PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

2 บริษัทจัดอีเวนท์“คืนความสุข”เมืองนนท์ 20 ล. “หุ้นใหญ่”ร่วมธุรกิจ“บิ๊กป๊อก”

2 บริษัทจัดอีเวนท์“คืนความสุข”เมืองนนท์ 20 ล. “หุ้นใหญ่”ร่วมธุรกิจ“บิ๊กป๊อก”

สาวลึก 2 บริษัทรับงานอีเวนท์-พีอาร์ท่องเที่ยวคืนความสุข ปชช. สนง.จังหวัดนนท์ 20 ล. พบ “หุ้นใหญ่”ทำธุรกิจรับเหมา “อนุพงษ์ เผ่าจินดา”ร่วมเป็น กรรมการปี 55-57 “บิ๊กป๊อก”เซ็นค้ำประกันหนี้ 258.9 ล้าน

กรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ผู้รับเหมาจัดงานโครงการลูกท่งแสนสุขจังหวัดนนทบุรี ปี 2557 (คืนความสุขประชาชนบริเวณท่าน้ำนนท์) โดย สำนักงานจังหวัดนนทบุรี สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าจ้าง บริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด วงเงิน 10 ล้านบาท เมื่อ 11 ก.ย. 57 และ โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเพณีและวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรีผ่านสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อดิจิตอลประจำ ปี 2557 โดย บริษัท อาร์เอ็นวีซัพพลาย จำกัด เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 10 ล้านบาท 12 ก.ย. 57 ซึ่งทั้งสองบริษัทมีกรรมการและผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน คือ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ และ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ (อ่านประกอบ: จว.นนท์จ้าง 2 บริษัทจัดอีเวนท์-พีอาร์ท่องเที่ยว 20 ล.-พบผู้ถือหุ้น“กลุ่มเดียวกัน”)

ล่าสุดพบว่าเอกชนทั้งสองรายเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใน บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด มี ชื่อ “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นกรรมการ

ทั้งนี้ บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด เดิมชื่อ บริษัท แอล.เอ.โอ. กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนวันที่ 7 ก.ค.42 มีนายวิสูตร เอี้ยวศิริกูล นายเอกชัย เอี้ยวศิริกูล นายสรศักดิ์ เอี้ยวศิริกูล นายชาญชัย พาณิชยาภรณ์ นายพัลลภ กิมแห เป็นผู้ก่อตั้งและร่วมกันถือหุ้น

10 ม.ค.50 บริษัทดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด มี นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ และ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เป็นกรรมการ สำนักเลขที่ 187/1 หมู่ที่ 1 ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม
11 ก.ย. 55 นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ ลาออก จากกรรมการ “นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นกรรมการ แทน ร่วมกับ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ สำนักงานเลขที่ 311/3 หมู่ที่ 3 ต.ลำพยา อ.เมือง จ.นครปฐม

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯนั้น ได้กรอกข้อมูลกรรมการเข้าใหม่ว่า "นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา (มิได้ระบุว่ายศ พลเอก)อายุ 63 ปี สัญชาติไทย อยู่บ้านเลขที่ 77/19 หมู่ที่ 7 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ" มีนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เป็นกรรมการผู้จดทะเบียนต่อสำนักงานนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดนครปฐม เมื่อ 1 ต.ค.55

20 ธ.ค.55 นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ ลาออกจากกรรมการ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ เข้ามาเป็นกรรมการแทน ร่วมกับ นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา

9 ก.ค.57 นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา ลาออก และนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เข้ามาเป็นกรรมการแทนร่วมกับ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ (หลังรัฐประหาร) มีนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ และ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ ถือหุ้นใหญ่

จากการตรวจสอบพบว่า ที่อยู่ของ“นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา” เลขที่ 77/19 หมู่ที่ 7 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ตามที่ระบุว่าในเอกสารกรรมการ บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด
เป็นที่อยู่เลขที่เดียวกับ ที่อยู่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตามแจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามที่ยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 4 ก.ย.57

และจากการตรวจสอบพบว่า ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ แจ้ง ป.ป.ช. มีหนี้สินค้ำประกัน ให้กับบริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด ในวงเงิน 258,940,000 บาท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 (อ่านประกอบ:เจาะกรุสมบัติ 3 นายพล “บูรพาพยัคฆ์”เบ็ดเสร็จ 253 ล้าน)

ทั้งนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนนทบุรี วันที่ 19 ก.ย.57 รายงานว่า จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว จัดโครงการลูกทุ่งแสนสุข จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2557 ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างกระแสและจูงใจให้ประชาชนมีความรักสามัคคีปรองดอง เน้นจัดกิจกรรมบันเทิงในรูปแบบคอนเสิร์ตลูกทุ่ง เมื่อ 19 กันยายน 2557 ณ ลานหน้าท่าน้ำนนท์ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น. กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปิน ดารา นักร้อง อาทิ แช่ม แช่มรัมย์ ยิ่งยง ยอดบัวงาม อาภาพร นครสวรรค์ การออกร้านจำหน่ายสินค้ามากมาย ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเที่ยวงานในครั้งนี้โดยทั่วกันและมีแผนจัดอีกหลายจังหวัด

