PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดีเอสไอร่อนหนังสือ“ระงับแจ้งเลิก” 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน

ดีเอสไอร่อนหนังสือ“ระงับแจ้งเลิก” 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน

Author by  24/06/13No Comments »
 
ดีเอสไอใช้อำนาจคดีพิเศษร่อนหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจฯระงับแจ้งเลิก-ชำระบัญชี 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน ยกเหตุเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน พบช้าไป ถูกแจ้งเลิกก่อนหน้านี้นับสิบราย
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า  เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยนางศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ระงับการแจ้งเลิกและเสร็จการชำระบัญชีนิติบุคคลจำนวน 49 รายไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษให้เหตุผลว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีกลุ่มนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ร่วมกันสำแดงเท็จว่าส่งสินค้าประเภทเศษโลหะออกไปนอกราชอาณาจักรและร่วมกันออกและใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งการเสียภาษีอากรอันเป็นเท็จ  ตามมาตรา 37 และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 115/2556  ต้องทำการสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  ดังนั้นจึงขอให้ระงับการแจ้งเลิกและเสร็จการชำระบัญชีนิติบุคคลดังกล่าวไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อนิติบุคคลที่กรมสอบสวบคดีพิเศษที่ถูกระงับการแจ้งเลิกกิจการ ได้แก่
1.บริษัท ฟรีไทม์ ค้าโลหะ จำกัด 2.บริษัท ดี.เอส.พี.เอ็กปอร์ต จำกัด 3.บริษัท เอส.เอส.เอส.พี.เมทัล จำกัด 4.บริษัท เค.เค.พี.โอ.เอ. จำกัด 5.บริษัท เกิดทรัพย์มั่งมี จำกัด 6.บริษัท หอกิตติทรัพย์ จำกัด 7.บริษัท จี.จี.พี.เอส.ไอ.จำกัด 8.บริษัท โอ.เอ.โอ.พี.จำกัด 9.บริษัท พี.เอส.สำราญ จำกัด 10.บริษัท บี.เอส.จิตดี จำกัด
11.บริษัท โฮกิตติคุณ จำกัด 12.บริษัท สินทรัพย์อนันต์สุข จำกัด 13.บริษัท อำนวย เอ.โอ. จำกัด 14.บริษัท บี.บี. รีไซเคิล จำกัด 15.บริษัท บีบี บิ๊ก จำกัด 16.บริษัท บีบี กรุ๊ป วัน จำกัด  17.บริษัท ซีเอ็นบีซี กรุ๊ป จำกัด 18.บริษัท ซีเอ็นบีซี โกลบอล จำกัด 19.บริษัท เอ็นอีเอ โลหะการค้า จำกัด 20.บริษัท บีเอ็มเอส รีไซเคิล จำกัด
21.บริษัท นำชัยเจริญโลหะเก่า จำกัด 22.บริษัท พีพีทรัพย์โลหะ จำกัด 23.บริษัท ซีเอ็นบีซี เมทัล เทรด จำกัด 24.บริษัท เคเค เมทัล เทรด จำกัด 25.บริษัท บี.เค.แอล.เมทัล จำกัด 26.บริษัท โอ.เค.เมทัล เทรดดิ้ง จำกัด 27.บริษัท ธนกรุ๊ป เทรดดิ้ง จำกัด 28.บริษัท สโนว์ ไทย เทรด จำกัด 29.บริษัท เอ็น.ซี.วี.เทรดดิ้ง จำกัด 30.บริษัท วี.อี.อาร์.เค. จำกัด
31.บริษัท ไซเบอร์เทรดดิ้ง จำกัด 32.บริษัท ซัพพลาย เมทัล จำกัด  33.บริษัท ไมนัส เมทัล จำกัด 34.บริษัท ฟูลลี่ เมทัล จำกัด 35.บริษัท ดี.เอส.ที.เทรดดิ้ง จำกัด 36.บริษัท ไอ.เอส.เอส.เทรดดิ้ง จำกัด 37.บริษัท ลีดเดอร์ สตีล จำกัด 38.บริษัท เมเจอร์ เมทัล จำกัด 39.บริษัท โนเว็น สตีล จำกัด 40.บริษัท ที.เอ็น.อาร์ สตีล เมทัล จำกัด
41.บริษัท แซด.คาซ่า จำกัด 42.บริษัท สเตท เทรด จำกัด 43.บริษัท เอส.ยู.พี.สตีล จำกัด 44.บริษัท เดอะสตาร์ กรุ๊ป จำกัด 45.บริษัท เอส สตีล เทรดดิ้ง จำกัด 46.บริษัท บาลานซ์ สตีล จำกัด 47.บริษัท แอล.วี.ที. เมทัล เทรด จำกัด 48.บริษัท รีเวอร์ สตีล เมทัล เทรดดิ้ง จำกัด 49.บริษัท เอส เอ็ม รีไซเคิล จำกัด
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่านิติบุคคลจำนวน 49 รายที่กรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ระงับแจ้งเลิกกิจการและเสร็จการชำระบัญชี  ปรากฏว่ากว่า 20 รายถูกแจ้งเลิกกิจการไปก่อนหน้านี้แล้ว

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“เหลิม” ป้ายสี “หน้ากากขาว” มาจากบ่อนพนัน-เคลื่อนไหวเมืองนอก “พวกเสือก” เย้ยไม่สำเร็จ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2556 14:50 น.

รองนายกฯ แอ่นอกรับ “ม็อบชาวนา” พรุ่งนี้ ยันรัฐบาลคะแนนนำ ชาวนาเข้าใจ ป้ายสี “หน้ากากขาว” ไม่เลิกขนมาจากบ่อน ส.ก.-ส.ข.หนุนหลัง เย้ยไม่สำเร็จ ขู่อีกอย่าเชื่อพวกชักนำ โวรู้ท่อน้ำเลี้ยง เหน็บหน้ากากขาวฮ่องกง-ซิดนีย์ “พวกเสือก” อุบใช้ พ.ร.บ.มั่นคงกำราบ โวยอดีตบิ๊กสีกากีวิจารณ์คดีอุ้มฆ่า “เอกยุทธ” พ่นพวกทำสำนวนไม่เป็น
     
       วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ชาวนาทั่วประเทศนัดรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันที่ 25 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้
ทบทวนราคารับจำนำข้าวว่า ไม่น่ามีปัญหา เพราะชาวนาเพียงแค่มาแสดงความจำนงว่าต้องการให้รัฐบาลรับจำนำข้าวราคาตันละ 15,000 บาทเช่นเดิม ดังนั้นจึงต้องรอฟังข้อเสนอ แต่เป็นคนละ
แบบกับม็อบหน้ากากขาว ส่วนรัฐบาลจะสามารถปรับราคารับจำนำกลับไปเป็นตันละ 15,000 บาทเหมือนเดิมได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ต้องรอข้อเสนอจากชาวนา และนายกฯคงจะพิจารณา ทั้งนี้ สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จำนวน 3 กองร้อยที่มาประจำที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ไม่ใช่การรับมือ แต่เป็นการเตรียมตัวตลอด เพราะเกรงว่าพวกเดิมๆ ที่ไปเดินอยู่แถวสีลมจะมาทำเนียบรัฐบาลเหมือนกับสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เรื่องนี้ตนเป็นคนสั่งเอง ส่วนมือที่สามไม่มี
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับลดราคารับจำนำข้าวจะทำให้กระทบฐานเสียงรัฐบาลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนเสียแน่ๆ คือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวแล้วมาสร้างประเด็นเป็นเรื่องการเมืองตลอด รัฐบาลทำไมจะไม่รู้ว่าโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลต้องขาดทุนอยู่แล้ว แต่ชาวนาได้ประโยชน์ พรรคประชาธิปัตย์เสียแต้ม รัฐบาลยังคะแนนนำอยู่ ทั้งนี้ นายกฯ มีมติมอบหมายให้ตนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบในเรื่องของการรับจำนำ ไม่ใช่จำหน่าย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับชุด พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ จะเป็นการตรวจสอบเบ็ดเสร็จทั้งระบบ จะทำให้รู้ชัดว่าที่ไหนทำไม่ดีไม่งามบ้าง โดยตนกำชับตำรวจแล้วว่าอย่าไปลูบหน้าปะจมูก ให้เดินหน้าเต็มที่ คนทำผิดต้องรับโทษ และเมื่อนายกฯสั่งแล้ว ต้องล้างกันสาด เคลียร์เด็ก ผิดจับหมด ไม่มีเว้น หากมีนักการเมืองเอี่ยวก็จับ
     
       เมื่อถามว่า เชื่อว่าที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวนาได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พวกเดียวกัน ชาวนาเข้าใจ ที่มารุมเร้ามีแต่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนข้อห่วงใยที่ม็อบชาวนาอาจไปรวมกับกลุ่มหน้ากากขาวนั้นคงไม่มี พราะหน้ากากขาวรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ตนได้รับรายงานถี่ถ้วน ขณะนี้มีกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งหมด 7 กลุ่ม ยังไม่ได้มีการรวมกัน เพราะยังหาแกนนำไม่ได้ บางส่วนรอเงินทุนสนับสนุน บางส่วนดูท่าทีทหาร บางส่วนแย่งกันนำ และกำลังทะเลาะกันแล้วเพราะแย่งกันเป็นแกนนำ โดยตอนนี้ตนจับตาดูอยู่ หากไม่ด่านายทุนป่านนี้กลุ่มคนพวกนี้เอาแล้ว
     
       เมื่อถามว่า เป็นข้อมูลเดียวกับของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนละข้อมูล และไม่เกี่ยวกับนายพล “ส.” ตาโปน ส่วนเรื่องการซื้อ ส.ส.ราคาหัว
ละ 80 ล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบ แต่ถ้าใครคิดก็เสียเงินเปล่า ส่วนที่หาว่าตนข่มขู่ผู้ชุมนุมว่าจะมีระเบิดจากมือที่สามนั้น อยากถามว่ามีข้อความตอนไหนที่ตนให้สัมภาษณ์ข่มขู่ผู้มาชุมนุม ตนสนับสนุนการชุมนุม แต่บอกว่าเกรงจะมีมือที่ 3 โยนระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมแล้วจะเดือดร้อนมาถึงรัฐบาล หากคุณไม่กลัวก็มาชุมนุม ไม่ได้บังคับ และยังมั่นใจว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเขาไม่เห็นด้วยในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลยหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมมือม็อบจะไม่โตขอฟันธง
     
       เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงหลายพื้นที่คุกคามกลุ่มหน้ากากขาวที่ออกมาชุมนุม รองนายกฯ กล่าวว่า คงไม่มีแล้ว ที่เกิดขึ้นเป็นอดีต กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใจเแล้วว่าจะไม่ไปยุ่งด้วย ซึ่งจากการประเมินการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ใน กทม.น้อยลง ต่างจังหวัดมากขึ้น เรื่องนี้นักการเมืองหนุน
     
       “ที่ กทม.คนเยอะเพราะบ่อนการพนันบางซื่อ ส.ก.และ ส.ข.เอาคนมา กลุ่มหน้ากากขาวมีไม่กี่คน กลุ่มเสื้อหลากสีก็ไม่มี เรื่องนี้ไม่สำเร็จขอเตือนด้วย อยากจะบอกพี่น้องประชาชนอย่าไปเชื่อพวกชักนำ พวกนี้ธุรกิจสีเทา ทั้ง จ.อุดรธานี ขอนแก่น และกทม. คือ 1. เจ้าของบ่อน 2. บาคาราออนไลน์ และ 3. หวยใต้ดิน ผมบอกตำรวจแล้วอย่าปรานีคนชั่ว เรื่องนี้ไม่มีอะไร ผมติดตามใกล้ชิด แล้วถ้ามีเรื่องอย่ามาโทษรัฐบาล ไม่ได้ขู่” รองนายกฯ ระบุ
     
       เมื่อถามว่า 7 กลุ่มดังกล่าวจะสามารถรวมตัวกันได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “รวมตัวกันได้ แต่ล้มรัฐบาลไม่ได้ เรารู้เส้นทางหมด ส่วนใหญ่เจ้าเก่ารอเงิน ถ้าไอ้น้ำเมาอยู่เฉยๆ ไอ้ขายเป็ดขายไก่อยู่เฉยๆ บ้านเมืองก็สงบ”
     
       เมื่อถามว่า ทุนหลักที่สนับสนุนมีจำนวนเยอะหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเยอะหรือไม่ แต่ว่าธนาคารเขาเบาลงไปแล้ว”
     
