย้ำ จะไม่ยอมให้เกิดสูญเสีย
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีการเข้าค้นวัดพระธรรมกาย และการติดตัว พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จนทำให้การเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กับพระสงฆ์และประชาชน ว่า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอน และเกิดความยุ่งยากเนื่องจากมีพื้นที่กว้าง รวมถึงมีประชาชนอยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมากด้วย โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดตามขั้นตอนของกฎหมาย และแบ่งเป็น 2 กรอบ คือ ภายในและภายนอก ซึ่งในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารได้รับผิดชอบในกรอบภายนอก พร้อมยอมรับว่า ห่วงในเรื่องของการเผชิญหน้ากัน และทำให้เกิดการปะทะกันได้ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความระมัดระวังในการดำเนินการ ที่จะต้อง รอบคอบ อดทน และควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้
ทั้งนี้ ยังยืนยันในการดำรงตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมายในการบังคับใช้กฎหมายให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งบางครั้งจะต้องยอมเสียเวลา แต่จะไม่ยอมให้เกิดสูญเสีย ทั้งชีวิต และทรัพย์สิน เพราะ
เป็นคนไทยด้วยกันเอง จึงขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน ส่วนกรณีที่พระสงฆ์ วัดพระธรรมกาย จำนวน 14 รูป ที่ยังไม่เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จะทำให้เกิดการปะทะกันอีกหรือไม่
ผู้บัญชาการทหารทบ กล่าวว่า ไม่ทำเกิดเหตุขึ้น แต่จะมีการเผชิญหน้ากัน ดังนั้น ต้องใช้เวลาให้คนภายในวัดได้นั่งสวดมนต์ เพื่อมีสติ และมีปัญญา จากนั้นก็จะรู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และต้องเน้น
การทำความเข้าใจ ตั้งสติ นึกคิด และคำนึงถึงภาพรวม
---------
"วัฒนา" FB ม.44 เผด็จการครองเมือง ชี้ชัด ประกาศพื้นที่วัดพระธรรมกาย เป็นเขตควบคุมไม่ถูกต้อง ขัด รธน. ชั่วคราว
นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Watana Muangsook" เรื่อง ม.44 เผด็จการครองเมือง ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ที่กำหนดให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขัดต่อมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่อนุญาตให้ออกคำสั่งเพื่อ "ป้องกัน ระงับ หรือปราบปราม การกระทำ
อันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน"
นอกจากนี้ คดีที่อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินและรับของโจรเกิดตั้งแต่ปี 2552 - 2554 จึงไม่เหลือเหตุที่จะต้องออกคำสั่งเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามสิ่งใดต่อไปอีกแล้ว วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย พุทธศาสนิกชนจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าวัดตามความเชื่อของตน
หัวหน้า คสช. ไม่มีอำนาจออกคำสั่งควบคุมห้ามประชาชนหรือพระสงฆ์เข้า - ออกวัด ความผิดฐานฟอกเงินหรือรับของโจรเป็นคดีอาญาทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นการกล่าวหาต่อตัวบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวกับวัดที่เป็นองค์กรทางศาสนา และการกระทำที่อ้างเป็นความผิดยุติลงนานแล้ว เหลือเพียงการนำตัวอดีตเจ้าอาวาสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนคดีอาญาอื่นอีกนับหมื่นคดีที่ยังติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีไม่ได้
ทั้งนี้ นายวัฒนา ทิ้งท้ายว่า การยกกำลังเจ้าหน้าที่หลายพันคนในชุดพร้อมรบ ไปปิดล้อมวัดเพื่อจับกุมพระที่มีอายุกว่า 70 ปี ห้ามคนเข้าออก ทำลายทรัพย์สินของวัด ทำร้ายประชาชนและพระสงฆ์ รวมทั้งออกคำสั่งให้พระกว่า 10 รูป มารายงานตัว หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกคือการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ส่วนที่อ้างว่าต้องการดำเนินการกับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งรับฟังไม่ได้ เพราะรัฐต่างหากที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หากรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นและปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายก็จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ฝ่ายที่ต้องถูกประณาม คือ รัฐที่เลือกปฏิบัติ ใช้อำนาจเกินเลยขอบเขต ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง
--------------
ศิษย์ธรรมกาย ปักหลักสวดมนต์ทั้งคืน ค้าน ม.44 ไร้เหตุปะทะซ้ำสอง - ตร. ยังตรึงกำลังเข้มงวด เร่งสอบมือดีโรยตะปูเรือใบหน้ารถ
บรรยากาศที่ถนนเลียบคลองแอน ทางเข้าประตู 5 และ 6 ของวัดพระธรรมกาย เช้านี้ยังคงมีพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายปักหลักค้างคืนและสวดมนต์กันอย่างต่อเนื่อง โดยนั่งสวดมนต์กันตั้งแต่ประตู 5 ของวัด เรื่อยมาตามถนนเลียบคลองแอน ประมาณ 200 เมตร โดยอยู่ในพื้นที่ห่างจากตำรวจประมาณ 10 เมตร ตามที่เจรจากับทางดีเอสไอ เพื่อลดการเผชิญหน้า โดยทางศิษย์วัดได้กางเต็นท์และนำสแลนสีเขียวมาปิดไว้บริเวณด้านหน้าเต็นท์และมีป้ายข้อความค้านการใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ทั้งภาษาไทย จีน และ อังกฤษ โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้พระสงฆ์บางส่วนได้เดินออกไปบิณฑบาตด้านนอก และยังมีศิษย์ของวัดพระธรรมกายบางส่วนได้เดินทางกลับด้วย
นอกจากนี้ ยังพบว่าพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เข้าไปด้านในไม่ได้ ปักหลักอยู่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ริมฟุตปาธ โดยร่วมกันสวดมนต์ ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา พร้อมเตรียมเสบียงน้ำดื่ม ขนม และข้าวสาร มารวมไว้ด้านหน้าเต็นท์อีกจำนวนมาก
ขณะที่การดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเป็นไปอย่างเข้มงวด พบยังคงมีการตรึงและปิดทางเข้าออกประตูวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะทางเข้าถนนเลียบคลองแอน ไม่อนุญาตให้
พระและศิษย์ผ่านเข้าไปด้านใน แต่อำนวยความสะดวกให้ออกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ผชิญหน้าหรือกระทบกระทั่งกัน แต่ตำรวจได้ตรวจพบตะปูเรือใบ ถูกนำมาโรยไว้หน้ารถยนต์ปากทางเข้าถนนเลียบคลองแอน โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นฝีมือของบุคคลใด
--------------------------
