PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ระบอบผระยุทธ์ วิวัฒนาการของตัวแบบ

บทวิเคราะห์:'ระบอบประยุทธ์': วิวัฒนาการของตัวแบบ

กานต์ ยืนยง 05 กันยายน 2557

ขอบคุณภาพจาก http://www.bangkokvoice.com/

ขอบคุณภาพจาก http://www.bangkokvoice.com/
ผมมองว่างานชิ้นที่น่าอ่านที่สุดของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ไม่ใช่ “สองนคราประชาธิปไตย” หากแต่เป็น “มองเศรษฐกิจการเมืองไทย ผ่านการเคลื่อนไหวของสมาคมธุรกิจ” อเนกใช้งานชิ้นนี้เพื่อโต้ข้อเสนอตัวแบบ “อำมาตยาธิปไตย”(Bureaucratic Polity)ที่นำเสนอโดยFred W Riggsว่าการเมืองไทยได้เคลื่อนพ้นจากตัวแบบ“อำมาตยาธิปไตย”ไปอย่างเด็ดขาดแล้ว

ข้อสังเกตนี้มองผ่านรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปจนถึงรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งข้อสังเกตนี้เป็นทิศทางเดียวกับข้อเสนอของ แอนซิล แรมซีย์ ที่มองว่าแม้การเมืองไทยจะเป็น “ประชาธิปไตยแบบจำกัด” (restricted democracy) แต่ก็คลี่คลายพ้นจากการเมืองที่มีตัวแบบอำมาตยาธิปไตยและเทคโนแครต (ซึ่งเคยอธิบายได้ดีในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) เข้าสู่การเมืองแบบกระฎุมพี (bourgeois polity)

การก่อตัวของสมาคมธุรกิจที่เป็นที่นิยมในหมู่คนจีนนั้น เริ่มมาก่อนสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ยังมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางด้านนโยบายเศรษฐกิจอยู่น้อย แต่ภายหลังปี 2523 เป็นต้นมา สมาคมธุรกิจเหล่านี้ก็เริ่มมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น และอิทธิพลของสมาคมธุรกิจเหล่านี้ก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

หากวิเคราะห์ดูความสัมพันธ์เครือข่ายใน คสช. เราจะเห็นว่า คสช. มีแกนกลางของเครือข่ายอยู่ที่ นายทหารกลุ่ม “ทหารเสือราชินี” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) โดยเฉพาะแผงอำนาจ “สามปอ” (พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือบิ๊กป๊อก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จากเครือข่ายที่เชื่อมอยู่กับนายพลทั้งสามนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่าย มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด) และเครือข่ายหลักสูตรร่วมผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเครือข่ายนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.-ปรอ.) ทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่าง รายชื่อของสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และรายชื่อของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้ชัดเจนขึ้น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ขอบคุณภาพจาก http://www.tnnthailand.com/stocks/media/00b8e0.jpg)

อย่างไรก็ดี แม้เหล่าบรรดานายพลซึ่งเป็นแกนกลางของขั้วอำนาจในกองทัพจะเข้ามากุมตำแหน่งทั้งใน สนช. และคณะรัฐมนตรี ในสัดส่วนที่มากกว่าการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการกระชับอำนาจและการไม่ไว้ใจให้รัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ แต่จะด้วยความรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนคสช.จะเห็นว่าการใช้อำนาจบังคับ (coercion) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำการปกครองประเทศได้อย่างราบรื่น แม้ในระยะเริ่มแรกผู้อยู่ใต้ปกครองจะยอมเออออกับการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารไปก่อนก็ตาม ผู้ปกครองจำเป็นจะต้องใช้อำนาจที่เกิดจากการยินยอมของประชาชนด้วย (consent) การกำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จึงเท่ากับเป็นกลไกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้มีการยอมรับของประชาชนว่า คณะรัฐประหารมิได้ใช้อำนาจในการบังคับเพียงอย่างเดียว กติกาในการได้มาของสมาชิก สปช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นก็นับว่าน่าสนใจ โดยการที่ คสช. ได้แต่งตั้งให้มีคณะกรรมการเพื่อกลั่นกรองผู้สมัคร สปช. ในด้านต่าง ๆ กัน 11 ด้าน ก่อนจะส่งรายชื่อผู้สมัคร สมาชิก สปช. นั้นให้ คสช. ได้ทำการคัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันมีผู้สมัคร สมาชิก สปช. แล้วจำนวนกว่า 4,700 คน ผู้สมัครเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการเสนอชื่อจาก องค์กรไม่แสวงหากำไร อาทิ สมาคม มูลนิธิ พรรคการเมือง หรือแม้แต่ส่วนงานราชการต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาว่าองค์กรเหล่านี้สามารถเสนอชื่อได้ไม่เกินองค์กรละสองชื่อ ก็เท่ากับว่ามีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเข้าร่วมเสนอชื่อมากกว่า 2,300 แห่งขึ้นไป

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือบิ๊กป๊อก (ขอบคุณภาพจาก http://www.chaoprayanews.com/)

องค์กรเหล่านี้รวมถึงผู้ถูกเสนอชื่อหลายราย ต่างก็เคยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. ในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มากบ้างน้อยบ้างมาก่อน ภาพทั้งหมดนี้จึงเท่ากับเผยให้เห็นว่าเส้นสาย เครือข่ายอำนาจ และกลุ่มพลังที่กำลังกุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นเช่นไร

แม้โดยผิวเผิน ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วย “บริบท” บังคับ คนเหล่านี้ก็ต้องให้เหตุผลความชอบธรรมของการทำรัฐประหารว่า ทำไปเพื่อ “ประชาธิปไตย” อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น “ปกป้องประชาธิปไตย” บ้าง, ทำไปเพื่อ “แก้ไขระบอบประชาธิปไตยที่บกพร่อง” บ้าง หรือมีแม้กระทั่ง “รัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องทำให้ดีที่สุด” บ้าง คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า “ประชาธิปไตย” ไม่เหมาะสมกับเมืองไทย และบางเสียงถึงกับบอกว่าไม่ควรใช้ระบอบประชาธิปไตยในการปกครองเลย ก็คงมี แต่ก็มิได้มีอิทธิพลอย่างสำคัญในกลุ่มผู้นำคณะรัฐประหารมากนัก พูดโดยสรุป คนเหล่านี้ก็เชื่อเหมือนกับผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารว่า ในที่สุดแล้วเมืองไทยก็คงหลีกเลี่ยงการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยไปไม่พ้น การตอบโต้หรือต่อสู้กันของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอ้างอิงในสิ่งที่เหมือนกันคือวาทกรรม “ประชาธิปไตย” ข้อที่ต่างกันอยู่คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีผลประโยชน์โดยธรรมชาติที่ต้องอิงอยู่กับเส้นสายและเครือข่ายอำนาจเหล่านี้ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่แนบชิดอยู่กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและเครือข่ายระบอบราชการไทย) ผูกพันอยู่กับฐานเสียงของคนชั้นกลางโดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ มีจำนวนน้อยกว่า ฐานเสียงของคนชั้นกลางระดับล่างหรือคนรากหญ้าซึ่งมักเป็นคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ทำให้พวกเขาไม่มั่นใจว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งโดยกติกาตามปรกติ พวกเขาจะสามารถกำชัยชนะเอาไว้ได้ (พูดอย่างเป็นธรรม ก็ต้องบอกว่าพวกเขาเคยพยายามทดลองปล่อยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปมาสองครั้งแล้ว และก็แพ้ไปอย่างราบคาบทั้งสองครั้ง) นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าแม้พวกเขาจะเห็นด้วยกับประชาธิปไตย แต่ก็จำยอมให้การสนับสนุนการทำรัฐประหารที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และหวังว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการร่างกติกาใหม่เพื่อคงฐานอำนาจและความได้เปรียบที่เคยมีเอาไว้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ขอบคุณภาพจาก http://www.thairath.co.th/)

