PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"ประจิน"หารือฑูตเกาหลีใต้

เมื่อ 26 มิ.ย.57 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ./รอง หน.คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ให้การต้อนรับ นายจอน แจ-มัน (H.E. Mr.Joen Jae-man) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย - สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทย - สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่มีความสำคัญมาก แต่จากสถานการณ์ทาง การเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบกับการติดต่อทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศทั้งในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวแต่ภายหลังจากที่ คสช. ได้เข้ามาบริหารจัดการ โดยใช้นโยบายคืนความสุขให้กับประชาชน จึงทำให้บรรยากาศทางการเมืองสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้รายงานให้รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ทราบโดยตลอด และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งก่อนและหลังการเข้ามาของ คสช.

ในการสนทนาหารือครั้งนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้นำข้อเสนอในการที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนชาวเกาหลีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งการชักชวนให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากเหมือนเดิม หลังจากที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ลดลงไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง และได้ยืนยันว่าสาธารณรัฐเกาหลีใต้จะเป็นมิตร ที่ดีกับประเทศไทยตลอดไป

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ที่มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประเทศไทย และ การเข้ามาของ คสช. พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่านโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนของ คสช. มิได้หมายถึงเฉพาะประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทุกคนและทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยด้วย จากการที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์และจะรับไปประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ทั้งในเรื่องของการลงทุน การท่องเที่ยว และการประกอบธุรกิจทั่วไป ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบันประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเวลาพิเศษทางการบริหาร แต่การใช้ชีวิตประจำวันทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ มีความปลอดภัย และมีความสะดวกสบายตามที่ควรจะเป็น จึงขอให้มั่นใจในประเทศไทย และเชื่อใจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในเวลาไม่นานนี้

กกต.ยกคำร้องคัดค้าน ยิ่งลักษณ์ ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ

กกต.ยกคำร้องคัดค้าน ยิ่งลักษณ์ ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ
26 มิ.ย.2557 กกต.ยกคำร้องคัดค้าน”ยิ่งลักษณ์-สมาชิกรัฐสภา”ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ เหตุเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ทุจริต
ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ที่ประชุมกกต.ยังมีมติยกคำร้องกรณีนายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50และพ.ต.ท.สุภวัฒน์ สุปิยะพานิช ขอให้กกต.ตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ส.ส.และส.ว. ที่ร่วมกันเข้าชื่อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.กระทำการเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ เข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้ามในการลงสมัครส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 102 (6) เป็นเหตุให้สมาชิกสภาพการเป็นส.ส.-ส.ว.สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ โดยที่ประชุมเห็นว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดในเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จนต้องนำไปสู่การถอดถอน

จม."จอม เพชรประดับ"ยุติบทบาทสื่อในไทย

จม."จอม เพชรประดับ"ยุติบทบาทสื่อในไทย ก่อนโผล่สัมภาษณ์ "จารุพงศ์"

