PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทักษิณ-เสื้อแดง ทำอะไรที่สิงคโปร์

มาแล้ว!    
                กลุ่มการเมืองกว่า ๑๐ พรรคยื่นหนังสือถึง กกต.
                ขอให้เลื่อนเลือกตั้ง ออกไปเป็นวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ 
                เท่าที่ฟังดูเหตุผล ก็ตามนี้...
                ...พรรคการเมืองเล็กยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 
                กติกาใหม่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก 
                พรรคการเมืองเล็กยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชน ทำให้เสียโอกาสในการนำเสนอนโยบายให้ประชาชนพิจารณา 
                และ กกต.อาจไม่มีความพร้อม เนื่องจากจะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย....
                แล้วต้องเลื่อนตามข้อเรียกร้องนี้หรือเปล่า?
                เอาจริงๆ นะ...ในแง่ความพร้อม แต่ละพรรคมีความพร้อมไม่เท่ากันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว 
                ต่อเวลาไปเรื่อยๆ ก็จะมีพรรคที่ไม่พร้อมอยู่เสมอ 
                แล้วต้องเลื่อนไปเรื่อยๆ จนทุกพรรคพร้อมทั้งหมดหรือไม่ 
                ขณะเดียวกัน พรรคที่พร้อมแล้ว รอได้หรือเปล่า 
                เพราะขนาดคนอยากเลือกตั้งวันนี้แปลงร่าง ปรับสถานะตัวเองเป็นคนลงสมัครรับเลือกตั้งไปแล้วหลายคน  
                ไทม์ไลน์เลือกตั้งมันชัดเจนมานานแล้ว 
                ทุกพรรคก็รู้ว่าตัวเองควรจะเตรียมตัวอย่างไร ภายใต้สถานการณ์คลายล็อก
                หากจัดการตัวเองภายใต้เงื่อนเวลาที่มีอยู่ไม่ได้ 
                คำถามคือ.... 
                แล้วจะไปจัดการปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร 
                ฉะนั้นอย่าให้ความไม่พร้อมของพรรคการเมืองที่ไม่พร้อมจะเป็นพรรคการเมือง มาเป็นเหตุผลเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป
                มันไม่สมเหตุสมผล
                สำหรับพรรคการเมืองที่พร้อมแล้ว ซึ่งก็คือพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในเวลานี้อยู่เฉยเสียที่ไหน
                เดินหาเสียงกันแล้วทั้งนั้น 
                ว่าไป พรรคลุงตู่ เล่นหนักกว่าใครด้วยซ้ำ 
                แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพราะเลือกตั้งทุกครั้ง พรรครัฐบาลก็เล่นแบบนี้ทุกที 
                จะมีที่น่ากลัวกว่านั้นก็โน่น...ที่สิงคโปร์ 
                ไม่ครอบงำ แต่เคลื่อนไหวชี้นิ้วบงการ 
                ทักษิณ ชินวัตร เรียกแดงตัวพ่อตัวแม่ภาคต่างๆ ไปเคลียร์ใจ
                ตามข่าวมีรายชื่อดังนี้
                ๑.อานนท์ แสนน่าน 
                ๒.สมชัย แสงทอง ตัวแทนจากภาคเหนือ 
                ๓.นิตยา นาโล ตัวแทนจากภาคอีสาน 
                ๔.ธนภัทร พันธวาส ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน
                ดูตามรายชื่อ อาจไม่เป็นที่รู้จักของคนนอกแวดวง คนเสื้อแดง 
                แต่ภายใน เป็นที่รู้กันว่าระดับ "บิ๊ก" ทีเดียว 
                ใหญ่แค่ไหน?
                ใหญ่ขนาด "นายใหญ่" เคยขอพบมาแล้ว 
                ใหญ่ชนิดที่ว่าคนในระบอบทักษิณเองพากันเข้าใจว่าสามารถขอตำแหน่งทางการเมืองจากคนพวกนี้ได้ 
                โดยเฉพาะ "อานนท์ แสนน่าน" เพราะคือผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดง!
                หมู่บ้านแห่งแรกเกิดที่ บ้านหนองหูลิง อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อปลายปี ๒๕๕๓ 
                สัญลักษณ์หมู่บ้านเสื้อแดงก็ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน
                นอกจากมีป้ายข้อความ “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย” กำกับแล้ว
                ที่ขาดไม่ได้คือรูปทักษิณทุกบ้าน 
                สิ่งที่ "อานนท์ แสนน่าน" ทำหลังจากนั้นคือ ยกระดับเป็นหมู่บ้านเสื้อแดงเป็น
                "สมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย" 
                ขยายหมู่บ้านเสื้อแดงไปทั่วประเทศ 
                กลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการฟื้นระบอบทักษิณ 
                แต่สุดท้ายต้องแยกย้าย เพราะหลังรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทหารได้ออกคำสั่งยุติกิจกรรมหมู่บ้านเสื้อแดง 
                มาวันนี้ "ทักษิณ" เรียกบรรดาแกนนำไปพบที่สิงคโปร์ 
                พบเพื่ออะไร?
                จากคำให้สัมภาษณ์ของ "อานนท์ แสนน่าน" บอกว่า....
                ...ท่านทักษิณได้บอกว่า คิดถึงประชาชนชาวไทย และห่วงความเป็นอยู่ของประชาชน อยากจะให้ประชาชนได้มีอาชีพทำกันทุกคน มีรายได้มากๆ 
                อยากจะให้พวกเราดูแลกันและกัน ไม่ทิ้งกัน โดยเฉพาะประชาชนที่ขาดโอกาสและกลุ่มเกษตรกร 
                ถ้ามีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นและประชาชนก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น
                เราดีใจมากหลังจากที่ไม่ได้เจอท่านตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ก่อนปฏิวัติเพียงไม่กี่วัน 
                ในช่วงนั้นท่านอายุเพียง ๖๐ ปีต้นๆ แต่มาปีนี้ท่านอายุเกือบจะ ๗๐ ปีแล้ว แต่ดูหน้าตาท่านเหมือนคนอายุเพียง ๕๐ ปีต้นๆ 
                ไม่เหมือน ๔ ปีที่ผ่านมา ที่หน้าตาท่านดูเหมือนคนมีอายุมาก....
                ครับ...ดูเหมือนไม่มีอะไร 
                แต่การเจาะจงเรียกพบ และอาจเรียกเพื่อใช้งาน หน่วยงานด้านความมั่นคงควรจะตรวจสอบความเคลื่อนไหวนี้เสียแต่เนิ่นๆ 
                เพราะต้องยอมรับว่า ในอดีตนั้น ขบวนการหมู่บ้านคนเสื้อแดง เคยตกเป็นข่าวที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติอยู่บ่อยครั้ง 
                อาทิ...
                ปลุกระดมให้ร้ายสถาบัน 
                ยุให้ 'ปลดรูป' ที่มีทุกบ้านออก 
                สร้างกระแสเกลียดชังกองทัพ และการเมืองฝ่ายตรงข้าม 
                ไปจนถึง ความปรารถนาที่จะสถาปนา "รัฐไทยใหม่"
                แม้ไม่ใช่ความต้องการของหมู่บ้านเสื้อแดงทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า หลายๆ หมู่บ้านมีความคิดเช่นนั้นจริง 
                อย่างน้อยๆ สังคมไทยก็ควรรับรู้ว่าบุคคลที่เดินสายเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงในหลายภูมิภาคนั้นมี โด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆ กับแดง-ดารุณี กฤตบุญญาลัย 
                สถานภาพปัจจุบันของทั้ง ๒ คือ...    
                ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ม.๑๑๒   
                มีการวางแผนก่อนการเลือกตั้ง วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ใช้หมู่บ้านเสื้อแดงเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย 
                วางแผนละเอียดถึงขั้นว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วฝ่ายตรงข้ามไม่ยอม  จะใช้มวลชนเสื้อแดงกดดันทุกวิถีทาง เพื่อให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ 
                ครั้งนั้นมีแผนปรากฏชัดเป็นคำพูดของ นายวัน สุวรรณพงศ์ ดีเจวิทยุเสื้อแดง ขอนแก่น
                จัดรายการแจ้งกับมวลชนว่า
                “ถ้าเราชนะการเลือกตั้ง เราก็จะต้องเตรียมพร้อมที่จะเข้ากรุงเทพฯ กันโดยเร็ว 
                เราจะต้องเตรียมอาหารให้พร้อม เตรียมรถราให้พร้อม 
                จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เข้าล้อมรัฐสภาไว้ และสร้างแรงกดดัน เพื่อให้พรรคที่มาเป็นอันดับ ๑ ได้จัดตั้งรัฐบาล” 
                แผนนี้จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่
                วันนี้แม้หมู่บ้านเสื้อแดงไม่มีแล้ว แต่การสื่อสารกันในโลกโซเชียลกลับทำให้มวลชนเข้าถึงกันและกันได้ง่ายกว่าเดิม 
                ฉะนั้นจึงเป็นปริศนาว่า "ทักษิณ" เรียกคนกลุ่มนี้ไปพบด้วยเรื่องอะไร และจะใช้งานแบบไหน 
                อีกประเด็นไม่พูดไม่ได้ 
                ทหารการเมือง กับทหารรัฐประหาร ต่างกันอย่างไร
                ใครเปลี่ยนอุดมการณ์
                ใครเป็นจิ้กจกเปลี่ยนสี
                เรื่องนี้พูดเยอะก็เจ็บคอ 
                เพราะรู้กันมานมนานแล้วว่า "ทหารแตงโม" มีอยู่จริง 
                และคนทำให้เกิดทหารแตงโม ก็คือคนที่อ้างว่า 
                “ทหารที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองแบบตรงไปตรงมา น่าชื่นชมกว่าทหารที่เข้ามาโดยการยึดอำนาจไหมครับป้อม”
                กรณีนี้ "ทักษิณ" ได้เปรียบ "บิ๊กป้อม" อยู่นิดหนึ่งตรงประเด็นของที่มาการเข้าสู่อำนาจ 
                ในแง่ของสากลแล้ว ทหารไปสมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรเสียก็ต้องได้รับการยอมรับ มากกว่าทหารที่เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร 
                แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ ทหารบางกลุ่มได้เป็น ส.ส.แล้ว กลับไม่ทำงานการเมืองอย่างตรงไปตรงมา
                ประเทศไทยเพิ่งผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย มีทั้งทหารในราชการ ทหารที่เป็นนักการเมือง อุ้มรัฐบาลระบอบทักษิณ ปล่อยให้มีการโกงกินอย่างมโหฬาร 
                ทหารแตงโมพวกนี้หรือที่บอกว่าน่าชื่นชม?
                                                                                                                                ผักกาดหอม             

