PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว17พ.ย.57

สื่อมวลชน

มท.1 ขอให้สื่อช่วยกันเสนอข่าวที่ทำให้บ้านเมืองสงบ ชี้ หากสื่อพบปัญหาเรื่องความโปร่งใสของ รบ. สามารถจัดการได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง แนวทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากที่สื่อมวลชนออกมาเรียกร้องในการจำกัดสิทธิ ว่า ได้เห็นความสำคัญของสื่อมวลชน ในเรื่องการปิดกั้นสื่อโดยมีข้อกำหนดกับสื่อจนขาดการเป็นตัวของตัวเองซึ่งไม่ใชเรื่องดี แต่หากมองในเรื่องของความมั่นคง ทางรัฐบาลเห็นว่าถ้าช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยก็น่าจะเป็นคุณกับการบริหารประเทศ ดังนั้นจึงอยากขอให้สื่อช่วยกันเสนอข่าวที่ทำให้บ้านเมืองสงบ แต่หากการทำงานของรัฐบาลมีปัญหาในเรื่องความโปร่งใส สื่อสามารถจัดการได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ แต่หากเป็นเรื่องอื่น หากช่วยให้สงบได้อยากขอร้องสื่อให้ช่วยกันนำเสนอเพราะตนเองเข้าใจดีว่าสื่อมวลชนต้องมีความเป็นอิสระ
--------------
พล.อ.ประวิตร ย้ำ ทบ. ปกป้องสถาบัน สร้างความปรองดอง ยัน ยังไม่ยกเลิกประกาศ คสช. เกี่ยวกับสื่อ

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำกับกองทัพบกในเรื่องของการปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และการสร้างความปรองดองของคนในชาติ พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มสื่อมวลชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 ที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนว่ายังไม่ยกเลิก ซึ่งขณะนี้ ทางรัฐบาลและ คสช. กำลังทำงานอยู่ ขอเวลาให้รัฐบาลและ คสช. ได้ทำงาน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเชื่อว่าหัวหน้า คสช. จะมีการผ่อนปรนให้ตามลำดับ

ทั้งนี้ พลเอกประวิตร ได้ขอทางสื่อมวลชนอย่านำเสนอสิ่งที่มีเนื้อหานำไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเข้าพบกับผู้บริหารสำนักสื่อนั้น พลเอกประวิตร บอกไม่ใช่เป็นการไปปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน แต่เป็นการไปขอความร่วมมือและทำความเข้าใจ
/////////
-------------
สปช.

เทียนฉาย นัดสมาชิกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เช้านี้ พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิกาวิสามัญ 5 คณะ พร้อมสั่งงดประชุมพรุ่งนี้

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งนัดสมาชิกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ 8/2557 ในเวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณารายงานการดำเนินการจัดตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ จำนวน 5 คณะ ตามข้อบังคับการประชุม สปช. พ.ศ.2557 ข้อ 84 ซึ่งทางคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สปช. หรือ วิป สปช. ได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้สั่งงดการประชุมครั้งที่ 9/2557 คือวันอังคารที่ 18 พ.ย. โดยให้คณะ กมธ.วิสามัญ จำนวน 5 คณะ ที่ได้รับเลือก ไปประชุมเลือกตำแหน่งต่าง ๆ และให้สมาชิกได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการได้อย่างเต็มที่ สำหรับห้องประชุมของคณะ กมธ.วิสามัญ แต่ละคณะนั้น จะแจ้งให้ทราบในวันนี้

ขณะที่การรักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกรัฐสภาเป็นไปอย่างเข้มงวด ตำรวจรัฐสภายืนประจำตามจุดทุกประตูเข้าออก ซึ่งผู้ที่เข้ามาติดต่อราชการต้องติดบัตรแสดงตนชัดเจน

-----------
สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าสู่วาระพิจารณาการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 5 คณะ แล้ว เตรียมขอความเห็นชอบจากที่ประชุม

บรรยากาศการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล่าสุด เปิดการประชุมแล้ว โดยมี นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม จากนั้นพิจารณารายงานการดำเนินการจัดตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ จำนวน 5 คณะ ตามข้อบังคับการประชุม สปช. พ.ศ.2557 ข้อ 84 ซึ่งทางคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สปช. หรือ วิป สปช. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ นางสาวทัศนา บุญทอง ในฐานะรองประธาน วิป สปช. กล่าวรายงานว่า วิป สปช. ได้พิจารณาแต่งตั้งทั้งอำนาจหน้าที่และสัดส่วนกรรมาธิการ อาทิ

- คณะกรรมาธิการติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลส่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 18 คณะ
และประสานงานติดตามความก้าวหน้าการทำงาน มี กมธ. ไม่เกิน 12 คน
- คณะกรรมาธิการจัดทำวิสัยทัศน์รูปแบบของอนาคตประเทศไทย มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์อนาคตประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพ
เน้นการมีส่วนร่วม มีกรรมาธิการ ไม่เกิน 12 คน
- คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีความส่วนรวมของประชาชน มีหน้าที่ออกแบบระบบ กลไกรับฟังความเห็น การ
มีส่วนร่วมของประชาชนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนมีกรรมาธิการ ไม่เกิน 30 คน
-----------------
สภาปฏิรูปแห่งชาติ เปิดให้สมาชิกอภิปรายการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 5 คณะ  ขณะ สปช.เสรี เรียกร้องให้ คสช. ผ่อนปรนกฎอัยการศึก

ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดโอกาสสมาชิกอภิปรายในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 5 คณะ โดยมีบางส่วนตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนของสัดส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทยว่า มีจำนวนน้อย

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการ วิป สปช. ชี้แจงว่า กรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมา 5 คณะ เน้นกระบวนการทำงาน ต้องมีความกะทัดรัด คล่องตัว จึงมีจำนวนไม่มาก และใช้วิธีจัดสรรผู้เชี่ยวชาญลงไปเฉพาะด้าน ส่วนกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชน ที่มีสัดส่วนกรรมาธิการถึง 30 คน เพื่อที่จะให้การทำงานเชื่อมโยงไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงปัญหาที่ต้องมีการปฏิรูปในแต่ละด้าน

ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. เสนอแนะให้ประธาน สปช. ประสานไปยัง คสช. เพื่อขอผ่อนปรนการประกาศกฎอัยการศึกให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ มายัง สปช. เพราะหากยังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก อาจจะทำให้การรับฟังความเห็นไม่ครอบคลุม
------------
ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รับหนังสือจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อขอให้ปฏิรูปโดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับหนังสือจากเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อขอให้ปฏิรูปประเทศโดยคำนึงถึงสิทธิดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า เนื่องจากประเทศไทยมีชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ 57 ชนเผ่า มีประชากรกว่า 10 ล้านคน และส่วนใหญ่อาศัยในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่จากการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ เพราะการไร้สัญชาติ จึงทำให้ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐาน ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล รวมทั้งเมื่อมีนโยบายการท่องเที่ยวก็ทำให้ชนเผ่าที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลถูกไล่ที่ทำมาหากิน ดังนั้น จึงขอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเร่งแก้ปัญหาการถูกไล่ที่
------------
สภาปฏิรูปแห่งชาติ มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 5 คณะ พร้อมนัดประชุมดำเนินงานทันทีพรุ่งนี้

บรรยากาศการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุด ปิดการประชุมแล้ว ภายหลังจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานการประชุม สั่งพักการประชุมให้ไปสรรหาสัดส่วนบุคคลมาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ทั้ง 5 คณะ และกลับมาประชุมต่อ โดย นายเทียนฉาย ได้เสนอรายชื่อต่อที่ประชุม เพื่อขอมติรับรอง จากนั้น ที่ประชุมเห็นชอบตามที่เสนอ ประธานการประชุม จึงขอปรึกษาให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทั้ง 18 คณะ ประชุม ห้อง 219 หลังร่วมพิธีเปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติเสร็จสิ้น เพื่อหารือถึงการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ รูปแบบการทำงาน ในการจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากตั้งแต่วันนี้ จนถึงกลางเดือนธันวาคม ภารกิจหน้าที่จะมีมากขึ้น ดังนั้น จะนัดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ วิป สปช. เป็นครั้งคราว ให้สมาชิกได้ทำงานเต็มที่

อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 5 คณะ จะประชุมทันที เดินหน้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
-----------
"เทียนฉาย" เปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างเป็นทางการ รวบรวมข้อมูลเสนอ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างเป็นทางการ ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา 1 โดยมี นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช. คนที่สอง เป็นผู้ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดตั้งศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่า เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศไทย และจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 83 ที่กำหนดให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้น 1 คณะ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาหรือศึกษาเรื่องใด โดยจัดจัดให้มีการจัดตั้งศูนย์รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนเกี่ยวกับการปฏิรูปและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรวบรวมข้อมูลส่งคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเสนอความคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้หลายช่องทาง อาทิ เสนอความคิดเห็นด้วยตนเองที่ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ Call Center 1743 หรือโทร 0-2244-1881 ในวันและเวลาราชการ ตู้ปณ. 999 ปณฝ.รัฐสภา กรุงเทพฯ 10305 และทางรายการ "ทันสถานการณ์กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ" ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM 87.5 MHz. และ AM 1071 KHz. ออกอกาศทุกวันจันทร์เวลา 07.30 - 08.00 น. ภายใต้สโลแกน "ร่วมคิดสร้างไทย ร่วมใจสร้างอนาคต"
------------------
ครม.-คสช.-สนช.-สปช.-กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดประชุมร่วมเป็นทางการพรุ่งนี้ ณ บ้านเกษะโกมล 

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม ที่ช่วยกันประคับประคองให้ สปช. เดินหน้าทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากนี้ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมายัง สปช. โดยทุกความคิดเห็นจะถูกบันทึกว่าเป็นความคิดเห็นจากใคร และจะตอบกลับในทุกความคิดเห็น