เบื้องหลังประวิตรไปจีน ดีลเศรษฐกิจของสมคิด

 เบื้องหลังประวิตรไปจีน ดีลเศรษฐกิจของสมคิด


CC 192
สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ – แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะลงทุนตั้งโต๊ะแถลงข่าวทันทีที่ลงเครื่องกลับมาจากประเทศจีนว่า การเดินทางไปจีนของตนและคณะไม่ได้มีการพบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจีนพร้อมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงเดียวกับที่ พล.อ.ประวิตรและคณะเดินทางไปถึง
แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายก็ยังไม่เชื่อ
ก่อนหน้านั้น ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ออกมาปฏิเสธแทน “พี่ป้อม” ซึ่งกำลังอยู่ในจีนว่า ไม่มีการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน
แต่ก็ยังเอาไม่อยู่กับความแรงของกระแสข่าวการพบกันและความเชื่อว่ามีการพบกันจริง
ทำไมกระแสข่าวนี้จึงถูกเชื่อว่าเป็นจริง
ประการหนึ่ง เป็นเพราะมี “สัญญาณปรองดอง” ระหว่าง คสช. กับขั้วทักษิณเกิดขึ้นมากมายและเด่นชัดจนรู้สึกได้นับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา โดยฝ่ายหนึ่งมอบ “ดอกไม้ที่ปลายปืน” ให้หลายดอก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มอบดอกไม้กลับไปให้หลายดอกเช่นกัน
สัญญาณปรองดองที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเชื่อว่า ได้มีการพูดคุยตกลงกันในทางลับระหว่างสองฝ่ายแล้ว และน่าจะมีการพบปะกันระหว่างบุคคลสำคัญของสองฝ่ายในไม่ช้า ดังนั้น พลันที่ พล.อ.ประวิตร ไปจีนในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในจีน ความเชื่อว่ามีการพบกันระหว่างทั้งสองคนจึงเกิดขึ้นทันที เพราะ พล.อ.ประวิตร คือ “พี่ใหญ่” ของ คสช. ขณะที่อีกฝ่ายก็พร้อมหน้าทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์ แถมยิ่งลักษณ์เลื่อนกลับไทยด้วย เหมือนรอประวิตร ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ประการสอง แม้จะไม่เป็นประเด็นออกมาอย่างชัดแจ้ง แต่การที่คณะของ พล.อ.ประวิตร มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร่วมคณะไปด้วย ก็ทำให้เกิดความเชื่อลึกๆแบบสนิทใจของคนจำนวนไม่น้อยว่ามีการพบปะกันจริง เพราะนายสมคิดคือลูกน้องเก่าของทักษิณ และสังคมส่วนหนึ่งก็เชื่อว่านายสมคิดยังเป็นคนของทักษิณและมีสัมพันธ์กับทักษิณอยู่ การร่วมคณะไปของนายสมคิดคือการเป็นตัวเชื่อม ทั้งที่ในความเป็นจริงนายสมคิดอาจตัดขาดจากทักษิณแบบไม่เผาผีมานานแล้ว แต่สังคมส่วนหนึ่งก็เลือกที่จะเชื่อว่าทั้งสองคนยังมีสัมพันธ์กันในทางลึก แม้แต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคนก็เชื่อเช่นนั้น
ทั้งสองประการคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อว่ามีการพบกันจริง ซึ่งจะไปโทษสังคมก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง หากมีอะไรที่ทำให้สงสัยหรือเข้าเค้าก็ต้องเชื่อไว้ก่อน
นอกจากนี้ การปล่อยข่าวของบางฝ่ายก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่และน่าเชื่อยิ่งขึ้น บางฝ่ายที่ว่าคือ ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการ “ซูเอี๋ย” กันระหว่างสองฝ่าย แต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันต่อไปและเปิดศึกกันอีกครั้ง
ยังดีที่ไม่มีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประวิตร เคยลั่นไปยังประธาน สนช.ว่า ต้องไม่มีการถอดถอนสองอดีตประธานสภา เพราะถ้าถอดถอนจะยุ่งไปกันใหญ่ และคุยกันไม่รู้เรื่อง
หาไม่แล้ว ก็คงเชื่อกันทุกคนว่า พล.อ.ประวิตร ไปพบกับทักษิณจริง
ทว่า มีความจริงด้านลึกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครพูดเกี่ยวกับการเดินทางไปจีนครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ทันทีว่าไม่ได้ไปเพื่อพบทักษิณ แต่เป็นการเดินทางไปเจรจาเรื่องเศรษฐกิจกับทางการจีน ทั้งเรื่องการซื้อข้าว ยางพารา และการสร้างทางรถไฟ
ความจริงก็คือ ดีลไปจีนครั้งนี้เป็นดีลของนายสมคิดที่ต้องการช่วย คสช.และรัฐบาลในปัญหาด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่ดีลการทหารหรือการเมืองของ พล.อ.ประวิตรแต่อย่างใด
โดยนายสมคิดได้ขอ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปจีนเพื่อสานต่อการเจรจาให้จีนซื้อข้าวและยางพารา และพูดคุยเรื่องโครงการก่อสร้างทางรถไฟจากอีสานตอนบนมายังระยอง เพื่อเชื่อมต่อกับลาวและจีน แต่นายสมคิดบอกว่าไปเองคนเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีสถานะในรัฐบาล และเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าคณะ
นายสมคิดไม่เสนอ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ เพราะมีความไม่ลงรอยกันและแข่งขันกัน
นี่เองที่ทำให้การไปจีนครั้งนี้ดูผิดปกติและถูกตั้งข้อสงสัยอีกประเด็น เพราะแทนที่จะมีรองนายกฯด้านเศรษฐกิจเป็นหัวหน้าคณะ แต่กลับมี พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าคณะ
หรือหากเลือก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะ ก็คงไม่มีประเด็นการเมืองเกิดขึ้น
นายสมคิดพลาดตรงนี้เอง
ตั้งใจสร้างผลงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล แต่คิดหลายชั้นไปหน่อย เลยเป็นเรื่อง
ข่าวซีฟ // เบื้องหลังประวิตรไปจีน ดีลเศรษฐกิจของสมคิด
โดย – อาทิตย์ สิงหา
3 พฤศจิกายน 2557

บริษัทรับซื้อที่ดินพ่อ“ประยุทธ์”600 ล.“หุ้นใหญ่”ตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิน

บริษัทรับซื้อที่ดินพ่อ“ประยุทธ์”600 ล.“หุ้นใหญ่”ตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิน

แกะรอยบริษัทรับซื้อที่ดินพ่อพล.อ.ประยุทธ์ 9 แปลง 50 ไร่ 3 งาน 600 ล้าน “หุ้นใหญ่”เป็นตู้ ป.ณ.ตั้งอยู่บนเกาะบริติชเวอร์จินฯก่อนเพิ่มทุนโอนให้เครือข่ายเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี จดทะเบียนจัดตั้ง ก่อนทำสัญญาซื้อขาย 7 วัน

สืบเนื่องกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ก.ย.57 ระบุว่า พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดาได้ขายที่ดินในแขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ จำนวน 9 แปลง เนื้อที่ 50-3-08 ไร่ ให้แก่ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวนเงิน 600 ล้านบาท เมื่อ 9 พ.ค.56 โดยผู้ซื้อได้ซื้อเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามที่สำนักข่าวอิศรารายงานข่าวก่อนหน้านี้ (อ่านประกอบ:เปิดหนังสือ“ประยุทธ์”รับเงินขายที่ดินมรดกพ่อ 9 โฉนด 540 ล้าน)

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า หลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ “ผู้ถือหุ้นใหญ่”ในบริษัทดังกล่าวมีที่อยู่ในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ และเชื่อมโยงกับธุรกิจของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และธุรกิจเครื่องดื่มแสนล้าน

ทั้งนี้ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 2 พ.ค.56 ทุน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 20/164 หมู่บ้านอิ่มอัมพร 2 หมู่ที่ 11 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ขณะจดทะเบียนมีหุ้นใหญ่ 4 รายคือ

1.บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด (บริษัทนี้มีนายศราวุธ เทียนสุวรรณ ถือหุ้น 100%) จำนวน 49,000 หุ้น
2.นายไพโรจน์ จาตุรแสงไพโรจน์ 30,000 หุ้น
3.นายประมวล ศรีรัตนา 11,000 หุ้น และ
4.นายศราวุธ เทียนสุวรรณ 10,000 หุ้น
รวมทั้งสิ้น 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท นายศราวุธ เทียนสุวรรณ นายประมวล ศรีรัตนา และนายไพโรจน์ จาตุรแสงไพโรจน์ เป็นกรรมการผู้ขอจดทะเบียน

16 พ.ค.56 วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ ทรัส (บี.วี.ไอ.) ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ แซมเบอร์ ,ตู้ ป.ณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทล่า , บริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ จำนวน 49,000 หุ้น (รับโอนมาจาก บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด)

21 มิ.ย.56 ได้เพิ่มทุนเป็น 200 ล้านบาท วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 9,800,000 หุ้น จากทั้งหมด 10 ล้านหุ้น บริษัทได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้ง สำนักงานเลขที่ 195 เอ็มไพร์ทาวเวอร์ ชั้น 54 ถ.สาธรใต้ กรุงเทพฯ

ต่อมาได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 628 ล้านบาท มีบริษัท นครชื่น จำกัด ถือหุ้นใหญ่ 62,799,998 หุ้น จาก บริษัท ยอดกิจธุรกิจ จำกัด และ บริษัท พรนวภัณฑ์ จำกัด (ที่ตั้งเลขที่ 195 เอ็มไพร์ทาวเวอร์ ชั้น 54 ถ.สาธรใต้ กรุงเทพฯ) รายละ 1 หุ้น รวมทั้งหมด 62,800,000 หุ้น มีนายมนตรี ศรีสกุลเมฆี นายพิชัย กนกพิชญไกร นายขวัญชัย ชูเกียรติขจรเดช น.ส.อัญชุลี เตมีรักษ์ เป็นกรรมการ

จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการบริษัทในเครือทีซีซีแลนด์ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี

ทั้งนี้ บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด จดทะเบียนวันที่ 1 มีนาคม 2556 ทุน 5 ล้านบาท ประกอบกิจการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค และเครื่องมือทางการแพทย์ 20/164 หมู่ที่ 11 หมู่บ้านอิ่มอัมพร 2 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร นายศราวุธ เทียนสุวรรณ ถือ 499,998 หุ้น (99.99%) นายประมวล ศรีรัตนา นางอรวรรณ ซื่อตรง คนละ 1 หุ้น

นายศราวุธ เทียนสุวรรณ เป็นคนใกล้ชิดนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทนับสิบแห่ง อาทิ บริษัท ทรงวาดริเวอร์ไซด์ จำกัด บริษัท รัตนคีรี จำกัด บริษัท ทองพสุ จำกัด บริษัท ทองพสุ จำกัด บริษัท นิมิตสุโขทัย จำกัด เป็นต้น

น่าสังเกต จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทก่อนทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ประมาณ 7 วัน
http://www.isranews.org/…/inves…/item/34089-prayut_907.html…

บิ๊กตู่ขู่เชือดไก่ให้ลิงดู

เชือดนิ่ม...นิ่ม แต่กระเทือน ทั้งยวง ลุงตู่ พูดชัดเจน ว่าจะเอาจริง อาจต้องเชือดไก่ให้ลิงดูเป็นตัวอย่าง
1. สั่งสื่อ "ลด " ....ภาษาการทูตนะเฟ้ย แปลว่า NO หรือ "หยุด" เสนอภาพ "ทักษิณ " เพื่อลดความขัดแย้ง ตามด้วยคำขู่ว่ายัง "ไม่ต้องการใช้กฏหมาย หรือความรุนแรง "
2. สำทับ ให้ นักการเมืองหยุดจ้อ และแสดงความเห็น มีการพูดคุยเชิญมาหารือแล้ว แต่ก็ยังกลับไปทำอีก รัฐบาลจะหามาตรการอื่นต่อไป .. หมายถึง "เข้มขึ้น" จ้าาา
3. กรณีถอดถอนใน สนช. หากนำม็อบออกมาเคลื่อนไหว ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย ถือเป็นการกระทำ ที่ยังติดกับดักทางการเมือง ให้หยุดพูดจาข่มขู่คนอื่น และให้ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศด้วย ...แกล้งตายต่อไป
4. รัฐบาลได้รับรายงานข่าวว่า จะมีการเคลื่อนไหวแล้ว กำลังวางแผนรับมืออยู่ ...เตรียมจับกุม
5. รัฐบาลปัจจุบันมีเงื่อนไข "จำกัด " บางเรื่องที่ต้องหยุดไว้ก่อน ให้ไปร้องเรียนเอาในสมัยรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ......55555

ข้อมูลจากเพจ 

ประวิตร :"รับไม่ได้"..!!นักการเมืองออกมาพูดให้แตกแยก

พลเอก ประวิตร” เตือน นักการเมืองระวังคำพูด สร้างความแตกแยก ลั่น "ผมรับไม่ได้" เผย นายกฯเหนื่อย รัฐบาลต้องการทำงาน เชื่อประชาชนยังหนุน ตามโพลล์ ไม่ตอบ ใช้กฎอัยการศึกยาว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวและให้สัมภาษณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องว่า สัมภาษณ์ไป แต่อย่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม และอย่าทำให้เกิดความไม่มั่นคงของรัฐเพราะผมรับไม่ได้ ไม่อย่างนั้นต้องมีการพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า บางคนถึงขนาดออกมาขู่เรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะรับเรื่องถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะขู่ก็ขู่ไป การปฏิบัติก็ปฏิบัติ แต่จะมาทำให้เกิดความแตกแยกและเกิดความไม่มั่นคงจนรัฐบาลทำงานไม่ได้นั้นเรารับไม่ได้ เพราะเราทำทุกอย่างเป็นไปด้วยความเป็นธรรม ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ
"รัฐบาลจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ นายกฯเหนื่อยแย่อยู่แล้ว ท่านทำทุกอย่าง"

เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวถือว่าผิดปกติอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะพวกเห็นต่าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นความคิดของแต่ละบุคคล เป็นธรรมดา คิดได้แต่ทำไม่ได้ ผมขอร้องทุกคนอยากคิดอะไรคิดไป แต่อย่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมตรงนี้ทำไม่ได้ ตอนรัฐบาลต้องการทำงาน ต้องการสร้างความมั่นคงของรัฐให้ได้

เมื่อถามว่า วันนี้ยังมั่นใจหรือไม่ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมมั่นใจ เพราะตามโพลเป็นอย่างนั้น

ต่อข้อถามว่า มีแนวโน้มหรือไม่ที่รัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึกยาวออกไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ดูเองแล้วกันว่าควรจะมีไว้หรือไม่ นักข่าวก็รู้

เมื่อถามว่า ขณะนี้บางพื้นที่ที่ทอดกฐินมีการเขียนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในตาลปัตร ตรงนื้ถือว่าทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตรงนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดู เพราะผมไม่ทราบเรื่องนี้

จากเพจ วาสนา นาน่วม

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทรัพย์สิน




ธ นะศักดิ์ปฏิมาประกรเป็นรัฐมนตรีทหารที่รวยที่สุด 186 ล้านเป็นของเมีย (ตระกูลบุนนาค) 41 ล้าน
ในส่วนของ ธ​​ นะศักดิ์เป็นเงินฝาก 51 ล้านเงินลงทุน 5 ล้านบ้านและที่ดิน 84 ล้าน
ดูทีแรกจะร้องโหทำไมรวยปานนั้นในส่วนเงินฝากผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าดูที่ดิน ที่ดิน 13 แปลงซื้อไล่มาตั้งแต่ปี 2523,2526,2529,2532,2533 เช่นที่ดินเกือบไร่ราคา 21.9 ล้านที่ปากเกร็ดซื้อตั้งแต่ปี 26 อีกแปลง 9 ล้านซื้อปี 29 อีกแปลง 11.5 ล้านซื้อปี 32 อีกแปลง 10.5 ล้านซื้อปี 33 บ้าน 9.5 ล้าน (น่าจะในเมืองทอง) ซื้อตั้งแต่ปี 33
เล่นที่ดินมาตั้งแต่อายุยังไม่ 30 เลยอยู่ผิดตำแหน่งซะแล้ว เก็งกำไรเก่งขนาดนี้น่าจะอยู่พาณิชย์

ดาว์พงษ์รัตนสุวรรณทรัพย์สิน 93.9 ล้านยังไม่รวมพระเครื่อง 2 องค์ที่บอกว่าประเมินราคาไม่ได้ (ได้มาเมื่อ ธ ค. 56) และไม่รวมที่ดิน 8 แปลงที่เป็นผู้จัดการมรดกในนี้เป็นทรัพย์สินเมีย (ตระกูลดิษ บรรจงพ่อเป็นพลตรี) ราว 28 ล้าน
แต่ 1.1 ล้าน 2.6 ล้าน (พวกทวงคืนพลังงานไม่ยักกรี๊ด) ที่น่าสนใจกว่าคือรายได้นอกจากเงินเดือนทหารมีค่าตอบแทนเ​​บี้ยประชุมค่าตอบแทนเ​​บี้ยประชุมบอร์ดบางจาก
และรายได้จากขายพืชผลการเกษตร 19.7 ล้านโอ้โห !!! การ ไม่รู้ว่าขายอะไรหรือว่ามาจากที่ดินที่โคกสำโรง (มรดก) แต่ที่ดินก็ราว ๆ 30 ไร่เท่านั้น
ส่วนเงินฝากมี 31 ล้านเงินลงทุน 7.6 ล้านเงินลงทุนได้มาหลังรัฐประหาร 6 ล้าน แต่ถ้าบอกว่าขายพืชผลได้ตั้งเกือบ 20 จะได้เอามาทำนโยบายช่วยเกษตรกร