แจกหนักแจกจริง

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่ใกล้เข้ามา จึงเป็นจังหวะดีที่รัฐบาล คสช.จะแจกของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

เพราะถ้าไปแจกของขวัญช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็จะถูกโจมตีว่าหวังผลการเมือง

ฉะนั้นการที่รัฐบาลคืนความสุขประชาชนต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทยจึงเป็นเรื่อง “ประเพณีนิยม”

ข้อสำคัญจะแจกของขวัญอะไรจะถูกใจประชาชนเท่า “แจกเงิน”

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล คสช.ทุ่มเงินแจกฟรีกว่าแปดหมื่นล้านบาท แจกแหลก แจกกระจาย แจกแบบไม่กลัวถุงลมโป่งพอง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ามหกรรมแจกเงินฟรีฉลองปีใหม่ 2562 มาเป็นแพ็กเกจ 6 มาตรการพร้อมกัน

1,แจกเงินสด 500 บาท ให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการคนจน 14.5 ล้านคน เอาไปใช้จ่ายฉลองปีใหม่ให้สำราญบานใจ

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีด 7,250 ล้านบาท

2,จ่ายอุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ลงทะเบียนคนจน 14.5 ล้านคน เดือนละ 230 บาท และจ่ายอุดหนุนค่าน้ำประปาอีกเดือนละ 100 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 10 เดือนตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีดอีก 27,050 ล้านบาท

3,จ่ายช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้ลงทะเบียนคนจนอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 400 บาทต่อคน ติดต่อกันเป็นเวลา 10 เดือน

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีดอีก 920 ล้านบาท

4,แจกเงินฟรีช่วยเหลือค่าเดินทางไปโรงพยาบาลสำหรับผู้ลงทะเบียนคนจนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปอีก 1,000 บาทต่อคน

แถมพิเศษเป็น ส.ค.ส.ปีใหม่จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีด 3,500 ล้านบาท

5,แจกเงินฟรีช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยาง 1.4 ล้านราย ที่เดือดร้อนจากราคายางดิ่งพสุธา

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีดอีก 18,000 ล้านบาท

6,แจกเงินเพิ่มเบี้ยหวัดบำนาญให้ข้าราชการผู้มีรายได้น้อย 52,000 คน และขยายเพดานบำเหน็จดำรงชีพข้าราชการบำนาญที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอีก 1.5 แสนราย

รัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีด 25,259 ล้านบาท

สรุปมูลค่าของขวัญปีใหม่ 2562 ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทุ่มงบหมดหน้าตักรวมเป็นเงิน 81,979 ล้านบาทขาดตัว

แจกฟรีๆไม่ต้องใช้คืนรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ทั้ง 6 มาตรการ มีผู้ได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้นถึง 16.1 ล้านคน

แยกเป็นผู้ลงทะเบียนคนจน 14.5 ล้านคน เกษตรกรชาวสวนยางอีก 1.4 ล้านคน และข้าราชการบำนาญอีก 2 แสนคน

หวังว่าผลบุญกุศลจากการแจกเงินฟรีจะส่งผลดีให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งอย่างสะดวกโยธิน

สมมติเล่นๆ ถ้าประชาชนผู้ได้รับเงินแจกฟรีจากรัฐบาล 16 ล้านคน เทคะแนนเลือกพรรคพลังประชารัฐ 16 ล้านคะแนน

คำนวณตามสูตร ส.ส. 1 คน ต้องได้คะแนนเลือกตั้ง 70,000 คะแนน

พรรคพลังประชารัฐจะกวาด ส.ส.เข้าสภาฯได้ 228 คนจาก ส.ส.ทั้งหมด 500 คน

ขาด ส.ส.อีก 23 คนเท่านั้นก็ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ทันที

สุดท้าย...รัฐบาลทุ่มงบกว่าแปดหมื่นล้านบาท โดยไม่หวังคะแนนเลือกตั้ง โดยไม่หวังผลทางการเมือง จริงหรือไม่??