พระวัดธรรมกาย เผย ถูกทหารไล่ลงจากรถ ขณะออกบิณฑบาต ยอมรับเสบียงเริ่มขาดแคลน
พระมหาสุรัตน์ อัคครตโน พระผู้ดูแลงานด้านอาเซียน วัดพระธรรมกาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพื่อขอความเป็นธรรม หลังกลับจากบิณฑบาต และเดินทางกลับเข้าวัดบริเวณประตู 5 และ 6 วัดพระธรรมกาย โดยยืนยันว่าพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกายออกบิณฑบาตทุกวัน และในวันนี้มีประชาชนให้ติดรถกลับมาที่วัด แต่มาเจอทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ กลับให้พระสงฆ์ลงจากรถและเดินเท้ากลับมาไกล 4 ถึง 5 กิโลเมตร และยอมรับว่าในวัดมีอาหารเก็บไว้จริง แต่เริ่มขาดแคลนเนื่องจากไม่ทราบเวลาว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมพื้นที่อีกกี่วัน
และชี้แจงถึงอุโมงค์ความยาว 3 กิโลเมตร บริเวณอาคารภาวนา 60 ปี ว่าเป็นเพียงอุโมงค์ส่งน้ำ รวมถึงเครื่องไฮเปอร์ แบริก แชมเบอร์ ว่าเป็นเครื่องรักษาอาการป่วย ไม่ใช่เครื่องทำเบบี้เฟซตาม
กระแสข่าว ขอให้สื่อมวลชนรายงานตามข้อเท็จจริง
ขณะที่บรรยากาศบริเวณถนนเลียบคลองแอน ทางเข้าประตู 5 - 6 วัดพระธรรมกาย พระสงฆ์ยังคงนั่งปักหลักสวดมนต์ปิดทางเข้าออกประตูวัด โดยมีตำรวจสับเปลี่ยนกำลังดูแลความเรียบร้อยทาง
เข้าออกตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาด้านใน ส่วนลูกศิษย์วัดรวมถึงพระสงฆ์ที่เดินทางมายังคงตั้งเต๊นท์ปักหลักอยู่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงฝั่งตรงข้ามและสวดมนต์อย่างต่อเนื่อง
--------------------
วัดพระธรรมกาย ประกาศสงบสันติ ปฏิเสธความรุนแรง ลั่น เหตุใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากมือที่ 3 ไม่ใช่ฝีมือลูกศิษย์วัด
ความเคลื่อนไหวในแอปพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม "News วัดพระธรรมกาย" มีการเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า ประกาศสำนักสื่อสารองค์กร วันที่ 21 ก.พ. 2560 เวลา 09.00 น. เนื่องจากมีการเตือนมาจากพี่น้องสื่อมวลชนและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่า จะมีการแทรกตัวของมือที่สาม อาจจะมาในรูปแบบแต่งกายคล้ายพระหรือประชาชน มาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วป้ายความผิดให้กับพระและสาธุชนภายในวัด
ดังนั้น วัดพระธรรมกายขอประกาศ ว่า วัดและลูกศิษย์ยึดหลัก อนูปวาโท (ไม่ว่าร้ายกัน), อนูปฆาโต (ไม่ทำร้ายกัน), ปาฏิโมกเขจะสังวโร (สำรวมในศีลและปาฏิโมกข์) และหลัก "สงบ สันติ อหิงสา" วัดพระธรรมกาย ปฏิเสธความรุนแรงทุก ๆ ประการ ดังนั้น หากมีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นจากมือที่สาม วัดพระธรรมกายขอปฏิเสธว่า ไม่ใช่การกระทำของลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย
พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
21 ก.พ. 2560
------------------
ดีเอสไอ ประชุมร่วมตำรวจ วางแผนค้นวัดพระธรรมกายวันที่ 6 ด้านวัดออกประกาศเตือน ระวังพระปลอมแฝงตัวทำร้ายเจ้าหน้าที่
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพเสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกันที่
สภ.คลองหลวง เพื่อประเมินสถานการณ์วางแนวทางปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายในวันนี้ หลังเมื่อวานเกิดเหตุชุลมุนที่ประตู 5 และ 6 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนต้องรอผลการประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ขณะที่ประตูทางเข้าวัดพระธรรมกาย พบว่า ลูกศิษย์บางส่วนได้เดินทางออกจากวัด และยังคงมีกำลังตำรวจตรึงกำลังอยู่บริเวณโดยรอบ และตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมายังคงมีศิษย์ของวัดพระธรรมกายเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์โดยรอบยังเป็นไปตามปกติ
ด้านวัดพระธรรมกายได้ออกแถลงการณ์จากสำนักสื่อสารองค์กร เตือนว่า อาจมีมือที่สามแฝงตัวมาในรูปแบบแต่งกายคล้ายพระสงฆ์หรือลูกศิษย์มาทำร้ายเจ้าหน้าที่ และโยนความผิดให้กับทางวัด รวมถึงประกาศห้ามสื่อมวลชน ประกอบด้วย สำนักข่าวทีนิวส์ อัมรินทร์ และสำนักข่าวเนชั่น เข้าไปภายในวัดพระธรรมกายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล
--------------------
ชุดสืบสวนดีเอสไอ เข้าตรวจค้น วัดพระธรรมกาย ฝั่งประตู 4 หาพระธัมชโย ปรับแผน Live Facebook ให้ประชาชนดูการทำงาน
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่าขณะนี้ ทาง พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ได้นำชุดสืบสวนเข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยเข้าทางประตูที่ 4 ของวัด เพื่อหาตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ส่วนจะเป็นการเข้าไปตรวจค้นอาคารและจุดใดนั้น ไม่ขอเปิดเผยแต่เชื่อว่าทางชุดสืบสวนมีข้อมูลและเป้าหมายในการเข้าตรวจค้นอยู่แล้ว ส่วนผลการตรวจค้นจะเป็นอย่างไรจะได้มีการแถลงให้ทราบภายหลัง พร้อมระบุการตรวจค้นครั้งนี้ยอมรับว่า ที่ประชุมมีมติปรับแผนในการตรวจค้นโดยจะทำการ Live Facebook แทนการนำสื่อมวลชนเข้าไป เพื่อให้ประชาชนได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ว่าการเข้าตรวจค้นนั้นปราศจากอาวุธและความรุนแรง หลังจากทางวัดพระธรรมกายกังวล และได้แจ้งเตือนว่าอาจจะมีผู้ไม่หวังดีปลอมเป็นพระและศิษย์ของวัด แฝงตัวปะปนทำร้ายเจ้าหน้าที่ และวัดได้แจ้งห้ามไม่ให้สื่อ 3 สำนักเข้าไปในวัด
ทั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มีการพูดคุยกับวัดพระธรรมกาย ว่า ขอให้สื่อสารกับศิษยานุศิษย์ ว่า เจ้าหน้าที่ต้องการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อหาผู้ต้องหาตามหมายจับ ไม่ได้ใช้กำลังความรุนแรง กับพระและกลุ่มผู้ชุมนุม ขอให้ทางวัดสื่อสารกับพระลูกวัดและกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทางวัดธรรมกายได้รับปากว่าจะไปพูดคุยให้
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีการเรียกพระ 14 รูป เข้าให้ปากคำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อ และทางดีเอสไอยังไม่ได้ดำเนินการออกหมายจับแต่อย่างใด ซึ่งทุกอย่างเป็นตาม
ขั้นตอนของกฎหมาย
-----------------
รอง ผบช.ภ.1 ตรวจกำลังประตู 5 วัดพระธรรมกาย ภาพรวมยังเรียบร้อย ยันไม่เพิ่มกำลัง - จ่อตรวจสอบพ่อค้าแม่ค้าขนส่วนประกอบอาหารเข้าพื้นที่
พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 ลงพื้นที่บริเวณถนนเลียบคลองแอนฝั่งประตู 5 วัดพระธรรมกาย เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหามบุคคลภายนอกเข้า - ออก วัดพระธรรมกายตามประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจคัดกรองพบมีดพก 1 เล่ม บริเวณประตู 8 วัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า ภาพรวมวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่จำเป็นต้องปรับกำลังหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติม โดยยังใช้กำลังจากตำรวจอารักขาควบคุมฝูงชน ตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จำนวน 26 กองร้อย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โดยให้ประจำจุดต่าง ๆ ส่วนเรื่องภายในของวัดพระธรรมกาย และเรื่องอื่น ๆ ปฏิเสธที่จะออกความเห็น โดยระบุว่า มาตรวจกำลังเท่านั้น และขอให้เป็นหน้าที่ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
พร้อมยอมรับว่า เตรียมประสานดีเอสไอ ให้ตรวจสอบกรณีพ่อค้าแม่ค้าได้นำส่วนประกอบอาหารเข้าไปภายในวัดพระธรรมกาย โดยพ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าได้ขอเอกสารลงบันทึกประจำวันการเข้าออกแล้วที่ สภ.คลองหลวง เนื่องจากมองว่าน้ำหนักไม่เพียงพอ ซึ่งจะได้กลับไปพิจารณาว่าต้องใช้อะไรเพิ่มเติมบ้าง พร้อมกำชับหัวหน้าชุดอารักขาควบคุมฝูงชนเข้มงวดคัดกรองคนเข้าออกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาประชุมที่ สภ.คลองหลวง และในเวลา 17.00 น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย จะประชุมกันอีกครั้งที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 โดยจะสรุปภาพรวมการปฏิบัติ วันที่ 6 อีกครั้ง
---------------------
ผบ.ตร. เผย ดีเอสไอ ต้องค้นวัดวันนี้ให้ได้หลังศิษย์จำนวนหนึ่งยังไม่ยอม ย้ำ ม.44 จับกุม "พระธัมมชโย" ได้ ปัดขี่ช้างจับตั๊กแตน ใช้กำลังมากจับพระรูปเดียว
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์เกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นและดูแลความปลอดภัยบริเวณวัดพระธรรมกาย ยังเป็นไปอย่างปกติ และขณะนี้ทางดีเอสไอรอเข้าไปตรวจค้น โซน A และ B ของวัด โดยมีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งของวัดไม่ยินยอมให้เข้าไปตรวจค้น
ส่วนการตรวจค้นนั้นทางดีเอสไอ จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะต้องค้นวันนี้ให้ได้ โดยมีเป้าหมายในการเข้าตรวจค้นอยู่แล้ว ส่วนการใช้ ม.44 นั้น ย้ำว่าหากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดี เชื่อว่าประชาชนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกอยู่แล้ว จึงขออย่าทำผิด ทั้งนี้ ได้ปฏิเสธไม่ทราบ 2 มหาเศรษฐี คอยหนุนหลัง และให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย ส่วนทางวัดใช้โซเชียลปลุกระดมคนนั้น มีการป้องกันอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้พระธัมมชโยมอบตัวต่อสู้คดี อย่านำมวลชนมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องตนเอง พร้อมขอให้สื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย
ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ทางดีเอสไอจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์แต่อย่างน้อยกำหนดไว้ 7 วัน ทั้งนี้ เห็นว่าศิษย์ควรให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นตามหมายศาล ซึ่งการไม่ให้ค้นมองว่าอาจมีเจตนาไม่ดี เพราะหากให้ค้นยอมทำตามกฎหมายเรื่องก็จบ
ผบ.ตร. ย้ำว่า ม.44 สามารถจับกุมพระธัมมชโยได้แน่นอน เพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย พร้อมกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจ แต่มองว่าการกระทำของวัดในขณะนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่เป็นการกระทำแบบนักเลงมากกว่า โดยย้ำตำรวจไม่ใช้ความรุนแรง เพราะไม่มีความจำเป็น และยืนยันตำรวจไม่ได้พกอาวุธ รวมทั้งสนับมือตามที่มีกระแสข่าว
ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่ได้ให้ราคากรณีพระธัมมชโยไม่มอบตัว แต่เวลาถูกจับกุมอย่าเรียกร้องขอปล่อยตัวแล้วกัน พร้อมระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับกำลังดูแลภายในวัด แต่ตนเองเป็นห่วงประชาชนคนบริสุทธิ์ในบริเวณนี้มากกว่า จึงใช้กำลังจำนวนมาก ไม่ใช่การขี่ช้างจับตั๊กแตน มาจับพระเพียงรูปเดียว
-------------------
รองโฆษก ดีเอสไอ เผยล่าสุดดำเนินคดีคนทุบกำแพงวัดพระธรรมกายแล้ว - วอนออกจากพื้นที่ ห้ามเข้าวัดเพิ่ม
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เดินทางมาตรวจสอบการปฏิบัติงานของกำลังพลที่ประตู 5 วัดพระธรรมกาย พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินคดี ในส่วนบุคคลที่ทุบกำแพงวัดแล้วพร้อมย้ำเจตนาของเจ้าหน้าที่ คือนำบุคคลตามหมายจับมาดำเนินคดีเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากวัด ก็สามารถออกได้ไม่มีการจับกุมใด ๆ โดยการเจรจาจะทำคู่ขนานกับการปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือพระและบุคคลให้ออกนอกพื้นที่ควบคุมพิเศษ และบุคคลนอกวัดห้ามไม่ให้เข้าไปภายในวัดเพิ่มเติม โดยเมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้นจะคืนพื้นที่ให้โดยเร็วที่สุด
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าคณะจังหวัด ได้เข้าไปเจรจากับทางวัดพระธรรมกายเพื่อเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมโดยช่วงบ่ายจะมีการประเมินถึงสถานการณ์การตรวจค้นต่อไป
ส่วนกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าได้นำเอกสารการลงบันทึกประจำวันที่ สภ.คลองหลวง เพื่อเข้าไปในพื้นที่นั้น ขอไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเล็กน้อย บริเวณทางเข้าถนนเลียบคลองแอน เนื่องจากมีประชาชนและศิษย์ของวัดพระธรรมกาย ต้องการเข้าไปในพื้นที่ควบคุมพิเศษ แต่ไม่ได้รับการอนุญาต
---------------------
ชาวบ้านรวมตัวเรียกร้องยกเลิก ม.44 อ้างเดือดร้อนหนัก เข้า - ออกไม่ได้ ขาดอาหารน้ำดื่ม ปัดจัดฉากเรียกความเห็นใจ