เมื่อพูดถึงเรื่องกำลังที่น้อยกว่าของฝ่ายหนุนรัฐประหาร และการทำใจยอมรับการทำรัฐประหารนี้ ทำให้ผมนึกถึงเอกสารในชุด British Documents on Foreign Affairs: Report and Paper from Foreign Office Confidential Print ของรัฐบาลอังกฤษซึ่งวิเคราะห์เหตุการณ์เมื่อคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เอกสารนี้มีการตีพิมพ์แจกจ่ายเฉพาะรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต่อมาได้เปิดให้เผยแพร่เป็นการทั่วไปเมื่อปี 2526 ในเอกสารดังกล่าว อังกฤษแบ่งกลุ่มในคณะราษฎรเป็นสองกลุ่มคือ Moderate กับกลุ่ม Extremist/radical/red/idealist กลุ่มหลังมี ปรีดี เป็นหัวหน้ากลุ่ม และมองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นกลาง ไม่เป็นศัตรูกลับกลุ่มใดอย่างชัดแจ้ง ในขณะที่มีเป้าประสงค์ทางการเมืองในการรักษาพระราชอำนาจและผลักดันทิศทางประเทศ ไปในทางที่พระองค์ต้องการ ซึ่งไม่ตรงกับทิศทางคณะราษฎร บทบาทของพระองค์จึงมักเป็นการเคลื่อนไหวหลังฉาก อาทิ สนับสนุนให้บางคนลงเลือกตั้ง หรือตำหนิฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีประสิทธิภาพและอ่อนข้อให้กับคณะราษฎรปีกซ้าย การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปภายใต้รัฐธรรมนูญและรัฐสภา ซึ่งเป็นระบอบการเมืองใหม่

ต่อมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช และมีการทำสงครามจิตวิทยาเพื่ออ้างความชอบธรรมของตนผ่านใบปลิวและการประกาศข่าวต่าง ๆ อย่างกว้างขวางแล้ว การที่ทั้งสองฝ่ายพยายาม “ช่วงชิง” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มาอยู่ข้างตน ก็เป็นเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่งด้วย หากแต่การตัดสินใจในขณะนั้นของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ตัดสินใจวางพระองค์เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (แม้ว่าตามข้อสังเกตในรายงานของรัฐบาลอังกฤษจะมองว่าพระองค์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของคณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางของคณะราษฎรปีกซ้าย) การวางพระองค์เป็นกลางของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าฯ นี้ ยังถูกระบุเอาไว้ในบันทึกของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีอีกด้วย

            “...วันหนึ่งขณะที่อยู่หัวหิน ท่านวิบูลย์ (หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์) ซึ่งเป็นราชเลขานุการในพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูลขอให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน...ในหลวงทรงรับสั่งว่าไปทำไมกันบางประอิน ไปให้บวรเดชจับหรือ ไม่ไป อยู่นี่แหละ แล้วก็เรียกหลวงศรสุรการฯ ให้ไปบอกว่า ไม่ยอมเข้ากับใครทั้งสองข้าง ไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉย ๆ ต่อมาทรงทราบข่าวว่าหลวงพิบูลสงครามฯ จะส่งรถไฟมาเชิญเสด็จกลับก็รับสั่งว่ายังไม่กลับ แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสงขลา...”

กล่าวได้ว่า การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่สงขลา เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กบฏบวรเดชเสียน้ำหนักในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับคณะราษฎรในการแย่งชิงอำนาจและนำไปสู่การสถาปนาอำนาจที่มั่นคงขึ้นของคณะราษฎรปีกขวาในเวลาต่อมา

เมื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ในปัจจุบันเข้ากับเหตุการณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯแล้ว ผมเริ่มเกิดความสงสัย ว่า คำอธิบายในบทความ “Network Monarchy and legitimacy crises in Thailand” ของ ดันแคน แม็คคาร์โก ดูจะเริ่มอธิบาย “พลวัตใหม่” ของการเมืองไทยไม่ได้ แม็คคาร์โกอธิบายการเคลื่อนไหวของเครือข่ายราชสำนักดูประหนึ่งว่าจะเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน และในเครือข่ายนี้นั้นมีศูนย์กลางที่เปิดเผยคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แต่หากเราพิจารณาดูเคเบิ้ลของสถานทูตสหรัฐอเมริกาหมายเลข 09BANGKOK2967 เราจะเห็นว่ามีกลุ่มหรือเครือข่ายในราชสำนัก อย่างน้อย 5 กลุ่ม และจากการประเมินของ ทูต เอริก จี จอห์น ซึ่งเป็นทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ ในขณะนั้นมองว่าเครือข่ายองคมนตรีซึ่งนำโดย พล.อ.เปรม ดูจะมีอิทธิพลน้อยกว่าที่ภาพจากภายนอกเข้าใจมาก นอกจากนี้ในเคเบิ้ลฉบับอื่นของ สถานทูตสหรัฐฯ ก็ได้ระบุว่าการเมืองในราชสำนัก มีการใช้การ “อ้างบารมี” เพื่อผลักดันวาระของตนเองในทางการเมืองอยู่ บ่อยครั้ง จากประสบการณ์ที่ผมได้รับโดยตรง ก็พบว่ามีการ “อ้างบารมี” อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เราไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น“วาระ” ทางการเมืองของใครกันแน่ ผมขอหมายเหตุในตอนนี้เอาไว้ว่าด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้เราไม่สามารถอภิปรายเนื้อหาในเรื่องนี้ได้อย่างเปิดกว้างและมีการตรวจสอบข้อมูลในที่สาธารณะได้อย่างเพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตาม เราคงพอจะเห็น “พลวัต” ของเครือข่ายชนชั้นนำในการเมืองไทย ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากสมัย พ.ศ. 2523 ซึ่งชัยอนันต์ สมุทวณิช ระบุว่าเป็นหลักหมายสำคัญของยุคเริ่มต้นพันธมิตรระหว่างกองทัพและเทคโนแครต ภายใต้การนำของพล.อ.เปรม ซึ่งในยุคนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยนจากเศรษฐกิจผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า (import-substitution economy) มาเป็นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก (export-led economy) (ดูเพิ่มเติม http://bit.ly/1ltkMpE ) การเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้ เนื้อที่ใน “รายงานพิเศษ” ของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งมักจะรายงานการข่าวในแวดวงกองทัพกล่าวเป็นนัย ถึงการแข่งขันอำนาจระหว่าง “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” และ “มูลนิธิรัฐบุรุษ”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตมาแล้วจะเห็นว่า แม้การเมืองไทยจะย้อนยุคกลับไปเป็นตัวแบบ “อำมาตยาธิปไตย” และ “รัฐราชการ” แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ “อำมาตยาธิปไตย” และ “รัฐราชการ” อย่างที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัย พล.อ.เปรม หรือสมัยก่อนหน้า (เราควรจะเรียกว่า “นวอำมาตยาธิปไตย” หรือ “นวรัฐราชการ” ได้หรือไม่ ผมยังไม่ขอสรุปในที่นี้) ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งแกนนำของเครือข่ายอำนาจทั้งสองก็มีความแตกต่างกัน แต่การใช้อำนาจก็ต่างกันด้วย ดังจะเห็นได้จากคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันใช้ “กฎอัยการศึก” และ “ศาลทหาร” ในการบังคับใช้อำนาจ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาเป็นรัฎฐาธิปัตย์ด้วยตนเอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งสองประการก็ได้ แต่เหตุที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งสองก็เพราะ “บริบท” ของโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไปมาก (โดยเฉพาะการเข้ามามีอิทธิพลของชนชั้นกลางไทย ผ่านสมาคมทางการค้า และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่าง ๆ ดังที่เห็นเป็นรูปธรรมในการสมัครเข้ามีตำแหน่งใน สปช.) จากข้อมูลเท่าที่ผมทราบมา ภายในแกนนำของ คสช. ก็มีความสับสน เพราะขาดความชัดเจนทางหลักคิดทางหนึ่ง และเพราะความใหม่ของการทดลองใช้ “นวอำมาตยาธิปไตย” / “นวรัฐราชการ” อีกทางหนึ่ง ว่าควรจะใช้อำนาจโดยอ้างอิงกฎหมาย (คือกฎอัยการศึก) ดี หรือจะอ้างอิงอำนาจของตน (คืออำนาจรัฎฐาธิปัตย์) ดีกว่ากัน นอกจากนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนกลับไปกลับมาของการใช้คำสั่งของ คสช. ไปจนถึงการพยายามอะลุ่มอล่วยของ คสช. ต่อการการเคลื่อนไหวประท้วงเรื่องการปฏิรูปพลังงานของกลุ่ม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” อีกด้วย ปรากฎการณ์เหล่านี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ในทางความเป็นจริงที่ว่าอำนาจนั้นมีการถูกแบ่งออกไปจาก คสช. โดยพฤตินัยอยู่แล้ว