ไม่มีใบเสร็จยืนยัน

แต่ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เชื่อนะโยม.

ในห้วงแห่งความระส่ำ

ยังไม่มีปัจจัย “เลื่อน” เลือกตั้ง

ไม่ใช่แค่แกนนำ คสช.หัวขบวนอำนาจพิเศษต้องคอยยืนยัน ย้ำโรดแม็ปเลือกตั้ง

ที่ปักธงไว้วันที่ 24 ก.พ.2562 ล่าสุดเป็นคิวของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ต้องช่วยสำทับโปรแกรม
หลังจากที่ตัวแทนพรรคเล็ก ในนามสหพรรคยื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้เลื่อนเลือกตั้ง

อ่านท่าที “อำนาจพิเศษ” ก็พร้อมจะปล่อยมือ ขณะที่ “กรรมการ” เตรียมไปรอคุมเกมในสนาม ส่วนผู้เล่นทีมใหญ่เร่งวอร์มเครื่องจัดทัพก่อนออกสตาร์ตกันแล้ว จะมีก็เพียงพรรคเล็กพรรคน้อยคอยกระตุกคิว

สัญญาณเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่เกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

เอาเป็นว่า สแกนคลื่นความถี่ ณ ห้วงนี้ คงต้องจับตาไปที่ป้อมค่ายการเมือง ที่เริ่มได้บทสรุปชัด ใครจะอยู่สังกัดใด ตามเงื่อนไขกติกา ต้องสังกัดพรรคให้ครบ 90 วัน เส้นตาย 26 พ.ย.นี้ ต้องเข้าค่ายตีตราให้เสร็จ

ล่าสุด ค่ายเอสเอ็มอีอย่างชาติพัฒนา ที่ถึงคิวคนรุ่นต่อไป ถึงแม้หน้าอาจไม่ใหม่ทางการเมือง แต่แนวคิดแนวทางเข้ายุคสมัย “เทวัญ ลิปตพัลลภ” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค “ดล เหตระกูล” นั่งเลขาธิการพรรค

ส่วน “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ฉีกตัวไปประคองน้องชายที่รับไม้ต่อ

พรรคชาติพัฒนามารอบนี้ ชูสโลแกนประจำค่าย ที่หยิบยืมวาทกรรมติดปาก “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯผู้ล่วงลับ มาใช้เข้าจังหวะบ้านเมือง ตามสไตล์ของพรรค

“โนพรอบเบลม” ชาติพัฒนา ไม่มีปัญหากับใคร

พรรคการเมือง “สายกลาง” ยืดหยุ่นสูง สเปกตัวแปรชั้นดี

ที่แน่นอน งานนี้คำว่าโคราช กับพรรคชาติพัฒนาถูกท้าทายหนักเหมือนทุกครั้ง รอบนี้ถ้าสแกนรายชื่อ ต้องจับตา 2 รองหัวหน้าพรรค “พงษ์ศิริ กุสุมภ์” อดีต ส.ว.นครราชสีมา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีตพ่อเมืองโคราชชาติพัฒนาโชว์ไต๋เด็ดสู้โปรแกรมเดือด รักษาฐาน

แต่ที่ยังแกว่งอยู่ น่าจะเป็นเครือข่ายที่เคยร่วมงานในร่มเงานายใหญ่ ที่เหลือ 2 ค่ายหลัก เพื่อไทย–ไทยรักษาชาติ ที่ “2 เจ๊” ไล่เช็กชื่อยื้อแย่งชิงตัว ชนิดต่อสายตรงถึงลูกทีมรายคน จนกระอักกระอ่วนไปตามกัน

สถานการณ์ไม่สู้ดี จน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตผู้นำ ต้องเคลื่อนฐานมาที่สิงคโปร์

เร่งเขย่าสูตร เบรกศึกเจ๊ๆก่อนพังพาบทั้งขบวน

ไม่รวมลูกทีมที่ทยอยแหกค่าย ล่าสุดมีร่องรอยไม่ปกติ

ป้อมค่าย จ.กำแพงเพชร กำลังถูกทลาย

โดยลอตนี้ “วราเทพ รัตนากร” อดีตรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จ่อนำลูกทัพเมืองชากังราว ทั้ง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์–อนันต์ ผลอำนวย–ไผ่ ลิกค์–ปริญญา ฤกษ์หร่าย

จ่อไปเปิดตัวกับพลังประชารัฐ

สะเทือนเลื่อนลั่น แรงสั่นไหวกระแทกขั้วนายใหญ่หลายแมกนิจูด

ยังไม่รวมร่องรอยแปลกๆจากเมืองเชียงใหม่ กับทายาท “เตริยาภิรมย์” ของ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ อาจโยกตามไปด้วย

โดยโยงไปกับปมจำนำข้าวที่ “บุญทรง” ถูกจำคุก ในจังหวะอดีตผู้นำหญิงเผ่น–เบี้ยวแผน

“เจ็บ” และ “จุก” อาจถึงเวลาทางใครทางมัน “จัดคืน”

แต่ที่ฮือฮา ในส่วนของ “วราเทพ” ถือเป็นขุมกำลังเกรด “เอบวก” มืองานสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ระดับ “สายตรง” จนกระทั่งยุคเพื่อไทย ได้ชื่อว่าขุนพลเอกอยู่ในซุ้ม “วังบัวบาน” ของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

เมื่อสายลมของการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลังผ่านศึกเหนือเสือใต้ ร่วมทุกข์สุขมากับสังกัดเก่า ชนิดปักหลักอยู่แนวหน้า เผชิญกับความสุ่มเสี่ยง กระทั่งเรื่องการสูญสิ้นอิสรภาพมาแล้ว

คำว่า “บุญคุณ” อย่างไรก็คงทดแทนกันไม่มีวันจบ

ขณะที่ชีวิตจริง มีหลายปัจจัยทำให้ต้อง “ตัดสินใจ”

วาระร้อน “วราเทพ” และลูกทีมขยับย้ายค่าย กลายเป็นปัจจัยพลิกผันครั้งสำคัญ ที่ทำ “เพื่อไทย” ระส่ำ

“เจ้าแม่วังบัวบาน” ซวนเซหนัก “ทักษิณ” นั่งไม่ติด.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อ"หัวสี่เหลี่ยม"ครอบงำอนาคตใหม่