       เมื่อถามถึงการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวในต่างประเทศ รองนายกฯ กล่าวว่า “อ๋อ ไอ้พวกเสือกน่ะสิ อยากดัง มึงไปไล่ถึงเมืองนอกเมืองนา รัฐบาลเขาอยู่เมืองไทย ถ้าพูดไปเดี๋ยวหาว่า ร.ต.อ.เฉลิมข่มขู่ ผมไม่มีวันข่มขู่ ไอ้พวกนั้นเสือก ซิดนีย์ ฮ่องกง สื่ออย่าไปให้ความสำคัญไอ้พวกนอกระบบ คุณสนับสนุนเผด็จการหรือ บอกว่าเต็มสีลมก็มีแค่ 2,700 คน แต่ที่ประเมินทั่วประเทศมีหกพันคนนิดๆ”
     
       เมื่อถามว่า ประเมินกลุ่มหน้ากากขาวจะเติบโตหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ลดไม่ได้เพราะน้อยอยู่แล้ว
     
       เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คุมการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขวา รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่สถานการณ์ ขอยังไม่พูด และระหว่างนี้ระวังหากไปทำอะไรผิดแล้วตำรวจจับอย่ามาหาว่าแกล้งไม่ได้ ตอนนี้ตำรวจรายงานมาแล้ว ตนบอกตำรวจไปแล้วหากผิดจริงๆ ให้จับไป ส่วนเรื่องความผิดอะไรขอยังไม่บอก และขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าการคัดค้านด้วยวิธีนี้ไม่ถูกต้อง หยุดเถอะอย่ามาเลย และขอย้ำไม่มียุบสภา ไม่กลัวฝ่ายค้าน ตนตรึงสถานการณ์ได้ และนายกฯไม่มียุบสภาเด็ดขาด
     
       นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิมยังให้สัมภาษณ์ถึงคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง และเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ว่า ตนขอหาเรื่องนิดนึง เนื่องจากมีนายตำรวจน้อยใหญ่หลายคนที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมาแสดงความเห็นเรื่องคดีนายเอกยุทธ ซึ่งนายตำรวจบางคนที่วิจารณ์ตอนเป็นตำรวจไม่เคยฝึก ไม่เคยจับกุมผู้ต้องหา ทำบันทึกการจับกุมไม่เป็น ทำสำนวนสอบสวนไม่เป็น และตำรวจเกลียดค่อนกรม ได้ดีมาแล้วเพราะด่าตำรวจตนไม่ให้แต้ม ไม่ใส่ใจและไม่สนใจ บางคนยศมากเพราะสาระแน

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เปิดเอกสารสภาพัฒน์ มัด พาณิชย์ ละเมิดมติครม. หมกเม็ดการระบายข้าว

เปิดเอกสารสภาพัฒน์ มัด พาณิชย์ ละเมิดมติครม. หมกเม็ดการระบายข้าว เงินหมุนเวียนในโครงการ สะท้อน สามฤดูกาล ครม.ยิ่งลักษณ์ สุดชุ่ย มั่วเดินหน้าจำนำข้าว โดยไม่มีข้อมูลในมือ !

ผู้สื่อข่่าวรายงานว่า เพจTeam-Korn Chatikavanij Page ได้โพสต์เอกสารของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลงวันที่ 7 มิ.ย. 56 เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 ครั้งที่ 2 ของกระทรวงพาณิชย์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ คือ

กระทรวงพาณิชย์ควรจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การระบายสต๊อกข้าว และกระแสเงินสดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่มีอยู่ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 , 1 พ.ค.2555 และ 31 มีนาคม 2556 เพื่อให้ครม.มีข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ควรจัดทำระบบการกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งกระบวนการให้มีความรัดกุม

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลอดการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมาคือ โครงการจำนำข้าวนาปี ปี 54/55 นาปรังปี 55 และนาปี ปี 55/56 กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้รายงานเกี่ยวกับการระบายข้าว และเงินหมุนเวียนที่ใช้ในโครงการให้ครม.รับทราบ แม้ว่าจะมีมติครม.ให้กระทรวงพาณิชย์รายงานข้อมูลดังกล่าวถึงสามครั้ง แต่ครม.ก็ยังอนุมัตให้มีการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านเพื่อดำเนินโครงการจำนำข้าวต่อไปและส่าสุดมติครม.วันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยังอนุมัตให้ ธ.ก.ส.กู้เงินเพิ่มมาใช้ในโครงการจำนำข้าวเพิ่มจากวงเงินที่ครม.กำหนดได้เป็นกรณีพิเศษโดยตกลงเป็นรายกรณีกับกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังให้นำเงินที่ใช้ดำเนินโครงการมาหมุนเวียนข้ามฤดูกาลได้อีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่ ครม.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการระบายข้าวในสต๊อคและยอดเงินที่ใช้ในโครงการอย่างชัดเจน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้รายงานตัวเลขต่อ ครม. แต่ ครม.ยิ่งลักษณ์ ยังอนุมัตให้เดินหน้าโครงการต่อโดยลดหย่อนหลักเกณฑ์ให้ใช้เงินเกินกรอบห้าแสนล้านตามมติครม.เดิม และให้นำเงินมาหมุนเวียนข้ามฤดูกาลได้ด้วย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมิได้พยายามที่จะหยุดยั้งความเสียหายจากโครงการนี้เลย

เซ็นทรัลแจง เป็นกลางทางการเมือง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์19 มิถุนายน 2556 17:35 น.
       ศูนย์ข่าวขอนแก่น - เซ็นทรัลร่อนหนังสือแจง หลังถูกมองให้ใช้สถานที่ชุมนุมทางการเมือง ยันเป็นกลาง ไม่หนุนหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
      
       วันนี้ (19 มิ.ย.) ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ส่งหนังสือชี้แจงประเด็นการชุมนุมทางการเมืองว่า จากกรณีที่มีการชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณศูนย์การค้าในเครือของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ช่วงที่ผ่านมา บริษัทตระหนักดีว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ บริษัทจึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนและนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้
      
       1. บริษัทขอยืนยันการดำเนินธุรกิจแบบมืออาชีพ และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด โดยไม่สนับสนุนหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อม
      
       2. บริษัทไม่มีนโยบายคัดค้านการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่สนับสนุนให้กลุ่มใดมาใช้พื้นที่ในการชุมนุม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกรูปแบบ
      