นอกจากนี้ นายเทียนฉาย ยังเปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ เวลา 14.00 น. ที่บ้านเกษะโกมล ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันนัดแรกระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนวาระการประชุมนั้นยังไม่มีการวางกรอบการประชุม พร้อมปฏิเสธว่าในที่ประชุมจะมีการหารือเรื่องการขอผ่อนปรนการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือไม่ ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย ที่มายัง สปช. ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ไม่ขัดแย้งกับการประกาศใช้กฎอัยการศึก และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะไม่มีการตีกรอบ ประชาชนทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่
///////
กรรมาธิการยกร่างฯ
------
พล.อ.เลิศรัตน์ เผย ทุกพรรคตอบรับเข้าเสนอความเห็นแล้ว ย้ำ ไม่มีธง-พิมพ์เขียวในการร่าง พร้อมรับฟังทุกความเห็น มั่นใจเสร็จทันตามกรอบ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) ในฐานะโฆษก กมธ. เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ความคืบหน้าในการเชิญพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่าง ๆ เข้าให้ความเห็น เสนอแนะข้อมูลในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีความคืบหน้าไปมาก มีการตอบกลับมาเกือบครบทุกพรรคแล้ว พรรคเพื่อไทย ส่งหนังสือถึงประธานขอเลื่อนเวลาไปต้นเดือนหน้า

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหนังสือขออนุญาต คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประชุมสรุปข้อมูลก่อน ส่วนพรรคที่จะเข้าให้ข้อมูลเป็นพรรคแรกในวันพรุ่งนี้ คือ พรรคชาติไทยพัฒนา กับ ภูมิใจไทย ส่วนในวันพุธก็จะเป็นชาติพัฒนา กับ พลังชล

ทั้งนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ ย้ำว่า กมธ. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด และพร้อมรับฟังความเห็นของประชาชน กลุ่มการเมืองต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดย
ไม่มีธง หรือพิมพ์เขียวใดไว้ล่วงหน้า โดยมั่นใจว่าจะทำงานได้สำเร็จตามกรอบเวลาที่จะต้องส่ง ร่าง รธน.ใหม่ ให้กับสภา ภายในวันที่ 17 เม.ย. 2558 ได้อย่างแน่นอน
----------
"เรืองไกร" ระบุ เพื่อไทยยังไม่หารือเข้าร่วมเสนอความเห็น กมธ.ยกร่าง รธน. หรือไม่ ส่วนตัว มองไม่ควรเข้าร่วม

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เนื่องจากยังติดกฎอัยการศึกและการประกาศ คสช. ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง แต่ส่วนตัวเห็นว่า พรรคเพื่อไทยไม่ควรเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะการหารือมีการวางกรอบรัฐธรรมนูญไว้แล้วทั้ง 11 ด้าน ขณะเดียวกันหากพรรคมีมติเข้าร่วมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ตนก็ยอมรับ

ทั้งนี้ ยังเห็นด้วยที่มีผู้เสนอให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ทำเรื่องขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้สามารถประชุมพรรคการเมืองได้
------------
พล.อ.ประวิตร ชี้ แค่หัวหน้าพรรคนำเสนอข้อมูล กมธ.ยกร่าง รธน. ก็น่าจะพอ ไม่จำเป็นต้องประชุมใหญ่

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองอยากให้มีการผ่อนปรนกฎอัยการศึก เพื่อให้สามารถจัดประชุมพรรคเพื่อทำข้อคิดเห็นเสนอในการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ผ่านมาทางรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เปิดโอกาสให้สมัครเข้ามาเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. แต่ก็ไม่ยอมเข้าร่วม แล้วในตอนนี้จะมาเรียกร้องทำในสิ่งที่ขัดกฎหมายทำไม ซึ่งหากมีข้อเสนอแนะทางหัวหน้าพรรคก็สามารถที่จะรวบรวมและประสานงานแล้วนำเสนอต่อ คสช. - สปช. - รัฐบาลและคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดการประชุมใหญ่ได้

ทั้งนี้ พลเอกประวิตร ยังได้กล่าวถึงภาพรวมตลอด 6 เดือนในการทำงานของ คสช. ว่า บ้านเมืองสงบดี ประชาชนมีความสุขเพิ่มขึ้น

---------------
"ถวิลวดี" ประชุม อนุ กมธ. การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่งตั้งบุคคล ในตำแหน่งต่าง ๆ

การประชุมคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนัดแรก ที่มีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อหารือขั้นตอนการประชุมวิธีการดำเนินการเรื่องการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะอนุกรรมาธิการ ดังนี้ นายสติธร ธนานิธิโชติ เป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการ นายเลิศพร อุดมพงษ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมาธิการ พล.ท.นคร
สุขประเสริฐ นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด และ นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ เป็นโฆษกอนุกรรมาธิการ โดยการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ จะประสานงานร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาองค์กรชุมชน

นอกจากนี้ จะมีการเปิดตู้ ปณ.9 เพื่อให้ประชาชนได้ส่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับตู้ ปณ.999 ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
/////////////
ปปช./ถอดถอน

"ปานเทพ" ยัน คดี "ยิ่งลักษณ์" ไม่สอบพยานเพิ่ม เชื่อ ประชุมร่วมครั้งต่อไปได้ข้อสรุป ไม่หนักใจ เพื่อไทย มอง 2 มาตรฐาน ปม ปรส.

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงกรณีการทำงานของคณะทำงานร่วมอัยการสูงสุด กับ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่คณะทำงานแต่ละฝ่ายไปหารือกัน ซึ่ง ป.ป.ช. ยินดีจะหาเอกสารพยามเพิ่มเติมตามที่ อสส. ขอ แต่ยืนยันว่าจะไม่สอบพยานเพิ่มเติม เพราะเกรงว่าจะทำให้พยานที่สอบไปแล้วนั้นเสียน้ำหนัก

โดย อสส. ยินดีที่จะนำข้อเสนอไปพิจารณา ซึ่งคาดว่าในการประชุมครั้งต่อไปจะทราบข้อารุปว่า อสส. จะส่งสำนวนคดีดังกล่าวฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากไม่ส่ง ป.ป.ช. จะดำเนินการเอง แต่ ป.ป.ช. ต้องการให้ อสส. เป็นผู้ส่งฟ้อง

นอกจากนี้ นายปานเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยมองว่า ป.ป.ช. ดำเนินการแบบ 2 มาตรฐาน กรณีไม่ชี้มูลความผิด นายชวน หลีกภัย คดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ว่า ป.ป.ช. ดำเนินการทุกอย่างภายใต้กฎหมาย ไม่มีการ 2 มาตรฐาน ส่วนที่ไม่ชี้มูลความผิด นายชวน อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง จึงถือว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ซึ่งตนก็ยินดีที่จะชี้แจงเหตุผลกับพรรคเพื่อไทย และไม่รู้สึกหนักใจอะไร
-----------
"เรืองไกร" ยื่น นายกฯ ตรวจสอบ ป.ป.ช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ปมไม่รายงานคดี ปรส. ต่อ สนช.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการตรวจสอบคดีเกี่ยวกับการประมวลทรัพย์สินคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องให้ เนื่องจากพบว่ามีการก่อหนี้ยาวนานจากนโยบายการเงินที่ผิดพลาดของรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ที่มีจำนวนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท แต่ ป.ป.ช. กลับไม่รายงานคดีนี้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และการแถลงผลงานครบ 8 ปี จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบว่า ป.ป.ช. มีการปกปิดข้อมูลและมีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 63/2557 พร้อมนำมาตรา 44 มาบังคับใช้หากคดี ปรส. หมดอายุ
-------------
"เรืองไกร" ยื่น ป.ป.ช. เปิดเผยผลการไตร่สวนข้อเท็จจริงคดี ปรส. เหตุใดยกคำร้องต่อสาธารณะ ภายใน 7 วัน

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อร้องขอให้ ป.ป.ช. เปิดเผยผลการไตร่สวนข้อเท็จจริงในคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ว่า เริ่มต้นเมื่อไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเหตุใด ป.ป.ช. จึงยกคำร้องต่อสาธารณะโดยด่วนที่สุดภายใน 7 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่ง ป.ป.ช. สามารถดำเนินการได้ตามความในพระราชบัญญัติข้อมูลความข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

นอกจากนี้ ยังขอให้ ป.ป.ช. ชี้แจงว่าสำนวนคดีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งมาให้ ป.ป.ช. นั้น มีการกล่าวหา นายชวน หลีกภัย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ด้วยใช่หรือไม่ และเหตุใด ป.ป.ช. จึงยกคำร้อง

อย่างไรก็ตาม นายเรืองไกร ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตามกระบวนการ มิได้ประสานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มารับหรังสือแต่อย่างใด
------------
"พรเพชร" ปัดมีใบสั่งเร่งถอดถอดคดี ยิ่งลักษณ์ ทุจริตจำนำข้าว ย้ำ รอ 28 พ.ย. พร้อมยืนยัน ยังไม่ได้รับสำนวน 38 ส.ว. จาก ป.ป.ช.

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิเสธมีใบสั่งเร่งดำเนินการพิจารณาสำนวนถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว พร้อมย้ำทุกอย่างเป็นตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนกำหนดการถอดถอนที่ปรากฏออกมาตามสื่อนั้น ไม่ใช่กำหนดการที่ สนช. กำหนดไว้ ต้องรอการประชุมนัดแรก ในวันที่ 28 พฤศจิกายน นี้ก่อน เนื่องจากมีขั้นตอนตามข้อบังคับการประชุมอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายพรเพชร ยืนยันอีกว่า ยังไม่ได้รับสำนวนถอดถอน 38 ส.ว. กรณีลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด ทั้งนี้ หากมาถึงแล้วจะพิจารณาเองว่า เข้าข่ายสู่กระบวนการถอดถอนหรือไม่ สำหรับสมาชิก สนช. 1 คน ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลด้วยนั้น ไม่มีปัญหาอะไร และยังคงปฏิบัติหน้าที่ สนช. ต่อได้
------------
ป.ป.ช. คาด หารือร่วม อสส. 16 ธ.ค. 57 อาจถกคดี "ยิ่งลักษณ์" ขณะ 6 เรื่องค้าง พิจารณาไม่ได้ หลัง รธน. 50 ยกเลิก

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าของคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดหรืออสส.และป.ป.ช.เพื่อพิจารณาคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ คณะทำงานฝ่าย อสส.ประสานมายัง ป.ป.ช. ว่า ขณะยังอยู่ขั้นตอนการรายงานต่ออัยการสูงสุด และยังไม่มีการส่งรายงานสรุปกลับมาให้ทาง ป.ป.ช. ทั้งนี้ คาดว่า วันที่ 16 ธันวาคม นี้ จะมีการหารือข้อราชการของผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ นายสรรเสริญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. ยังมีคดีที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ในความรับผิดชอบอยู่ทั้งหมด 48 เรื่อง และมี 6 เรื่องขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2550 เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ เนื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
///////////////
นายกฯ
นายกฯ ยิ้มทักทายสื่อก่อนเข้าประชุม คกก.เขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้านทูตญี่ปุ่นเข้าพบ "ม.ล.ปนัดดา"

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่ายนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ครั้งที่ 2/2557 ตึกสันติไมตรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้ามาร่วมการประชุมในวันนี้อย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ ก่อนเข้าการประชุมนายกรัฐมนตรีได้ยิ้มทักทายกับสื่อมวลชนด้วย

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น นายชิเกะคะสุ ซะโตะ (H.E. Mr. Shigekazu Sato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนัก
นายกรัฐมนตรี ณ ห้องทำงาน อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

-----
เรืองไกร มั่นใจ นายกฯ ลงพื้นที่ "ขอนแก่น-กาฬสินธุ์" ไร้ปัญหา เพราะยังมีอัยการศึก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุถึงการลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดกาฬสินธุ์ ของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ว่า ไม่น่าจะเกิดปัญหา เนื่อง

จากยังมีการใช้กฎอัยการศึกอยู่ ขณะเดียวกันภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจ กลุ่มทางภาคอีสานไม่ได้มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
///////////////////
รัฐบาล

พล.อ.อนุพงษ์ ต้อนรับ กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน หวัง กมธ. ช่วยผลักดันข้อเสนอการบริหารราชการ มท. ให้เป็นรูปธรรม

ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานที่กระทรวง

โดย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ และสำหรับการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยนั้น ได้นำแนวทางแผน

พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 นโยบายรัฐบาล 11 ด้าน มาเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน โดยกำหนดแผน Roadmap ที่เรียกว่า “8 วาระมหาดไทย” ทั้งนี้ คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการฯ จะได้รับทราบถึงงานสำคัญ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาของกระทรวงมหาดไทย ผ่านกลไกการบูรณาการที่มีอยู่ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น ท้องที่ และได้ช่วยผลักดันข้อเสนอแนะด้านการบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยมีความคล่องตัว สามารถตอบสนองนโยบายรัฐบาล และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
--------------
มท. 1 ยัน นายกฯ สามารถไปได้ทุกพื้นที่ เน้นช่วยเหลือ ปชช. ย้ำเห็นต่างได้ แต่อย่าสร้างความขัดแย้ง 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกกำหนดการที่จะลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในวัน 19 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งทางจังหวัด หรือท้องถิ่น รายงานเรื่องกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างนั้น ไม่ว่าพื้นที่ใดต้องสามารถไปได้หมด พร้อมย้ำว่า เห็นต่างได้แต่อย่าแสดงความขัดแย้ง ส่วนการลงพื้นที่ครั้งนี้จะเน้นหนักให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเรื่องการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะเรื่องภัยแล้ง เพราะปีนี้จะแล้งมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจการทำงานของรัฐบาล จึงขอร่วมมือให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยและไม่ควรทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
-------
วิปรัฐบาล เตรียมชง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี และ ร่าง พ.ร.บ.การยาง เข้า ครม. วันพรุ่งนี้ ก่อนส่งให้ สนช.

นายสุวพันธุ์ ตัณยุวัฒนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิปรัฐบาล ในวันนี้ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จำนวน 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีสาระสำคัญคือจะเป็นการดูแลเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ตั้งแต่เริ่มต้น และแม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ปกติได้ ซึ่งการตั้งครรภ์แทนนั้นจะต้องเป็นญาติของพ่อแม่ และห้ามการกระทำการเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการกำหนดข้อห้ามต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น โดยเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยาง โดยมีสาระสำคัญคือ จะมีการตั้งกองทุนดูแลเสถียรภาพราคายาง การวิจัยและพัฒนายาง รวมถึงการบริหารจัดการยางในประเทศ อีกทั้ง ยังมีการส่งเสริมภาครัฐและเอกชนรวมถึงเกษตรกรสวนยาง

อย่างไรก็ตาม จะมีการเสนอร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้เพื่อพิจารณาก่อนจะส่งต่อเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ต่อไป

////////////

ศาลอุทธรณ์ลดโทษ 85นักรบศรีวิชัยบุกNBT คุก3-8ด.


ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ในคดี นักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยความผิด ซ่องโจร ฯลฯ โดยให้จำคุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ’85 นักรบศรีวิชัย’แต่สารภาพให้ลดดทษเหลือ 3-8 เดือน
ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวก รวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยในความผิดฐานซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นๆ
จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22 ถึง 25 สิงหาคม 2551 จำเลยทั้ง 82 คน กับพวกอีก 3 คน ซึ่งเป็นเยาวชน ร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานี NBT พร้อมพกอาวุธจำนวนมาก และร่วมกันทำลายทรัพย์สิน รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นกว่า 6 แสนบาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของทางราชการ
โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้จำคุก จำเลย ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ จำคุก 3 เดือน ถึง 8 เดือน ส่วนอีก 6 คน เป็นเยาวชนขณะเกิดเหตุ โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา พร้อมออกหมายจับจำเลย อีก 7 คน ที่ไม่เดินทางมาศาลในวันนี้
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก นายธเนศร์ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยอื่น ๆ พิพากษาจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี 6 เดือน และโทษจำคุกให้รอลงอาญา 6 คน เนื่องจากขณะกระทำผิดยังเป็นเยาวชนอยู่

(ข้อมูล)อนุกมธ ในกมธ.ยกร่างฯ11คณะ


วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557
เผยชื่อ'ปธ.อนุกมธ.11คณะ'


“กมธ.ยกร่างรธน.” เผย “ชื่อ ปธ.อนุกมธ. 11 คณะ” มั่นใจส่งมอบร่าง รธน.ให้“สปช.”ได้ภายใน 17 เม.ย.58 ลั่นไม่ลากยาว
 
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมผ่านมติการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านสารัตถะหรือเนื้อหาจำนวน 10 บวก 1 คณะ คือ 10 คณะเป็นเนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่เริ่มดำเนินการทันที ส่วนอีกหนึ่งคณะเป็นการเตรียมการตรากฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วย โดยทั้ง 11 คณะประกอบด้วย

โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้รายชื่อคณะกรรมาธิการที่อาสาเป็นประธาน คือ คณะที่ 1 คือ อนุกรรมาธิการกรอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ รับผิดชอบในการพิจารณาเกี่ยวกับภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวดสอง ส่วนที่ 1 ความเป็นพลเมืองและส่วนที่สามหน้าที่พลเมือง มีนายมานิจ สุขสมจิตร เป็นประธาน สำหรับคณะที่สองเป็นคณะอนุกรรมาธิการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ รับผิดชอบพิจารณาศึกษา ภาค 1 พระมหากษัตริย์ และประชาชน หมวดสอง ประชาชน ส่วนที่ 2 สิทธิ เสรีภาพของพลเมือง และส่วนที่ 4 การมีส่วนร่วมทางการเมืองและส่วนที่ 5 การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมีนายปกรณ์ ปรียากร เป็นประธาน

นายคำนูญ กล่าวว่า คณะที่สามรับผิดชอบพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับ ภาคสองผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ในหมวด 1 ระบบผู้แทนที่ดี และผู้นำการเมืองที่ดี หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวดสาม รัฐสภา และหมวดสี่คณะรัฐมนตรี มีนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน สำหรับคณะที่สี่ พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับภาคสอง หมวด 5 การเงิน การคลังและการงบประมาณของรัฐ มีนายจรัส สุวรรณมาลา เป็นประธาน ส่วนคณะที่ 5 ศึกษาเกี่ยวกับภาคสอง หมวดที่ 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน มีนายปรีชา วัชราภัย เป็นประธาน

โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า คณะที่ 6 พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับภาคสอง หมวด 7 การกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น มีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นประธาน ทั้งนี้คณะที่ 7 ศึกษาเกี่ยวกับภาคสาม นิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในหมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม มีนายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นประธาน สำหรับคณะที่ 8 ศึกษาเกี่ยวกับ ภาคสามสองเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน

นายคำนูญ กล่าวว่า คณะที่ 9 พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับภาคสี่ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เฉพาะหมวด 1 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม มีนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นประธาน ส่วนคณะที่ 10 ศึกษาเกี่ยวกับภาคสี่ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การสร้างความปรองดอง มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ส่วนอีกหนึ่งคณะนั้น โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า คืออนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอแนะในการตรากฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มีนายเจษฏ์ โทณะวณิก เป็นประธาน
โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า เมื่อได้คณะอนุกรรมาธิการทั้ง 11 คณะแล้วจะเปิดโอกาสให้ สปช.ส่งตัวแทนมาร่วมคณะละไม่เกิน 5 คน และจะให้มีสนช.ส่งตัวแทนได้ 1 คนต่อ 1 คณะ ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามข้อบังคับคือมีจำนวนอนุกรรมาธิการฯแต่ละคณะไม่เกิน 15 คน ยกเว้นบางคณะที่มีความจำเป็นจะมีได้ไม่เกิน 21 คน โดยรายชื่อของคณะอนุกรรมาธิการฯทั้งหมด จะมีคำสั่งแต่งตั้งภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย.หรือช้าที่สุดไม่เกินเช้าวันจันทร์ที่ 17 พ.ย.57 จากนั้นจะมีการประชุม

นายคำนูณ กล่าวว่า หลังจากที่รับฟังความเห็นพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 17-25 พ.ย.2557 แล้ว โดยอนุกรรมาธิการฯ 10 คณะจะพิจารณาเนื้อหาตั้งแต่สัปดาห์หน้า ก่อนจะนำข้อสรุปผลการรับฟังความเห็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ 26 พ.ย.57 จากนั้นในวันที่ 15-16 ธ.ค.น่าจะมีการพิจารณาในที่ประชุม สปช.และส่งข้อเสนอจาก สปช.ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 ธ.ค. และในวันที่ 20 ธ.ค. คณะกรรมาธิการยกร่างฯจะเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ โดยลงรายละเอียดเป็นรายมาตรา เพื่อส่งมอบรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตามกรอบเวลาที่กำหนดในวันที่ 17 เม.ย.58 โดยมีความตั้งใจที่จะให้แล้วเสร็จก่อนสงกรานต์
“การร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกรอบเวลา เพราะเป็นบทบังคับของรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการฯทั้ง 36 คน ไม่เอาชื่อเสียงมาทิ้งไว้ในชั้นนี้ รัฐธรรมนูญจะดีหรือไม่ดีอีกเรื่องหนึ่งแต่ทำงานไม่ทันอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าฟ้าไม่ถล่มดินไม่ทลายรัฐธรรมนูญจะเสร็จภายในวันที่ 17 เม.ย.58 แม้ว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะเปิดช่องให้มีการร่างใหม่ หากไม่เสร็จตามกรอบเวลา แต่ทุกคนมีเกียรติยศชื่อเสียง จึงขอให้ให้ความไว้วางใจต่อคนทำงานเพราะถ้าทำไม่เสร็จ จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแผนที่จะลากยาว ย่อมทำให้สังคมไม่เกิดความสงบสุข และเชื่อว่าไม่ใช่ความปรารถนาของ คสช.เช่นเดียวกัน” โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าว

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จนท.วางกำลังเข้มรับ สกน. เจรจา ม.ล.ปนัดดา ทบทวนแผนแม่บทป่าไม้

จนท.วางกำลังเข้มรับ สกน. เจรจา ม.ล.ปนัดดา ทบทวนแผนแม่บทป่าไม้

จนท.ทหาร-ตำรวจวางกำลังเข้มรอบศาลากลางเชียงใหม่ พร้อมกล่อมชาวบ้านที่รอฟังผลเจรจาระหว่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล และผู้แทนเสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ โดยฝ่ายชาวบ้านเสนอให้ทบทวนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66 รวมทั้งแผนแม่บทป่าไม้ที่ขัดขวางแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่า
ดิเรก กองเงิน และตัวแทน สกน. 4 คน เดินเท้าจากอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มาถึงศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าเจรจาเรื่องป่าไม้และที่ดิน กับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางการวางกำลังของเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ รอบศาลากลาง (ที่มา: เพจพลิกฟื้นผืนดินไทย)
13 พ.ย. 2557 - ตามที่เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) ได้สกัดไม่ให้สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ทำกิจกรรม "เดิน ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย" โดยระบุว่าขัดต่อกฎอัยการศึก และช่วงบ่ายทหารได้การจับกุมผู้พยายามเดินรณรงค์ ก่อนมีการเจรจาให้ปล่อยตัว และตกลงกับทหารว่าจะยุติการจัดกิจกรรม และรอพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ดาวพงศ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)
ขณะที่เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) พ.อ.โภคา จอกลอย รอง ผบ.มทบ.33 เดินทางมาที่สำนักงาน สกน. เพื่อเจรจากับแกนนำ สกน. ที่จะเดินทางไปพบ ม.ล.ปนัดดา ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยขอให้งดสวมเสื้อสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม "เดิน ก้าว แลกฯ" อย่างไรก็ตามแกนนำไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ โดยระบุว่าไม่สามารถบังคับให้ใครใส่หรือไม่ใส่เสื้ออะไรได้ แต่จะพยายามทำให้กิจกรรมเป็นไปอย่างเรียบร้อย (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)
ต่อมาเช้าวันที่ 13 พ.ย. ดิเรก กองเงิน และตัวแทน สกน. รวม 4 คน ได้เดินเท้ามาจากอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ผ่าน ถ.ห้วยแก้ว ถ.คันคลองชลประทาน เพื่อมาที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ตามที่นัดเจรจากับ ม.ล.ปนัดดา รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ภายในอาคารศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ และด้านนอกมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตรึงกำลังเข้ม
ทหารเดินมาพูดคุยกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มานั่งรอให้กำลังใจแกนนำ สกน. และมารอฟังผลเจรจาอยู่ภายนอกด้วย (ที่มา: เพจพลิกฟื้นผืนดินไทย)

ขณะเดียวกันในเพจ "พลิกฟื้นผืนดินไทย" เผยภาพทหารเดินมาพูดคุยกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มานั่งรอให้กำลังใจแกนนำ สกน. และมารอฟังผลเจรจาอยู่ภายนอกด้วย
ต่อมาเมื่อเวลา 10.40 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายดิเรก พร้อมตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ยื่นหนังสือต่อ ม.ล.ปนัดดา เสนอให้แก้ไขปัญหาผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้ และคำสั่ง คสช.ที่ 64 และ 66/2557 การพิจารณาแนวทางการทบทวนแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และเสนอให้พิจารณาการดำเนินการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ให้พิจารณาโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน การดำเนินการโฉนดชุมชน พิจารณาการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม แนวทางการผลักดันนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ติดตามการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และให้พิจารณาการดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

สถานการณ์ข่าว 14พ.ย.57

สนช.งด

สนช. งดประชุม ขณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชัดรายชื่ออนุกรรมาธิการ 11 คณะ วันนี้ ยัน พร้อมทำงานสัปดาห์หน้า

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา วันนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีคำสั่งงดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ยังมีสมาชิก สนช. มาประชุมส่วนงานกรรมาธิการวิสามัญชุด
ต่าง ๆ หลายคณะ อาทิ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการผังเมืองและการใช้พื้นที่ คณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระ
ราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม ขณะเดียวกัน เวลา 09.30 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดประชุม โดยวันนี้จะมีความชัดเจนรายชื่อในคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 11 คณะ ที่จะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมประชุมได้ในสัปดาห์เป็นต้นไป และจากนี้ไป คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะยังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด
------
"จเร" เตรียมเปิดโครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถ สปช. - กมธ.รธน. ขณะช่วงบ่าย "เทียนฉาย" บรรยายพิเศษ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานสนับสนุนกระบวนการนิติบัญญัติ สปช. และคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.อย่างมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2558 เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และความเข้าใจในการปฏิบัติงานของสำนักกรรมาธิการ 1, 2 และ 3 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ สปช. ทั้งนี้ งานจะเริ่ม เวลา 08.30-15.30 น. ที่ห้องประชุมรักตะกนิษฐ โรงแรมสวนดุสิตเพลส มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งในเวลา 09.30 น. นายจเร  พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นประธานในพิธีเปิดสัมมนาและบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับการดำเนินงานของคณะ กมธ.สปช. และคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.”

นอกจากนี้ ในเวลา 13.00 น. นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.จะมอบนโยบาย และบรรยายพิเศษเรื่อง “มุมมองในการปฏิรูปประเทศ ทิศทางในการดำเนินงานของ สปช. และคณะ กมธ.”
---------
กมธ.ยกร่าง รธน. ทยอยร่วมประชุมแล้ว จับตาสถานะ สนช. - สปช. รวม 3 คน หลัง ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนถอด 38 ส.ว.

บรรยากาศที่รัฐสภา การรักษาความปลอดภัย ยังเป็นไปอย่างเข้มงวด ถึงแม้ไม่มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด กรรมาธิการเข้าประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนญแล้ว โดยมี นาย
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการดำเนินการประชุม ซึ่งวันนี้จะรวมรายชื่อในสัดส่วนต่างๆ ของคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 11 คณะ ต้องเสร็จสิ้นในวันนี้ เพื่อประกาศแต่งตั้งและดำเนินงานในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกัน ภายหลัง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งรายงานไต่สวน 38 ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ประเด็นที่มา ส.ว. มาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาถอดถอด พบว่ามีรายชื่อสมาชิก สปช. 2 คน คือ นายดิเรก ถึงฝั่ง พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ และสมาชิก สนช. 1 คน คือ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ ดังนั้น ต้องติดตามสถานะว่า ทั้ง 3 คน มีความเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหรือไม่
---------------
สปช. "เสรี" จ่อชงโครงสร้างทางการเมือง เชื่อ รธน.ถาวร แก้ขัดแย้งได้ ขอ สผ. จัดสรรงบประมาณโปร่งใส

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ต้องการเสนอให้มีโครงสร้างทางการเมืองที่สมบูรณ์ และสร้างความเข้มแข็ง พร้อมคานอำนาจ เพื่อให้ประเทศมีความสงบสุข นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ในการทำหน้าที่ของ สปช. จะต้องไม่มีการถอยหลัง และเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการเดินไปข้างหน้า และแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดสรรงบประมาณการใช้จ่ายให้ชัดเจน โปร่งใส รวมถึงการกำหนดเงินประจำตำแหน่ง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้งบประมาณ
--------------
"เทียนฉาย" มอบนโยบายแก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เน้นย้ำทำงานรวดเร็ว มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มอบนโยบาย และบรรยายพิเศษเรื่อง “มุมมองในการปฏิรูปประเทศ ทิศทางในการดำเนินงานของ สปช. และคณะ กมธ.” ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการทำงานที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ยังได้กล่าวถึงวิธีการลงคะแนนแบบใส่ซองแล้วเปิดซองเพื่อนับคะแนน มองว่าการนับแบบนี้มันล่าช้าเกินไป จึงเสนอว่าในวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน นี้ ที่จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ 5 คณะ ให้เขียนใส่กระดาษที่แจกเลย ไม่ต้องใส่ซอง

นอกจากนี้ นายเทียนฉาย ยังกล่าวว่า รู้สึกกังวลในการทำงานของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หากระบบการทำงานยังคงเป็นแบบเดิม การปฏิรูปประเทศคงไม่สำเร็จทันกรอบระยะเวลา 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ต้องการให้มีการกำหนดนิยามคำว่า "การมีส่วนร่วมของประชาชน" อย่างชัดเจน
-------------------
เทียนฉาย รับ การปฏิรูปต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด ควรยึดตามกรอบ ใน รธน.ชั่วคราว 

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การปฏิรูปต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวความคิด หลักการ รวมทั้งองคาพยพ ต้องอาศัยการปรับรื้อระบบหรือโครงสร้างก่อนถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป้าหมายของการปฏิรูปควรยึดกรอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งมี 6 ข้อ คือ ต้องทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข มีความเหมาะสมกับสังคมไทย มีระบบเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม มีกลไกของรัฐที่ให้บริการกับประชาชนทั่วถึง สะดวก และรวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปได้แบ่งออกเป็น 18 ด้าน เพื่อไปสู่เป้าหมายทั้ง 6 ข้อ โดยอาจมีการแบ่งประเด็นแยกย่อยออกไปอีก เพื่อให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น
--------------
"เทียนฉาย" ยัน ม.35 ไม่กระทบการยกร่าง รธน. ย้ำเป็นกลาง 17 พ.ย. นี้ เปิดศูนย์รับฟังความเห็นเป็นทางการ 

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ในการเปิดรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งจะเปิดรับความคิดเห็นอย่างเสรี ตามมาตรา 35 โดยมีความเป็นกลาง ไม่อคติ โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และจะทำอย่างมีกระบวนการ

นอกจากนี้ การรับฟังความเห็นประชาชนสามารถทำได้ท่ามกลางกฎอัยการศึก และไม่มีปัญหาต่อการทำงานของ สปช. ในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนโดยจะต้องนำเรื่องนี้หารือต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะเดียวกัน ต้องมีกลไกที่จะทำให้กรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 คณะที่ความเชื่อมโยงกัน

ทั้งนี้ ด้วยเวลาที่จำกัด สปช. อาจจะไม่สามารถปฏิรูปได้ในประเด็นที่ปลีกย่อยแต่จะต้องปฏิรูปในเรื่องหลัก ๆ ให้สำเร็จตามกรอบระยะเวลา
------------------
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เผย 3 พรรคการเมืองตอบรับแล้ว คาดเพื่อไทยมาต้นเดือนธันวาคม พร้อมยืนยันเลื่อนหารือไม่กระทบกรอบทำงาน

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้เปิดให้กรรมาธิการพิจารณาในหมวดที่ 7 การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาค 3 นิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงได้รายชื่อของอนุกรรมาธิการ ทั้ง 10 คณะ อย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว พร้อมรอประกาศแต่งตั้งเป็นทางการในวันที่ 17 พฤศจิกายน นอกจากนี้ ยังรายงานความคืบหน้าในการเชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ และกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ซึ่งยังไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธการเข้าร่วมชี้แจงความเห็น โดยได้ประสานเป็นการภายในแล้ว แต่อาจมีการเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการ

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมแล้ว 3 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคเพื่อไทย คาดว่า จะเข้าร่วมช่วงต้นเดือนธันวาคม พร้อมยืนยันการเลื่อนกำหนดการหารือออกไปใหม่ส่งผลกระทบต่อกรอบการทำงานของกรรมาธิการ
--------------
"เทียนฉาย" ไม่ทราบรายละเอียด ทหารบีบ ไทยพีบีเอส ยุติการนำเสนอ รายการเสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าพบผู้บริหารไทยพีบีเอส ให้ยุติการนำเสนอ รายการเสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป และ ถอด นางสาวณาตยา แวววีรคุปต์ ออกจากการเป็นผู้ดำเนินรายการ เนื่องจากไม่พอใจการตั้งคำถามและมีเนื้อหาพาดพิงการรัฐประหารรวมอยู่ด้วย ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องนี้  แต่การรับฟังความเห็นในส่วนของ สปช. จะต้องรอการตั้งกรรมาธิการการมีส่วนร่วมก่อน รวมถึงกระบวนการเทคนิควิธีในการรับฟังความเห็น ซึ่งจะมีความชัดเจน ในวันจันทร์ที่ 17 พ.ย. นี้

นอกจากนี้ มองว่ากรณีที่เกิดขึ้น ไม่ได้นำมาเป็นเกณฑ์ที่จะรับฟังความเห็นประชาชนของ สปช. และการตีกรอบของ คสช. จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการดังกล่าวด้วย เนื่องจาก สปช. ดำเนินการตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่คนละส่วนกัน
/////
ถอดถอน

"กฤช" รับ เจตนาแก้ไข รธน. ที่มา ส.ว. เผย ยังไม่ได้พูดคุยกลุ่มเพื่อน ยัน เคารพการตัดสินใจผู้มีอำนาจ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว อดีต ส.ว.กำแพงเพชร และผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 267 กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. เปิดเผยสำนักข่าว INN หลัง ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวน 38 อดีต ส.ว. ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาถอดถอน นั้น ว่า มีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. หากมีโอกาสและสามารถทำได้ เนื่องจากเป็นนโยบายขณะหาเสียง และพร้อมต่อสู้ แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวกับเพื่อน ส.ว. อีก 37 คน ซึ่งอาจจะมีการพูดคุยกับในกลุ่มเล็กที่สนิทกันก่อน

อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสเป็น ส.ว. อีกครั้ง และรัฐธรรมนูญ ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ยืนยันว่าจะแก้ไขอีกครั้งอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เคารพในการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ และ สนช. จะรับเรื่องหรือมีมติในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ก็ต้องรอ
-------------------
"จเร" เผย หลังมี 5 กมธ. จ่อตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อเสนอแนะ ขณะ 17 พ.ย. ปธ.สปช. เปิดศูนย์รับฟังความเห็นปฏิรูป

นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การดำเนินของสำนักงานเลขาธิการฯ ขณะนี้ จะทำงานร่วมกันโดยแบ่งเป็นทีมการทำงาน เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ ทั้งนี้ มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นประชาชน ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ หลังจากตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 5 คณะ แล้ว สำนักงานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนและรวบรวมข้อมูล พร้อมเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งในส่วนการรับฟังความเห็นประชาชน จะใช้ 3 ช่องทาง คือ ไปรษณีย์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเว็บไซต์รัฐสภา รวมทั้งจะเปิดรับฟังความเห็นผ่านรายการวิทยุรัฐสภา และสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17 พ.ย. ช่วงบ่าย ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะเป็นประธานเปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นในการปฏิรูป ภายในอาคารรัฐสภา เพื่อรับข้อเสนอจากประชาชนที่สามารถเข้ามายื่นเรื่องด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่จะรวบข้อเสนอต่างๆ เป็นรายวัน เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความเห็นพิจารณา จากนั้น จึงรายงานให้ประชาชนรับทราบ
---------------
"พล.อ.เลิศรัตน์" เชื่อ เพื่อไทย เข้าร่วมถก กมธ.ยกร่าง แนะพรรคทำหนังสือขอ คสช. ชี้ ทำประชามติ ต้องแก้ รธน.ชั่วคราว

พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่า ทุกพรรคการเมืองและกลุ่มคู่ขัดแย้งจะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่างร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่อาจจะติดในเรื่องของห้วงเวลาที่อาจต้องขอเลื่อนออกไปบ้างเพื่อการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่มีกระแสข่าวจะไม่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นนั้น เห็นว่า อาจยังไม่พร้อมมาตามกำหนดเชิญ สำหรับข้ออ้างของพรรคการเมือง ที่ระบุว่า ยังไม่พร้อมให้ความเห็น เพราะไม่สามารถประชุมกรรมการบริหารพรรคได้ เนื่องจากติดคำสั่งห้ามของ คสช. นั้น พรรคการเมืองสามารถทำหนังสือ ถึง คสช. เพื่อขอประชุมกรรมการบริหารพรรคตามเงื่อนไขได้ และจะได้การตอบรับโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากจะมีการทำประชามติ ทาง คสช. และรัฐบาล ต้องกลับไปแกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก่อน
----------------
ปธ.สนช. - รองฯ เตรียมหารือ กรณีถอดถอน 38 อดีต ส.ว. "พล.ต.กลชัย" ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาถอดถอน 38 ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ว่า ตามกระบวนการเมื่อสำนวนมาถึง ประธาน สนช. จะต้องบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมภายใน 30 วัน เพื่อพิจารณาถอดถอน ส่วน พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ ที่เป็นสมาชิก สนช. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ คงต้องมาพิจารณาก่อนว่าตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่กำหนดว่า สนช. ทำหน้าที่ ส.ส.-ส.ว. แต่ถือว่าเป็น ส.ส.-ส.ว. หรือไม่

ขณะที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คือ นายดิเรก ถึงฝั่ง และ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นั้น คงไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ในวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ประธาน และ รองประธาน สนช. จะหารือกันเพื่อความชัดเจน
-------------
ประธาน ป.ป.ช. เผย อาจส่ง "วิชา - สรรเสริญ" เข้ารายงานข้อมูลต่อ สนช. วันแถลงเปิดคดี "ยิ่งลักษณ์"

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีการส่งตัวแทนเข้าร่วมในวันแถลงเปิดคดีถอดถอนของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้รับหนังสือนัดหมายจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่เบื้องต้นคาดว่าจะส่ง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. และตัวแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกล่าวเป็นผู้เข้าให้ข้อมูลกับ สนช. ซึ่งอาจจะมีการนำข้อมูลตัวเลขการสรุปปิดบัญชีข้าวของกระทรวงการคลังที่พบว่ามีความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท รายงานต่อ สนช. ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายปานเทพ เปิดเผยว่า สำหรับการตัวแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ คือ นายวิชา มหาคุณ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีกังกล่าว
------------------
ป.ป.ช. บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สนง. ครบรอบ 15 ปี ขณะ 17 พ.ย. "อ.เฉลิมชัย" บรรยายพิเศษ “ทุจริตคิด โกงชาติ จะพินาศทั้งราษฎร์รัฐ”

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการจัดทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักงาน เนื่องจากอยู่ในช่วงครบรอบ 15 ปี ของ สำนักงาน ป.ป.ช.
โดย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ในวันนี้ทาง ป.ป.ช. ได้จัดพิธีทางศาสนาเนื่องในวันสถาปนาสำนักงาน โดยได้
มีการสักการะศาลเจ้าที่ ศาลตายายประจำสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อเป็นสิริมงคล โดยในวันที่ 17 พ.ย. 2557 จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทุจริตคิด โกงชาติ จะพินาศทั้งราษฎร์รัฐ” โดย อ.เฉลิมชัย โฆษิต
พิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ และวันที่ 18 พฤศจิกายน มีการสัมมนาวิชาการ “คอร์รัปชันในระบบราชการ : ต้องทำอะไรต่อ?” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเนื่องในวันครบรอบ 15 ปี ป.ป.ช.

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 14.29 น. คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเดินทางไปบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก ด้วยเช่นกัน
----------------
ปธ.ป.ป.ช. เผย ประชุมร่วม อสส. ครั้งต่อไป ต้องได้ข้อสรุปคดี "ยิ่งลักษณ์" ยัน หาก อสส. ไม่ส่งฟ้อง จะดำเนินการเอง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการประชุมของคณะทำงานร่วมอัยการสูงสุด (อสส.) และ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาคดีโครงการรับจำนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า กรณีที่ อสส. ขอให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติมนั้น ป.ป.ช. เห็นว่าพยานเดิมนั้นเพียงพอแล้ว แต่ในส่วนของเอกสารจะพยายามหาเพิ่มเติให้ ซึ่งในการประชุมครั้งที่แล้ว ทาง อสส. รับปากว่าจะนำข้อเสนอของทาง ป.ป.ช. ไปพิจารณา

ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วในการประชุมครั้งต่อไปควรได้ข้อสรุปว่า ทาง อสส. จะเป็นส่งสำนวนคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งทาง
ป.ป.ช. ยืนยันว่า ต้องการให้ อสส. เป็นผู้ส่งฟ้อง แต่หาก อสส. ไม่ส่ง ทาง ป.ป.ช. ก็จะนำเรื่องมาดำเนินการเอง

ขณะที่ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมครั้งต่อไป แต่มีการตั้งคณะทำงานแต่ละฝ่ายเพื่อประสานงานกันในเบื้องต้นแล้ว

--------------
"นิคม" ไม่กังวลโดนถอดถอน แถลงค้าน ป.ป.ช. 12 ธ.ค. ขอ สนช. พิจารณารอบคอบ ขณะกำหนดวันลงมติ 26 ธ.ค. 

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 57 จะเป็นการประชุมนัดแรกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อกำหนดวันแถลงเปิดคดีถอนถอน พร้อมทั้งพิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งนี้ ไม่มีความกังวลต่อการชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. แต่ในวันดังกล่าว จะไม่ได้เดินทางไปด้วยตนเอง แต่จะเดินทางไปในวันแถลงเปิดคดี โดย สนช. จะประชุมทั้งหมด 5 ครั้ง และวันลงมติคือวันที่ 26 ธันวาคม 57 โดยต้องได้เสียง 3 ใน 5 ขณะที่เชื่อว่า สนช. จะใช้วิจารณญาณพิจารณาอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 ธันวาคม 57 ป.ป.ช. จะเดินทางไปแถลงต่อ สนช. และ นายนิคม จะแถลงค้านพร้อมหลักฐาน เชื่อว่า ในวันดังกล่าวหากมีการถ่ายทอด ประชาชนจะเข้าใจและทราบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ว่าผู้ใดที่เจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม
----------------
"วิชา" ระบุ สนช.-สปช. มีชื่ถูกถอดถอน ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้ เพราะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่มีรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 3 ราย อยู่ในสำนวนถอดถอนอดีต 38 ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. โดยมิชอบที่ ป.ป.ช. มีมติส่งให้ สนช. พิจารณาถอดถอนว่า บุคคลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เนื่องจากขณะนี้ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เป็น ส.ว. แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็น สนช. และ สปช. ต่อไปได้ เนื่องจากทั้ง 3 คน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว

อย่างไรก็ตาม หาก สนช. เห็นว่า ทั้งสามคนจำเป็นต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน ก็เป็นหน้าที่ของ สนช. ที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความต่อไป แต่ ป.ป.ช. เห็นว่าไม่จำเป็น
////////////
นายกฯเคลื่อนไหว

นายกฯ เข้าปฏิบัติงานทำเนียบแล้ว ก่อนเดินทางบันทึกเทปกล่าวถวายราชสดุดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุดในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 10.05 น. โดยคาดว่าเข้ามาปฏิบัติงานตามปกติ เนื่องจากในช่วงเช้า ไม่มีวาระงานพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะเดินทางไปบันทึกเทปโทรทัศน์ กล่าวคำถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2557 ที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ
-----------------
โฆษกรัฐบาล ประชุมตัวแทนทุกกระทรวง เตรียมแถลงผลงาน 3 เดือน 

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนทุกกระทรวง เพื่อวางแนวทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร โดยกล่าวก่อนการประชุมว่า เป็นการเตรียมวางแผนนำเสนอผลงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน ซึ่งจะมีการแถลงให้ประชาชนได้รับทราบในช่วงต้นเดือน ธ.ค. หลังได้รวบรวมและสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่ดำเนินการไปแล้ว และประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร การขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน การสนับสนุนการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในประเทศ

ขณะเดียวกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ส่วนของขวัญที่เตรียมจะมอบให้กับประชาชนในช่วงปีใหม่นั้น จะมีทั้งเรื่องของการดำเนินงานด้านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาให้มีความทันสมัย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยให้ กระทรวงมหาดไทย เข้าดำเนินการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งการดูแลประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วย
----------------
พล.อ.อนุพงษ์ รับ ผังเมืองยังมีปัญหาด้านกฎหมาย เร่งแก้ปัญหา รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลุยต้านคอร์รัปชั่น 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังจากที่ประธานหอการค้าไทย สภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เข้าพบ ว่า ได้มีการ
เสนอแนวความคิดที่จะทำให้การทำงานของ กรอ. ดีขึ้น ทั้ง กรอ. จังหวัด และ กรอ. กลุ่มจังหวัด รวมถึงในเรื่องของผังเมืองที่ยังมีปัญหาทางกฎหมายอยู่มาก เนื่องมาจากนโยบายที่นายกรัฐมนตรี
จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะหากจะให้ผังเมืองเกิดขึ้นได้เร็วก็อาจต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อตอบสนองโครงการแล้วจึงจะนำข้อสรุปไปเสนอต่อรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้หารือกันถึงเรื่องที่นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ถึงแนวทางขององค์กรต่อต้านคอรัปชั่น อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้ สภาหอหารค้า และ กรอ. ไม่ได้มีการเสนอให้ คสช. ยกเลิกกฎอัยการศึกแต่อย่างใด
-------------------
นายกฯ บันทึกเทปอาเศียรวาท วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พร้อมคณะได้เดินทางมาที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อบันทึกเทปอาเศียรวาท เนื่องใน
โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ซึ่งการบันทึกเทปวันนี้มี 6 คณะ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานนำกล่าวอาเศียรวาท ขณะเดียวกันยังมี คณะกระทรวงกลาโหม คณะกระทรวงการต่างประเทศ และคณะกองบัญชาการกองทัพเรือด้วย โดยจะมีการออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบบก ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้
////////////
สปช.สายสื่อ เรียกร้อง คสช. - รัฐบาล ยกเลิกประกาศ 97 - 103 อ้างเหตุทหารบุก TPBS กดดันการทำงาน

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสื่อ กล่าวว่า สื่อมวลชนมีความสำคัญอย่างมากในช่วงที่มีการปฏิรูปประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การทำหน้าที่ของสื่อจะเป็นตัวชี้ว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่บทบาทของสื่อ หากสื่อสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่ถูกขัดขวาง มีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ ที่ผ่านมาตนได้นำปัญหาและอุปสรรคของการทำหน้าที่ของสื่อ ไปแจ้งต่อที่ประชุมวิป สปช. โดยเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 ที่เป็นอุปสรรคของสื่อในการเชิญบุคคลไปปออกรายการทีวี ทั้งนี้ เพื่อให้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. สื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะคสช. ถึงอุปสรรคว่าควรมีการผ่อนคลาย ให้สื่อสามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา อย่างกรณีเรื่องที่เกิดขึ้นกับรายการ “เสียงประชาชน” ของสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส (TPBS) ที่มีข่าวว่า มีทหารกลุ่มหนึ่งเข้าไปกดดัน จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างภาพลักษณ์ และบรรยากาศที่ไม่ดีของการทำหน้าที่ของสื่อ


คสช.ใส่เกียร์ถอย !! ยกเลิกคำสั่ง ‘ปิดปากสื่อ’

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 26 กรกฎาคม 2557 

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -อุ๊ตะ !! นึกว่าประเทศไทยกลายเป็น ‘เผด็จการทหาร’ สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว เพราะอยู่ๆ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่นำโดย ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ออกประกาศฉบับที่ 97/2557 เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2557 เรื่องการให้ความร่วมมือกับ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าตกใจ และปฏิเสธไม่ได้ว่านำมาซึ่งเสียงวิจารณ์จากสื่อแทบทุกสำนักว่าการเป็นการออกคำสั่ง 'ปิดปากสื่อ'
       
       เนื่องเพราะ ในข้อ 3 (3) และข้อ 5 ของประกาศฉบับดังกล่าวระบุชัดว่าห้ามวิพากษ์วิจารณ์ คสช. หากสื่อใดฝ่าฝืนก็มีโทษถึงขั้น 'ถูกปิด' กันเลยทีเดียว โดยข้อ 3 (3) ระบุว่า ..ให้งดเว้นการวิพากษ์ วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. เจ้าหน้าที่ของ คสช. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ในข้อ 5 ระบุว่า ...ในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 2 หรือ 3 ให้ระงับการจำหน่าย จ่าย แจก หรือเผยแพร่สื่อพิมพ์ รวมทั้งการออกอากาศของรายการดังกล่าวโดยทันที และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดความผิดฐานนั้นดำเนินการตามกฎหมาย
       
       นอกจากนั้นยัง ประกาศในข้อ 3(4) ยังระบุว่า..ห้ามเผยแพร่ ข้อมูลเสียง ภาพ วิดีทัศน์ ความลับของการปฏิบัติงานของหน่วยราชการต่างๆ ….....ซึ่งบรรดาองค์กรสื่อมองว่าข้อห้ามในลักษณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอข่าวกรณีทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสื่อจำเป็นต้องมีหลักฐานทางราชการมาประกอบการในการนำเสนอข่าว เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและป้องกันการถูกฟ้องร้องจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าสื่อกลั่นแกล้งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
       
       แปลกันง่ายๆไม่อ้อมค้อมก็คือ คสช. กำลังสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นองค์กรที่ 'แตะต้องไม่ได้' และหากสื่อสำนักไหนกล้าแตะ ก็อาจถูก คสช.เล่นงานถึงขั้น 'สั่งปิด'
       
       ถามว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงประเทศไทยจะต่างอะไรกับประเทศที่ปกครองด้วยเผ็ดการ ? เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่การ 'ปิดปากสื่อ' เท่านั้น แต่ยังเป็นการ 'ปิดหูปิดตาประชาชน' อีกด้วย
       
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการทุกเรื่อง ทุกองค์กร ทุกโครงการ ในประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดสรรงบประมาณ หนำซ้ำยังสามารถเรียกบุคคลใดมารายงานตัวก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นไปได้ อย่างไรที่ คสช.ซึ่งล้วนแต่เป็นทหารในกองทัพจะรู้ลึกรู้จริงและสามารถพิจารณาตัดสินใจในทุกเรื่องได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไร้ข้อผิดพลาด และ คสช.ต้องไม่ลืมว่าสื่อไม่ได้มีหน้าที่พีอาร์หรือเชลียร์ผู้มีอำนาจ หากแต่มีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงและติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ที่อาสามารับใช้บ้านเมือง ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมาจากกลไกการเลือกตั้ง หรือการปฏิวัติรัฐประหาร หาก คสช.ไม่รับฟังข้อท้วงติงของสื่อ คสช.จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พวกท่านกำลังทำนั้นก่อให้เกิดปัญหาอะไรตามมาหรือไม่ ? หรือกำลังพาประเทศไทยดิ่งเหวหรือเปล่า ? ขณะเดียวกันประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศจะรู้ได้อย่างไรว่า คสช.กำลังทำอะไรกับบ้านนี้เมืองนี้ ? และจะส่งผลดีผลเสียอย่างไร ?
       
       และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หาก คสช. ตั้งใจเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง มุ่งมั่นทำดี โปร่งใส เหตุใดต้องกลัวการตรวจสอบ ? และเหตุใดจึงรับไม่ได้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ? 
       
       เป็นธรรมดาที่ทันทีที่มีประกาศดังกล่าวออกมา บรรดาสื่อทุกสำนักจึงออกมาคัดค้านกันถ้วนหน้า กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอา คสช.นั่งไม่ติด ต้องส่งเทียบเชิญตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อจาก 4 องค์กร อันประกอบด้วย นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย , นายวิสุทธ์ คมวัชรพงษ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย , นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายภัทระ คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ในฐานะตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มาพบปะหารือเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คสช.เป็นตัวแทนฝ่ายกองทัพมาเจรจาไกล่เกลี่ย
       
       งานนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ กระแอมกระไออ้างว่าเป็นเรื่องของการเข้าใจผิด เนื่องจากสื่อสารไม่ตรงกัน เนื่องจากประกาศฉบับที่ 97 ของ คสช.นั้น เกิดจากการรวมประกาศฉบับที่ 14 และ 18 เข้าด้วยกัน ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ 'องค์กรสื่อเข้มแข็ง' และอยากให้ 'สื่อคุมกันเอง' แต่ภาษาที่ใช้ในประกาศดังกล่าวอาจทำให้เกิดความใจผิด
       
       “ ผมเป็นหัวหน้าโครงการรับผิดชอบการสร้างความปรองดองของ คสช. สืบเนื่องจากมีประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 ทราบดีว่าพี่น้องสื่อไม่สบายใจบ้าง แต่ผมเป็นคนรับฟังความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่มีปัญหาในการปฏิรูปประเทศจึงเชิญองค์กรสื่อมาพูดคุยกันว่า มันเป็นประเด็นปัญหาอะไรตรงไหน ทั้งนี้อยากฟังความคิดเห็นว่า คิดเห็นอย่างไรกับประกาศฉบับดังกล่าว ตัวหนังสือมันออกมาแล้วตรงกับเจตนาหรือไม่อย่างไร ”
       
       หลังการหารือระหว่างตัวแทนวิชาชีพสื่อกับฝ่าย คสช. สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่พอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดย คสช. ตัดสินใจใส่เกียร์ถอย ยอมแก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557 โดยเฉพาะรายละเอียดในข้อ 3 และข้อ 5
       
       โดยในช่วงดึกของวันที่ 21 ก.ค.2557 ได้มีประกาศฉบับที่ 103/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับที่ 97/2557 โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเลิกความในข้อ 3 (3) ซึ่งจากเดิมคือ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. เจ้าหน้าที่ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก็ให้เปลี่ยนเป็นคำว่า “การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. โดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ”
       
       และข้อ 5 ที่กำหนดบทลงโทษถึงขั้นปิดสื่อ ก็เปลี่ยนมาเป็น “ในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 2 หรือข้อ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่อาจส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ”
       
       ส่วน ข้อ 3(4) ที่ระบุว่า..ห้ามเผยแพร่ ข้อมูลเสียง ภาพ วีดิทัศน์ ความลับของการปฏิบัติงานของหน่วยราชการต่างๆ นั้น ในประกาศฉบับที่ 103/2557 นั้นไม่ได้มีการกล่าวถึง ซึ่งก็แปลว่าให้คงไว้เช่นเดิม
       
       ดังนั้น การออกประกาศ ฉบับที่ 103/2557เพื่อแก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557 จึงได้ข้อสรุปว่า หาก คสช. ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอข่าวของสื่อสำนักไหน หรือมองว่าสื่อใดนำเสนอข่าวไม่ต้องกับข้อเท็จจริง คสช. ก็จะส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพสื่อที่เป็นสมาชิกสอบสวน โดยใช้มาตรการให้สื่อควบคุมกันเอง แทนการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นปิดสื่อ
       
       อย่างไรก็ดี ด้าน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หนึ่งในตัวแทนที่เข้าหารือกับ คสช. ระบุว่า
       
       “ แม้การแก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557 ในครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขบางส่วนเท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้แก้ไข เพราะองค์กรสื่อเสนอว่าควรยกเลิกข้อ 5 ในประกาศ เพราะอันเดิมคือ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งระงับการจำหน่ายจ่ายแจกหรือปิดสื่อได้ แต่ที่แก้ไขใหม่จะเป็นภาระขององค์กรวิชาชีพ ทั้งนี้ หากย้อนไปดูในข้อยกเว้นในข้อ 3 เดิม ตั้งแต่3 (1) ถึง 3 (7) เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่มีอยู่ด้วย ซึ่งผมมองว่าในส่วนความผิดทางกฎหมายนั้น ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายดำเนินการแทน ดังนั้น สภาการหนังสือพิมพ์ และองค์กรวิชาชีพต้องกลับมาดูกันใหม่ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า สภาการฯ ควรรับพิจารณาเฉพาะกรณีจริยธรรมสื่อเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขใน ข้อ 3 (3) เป็นการแก้ไขเพื่อให้มีความชัดเจน เพราะหากยังคงไว้ สื่อจะไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ได้เลย ซึ่งนอกจากกระทบสื่อมวลชนแล้วยังกระทบประชาชนที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยด้วย ขณะที่ข้อ 3 (4) ที่เป็นการห้ามเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความลับนั้น องค์กรสื่อแจ้งว่าควรแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น เพราะเอกสารความลับทางราชการเป็นสิ่งที่สื่อใช้ทำข่าวการสืบสวนสอบสวน หรือทำข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่น”
       
       อย่างไรก็ดี แม้สุดท้าย คสช. จะยอมยกเลิกประกาศที่ให้อำนาจตนเองในการ 'ปากสื่อ' ที่หาญกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์เพราะทนกระแสต้านไม่ไหว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประกาศที่ออกมาในครั้งแรกนั้นทำให้ประชาชนอดเคลือบแคลงใจไม่ได้ว่า เหตุใด คสช.จึงกลัวการตรวจสอบ ? ถึงขั้นที่จะลุกขึ้นมาใช้อำนาจ 'ปิดสื่อ' ? 
       /////////////////////////

นักวิชาการ จี้สื่อใน สปช.เสนอยกเลิกประกาศ คสช.103
เรื่องโดย Nation TV
วันที่ 27 สิงหาคม 2557 17:43 น.267 views
นักวิชาการด้านสื่อฯ เรียกร้องตัวแทนสื่อมวลชนใน สปช.เสนอยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 103 หลังพบมีเนื้อหากำกวม สื่อเสี่ยงถูกฟ้อง
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ฝากถึงตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.) และได้รับคัดเลือกให้ไปทำหน้าที่ ให้เสนอยกเลิก ประกาศ คสช.ฉบับที่103/2557 ว่าด้วยการให้ความร่วมมือต่อคสช.และการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะที่ไม่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคสช.ด้วยเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ เนื่องจากมีเนื้อหากำกวมและยากต่อการทำงานของสื่อฯ ซึ่งจะทำให้สื่อมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องได้

ด้านนายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ หรือ สวส.บอกว่า ปัญหาที่ผ่านมาของสื่อฯ ประเด็นหลักคือการกำกับและตรวจสอบกันเองที่ไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง มีตัวอย่างที่สื่อถูกตรวจสอบแล้วไม่พอใจก็ลาออกจากการสังกัดองค์กรวิชาชีพ ทำให้การตรวจสอบนั้นไม่เกิดผลใดๆ ต่อไป และองค์กรวิชาชีพถูกเรียกว่าเป็นเสือกระดาษ นอกจากนั้นแล้วยังพบด้วยว่าสื่อ ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างฟุ่มเฟือยและไม่รับผิดชอบ, ยอมรับและให้ความร่วมมือต่อการถูกแทรกแซง 


และหากจะคำนึงถึงการปฏิรูปสื่อ มี 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ 1.โครงสร้าง การออกใบอนุญาต หรือสัมปทาน ต้องมีการตรวจสอบและทบทวนการออกใบอนุญาตในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม แทนการให้ใบอนุญาตระยะยาว 15 ปี เป็นต้น, 2.กลไกการกำกับดูแล, 3. กฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดให้เป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพ และยอมรับบทลงโทษ, 4.ปรับปรุงจริยธรรมให้ทันสมัย  และ 5.เพิ่มบทบาทของภาคประชาชนหรือผู้บริโภคสื่อฯ เช่น ในส่วนของหนังสือพิมพ์ ต้องมีกระบวนการการควบคุมด้านสื่อหนังสือพิมพ์ ที่ประกอบด้วยภาคประชาชน และตัวแทนสื่อที่ไม่ใช่กลุ่มมาเฟีย


เบื้องหลัง!บทสนทนา "ทหาร"บีบผู้บริหารไทยพีบีเอสสะดุ้ง-"ณาตยา"ถอนตัว!

เบื้องหลัง!บทสนทนา "ทหาร"บีบผู้บริหารไทยพีบีเอสสะดุ้ง-"ณาตยา"ถอนตัว!

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน 2557 เวลา 14:55 น.
เขียนโดย
isranews
"..ในระหว่างการพูดคุย นายทหารกลุ่มนี้ ได้มีการอ้างอิงถึงความสามารถในการตัดงบประมาณสนับสนุนของไทยพีบีเอสได้ รวมถึงพูดจาประหนึ่งว่ารู้ข้อมูลผู้บริหารทุกคนดี รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วยว่าอยู่ที่ไหนด้วย จึงทำให้ผู้บริหารหลายคนมีความกังวล ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก.."
peppeeenhh14-11-14
ดูเหมือนว่า “ไทยพีบีเอส” กำลังเจอบททดสอบสำคัญอีกบทหนึ่ง เกี่ยวกับ "จุดยืน"การทำหน้าที่เป็น “ทีวีสาธารณะ” ของประเทศไทย ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงการทำงานจากอำนาจทางการเมืองจริงหรือไม่ 
เมื่อมีข้อมูลสำคัญหลุดรอดออกมาว่า เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ ไม่ได้ทำหน้าที่พิธีกรรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" อีกแล้ว
ภายหลังจากที่มีนายทหารกลุ่มหนึ่ง จำนวน 4-5 คน นำโดยพันเอก ชื่อย่อ "ส." เดินทางมาพบผู้บริหารไทยพีบีเอสถึงสถานี
อ้างคำสั่งของ "ผู้บังคับบัญชา" ขอร้องไม่ให้ไทยพีบีเอส เข้าไปร่วมเผยแพร่รายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" อีกต่อไป ภายหลังจากไม่พอใจวิธีการตั้งคำถามของ น.ส.ณาตยา ซึ่งมีเนื้อหาการพาดพิงการรัฐประหารร่วมอยู่ด้วย ในการจัดเวทีปฎิรูปที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา 
ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณะชนได้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้อง ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังเหตุการณ์และนำมาไล่เลี่ยงให้เห็นภาพที่ชัดเจนดังนี้
ช่วงที่หนึ่ง
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการจัดงานฟังเสียงคนใต้ก่อนการปฏิรูปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จัดไปในช่วงต้นเดือนพ.ย.57 ที่ผ่านมา ซึ่ง น.ส.ณาตยา รับหน้าที่เป็นพิธีกรและได้นำทีมงานเข้าไปถ่ายทำรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" ก่อนจะนำมาแพร่ภาพออกอากาศไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.57 ที่ผ่านมา 
“ในการบันทึกเทปทำรายการที่เวทีหาดใหญ่ครั้งนี้ ระหว่างการจัดงาน ที่มีเนื้อหาคำพูดที่เกิดขึ้นและกระทบการทำงานของคสช.หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามของ น.ส.ณาตยา เอง รวมถึงการที่ผู้เข้าร่วมรายการนำป้ายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคสช. ร่วมถึงเหตุการณ์รัฐประหารของมาชูไว้ระหว่างเข้าร่วมรายการ และเมื่อรายการนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ในขั้นตอนการตัดต่อก็ไม่ได้มีการนำเนื้อหาและภาพป้ายส่วนนี้ออกไป กลับปล่อยให้มีการออกอากาศด้วย จึงทำให้ทหารไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนขั้นตอน โดยการรักษาความสงบไม่สร้างปัญหาขัดแย้งหรือแตกแยกระหว่างการจัดงาน”
จากนั้น ทหารเริ่มตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหารายการ และการทำหน้าที่พิธีกร ของ น.ส.ณาตยา อย่างละเอียด!
ช่วงที่สอง 
หลังการจัดงานเวทีหาดใหญ่ผ่านพ้นไปไม่นานนัก ในส่วนของจังหวัดนครปฐม ก็มีการจัดงานเวทีปฏิรูปเช่นกัน ซึ่งหัวเรือใหญ่ที่ริเริ่มจัดงาน คือ ผศ.สมเดช นิลพันธุ์. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ส่วนสถานที่จัดงานก็อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การจัดงานเวทีนครปฐม ถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของสปช. ที่ต้องการให้สปช.ในแต่ละจังหวัด สร้างเครือข่ายการปฏิรูปในพื้นที่ของตนเอง ซึ่ง คสช.เปิดโอกาสให้ทำได้
และปัญหาก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อการจัดงานเวทีนี้มีการเชิญ น.ส.ณาตยา มาทำหน้าที่เป็นพิธีกรด้วย ซึ่งในส่วนของน.ส.ณาตยา ก็มีการนำทีมรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" มาบันทึกเทป เพื่อเตรียมออกอากาศทางไทยพีบีเอสเหมือนเดิม 
แต่เนื่องจากในขั้นตอนการจัดงานนี้จะต้องมีการทำตามกฎหมายระเบียบ โดยเฉพาะการขออนุญาตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การสนับสนุน รวมถึงฝ่ายทหาร เพื่อให้จัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยให้ 
และทันทีที่ฝ่ายทหารทราบว่า ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นพิธีกรเวทีนี้ คือ น.ส.ณาตยา ก็แสดงความเห็นคัดค้านไม่เอาด้วย โดยมีการส่งตัวแทนไปพูดคุยกับผู้จัดงานร่วมถึงตัวน.ส.ณาตยา เอง  ซึ่งเนื้อหาในบทสนทนามีลักษณะเหมือนการข่มขู่
จนทำให้น.ส.ณาตยา ตัดสินใจถอนตัวเองออกไป 
ขณะที่การบันทึกเทปรายการเพื่อนำไปออกอากาศทางไทยพีบีเอสที่ตั้งไว้เดิม ก็ยกเลิกเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการรายงานข่าวความเคลื่อนไหวการจัดงานแทน 
ช่วงที่สาม 
แต่ฝ่ายทหารเข้าใจผิดคิดว่า ยังมีการบันทึกเทปรายการอยู่ จึงส่งตัวแทน จำนวน 4-5 คน นำโดยพันเอก ชื่อย่อ "ส." เดินทางมาพบผู้บริหารไทยพีบีเอส ถึงสถานี
ซึ่งในระหว่างการเจรจาพูดคุย ฝ่ายทหารยืนยันว่า รายการนี้ สามารถจัดต่อไปได้ แต่ขอให้เปลี่ยนแปลงตัวพิธีกรใหม่ ไม่เอา น.ส.ณาตยา 
"ในระหว่างการพูดคุย นายทหารกลุ่มนี้ ได้มีการอ้างอิงถึงความสามารถในการตัดงบประมาณสนับสนุนของไทยพีบีเอสได้ รวมถึงพูดจาประหนึ่งว่ารู้ข้อมูลผู้บริหารทุกคนดี รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วยว่าอยู่ที่ไหนด้วย จึงทำให้ผู้บริหารหลายคนมีความกังวล ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก"
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ได้ฟังข้อมูลจากทหารกลุ่มนี้ ผู้บริหารไทยพีบีเอส ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร
เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับ น.ส.ณาตยา ก็มีการพูดคุยกัน และเคลียร์กันไปก่อนแล้ว โดยผลสรุปอยู่ที่ น.ส.ณาตยา ขอถอนตัวไปเอง 
จนกระทั่งมีข่าวหลุดรอดออกมาสู่โลกออนไลน์ ว่า น.ส.ณาตยา ไม่ได้ทำหน้าที่พิธีกรรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" อีกต่อไปแล้ว เพราะถูกทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางไปข่มขู่ผู้บริหารไทยพีบีเอสถึงสถานี 
และมีการนำเรื่องนี้ เข้าบรรจุวาระในการประชุมคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เพื่อรับทราบรายงานอย่างเป็นทางการ ในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ย.2557 ตามที่การนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ขณะที่เสียงเพลง "กำลังใจ" ก็เริ่มดังกระหึ่มในเฟซบุ๊กของ น.ส.ณาตยา อย่างต่อเนื่อง!
ทั้งหมดนี่ คือ เบื้องหน้าเบื้องหลัง ของเหตุการณ์สำคัญที่กำลังท้าทายการทำหน้าที่สื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส อีกครั้งหนึ่ง
และสะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของ นโยบาย "สื่อ" ประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานยุครัฐบาลทหาร ที่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นอย่างดี!  

(อ่านประกอบ : "พันเอก"อ้างคำสั่ง"นาย"ตบเท้าบีบThaiPBSถอด "ณาตยา-รายการเสียงปชช.")