กล่าวได้ว่า การพยายามทดสอบตัวแบบการปกครองของรัฐไทย เพื่อพยายามรับเข้าและกีดกัน แนวคิดและอัตลักษณ์ใหม่ ๆ ของรัฐไทยที่ผูกอยู่กับชนชั้นผู้แปลกหน้า นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่มีมาตลอดในประวัติศาสตร์ อาทิเช่น การประกาศ “บุญราศี” (Beatification) ของคริตศาสนจักรแก่บุญราศีทั้งเจ็ดของไทย อันได้แก่ นายสีฟอง อ่อนพิทักษ์, ซิสเตอร์พิลา ทิพย์สุข, ซิสเตอร์คำบาง สีฟอง, นางพุดทา ว่องไว, นางสาวบุดสี ว่องไว, นางสาวคำไพ ว่องไว และเด็กหญิงพร ว่องไว ซึ่ง สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ได้ประกาศสดุดีให้ทั้ง 7 คน เป็น “บุญราศีมรณสักขีแห่งสองคอน” (Seven Blessed Martyrs of Songkhon) เมื่อปี 2532 เมื่อสอบทานประวัติและยืนยันได้ว่าบุญราศีทั้งเจ็ดยอมพลีชีพตนเองเพื่อยืนยันความเชื่อในศาสนามากกว่าจะละทิ้งศาสนาในสมัยรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เมื่อทำสงครามกับฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน ด้วยความเข้าใจของรัฐไทยในสมัยนั้นว่าศาสนาคริสต์เป็นเครื่องมือของฝรั่งเศสในการรุกรานประเทศไทย เรื่องนี้เมื่อพิจารณาจากมุมมองในปัจจุบันอาจเป็นเรื่องแปลก เพราะในสมัยนี้การนับถือศาสนาคริสต์ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดกฎหมายอะไร

โบสถ์คริสต์นักบุญอันนา อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร สถานที่เก็บอัฐิและหุ่นขี้ผึ้งของบุญราศีทั้ง 7 แห่งวัดสองคอน

ขอบคุณภาพจาก http://www.manager.co.th/

ผมควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า ในขณะที่การเมืองไทยกำลังมีปัญหา “การรับเข้าและการกีดกัน” รวมถึงความปวดเศียรเวียรเกล้าทำการทดลองทางการเมืองใหม่ ๆ เพื่อที่จะหาวิธีจัดสรรอำนาจ ให้กับชนชั้นใหม่ผู้แปลกหน้าให้เป็นที่ยอมรับ ในขณะที่ยังสามารถรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำเดิมเอาไว้ได้นั้น การเมืองของตะวันตกก็กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ทั้งในปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาดั้งเดิมจากอัตลักษณ์ของตน ซึ่งนักวิชาการตะวันตกมองรากเหง้าปัญหานี้ต่างกัน บ้างก็มองว่าเป็นปัญหาจากการผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำยอดสุดของปิรามิดทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านการเมืองแบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และบ้างก็มองว่าเป็นการ “เน่าเปื่อย” ของสถาบันทางการเมืองสมัยใหม่ที่ขาดความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ในขณะที่หนังสือ “The Fourth Revolution: The Global Race to Reinvent The State” ของ John Micklethwait และ Adrian Wooldrige กำลังมองว่าตะวันตกกำลังแสวงหาแนวคิดใหม่ ๆ หลังจากที่การเมืองตะวันตกได้ผ่านการปฏิวัติเพื่อการรังสรรค์ระบอบการเมืองมาแล้วสามรอบ คือ การสร้าง “รัฐชาติ” ภายหลังสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย, การสร้างรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะและการผงาดขึ้นของสิทธิมนุษยชนในช่วงศตวรรษที่ 18-19, และการปฏิวัติครั้งล่าสุดคือการสร้างรัฐสวัสดิการ อนึ่งการสร้างรัฐสวัสดิการนั้นทำให้รัฐมีการ “ขยายขนาดขึ้น” และสิ้นเปลืองงบประมาณในการบำรุงรักษาระบบจนทำให้มีความพยายาม “ปฏิรูป” โดยการลดขนาดของรัฐลงในสมัยมาร์กาแรต แธตเชอร์ และสมัยโรนัลด์ เรแกน แต่ล้มเหลว แม้จะยังไม่มีสูตรสำเร็จว่าการปฏิวัติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตรวจสอบและสร้างมุมมองใหม่ ๆ ต่อคำถามที่ปัญญาชนตะวันตกเฝ้าถามมาตลอดเวลา คือคำถามที่ว่าในท้ายที่สุดแล้ว “รัฐนั้นมีเพื่ออะไร”

และคำถามนี้คงมีความสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้าด้วยเช่นกัน.

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

 


ป้ายคำ :    พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ  ,   พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา  ,   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ,  มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด  ,   มูลนิธิรัฐบุรุษ  
 

 

ภาพ พงศ์พัฒน์ ถูกสอบ

ชาวเน็ตแชร์ภาพ "พงศ์พัฒน์" ผู้ต้องหาหมิ่นม.112  ให้ปากคำจนท.  โยงถึงคนขับรถส่วนตัว มีทรัพย์สินกว่า 50 ล.  พร้อมพ่วงความผิดพรบ.ฟอกเงินด้วย


วันนี้ ( 23 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   ในโซเชียล เน็ตเวิร์ก ได้มีการเผยแพร่และแชร์ภาพของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ระหว่างการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรรท.ผบช.ก. นั่งฟังคำให้การ ซึ่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์สวมเสื้อยืดสีขาวนั่ง ลักษณะเคร่งเครียดและอิดโรย โดยมีกำลังทหารกระจายอยู่รอบๆ


          รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนและตรวจค้นบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั้น พบเงินสดเป็นธนบัตรดอลลาร์รวมทั้งสิ้นหลายสิบล้านดอลลาร์กับทองคำแท่ง ทองรูปพรรณจำนวนมาก ส่วนที่บ้านพัก พล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. พบธนบัตรและทองคำในบ้านพักจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังพบวัตถุโบราณล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งประเมินว่าทรัพย์สินทั้งหมดนั้นมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ 2 ดาบตำรวจที่เป็นคนขับรถประจำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และ พล.ต.ต.โกวิท มีทรัพย์สินกว่า 50 ล้านบาท
 

          ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า ในส่วนของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกนั้น เมื่อดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ แล้ว ยังมีความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันการฟอกเงินด้วย ทำให้ทรัพย์สินที่ยึดมาทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
 

          นอกจากนี้ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ยังให้การรับสารภาพว่า รับส่วยจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนช่วงปีที่ผ่านมาประมาณเดือนละ 2-3 ล้านบาท แต่หลังเคลียร์กันเรียบร้อยทุกเจ้ามีรายได้ตกเดือนละ 12-15 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งให้ใครในเครือข่ายอิทธิพลตำรวจสอบสวนกลางในอดีตฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว

น้ำมันเถื่อนเกลื่อนเมืองโยงแนงร่วมไฟใต้กับคำถามจี้ใจ ถาวร

Astvผู้จัดการ
18 มีนาคม2554

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

       2 ปีที่ผ่านมา เป็น 2 ปีทองของขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ของภาคใต้ตอนล่างอย่างแท้จริง เพราะส่วนต่างของราคาน้ำมันในประเทศไทยกับในประเทศมาเลเซียต่างกันลิตรละ 12-20 บาท โดยราคา “ดีเซล” ของเพื่อนบ้านจำหน่ายที่ลิตรละ 18 บาท และ “เบนซิน” ลิตรละ 20 บาท ส่วนของบ้านเรา “ดีเซล” ลิตรละ 30.60 บาท และ “เบนซิน” ลิตรละ 41.30 บาท
       
       ราคาที่ต่างกันอย่างมากคือ เหตุจูงใจให้เกิดขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็น “นายทุน” ซึ่งจับมือกับผู้มีอำนาจที่เป็น “นักการเมือง” และคนใน “เครื่องแบบ” และประชาชนทั่วไป ละทิ้งอาชีพอื่นๆ กระโจนเข้าสู่การลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามแดน และเปิดร้านค้าและปั๊มเถื่อนเพื่อขายน้ำมันเถื่อนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

       ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนที่จะเห็นร้านค้าและแผงลอย ตลาดสด ทุกมุมเมือง ต่างนำน้ำมันเถื่อนบรรจุขวด บรรจุแกลลอน และบรรจุถัง 200 ลิตรวางขายกันมากมายชนิดถนน 1 สาย มีร้านขายน้ำมัน 10 กว่าแห่ง ในขณะที่ถนนทุกสายมีปั๊มเถื่อน มีซาเล้งบรรทุกน้ำมันเร่ขาย และมีแท็งเกอร์บรรจุน้ำมัน 5,000-10,000 ลิตร ให้บริการรถยนต์ทุกชนิด โดยไม่มีการจับกุมหรือตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศุลกากร หรือสรรพสามิต

       
       ทั้งที่ทุกหน่วยงานต่างรู้ว่า นั่นคือการค้า “ขาย” น้ำมันเถื่อน
       
       ใน จ.สงขลามีพื้นที่ 2 อำเภอที่เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำมันเถื่อนที่ใหญ่และท้าทายกฎหมายที่สุดคือ จุดที่ 1 พื้นที่ อ.สะเดา จุดใหญ่ที่สุดคือ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่บ้านไทยจังโหลน เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม ซึ่งมีแท็งเกอร์เก็บกักน้ำมันเถื่อนจำนวนหลายสิบแท็งๆ ละ 20,000 ลิตร และมีห้องแถว บ้านเช่า ที่กักเก็บน้ำมันในถัง 200 ลิตรอีกกว่า 100 แห่ง เพื่อรอการขนขึ้นรถบรรทุกและนำน้ำมันเถื่อนเหล่านี้ไปส่งให้ลูกค้า
       
       จุดที่ 2 คือ อ.สิงหนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ค้าน้ำมันเถื่อนทางทะเล ที่ขนทางเรือมาจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยในพื้นที่เกือบทุกตำบลของ อ.สิงหนคร มีแท็งเก็บกักน้ำมันเถื่อนกว่า 50 แห่ง ตั้งแต่ 8,000-30,000 ลิตร มีรถบรรทุกตั้งแต่ 6-10 ล้อและ 18 ล้อ รอรับน้ำมันเถื่อนไปส่งให้แก่ลูกค้าในอำเภอต่างๆ ของ จ.สงขลาและพื้นที่ จ.พัทลุง จ.ตรังและ จ.กระบี่
       
       ปริมาณน้ำมันเถื่อนจากพื้นที่ 2 อำเภอใน จ.สงขลา มีการตรวจสอบจากปั๊มน้ำมัน 5 แห่งของประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบจากจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนในชายฝั่งทะเลสงขลา พบว่า รวมกันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน นั่นหมายถึงรัฐเสียรายได้จากภาษีลิตรละ 5 บาท วันละ 5 ล้านบาท โดยขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนได้กำไรจากการค้าน้ำมันเถื่อนโดยไม่ต้องเสียภาษีวันละ 15 ล้านบาทด้วยกัน
       
       ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนที่ จ.สงขลา ถ้าตัดกลุ่มผู้ค้ารายเล็กๆ ออกไปจะพบว่า รายใหญ่ๆ ทั้งหมดกว่า 100 รายล้วนเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยตรงคือ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งระดับ อบต. ส.ท. และ ส.จ. ค้าเองขายเองโดยตรง ส่วนโดยอ้อมคือ เป็น “คน” ในสังกัดของ “นักการเมือง” ทั้งระดับผู้บริหารท้องถิ่น และนักการเมืองระดับชาติ บางคนมีตำแหน่งทางการเมือง และส่วนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องและคนร่วมห้องกับนักการเมือง 

       ผลระโยชน์จาก “น้ำมันเถื่อน” คือเงินที่ใช้ในการ “เล่น” การเมืองและสร้างอิทธิพลทางการเมือง
       
       ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หน่วยงานความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานมาโดยตลอดว่า มีการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจาก อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสนั้นมีรถบรรทุก 10-18 ล้อจาก จ.เพชรบุรีและพื้นที่อื่นๆ มารับน้ำมันเถื่อนวันละ 10 กว่าเที่ยว ส่วนที่ อ.สุไหงโก-ลกและ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัด
       
       และ ที่น่าตกใจคือ ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนทั้งหมดโยงใยกับ “แนวร่วม” ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้ในการ “ก่อวินาศกรรม” และก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ ซึ่ง

        ผลประโยชน์จาก “น้ำมันเถื่อน” คือเงินที่ใช้ในการ “เล่น” การเมืองและสร้างอิทธิพลทางการเมือง
       
       ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หน่วยงานความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานมาโดยตลอดว่า มีการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจาก อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสนั้นมีรถบรรทุก 10-18 ล้อจาก จ.เพชรบุรีและพื้นที่อื่นๆ มารับน้ำมันเถื่อนวันละ 10 กว่าเที่ยว ส่วนที่ อ.สุไหงโก-ลกและ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัด
       
       และ ที่น่าตกใจคือ ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนทั้งหมดโยงใยกับ “แนวร่วม” ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้ในการ “ก่อวินาศกรรม” และก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ ซึ่งสภาพของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันนี้ไม่ได้แตกต่างกับพื้นที่ จ.สงขลา เพราะน้ำมันเถื่อนกลายเป็น “สินค้า” ที่วางขายในร้านชำ และปั๊มเถื่อนก็ยึดพื้นที่ริมถนนทั้งในเมืองและชนบทไปหมดแล้ว
       
       ธุรกิจเถื่อนเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐ ไม่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาต แต่สร้างความสูญเสียด้านภาษีเงินได้อย่างมหาศาล และที่สำคัญคือ มีส่วนสนับสนุนขบวนการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้เติบโตและทำร้ายประเทศชาติ
       
       อะไรเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ “กลไก” ของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการปราบปรามน้ำมันเถื่อน ตั้งแต่ตำรวจ ศุลกากร สรรพสามิต และชุดปราบน้ำมันเถื่อน ทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ “วางเฉย” กับขบวนการทำลายชาติ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนๆ
       
       มีเพียงเหตุผล 2 ประการที่ทำให้ “กลไก” ของรัฐไม่ทำหน้าที่คือ 1.ผลประโยชน์จากการค้าน้ำมันเถื่อนจำนวนมากถูก “แจกจ่าย” ให้กับส่วน “หัว” ของหน่วยงานของรัฐ จนไม่มีหน่วยไหนกล้าที่จะจับกุม เพราะ ไม่กล้าที่จะทุบ “หม้อข้าว” ของ “นาย” และของ “ตนเอง” และ 2.เกิดจากอิทธิพลทางการเมืองของ “นักการเมือง” ที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้ “บงการ” ให้อำนาจรัฐ “บิดเบี้ยว” ไม่สามารถที่จะรักษาความเป็น “นิติรัฐ” เอาไว้ได้ จึงไม่เหลือ “นิติธรรม” เอาไว้ได้
       
       เพราะหากไม่ใช่ 2 อย่างนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ “หน่วยงานของรัฐ” ทั้งหมดจะไม่กล้าแตะต้องขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้
       
       ล่าสุดมีผู้ร้องไปยัง “ถาวร เสนเนียม” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบ้านพักที่ จ.สงขลา และมีหน้าที่กำกับดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาการค้าน้ำมันเถื่อนที่เกิดขึ้น โดย “ถาวร เสนเนียม” ได้ระบุว่า ได้สั่งการให้ “ผอ.ศุลกากรภูมิภาคที่ 4” ปราบปราม จับกุมให้จริงจัง แต่ผ่านมานับเดือนจนถึง ณ วันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนกล้า “แตะ” กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มนี้แต่อย่างใด
       
       แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่มีรายการ “ปาหี่” ต้องมีผู้ที่มี “อำนาจ” มากกว่า “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จึงไม่มีหน่วยงานไหน “เชื่อฟัง” คำสั่งของ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” แต่อย่างใด
       
       และใครคือ “ไอ้โม่ง” คนนั้น และปัญหาขบวนการน้ำมันเถื่อนบ่อนทำลายชาติที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะให้ใครเป็นคนแก้ 

นำ2รมต.ถวายสัตย์

(23/11/57)16.29น.นายกฯนำ2รมต.ใหม่เข้าเฝ้าในหลวงถวายสัตย์ปฏิญาณที่รพ.ศิริราชแล้ว


ขุดรากถอนโคน มาเฟีย ตร.?



เกาะติด คดีขุดรากถอนโคนมาเฟียสีกากีอ้างเบื้องสูง “อึ้ง”ค้นบ้านพัก “พงศ์พัฒน์ – โกวิท”เจอขุมทรัพย์นับพันล้าน ธนบัตรดอลล่าร์ซุกไว้เป็นฟ่อน ทองคำแท่ง-รูปพรรณ กับวัตถุโบราณล้ำค่าเพียบ แฉแค่นายดาบคนขับรถมีสมบัติอย่างต่ำคนละ 50 ล้าน สารภาพสิ้นร่วมรับส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้เดือนละ 15 ล้าน เตรียมยัดคุก-ยึดทรัพย์ปิดตำนานเจ้าพ่อสอบสวนกลาง 

ความคืบหน้าคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก.กับพวกที่ตกเป็นผู้ต้องหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลอาญามาตรา 112 และเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ มาตรา 148 และเรียกรับผลประโยชน์ มาตรา 149 และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีรายงานว่าช่วงสายวันที่ 22 พ.ย.นี้มีภาพพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กำลังถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนอยู่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง บุคคลที่ปรากฏในภาพคือพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.เพื่อนร่วมรุ่น 31 ส่วนพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ สวมเสื้อยืดสีขาวนั่งอยู่ข้างๆลักษณะเคร่งเครียดและอิดโรย นอกจากมีนายตำรวจระดับสูงกำลังสอบปากคำแล้วยังมีกำลังทหารกระจายอยู่รอบๆ 

รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และผู้ต้องหาทุกคนให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาทั้งนี้สืบเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐานที่ถูกค้นพบในบ้านพักส่วนใหญ่เป็นรายการทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ที่ไม่สามารถอธิบายถึงความเป็นไปได้เช่น 2 นายดาบตำรวจที่เป็นคนขับรถประจำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์และพล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก.มีทรัพย์สินกว่า 50 ล้านบาท 

ส่วนอดีต ผบช.ก ค้นคฤหาสน์บ้านพักพบเงินสดเป็นธนบัตรดอลล่าห์รวมทั้งสิ้นหลายสิบล้านดอลล่าร์กับทองคำแท่ง ทองรูปพรรณอีกจำนวนมาก 

เช่นเดียวกับพล.ต.ต.โกวิท ที่พบว่ามีการซุกซ่อนธนบัตรและทองคำในบ้านพักจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังพบวัตถุโบราณล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งประเมินว่าทรัพย์สินทั้งหมดนั้นมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาทเลยทีเดียว 

สำหรับคำสารภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็คือในส่วนของผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจน้ำยอมรับว่า รับส่วยจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนช่วงปีที่ผ่านมาประมาณเดือนละ 2-3 ล้านบาทแต่หลังเคลียร์กันเรียบร้อยทุกเจ้ามีรายได้ตกเดือนละ 12-15 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งให้ใครในเครือข่ายอิทธิพลตำรวจสอบสวนกลางในอดีตฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว 

มีรายงานด้วยว่าผลการเอาจริงเอาจังกับขบวนการอิทธิพล โดยแอบอ้างเบื้องสูงโดยไม่มีใครกล้าแตะต้องมาเป็นเวลานั้น นับเป็นผลงานของทางการไทยที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะมีบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งยังนับว่านี่คือการเปลี่ยนโฉมสังคมไทยกันอย่างแท้จริง เพราะทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาแม้คนไทยจะรังเกียจการทุจริตคอรัปชัน อีกทั้งรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองทุกพรรค ก็ให้สัญญาจะปราบปรามขบวนการทุจริต แต่ในที่สุดเป็นเพียงลมปากกับนโยบายสวยหรูโดยไม่มีการเอาจริงเอาจังแม้แต่ครั้งเดียว ผลของการขุดรากถอนโคนขบวนการแอบอ้างเบื้องสูงในแวดวงสีกากีแก๊งนี้ จึงนับเป็นสัญญาณที่ดีของรัฐบาลทหาร เพราะเชื่อว่ายังมี “เหลือบ”ที่แอบอ้างบุคคลสำคัญหากินในหน่วยงานอื่นกันอยู่ 

อย่างไรก็ตามในส่วนของอดีต ผบช.ก.กับพวกนั้นขั้นตอนต่อจากนี้เมื่อสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาต่างๆแล้วจะมีความผิดฐานฟอกเงินเป็นการปิดท้ายเพื่อยึดทรัพย์ทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป




วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กรณีตำรวจ

หมายจับผบช.ก. 5ข้อหา! พ่วงรอง-ผบก.รน.ม.112-‘เรียก-รับ’ผลประโยชน์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ฟอกเงิน ผกก.1ป.เพิ่งถูกย้ายเสียชีวิต

ศาลอนุมัติหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ในข้อหาหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ฯ เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับและจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ นอกจากนี้ ยังออกหมายจับผู้การตำรวจน้ำ พ.ต.อ.สังกัด ปคบ. และ 2 นายดาบคนสนิท ผบช.ก. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จูงใจและเรียกรับผลประโยชน์ ขณะที่ ผู้กำกับอั้ม “พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์” อดีต ผกก.1 บก.ป. คนสนิท พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เสียชีวิตกะทันหัน เผยใบมรณบัตรถูกส่งว่อนเน็ต ระบุเหตุตาย ตกจากที่สูง ญาตินำร่างเผาที่วัดหลักสี่ตั้งแต่บ่ายวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา

กรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีคำสั่งย้ายด่วน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม และให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.ก. ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 610/2557 และยังมีตำรวจอีกหลายนายในสังกัด บช.ก.ถูกย้ายขาดจากตำแหน่งเดิม อาทิ คำสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยฑัต บุญขำ ผบก.ป. และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. คนสนิท พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ไปปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วงการสีกากีสะท้านซ้ำ มีรายงานเมื่อเย็นวันที่ 22 พ.ย.ว่า พนักงานสอบสวนชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ขออนุมัติศาลอาญาขอหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ข้อหา ป.อาญา มาตรา 112 (หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ), มาตรา 148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ), มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ), มาตรา 157 (เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบฯ), พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ

พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ข้อหา ป.อาญา มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ), มาตรา 157 (เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ) พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 บก.ปคบ. ข้อหา มาตรา 148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ), มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์), มาตรา 157 (เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ) ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ข้อหา มาตรา 148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ), มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์), มาตรา 157 (เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ) ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง ข้อหา มาตรา 148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ), มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ), มาตรา 157 (เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ)

นอกจากนี้ยังออกหมายจับ พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร และนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ภรรยา ข้อหา ร่วมกันก่นสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ พ.ศ.2484 มาตรา 54,55 ร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117,183 นาง สวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช ข้อหา ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 และ 47

ขณะเดียวกันมีกระแสข่าว พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. คนสนิท พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ที่เพิ่งถูกสั่งย้ายจากตำแหน่ง ผกก.1 บก.ป. รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไปปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ได้เสียชีวิตกะทันหัน โดยเมื่อค่ำวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ในโลกโซเชียลมีการเผย แพร่ใบมรณบัตร ออกโดยเขตราชเทวี ระบุว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์เสียชีวิตเมื่อเวลา 01.32 น. ของวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา สาเหตุการตายเกิดจาก “กระดูกสันหลังส่วนอกหักหลายชิ้นเนื่องจากตกจากที่สูง” สถานที่เสียชีวิต ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยศพถูกนำไปฌาปนกิจเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่วัดหลักสี่ เขตหลักสี่ กทม.

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ถึงกรณีนี้เมื่อเที่ยงวันเดียวกันว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องขอเวลาตรวจสอบข้อมูลก่อน สำหรับเรื่องใบมรณบัตร ทราบผ่านโซเชียลมีเดียเหมือนคนอื่นๆ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป.รรท.ผบก.ป. กล่าวสั้นๆเช่นกัน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ สำหรับบรรยากาศที่กองปราบปราม เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดราชการ มีตำรวจที่เข้าเวรมาปฏิบัติงานเท่านั้น เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างบอกว่าไม่รู้เรื่องแต่อย่างใด

บ่ายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดหลักสี่ เขตหลักสี่ เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยพระลูกวัดผู้หนึ่งเปิดเผยว่า มีการส่งศพ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์มาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีญาติและเพื่อนตำรวจ 6-7 นาย มาด้วย มีการจัดพิธีกันอย่างเงียบๆก่อนฌาปนกิจในเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน โดยช่วงเช้าวันที่ 22 พ.ย. พ่อแม่และญาติ รวมถึงนายตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาเก็บอัฐิของ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ก่อนที่จะรีบเดินทางออกจากวัด

สำหรับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ชื่อเล่น “อั้ม” อายุ 41 ปี ยังไม่มีครอบครัว จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 49 เตรียมทหารรุ่น 33 เป็นนายตำรวจคนสนิท พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. มีรายงานก่อนหน้านี้ หลังถูกย้ายไป ศปก.ตร. พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ได้เขียนระบายความในใจผ่านทางไลน์ส่งในกลุ่มเพื่อนๆร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 49 เนื้อหาตัดพ้อด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจถึงการถูกสั่งย้าย นอกจากนี้ ยังได้บอกลาครอบครัว เพื่อนๆและคนสนิท

เบื้องหลังปฏิวัติ2475

รูปภาพของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
รูปภาพของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
รูปภาพของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
รูปภาพของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 รูป

คณะราษฎรในปฏิวัติ 2475 กลุ่มสมาชิกที่อายุ 40-45 มีเพียง 4 ทหารเสือ ส่วนสมาชิกทั้งหมดอายุ 35 ปีลงมาถึงกลาง 20 นี้คือที่มาของความศิวิไลซ์ของชาติที่เกิดจากคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ 
10) 2.3 ก่อตั้งคณะราษฎร ชวนอ่านวันละนิด บ้านเมืองศิวิไลซ์ อ่าน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ประวัติการเมืองไทยสยาม พ.ศ.2475-2500.

บทที่ 2 “2475 : การปฏิวัติสยาม” (หน้า 33-119)
หัวข้อที่ 2 : การก่อตั้งขบวนการคณะราษฎร (หน้า 47-54)

การก่อตั้งมีทั้งกลุ่มนักเรียนในและนักเรียนนอก 1) กลุ่มนักเรียนนอก กลุ่มคนหนุ่มอายุ 26-29 นักศึกษาในยุโรปทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ สวิส 7 คน (ปรีดี แปลก ประยูร ทัศนัย ตั้ว แนบ จรูญ)

ประชุม 5 วันเมื่อกุมภาพันธ์ 2469/1926 ณ หอพัก Rue du Sommerard ในปารีส ฝรั่งเศส สรุปให้ก่อตั้ง “คณะราษฎร” (ตรงข้ามระบอบเก่าของคณะเจ้า) มีเป้าหมาย “เปลี่ยนแปลงการปกครองของกษัตริย์เหนือกฎหมายมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย” ด้วยวิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน”