       บริษัทประสงค์ให้ศูนย์การค้าทุกแห่งของบริษัทเป็นศูนย์กลางของชุมชน ในการที่สุจริตชนจะมาใช้ชีวิตพักผ่อนหย่อนใจอย่างปลอดภัย สะดวกสบาย และให้ผู้ประกอบการสามารถเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ดำเนินกิจการค้าขาย รวมถึงเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อให้เกิดรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน โดยบริษัทเป็นผู้ดูแลพื้นที่ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่มาใช้บริการ
      
       ดังนั้น บริษัทจึงขออภัยที่ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้ใดใช้พื้นที่ของศูนย์การค้าเพื่อการชุมนุมทางการเมือง หรือผิดไปจากจุดยืนดังกล่าวได้
      
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มหน้ากากขาวขอนแก่นนัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ลานข้าวเหนียว ด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น แต่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น นำโดยกลุ่มอีสาน อัพเดท และกลุ่มคนเสื้อแดงร้านลาบก้อย นปช. ข่มขู่ขับไล่ และทำหนังสือถึงผู้บริหารของห้างห้ามให้กลุ่มหน้ากากขาวใช้พื้นที่โดยเด็ดขาด
      
       ในที่สุดกลุ่มหน้ากากขาวขอนแก่นได้รวมตัวกันที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ฝั่งถนนมิตรภาพ โดยผู้บริหารห้างสั่งปิดประตูทางเข้า-ออกด้านหลัง เพื่อป้องกันเหตุปะทะของทั้งสองกลุ่ม

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จำนำ vs. ประกันรายได้ :กรณ์

หลังจากที่เราได้เห็นวิธีการทำบัญชีอย่าง 'สร้างสรรค์' โดยกระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่เอาการขาดทุนในสต็อกสินค่ามาคำนวนการกำไร-ขาดทุนจำนำข้าว และการตัดการขาดทุนในปี ๒๕๕๕-๕๖ ออกไปอย่างดื้อๆโดยกระทรวงคลังเพื่อให้ตัวเลขขาดทุนลดลงมาตํ่ากว่า 260,000 ล้านบาท

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นประธานแต่ไม่ยอมเข้าประชุม (ทั้งๆที่วันนี้ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรสำคัญเท่าเรื่องนโยบายข้าวแล้ว) ได้มีการพิจารณาเปรียบเทียบโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลกับการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว โดยมีการใช้ตรรกะที่น่าทึ่งมากครับ

ขอให้ดูบรรทัดที่ ๔ ที่สรุปเม็ดเงินงบประมาณเฉลี่ยต่อตันข้าวที่เข้าแต่ละโครงการ การจำนำข้าวใช้ 14,795 บาทต่อตัน ในขณะที่ในตารางที่ ๕ ระบุว่าราคาตลาดข้าวเท่ากับ 11,000 บาทต่อตัน

กขช.จึงสรุปว่าชาวนาได้ประโยชน์ 3,795 บาทต่อตัน!

ผมขอถามว่ามีชาวนาที่ไหนบ้างครับที่ขายข้าวได้ 14,795 บาทต่อตัน!?

ความจริงตัวเลขนี้ฟ้องรัฐบาลครับ เพราะธกส.เองเขาก็บอกว่าในปี ๒๕๕๕ ชาวนาขายข้าวได้ไม่เกิน 11,000 บาทต่อตันเท่านั้นแหละครับ แต่กขช.ยืนยันว่ารัฐบาลใช้เงิน 14,795 บาทต่อตันจริง ดังนั้น เมื่อราคานี้ชาวนาขายไม่ได้ คำถามที่ต้องมีคำตอบคือ 3,795 บาทต่อตันนั้นมันหายไปไหน!

และตัวเลขของกขช.เองก็ฟ้องถึงปัญหาของการจำนำข้าว คือกล่องสุดท้ายในภาพเอกสาร กขช.ได้คำนวนด้วยความภาคภูมิใจว่า เม็ดเงินที่เป็นประโยชน์ที่ชาวนาได้รับโดยรวมในปี ๒๕๕๕ คือ 86,526 ล้านบาท

แต่กขช.ลืมไปว่าตัวเลขขาดทุนของรัฐบาลในปีเดียวกันคือ 130,000 ล้านบาท! เขาถึงได้ว่าไงครับ ว่าเอาเงินมาแจกชาวนาเฉยๆยังคุ้มกว่าเลย

สวนตัวเลขที่รัฐบาลน่าจะใส่ใจมากกว่าคือบรรทัดแรกที่บอกว่า โครงการประกันรายได้นั้น มีเกษตรกรได้ประโยชน์ถึง 5.58 ล้านราย เทียบกับเพียง 2.2 ล้านรายในการจำนำ ทั้งๆที่ธกส.จ่ายเงินไปในโครงการจำนำข้าวมากกว่าประกันรายได้ถึงกว่า 5 เท่า (บรรทัดที่ 3)

คิดใหม่ ทำใหม่ได้ครับ

"พ.ต.ท.สันธนะ" โล่ให้ปากคำตร.เชื่อกลุ่มการเมืองสั่งฆ่าเอกยุทธ??

"พ.ต.ท.สันธนะ" โล่ให้ปากคำตร.เชื่อกลุ่มการเมืองสั่งฆ่าเอกยุทธ??
อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล เข้าให้ข้อมูลคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชัญบุตร เชื่อมีกลุ่มคนใกล้ชิดนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
           วันนี้ (18 มิ.ย.56) พันตำรวจโทสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล เข้าพบพันตำรวจเอกชัยวัฒน์ อรัญวัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เพื่อให้ข้อมูลคดีอุ้มฆ่านายนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง โดยระบุว่า รู้จักกับนายเอกยุทธมากว่า 30 ปี ตั้งแต่ยังรับราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก และพบกับครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ระหว่างนั่งเครื่องบินกลับจากประเทศสิงค์โปร์ โดยนายเอกยุทธ ได้เล่าว่าให้ฟังว่าถูกปองร้ายจากกลุ่มบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองระดับประเทศ ทำให้เชื่อว่าคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธมีกลุ่มผู้จ้างวาน เนื่องจากนายเอกยุทธเคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเปิดเผยข้อมูลลับผ่านทางเว็บไซด์และโซเชียลเน็ตเวิร์คมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 2 คน โดยอยากให้ตำรวจตรวจสอบการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ของนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าน่าจะมีการติดต่อกับผู้ร่วมขบวนการอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำลายบ้านเมืองด้วยการไม่รักษากฎหมาย

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

          เรื่องที่น่าวิตกที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับเมืองไทยทุกวันนี้ได้แก่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รักษา กฎหมาย โดยเฉพาะตำรวจ
          หน้าที่ของตำรวจคือสอดส่องดูแลป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายและหาก มีก็ต้องจับกุมเอาตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อฟ้องร้องให้ศาลลงโทษ
          ที่ว่าน่าวิตกที่สุดก็เพราะว่าในระยะนี้มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นติดๆ กันหลายครั้ง ที่แสดงว่า ตำรวจอาจจะกำลังไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม
          กรณีผู้สวมหน้ากากสีขาวชุมนุมในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนนี้ แล้วถูกคน สวมเสื้อแดงขัดขวางและกลุ้มรุมทำร้ายจนบางคนได้รับบาดเจ็บเป็นกรณีล่าสุด  หนึ่งสัปดาห์ก่อน หน้านั้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายนขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดเวที ปราศรัย “ผ่าหาความจริง” คนเสื้อแดงได้ยกพวกไปก่อกวนขัดขวางและใช้ของแข็งยิงและขว้างปา ผู้ที่กำลังชุมนุมฟังการปราศรัย จนบางคนได้รับบาดเจ็บ
          ในกรณีเดียวกันคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคุณชวน หลีกภัยที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ถูกคนเสื้อแดงขัดขวาง จนกระทั่งต้องล้มเลิกการเดินทางไปร่วมปราศรัยที่จังหวัดลำพูน
          ขณะเกิดเหตุทั้งที่ลำพูนและที่เชียงใหม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นที่อนุมานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเพื่อรักษาความสงบ แต่ครั้นเมื่อความไม่สงบเกิดขึ้นตำรวจก็ปฏิบัติหน้าที่อย่าง หละหลวมหรือเหลาะแหละ ที่สำคัญก็คือตำรวจมิได้เข้าป้องกันมิให้มีการทำร้ายร่างกายกัน
          สาเหตุที่ตำรวจไม่กล้าทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิก็คงเป็นเพราะว่าคนเสื้อแดงที่ไปขัดขวาง การปราศรัยของพรรคประชาธิปไตยที่ลำพูนและขัดขวางการชุมนุมของคนสวมหน้ากากขาวที่ เชียงใหม่นั้นเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตรพี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
          รัฐบาลคือผู้บังคับบัญชาของตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
          ตำรวจลืมไปว่าหน้าที่ในการรักษากฎหมายของตำรวจนั้นไม่มียกเว้นผู้ใด  หากทำผิดกฎ หมายถึงจะเป็นนายเป็นผู้บังคับบัญชาของตนตำรวจก็จะต้องรักษากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการจับกุม
          ความบกพร่องของตำรวจจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือลังเลใจก็ตามสมัยนี้สาธารณชนเห็น และมีการบันทึกไว้ทุกขั้นตอน โดยกล้องถ่ายภาพวงจรปิด หรือโดยกล้องที่ติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือ
          อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ลำพูนและเชียงใหม่นั้นได้รับการบันทึกและถ่ายทอดออนไลน์ และ เผยแพร่ไปทั่วโลกในทันที
          การไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นความผิดทางอาญาและมีอายุความ  ในขณะนี้ผู้เสียหายอาจจะ หวาดกลัวและไม่กล้าแจ้งความกล่าวโทษตำรวจฐานไม่ปฏิติหน้าที่แต่ต่อไปเมื่อพรรคเพื่อไทย และ รัฐบาลชุดนี้หมดอำนาจ ก็ยังอาจมีผู้รื้อฟื้นกล่าวโทษตำรวจอาจตกเป็นจำเลย และถูกลงโทษตาม กฎหมายได้
          ที่สำคัญไม่น้อยกว่าโทษทางอาญานั้นคือโทษทางสังคมเพราะการละเลยจงใจไม่ปฏิบัติหน้า ที่ของตำรวจ ย่อมทำให้ประชาชนเสื่อมคลายความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อตำรวจ  และเมื่อหวังพึ่งตำ รวจไม่ได้ในที่สุดบางคนบางพวกก็อาจตัดสินใจช่วยตัวเอง ด้วยการตอบโต้ผู้ที่ขัดขวางรังแกหรือ ทำร้ายเขาตามวิธีที่เขาเห็นสมควร
          การจลาจลและสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นเมื่อไม่มีผู้รักษากฎหมายครับ
          สิ่งที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติควรปฏิบัติโดยเร็วที่สุดจึงได้แก่การกำชับและสั่งการให้ ตำรวจรักษา กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม และโดยไม่ต้องกลัวว่าผู้ละเมิดกฎหมายจะเป็นใครสังกัดพรรคใด
          ถ้าหากเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เพิกเฉย หรือลังเลใจไม่กล้าสั่งการ ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องตัดสินใจเองเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นที่ลำพูนและที่เชียงใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีก และอาจลุกลามไป จนกลายเป็นการใช้กำลังปะทะต่อสู้กัน  ถึงตอนนั้นตำรวจก็จะจำเป็นต้องใช้วิธีปราบจลาจลความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองอาจร้ายแรงกว้างขวางเกินคาด
          สงสารบ้านเมืองเป็นห่วงบ้านเมือง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการรักษากฎหมายและบังคับ ใช้กฎหมายอย่างฉับพลันและเคร่งครัด.

เปิดร่าง "โรดแมปสันติภาพ" ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้

เปิดร่าง "โรดแมปสันติภาพ" ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้

DeepSouthWatch's picture
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW)
 
            การพูดคุยและเจรจาสันติภาพเป็นกระบวนการที่อ่อนไหวและเปราะบาง เพราะคือขั้นตอนของการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ของตัวแสดงในความขัดแย้งจากที่เคยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองมาสู่วิธีการสนทนา ความท้าทายในระหว่างทางนั้นเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฟากฝ่ายจำต้องประสบเป็นธรรมดา สิ่งที่จะเป็นหลักประกันประการหนึ่งของกระบวนการสันติภาพดังกล่าวคือการมีทิศทางที่ชัดเจนและเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งและกระบวนการที่แสดงหาทางออกในแบบนี้ บทเรียนจากความขัดแย้งในที่อื่นๆ สอนเราว่าแผนที่เดินทางเพื่อสันติภาพ หรือ Peace Roadmap เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนให้การพูดคุยและเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้จะมีความหมายต่อผู้คนและมีความมั่นคงเพียงพอสำหรับทางออกซึ่งพอจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย
 
            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาของการริเริ่มพูดคุยสันติภาพที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ทิศทางและความพร้อม การมีทิศทางซึ่งเห็นชอบร่วมกันของคู่สนทนาหรือมีการผลักดันจากฝ่ายต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือที่จะรั้งให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมามีความพยายามจะเสนอแผนที่เดินทางอยู่บ้าง แต่การแสดงบทบาทของเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ชี้ให้เห็นความพยายามผลักดันให้การพูดคุยที่กำลังดำเนินอยู่นั้นยึดโยงกับความกังวลและความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญด้วย สิ่งนี้จะสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักประกันว่าสันติภาพที่ (อาจ) จะก่อเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีฐานรองรับจากประชาชนมากพอ

 
            ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาประชาสังคมชายแดนใต้และเครือข่ายองค์กรในภาคสังคมจำนวนหนึ่งได้ร่วมกันจัดกระบวนการยกร่างแผนที่เดินทางสันติภาพ หรือ “โรดแมปสันติภาพ” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเชิญนักวิชาการด้านสันติภาพคนสำคัญมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความจำเป็นของการมี “โรดแมปสันติภาพ” ในกระบวนการพูดคุยและเจรจาสันติภาพ (คลิกอ่าน “ทำความเข้าใจ ‘แผนที่เดินทางสู่สันติภาพ’และบทบาทของฝ่ายที่สาม”) และจัดให้มีการระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องหลายครั้งเมื่อตอนต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทั่งได้มาซึ่งร่างแผนที่เดินทางที่พร้อมจะเสนอต่อคู่สนทนา ทั้งฝ่ายทางการไทยและฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น
 
            แม้ว่าใจกลางของการจัดทำโรดแมปสันติภาพจะเน้นหนักไปที่ “กระบวนการ” ที่มีประชาชนหลายกลุ่มองค์กรและหลากหลายชาติพันธุ์ศาสนาเข้าร่วม แต่ “เนื้อหา” ของร่างโรดแมปดังกล่าวก็มีความหมายสำคัญที่คู่สนทนาและผู้คนในสังคมควรร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
 
            ดังที่นำมาแสดงให้เห็นในที่นี้
 
 
(ร่าง)
แผนที่เดินทางสันติภาพโดยภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี
ผลจากการระดมความเห็นเครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้
ในวันที่ 4 , 8 และ 10 มิถุนายน 2556
 
1. ภาคประชาสังคมมีการระดมความคิดเห็นจากบุคคลที่หลากหลายกลุ่มและอาชีพ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งมั่นที่จะเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงที่ยืดเยื้อเรื้อรังในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี ภาคประชาสังคมและประชาชนในและนอกพื้นที่ตื่นตัว ตระหนัก และสร้างความหวัง รวมทั้งปรารถนาให้รัฐไทยกับขบวนการ BRN รวมทั้งกลุ่มอุดมการณ์ ผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นๆ มีการพูดคุย/เจรจาสันติภาพเพื่อหาทางออกที่ดีงาม ถูกต้อง และบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ และประเทศชาติ
 
2. ภาคประชาสังคมเห็นว่า กระบวนการสันติภาพนี้ควรวางอยู่บนหลักการการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี 5 ข้อ:
 
(1) ทุกกระบวนการของการสร้างสันติภาพ ต้องเชื่อมโยงและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และสังคมสาธารณะ
 
(2) ทุกฝ่ายควรยอมรับสถานะของคู่เจรจาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
 
(3) เปิดพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นโดยไม่ต้องกังวลต่อความปลอดภัยและการดำเนินทางกฎหมายจากทั้งรัฐและ BRNในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ
 
(4) ภาคประชาสังคมจะเป็นฝ่ายประสานเชื่อมทุกฝ่าย ร่วมกันกำหนดพื้นที่/สร้างตัวชี้วัดในการ “ลดความรุนแรง” และสนับสนุนการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและชอบธรรม
 
(5) สังคมต้องเรียนรู้ เข้าใจ อดทน อดกลั้น และยอมรับความจริงเพื่อหนุนเสริมให้กระบวนการพูดคุยและเจรจาบรรลุข้อตกลงของทุกฝ่าย
 
3. พันธะสัญญา เพื่อให้การพูดคุยเดินหน้าจนบรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยนำความสันติสุขแก่ประชาชน ภาคประชาสังคมจะผนึกกำลังร่วมกันกับทุกฝ่าย แม้ว่าเวทีการพูดคุยจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
 
ข้อเสนอต่อขบวนการ BRN:
 
(1) ต้องสื่อสารและเปิดพื้นที่ทำความเข้าใจให้รัฐและประชาชนในเรื่องความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มเสนอให้เป็นรูปธรรม
 
(2) ร่วมกันเสนอแนวคิดการจัดให้มีช่องทางสื่อสารของบีอาร์เอ็นในการติดต่อประสานงานเพื่อการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ
 
(3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
 
(4) ควรมีแผนที่สันติภาพ (โรดแมป) เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหาทางออกจากความขัดแย้ง
 
(5) ละเว้นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
 
ข้อเสนอต่อรัฐไทย:
 
(1) ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอของ BRN อย่างรอบคอบและสรุปผลเสนอต่อคณะพูดคุย
 
(2) สร้างบรรยากาศสันติภาพให้เป็นรูปธรรมทุกระดับในพื้นที่
 
(3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
 
(4) กำหนดองค์กรให้ชัดในการทำหน้าที่รับฟังความเห็นจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคม
 
(5) หากระบวนการที่ชอบธรรมเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาสันติภาพให้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
 
(6) รัฐต้องมีหน่วยที่สามารถสื่อสารความก้าวหน้าการพูดคุย/เจรจาสันติภาพ
 
(7) ทบทวนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
 
ข้อเสนอต่อประชาชน
 
(1) ควรเรียนรู้ ติดตาม และตรวจสอบกระบวนการสันติภาพให้เท่าทัน ครอบคลุมทุกด้าน
 
(2) ต้องกระตือรือร้นในการเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการสร้างสันติภาพด้วยตัวของประชาชนเอง
 
(3) สร้างและเปิดพื้นที่การพูดคุยและเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมด้วยเครื่องมือที่สร้างสรรค์(ทีม/กระบวนการ) เพื่อสันติภาพให้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
 
(4) ควรเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
 
ข้อเสนอต่อสื่อ
 
(1) สื่อต้องเรียนรู้ และมีองค์ความรู้ในกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนาทักษะการรายงานข่าวสาร ให้ความรู้แก่สาธารณะในการหนุนเสริมกระบวนการพูดคุย/เจรจาให้บรรลุเป้าหมาย
 
(2) สื่อควรมีแนวปฏิบัติของการรายงานข่าวสารที่สอดรับกับบรรยากาศกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่
 
(3) สื่อควรสร้างพื้นที่ของเครือข่ายการพูดคุย โดยใช้แหล่งข่าวหลากหลายกลุ่มได้สนทนาสันติภาพในพื้นที่สื่อด้วยเช่นกัน
 
ข้อเสนอต่อรัฐบาลมาเลเซีย
 
(1) ต้องเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ
 
(2) ยกระดับจาก "ผู้อำนวยการพูดคุย" เป็น “คนกลางในการไกล่เกลี่ย” ร่วมกับประเทศอื่นๆ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย
 
4. บทบาทของภาคประชาสังคมกับการสนับสนุน/หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ มีดังนี้
 
(1) เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมสันติภาพและการเรียนรู้ให้กับองค์กรภาคประชาสังคมทุกเครือข่ายเป็นวัตถุประสงค์สำคัญขององค์กร
 
(2) เสริมสร้างและพัฒนาทักษะกับการทำงานหลักของแต่ละองค์กรให้เชื่อมโยงกับกระบวนการสันติภาพ
 
(3) สร้างกระบวนการทำงาน การติดตามประเมินผล 'โครงการสันติภาพ' ให้เข้มแข็งเป็นเครือข่ายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น
 
(4) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ในการทำงานแต่ละประเด็นให้เป็นกระบวนการเพื่อสร้างโครงข่ายอย่างเป็นระบบ
 
(5) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่เครือข่าย ประชาชนในการสร้าง "สภาวะผู้นำ" ในกิจกรรมสร้างสันติภาพ
 
(6) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายเพื่อสื่อสารภายในและสังคมสาธารณะในผลของการขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
 
(7) ให้องค์กร/ภาคประชาสังคมปฏิบัติการ แถลงการณ์ รณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น
 
(8) ให้องค์กรภาคประชาสังคมผลักดันข้อเสนอเป็นนโยบายสาธารณะและวาระแห่งชาติ
 
(9) ภาคประชาสังคมจะต้องผนึกกำลังและสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อขยายกระบวนการสันติภาพ
 
(10) องค์กร/ภาคประชาสังคม รวมทั้งสถาบันการศึกษา ควรสร้างกระบวนการทบทวนและปรับปรุงการทำงานให้หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ
 
5. องค์กร/ภาคประชาสังคมเสนอกรอบเวลา 3 ปี (นับจากกรกฎาคม 2556/2013 – พฤษภาคม2559/2016) เพื่อให้การพูดคุย/เจรจาสันติภาพเป็นไปทั้งในทางลึกและกว้าง ด้วยการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง โดยแบ่งระยะเวลาเป็นช่วงต่างๆ โดยมีการสร้างกระบวนการสื่อสารธารณะตลอดกระบวนการ ดังนี้
ระยะของกระบวนการพูดคุย ใช้ระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี
(กรกฎาคม 2556/2013 – มิถุนายน 2557/2014)
 
๐ ทั้งสองฝ่ายคู่เจรจาตกลงขั้นตอน / กระบวนการ / ประเด็นการเจรจาภายในสิ้นปี 2556
๐ สร้างความเข้าใจ รณรงค์สาธารณะ/อธิบายการยอมรับการเจรจา
๐ รัฐไทยตอบข้อคำถาม 5 ข้อของขบวนการ BRN
๐ ขบวนการ BRNสร้างความมั่นใจกับรัฐไทย
๐ ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
๐ ลดความกังวลแก่มวลชนทั้งสองฝ่าย
๐ ขบวนการ BRN ต้องขยายความ "ความไม่เป็นธรรม" ให้ทั้งรัฐและประชาชนเข้าใจ
๐ รัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องเปิดพื้นที่และสร้างบรรยากาศกระบวนสันติภาพให้เป็นรูปธรรม ทุกระดับในพื้นที่
๐ ขยายพื้นที่พูดคุยกระบวนการสันติภาพ โดยสร้างเวทีพูดคุยสันติภาพให้ครอบคลุมทุกฝ่าย
๐ เปิดเวทีให้ประชาชนนำเสนอความคิดเห็นและประเด็นต่อรัฐ
 
ระยะยกระดับสู่ "การเจรจา"
 
๐ กำหนดกลไกคณะทำงานในกระบวนการเจรจา อาทิ ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
๐ มีกลไกที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการกับ Track 1
๐ ตั้งคณะที่ปรึกษาร่วมที่มาจากทั้งสองฝ่าย
๐ หารือกรอบข้อตกลงการเจรจา / ประเด็น
๐ ฝ่ายคู่ขัดแย้ง แต่งตั้งตัวแทนการเจรจา
 
ขั้นเจรจา ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี
(มิถุนายน 2557/2014 – พฤษภาคม 2559/2016)
 
๐ มีคณะทำงานย่อยแต่ละประเด็นที่มีการเจรจา เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่บรรลุได้ ได้แก่
            - การลดความรุนแรง
            - 
ข้อตกลงการหยุดยิง การสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย
            - 
การสร้างความเป็นธรรม
            - 
การปฏิรูปฝ่ายความมั่นคง
            - 
การปฏิรูปการเมือง และสิทธิทางการเมือง
            - แก้ไขรัฐธรรมนูญ
            - 
การศึกษา ภาษา อัตลักษณ์ ฯลฯ
๐ ได้กรอบข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ
 