ไทกร พลสุวรรณ

เมื่อ"หัวสี่เหลี่ยม"ครอบงำอนาคตใหม่
เมื่อคุณธนาธรและคณะตั้งพรรคอนาคตใหม่ ผมรู้สึกดีใจ รู้สึกมีความหวังว่าการเมืองไทยจะมีคนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพมาเข้าร่วม และแอบให้กำลังใจคุณธนาธรและพรรคอนาคตใหม่อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคุณธนาธรและก็ไม่เคยคิดจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคของคุณธนาธรด้วย
มีน้องๆเพื่อนๆพี่ๆหลายคนโทรมาปรึกษาหรือนัดพูดคุยกับผมเรื่องจะลงสมัคร ส.ส. ว่าจะลงสมัครพรรคไหนดี พรรคอนาคตใหม่ของคุณธนาธรคือพรรคหนึ่งที่ผมแนะนำ เพราะผมชอบนโยบายกระจายอำนาจ "เลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัด"
แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมได้ยินแต่เสียงบ่นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
"มีแต่ NGOs เต็มพรรคเลย"
"ในพรรคบรรยากาศเหมือนห้องเรียนทฤษฎีการเมือง"
ฯลฯ
บทบาทการชี้นำและกำหนดแนวทางของพรรคตกอยู่ในมือของเหล่า NGOs ทั้งหลาย
NGOs นั้นแบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ
(1)พวกที่อยู่ในโลกความเป็นจริง
(2)พวกที่อยู่ในโลกเสมือนจริง
พวกที่อยู่ในโลกความเป็นจริงนั้นไม่ใข่ปัญหา เพราะคนเหล่านี้สามารถปรับตัวได้ เข้ากับสังคมได้ มีความคิดและแนวทางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนที่เป็นปัญหาคือ พวกที่อยู่ในโลกเสมือนจริง คนเหล่านี้จะยึด ลัทธิ ทฤษฎี เป็นสรณะ ลัทธิมากซ์ ลัทธิมากซ์-เลนิน ลัทธิเหมา ทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษวิธี ฯลฯ ใครที่ไม่เชื่อเหมือนพวกเขา คิดไม่เหมือนพวกเขา ทำไม่เหมือนพวกเขา คนพวกนี้จะถือว่าเป็นศัตรู เป็นศัตรูทางการเมืองที่ต้องทำลายทิ้ง คนในแวดวง NGOs เรียกพวกนี้ว่า "พวกหัวสี่เหลี่ยม" คือ คิดอยู่ในกรอบของลัทธิและทฤษฎีเท่านั้น
เมื่อดูบทบาทที่พรรคอนาคตใหม่แสดงจุดยืนทางการเมืองต่อสาธารณะในระยะหลังๆแล้ว น่าจะเกิดปัญหาภายในพรรค เช่น กรณีเฌอปราง หรือ กรณีการถอนตัวจากการร่วมแข่งขันกีฬากระขับมิตรคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองต่างๆ พรรคอนาคตใหม่แสดงออกทางการเมืองที่"คับแคบ"ลงเรื่อยๆ ผิดวิสัยพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ล้วนแต่เปิดกว้างเพื่อหาความร่วมมือกับคนทุกภาคส่วนในสังคม
พวก NGOs หัวสี่เหลี่ยมนี้ เคยทำให้องค์กรภาคประชาชนล่มสลายมาหลายองค์กรแล้ว เพราะกลุ่มเหล่านี้จะสร้างให้องค์กรนั้นๆ เป็นรูปแบบ"จักรวรรดิ" เช่น จักรวรรดิชาวนา จักรวรรดิกรรมกร ฯลฯ แล้วยกพวกตัวเองขึ้นเป็น "ซาร์" ซาร์ของชาวนา ซาร์ของกรรมกร หรือซาร์ของพรรคการเมือง
ซึ่งลึกๆแล้วจิตใต้สำนึกของคนเหล่านี้เป็นเผด็จการ
คุณธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ควรแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและจริงจัง ก่อนที่จะเกิด"ซาร์ของพรรคอนาคตใหม่"ขึ้น หากถึงวันนั้นก็สายเกินกว่าจะแก้ไข พรรคอนาคตใหม่จะกลายเป็น"อนาคตไหม้"
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ด้วยความเป็นห่วงและปรารถนาดี
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

‘ชุดใหญ่’ สะดุ้งเป็นแถว

“เอฟเฟกต์” แรงมาก ระดับที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวยักษ์แทบทุกฉบับ

กับปรากฏการณ์ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด อนุมัติงบประมาณกว่า 8.69 หมื่นล้านบาท เดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน ผู้มีรายได้น้อย คนชรา ข้าราชการเกษียณ เกษตรกร

แบ่งเป็น 5 โครงการหลักๆ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

1.ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.8 หมื่นล้านบาท

2.เงินช่วยค่าครองชีพข้าราชการเกษียณ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ 559 ล้านบาท และเงินบำเหน็จดำรงชีพกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

3.ชดเชยดอกเบี้ยกว่า 3,800 ล้านบาท ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน

4.มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ 525 ล้านบาท 5.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกกว่า 18,000 ล้านบาท

ตามรายการปลีกย่อยที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แจกแจงรายละเอียดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเองเลยว่า ครม.ได้เห็นชอบให้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะช่วยเหลือค่าน้ำ 100 บาท ค่าไฟ 230 บาท ต่อครัวเรือน ต่อเดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 รวม 10 เดือน

และพิเศษในเดือนธันวาคมปีนี้ จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 500 บาท เพื่อจับจ่ายในช่วงปีใหม่ 

นอกจากนั้นจะสนับสนุนค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อคน และช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่ธันวาคม 2561 ถึงกันยายน 2562

“ปล่อยของ” แบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ

ในอาการแบบที่เจ้าตำรับโคตรประชานิยมยี่ห้อ “ทักษิณ” ต้องรีบออกมาตีปี๊บโวยวาย

ประจานรัฐบาล คสช.อนุมัติงบฯแสนล้าน แต่ไร้การตรวจสอบ

ชิงทำลายความชอบธรรม เบรกกระแสกันตามฟอร์ม

เรื่องของเรื่อง มันสะท้อนแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกใส่ “นักการเมืองอาชีพ” อย่างจัง

ไม่ใช่แค่ทีม “นายใหญ่” แต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงสารพัดยี่ห้อ ไม่มีทางเห็นดีเห็นงามกับมาตรการอัดฉีดที่รัฐบาล “ลุงตู่” ปล่อยของออกมา

ตามจังหวะคาบลูกคาบดอกในห้วงเข้าโหมดเลือกตั้ง

เพราะมันคือการโกยแต้มความนิยมได้แบบเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” กำลังตั้งไข่ ยืนได้ขาแข็ง ออกตัวแรงขึ้นทุกวัน

ยังไงก็หนีไม่พ้น เกี่ยวโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตามรูปการณ์ที่เห็นกันชัดๆไม่ใช่แค่กติกาที่เอื้อให้ แต่นโยบายรัฐบาลยังเข้าทาง นี่คือปัจจัยเร่งพวกที่สองจิตสองใจจะย้ายสังกัด

ใส่เสื้อยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” รีบตัดสินใจในสถานการณ์ “เดดไลน์”

ในวงเล็บ นี่คือในมุมที่นักเลือกตั้งอาชีพตั้งแง่ระแวง

ซึ่งไม่เกี่ยวกับประชาชนที่ยังไงก็ชอบ โดยเฉพาะคนในข่ายที่ได้รับประโยชน์ยิ่งชอบมาก

จากการได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล

เพราะในเชิงบริหารราชการแผ่นดิน มันคือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเตรียมการรองรับสถานการณ์ระยะยาวที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม

ไม่ใช่นโยบายที่คิดกันแบบฉาบฉวย ชิงแต้มนิยมในช่วงเลือกตั้ง

เหนืออื่นใด ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ จะย้ำอยู่ตลอดเวลา การเดินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลนี้ คิดบนพื้นฐานระบบวิธีงบประมาณอย่างรอบคอบรัดกุม

คุมภาระการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ไม่เป็นภาระกับประเทศชาติในอนาคต