บรรยากาศถนนเลียบคลองแอน ฝั่งประตู 5 วัดพระธรรมกาย ได้มีแม่ค้าประชาชนที่อ้างว่าได้รับความเดือนร้อนจากการประกาศใช้ ม.44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษประมาณ 60 คน ได้มารวมตัวได้พร้อมชูป้ายข้อความคัดค้านการใช้ ม.44 และบอกถึงผลกระทบที่ได้รับ ทั้งความเดือนร้อนจากการเข้า - ออกพื้นที่ไม่ได้ อาหาร และน้ำดื่ม เริ่มขาดแคลน พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถทำมาค้าขายได้ โดยยืนยันว่าออกมาเรียกร้องด้วยการนำเด็กและคนป่วยออกมานั้นไม่ได้เป็นการจัดสร้าง หรือสร้างสถานการณ์ขึ้น แต่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอิสรภาพให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านและเด็กได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวแทนมารับเรื่องดังกล่าวเพื่อสะท้อนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับเข้าไปภายในวัด โดยไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีกำลังตำรวจตระเวนชายแดนยืนดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ห่างจากกลุ่มผู้ที่ออกมาชุมนุมคัดค้าน ขณะที่กลุ่มพระและศิษย์ของวัดพระธรรมกายยังคงปักหลักสวดมนต์ สลับกับการเทศนาธรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งได้เข้าไปตรวจค้นอาคารภาวนา 60 ปี ในวัดพระธรรมกาย ตามหมายศาลอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ทำการตรวจค้นพื้นที่รอบนอกของวัดพระธรรมกาย ก่อนจะประชุมสรุปและประเมินสถานการณ์ในเวลา 17.00 น.
----------------------
พระสนิทวงศ์ น้ำตาคลอ ขอให้ยกเลิก ม.44 ยัน พระธัมมชโย ไม่ใช่อาชญากร
พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ออกมาเปิดใจต่อสื่อมวลชน บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกาย ว่า ขอความเมตตาต่อภิกษุสามเณร ภายในวัด หลังเจ้า
หน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนำกำลังเข้าตรวจค้น ภายในวัดตามมาตรา 44 โดยเชื่อว่าขณะนี้ประเด็นการเข้าตรวจค้น ไม่ใช่เป็นเรื่องการค้นหาหรือจับกุมพระธัมมชโยแล้ว พร้อมทั้งอ้างว่าศิษยานุศิษย์ที่เจาะและทุบกำแพงเข้ามาภายในวัดนั้น กระทำกันเอง เนื่องจากต้องการเข้ามาภายในวัดเพื่อปกป้องพระสงฆ์ พร้อมทั้งอ้างว่าอาหารภายในวัดเริ่มขาดแคลน
ขณะเดียวกัน หลังจากเกิดปะทะกันกับเจ้าหน้าที่บริเวณประตู 5 เมื่อวานนี้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ซึ่งอีก 2 - 3 วัน จึงจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ซึ่งผู้
ได้รับบาดเจ็บไม่กล้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเนื่องจากกังวลในคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยตนมีความห่วงใยในเรื่องความรุนแรง เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และ
ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 เพราะวัดไม่ได้ไปไหน ยังคงตั้งอยู่ตรงนี้ และตนก็ทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เพราะยกอาคารในวัดให้ดีเอสไอตรวจสอบ
นอกจากนี้ พระสนิทวงศ์ ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า รู้สึกกดดัน เพราะเดินไปไหนมาไหน ภายในวัดต้องพกบัตรประชาชนตลอดเวลา ย้ำว่าเป็นคนไทยด้วยกัน และพระธัมมชโยไม่ใช่อาชญากร
////////////////
ปรองดอง
นายกฯ ชี้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิป.ย.ป.ทั้ง 4 คณะเกือบครบแล้ว ยันรัฐบาลดำเนินการแก้วิกฤตขาดแคลนแรงงานทุกด้าน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ขณะนี้ได้จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 4 คณะของป.ย.ป. เกือบครบแล้ว และที่ได้มีการเรียกมาปรึกษาหารือกันตลอดเวลาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบว่าจะตั้งแล้วเสร็จเมื่อใด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ว่า ได้มีการพูดในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนแรงงาน มีความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ ที่ดำเนินการในทุกเรื่อง จึงขออย่าถามเรื่องดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลนี้ดำเนินการทุกอย่าง
-----
แกนนำพรรคเพื่อไทย หารือ แนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น ตามโจทย์ ป.ย.ป. ก่อนนัดวัน เสนอกระทรวงกลาโหม
บรรยากาศ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ล่าสุด บรรดาแกนนำพรรค ทยอยเข้าหารือแล้ว นำโดยพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขา นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ทีมกฎหมายพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่ากากระทรวงการต่างประเทศ และอดีต สส.เชียงใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส.นครพนม ซึ่งวันนี้ จะเป็นการหารือคัดเลือกตัวบุคคล และกำหนดวัน เพื่อไปพูดคุยต่อคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่กระทรวงกลาโหม รวมถึงกำหนดแนวทางการความเห็นในประเด็น10ประเด็นที่กระทรวงกลาโหม ขอความร่วมมือ
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่กำหนดวันเข้าพบคณะทำงานของกระทรวงกลาโหม เนื่องจากรอความเห็นในที่ประชุม คาดว่า ภายหลังหารือเสร็จ จะมีความชัดเจนมากขึ้น
-------------------
พรรคเพื่อไทย นัดถกปรองดอง 8 มี.ค. ขอรัฐบาลจริงใจ ฟังคิดเห็นต่าง ไม่ชัด "ยิ่งลักษณ์" ร่วมรอดูเหมาะสม
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เบื้องต้นพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องที่จะเข้าร่วมหาหารือ
แนวทางสร้างความสามัคคีปรองดองกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. วันพุธที่ 8 มีนาคมนี้ โดยมีตัวแทนจากทีมคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงคณะทำงานที่ติดตามการสร้างความสามัคคีปรองดองและหาทางออกของประเทศ ไม่เกิน 10 คน นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค ส่วนรายละเอียดข้อเสนอแนะ คณะกรรมการบริหาร จะหารือเพิ่มเติมก่อนสรุปอีกครั้ง ทั้งนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เบื้องต้น พรรคเพื่อไทย อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการสร้างความปรองดอง และเร่งสร้างบรรยากาศของการยอมรับความเห็นต่าง รวมถึงบรรยากาศความร่วมมือในการหาทางออกอย่างสันติวิธี ไม่ใช่เพียงเปิดเวที ในขณะที่สังคมยังมีความขัดแย้ง และมีการใช้วาทกรรมอยู่
สำหรับการให้ความเห็นครั้งนี้ จะมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วยหรือไม่นั้น ต้องหารือเรื่องความเหมาะสมกันอีกครั้ง
--------------
"ชูศักดิ์" พร้อมแสดงจุดยืน 6 ข้อ รับ เพื่อไทย ตอบคำถาม 10 ข้อ ป.ย.ป. ยาก เพราะไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี
นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับ 10 คำถามจากคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่หลายคำถามเป็นเรื่องการ
ปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย ก็ตอบได้ยาก เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ขณะที่คำถามเรื่องการสร้างความปรองดองก็มีเพียงแค่ 3 คำถาม
เท่านั้น นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะไปแสดงจุดยืนของพรรคถึงหลักการปรองดอง 6 ข้อ ประกอบด้วย ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ การค้นหาความจริงและเยียวยาผู้
เสียหาย และผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ตั้งข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการเจรจา เพราะหากมีเงื่อนไขตั้งแต่แรก เช่น การห้ามคุยเรื่องอดีต หรือเรื่องนิรโทษกรรม ก็จะไม่ใช่หลักการสร้างความปรองดอง
ขณะเดียวกัน ต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ และผลสรุปการสร้างความสามัคคีปรองดอง ควรเป็นความตกลงเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่การออกคำสั่งหรือการตรากฎหมายข้อบังคับ
----------------
ปลัด กห. ฟังความเห็นปรองดอง 3 พรรคเล็ก เข้าหารือเป็นวันที่ 6 พรุ่งนี้งด เชิญการเมือง เตรียมรวบรวมความเห็น 14 พรรค ส่งต่อ
บรรยากาศการประชุมคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันที่ 6 แล้ว และได้เชิญพรรคปฏิรูปไทย พรรคพลังคนกีฬา และพรรคเพื่อชีวิต เข้ามาให้ความเห็นและข้อเสนอ ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญและแนวทาง 10 ด้านที่คณะกรรมการบริหาราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กำหนดไว้ โดยในวันพรุ่งนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ จะมีการรวบรวมความเห็นของพรรคการเมืองที่มาให้ความเป็นในชุดแรกก่อน ตั้งแต่วันที่ 14 - 21 ก.พ. 2560 ก่อนส่งต่อให้แก่คณะอนุกรรมการคณะอนุกรรมการพัฒนาบูรณาการข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง
อย่างไรก็ตาม ในการเชิญพรรคการเมืองเข้ามาหารือ ก็จะมีการเรียงลำดับตามตัวอักษร ซึ่งขณะนี้มีพรรคการเมืองใหญ่ และพรรคการเมืองเล็กมาให้ความเห็นแล้ว 14 พรรค ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทย
ได้ส่งหนังสือตอบรับเข้าร่วมแล้ว โดยจะเดินทางมาให้ข้อคิดเห็นในวันที่ 8 มีนาคม นี้
--------
พล.อ.เฉลิมชัย ยัน เชิญทุกพรรคร่วมพูดคุยปรองดอง ไม่รู้จะมีการเปิดเวทีคู่ขนาน ชี้ ประสบความสำเร็จแล้วครึ่งทาง เพราะทุกฝ่ายร่วมมือ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกระบวนการสร้างความปรองดองที่บางพรรคการเมือง ระบุว่า ยังไม่ได้หนังสือเชิญ หรือบางกลุ่มจะเปิดเวทีคู่ขนานกับรัฐบาล ว่า รัฐบาลจะมี
การเชิญทุกพรรค ทุกกลุ่ม โดยเรียงตามตัวอักษร และการตอบรับก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่ายในการเข้ามาแสดงความเห็น ทั้งนี้ สำหรับการเปิดเวทีคู่ขนาน ส่วนตัวยังไม่ทราบข่าว ทราบ
เพียงการออกมาแสดงความเห็นในเรื่องการกำหนดกรอบเวลากระบวนการปรองดอง
อย่างไรก็ตาม มองว่า ขณะนี้การสร้างความปรองดองสำเร็จไปแล้วครึ่ง เพราะมีหลายพรรคการเมือง ได้ตกลงในการเข้าร่วมพูดคุย และส่วนที่เหลือ คือ นำความคิดเห็นทั้งหมดมาทำให้ตกผลึกเป็นภาพรวม ซึ่งหากทุกคนมองประโยชน์ชาติเป็นส่วนรวม ก็ยอมรับสัญญาประชาคม นั่นคือได้ข้อยุติ และหากอนาคตมีปัญหาก็ค่อย ๆ แก้ต่อไป
-----------------------
พล.อ.เฉลิมชัย ย้ำ เรื่องปรองดอง ขอทุกฝ่ายถอยคนละก้าว เพื่อบ้านเมืองเดินหน้า ยันต้องใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอทุกฝ่ายตามกระบวนการ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการเปิดกว้างในการให้แกนนำกลุ่มการเมืองที่มีข้อสงสัยเข้ามาพูดคุยโดยตรง ว่า ขั้นตอนที่ 3 นั้น มีกระบวนการคิดกัน แต่ยังไม่ตกผลึก จึงต้องขอดูข้อเสนอก่อน เนื่องจากขณะนี้ ยังไม่แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ หากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมาดูเรื่องความต้องการของแต่ฝ่าย ซึ่งอาจจะมีการคุยนอกรอบ เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนถอยคนกันคนละก้าว เพื่อให้บ้าน
เมืองเดินต่อไปได้
-----------
////////////
สื่อมวลชน
กมธ. สื่อ สปท. คงสัดส่วนรัฐร่วมเป็นกรรมการวิชาชีพสื่อ แต่ยอมถอยเหลือเพียง 2 คน
พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน (สปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า กรรมาธิการได้ข้อสรุปเรื่องโครงสร้างของสภาวิชาชีพ โดยยังคงไว้ 13 คน แต่ปรับแก้ที่มา ซึ่งจากเดิมที่เป็นตัวแทนสื่อมวลชน 4 คน เพิ่มเป็น 5 คน ขณะที่ 4 คน ที่มาจากภาคราชการได้ปรับลดเหลือ 2 คน โดยคงมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานสื่อเอาไว้ และให้ 2 คนที่เหลือ คัดสรรจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้คัดเลือก 1 คน และมาจากกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีก 1 คน สำหรับสัดส่วน 4 คน สุดท้าย ยังคงให้เป็นตัวแทนจากวิชาชีพต่าง ๆ
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังคงเห็นว่า ใบประกอบวิชาชีพสื่อยังมีความจำเป็นเพื่อกำหนดมาตรฐานของสื่อ โดยจะต้องมีการอบรม ก่อนออกใบประกอบวิชาชีพ และมีการจดทะเบียนประวัติข้อมูลเอาไว้ ทั้งนี้ กรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้ ก่อนนำเข้าสู้ที่ประชุม สปท. ต่อไป
------------
ป.ป.ช. บูรณาการงานประชาสัมพันธ์ ขยายผลแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต หวัางสื่อมวลชนทุกแขนงให้ความร่วมมือ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการบูรณาการการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อาทิ บุคคลที่เป็นเจ้าของสถานีหรือเจ้าของ
รายการ เคเบิ้ลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุหลักประจำจังหวัด ภายใต้โครงการสัมมนาสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์เพื่อขยายผลการดำเนินงานเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต
และประพฤติมิชอบ จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยในวันที่ 21 - 22 กุมภาพันธ์ ได้จัดการกิจกรรมเป็นการการเสวนาหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนกับการมีส่วนร่วมในภารกิจ ด้านการป้องกันการทุจริต” โดยมี นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์
สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว มุ่งหวังส่งเสริมความร่วมมือกับเครือข่ายสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปสู่การรับรู้ เกิดความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนตามค่านิยมที่ดี นับเป็นกิจกรรมหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 อีกด้วย