หลังมีกรอบข้อตกลงการเจรจา 1 ปี
 
๐ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการละเมิดกฎการเจรจา โดยมีตัวแทนของภาคประชาชนทุกภาคส่วน
๐ การปฏิบัติ / ติดตามให้ข้อตกลงสันติภาพเป็นรูปธรรม
๐ เกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝ่ายคู่ขัดแย้งทุกพื้นที่
๐ ขยายความเข้าใจแก่สังคมสาธารณะ
 
บันทึกข้อถกเถียง
อนึ่ง มีการถกเถียงที่ยังไม่ลงตัวหลายประการ เช่น คำว่า "ประเทศชาติ" ในที่นี้หมายถึงประเทศใด สันติภาพ ก็ต้องมีนิยาม เพราะแต่ละฝ่ายนิยาม "สันติภาพ" ไม่เหมือนกัน เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ ฝ่ายหลังแตกหนีกระเจิงเหตุมีจำนวนน้อยกว่า เศษขยะเกลื่อนเมือง

เมื่อเวลา 16.30น. วันที่ 14 มิ.ย.2556 หลังจากที่กลุ่มหน้ากากขาวในจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดรวมตัวจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ แต่ระหว่างที่มีการรวมตัวกันบริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ถนนนิมานเหมินทร์ ซอย 13 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มวลชนคนเสื้อแดงกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 กว่า 100 คน ได้เข้ามาปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาวเชียงใหม่ที่มีจำนวน 50 คน โดยเหตุการณ์เริ่มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาขยะใส่กลุ่มหน้ากากขาว และมีการดึงป้ายผ้าที่เขียนว่า "โค่นล้มระบอบทักษิษ" ทำให้เกิดการชุลมุมจนเกิดกากชกต่อยระหว่างคน 2 กลุ่ม แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 คนเข้าห้ามปราบแต่ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้มีการระดมกำลังคนเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยที่กลุ่มหน้ากากขาวได้ถอยร่นเข้าไปอยู่ในอาคารพาณิชย์ของเอกชน เพื่อหลบเลี่ยงการถูกโจมตี แต่เบื้องต้นกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ฝ่าเข้าไปในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และเกิดการชุลมุนชกต่อยกับทางกลุ่มหน้ากากขาวอีกคครั้ง เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตอนนี้ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51ได้นำรถยนต์เข้ามาปักหลักบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และมีการนำเครื่องขยายเสียงแสดงเจตนารมณ์ปกป้องทักษิณ และมีการด่าทอไปยังกลุ่มหน้ากากอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาสิ่งของใส่กลุ่มหน้ากากขาวจนแตกกระเจิง บางส่วนได้วิ่งหลบหนีไปหลบซ่อนอยู่ตามซอยในถนนนิมานเหมินท์ ขณะที่บางส่วนถอยล่นเข้าไปหลบที่ฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ห่างจากจุดปะทะประมาณ 200 เมตร

กระทั่งเกิดการปะทะกันอีกครั้งที่บริเวณเซเว่นอีเลฟเว่นข้างกับฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ถนนนิมานเหมินท์ คาดว่ามีกลุ่มคนหน้ากากขาวได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะเดียวกัน ทางรปภ.ของฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นไม่กลุ่มเสื้อแดงเข้ามา เนื่องจากระหว่าางที่มีการปะทะกันนั้น กลุ่มเสื้อแดงได้ขว้างปาเศษขยะ ขวดน้ำ ขวดแก้ว เข้ามาภายในคอนโดฯ จนทำให้บริเวณด้านหน้าทางเข้าเต็มไปด้วยเศษขยะเกลื่อนกระจัดกระจาย

ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่ย่านถนนนิมานเหมินท์ เนื่องจากมีสายของกลุ่มเสื้อแดง รายงานว่ายังกลุ่มหน้ากากขาวบางส่วนยังหลบซ่อนตัวอยู่ และการ์ดของกลุ่มหน้ากากขาว มีการพกพาอาวุธปืนและจะทำร้ายกลุ่มเสื้อแดง พร้อมประกาศจะปกป้องคนที่ให้ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรีและจ้องจะล้มรัฐบาล

http://www.komchadluek.net/detail/20130614/161025/แดงเชียงใหม่ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ.html#.Ubsxc-eNkwo

หญ้าปักกิ่ง ยืดอายุคนเป็นมะเร็ง

ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษส่วนในประเทศไทย ผู้ป่วยมะเร็งประเภทต่างๆ ดื่มน้ำคั้นจากส่วนเหนือดินของหญ้าปักกิ่งรักษาตนเอง เพื่อช่วยยืดชีวิตและลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบันมานานกว่า 30 ปี 

งานวิจัยหญ้าปักกิ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2532-2537) องค์การเภสัชกรรม (พ.ศ. 2542-2543) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (พ.ศ. 2546) มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และเงินบริจาคจากภาคเอกชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการต้านมะเร็งของหญ้าปักกิ่ง

สารที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหญ้าปักกิ่ง คือ กลัยโคสฟิงโกไลปิด (Glycosphingolipid) ที่มีชื่อว่า G1b ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีขั้วเป็นองค์ประกอบของเซลล์ผิว กลัยโคสฟิงโกไลปิดมีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน พบว่า กลัยโคสฟิงโกไลปิดของเซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติ จึงคาดว่า นอกจากฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงต่อเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่และตับ ระดับปานกลางในหลอดทดลอง G1b อาจมีฤทธิ์ปรับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า G1b เพิ่มอัตราส่วนของ CD 3, 4 : CD 3, 8 ที่ผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพาะเลี้ยงในวันที่ 3 และ 7 จากการตรวจความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของน้ำคั้น พบว่ามีความปลอดภัย

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง หญ้าปักกิ่งส่วนเหนือดิน 100-120 กรัม นำไปแช่น้ำเกลือหรือน้ำด่างทับทิม 10 – 15 นาทีและล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปคั้นน้ำ ด้วยเครื่องปั่นแยกกาก น้ำคั้นที่ได้เทผ่านผ้าขาวบาง และบีบน้ำคั้นออกจากกาก จะได้น้ำคั้นประมาณ 60 มลลิลิตร ให้แบ่งดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ดื่มติดต่อกัน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน เพื่อป้องกันการรับประทานเกินขนาด การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสามารถเตรียมให้ใช้ได้ 2-3 วัน โดยเก็บรักษาน้ำคั้นไว้ในตู้เย็น


ที่มา : รศ. ดร. วีณา จิรัจฉริยากูล/by สาระแห่งสุขภาพ