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 12:12 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"...ข้าพเจ้า..นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ขอยุติบทบาท การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่า คนไทยทั้่งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับคืนมา และจนกว่า ประเทศไทย จะกลับมาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อีกครั้ง.." 
owowqasd
หมายเหตุ "สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org" : เป็นจดหมายเปิดผนึกของนายจอม เพชรประดับ พิธีกรรายการข่าวชื่อดังเมืองไทย ที่ประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อมวลชนในประเทศ อย่างเป็นทางการ ก่อนจะปรากฎตัวสัมภาษณ์พิเศษ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์กรเสรีไทย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา
------------
@ จดหมาย จาก จอม เพชรประดับ......ณ สถานที่อันเงียบเหงา 
เดือนกว่าของการทำรัฐประหาร เป็นความสว่างในตวงตา ที่กลับมาเห็นความจริงของประเทศไทยอย่างเด่นชัดอีกครั้ง
ความจริงที่ว่า คือความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำหรือบุคคลชั้นสูง ซึ่งได้ทำลายอนาคตของคนไทย และประเทศไทยลงไปอย่างน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ความจริงข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกนำมาวิเคราะห์ ไม่เคยนำมาศึกษา ไม่เคยนำมาเพ่งมองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และนำไปสู่การกำหนดอนาคตประเทศว่าจะอยู่อย่างไรในโลกยุคปัจจุบัน 
เป็นความจริงที่พูดคุยกันหลังไมค์ วิเคราะห์กันหลังฉาก ตามเอกลักษณ์ของสังคมไทยที่เป็นสังคมต่อหน้าคือความเท็จ ลับหลังคือความจริง การไม่พยายามศึกษาวิเคราะห์ความเป็นจริงของประเทศ เพื่อนำไปสู่การวางฐานของประเทศให้มั่นคงถาวรในอนาคตนี่่เอง นอกจากจะไม่สามารถทำให้ประเทศไทย เข้มแข็ง แข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว ยังไม่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงภายในประเทศได้ด้วย แม้ว่าเราจะผ่านบทเรียนอันเลวร้าย ผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เจ็บปวดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 
ความเป็นจริงที่เด่นขึ้นอีกครั้งก็คือ กลุ่มชนชั้นสูง หรือ ชนชั้นนำของประเทศไทย ที่ยึดกุมทรัพยากร อำนาจ และความเป็นประเทศไทยไว้ เพียงกลุ่มเดียวหรือเพียงไม่กี่กลุ่มนี้ กำลังอ่อนล้า อ่อนล้าทั้งปัญญา และอ่อนล้าทางร่างกาย จึงเต็มไปด้วยความสับสน และขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง 
อาการหวาดกลัวว่า อำนาจ โภคทรัพย์ และผลประโยชน์ทั้งหลาย ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวยึดถือ ครอบครองมาเป็นเวลานาน กำลังจะถูกแย่งชิง แบ่งปัน หรือยึดครองโดยกลุ่มบุคคลอื่่น หรือ แม้แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เป็นความหวาดกลัวอย่างที่สุดของ บุคคลกลุ่มนี้
การแก้ปัญหาเพื่อขจัดความหวาดกลัวของบุคคลชนชั้นนำเหล่านี้ คือการสร้างหลุมดำขนาดใหญ่ขึ้นในใจกลางประเทศ ด้วยหวังที่จะให้หลุมดำ ดูดกลืนเอาความหวาดกลัวของพวกตนให้หมดสิ้นไป แต่การแก้ปัญหาแบบสิ้นปัญญาเช่นนี้ กลับทำให้ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องมาพลัดตกลงไปในหลุมดำแห่งหายนะนี้ด้วย นี่คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดใจของคนไทย 
การแก้ปัญหาด้วยการ รัฐประหาร จึงเป็นความต้องการของชนชั้นนำผู้มีอำนาจและบุคคลชั้นสูงในสังคมไทย ที่ต้องการจะรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองไว้ให้นานที่สุดเท่่านั้น ไม่ได้หวังที่จะปฎิรูปประเทศให้ คนไทยได้ภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง หรือไม่ได้ต้องการที่ีจะหยิบยื่นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้กับประชาชนแต่อย่างใด 
ดูเหมือนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้สร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ ไม่ได้สร้างอนาคตของประเทศให้สดใส เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต เหมือนอย่างที่ได้โฆษณาเอาไว้แต่อย่างใด 
ดังนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่ใช่เครื่องมือหนึ่งของชนชั้นนำ ที่ออกมาเพื่อ ทำหน้าที่่พิทักษ์ รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ. จะคาดหวังได้อย่างไรว่า คสช.จะนำพาประเทศ ก้าวข้ามหุบเหวแห่งหายนะ หรือ หลุมดำที่ชนชั้นนำสร้างขึ้น เพื่อนำความสงบสุขมาสู่่สังคมไทย 
เกือบ 30 ปีของการ ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เพื่อสะท้อนความจริงของสังคมไทย หลายครั้ง ภาพสะท้อนของสังคมไทยที่ออกจาก กระจกใบนี้ อาจจะพร่ามัว แต่หลายครั้งกระจกใบนี้่ ก็ทำหน้าที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน แม้จะ ถูกกระทำ ย่ำแย่ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจนเกือบจะยืนหยัดอยู่ไม่ได้ 
สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นประชาธิปไตย คือ อุดมการณ์อันสูงสุด ที่ผู้เขียน พยายามรักษาและหวงแหน ในการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ตลอดมาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา 
ถึงเวลานี้ ด้วย อำนาจ ที่มาจากปลายกระบอกปืน อำนาจเผด็จการทหาร ที่ เข้มแข็งรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง คงถึงเวลาที่จะสารภาพว่า ความอดทนอดกลั้น ได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว 
เพราะนอกจากต้องอดทน อดกลั้่น ที่อยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำแล้ว การเห็นภาพประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ออกมา เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคน บนท้องถนน แล้วถูกจับกุม ถูกกระทำย่ำยีอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก ที่ทำมาหากินอยู่บนหลัก สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ 
อีกทั้ง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่ กลับสยบยอม ต่อการทำลายจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพของตนเอง ยิ่งทำให้สะท้อนใจว่า แล้วจะทนอยู่ในฐานะ นักสื่อสารมวลชน ที่ทำตัวเหมือนคนโกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคืนอื่นต่อไปได้อย่างไร 
ณ สถานที่อันสงบเงียบแห่งนี้ จึงขอประกาศดัง ๆ ว่า "ข้าพเจ้า..นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ขอยุติบทบาท การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่า คนไทยทั้่งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับคืนมา และจนกว่า ประเทศไทย จะกลับมาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อีกครั้ง" 
ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจตลอดมา ...... สวัสดีครับ
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก tfn5 