2) กลุ่มนายทหารสามัญชนอาวุโสนักเรียนนอกนักเรียนใน ยศสูงสุดระดับนายพันเอกนายพันโท (พหล 45, ทรง ฤทธิ์ ประศาสน์ = 4 ทหารเสือคณะราษฎร) ได้สรุปว่าต้องเปลี่ยนแลงทางการเมืองราวปี 2472-3 หรือก่อนปฏิวัติ 2475 อยู่ราว 2-3 ปี

3) สมาชิกคณะราษฎร 3 สาย ทหารบก 34 (4 ทหารเสือ และ พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม – แปลก ขีตตะสังคะ นำ) ทหารเรือ 18 (น.ต. หลวงสินธุสงครามชัย – สินธุ์ กมลนาวิน นำ) พลเรือน 50 (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม – ปรีดี พนมยงค์ นำ) ส่วนใหญ่คือนักเรียนในประเทศ

กลุ่มสมาชิกก่อการ มีทั้งเป็นผู้ที่อยู่ในศูนย์อำนาจของระบอบเก่า เช่น นายประยูรลูกตาแย้ม ซึ่งพ่อเป็นอดีตผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบก ที่เจ้านายรู้จักดี นายตั้วเป็นน้องของคุณหญิงของพระยามานวราชเสวี

แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ชายขอบของศูนย์อำนาจระบอบเก่า เช่น นายปรีดี นายแปลก นายบัตร พึ่งพระคุณ นายบรรจง ศรีจรูญ ฯลฯ

การขยายสมาชิกจากจุดเริ่มนั้น ใช้ความเป็นเพื่อนร่วมเรียนร่วมทำงาน เป็นญาติ เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ เป็นสำคัญ

ทำไมข่าวการตั้งคณะราษฎรจึงไม่รั่วและถูกจับกุมเหมือนเช่นกลุ่มทหารยังเตอร์กปี 2455 สมัยปีที่ 2 ของรัชกาลที่ 6 ที่มุ่งเปลี่ยนระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยก่อนคณะราษฎร 20 ปี?

คำตอบคือ ด้านหนึ่งเพราะเคร่งครัดในการขยายสมาชิก และคนที่ได้รับชวนเข้าร่วมแต่ไม่ได้ร่วมก็สามารถเก็บความลับไว้ได้

อีกด้านหนึ่งเพราะความขัดแย้งในหมู่เสนาบดี สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และการพูดคุยเรื่องการหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม จึงเป้นที่พูดกันเปิดเผยทั่วไป

และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ รัฐบาลระบอบเก่านั้น “มั่นใจจนเกินไปในฐานะและการปกครอง” ของตนเอง มองรายชื่อผู้ก่อการที่เสนอให้จับกุมนั้น เป็น “เด็ก” และ “รู้จักดี” ส่วนพวกที่สามัญธรรมดาชายขอบอำนาจ “ก็ดูเป็นตำแหน่งที่ไม่มีความหมายประการใดได้”

โดยสรุป คณะราษฎรในปฏิวัติ 2475 กลุ่มสมาชิกที่อายุ 40-45 มีเพียง 4 ทหารเสือ ส่วนสมาชิกทั้งหมดอายุ 35 ปีลงมาถึงกลาง 20 นี้คือที่มาของความศิวิไลซ์ของชาติที่เกิดจากคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่

คำถามท้ายข้อ : คณะผู้นำยึดอำนาจปัจจุบันต่างอยู่ในวัยเกษียณอายุราชการแล้ว และส่วนใหญ่ของรัฐมนตรีชุดปัจจุบันก็อายุระหว่าง 60-80 ปีแล้ว นักศึกษาคิดว่า คนรุ่นอายุดังกล่าวนี้จะนำสิ่งใหม่และความเจริญมาสู่ประเทศชาติได้จริงหรือไม่? อย่างไร? โปรดวิเคราะห์ อธิบาย และยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน
(โปรดฝึกการศึกษาประวัติศาสตร์นี้ลงในสมุดของท่านเอง ไม่ต้องโพสทมาครับ)

นำอ่านโดย นายรัฐศาสตร์ (นรศ.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ วิชาประวัติศาสตร์ไทย TP 100 Thai History

ผบ.ตร.ออกหมายจับนายพลตำรวจ

ผบ.ตร.สั่ง ผบช.น. ขออนุมัติศาลออกหมายจับ

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ 
พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์

พร้อมบิ๊กตำรวจอีกหลายนาย และพลเรือนอีก 4 คน ร่วมกระทำผิดข้อหาหนัก เผยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 631/2557 ลงวันที่ 21 พ.ย. 2557 ให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.ข้อหา ป.อาญา ม.112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริบ์ พระราชินี รัชทายาทฯ),ม.148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ),ม.149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ),ม.157(เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ),พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงินฯ

พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผู้บังคับการตำรวจน้ำ ข้อหา ป.อาญา ม.149(เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ),ม.157(เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ/ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 บก.ปคบ. ข้อหา ม.148 (เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ),ม.149(เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์),ม.157(เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา และ ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง ข้อหา ม.148(เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ),ม.149(เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ),ม.157(เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ /

พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผู้กำกับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร ข้อหาร่วมกันสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ พ.ศ.2484 ม.54,55 / ร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม.117,183 และพลเรือนอีก 3 ราย ประกอบด้วย นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ข้อหาเดี่ยวกับ พ.ต.อ.โกวิทย์ฯ/ นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และ นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช ข้อหา ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.19,47

โดยแหล่งข่าวระดับสูงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดและสถานที่.

รูปภาพของ Teerawat Maneeplang
รูปภาพของ Teerawat Maneeplang
รูปภาพของ Teerawat Maneeplang

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ใบมรณะบัตรระบุผกก1ป.ตายกระทันหัน

เผยใบมรณบัตร อดีต ผกก.1กองปราบเสียชีวิตกระทันหัน!โฆษกตร.ตรวจสอบอยู่

เขียนวันที่
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:13 น.
เขียนโดย
isranews

โฆษก ตร. รับทราบข่าว อดีต ผกก.1กองปราบเสียชีวิตกระทันหัน! หลังถูกเด้งฟ้าผ่าพร้อม ผบช.ก. แต่ยังไม่ยันยันข้อมูลอะไร เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบใบมรณบัตร 

pwewccccccccjj

จากกรณีมีข่าวว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (ผบก.1 ป.) ที่เพิ่งถูกพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 615/2557 ให้โยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน 

โดยในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตายว่า "กระดูกสันหลังส่วนอกหักหลายชิ้นเนื่องจากตกจากที่สูง" สถานที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระมงกุลเกล้า หนังสือรับรองการเสียชีวิต เลขที่ 1085/2557 

(อ่านประกอบ : อดีต ผกก.1กองปราบตายกระทันหัน! หลังถูกเด้งฟ้าผ่าพร้อม ผบช.ก.)

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว อิศราwww.isranews.org ว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลใบมรณบัตรที่ได้รับแจ้งเข้ามาอยู่ และยังไม่สามารถให้ความเห็นหรือยืนยันข้อมูลอะไรได้ขณะนี้

"ผมยังยืนยันอะไรไม่ได้ ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบใบมรณบัตร ที่มีการส่งเข้ามาให้ และปัจจุบัน ตำแหน่งของพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ก็อยู่ภายใต้การกำกับของ ศปก.ตร.แล้ว"

เมื่อถามว่า ใบมรณบัตร  ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบถูกส่งมาจากที่ไหน พล.ต.ท.ประวุฒิ ตอบว่า "ก็มีการเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์ขณะนี้แล้ว"

(ดูใบมรณบัตรประกอบ)

pedaaaaaa

 

 

กรณีอดีตผกก.1ป.โดดจากที่สูงเสียชีวิต

*พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ อดีตผกก.1กองปราบ ตกจากที่สูงเสียชีวิตกระทันหัน หลังถูกโยกไปนั่งสตช. ไม่นาน*

วันนี้, 12:50น.


หลังมีใบมรณะบัตรของพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผู้กำกับการ1กองบังคับการตำรวจปราบปราม แพร่กระจายอยู่ในโซเชียลมีเดีย พร้อมมีข้อความระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า กระดูกสันหลังส่วนอกหักหลายชิ้น เนื่องจากตกจากที่สูง พร้อมระบุสถานที่เสียชีวิตว่าเป็นที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ล่าสุดจส.100ได้ตรวจสอบจากวัดหลักสี่พบว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ เสียชีวิตแล้วจริง โดยครอบครัวได้นำศพไปที่วัดเมื่อวานนี้ในเวลาประมาณ13.30น. และทำพิธีเผาทันทีในเวลา14.00น. ส่วนในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ08.00น.ครอบครัวก็ได้เดินทางไปเก็บกระดูกเพื่อไปทำพิธีตามศาสนา



ด้านพลตำรวจโทประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องและขอเวลาตรวจสอบข้อมูลก่อน



สำหรับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ เพิ่งถูกคำสั่งโยกย้ายหน้าที่จากผู้กำกับการ1กองบังคับการตำรวจปราบปรามพร้อมกับ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการตำรวจปราบปราบ เพื่อให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่14พ.ย.อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ทำหนังสือด่วนถึงผู้บังคับบัญชาทุกหน่วย ให้ดูแลสอดส่องผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด และหากพบว่ามีภาวะความเครียดจากปัญหาต่างๆ ต้องรีบแก้ไข เพื่อป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดีขึ้น พร้อมทั้งมีการเปิดสายด่วน1599 เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจ



บุศรินทร์ 



CR:แฟ้มภาพ


วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พุทธอิสระ:ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความสงบ และความมั่นคง หากจำเป็นจะเลือก คนไทยจะเลือกอะไร

มีคำถามอยู่ ๔ ประโยค คือ ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความสงบ และความมั่นคง หากจำเป็นจะเลือก คนไทยจะเลือกอะไร
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เห็นพวกประชาธิปไตยฟีเวอร์ เริ่มออกมาโหมโรงชิมราง แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร ด้วยการโปรยใบปลิว ใส่เสื้อมีอักษรพิมพ์ข้อความต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร ขึ้นป้ายโปสเตอร์ไม่เอารัฐบาลทหาร ชู ๓ นิ้ว แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร ชวนกันไปดูหนังนั่งเคี้ยวเอื้องป๊อปคอร์น นัดกินข้าวข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชู ๓ นิ้ว

หรือว่าคนพวกนี้จะต้องการประชาธิปไตย จนไม่ต้องการชาติไทย หรือว่าความสงบสุขมั่นคงของชาติไทย มันสำคัญน้อยกว่าคำว่า ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ

ฉันไม่รู้หรอกว่า คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย มีพ่อแม่เป็นคนไทยหรือเปล่า เขาไม่รู้เลยหรือว่า เสรีภาพและประชาธิปไตยที่มีในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันทำให้บ้านเมืองแตกแยก สูญเสียเสรีภาพความมั่นคง ความสงบสุขมวลชนลดลง การทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเลือกปฏิบัติ นักการเมืองบ้าอำนาจ คอรัปชั่น เอาเปรียบประชาชน สังคมแตกแยก ศีลธรรมเสื่อมทราม สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมเข้าขั้นวิกฤต จิตใจคนไทยตกต่ำ ข่มขืนฆ่าได้แม้กระทั่งคนในครอบครัวตัวเอง

เหล่านี้หรือ เสรีภาพและประชาธิปไตยที่พวกคุณต้องการ ประชาธิปไตย เสรีภาพที่ไม่มีขอบเขต ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีแม้แต่ความเคารพนอบน้อมต่อผู้มีคุณและบรรพบุรุษไทย ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่กูอยากจะโกง อยากจะปล้น อยากจะฆ่า อยากจะเผา อยากจะโกหกหลอกลวง อยากจะเอาเปรียบ กูก็จะทำ เป็นสิทธิเสรีภาพของกู ประชาธิปไตยเสรีภาพที่กูต้องการ จะนินทาให้ร้าย ทำลายใครกูก็ทำได้ 
ประชาธิปไตยเสรีภาพที่กูต้องการทำให้บ้านเมืองแตกแยก แล้วทำร้ายทำลายกันโดยไม่สนใจถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้โดนกระทำ แม้มีการเลือกตั้งก็มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านไปจนถึง สส. สว. และรับจ้างยกมือในสภา เช่นนี้หรือประชาธิปไตยเสรีภาพที่คนพวกนี้ต้องการ

อย่าเลย หยุดเสียที พอได้แล้ว คนไทยส่วนใหญ่เขาต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการปฏิรูป ต้องการประชาธิปไตยที่ไม่ใช่มีแต่เสรีภาพ แต่ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ รู้สำนึกในหน้าที่ของตนดี พร้อมทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ด้วยประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ต้องมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ยกอำนาจให้ตระกูลใด พรรคการเมืองไหน แล้วมันจะปู้ยี่ปู้ยำ คดโกง ทำร้ายบ้านเมือง ทำลายประชาชนนี้อย่างไรก็ช่างหัวมัน คุณต้องไม่ลืมว่าแผ่นดินบรรพบุรุษไทยมิได้ก่อสร้างมาให้พรรคไหน ตระกูลใด มาคดโกงทำร้ายบ้านเมืองอย่างที่ผ่านมา

หากคนพวกนี้ต้องการประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ มากกว่าความสงบสุขมั่นคงของแผ่นดินไทย คนไทย ลูกไทย หลานไทย ควรจะรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อเผ่าไทย ขับไล่ไอ้พวกรักประชาธิปไตย จนลืมความสงบสุขของแผ่นดินไทย ให้ออกไปหาไปสร้างแผ่นดินประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการใหม่ อย่ามาถวิลหาประชาธิปไตยจนทำลายความมั่นคง

แผ่นดินนี้ต้องมีความสงบสุขมั่นคงให้ได้ก่อน แล้วจึงนำมาซึ่งประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เหล่านี้คือคนไทย ลูกไทย หลานไทย เผ่าไทย ชาติเชื้อไทยต้องการ หากใครไม่ใช่ เผ่าไทย ไป ไปหาแผ่นดินอยู่ใหม่ได้เลย เคยฟังไหม เพลงหนักแผ่นดินน่ะ

คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน
ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย
คนใดเห็นไทยเป็นทาส ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทย
แต่ยังฝังทำกิน กอบโกยสินไทยไป เหยียดคนไทยเป็นทาสของมัน
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
คนใดยุยงปลุกปั่น ไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจาย
ปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเอง
คนใดหลงชมชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง
ได้สินทรัพย์เจือจานก็ประหารไทยกันเอง ทีชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู
เข้าทลายพลังไทยให้สลายทางสู้ เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมัน
คนใดคิดร้ายราวี ประเพณีของไทยไม่ต้องการ
เกื้อหนุนอคติ เชื่อลัทธิอันธพาล แพร่นำมันมาบ้านเมืองเรา
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
พุทธะอิสระ