//////////////
เครือข่ายไซซะนะ
ผบ.ทบ. เผยผลหารือเยือน สปป.ลาว แลกเปลี่ยนการข่าวก่อการร้าย ขอส่งตัวคนผิดตามขั้นตอน ยัน มีฝ่ายมั่นคงดูโดยตรง
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมภริยา และคณะได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ภายหลังจากเดินไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วานนี้ (20 ก.พ. 60) ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือน สปป.ยาว อย่างเป็นทางการ โดยได้มีการหารือร่วมกันตามกรอบที่ครอบคุมไปถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การแพทย์ทหาร และการเลือกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการก่อการร้าย ร่วมถึงการแก้ปัญหาชายแดน และประเด็นสำคัญ คือ การยืนยันเพื่อไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มใช้ประเทศเราเป็นทางผ่านในการก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน ยังได้มีการพูดคุยถึงประเด็นที่มีผู้ที่กระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ที่ สปป.ลาว ว่า ได้มีพูดคุยในทุกระดับ พร้อมมีการขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวด้วย โดยไม่ได้เจาะจงประเด็นใดโดยตรง เพียงแต่แสดงความกังวลไป และทุกครั้งที่พบปะกันก็จะมีการคุยในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีขั้นตอน โดยขอให้รอผลการดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มีคณะฝ่ายความมั่นคงดูแลโดยตรงอยู่แล้ว และยืนยันว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอนมาอย่างต่อเนื่อง
"รองนายกฯ" ฮึ่ม! ลั่นไม่ปล่อย "ธรรมกาย" สร้างอาณาจักรเป็นเอกภาพ
"รองนายกฯ" ฮึ่ม! ลั่นไม่ปล่อย "ธรรมกาย" สร้างอาณาจักรเป็นเอกภาพ ชี้จนท.ตรวจสอบกรณีพระจริงหรือพระปลอม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการใช้ มาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมว่า ประกาศดังกล่าว ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลา เราใช้ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม แต่เรื่องของหมายค้นมีกำหนดเวลา ถ้าพ้นกำหนดก็ยังมีมาตรา 44 ประกาศพื้นที่ควบคุมอยู่ ไม่ต้องขอหมายค้นเพิ่ม ในส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศดังกล่าวนั้น ถ้าจะยกเลิกต้องมีความพร้อมทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้ ต้องตรวจค้นพื้นที่ได้ จะปล่อยให้เป็นเอกภาพทำอะไรก็ทำได้ได้อย่างไร ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไป จะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นั้น ไม่สามารถตอบได้ ต้องให้ประชาชนพอใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทางเรายืนยันเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปไม่มีอาวุธ เพราะพยายามไม่ให้มีการกระทบกระทั่ง
ต่อข้อถามที่ว่า มีกระแสข่าวว่าพระในวัดพระธรรมกายไม่ได้เป็นพระ แต่เป็นคนที่เกณฑ์มาจากโรงงานในพื้นที่จ.ปทุมธานีหรือไม่ ว่า เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบความชัดเจนว่าใครเป็นพระ หรือใครมาจากที่ไหนไม่ต้องกังวล ส่วนกระแสข่าวที่วัดพระธรรมกายจะเกณฑ์คนมาล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้นนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น ภาพรวมรัฐบาลก็ดำเนินการตามกฎหมาย จะเกณฑ์มาล้อมทำไม
ส่วนจะมีการป้องกันไม่ให้คนเข้ามาเติมในวัดพระธรรมกายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมสามารถคิดในสิ่งที่คุณถามได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้าสื่อคิดได้ แล้วผมคิดไม่ได้ ผมก็ยืนตรงนี้ไม่ได้”
ต่อข้อถามที่ว่ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ดูแล ตกลงกันแล้วว่า วัดพระธรรมกาย ตัวแทน มส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะเป็นผู้เข้าไปดูในพื้นที่ต่าง ๆ วัดพระธรรมกายก็เห็นด้วย
ตอข้อถามที่ว่าหากคุยกันได้เช่นนี้แสดงว่า เรื่องอาจจะจบภายใน 7 วันเหมือนที่ ผบ.ตร.พูด พล.อ.ประวิตร ตอบว่าเรื่องจะจบวันไหนก็วันนั้นเมื่อตกลงกันได้ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี อย่างไรก็ตามหากไม่พบพระธัมมชโย จะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เป็นเรื่องของ มส. ไม่ใช่ตน
ต่อข้อถามที่ว่า มีกระแสข่าวว่าพระในวัดพระธรรมกายไม่ได้เป็นพระ แต่เป็นคนที่เกณฑ์มาจากโรงงานในพื้นที่จ.ปทุมธานีหรือไม่ ว่า เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบความชัดเจนว่าใครเป็นพระ หรือใครมาจากที่ไหนไม่ต้องกังวล ส่วนกระแสข่าวที่วัดพระธรรมกายจะเกณฑ์คนมาล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้นนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น ภาพรวมรัฐบาลก็ดำเนินการตามกฎหมาย จะเกณฑ์มาล้อมทำไม
ส่วนจะมีการป้องกันไม่ให้คนเข้ามาเติมในวัดพระธรรมกายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมสามารถคิดในสิ่งที่คุณถามได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้าสื่อคิดได้ แล้วผมคิดไม่ได้ ผมก็ยืนตรงนี้ไม่ได้”
ต่อข้อถามที่ว่ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ดูแล ตกลงกันแล้วว่า วัดพระธรรมกาย ตัวแทน มส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะเป็นผู้เข้าไปดูในพื้นที่ต่าง ๆ วัดพระธรรมกายก็เห็นด้วย
ตอข้อถามที่ว่าหากคุยกันได้เช่นนี้แสดงว่า เรื่องอาจจะจบภายใน 7 วันเหมือนที่ ผบ.ตร.พูด พล.อ.ประวิตร ตอบว่าเรื่องจะจบวันไหนก็วันนั้นเมื่อตกลงกันได้ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี อย่างไรก็ตามหากไม่พบพระธัมมชโย จะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เป็นเรื่องของ มส. ไม่ใช่ตน
ปฏิบัติการค้นหาพระธัมมชโยวันที่ 4 ยังตึงเครียด! ธรรมกายถาม หาไม่เจอความผิดใคร? ดีเอสไอแจงจะรีบคืนพื้นที่ให้20/2/60
- ปฏิบัติการบุกค้นวัดพระธรรมกายในวันที่ 4 ยังตึงเครียด หลังเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้บุคคลไม่เกี่ยวข้องออกนอกวัด พร้อมขนกำลังเพิ่มเพื่อตรึงทางเข้า-ออก ทำให้มีการปะทะของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นระยะ
- ธรรมกายตั้งคำถามเจ้าหน้าที่ต้องการอะไร? ระบุพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตลอดทั้ง 3 วันที่ผ่านมา แต่ยังหาไม่เจอ ความผิดใคร?