บิ๊กตร.ยันทางการญี่ปุ่นแบน!! ระงับหนุนตำรวจไทยดูงานโคบังจริง

บิ๊กตร.ยันทางการญี่ปุ่นแบน!! ระงับหนุนตำรวจไทยดูงานโคบังจริง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ยกเลิกการสนับสนุนโครงการดูงานตำรวจโคบัง ที่ตร.จะส่งตำรวจไปดูงานเรื่องตำรวจชุมนุมที่ประเทศญี่ปุ่น โดยแหล่งข่าวระดับสูงในตร. เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยตร.มีกำหนดส่งตำรวจไทยไปดูงานตำรวจโคบังที่ประเทศญี่ปุ่น 2 รุ่น รุ่นแรกเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม โดยกำหนดการทางการญี่ปุ่นจะพาไปดูงานตำรวจโคบัง และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจของญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยรุ่นแรก มีการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้เรียบร้อย ไม่สามารถยกเลิกได้จึงเดินทางไปตามกำหนดการ ระหว่างนั้นทางการญี่ปุ่นได้ประสานมาที่ตำรวจไทย แจ้งว่าขอยกเลิกการสนับสนุนการเดินทางดูงานครั้งนี้ โดยให้เหตุผลเรื่องที่ประเทศไทยมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศและไม่สนับสนุนการไม่เป็นประชาธิปไตย โดยขอระงับการสนับสนุนรุ่นที่ 2 ที่กำหนดเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามเป็นช่วงที่คสช.มีนโยบายไม่ให้ข้าราชการเดินทางดูงานต่างประเทศอยู่แล้วโครงการนี้จึงระงับไป
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403782343

ม.จ.จุลเจิม ยุคล :ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 17.13 น.
26 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือพระนามลำลองว่า “ท่านใหม่” เป็นพระโอรสลำดับที่ 4 ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์ 6 ข้อความเมื่อประมาณ 4-5 ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงปลูกบ้าน โดยเป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินแปลงนี้
ข้อความที่พล.ต.ม.จ.จุลเจิมทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์
ผมได้รับทราบเรื่องจากผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระเทพฯ มาว่า ท่านทรงซื้อที่ดินแปลงเล็ก  ในจังหวัดเชียงใหม่ และท่านทรงรับสั่งว่า จะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ
ขอย้ำนะครับ ปลูกบ้าน ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเอง
เหตุที่สมเด็จพระเทพฯ ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดิน ท่านรับสั่งว่าเขาจะได้มายึดไม่ได้ ผมได้ฟังแล้วรู้สึกตีบตันในลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว
สงสารท่านเหลือเกินแล้ว พระบิดาทรงงานหนักเพื่อชาติและประชาชนมาตลอด แต่สุดท้ายจะไม่มีอะไรเหลือ ...
ผมในฐานะปวงชนชาวไทย ขอกล่าวคำสัตย์สาบาน ด้วยชีวิต ณ ที่นี้ว่า ผมจะไม่ยอมให้มัน ไอ้ อี ผู้ใด มากระทำต่อพระองค์เยี่ยงนั้นได้
สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องธำรงอยู่คู่ประเทศไทย ตราบนานเท่านาน
.. ใครเล่าเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง ..

ที่มา : http://www.naewna.com/politic/109940

พลิกปูม ประวัติชีวิต “จอม เพชรประดับ” กับข้อกล่าวหา “อิงแอบคนเสื้อแดง” ?