ไม่ได้ลด แลก แจก แถม เพื่อตุนคะแนนนิยมจากการทำให้ประชาชน “เสพติด” ประชานิยม แลกกับคะแนนเสียงเหมือนพรรคการเมือง ส่งผลเสียหายร้ายแรงในระยะยาว

ทั้งหมดทั้งปวง ในมุมการเมืองที่เป็นบวกกับรัฐบาล “ลุงตู่” จริงๆมันก็คือสิ่งที่ผุดออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเปรียบเทียบกับการหวังน้ำบ่อหน้าลมๆแล้งๆจากนักการเมืองทั่วไป

ยังไม่ได้เลือกตั้ง ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาล “ลุงตู่”

ชีวิตดีๆ การอยู่ดีกินดี ไม่ได้เกี่ยวกับเลือกตั้งเสมอไป.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รายงาน : เจตนา เป้าหมาย คสช.ร่าง รัฐธรรมนูญ แด่ พลังประชารัฐ

รายงาน : เจตนา เป้าหมาย คสช.ร่าง รัฐธรรมนูญ แด่ พลังประชารัฐ



เพียงไม่กี่นาทีภายหลังจากคำว่า “รัฐธรรมนูญดีไซน์เพื่อพวกเรา” ดังออกมาจากที่ประชุมของพรรคพลังประชารัฐ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน
ก็ได้กลายเป็น “ไวรัล” ในทางการเมือง
กลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ กลายเป็นประเด็นข่าวทางโทรทัศน์ และโซเชียลมีเดียได้นำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ทุกสื่อล้วนให้การขานรับ
ถือเป็นการนิยามและให้ความหมายต่อ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ได้อย่างแจ่มชัด กระจ่างใสในทางรูปธรรม
เท่ากับเป็นการสรุปและตีตรงเป้า
ทำให้ภาพแห่งการก่อรูปขึ้นของคณะกรรมาธิการยกร่างเรื่อยไปจนถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจากยุค นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถึงยุค นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ยืนเด่นเป็นสง่า
นั่นก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “พรรคพลังประชารัฐ”
ไม่ว่าคำนิยามจากพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้มีสมุหฐานมาจากอะไร จากประสบการณ์และความจัดเจนในทางการเมือง
จากความฮึกห้าว เหิมหาญ ด้วยความมั่นใจ
มั่นใจว่าไม่ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 อันเป็นผลและความต่อเนื่องจากการรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อการนี้
เท่ากับยืนยันใน “เจตจำนง” อันเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ของ “คสช.”
นั่นก็คือ ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามบทเพลงที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา”
ไม่เพียงแต่เป็นความต้องการใน 4-5 ปีแรก

ตรงกันข้าม ยังมุ่งมั่นและมั่นใจว่าโดยการออกแบบ “รัฐธรรมนูญ” เช่นนี้ คสช.จะสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปอีกยาวนาน
ยาวนานร่วม 10 และ 20 ปีจากปี 2557
ภายในความมั่นใจของ “คสช.” ความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งจึงสำแดงออกผ่าน 1 รัฐธรรมนูญ 1 พรรคพลังประชารัฐ และ 1 โดยการเปล่งประกาศออกมา
คำถามอยู่ที่ว่า ประชาชนจะคิดเรื่องนี้อย่างไร
คำถามอยู่ที่ว่า เวลานับจากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤษภาคม 2562 ร่วม 5 ปีนี้ประชาชนรู้สึกอย่างไร
รู้สึกชมชอบกับผลงานของ “คสช.”หรือรู้สึกว่าวิธีการบริหารจัดการกับปัญหาในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของ “คสช.” มิได้นำความสุขมาให้
ตรงนั้นต่างหากที่สำคัญ
สำคัญเพราะว่าหากประชาชนเขาพอใจและเห็นว่าเป็นความสำเร็จเขาก็จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ แต่ถ้าหากเขาเห็นเป็นตรงกันข้ามประชาชนก็จะปฏิเสธ
บัตร “เลือกตั้ง” ที่อยู่ในมือจึงทรง “ความหมาย”
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียวที่ว่า “รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์เพื่อพวกเรา” อันดังออกมาจากภายในพรรค
พลังประชารัฐจึงอธิบายได้อย่างยอดเยี่ยม
อธิบายถึงรัฐประหารเมื่อปี 2557
อธิบายถึงฝีมือและความสามารถในทางการบริหารราชการแผ่นดินนับจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2562 ว่าเป็นอย่างไร
ควรทำต่อไป หรือควรจบได้แล้ว

รายงาน : เจตนา เป้าหมาย คสช.ร่าง รัฐธรรมนูญ แด่ พลังประชารัฐ

รายงาน : เจตนา เป้าหมาย คสช.ร่าง รัฐธรรมนูญ แด่ พลังประชารัฐ


เพียงไม่กี่นาทีภายหลังจากคำว่า “รัฐธรรมนูญดีไซน์เพื่อพวกเรา” ดังออกมาจากที่ประชุมของพรรคพลังประชารัฐ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน
ก็ได้กลายเป็น “ไวรัล” ในทางการเมือง
กลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ กลายเป็นประเด็นข่าวทางโทรทัศน์ และโซเชียลมีเดียได้นำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ทุกสื่อล้วนให้การขานรับ
ถือเป็นการนิยามและให้ความหมายต่อ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ได้อย่างแจ่มชัด กระจ่างใสในทางรูปธรรม
เท่ากับเป็นการสรุปและตีตรงเป้า
ทำให้ภาพแห่งการก่อรูปขึ้นของคณะกรรมาธิการยกร่างเรื่อยไปจนถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจากยุค นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถึงยุค นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ยืนเด่นเป็นสง่า
นั่นก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “พรรคพลังประชารัฐ”
ไม่ว่าคำนิยามจากพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้มีสมุหฐานมาจากอะไร จากประสบการณ์และความจัดเจนในทางการเมือง
จากความฮึกห้าว เหิมหาญ ด้วยความมั่นใจ
มั่นใจว่าไม่ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 อันเป็นผลและความต่อเนื่องจากการรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อการนี้
เท่ากับยืนยันใน “เจตจำนง” อันเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ของ “คสช.”
นั่นก็คือ ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามบทเพลงที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา”
ไม่เพียงแต่เป็นความต้องการใน 4-5 ปีแรก

ตรงกันข้าม ยังมุ่งมั่นและมั่นใจว่าโดยการออกแบบ “รัฐธรรมนูญ” เช่นนี้ คสช.จะสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปอีกยาวนาน
ยาวนานร่วม 10 และ 20 ปีจากปี 2557
ภายในความมั่นใจของ “คสช.” ความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งจึงสำแดงออกผ่าน 1 รัฐธรรมนูญ 1 พรรคพลังประชารัฐ และ 1 โดยการเปล่งประกาศออกมา
คำถามอยู่ที่ว่า ประชาชนจะคิดเรื่องนี้อย่างไร
คำถามอยู่ที่ว่า เวลานับจากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤษภาคม 2562 ร่วม 5 ปีนี้ประชาชนรู้สึกอย่างไร
รู้สึกชมชอบกับผลงานของ “คสช.”หรือรู้สึกว่าวิธีการบริหารจัดการกับปัญหาในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของ “คสช.” มิได้นำความสุขมาให้
ตรงนั้นต่างหากที่สำคัญ
สำคัญเพราะว่าหากประชาชนเขาพอใจและเห็นว่าเป็นความสำเร็จเขาก็จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ แต่ถ้าหากเขาเห็นเป็นตรงกันข้ามประชาชนก็จะปฏิเสธ
บัตร “เลือกตั้ง” ที่อยู่ในมือจึงทรง “ความหมาย”
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียวที่ว่า “รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์เพื่อพวกเรา” อันดังออกมาจากภายในพรรค
พลังประชารัฐจึงอธิบายได้อย่างยอดเยี่ยม
อธิบายถึงรัฐประหารเมื่อปี 2557
อธิบายถึงฝีมือและความสามารถในทางการบริหารราชการแผ่นดินนับจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2562 ว่าเป็นอย่างไร
ควรทำต่อไป หรือควรจบได้แล้ว

ปัญหายาง 'ถามซีพีเขายัง?'