- ดีเอสไอชี้แจงแค่ขอความร่วมมืองดกิจกรรมภายในวัดช่วงสั้นๆ เพื่อให้ปฏิบัติการจบสิ้นโดยเร็วที่สุด และจะรีบคืนพื้นที่ให้ ยืนยันไม่มีมาตรการกีดกันคนออกนอกพื้นที่
แต่จนถึงนาทีนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าพระธัมมชโยอยู่ที่ไหนกันแน่
หลังเวลา 15.00 น. ของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอขีดเส้นตายให้พระสงฆ์จากวัดอื่นๆ และประชาชนที่ไม่ได้มีที่อยู่ในวัดออกจากพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจค้นต่อได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนพระภิกษุ สามเณร และประชาชนที่มีที่อยู่ในบริเวณวัดต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่บริเวณประตู 6 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจะเข้าตรวจสอบหนังสือสำคัญของพระภิกษุ หรือ ‘ใบสุทธิ’ และพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบบัตรประชาชนและดำเนินการลงทะเบียน
นอกจากนี้ดีเอสไอยังเผยแพร่ประกาศพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง คสช. ที่ 5/2560 ที่ 4/2560 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่องให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยระบุรายชื่อพระสงฆ์ 14 รูป ให้มารายงานตัวภายในเวลา 18.00 น. โดยมีรายชื่อพระธัมมชโยรวมอยู่ด้วย
ด้านศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการสั่งการให้จัดกำลังสนับสนุนปฏิบัติการเพิ่มเติม ทั้งกองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจภูธร ภาค 2 และภาค 7 กองร้อยควบคุมฝูงชนหญิง ตำรวจนครบาล และกองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจตระเวนชายแดน รวม 8 กองร้อย เพื่อตรึงกำลังภายในพื้นที่เพิ่มเติมจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์
ล่าสุดเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ดูเหมือนสถานการณ์จะยังไม่สามารถคลี่คลายโดยง่าย เพราะในช่วงเช้ายังเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับพระสงฆ์และศิษยานุศิษย์ที่พยายามจะออกจากพื้นที่วัด กลายเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งล่าสุดที่ประตู 5 และประตู 6 ของวัดพระธรรมกาย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งทางฝั่งเจ้าหน้าที่และทางฝั่งวัด
ด้าน พระภาสุระ ทนฺตมโน หัวหน้ากององค์กรระหว่างประเทศ สำนักต่างประเทศ วัดพระธรรมกาย ระบุกับ The Momentum ว่าสถานการณ์ตอนนี้ทางวัดยังคงรอความเคลื่อนไหวจากทางการว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ขณะนี้ยังมีการล็อกดาวน์พื้นที่โดยห้ามคนเข้าออก และมีการล้อมวัดด้วยกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 5,000 นาย ขณะที่ประชาชนและพระสงฆ์ภายในวัดมีจำนวนนับหมื่นคน
“ตั้งแต่มีมาตรา 44 สั่งการมา เราเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด อยู่ที่ว่าเขาจะทำอะไรกับเรา ตอนนี้ทุกคนกลัวนะ เราไม่ได้มีกองกำลัง เราใช้กำลังไม่เป็น โยมส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง ทุกคนมีความกลัวอยู่แล้ว แต่วัดนี้เกิดจากการที่ทุกคนช่วยกันบริจาคและสร้างขึ้นมา และเขาก็เป็นเจ้าของที่นี่ ที่นี่คือบ้านของเขา ที่ผ่านมาเราก็อนุญาตให้ตำรวจตรวจค้นพื้นที่ได้เต็มที่ 3 วันผ่านไปคุณหาไม่เจอ แต่ทำไมคุณถึงไม่กลับ คือถ้าเราไม่ได้ให้ความร่วมมือตลอด 3 วัน ก็พอเข้าใจได้ว่าเราขัดขืน คงต้องใช้กำลัง แต่นี่คือเรายอมสุดๆ แล้ว 3 วันอยากค้นอะไรก็ให้ค้น พาเข้าไปทุกที่ แล้วทำไมถึงต้องสั่งให้พระออกนอกพื้นที่ โดยไม่มีมาตรการรองรับอะไร ที่เห็นคือมีรถผู้ต้องขังมาจอดรอ แล้วพระออกไปต้องขึ้นรถหรือเปล่า ถ้าขึ้นรถแล้วจะจับสึกใช่ไหม คือไม่มีการสื่อสารอะไรเลย ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
“เราไม่ได้ร้องขอเกี่ยวกับเรื่องคดีหลวงพ่อนะ เพราะเรื่องคดีก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่เราขอให้เลิกเถอะ อะไรที่มันละเมิดสิทธิ กดขี่ประชาชน คุณจะเข้ามาตอนไหนก็ได้ จะยึดอะไรก็ได้ จะบุกจับใครก็ได้ แบบนั้นมันน่ากลัวเกินไป คนในวัดก็ไม่มีใครมีอาวุธ แค่บุกเข้ามาก็กลัวกันหมดแล้ว”
“ทางวัดมีคำถามอย่างเดียวคือ คุณค้น 3 วันแล้ว แต่คุณไม่เจออะไร ถามว่านี่เป็นความผิดของเราเหรอ แล้วทำไมคุณถึงไม่กลับไป”
ทางด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Momentum ว่าเหตุการณ์ปะทะกันในช่วงเช้าเกิดจากความพยายามของทางวัดที่พยายามจะออกจากวัดเพื่อจะพาประชาชนภายนอกเข้าไปสมทบภายในวัดเพิ่มเติม พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่มีการเตรียมรถขนส่งผู้ต้องขังไว้นอกวัดว่า
“นั่นเป็นข่าวลือในโซเชียลมีเดียที่เขาต้องการจะดึงคนไว้ในวัด เพราะเจ้าหน้าที่ประกาศชัดเจนแล้วตั้งแต่วันแรก หรือแม้แต่เมื่อวานก็ยังมีการประกาศอย่างต่อเนื่องว่าสำหรับบุคคลที่อยู่ในวัด เจ้าหน้าที่พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับบ้านตลอด ประตูเปิดอยู่ตลอดสำหรับการออกจากวัด ไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ว่าเราขอความร่วมมือในการงดที่จะเข้าไปทำกิจกรรมภายในวัดช่วงนี้เท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องจากเรามีปฏิบัติการที่ยังไม่เสร็จสิ้น การที่มีบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปจะทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เกิดความล่าช้า
“ระหว่างการตรวจสอบทั้ง 3 วันที่ผ่านมา ยังมีบุคคลภายนอกเข้ามาทำกิจกรรมในวัดอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด คือพระท่านก็อำนวยความสะดวกตามสมควร แต่ในปฏิบัติการจริงก็ยังมีคนเข้าออกอยู่ ทำให้เราไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบในจุดที่เราสงสัยได้บางจุด ก็เลยเห็นว่าถ้าจะปฏิบัติงานได้เร็ว สะดวก และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ควรที่จะต้องมีการร้องขอความร่วมมือให้งดทำกิจกรรมในช่วงสั้นๆ ก่อน เพื่อที่จะให้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องในวัดจริงๆ นำการตรวจค้นให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และเจ้าหน้าที่จะได้รีบคืนพื้นที่โดยเร็วเช่นกัน”
รองโฆษกดีเอสไอยังชี้แจงว่า กรณีที่มีการขึ้นทะเบียนบุคคลที่จะอยู่ภายในวัดเป็นมาตรการเพื่อป้องกันความสับสน และป้องกันบุคคลที่ 3 ยืนยันว่าไม่ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปดำเนินคดีกับใครทั้งสิ้น ส่วนคนป่วยที่อยู่ในพื้นที่เจ้าหน้าที่พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ขอเพียงแจ้งเจ้าหน้าที่หน้าประตูว่ามีความประสงค์จะออกนอกพื้นที่เท่านั้นเอง
ด้านกระแสข่าวที่จะมีการตัดน้ำ ตัดไฟ ภายในวัด รองอธิบดีดีเอสไอยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการ ส่วนทางวัดได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่ทบทวนมาตรการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนภายในวัด และบริเวณรอบวัดเป็นจำนวนมาก
จากการลงพื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ทีมงาน The Momentum พบว่าบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรคลองหลวงยังมีเจ้าหน้าที่พยาบาลตั้งศูนย์ฉุกเฉินเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหตุปะทะด้วย
โดย พีระ รุ่งเรือง หัวหน้า สภ.อ.คลองหลวง มูลนิธิร่วมกตัญญู เปิดเผยว่า ขณะนี้มีรถพยาบาลจากโรงพยาบาลปทุมธานี โรงพยาบาลสามโคก โรงพยาบาลคลองหลวง และมูลนิธิร่วมกตัญญูเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินอยู่ราวๆ 20 คัน มีเจ้าหน้าที่พยาบาลประมาณ 60 คน คอยสับเปลี่ยนเวรอยู่ตลอดเวลา ตามการร้องขอจากทางสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี โดยใช้พื้นที่ด้านหน้าสถานีตำรวจเป็นพื้นที่คัดกรองผู้ได้รับบาดเจ็บ และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พร้อมให้การช่วยเหลือกับทุกฝ่ายโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายไหน
โดยช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะ 2 รายจากทางฝ่ายวัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนี้นำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
นอกจากกำลังเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่างๆ แล้ว บริเวณรอบๆ วัดยังมีประชาชนบางส่วนมาเฝ้ารอฟังข่าวความเคลื่อนไหว และรอรับญาติที่ติดอยู่ในพื้นที่วัด
ขณะที่หลายคนนั่งสวดมนต์รอ ท่ามกลางผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักที่มาเฝ้ารอทำข่าวเป็นจำนวนมาก
บิ๊กตู่.....ถาม พระวัดธรรมกาย ทำไมต้อง ปิดหน้าปิดตา ใส่หน้ากาก ด้วย
เหอๆ.....!!!
บิ๊กตู่.....ถาม พระวัดธรรมกาย ทำไมต้อง ปิดหน้าปิดตา ใส่หน้ากาก ด้วย เป็นหวัดกันหมดหรือ? ถามมันเหมาะสมมั้ย....เปรย ใครหาว่าผมจะให้ไปยึดพระพุทธรูปทองคำ ที่วัดธรรมกาย อยู่ตรงไหน ผมยังไม่รู้เลย มีจริงหรือเปล่า แล้ว มั่นใจได้ยังไงว่า เป็นทองคำจริง ที่เอาเงินเอาทองที่คนศรัทธามาสร้าง เพราะขนาดเงิน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ยังรั่วเลย....ยันไม่ยกเลิก ม.44 ยังไม่เสร็จภารกิจ
คำคม "บิ๊กเจี๊ยบ" กับ ปฏิบัติการ "ปิดล้อม ธรรมกาย"
คำคม "บิ๊กเจี๊ยบ" กับ ปฏิบัติการ "ปิดล้อม ธรรมกาย"
"บางครั้ง เราอาจจะต้องยอม เสียเวลา แต่จะไม่ยอมให้มีการ เสียเลือดเนื้อ หรือเสียชีวิต"
"ไม่ใช่เป็นที่ตั้งทางทหารฝ่ายข้าศึก ที่เข้าตีแล้วก็จบ แต่เป็นคนไทยด้วยกันเอง ต้องทำความเข้าใจ ให้ตั้งสติ"
"ไม่ใช่เป็นที่ตั้งทางทหารฝ่ายข้าศึก ที่เข้าตีแล้วก็จบ แต่เป็นคนไทยด้วยกันเอง ต้องทำความเข้าใจ ให้ตั้งสติ"
"หากทำแบบไม่คิดอะไรเลย ก็เป็นเรื่องง่าย แค่ใช้กำลังบุกเข้าไป ก็จะมีการปะทะเสียเลือดเนื้อ บาดเจ็บเสียความรู้สึก เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน
อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ให้พระและลูกศิษย์วัดที่อยู่ภายในวัด ได้นั่งสวดมนต์ เมื่อมีสติ ก็จะมีปัญญา ก็จะรู้ว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง ทุกอย่างก็น่าจะคลี่คลายไปได้"
"เจ้าหน้าที่ต้องรอบคอบ อดทนและควบคุมอารมณ์ให้ได้ กลัวว่าจะนำไปสู่การปะทะกัน "
"ทุกอย่างมีเริ่มต้น ก็จะต้องมีตอนจบ"
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ./เลขาฯคสช.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)