พลิกปูม ประวัติชีวิต “จอม เพชรประดับ” จากลูกหม้อไอทีวี สู่พิธีกรชื่อดังช่องเอ็นบีที – วอยซ์ทีวี – สทท. กับข้อกล่าวหา “อิงแอบคนเสื้อแดง” ?
PIC-jom-1
สปอร์ตไลต์ทางการเมืองและสื่อแทบทุกแขนงต่างฉายไปที่ “จอม เพชรประดับ” พิธีกรรายการข่าวชื่อดังอีกครั้ง
ภายหลังจากปรากฎตัว สัมภาษณ์พิเศษ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะเลขาธิการองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ถึงที่มาที่ไป และจุดมุ่งหมายในการตั้งองค์กรดังกล่าว เป็นเวลาเกือบ 20 นาที
ด้วยคำถามที่เผ็ดร้อนชนิดถึงพริกถึงขิง !
นอกจากนี้ “จอม” ยังประกาศขอยุติบทบาทการทำหน้าที่สื่อมวลชนในประเทศไทย จนกว่าคนไทยทั้งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับมา พร้อมคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ?
อย่างไรก็ดี นับว่าไม่เหนือความคาดหมายนักที่ “จอม” จะออกมาแสดงท่าทีดังกล่าว เนื่องจากในแวดวงสื่อมวลชน รวมไปถึงประชาชนในสังคมบางส่วนต่างทราบถึงจุดยืนของพิธีกรข่าวรายนี้เป็นอย่างดี
โดย “จอม” มักถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนักข่าวประเภท “อิงเสื้อแดง” มาแต่ไหนแต่ไร ?
จริงหรือไม่ ? สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พลิกปูมประวัติของ “จอม” ไว้นับตั้งแต่บรรทัดต่อไปนี้ 
จอม เพชรประดับ เป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ก่อนจะบินลัดฟ้าไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ดำเนินรายการ  Inside Thai Talk ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NAT TV สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2547 อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง และทำงานสื่อมวลชนในฐานะนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
ทั้งนี้ "จอม" นับว่าเป็นลูกหม้อของไอทีวีตัวจริงเสียงจริง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไอทีวีได้เปลี่ยนเป็นทีไอทีวี
และในช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านเป็นทีไอทีวีนั้น “จอม” บินลัดฟ้าไปสัมภาษณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงฮ่องกง !
และจากบทสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้ “จอม” ถูกปลดออกจากการเป็นนักข่าวทีไอทีวีทันที
ต่อมา “จอม” ได้เข้าสู่ร่มเงาตึกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) หรือช่อง 11 เดิม ในยุคที่มีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คอยดูแล
โดย “จอม” ได้เข้าไปเป็นพิธีกรรายการ “ถามจริง ตอบตรง” โดยเป็นรายการที่เน้นสัมภาษณ์บุคคลในกระแส ณ ขณะนั้น
และหนึ่งในบุคคลที่ “จอม” สัมภาษณ์คือ “ใจลส์ ใจ อึ้งภากรณ์” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีในต่างประเทศ รวมไปถึงการทำสกู๊ปเกี่ยวกับ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” คนขับแท็กซี่ที่ผูกคอตายต้านรัฐประหารในขณะนั้นด้วย
ต่อมาเมื่อสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เปลี่ยนแปลงเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) พร้อมกับการก้าวเข้ามาทำงานของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สทท. ได้มีคำสั่งปลด “จอม” ออกจากพิธีกรรายการข่าว
เนื่องจาก “จอม” ได้รายงานข่าวในช่วงเวลาที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกยึด สทท. อยู่
หลังจากนั้น “จอม” ได้ย้ายไปทำงานในบริษัทของ “โอ๊ค – พานทองแท้ ชินวัตร” ในสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี กับรายการ “ฮ็อต โทปิค – Hot Topic” โดยเป็นผู้สัมภาษณ์บุคคลในกระแสเช่นเดิม
แต่หลังจากนั้นไม่นาน  รายการฮ็อต โทปิค ถูกถอดออกจากผังรายการของวอยซ์ทีวี โดย “จอม” เปิดเผยถึงเหตุผลว่า เนื่องจากรายการให้พื้นที่กับฝั่งตรงข้ามรัฐบาลมากจนเกินควร
แต่ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับกระบวนการคิด และนำเสนอประเด็น โดยเฉพาะมีอยู่เทปหนึ่งที่ “จอม” สัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งขณะนั้นเป็นอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยเทปดังกล่าวถูกบรรณาธิการห้ามนำเสนอ เนื่องจากมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ อย่างไรก็ดี “จอม” แย้งว่า เนื้อหาเทปดังกล่าวไม่มีการพาดพิงเบื้องสูง แต่เป็นความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยเท่านั้น
ต่อมาในช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี “จอม” แบกกระเป๋าเดินกลับบ้านเก่าที่(เคย)แสนดีอย่าง สทท. อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นพิธีกรดำเนินรายการ “ฟันธง” โดยเน้นสัมภาษณ์บุคคลในแวดวงการเมือง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ณ ขณะนั้น
แต่รายการฟันธง ของ“จอม” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า มักเชิญนักการเมือง หรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีลักษณะ นิยมชมชอบรัฐบาล หรือฝ่าย นชป. บ่อยครั้ง เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เป็นต้น
และกรณีล่าสุดที่เชิญ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาสัมภาษณ์สด แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นการอัดเทปแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผู้ใหญ่” สั่งมา กลัวว่าเนื้อหารายการจะกระทบกับการดำเนินงานของรัฐบาล ส่งผลให้ “สมชัย” ไม่พอใจ ยกเลิกการสัมภาษณ์ดังกล่าว
ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางชีวิตการทำหน้าที่สื่อมวลชนของ “จอม” ในช่วงที่ผ่านมา 
ก่อนหน้าที่จะปรากฎตัวสัมภาษณ์ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เลขาธิการองค์กรเสรีไทย ด้วยการชงคำถามสุ่มเสี่ยง แบบชนิดไม่มี ความเกรงกลัว ต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่อย่างใด ?

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สมาคมนักข่าวฯ ไม่สบายใจต่อท่าทีของ คสช. ที่ตั้ง"คณะทำงานติดตามการเผยแพร่ของสื่อต่อสารธารณะ"

สมาคมนักข่าวฯ ไม่สบายใจต่อท่าทีของ คสช. ที่ตั้ง"คณะทำงานติดตามการเผยแพร่ของสื่อต่อสารธารณะ" ชี้ต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ย้ำหลักการพื้นฐานสิทธิเสรีภาพในการรายงานข่าวบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อประชาชน-ประเทศชาติ

นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถีงกรณี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ได้ต้ังคณะทำงานออกเป็น 5 ฝ่าย เพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ว่า สมาคมฯ รู้สึกเป็นกังวลและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งกับกับท่าทีดังกล่าว แม้จะเห็นว่าหน่วยงานของรัฐมีสิทธิในการติดตามการรายงานข่าวสารจากสื่อมวลชนก็ตามแต่ถ้ามีแนวทางปฏิบัตที่ไม่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและกระทบและเป็นอุปสรรคกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ และขอเรียกร้องให้คณะทำงานดังกล่าวมีท่าทีที่ชัดเจนในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