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 00:01 น.

แจกผู้มีรายได้น้อย ๓.๘ หมื่นล้านบาท
    แจกชาวสวนยาง ๑.๘ หมื่นล้านบาท 

    นี่คือ "ปัญญาประดิษฐ์" ของรัฐบาล คสช.ใช้เลี้ยงปัญหาปากท้องคนรายได้น้อย และปัญหาราคายางตกต่ำ!
    คำถาม คือ........
    -ทำให้คนรายได้น้อยพัฒนาเป็นคนรายได้มากขึ้นมั้ย?
    -ตลาดยาง ราคามันสนองตอบเงินแจกก้อนนี้มั้ย?
    ขึ้นชื่อว่า "แจก" ดีทั้งนั้น 
    แต่การแก้โจทย์ด้วยการใช้เงิน "เลี้ยงปัญหา" ซ้ำๆ ซากๆ
    ผลหวังได้ที่ตามมา คือ.........
    "คนรายได้น้อย" กับ "เงินแจก" จะเพิ่มถาวรในเชิงขยายตัว "นิรันดร์กาล" 
    และนั่น จะเป็นปัญหาทางงบประมาณไปตลอดชาติ! 
    กรณีปัญหาราคายาง.......
    ถามว่า "ยางพารา" ยังขายได้มั้ย?
    คำตอบ คือ ยังเป็นสินค้า "ขายได้"
    แล้วปัญหายางอยู่ตรงไหน?
    อยู่ตรง "คนซื้อ" รับซื้อในราคาต่ำมาก
    ก็แสดงว่า "ยางพารา" ยังเป็นที่ต้องการของตลาดการค้าอยู่ แต่ที่ราคาต่ำมากนั่นน่ะ มาจากเหตุไหน?
    มาจากอุปสงค์-อุปทาน, จากน้ำมันถูก ตลาดจึงไปใช้ยางสังเคราะห์แทน, จากปลูกกันจนล้น, จากบริหาร-จัดการไม่ซื่อ, จากใช้คนไม่ถูกกับงาน และ ฯลฯ
    เรียกว่า ร้อยแปดพันเก้าสาเหตุ การจะแก้ให้ตรงปัญหาระดับรัฐ ต้อง "เจาะเลือด" ตรวจหาเชื้อ  เพื่อให้ยาตรงโรค
    ยางราคาตก ที่แน่ๆ.....
    สาเหตุไม่ได้มาจากชาวสวนยาง "ไม่มีเงิน"!
    ดังนั้น การเอาเงิน ๑.๘ หมื่นล้านไปแจก เหมือนคันหัว แต่ไปเกาตูด
    บอกตรงๆ เสียดาย!
    เงิน ๑.๘ หมื่นล้าน เอามากองไว้ก่อน แล้วเรียกหลายๆ ฝ่าย ทั้งฝ่ายชาวบ้าน ให้มาช่วยกันคิด แล้วเสนอซิว่า
    กับเงินก้อนนี้........
    ใครมีวิธีนำไปใช้แก้ปัญหาราคายางตกได้ดีกว่าวิธี "เอาเงินละลายน้ำแจก" ลองบอกซิ?
    ผมว่าเงินร่วม ๒ หมื่นล้านนี้ จะเกิดรูปธรรมที่ยอมรับ ทั้งจะเป็นตัวผลักดันกลไกตลาดเชิงดีมานด์-ซัพพลาย "ขยับราคายาง" ให้สูงขึ้นได้
    และทั้งเงิน ๑.๘ หมื่นล้าน จะไม่เป็นเบี้ยหัวแหลก-หัวแตกเฉพาะคนสวนยาง ๑.๔ ล้านราย กินแล้วก็ถ่ายหมดไป
    หากแต่คนในอาชีพยางทั้งหมด..........
    รวมถึงคนทั้งประเทศ จะได้อานิสงส์ในเงิน ๑.๘ หมื่นล้านถ้วนทั่ว เรียกได้ว่า "ฝนตกทั่วฟ้า" ทั้งคน-สัตว์-พืชไร่ "ได้หมด"
    ไม่ต้องคิดซับซ้อน........
    คนร้อยละ ๙๙.๙๙ เป็นหมอดูแม่นๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ โน่นแล้วล่ะว่า
    ใน ๖-๑๐ ปี ข้างหน้า..........
    วิบัติ-หายนะ ต้องเกิดกับราคายางประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์!
    แล้วมันก็จริง จากราคาที่เคยขึ้นไปกิโลละเฉียด ๒๐๐ วันนี้ เหลือ ๓๒ บาท
    สาเหตุหลักก็คือ เมื่อปี ๒๕๔๒ ถ้าจำไม่ผิด "ยุครัฐบาลชวน"    มีมติ ว่า
    "จำกัดการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราให้ไม่เกิน ๑๒ ล้านไร่" 
    หากจะปลูกใหม่ ให้ปลูกทดแทน "เฉพาะพื้นที่เดิม" และไม่ควรปลูกใหม่ในพื้นที่ "ภาคเหนือ"     
    พูดง่ายๆ ควบคุมปริมาณยางให้อยู่เฉพาะภาคใต้ ซึ่งสร้างผลผลิตเป็นปริมาณที่สอดคล้องความต้องการตลาดแล้ว 
    "ยุคชวน" ราคายางถึงขึ้นไปโลละร้อยกว่าบาท!
    มาปี พ.ศ.๒๕๔๖.........
    ยุครัฐบาลทักษิณ "เปลี่ยนมติ" รัฐบาลชวน จากจำกัดพื้นที่ปลูกยาง
    ให้เป็น "สามารถขยายพื้นที่ปลูกยางพาราได้ทุกภาคของประเทศ"!
    แล้วโครงการ "ยางพารา ๑ ล้านไร่" ก็เกิดขึ้น
    โดย ทักษิณ-นายกฯ, เนวิน รมช.เกษตรฯ สองแรงแข็งขันสั่งขยายพื้นที่ปลูกยางใน ๓๖ จังหวัด
    ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ใน ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ 
    ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ใน ๑๙ จังหวัดภาคอีสาน 
    ใช้งบ ๑,๔๐๐ ล้าน บอกว่า โครงการขยายพื้นที่ทั่วประเทศ ๑ ล้านไร่ ที่จากเดิมจำกัดไว้เพียง ๑๒  ล้านไร่ 
    เพื่อแก้ปัญหาความยากจน เพื่อให้มีผลผลิตสอดคล้องความต้องการยางของโลก ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒.๖ ต่อปี 
    ก็ต้องจำกันด้วย......
    ตอนนั้น เป็นยุคเศรษฐกิจบูม ราคาน้ำมันโลกพุ่งพรวดๆ เป็นร้อยกว่าเหรียญ/บาร์เรล
    นั่นคือ น้ำมันแพง ตลาดยางเลี่ยงจากยางสังเคราะห์ที่แพงตาม หันมาใช้ยางพาราซึ่งถูกกว่า
    บวกเศรษฐกิจโลกเป็นขาขึ้น ทักษิณจึงเห็นโอกาส "รวยแบ่งกัน" เฉพาะหน้า
    โครงการ "ทักษิณคิด-เนวินทำ" การขยายพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศล้านไร่ จึงเกิดเป็น "มรดกวิบัติ" ตกทอดถึงวันนี้ 
    แล้วใครล่ะ "รวยเฉพาะหน้า" กับโครงการนี้ด้วย?
    บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นี่ไง!
    ได้สัญญาเป็นผู้ "ผลิตต้นกล้าพันธุ์ยางพารา" ๙๐ ล้านต้น ให้กระทรวงเกษตรฯ วงเงิน ๑,๓๙๗ ล้านบาท 
    การผลิตกล้ายางของซีพี เป็นเรื่องมหากาพย์เล่ากันไม่จบ แต่ประเด็นที่ผมจะคุยไม่ได้อยู่ตรงนี้
    หากแต่อยู่ตรงว่า........
    ทุกวันนี้ ในโครงสร้างธุรกิจ-เศรษฐกิจประเทศ แทบไม่มีตรงไหนที่ไม่มีซีพีเกี่ยวข้อง
    บาปประเทศจากปัญหายางวันนี้ ต้องยอมรับว่า นอกจาก "ทักษิณ-เนวิน" แล้ว
    "ซีพี" มีส่วนร่วมใน "บาป" นั้นด้วย!
    บาปล้างไม่ได้ แต่ทำดีให้บาปลดความเข้มข้นได้
    ผมจึงเห็นว่า...........
    ในโครงการ EEC หนึ่งแห่ง และเมืองใหม่ของเสี่ยซีพีแถวฉะเชิงเทราอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงถ้าได้สัมปทานรถไฟฟ้าเชื่อม ๓ สนามบิน อีกหนึ่งแห่ง
    โครงการด้วยพื้นที่นับเป็นหมื่นๆ ไร่ รวมแล้วอาจเป็นแสนไร่ ต้องทำถนนหนทางทั้งนั้น
    รัฐบาล คสช.โดย "กระทรวงเกษตรฯ" นั่นแหละ ทำเป็นไขสือ เป็น "กระทรวงซีพีและสหกรณ์" มาทุกยุคสมัย
    ไปบอกให้เสี่ยซีพี "รับซื้อยางพารา" นำไปใช้ทำถนน ในโครงการของเสี่ยซีพี ช่วยชาติให้ชาวบ้านสรรเสริญบ้าง
    และในพื้นที่ EEC รัฐบาลก็ "สั่งการไปเลย" ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมทำถนนและในพื้นที่เหมาะสม
    แค่นี้ ราคายางจาก ๓-๔ โลร้อย ด้วยดีมานด์-ซัพพลาย จะขึ้นไปกว่า ๖๐ บาทได้ด้วยซ้ำ!
    ถามว่า เอาเงินที่ไหนมาซื้อ?
    ไม่เกี่ยวกับเงินเพิ่ม เพราะแต่ละโครงการ ยังไงๆ ก็ต้องลงทุนถนนหนทางอยู่แล้ว 
    เพียงเปลี่ยนมุมคิด จากยางมะตอยหรือคอนกรีต มาเป็นยางพาราบ้างเท่านั้น
    โดยเฉพาะรัฐบาล มีอยู่แล้ว ๑.๘ หมื่นล้าน แทนที่จะแจกแล้วหมดไป
    บอกชาวสวนยาง ๑.๔ ล้านคนนั่นเลย
    อย่าแบ่งเลยนะ ทั้ง ๑.๔ ล้านคน ถือว่า "เข้าหุ้น-ร่วมทุน"
    เอาเงิน ๑.๘ หมื่นล้าน ไปลงทุน "รับซื้อยาง" ตอนนี้ เก็บไว้ขายตอนราคาขึ้น ค่อยเอาส่วนกำไรมาหารแบ่งกันสนุกๆ จะเอามั้ย?
    เนี่ย เป็นการบริหารเงิน "รวยแล้วแบ่งกัน" ของแท้ 
    ไม่ใช่แบบ "โกงแบ่งกัน" เงินต้นก็หาย กำไรก็เขมือบ เอาทั้งขึ้น-ทั้งล่อง!
    ถนนหนทาง "คมนาคม-ทางหลวง" มันของรัฐ เงินหลวง คือเงินประชาชน เห็นพูดอยู่นั่นแหละ ให้เอายางพารามาทำถนน 
    แต่ไม่เห็นมีใครทำตามนายกฯ พูด-นายกฯ สั่ง?
    อ้าง "มันแพง"........
    ที่ว่าแพงน่ะ เงินคุณมึงหรือ ก็เงินภาษีชาวบ้าน แพงไปกับซื้อผลิตผลยางของชาวบ้านมาทำถนนให้ชาวบ้าน แถมคุณภาพก็คงทนกว่า
    คุ้มเกินคุ้ม อ้างว่าแพง เพราะไปผูกขาไว้กับพ่อค้ายางมะตอยและผู้รับเหมาน่ะซี!
    องค์รัฏฐาธิปัตย์ "ทุบโต๊ะ" กับหน่วยงานรัฐให้ซื้อยางมาทำถนนไม่ได้ แล้วจะไปสั่งอะไรกับใครได้?
    เรื่องนี้ "ซีพี" ต้องช่วยซื้อยางบ้าง
    ๙๐ ล้านต้น จาก ๑ ล้านไร่ เป็นผลิตผลของซีพี ถึงคราวน้ำยางกลายเป็นน้ำตาชาวสวน
    ซีพีก็ควรช่วยเช็ดน้ำตา ก็แฟร์นะ!
    นี่ถ้าได้สัมปทานรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน เท่ากับได้พื้นที่มักกะสันและที่ศรีราชา 
    ถ้าซีพีประกาศ ปรับนโยบาย ใช้ "ยางพารา" ในพื้นที่เป็นถนนหนทาง
    รับรอง "เซเว่น" จะขายข้าวแกง ส้มตำ สะตอ ยำปลาร้า กระทั้งว่า "แบงก์-เมรุ" เซเว่นก็มีบริการ
    จะไม่มีใครว่า "แย่งอาชีพ" อีกเลย 
    มีแต่จะบอกว่า อยากค้า-อยากควบ-อยากอ๊วบอะไรอีก เชิญท่านซีพีตามสบาย!
    ไทยมีผลผลิตยาง ๔-๕ ล้าน/ปี มากที่สุดในโลก เหมือนข้าว ขายกันเป็นเกวียน-เป็นกิโล ด้วยผลิตผลดิบๆ อย่างนั้นมาเป็นร้อยปี
    แล้วยุทธศาสตร์ ๔.๐ ในโครงการ EEC มีอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมใช้ยางเป็นวัตถุดิบหลัก เป็นสินค้าแปรสภาพจากยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอะไรบ้างล่ะ?
    และพื้นที่ปลูกยางต้องลด โดยเฉพาะที่ใช้อิทธิพลบุกร้างถางภูเขาในเหนือ-อีสาน ต้องตัดให้เหี้ยน
    "กรมวิชาการเกษตร" ถ้าปล่อยให้เป็นตัวเขาเองทำหน้าที่ เขาจะบอกชาวบ้านได้ว่า
    พื้นที่ไหน ควรปลูกพืชแบบไหน?     
    จะไม่เป็นแบบ "ทักษิณ-เนวิน" สั่งลุย ๑ ล้านไร่ "เหนือ-อีสาน" เอาปลูกยางให้หมด!
    คนใต้น่ะ "นักเลง-พูดง่าย-ใจถึง" ปัญหายาง มีทั้งจริง ทั้งทำให้เหมือนจริง 
    นายกฯ นัดวัน-เวลา-สถานที่ ลงไปนั่งกลางลานเปิดใจพูดจา กินข้าว-กินเหล้ากะเขา เอากันให้แจ้งซักวัน
    ใจถึง มันก็ถึงใจ ทุกอย่างจบ เพื่อพบกันด้วยใจ!
    พระพุทธเจ้าตรัสไว้........
    "นัตถิ ตัณหา สมานที" ไม่มีแม่น้ำใดๆ เสมอเท่าความต้องการมนุษย์
    นั่นคือ "แจก" เท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ (พรุ่งนี้-ลา ๕ วันนะครับ)!