ในบรรดาขุนทหารทั้งหลายพล. ร. อ. ณรงค์พิพัฒนาศัยรมว. ศึกษาจนสุดมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 6.9 ล้านพ่อเป็นนาวาตรี แต่มีพี่น้องอีก 7 คนน้อง 4 คนยังอยู่บ้านเดียวกันอยู่เลยเงินฝากเงิน ลงทุน 3 ล้านกว่าบาทบ้านที่ดิน 5 ล้านกว่าหนี้ 2 ล้านมีรถคันเดียว
ถือว่าปกติจริงๆสำหรับอาชีพรับราชการ ปกติจนทำให้ทหารคนอื่นตอบยากว่าแล้วมีเงินฝากหลายสิบล้านได้ไง
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310942240.pdf
พลโทสุรเชษฐ์ชัยวงศ์รมช. ศึกษามีมากขึ้นหน่อยทรัพย์มากกว่าหนี้ 16.8 ล้านมีเงินฝากแค่ 5 แสนเงินลงทุน 2 ล้าน (หุ้นอาร์มีฟุตบอลซ​​ะอีก) ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินบ้านคอนโดในชื่อเมีย (บ้านเมีย) สมัยไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 และแม่ทัพน้อยนี่เอง
อันนี้ก็ถือว่าปกติพอประมาณรับราชการสองเมียมีลูก 3 มีโอกาสสะสมทรัพย์สินตอนอายุนะครับคนผัวคนเพิ่ง 50 กว่า
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310944080.pdf
พล. อ. อ. ประจินจั่นตองอดีต ผบ.ทอ. มี 2​​5.5 ล้านนอกจากเงินเดือน 5 แสนมีเงินฝากราว 6 ล้านดูสูงนิด ๆ แต่บ้านที่ดินประกันชีวิตเงินลงทุนรวม ๆ 10 กว่าล้านทยอยได้มานานหลายปี (มีที่ดินหัวทะเลโคราชด้วยนะราคา 8 แสนฝากถามหน่อยจะขายไหมขอซื้อผ่อน 8 พัน)
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310908210.pdf
พล. อ. สุรศักดิ์กาญจนรัตน์รมว. แรงงานมีทรัพย์มากกว่าหนี้ 26.1 ล้านเงินฝากเงินลงทุนผัวเมียมากอย่ 16 ล้านส่วนหนึ่งก็เป็นเงินสะสมเช่นสลากออมสิน RMF LTF บ้านที่ดินมีพอประมาณซื้อบ้านตั้งแต่ปี 39 โน้น
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310939030.pdf
พล. อ. อนุพงษ์เผ่าจินดาก็โอเคนะ 37.8 ล้านเงินฝาก 9.3 ล้าน (แต่ไม่รู้จักซื้อพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพกองทุน LTF กับเขาเลย) ที่ว่าโอเคคือบ้านที่ดิน 12.7 ล้านซื้อตั้งแต่ปี 31 และซื้อเพิ่มปี 48 ( ต่อเติมมั้ง) เพียงแต่รถเบนซ์เพิ่งซื้อเมื่อเดือนสิงหานี่เอง
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310933290.pdf
พล. อ. ประวิตรวงษ์สุวรรณนี่สิ 87.3 ล้านรายได้ปีละ 8.7 แสน แต่มีเงินฝากเงินลงทุน 60 ล้านสำนักข่าวอิศราบอกว่าเมื่อปี 55 แจ้งเงินฝากเงินลงทุน 52 ล้าน
งง ๆ หรือถือว่าไม่มีลูกเมีย
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310853170.pdf
http://www.isranews.org/investigative/investigate-asset/item/34043-burapapayak_888.html

ทรัพย์สินปนัดดา 1,300 กว่าล้านไม่ผิดปกติหรอก แต่จะชี้ให้ดูว่าแค่ที่ดิน 5 แปลงของเหลนกรมพระยาดำรงที่นางเลิ้งดุสิตบางซื่อก็ฟาดเข้าไป 1,100 ล้านแล้ว
ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เอาจริงนะ
http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/s_201410310859220.pdf

พ่อขายที่ดินได้เงิน 540 (ที่ดินพ่อซื้อมาเกิน 10 ปีตั้งแต่สมัยลูกชายยังไม่เป็นใหญ่ไม่มีข้อกังขาเพ่งดูจากภาพถ่ายของอิศราน่าจะหลายสิบไร่)
ประยุทธ์โอนคืนให้พ่อและน้อง 268 ล้านโดยบอกว่าเมื่อปี 56 140 ล้าน (นับรวมกัน 2 ครั้ง = 408 ล้านบาท)
ประยุทธ์มีน้อง 3 คนที่ปรีชาบอกว่าได้มรดก 80 ล้านจึงสอดคล้องกัน (แต่ปรีชาดันไปทำบัญชีมั่ว ๆ ) ที่จริงปรีชาน่าจะได้เกิน 80 ล้านด้วยซ้ำ (ถ้าเอา 4 หาร 540 ล้าน = 135 ล้าน) ฉะนั้น
ทีนี้มาคำนวณต่อ 408 ล้านบาทเท่ากับประยุทธ์เหลือให้เอง 132 ล้านบาท (ราว 1 ใน 4 ของ 540 ล้านก็สมควร) ตัว
แต่ประยุทธ์บอกว่าโอนเงินให้ลูก 198 ล้านบาทและยังเหลือทรัพย์สินตัวเอง 128 ล้านบาท
อ้าวโจทย์เลขไม่ลงตัวแฮะ 200 ล้านบาทไม่ได้กล่าวหานะ หรือไม่ก็บวกเลขผิดหรือสับสนตัวเลข

กมธ.ยกร่างประชุมสัปดาห์หน้า ไม่มีทำประชามติรธน.

กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะประชุมนัดแรกสัปดาห์หน้า ไม่ทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยเหตุผลไม่มีกฎหมายรองรับ


พลเอกเลิศรัตน์รัตนวานิชกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสปช เปิดเผยว่า หลังลงนามแต่งตั้งครบทั้งคณะในวันที่ 4 พฤศจิกายนในระยะแรกของการทำงานนั้นคณะกรรมาธิการฯจะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละภาค

และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เปิดให้มีการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโดยให้เหตุผลว่าสปช มีหน้าที่รับชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว 2557

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ สปช รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช คณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี

อัยการฟ้องแล้ว "คุณหญิงจารุวรรณ" - ลูกน้อง ผิด ม. 157-83 จัดสัมมนาต่างจังหวัดไม่ชอบ

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ อัยการ ได้ยื่นฟ้อง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กับพวกรวม 2 คน เป็นจำเลยต่อศาลอาญาแล้ว ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 สืบเนื่องจากกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กับพวกอีก 1 คนว่า ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้จัดสัมมนาที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2546 ไม่ชอบ โดยไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่เพื่อให้บุคคลที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนาไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สามารถเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ ทั้งนี้เมื่อยื่นฟ้องคดีในวันนี้แล้ว คุณหญิงจารุวรรณ กับพวก ก็ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลก็ได้อนุญาตให้ประกันตัวไปแล้ว โดยศาลจะได้กำหนดนัดพิจารณาต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ และนาย คัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล ตำแหน่งขณะเกิดเหตุเมื่อปี 2546 ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการจัดสัมมนาที่ จ.น่าน ซึ่งอัยการสูงสุดได้ให้ตั้งคณะทำงานร่วม อัยการ และ ป.ป.ช. รวบรวมพยานหลักฐานพร้อมสรุปความเห็นเสนอ โดยคณะทำงานร่วม เสนอความเห็นต่อนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งให้ฟ้องคดีอาญา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และนายคัมภีร์ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 ตามข้อยุติของคณะทำงานร่วม โดยคดีนี้คณะทำงานร่วมอัยการและ ป.ป.ช.ได้ใช้เวลา 1 ปี รวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้วจึงส่งให้อัยการสูงสุด เมื่อเดือน ส.ค. 2557 หลังจากมีการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์วันที่ 29 ส.ค. 2556 ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งให้ฟ้องแล้ว ก็ได้มอบหมายให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนยื่นฟ้องคดี

ว่าด้วยเงินมรดก พล.อ.ประยุทธ์


ทรัพย์สินประยุทธ์เคลียร์ในส่วนของเงินมรดกพ่อขายที่ดินได้เงิน 540 (ที่ดินพ่อซื้อมาเกิน 10 ปีตั้งแต่สมัยลูกชายยังไม่เป็นใหญ่ไม่มีข้อกังขาเพ่งดูจากภาพถ่ายของอิศราน่าจะหลายสิบไร่)
ประยุทธ์โอนคืนให้พ่อและน้อง 268 ล้านโดยบอกว่าเมื่อปี 56 140 ล้าน (นับรวมกัน 2 ครั้ง = 408 ล้านบาท)
ประยุทธ์มีน้อง 3 คนที่ปรีชาบอกว่าได้มรดก 80 ล้านจึงสอดคล้องกัน (แต่ปรีชาดันไปทำบัญชีมั่ว ๆ ) ที่จริงน่าจะปรีชาได้ฉะนั้นเกิน 80 ล้านด้วยซ้ำ (ถ้าเอา 4 หาร 540 ล้าน = 135 ล้าน)
ทีนี้มาคำนวณต่อ 408 ล้านบาทเท่ากับประยุทธ์เหลือให้เอง 132 ล้านบาท (ราว 1 ใน 4 ของ 540 ล้านก็สมควร) ตัว
แต่ประยุทธ์บอกว่าโอนเงินให้ลูก 198 ล้านบาทและยังเหลือทรัพย์สินตัวเอง 128 ล้านบาท
อ้าวโจทย์เลขไม่ลงตัวแฮะ 200 ล้านบาทไม่ได้กล่าวหานะ หรือไม่ก็บวกเลขผิดหรือสับสนตัวเลข



นายกฯ แจงสั้น บัญชีปปช.มีหนี้จากซื้อกองทุน ลั่น ปมไม่กลัวข้อสงสัย ชี้แจงได้


นายกฯ แจงสั้นบัญชีปปช. มีหนี้จากซื้อกองทุนลั่นปมไม่กลัวข้อสงสัยชี้แจงได้
พล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบคำถามนักข่าวสั้น ๆ นายกฯ กล่าวว่าไม่รู้จำไม่ได้น่าจะเป็นการซื้อกองทุน แต่ไม่ได้เป็นการไปลงทุนอะไรเพราะไม่ใช่นักธุรกิจ
"อย่าถามเรื่องนี้เลย แต่ผมก็ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้วและผมก็คงต้องไปตอบกับฝ่ายกฎหมายยืนยันผมทำให้ดีที่สุดไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งสิ้นก็ขอให้ลดปัญหาอะไรลงไปบ้าง"

เปิดหนังสือ“ประยุทธ์”รับเงินขายที่ดินมรดกพ่อ 9 โฉนด 540 ล้าน

เปิดหนังสือ“ประยุทธ์”รับเงินขายที่ดินมรดกพ่อ 9 โฉนด 540 ล้าน

เขียนวันที่
วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2557 เวลา 10:15 น
เขียนโดย
เพิ่มขนาดตัวอักษร
"พล. อ. ประยุทธ์" ได้รับเงินขายที่ดินโฉนด 9 "บิดา" 540 ล้านเข้าบัญชีธนาคารแบ่งให้พ่อและน้อง 267 ล้านมอบให้ลูก 198 ล้านได้รับเงินจากน้องสร้างบ้านให้พ่อ 6 ล้านรวยเบ็ดเสร็จ 128 ล้าน
Pic-ประยุทธ 31-10-57-1
พล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 9 โฉนดในช่วงปี 2556 จำนวนทั้งสิ้น 540 ล้านบาท 267,999,594 บาทมอบเงินให้ลูก 198,500,000 บาทอุปการะเลี้ยงดูบิดา (ปลูกบ้าน) 5.4 ล้านบาทมีทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 128 ล้านบาท
  พล. อ. ประยุทธ์ (ป.ป.ช. ) กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 แจ้งว่า
พ. อ. ประพัฒน์จันทร์โอชาอายุ 89 ปีได้มอบเงินจำนวน 540 ล้านบาทกับพล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชาเนื่องจากเป็นบุตรชาย มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดูแลเงินจำนวนนี้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องของผู้รับ
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -4
ขณะที่พล. อ. ประยุทธ์ได้แจ้งต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ 056-2-471xx-x ชื่อบัญชีพล. อ. ประยุทธ์โดยโอนมาจากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 134-2-329xx-x ชื่อบัญชีพ. อ. ประพัฒน์จำนวนเงิน 540 ล้านบาท ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 จริง
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -5
สำหรับที่ดินทั้ง 9 โฉนดนั้นพ. อ. ประพัฒน์ได้ขายให้กับ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวนเงิน 600 ล้านบาท โฉนดที่ดินได้มาเกิน 10 ปี บางบอนกรุงเทพฯโดยที่ดินทั้งหมดอยู่ในแขวงบางบอนเขต
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -6
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -7
สำหรับพล. อ. ประยุทธ์มีพี่น้องทั้งหมด 3 คนคือพล. อ. ปรีชาจันทร์โอชา, นายประคัลภ์จันทร์โอชาและพล. อ. ต. ประกายเพชรจันทร์โอชา
ประยุทธ์แจ้งว่าสมรสกับนางนราพรจันทร์โอชาทั้งนี้พล. อ. มีรายได้ทั้งหมด 25,838,007 บาทเป็นของพล. อ. ประยุทธ์ 25,484,471 บาท (เงินเดือน / เงินประจำตำแหน่ง 11,403,174 บาท, ดอกเบี้ยเงินฝาก 14,589,610 บาท, กำไรจากเงินกองทุนและ หลักทรัพย์ 2,453,687 บาท, ธนาคารทหารไทยฯ 1,038,000 บาท, 6 ล้านบาท) ของ 353,535 บาท (เงินบำนาญ 301,664 บาท, ดอกเบี้ยเงินฝาก 51,871 บาท) นางนราพร  
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -1
มีรายจ่ายทั้งหมด 478,476,594 บาท เป็นของพล. อ. ประยุทธ์ 478,010,594 บาท (ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 8.5 แสนบาท, ผ่อนเงินกู้ 216,000 บาท, อุปการะเลี้ยงดูบิดา (ปลูกบ้าน) 5.4 ล้านบาท, เงินบริจาค 4.5 หมื่นบาท, เงินคืนกองกลางให้พ่อ และน้อง 267,999,594 บาท, มอบเงินให้ลูก 198,500,000 บาท)
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -2
ภาพบนจอภาพทรพยสนบกต -3
มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 128,664,535 บาท เป็นของพล. อ. ประยุทธ์ 102,317,152 บาท (เงินฝาก 6 บัญชี 58,967,022 บาท, เงินลงทุน 9 แห่ง 23,072,380 บาท, ที่ดิน 2 แปลง 2,284,750 บาท, โรงเรือนฯ 2 ล้านบาท, ยานพาหนะ 4 คัน 11.8 ล้านบาท, ทรัพย์สิน อื่นฯ 4 รายการ 4,193,000 บาท)
ของนางนราพร 26,347,382 บาท (เงินฝาก 6 บัญชี 7,977,382 บาท, ที่ดิน 3 แปลง (1 แปลงร่วมกรรมสิทธิ์กับผู้อื่น) 5,350,000 บาท, โรงเรือนฯ 2 ล้านบาท, ยานพาหนะ 1 คัน 3.5 ล้านบาท, ทรัพย์สินอื่นฯ 1 รายการ 7,520,000 บาท )
มีหนี้สินทั้งสิ้น 654,745 บาท เป็นของพล. อ. ประยุทธ์ 327,372 บาทของนางนราพร 327,372 บาท
มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128,009,790 บาท 
พล. อ. ประยุทธ์ระบุอีกว่าปัจจุบันเป็นหัวหน้าคสช (ผบ.ทบ. ) กรรมการธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รอง ผบ.ทบ. , เสนาธิการทหารบก, กรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) แม่ทัพภาคที่ 1 กรรมการการไฟฟ้านครหลวง, สมาชิกสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ขณะที่นางนราพร ปัจจุบันเป็นกรรมการมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, รองประธานมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม, ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการสถาบันดนตรีกัลยานิวัฒนา

คุ้ยบัญชีทรัพย์ ประยุทธ์

คุ้ยบัญชี “นายกฯ ตู่” ทหารก็รวยได้ 128 ล้านแค่สิวๆ พบซุกอีกเฉียด 500 ล้าน ระบุเป็นกงสีต้องโอนให้พี่น้อง 268 ล้าน พร้อมโอนให้ลูกอีกเกือบ 200 ล้านสมบัติเพียบ “ปืน-เครื่องประดับ-ของขลัง” แถมสะสมนาฬิการะดับไฮเอนด์นับสิบเรือน รวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน


สำหรับบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา มีการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่น่าสนใจ โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีทรัพย์สิน 102,317,152.64 บาท, นางนราพร ภริยา มีทรัพย์สิน 26,347,382.76 บาท รวม 128,664,535.40 บาท หนี้สิน 654,745.06 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128,009,790.34 บาท

พล.อ.ประยุทธ์แจ้งว่า มีรายได้ต่อปี 25,484,471.92 บาท มีรายจ่าย 6,511,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา (ปลูกบ้าน) 5,400,000 บาท

มีรายจ่ายอื่นๆ รวม 466,499,594.92 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินรายจ่าย คืนเงินกองกลางให้พ่อและน้อง 267,999,594.52 บาท โดย พล.อ.ประยุทธ์หมายเหตุในส่วนนี้ว่า มีการแบ่งเงินกองกลางไปแล้วครั้งแรกเป็นเงิน 140 ล้านบาท เมื่อ 10 พ.ค. 2556 รวมเงินกองกลางแบ่งพี่น้องประมาณ 407.9 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเป็นเงินจากการขายที่ดินของพ่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุว่าได้รับส่วนแบ่งจากการขายที่ดินของพ่อเป็นเงินจำนวน 80 ล้านบาท 

อีกส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในรายจ่ายอื่นๆ เป็นการมอบเงินให้ลูกจำนวน 198,500,000 บาท 

สำหรับนางนราพร มีรายได้ทั้งสิ้น 353,535.70 บาท และมีรายจ่าย 466,000 บาท

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ระบุในรายการทรัพย์สินอื่นๆ หลายรายการ ดังนี้ เครื่องประดับประจำตัว แหวน เครื่องราง จำนวน 8 หน่วย นาฬิกา จำนวน 9 หน่วย สร้อยคอทองคำพร้อมพระ 2 หน่วย อาวุธปืน 9 หน่วย และเครื่องประดับ แหวน ต่างหู สร้อย นาฬิกา 26 หน่วย

ในส่วนของนาฬิกาที่ปรากฎในรายการทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์และภริยา ล้วนแล้วแต่เป็นนาฬิกาชื่อดังมีมูลค่าหลักแสนบาทหลายเรือน เช่น นาฬิกา Radiomir Panerai เรือนทองขาว หน้าปัดดำ สายหนังดำ ระบุมูลค่า 200,000 บาท, นาฬิกา Seiko เรือนทองชมพู จับเวลา สายหนังดำ ระบุมูลค่า 250,000 บาท

นาฬิกา Patek Phillippe เรือนกลมทองขาว หน้าปัดขาว สายหนังดำ ระบุมูลค่า 900,000 บาท, นาฬิกา Patek Phillippe เรือนสี่เหลี่ยมมน หน้าปัดขาว สายยางดำ ระบุมูลค่า 600,000 บาท, นาฬิกา Rolex Oyster หน้าปัดมุก สายสองกษัตริย์ ระบุมูลค่า 350,000 บาท, นาฬิกา Rolex เรือนทอง หน้าหิน สายหนังดำ ระบุมูลค่า 150,000 บาท, นาฬิกา Rolex เรือนเหล็ก หน้าปักมุก สายหนังดำ ระบุมูลค่า 250,000 บาท, 

นาฬิกา Radiomir Panerai เรือนดำ สายหนังดำ ระบุมูลค่า 150,000 บาท, นาฬิกา Breitling เรือนเหล็ก หน้าปัดกลม สายเหล็ก ระบุมูลค่า 150,000 บาท ส่วนนางนราพร ระบุครอบครองนาฬิกา Patek Phillippe จำนวน 2 เรือน ระบุมูลค่าเรือนละ 300,000 บาท และนาฬิกา Cartier วงรีล้อมเพชร 1 เรือน ระบุมูลค่า 300,000 บาท รวม 12 เรือน มูลค่า 3,900,000 บาท 

ที่มา :ผู้จัดการออนไลน์

เปิดกรุ ครม.ประยุทธ์

ปปช. เปิดกรุครม. "ประยุทธ์ 1" "หม่อมอุ๋ย" รวยสุด 1,378 บาท "พล.ร.อ.ณรงค์" จนสุด 6 ล้านบาท ส่วน นายกฯ ประยุทธ์ รวย 128 ล้านบาท แต่เงินกู้เยอะ 327 ล้าน......รมต.ทหารที่รวยสุด บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ รองนายกฯ/รมว.กต.185,948,607.07 ล้าน พล.อ.ประยุทธ์128 พล.อ.ดาว์พงษ์93 พล.อ.ประวิตร 87 ล่าน พล.อ.ไพบูลย์51 พล.อ.อนุพงษ์ 37 พล.อ.ฉัตรชัย33 พล.อ.อ.ประจิน27 พล.ร.อ.ณรงค์ รั้งท้าย 6 ล้าน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผย สรุปรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 ก.ย.


โดยผู้ที่มีทรัพย์สินฯ มากที่สุด 5 อันดับ คือ หม่อมปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินทั้งหมด 1,378,394,902 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 1,018,478,318 บาท ทรัพย์สินคู่สมรส 359,916,584 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,378,394,902 บาท
หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินทั้งหมด 1,315,332,228 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 1,258,903,119 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 56,429,109 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,315,332,228 บาท


นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สินทั้งหมด 836,535,249 บาท ทรัพย์สินของผู้ยื่น 179,800,507 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 656,734,741 บาท รวมหนี้สินทั้งหมด 6,011,459 บาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 830,523,789 บาท


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สินทั้งหมด 306,547,420 บาท ทรัพย์สินของผู้ยื่น 145,091,905 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 161,236,638 บาท หนี้สินทั้งหมด 1,352,223 บาท หนี้สินผู้ยื่น 1,152,045 บาท หนี้สินคู่สมรส 200,177 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 305,195,196 บาท


นายณรงค์ชัย อัครเศรนณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีทรัพย์สินทั้งหมด 283,710,881 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 206,297,610 บาท ทรัพย์สินคู่สมรส 77,413,270 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยรวมแล้วมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 283,710,881


ส่วนบุคคลที่มีทรัพย์สินน้อยสุด คือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา มีทรัพย์สินทั้งหมด 9,872,320 บาท มีหนี้สินทั้งหมด 2,923,942 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 6,948,378 บาท

บัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินทั้งหมด 128,664,535 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 102,317,152 บาท ทรัพย์สินคู่สมรส 26,347,382 บาท รวมหนี้สินทั้งหมด 654,745 บาท โดยแยกเป็นหนี้สินผู้ยื่น 327,372 บาท หนี้สินคู่สมรส 327,372 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี่สิน 128,009,790 บาท


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีทรัพย์สินทั้งหมด 87,373,757 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 87,373,757 บาท,

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกฯ มีทรัพย์สินทั้งหมด 88,674,649 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 18,244,494 บาท ทรัพย์สินคู่สมรส 70,430,154 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยมีทรัพย์ สินมากกว่าหนี้สิน 88,674,649 บาท
พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทรัพย์สินทั้งหมด 186,033,607 บาท ทรัพย์สินผู้ยื่น 145,036,895 บาท ทรัพย์สินคู่สมรส 40,996,711 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยรวมแล้วมีทรัยพ์สินมากกว่าหนี้สิน 186,033,607 บาท
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินทั้งหมด 117,947,795 บาท ทรัพย์สินของผู้ยื่น 78,975,643 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 38,972,152 บาท มีหนี้สินทั้งหมด 1,100,450 บาท หนี้สินของผู้ยื่น 110,450 บาท หนี้สินคู่สมรส 1,000,000 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116,847,346 บาท