ทั้งนี้สมาคมนักข่าวฯรู้สึกไม่สบายใจต่อกรณีที่เกิดขึ้นกับกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง จากกรณีมีเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางไปที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นในเช้าวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมก้บแจ้งให้ทราบว่ากองทัพได้ทำหนังสือเวียนแจ้งมาไม่ให้เสนอข่าวการเคลื่อนไหวของนักการเมืองบางคน และขอให้กองบรรณาธิการไม่เสนอข่าวดังกล่าวอีกต่อไป โดยทหารบอกว่าจะเตือนไปทุกกองบรรณาธิการ เพื่อไม่ให้เสนอข่าวนี้อีกเช่นกัน ทั้งนี้กองบรรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวยัง ไม่เคยได้รับหนังสือเวียนแต่อย่างใด มีเพียงการโทรศัพท์เข้ามาเท่านั้น

สมาคมนักข่าวฯขอยืนยันในหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนภายใจต้กรอบจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างหนักแน่น และขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกท่านได้ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพที่มีอยู่ และใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นอย่างรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม
สมาคนักข่าวฯจึงจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมในวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 09.30 น.เพื่อปรีกษาหารือกันว่าควรจะมีท่าทีต่อกรณีนี้ต่อไป

อานันท์ ปันยารชุน:ถึงจังหวะปิดเมืองไทยชั่วคราว..เพื่อซ่อมแซม

'ถึงจังหวะปิดเมืองไทยชั่วคราว..เพื่อซ่อมแซม แต่อย่าปิดนาน อย่าหลงอำนาจ' :อานันท์ ปันยารชุนอดีตนายกรัฐมนตรี ยุค รสช.และ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
////
"อานันท์" ชี้คอร์รัปชันภาครัฐเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ชี้คนกลุ่มหนึ่งได้อำนาจมากเกินและไม่หยุดยั้ง ระบุถึงจังหวะปิดเมืองไทยชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม ...

เมื่อวาน(24มิ.ย.57) นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) กล่าวปาฐกถาพิเศษปิดการสัมมนา "Improving Corporate Governance:Key to Advancing Thailand" โดยระบุว่า การคอร์รัปชันในภาครัฐเป็นเรื่องอันตรายที่สุด เพราะมีเงินเกี่ยวข้องมหาศาลจากเงินงบประมาณของประเทศ อีกทั้งรัฐบาลยังควบคุมรัฐวิสาหกิจที่เป็นถุงเงินถุงทองอย่าง บริษัทปตท. ซึ่งด้านหนึ่งมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และอีกด้านก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยรัฐถือหุ้นสัดส่วน 60-70% ขณะที่ กรรมการก็มีแต่ข้าราชการที่อาศัยเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจมาช้านาน ซึ่งขณะนี้ยังมีรัฐวิสาหกิจลักษณะนี้อยู่อีกมาก ...

 "คาดหวังว่าอีก 2-3 สัปดาห์จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น เพราะคณะกรรมการจะมาจากคนภายนอกมากกว่าคนภายใน" นายอานันท์กล่าว ...

 นายอานันท์ กล่าวอีกว่า หากผู้นำไม่คอร์รัปชันเสียเอง การโกงกินหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะน้อย หรือควบคุมรัฐมนครีครึ่งหนึ่งไม่ให้โกงได้ ปัญหาการโกงก็จะน้อยลง แต่ขณะนี้มีการคอร์รัปชั่นลึกกว่านั้นที่เรียกกันว่าคอร์รัปชันทางนโยบาย อย่างเช่นรัฐบาลมีการดำเนินการจัดสรรงบประมาณของกระทรวง ทบวง กรม และกองทัพ เพื่อโฆษณาตัวเอง ซึ่งผู้รับก็จะเป็นสื่อมวลชน สื่อก็ตกเป็นทาส ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอีก ...

 ปัญหาอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่งได้อำนาจมากเกินไปและไม่มีการหยุดยั้ง รวมถึงไม่มีการคานอำนาจทำให้การใช้อำนาจไม่ถูก เห่อเหิม ไม่รู้จักพอ เข้าควบคุมรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งส่งคนของตัวเองเข้ามานั่งเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งประวัติที่ผ่านมาก็ไม่ดี ดังนั้น จึงเห็นว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปรับโครงสร้างอำนาจ ต้องให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ให้มีการแบ่งปันอำนาจ และมีความโปร่งใส ...

 การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการหลอกลวงประชาชน รวมทั้งจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับข้าราชการ ที่ผ่านมาข้าราชการเป็นทาสของเงิน ทาสของอำนาจของผู้ใช้อำนาจ ...

นายอานันท์กล่าวว่า ขณะนี้ถึงจังหวะปิดเมืองไทยชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม (close renovation) แต่อย่าปิดนาน อย่าหลงอำนาจตัวเอง ปิดนานนักหนักอีก ที่ผ่านมาฝ่ายจัดการ(คสช.)ถือว่าใช้ได้ แต่อนาคตยังไม่แน่นอน ที่สำคัญคือการเอาคนอื่นเข้ามาร่วมด้วยที่ไม่ใช่พรรคพวกเดียวกัน ...

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยหลาย 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังทั้งการป้องปรามและเอาผิดด้านกฎหมายเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้เบาบางลง เช่น สิงคโปร์ที่เคยเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชันสูง ปัจจุบันก็ลงน้อยลงมา สวนทางประเทศไทยที่มีคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น ...

กรณี EU มีมติระงับความร่วมมือกับไทย


ตามที่สหภาพยุโรป (EU) มีมติระงับความร่วมมือกับไทย หลังจากที่ได้ประชุมคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย เมื่อ 23 มิ.ย.57 ณ กรุงลักเซมเบิร์ก โดย EU ได้แสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่กระบวนการด้านประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ยังถูกคุมขังทางการเมืองทั้งหมดนั้น
เมื่อ 24 มิ.ย.57 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญนายเฆซูส มิเกล ซานส์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมาหารือ พร้อมกับแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการหารือ สรุปได้ดังนี้.-
* ประเทศไทยผิดหวังต่อการออกมาตรการเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยของ EU ที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินการล่าสุดของฝ่ายไทย รวมทั้งไทยผิดหวังที่แถลงการณ์ของ EU แสดงความไม่มั่นใจต่อแผนการ 3 ขั้นตอน (Roadmap) ของ คสช. และในฐานะมิตรประเทศ EU น่าจะแสดงความเข้าใจกับสิ่งที่ไทยได้พยายามดำเนินการอยู่
* การระงับการเยือนระดับสูง และ การไม่ลงนามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Partnership and Cooperation Agreement – PCA) ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่ง EU ควรคำนึงถึงผลประโยชน์กับไทยในระยะยาว
* ขอให้ EU พิจารณาทบทวนการดำเนินมาตรการต่างๆ ในโอกาสแรก และ ควรรักษาปฏิสัมพันธ์กับไทย เพื่อขยายความร่วมมือต่อไป โดย EU ควรตระหนักถึงศักยภาพด้านต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งยังคงมีบทบาทที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และคำนึงว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างรอบด้านและยาวนาน
ในส่วนท่าทีของเอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ยืนยันว่า มาตรการที่ออกมาเป็นเพียงการจำกัดเฉพาะบางด้าน มิใช่การคว่ำบาตร ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยว ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่เกี่ยวข้องกับการทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) EU ยังเห็นความสำคัญของไทย และคาดหวังบทบาทสำคัญของไทยในอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมระดับรัฐมนตรีของอาเซียนและ EU ในเดือน ก.ค.57 นี้ ประเทศไทยยังคงเข้าร่วมประชุมตามปกติ

สรุปสถานการณ24มิ.ย.2557

สรุปสถานการณ์ความเคลื่อนไหว24ชม
วันที่24 มิ.ย. 57ที่ผ่านมา
00.10 น.​ตำรวจ จ.ชลบุรี-สภ.พัทยา แถลงข่าวจับอาวุธปืน-ยาเสพติด พบอาวุธปืน-กระสุนหลายรายการ
01.52 น.​กปปส.เตรียมจัดระดมทุนทุกวันเสาร์ ใช้เยียวยามวลชนผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจากการชุมนุม ศึกษาปฏิรูปประเทศ ด้าน “ชัย ราชวัตร” นั่งกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชน
03.30 น.​พบเสื้อเกราะกันกระสุน 22 ตัว ถูกทิ้งในคลองย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี
05.42 น.​​จารุพงศ์ฯ ออกแถลงการณ์ ฉ.1 ผ่านยูทูป ประกาศตั้ง “องค์กรเสรีไทย” ต้านรัฐประหาร ปลุกคนไทยทั่วโลกลุกขึ้นสู้(เสรี หรือ ขี่ข้าไทย) 
06.10 น.​วาด รวี (กลุ่มไม่เอาเจ้า) พร้อมสมาชิกพรรคกวีมันสูญ ทำกิจกรรมรำลึกวันเปลี่ยนแปลงการปกครองวางดอกไม้ที่หมุดคณะราษฎร-ลอยลูกโป่งขึ้นฟ้า
08.00 น.​ทหาร-ตำรวจ รวบนายนัฐพลฯ หนุ่มส่งเอกสาร ซุกM16-กระสุน 110 นัด ไว้ในบ้านย่านบางกอกน้อย
10.30 น.​กต. แสดงความผิดหวัง EU ออกมาตรการลดระดับฝ่ายเดียว เรียกร้องอย่าด่วนสรุปสถานการณ์ไทย ติดตามการปฏิบัติตามโรดแมป คสช.3ขั้น นำประเทศกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย
10.37 น.​“เอื้อง สาลินี” ฉุนฝรั่งบอยคอตไทย ลั่น งดช็อป “ไวน์-สินค้าแบรด์เนม” ของอียู
11.12 น.​ป.ป.ช. นัดเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน-หนี้สิน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ หลังพ้นตำแหน่ง ต่อสาธารณชน 27 มิ.ย.-11 ก.ค. นี้
11.18 น.​ศ.ศิวลักษณ์ ยกย่อง “คสช.” เหนือก “รสช.” ไม่โกง-ทำงานเร็ว แนะเพิ่มความกล้าหาญทางจริยธรรม
11.20 น.​นิด้าโพล เผย ปชช.เสนอลงโทษนักการเมืองซื้อเสียง จำคุก-ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต แนะยึดทรัพย์ ขรก.3เท่า หากพบคอร์รัปชั่น
11.30 น.​ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้อง คดีเขื่อนไซยะบุรี ให้5หน่วยงานปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย
13.00 น.​คสช. ปล่อยตัว “เปิ้ล-กริชสุดา” แล้ว ด้านนายอภิรัตน์ ศรีปัศเมษ แฟนหนุ่มและลูกน้องแกนนำเสื้อแดงภาคตะวันออก ถูกคุมตัวไปกองปราบฯ ดำเนินคดีเกี่ยวพันอาวุธปืน
13.02 น.​พล.อ.ประยุทธ์ฯ ยืนยันทำงานได้แม้สหรัฐและยุโรปคัดค้าน ย้ำแก้ไขปัญหายึดศักดิ์ศรีประเทศ
13.44 น.​ปธ.สภาธุรกิจตลาดทุนฯ ชี้ EU คว่ำบาตรไทย กระทบส่งออกแค่ 10% คาดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช่วยชดเชยส่วนการค้า
13.54 น.​ตร.ภูธรภาค 4-พล.ร.3 จับอดีตพลทหารพร้อมอาวุธสงครามจำนวนมาก เชื่อมโยงขบวนการขอนแก่นโมเดล เร่งขยายผล 
13.57 น.​ปลัด ก.ต. ขอตรวจสอบกรณี “จารุพงศ์ฯ” ตั้งขบวนการเสรีไทย
14.14 น.​พบถุงดำ บรรจุระเบิด-ปืนอาก้า ทิ้งป่าละเมาะ ใกล้สุสานมูลนิธิสว่างพรกุศล จ.ระยอง จนท.เข้าเก็บกู้
14.30 น.​สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ฯ รวบ2พ่อค้ายาเสพติด-อาวุธสงครามแก๊งตามาร พร้อมของกลาง
14.47 น.​คตช.-กก.สอบปมลอบขุดน้ำมัน บุกตรวจบ่อน้ำมันเพชรบูรณ์ พบซื้อที่ ส.ป.ก.4-01 9ไร่ดูดน้ำมันดิบ
15.02 น.​โฆษก คสช. เผย พล.อ.ประยุทธ์ฯ ขอแก้ปัญหาประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป
15.06 น.​​ศาลแขวงสมุทรปราการ สั่งจำคุก “เสี่ยเปี่ยง” คนสนิททักษิณฯ 6ปี ปรับ12,000 บาท ยักยอกข้าว2หมื่นตัน

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“โรส-ปวิน” โพสต์เย้ย คสช. เผยถือพาสปอร์ต “อังกฤษ-ญี่ปุ่น”

“โรส-ปวิน” โพสต์เย้ย คสช. เผยถือพาสปอร์ต “อังกฤษ-ญี่ปุ่น”
แนวร่วมเสื้อแดง-หมิ่นเจ้ายังลอยนวล “โรส-ปวิน” โพสต์เฟซบุ๊กเย้ย คสช. ระบุถือพาสปอร์ตอังกฤษ-ญี่ปุ่น เดินทางไปไหนได้สะดวกสบาย
หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกหมายเรียกแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งให้มารายงานตัว แต่กลับมีการขัดคำสั่งและหลบหนีจนทำให้ในเวลาต่อมาศาลทหารได้ออกหมายจับ โดยบางส่วนอาศัยและพำนักอยู่ในต่างประเทศ อย่างเช่น นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งอาศัยอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น และ น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส ลอนดอน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจับกุม ซึ่งอาศัยอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ช่วงเที่ยงวันนี้ (24 มิ.ย.) นายปวิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ระบุว่า ตนเองได้รับเชิญจากกระทรวงต่างประเทศและอังกฤษให้ไปพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กรุงลอนดอนแต่ตนเองไปไม่ได้ แต่ตอนอาจจะสไกป์เข้าไปแทน
นอกจากนี้ วานนี้ (23 มิ.ย.) นายปวินยังได้โพสต์ภาพตนเองใส่เสื้อโปโลสีแดงถือพาสปอร์ตญี่ปุ่น ปกสีแดง พร้อมกับเขียนข้อความว่า “มีวันนี้เพราะพี่ให้....”
ด้าน น.ส.ฉัตรวดี หรือโรส ซึ่งพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ออกมาให้ข่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่าขณะนี้ น.ส.ฉัตรวดียังถือสัญชาติไทย และอยู่ระหว่างการขอเปลี่ยนไปถือสัญชาติอังกฤษ หากถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง ทางการอังกฤษจะต้องส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย แต่หากทางการอังกฤษอนุญาตให้เปลี่ยนสัญชาติก็จะเป็นขั้นตอนการประสานผ่านทางอัยการสูงสุดขอให้ทางประเทศอังกฤษส่งมอบตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ก็ได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเช่นกัน
ทั้งนี้ น.ส.ฉัตรวดี โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก Chatwadee Rose Amornpat ระบุว่าตนเองพักผ่อนอยู่ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษ....-ผู้จัดการออนไลน์

“จารุพงศ์-เจ๊เพ็ญ” ออกแถลงการณ์ตั้ง “องค์กรเสรีไทย” สู้ คสช.





 วันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลา 05.42 น. ทางเฟซบุ๊ก “องค์กรเสรีไทย” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ว่า
       
       “พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน ขณะนี้ประเทศไทยของเราได้คืนสู่ระบอบเผด็จการสุดขั้วอีกครั้งหนึ่ง ระบอบทหารที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายไทยและกฎหมายสากลเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างอุกอาจ โดยปฏิบัติไม่ต่างจากโจรที่เข้าปล้นทรัพย์ ต่างแต่ว่าทรัพย์นี้คืออำนาจอธิปไตย และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ การกระทำครั้งนี้จึงถือว่าละเมิดหลักนิติรัฐ-นิติธรรม หลักประชาธิปไตย และยังทำลายย่ำยีสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นับเป็นอาชญากรรมอันใหญ่หลวงต่อประชาชนชาวไทย การโฆษณาว่าพวกเขาต้องกระทำการยึดอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำสัญญาว่าจะคืนความเป็นปกติสุขให้กับสังคมไทย แท้จริงแล้วก็คือ การโกหกหลอกลวงขนานใหญ่เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นปิศาจอสุรกายเป็นเทวดาอารักษ์ จนท้ายที่สุดก็หวังให้เห็นว่าระบอบเผด็จการดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้นำเผด็จการของโลกและของไทยพยายามปลูกฝัง แต่ประสบความล้มเหลวเรื่อยมา
       
       ประชาชนไทยผู้ตาสว่างที่ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และยอมรับในวิวัฒนาการทางสังคม จึงต้องประกาศปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหาร ตลอดจนผลพวงใดๆ ของการรัฐประหารในครั้งนี้โดยสิ้นเชิง คณะ คสช.ที่ร่วมมือกับเผด็จการซ่อนรูปอื่นๆ
       
       ในเประเทศไทยขณะนี้ ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่จะนำพาประเทศไปสู่สันติสุขและความปรองดองได้เลย เพราะพวกเขานั่นเองที่ได้ร่วมกันสมคบคิดและวางแผนก่อความวุ่นวายไปทั่วประเทศ และลักลอบ สนับสนุนขบวนการโค่นล้มทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนตั้งแต่ต้น เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในสภาพรัฐล้มเหลว วงจรประชาธิปไตยหยุดชะงัก และใช้ผลพวงที่พวกเขาได้วางแผนกระทำมาตลอด เป็นเงื่อนไขประกาศการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน การกระทำของคณะรัฐประหารและเครือข่ายดังกล่าวนี้จึงถือเป็นอาชญากรรม ที่ได้สร้างความแปดเปื้อนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย
       
       เราขอประณามการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยและชาวต่างประเทศ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนประเทศไทยขณะนี้ได้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว แม้ในอนาคตอันใกล้คณะทหารจะถ่ายโอนอำนาจไปสู่หุ่นเชิดในรูปแบบใดๆ ก็ตาม แต่กลไกที่ทำลายความก้าวหน้าของประเทศชาติ และวงจรอุบาทว์นี้ก็ยังคงกดทับย่ำยีอำนาจอธิปไตยของประชาชนอยู่ต่อไป เราจึงต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อทวงคือสิทธิเสรีภาพ และระบอบประชาธิปไตยให้กลับมาเป็นรากฐานของสังคมไทยต่อไป เพื่อให้เจตนารมณ์ของประชาชนไทย ที่จะล้มล้างอำนาจอันชั่วร้ายให้หมดสิ้น แล้วสถาปนาระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ใช้ และเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์ให้เป็นจริงให้จงได้
       
       เราจึงขอปฏิเสธอำนาจเผด็จการของคณะ คสช. และผลพวงทั้งปวงที่จะตามมา และขอประกาศจัดตั้ง “องคก์รเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” หรือ “The Organisation of FreeThais for Human Rights and Democracy (FT-HD)” ขึ้นในเวลาย่ำรุ่ง ของวันอังคารที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 เพื่อให้องค์กรนี้รองรับแนวความคิดและปฏิบัติการทุกชนิดของผู้ที่มีความมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ประชาธิปไตย จากทั่วทุกมุมโลกร่วมกัน โดยที่แนวความคิดและการปฏิบัติการนั้นๆ จะต้องไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายสากล และไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ
       
       “เสรีไทย” เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งในสำนึกทางประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนความใฝ่เสรีภาพ และรักศักดิ์ศรีของสามัญชนไทยได้เป็นอย่างดีจึงถือเป็นชื่อมงคล เหมาะแก่การทำหน้าที่ประสานการต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของประชาชนไทยจากทุกมุมโลก ดังที่บรรพบุรุษของไทยได้เคยกระทำการมาแล้ว
       
       ข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จึงได้มีมติร่วมกันในการจัดตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการก่อตั้ง ดังต่อไปนี้
       
       1. ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอำมาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 2. ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของสังคมไทย 3. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพ และสันติภาพ 4. ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม 5. ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย 6. พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล
       
       นับแต่บัดนี้ไป ให้ถือว่า “องคก์รเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการต่อสู้ของประชาชนทุกฝ่ายที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และโค่นล้มระบอบเผด็จการไทย
       
       ประกาศ ณ ย่ำรุ่ง วันอังคารที่ 24 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2557
       
       ลงชื่อ
       นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
       เลขาธิการ”
       
       โดยก่อนหน้านี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ในฐานะตำแหน่งเลขานุการบริหารองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษด้ว