เผลอเข้าเงี่ยง“ฮั้ว”!



แก้ไม่เยอะ เน้นแค่จังหวัดที่มีการร้องเรียนยึดเอาตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เดินสายให้ความเข้าใจสื่อ เกี่ยวกับข้อกฎหมายและกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่กำลังจะมีขึ้น
ยืนยันเลยว่า มาตรา 44 แค่เคลียร์ปมปัญหาการแบ่งเขตเลือกตั้ง เปิดทางพรรคการเมืองหาตัวผู้สมัครได้ถึงวันเลือกตั้งเท่านั้น
จุดสำคัญ “เดดไลน์” สังกัดพรรคภายใน 90 วัน ยังล็อกปฏิทิน 26 พฤศจิกายนนี้
นั่นหมายถึง “ตลาดนัด ส.ส.” เหลือเวลาให้ต่อรองราคากันอีกไม่กี่อึดใจแล้ว
แนวโน้ม “ปิดกล่อง” เริ่มไล่นับหัว เช็กตัวเลขชัวร์ๆกันได้
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ เป้าโฟกัสจับจ้องไปที่น้องใหม่อย่างยี่ห้อพลังประชารัฐ อารมณ์แบบที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค ตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
เมื่อดูหน้า ดูตัว เปิดไพ่ขุนศึกร่วมค่ายแล้ว ได้ลุ้นใส่แต้มล่วงหน้า
ไล่ตั้งแต่ทีมจังหวัดเลยของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ทีมนครราชสีมา ของนายวิรัช รัตนเศรษฐ ทีมอุบลราชธานี นำโดยนายสุพล ฟองงาม เครือข่ายบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ
ฐานของยี่ห้อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่จังหวัดสุโขทัย รวมกับ “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ที่ชัยนาท นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ราชบุรี บวกกับแต้มมัดจำของทีมจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งสายทายาท “กำนันเซียะ” นายประชา โพธิพิพิธ และสายบิ๊กทหารอดีตผู้แทนฯพรรคเพื่อไทย
ไม่นับต้นทุนดั้งเดิมทีมงานของตระกูล “คุณปลื้ม” บ้านใหญ่ชลบุรี ที่เสริมพลังกับขุมข่ายในโซนจังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ตีกินกระแสเมกะโปรเจกต์อีอีซี
แม้จะไม่โอเว่อร์แบบที่ “สนธิรัตน์” คุยคำโต 350 เก้าอี้
แต่ก็เป็นอะไรที่คู่แข่งไม่กล้าปฏิเสธก็แล้วกันว่าพรรคพลังประชารัฐ “มีของ” เป็นนั่งร้านแน่นๆของทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตั๋วต่อ
ไม่ได้ฝันตัวเลขลอยๆ แทงหวยลมๆแล้งๆ
เทียบกับโพล 290 เก้าอี้ของทีม “ทักษิณ” ปล่อยมาตีกินกระแส ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่มวยตัวกลั่นๆของ “นายใหญ่” เก็บกระเป๋าลาบ้านเก่าพรรคเพื่อไทย ชิ่งหนี “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปซบป้อมค่ายใหม่ยี่ห้อพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อโอกาส
ลุ้นพื้นที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
ดีดลูกคิด คำนวณคะแนนตกน้ำ สลับฉาก สลับค่ายกันวุ่นวาย
แต่นั่นก็ต้องเล่นละคร “ตบตา” ให้เนียนๆระหว่างยี่ห้อ “เพื่อไทย” กับ “ไทยรักษาชาติ”
ต่างก็ชิงโอกาสเคลมแต้มเป็นพรรคของ “ทักษิณชัวร์” ขืนทะเล่อทะล่า ย่ามใจ แสดงให้เห็นว่า “ฮั้ว” กันโต้งๆ สถานการณ์ไหลไปติดกับดักเกมโหด โดนยุบพรรคหลังเดดไลน์ 90 วัน
สังกัดพรรคลงสนามไม่ทัน แพ้ฟาวล์ทันที
โดยสถานการณ์เสี่ยงพอๆกันกับเกม “โชว์ฮั้ว” แบบแสบลึก
อาการแบบที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังจุกอก ในสถานการณ์ที่เจอมุก “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เดินสาย “เจาะยาง” บุกตีฐานปักษ์ใต้ โดยอาศัยคนประชาธิปัตย์เป็นหัวคะแนน
อารมณ์ “แสบลึก” แบบที่นายถาวร เสนเนียม มวยใหญ่จากสงขลา ย้อนคอหอยนิ่มๆ
คนไม่มีเพื่อนไม่มีทางเข้าใจ
อาการแบบที่นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบมาต้อนรับทีม “ลุงกำนัน” ที่เดินสายถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่สนอกสนใจเสียงนกเสียงกาในพรรค
นั่นไม่มันเท่ากับอารมณ์ “เบิ้ล” แบบ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รีบโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวน “ลุงกำนัน” ไปถิ่นจังหวัดพิษณุโลก จะเลี้ยงดูปูเสื่อไม่อั้น
แสดงให้เห็นซึ่งๆหน้ากันเลยว่า “ไม่ยี่หระ”
ทีมหนุน “หมอวรงค์” ยังคงเดินแต้มเขย่าแรงกระเพื่อมในประชาธิปัตย์ ขยายผลจากคะแนนเลือกจ่าฝูงที่ “เดอะมาร์ค” ทิ้งห่าง “หมอวรงค์” แค่หลักไม่ถึงหมื่น แถมระบบลงคะแนนในคอมพิวเตอร์รวน ท่ามกลางเสียงโวยขบวนการไฟดับในเกมโหวตภายในคูหาประชาธิปัตย์
“อภิสิทธิ์” ชนะบนรอยแยก พร้อมแตกเป็น “งูเห่า”
แน่นอน “รอยร้าว” จะส่งผลยาวไปถึงช็อตโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา
ตามเหลี่ยมที่ “ลุงกำนัน” วางยาไว้แล้ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน